มอเตอร์สปอร์ตไทยต้องไปต่อ! NEXZTER BRIC Superbike เตรียมลุยสนาม 2 ปลายสิงหาคมนี้

พร้อมลุย! สนามช้างฯ ภายใต้บทบาทเป็นที่พี่งพิงและดูแลประชาชน จนเป็นข่าวดังในสื่อต่างๆทั่วโลก ได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็น “มากกว่าสนามแข่งรถ” ล่าสุดคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ศึกสองล้อทางเรียบรายการใหญ่ที่สุดของประเทศไทย “NEXZTER BRIC Superbike มีมติเดินหน้าผลักดันรายการ กลับเข้าสู่ตารางแข่งขันอีกครั้ง หลังต้องเลื่อนจากช่วงต้นเดือนด้วยสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ด้านบอสใหญ่ “ตนัยศิริ” เผยสนามแรกได้รับกระแสตอบรับเกินคาด นักแข่ง-ทีมแข่งแน่นทุกคลาส นักบิดอินเตอร์หลั่งไหลร่วมชิงชัย ดันกระแสมอเตอร์สปอร์ตไทยให้โตแบบไม่มีเบรก การแข่งขันสู้กันสุดสนุกเข้มข้นตลอดฤดูกาลแน่นอน  เตรียมลุยสนาม 2 วันที่ 22-24 ส.ค.นี้

การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รายการ NEXZTER BRIC Superbike Championship (เน็กซ์เตอร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปียนชิพ) ที่รวมนักบิดแถวหน้าและนักบิดเลือดใหม่ และทีมแข่งกว่า 1,500 คน จาก 130 ทีม ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ อาทิ  อังกฤษ, อเมริกา, แคนาดา, ออสเตรเลีย, อิตาลี, รัสเซีย, อินเดีย, ญี่ปุ่น ฯลฯ ลงไล่ล่าแชมป์ในแต่ละรุ่นมากมาย พร้อมซัพพอร์ตเรซสุดมันส์จากแบรนด์มอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่ ฮอนด้าและยามาฮ่า ได้แก่ Honda Thailand Talent Cup, CBR Trophy และ YAMAHA R3 bLUcRU Asia- Pacific Championship, Yamaha R-Series Racing Experience, YAMAHA Moto Challenge

นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ กรรมการผู้อำนวยการ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เผยทิศทางการแข่งขันรถจักรยานยนต์รายการใหญ่ “NEXZTER BRIC Superbike” ว่า ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล ยอมรับว่ามีความกังวลในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจที่จะมีผลกระทบต่อการทำทีมแข่ง แต่หลังจากผ่านสนามแรกมาแล้วนั้น กลับได้รับการตอบรับที่เกินความคาดหมาย มีรถแข่งลงทำการแข่งขันมากกว่าเดิมในทุกรุ่น อย่างในรุ่น Super Sport 250 ซีซี ซึ่งเป็นคลาสใหม่ที่เปิดครั้งแรก ก็มีนักแข่งสมัครเต็มตั้งแต่สัปดาห์แรก มีนักแข่งต่างชาติเข้ามาร่วมรายการมากขึ้น อาทิ อินเดีย, แคนาดา, รัสเซีย, ไต้หวัน ฯลฯ สะท้อนความเชื่อมั่นในมาตรฐานการแข่งขันระดับสากล นับเป็นสัญญาณเชิงบวกของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย

โดยฤดูกาล 2025 นี้ ยังอัดแน่นด้วยดาวบิดที่มีดีกรีระดับนานาชาติและนักบิดดาวรุ่งมากมาย อาทิ รุ่น Superbike 1,000 ซีซี แสตมป์-อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์, บอล-จักรกฤษณ์ แสวงสวาท, ซุป-อนุชา นาคเจริญศรี, มิกซ์-ธนัช ละอองปลิว มีดีกรี ฝีมืออยู่ในระดับท็อปของเอเชีย รวมทั้ง Super Stock 1000 ซีซี และ Super Sport 600 ซีซี ก็มีนักบิดมากประสบการณ์ลงแข่งขัน โดยเฉพาะรุ่น Super Sport 250 ซีซี มีนักแข่งระดับโปรที่โลดแล่นในระดับเอเชีย รวมทั้งดาวรุ่งที่กำลังรอแจ้งเกิดลงทำการแข่งขัน ทำให้แฟนความเร็วลุ้นกันอย่างสนุกตลอดฤดูกาลได้อย่างแน่นอน

“แนวคิด Anyone can be a Hero ใครๆก็เป็นฮีโร่นักบิดได้ บ่มเพาะ ผลักดันมาตลอดหลายปี โดยการแข่งขันไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะนักแข่งบิ๊กเนม ทีมโรงงานเท่านั้น แต่ต้องการให้เป็นเวทีที่สามารถรวมนักแข่งทั้งระดับโปร นักแข่งอาชีพ ดาวรุ่ง หรือแม้แต่คนธรรมดาที่มีความฝัน ลงแข่งในสนามเดียวกันได้ บันไดก้าวแรกที่สร้างนักบิดหน้าใหม่เข้าสู่วงการสองล้ออย่างต่อเนื่องทั้งเอเชียและระดับโลก นักแข่งและทีมแข่งได้มีสนามที่ติดปีก ฝึกฝน ทั้งด้านโครงสร้าง และการใช้เทคโนโลยีการบริหารจัดการทีมขั้นสูง ด้วยมาตรฐานการจัดงานและทีมงานระดับ MotoGP และโครงสร้างพื้นฐานของสนามแข่งขันระดับโลก”

นายตนัยศิริ ยังได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของนักบิดที่ไม่เคยแข่งขันระดับโลก โมโตทู, โมโตทรี หรือระดับเอเชีย แต่สามารถแจ้งเกิดกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ของรายการอย่าง “ออ ปิตะบุตร” ทุกครั้งที่ลงแข่งขันจะมีแฟนคลับติดตามจำนวนมาก , ป๋อม-นทีธาร ทองโคตร ก็เป็นอีกตัวอย่างของนักแข่งที่ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นจากทีมโรงงาน แต่พิสูจน์ฝีมือ มีชื่อเสียง และดีกรีแชมป์ในรุ่น Super Stock 1000 ซีซี มีฐานแฟนคลับและมีการทำมีเดียประชาสัมพันธ์ทีมอย่างมืออาชีพ”

“ศึกเน็กซ์เตอร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์” ได้มีการขยายฐานแฟนคลับ มีดารานักแสดง ยูทูบเบอร์ และอินฟลูเอนเซอร์สายมอเตอร์สปอร์ต อาทิ โอม-ภวัต จิตต์สว่างดี, เซียนหรั่ง, แพร-ทวินันท์ เพิ่มพูน รวมทั้ง เบนซ์ เรซซิ่ง ที่ลงแข่งขันในรุ่น Superbike 1000 ซีซี SB2 ต่างมีแฟนคลับติดตามจำนวนมากเข้ามาเชียร์และชมการแข่งขันผ่านไลฟ์สตรีมมิ่งมากขึ้น  โดยเฉพาะโอม-ภวัต ถือเป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่หลงใหลในกีฬามอเตอร์สปอร์ตอย่างจริงจัง และจากการซ้อมที่ผ่านมาทำเวลาได้อย่างน่าจับตา ทางสนามคาดหวังว่าแฟนๆ จะได้เห็นเจ้าตัวลงทำการแข่งขันในหนึ่งในสนามของฤดูกาลนี้ โดยจะเป็นส่วนหนึ่งของการขยายฐานแฟนคลับของรายการให้กว้างขึ้น สร้างสังคมขับขี่อย่างปลอดภัยและชมการแข่งขันในสนามแข่งมากขึ้น”

ทั้งนี้ ศึก “เน็กซ์เตอร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์” สนามที่ 2 จะเข้าสู่โปรแกรมการซ้อมในวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม ก่อนจะจับเวลารอบควอลิฟาย เพื่อจัดอันดับสตาร์ตในวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม และปิดท้ายรอบชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคมนี้

ร่วมเชียร์และลุ้นแชมป์ประเทศไทย บัตรแกรนด์แสตนด์ 100 บาท / 1 วัน, บัตรวีไอพี 500 บาท / 1 วัน (จำหน่ายบัตรเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ บริเวณหน้าทางขึ้น Grandstand สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต)

พิเศษ! บัตรชมการแข่งขัน “เน็กซ์เตอร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์” มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่บัตร VIP โค้ง 12 และบัตร Paddock Pass + Official Guide Tour  (Paddock Raffle) และบัตร PIT Lane Walk ชมการแข่งขันโมโตจีพี 2026 ในกิจกรรม “Chang Int’s Friend Pass” เพียงถ่ายรูปคู่กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มตราช้าง และบัตรชมการแข่งขัน ภายในสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต แล้วโพสต์รูปลง Facebook ส่วนตัวและบรรยายความรู้สึก พร้อมติด #ChangFriendPass และ Tag ไปยังเพจ Chang Circuit Buriram รวมถึงเปิดเป็นสาธารณะ และ Capture ภาพที่โพสต์ส่งมาที่ inbox เพจ Chang Circuit Buriram เพื่อยืนยันร่วมกิจกรรม 

‘ภูมิธรรม’ นำ ครม.ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันแม่แห่งชาติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และภริยา เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 ณ ท้องสนามหลวง

มีคณะองคมนตรีและภริยา ประธานวุฒิสภา ผู้แทนประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญและภริยา ครม.และคู่สมรส เลขาธิการนายกฯ และหน่วยราชการในพระองค์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมภริยา หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล จำนวน 194 รูป

จากนั้นเวลา 08.30 น. นายภูมิธรรมเดินทางไปร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ที่พระบรมมหาราชวัง

ทะลักไม่หยุด!ตำรวจทัพทันจับเมียนมาลักลอบเข้าไทย 55 ราย

อุทัยธานี – ล้นโรงพัก!!ตำรวจทัพทันร่วมฝ่ายปกครอง จับกุมต่างด้าว 55 คน ลักลอบเข้ามาผิดกฎหมาย และยึดรถยนต์จำนวน 3 คัน

เมื่อวันที่ 11 ส.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ภูมิรพี ผลาภูมิ ผกก.สภ.ทัพทัน พ.ต.อ.อนันตรัตน์ สุขนรินทร์ รองผกก.ป.สภ.ทัพทัน พร้อมจนท.ตำรวจหลายนาย ร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอทัพทัน น.ส.บูรณิน ครุฑธา กำนันต.เขาขี้ฝอย ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน พร้อมแพทย์ประจำตำบล พื้นที่ต.เขาขี้ฝอย อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี

โดยจนท.ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัย 3 คัน จอดอยู่ในป่าชุมชนบริเวณ ม.3 ต.เขาขี้ฝอย อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ตรวจสอบพบ  บุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 55 คน ชาย 36 หญิง 19 อยู่บนรถและบริเวณใกล้เคียงให้การผ่านล่ามว่า ลักลอบเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อไปทำงานในกรุงเทพฯ

จนท.จึงได้รวบตัวทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฏหมาย โดยแจ้งข้อหา เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาและอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งนี้ได้ยึดรถยนต์ของกลาง จำนวนทั้งหมด 3 คัน และดำเนินการคัดกรองและคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ตามกลไก NRM และขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป

กองทัพไทย ผนึก EOD ทำลายวัตถุระเบิดที่ยังตกค้างหมู่บ้านชายแดนเขาพระวิหาร

เจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติกองทัพไทย ร่วมกับชุดEOD จังหวัดศรีสะเกษ เร่งทำลายวัตถุระเบิดที่ยังตกค้าง ในหมู่บ้านชายแดนเขาพระวิหาร

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ชุด EOD ตำรวจภูธร จังหวัดศรีสะเกษ / EOD ตชด.22 และชุดปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กองบัญชาการ กองทัพไทย  เร่งเข้าทำลายวัตถุระเบิดตกค้าง กลางสวนยางพาราชาวบ้าน และกลางทุ่งนา บ้านหนองเม็กน้อย ในพื้นที่หมู่บ้านชายแดนเขาพระวิหาร ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 2 ลูก

หลังจากชาวบ้านเข้าสำรวจพื้นที่ พบหลุมต้องสงสัย คาดเป็นกระสุนปืนใหญ่ถูกยิงข้ามมาจากฝั่งกัมพูชา แต่ยังไม่แตก จึงแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบและทำลายอย่างต่อเนื่อง เพราะหลังชาวบ้านกลับเข้าพื้นที่ได้พบหลุมต้องสงสัย จึงแจ้งผู้นำท้องถิ่นทราบเพื่อแจ้งให้ชุด EOD เข้าไปตรวจสอบและทำลาย

เจ้าหน้าที่ชุด EOD ตชด.22 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ EOD กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติกองทัพไทย เข้าตรวจสอบทำลายลูกปืนใหญ่ของฝ่ายตรงข้าม  ซึ่งยังไม่แตก ในสวนยางพารา บ้านหนองเม็กน้อย ต.เสาธงชัย เป็นที่เรียบร้อย และในพื้นที่ ม.4 ต.เสาธงชัย พบระเบิดตกอยู่กลางทุ่งนาอีก 1 ลูก เจ้าหน้าที่จึงทำลายได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังเข้าตรวจสอบในพื้นที่บ้านโนนดู่ ม.4 หลังจากที่ชุด ชรบ.หมู่บ้าน แจ้งว่า พบหลุมต้องสงสัยเหมือนหลุมลูกปืนใหญ่ตกเป็นจำนวนมาก ไม่ต่ำกว่า 30 หลุม อยู่กลางทุ่งนา

เจ้าหน้าที่ชุด EOD จึงเข้าตรวจสอบและยังไม่แน่ใจว่าใช่หรือไม่ เพราะเป็นพื้นที่แฉะมีน้ำขัง จึงได้นำธงแดงไปปักไว้แสดงสัญลักษ์ว่า”อันตรายห้ามเข้าใกล้” นอกจากนี้ยังพบหลุมต้องสงสัยอีก  1  หลุม ในพื้นที่ชุมชนใกล้โรงเรียนบ้านจานเลียว ต.เมือง อ.กันทรลักษ์   ตรวจสอบแล้วไม่พบสิ่งแปลกปลอมหรือวัตถุระเบิดแต่อย่างใด 
   

นางสาวดาวเรือง บุญทวี ชาวบ้านหนองเม็ดน้อย ม.11 ต.เสาธงชัย  กล่าวว่า ตนได้ยินเสียงลูกปืนเขมรดัง วี๊ดตุ๊ม จึงวิ่งเข้าหลุมหลบภัย จนถึงตอนเย็นได้อพยพเข้าไปที่ศูนย์ผู้พักพิงต่อไป

ข่าว …. บุญทัน  ธุศรีวรรณ // รายงาน
ภาพ … สมนึก  วิสุทธิ์

เกษตรกรปราจีนบุรีระทม!ฝนทิ้งช่วงข้าวโพดขาดน้ำหล่อเลี้ยงยืนต้นแห้งตาย

ปราจีนบุรี-กลุ่มเกษตรกรชาวไร่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หมู่ที่ 4 หมู่ที่ 8 หมู่ที่ 12 ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี เดือดร้อนหนักจากภาวะฝนทิ้งช่วงมานานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้ข้าวโพดขาดน้ำยืนต้นแห้งตายแล้วนับ 100 ไร่

เมื่อเวลา17.40วันนี้ 11 ส.ค.68  ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรีได้รับการร้องทุกข์ชาวบ้าน! จากกลุ่มเกษตรกรชาวไร่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หมู่ที่ 4 หมู่ที่ 8 หมู่ที่ 12 ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เข้าขั้นวิกฤตเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงทำให้ข้าวโพดที่ปลูกไว้ในไร่ที่กำลังออกฝัก เหี่ยวแห้งยืนต้นแห้งตาย  รอฝนตกลงมาแต่ฝนไม่ตกลงมาตามฤดูกาล

แม้จะตัดสินใจแก้ไขบรรทุกน้ำมาใส่รดแปลงข้าวโพดเพื่อยื้อเวลาก่อนข้าวโพดจะยืนตายยกแปลง  เนื่องจากเกิดฝนทิ้งช่วงนานกว่า 2 อาทิตย์ ทำให้ข้าวโพดที่กำลังออกฝักแก่จัด แต่ความชุ่มชื้นไม่เพียงพอไม่สามารถทำให้ข้าวโพดฟื้นออกฝักตามปกติได้ ซึ่งเกษตรกรแต่ละรายปลูกข้าวโพดรายละ 50 ถึง 100 กว่าไร่ ต้องทำใจปล่อยให้ข้าวโพดยืนต้นแห้งตาย

นายคำภีร์ บุญเลิศ กล่าวว่า   ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 80 ไร่   ซึ่งปลูกข้าวโพดไม่ได้จังหวะช่วงฝนชุกทำให้ข้าวโพดยืนต้นเหี่ยวแห้ง  แม้จะบรรทุกน้ำมาใส่ไร่ข้าวโพดแต่ก็ไม่สามารถทำให้ข้าวโพดออกฝักที่สมบูรณ์ได้ ปีนี้ลงทุนปลูกข้าวโพด4สี่แสนกว่าบาทไม่สามารถขายข้าวโพดได้เพราะข้าวโพดไม่มีเมล็ดต้องรับภาระหนี้ ธกส.

นางชื่น ศรีทอง เกษตรกรหมู่ที่ 12 กล่าวว่า ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์100ไร่เกิดฝนทิ้งช่วงเกินกว่า 2 อาทิตย์ทำให้ข้าวโพดเริ่มเหี่ยวแห้ง จึงนำเครื่องสูบน้ำพญานาคมาสูบน้ำใส่แปลงข้าวโพดที่กำลังออกฝักเริ่มยืนต้นเหี่ยว สูบน้ำใสแปลงข้าวโพด 2 วัน  ทำให้ข้าวโพดฟื้นคืนมาได้ เพื่อนเกษตรกรที่ไม่มีแหล่งน้ำข้าวโพดที่กำลังจะแก่ พากันลุ้นขอให้ฝนตกลงมาใน 1-2 วันนี้หากเกินกว่านี้เกษตรกรอีกหลายรายต้องปล่อยให้ข้าวโพดยืนต้นแห้งตายไป ขอให้ราชการหรือผู้เกี่ยวข้องช่วยเหลือด้วย

โดย… มานิตย์ สนับบุญ – ข่าว / ทองสุข สิงห์พิมพ์ – ภาพ / ปราจีนบุรี-###

มมส. ไอเดียเจ๋ง ผลิตกล่องข้าวน้องใส่เป้พี่  ส่งต่อชายแดนแนวหน้า

โครงการ “กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่”  ได้ต่อยอดจากปี 2562 น้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานี  การทำอาหารครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากข้าวเหนียวหมูย่างสเตอริไลซ์ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม อุบลปี 2562 ภาควิชาเทคโนโลยีอาหารและโภชนศาสตร์ คณะเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่องข้าวน้อยให้แม่ เพื่อส่งให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ ซึ่ง เหนียวหมูทอด และได้มีการพัฒนา 3ปีให้มีคุณภาพดีขึ้นไปอีกเพื่อรองรับ  เพื่อความมั่นคงทางอาหาร ต้องเตรียมความพร้อมไว้เสมอ สนับสนุนหากมีสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น 

ปัจจุบันได้เกิดเหตุการณ์ปะทะ ในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาได้เกิดการปะทะตอบโต้กันด้วยกำลังทางทหารอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดบริเวณชายแดนไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารอย่างหนัก ภาควิชาเทคโนโลยีอาหารและโภชนศาสตร์ คณะเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหาสารคามและจิตอาสาจึงได้  ผลิตข้าวให้กับทหารไทยแนวหน้า เพื่อให้ได้กินอิ่มท้อง โดยใช้ชื่อโครงการว่า กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ 12 ส.ค.68

ผศ.ดร.อัศวิน อมรสิน อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีอาหารและโภชนศาสตร์ คณะเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า การทำอาหารในครั้งนี้เพื่อนำไปสนับสนุนทหารชายแดนแนวหน้า โดยมีความพิเศษของอาหารที่ทำเป็นอาหารพร้อมบริโภค  จุดเด่นของอาหารคือ อาหารชนิดนี้เป็นอาหารสกินไลน์ ซึ่งจะไม่เน่าเสีย สามารถเปิดรับประทานได้ทันที โดยไม่ต้องอุ่น ปกติจะเตรียมอาหารเป็นกรณีฉุกเฉิน เป็นอาหารสภาวะวิกฤตเพื่อให้สามารถขนส่งได้ในระไกลๆ และสามารถกำรักษาได้นานๆ สามารถรับประทานได้ทันทีโดยไม่ต้องปรุง  อาหารมีอายุอยู่ได้1ปี โดยไม่เน่าเสีย โดยมีการผ่านการฆ่าเชื้อระดับสเตอริไลซ์ ซึ่งใช้อุณหภูมิสูงกว่า 160 องศาเซียลเซียส  เพื่อให้มั่นใจว่าการฆ่าเชื้อนั้นเพียงพอสำหรับการถนอมอาหารและจุลทรีย์ตายในระดับอุตสาหกรรม

ซึ่งโครงการนี้ได้ชื่อว่าโครงการ กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่ มีทั้งหมด 5เมนู คือข้าวผัดไข่ใส่หมูทอดกระเทียมพริกไทย 2 ข้าวเหนียวพร้อมบริโภค 3 เนื้อทอด พร้อมบริโภค 4 น้ำพริกพร้อมบริโภค 5 ข้าวเหนียวเปียกมูนทุเรียนพร้อมบริโภค ทั้งหมดเป็นอาหารสเตอริไลซ์ โดย อาหารทั้งหมด เป็นแบบสเตอริไลซ์ทั้งหมดเพื่อกำจัดจุลินทรีย์ ส่งไปผ่านจิตอาสาขนส่ง ซึ่งจิตอาสาขนส่งคือ นครชัยแอร์ร่วมเป็นจิตอาสา โดยขนส่งอาหารไปที่กองทัพภาคที่ 2 โดยตรงเพื่อแจกจ่ายไปยังชายแดนแนวหน้า  และจะมีจิตอาสาที่ร่วมสนับสนุนโครงการทั้ง อาจารย์ และ ศิษย์เก่า เป็นผู้ที่ให้ความสนใจสนับสนุนโครงการโดยสนับสนุนซื้อวัตถุดิบ เมื่อสัปดาห์ก่อนได้ส่งข้าวเหนียวทุเรียนไปที่แม่ทัพภาคที่ 2

โดยได้เสียงตอบรับ หากได้เมนูที่เป็นข้าวเหนียวถือว่าจะดีมาก  ด้วยความที่ว่าทหารส่วนมากเป็นลูกอีสานที่รับประทานข้าวเหนียว ข้าวเหนียวที่ทำส่วนมากจะเป็นข้าวเหนียว สเตอริไลซ์  ซึ่งได้มีการพัฒนาการวิจัยแล้วหลายครั้ง เมื่อเก็บเวลาระยะนานแต่ข้าวเหนียวยังนิ่มอยู่ และไม่เน่าเสียซึ่งสามารถรับประทานได้ทันที  โดยถุงที่ใช้ เป็นถุงพิเศษ แบบรีทอร์ทเพ้าช์ (Retort Pouch) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะคือ  สามารถทนความร้อนได้ สูงกว่า125องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เป็นพิษ  แต่จะนำมาใช้ความร้อน 115-117 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าปลอดภัย  วัสดุอุปกรณ์เป็นฟู้ดเกรดทั้งหมด จะเริ่มส่งอาหารไปตั้งแต่วันนี้ ไปเรื่อยๆ

คณะอาจารย์และจิตอาสาฝากส่งกำลังใจ ให้ทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนเนื่องจากน้องๆพี่จิตอาสาและทีมงานได้ตั้งใจทำอาหารเพื่อให้พี่ทหารได้รับประทานอาหารให้อิ่มและอร่อย ขอเป็นกำลังใจให้ทหารแนวหน้า  และอยากให้กลับบ้านปลอดภัยทุกคน

พร้อมกันนั้นก่อนหน้านี้ มีสถานการณ์น้ำท่วม  ในโครงการเชฟอุบล เป็นโครงการกล่องข้าวน้อยให้แม่ เป็นข้าวเหนียวหมูทอด และได้มีการพัฒนา 3ปีให้มีคุณภาพดีขึ้นไปอีกเพื่อรองรับ  เพื่อความมั่นคงทางอาหาร ต้องเตรียมความพร้อมไว้เสมอ สนับสนุน สถานการณ์แบนี้เกิดขึ้น โดยอาจารย์นิสิต   ที่มีประสบการณ์มาแล้ว

ศรีตรังประเมินยางธรรมชาติสัญญาณบวก หลังภาษี”ทรัมป์”ชัดเจน

บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (“STA” หรือ “บริษัทฯ”)  ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมยางธรรมชาติครึ่งปีหลังรับแรงหนุนจากดีมานด์ในตลาดโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังมีความชัดเจนของอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ทยอยประกาศแล้วหลายประเทศ มุ่งผลักดันผลการดำเนินงานกลับมาทำกำไรและโมเมนตัมที่ดีของถุงมือยางในครึ่งปีหลังของปีนี้ หลังไตรมาส 2/2568 ทำรายได้จากการขายและบริการ 30,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีผลขาดทุนจากผลกระทบมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ราคายางปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วถึงราว 20% หลังการประกาศ รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ทั่วโลกก็ปรับลดลงเช่นกัน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่บริษัทฯ ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ยังคงดำเนินธุรกิจด้วยประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนที่ดีและเสริมประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ผู้นำธุรกิจยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของโลกและผู้ผลิตถุงมือยางอันดับหนึ่งของประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมยางธรรมชาติครึ่งปีหลังคาดว่ามีความต้องการใช้ในตลาดโลกเพิ่มขึ้น หลังจากมีความชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา (US Reciprocal Tariff) ที่ทยอยได้ข้อสรุปกับหลายประเทศแล้ว ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ วางแผนธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังของบริษัทฯ ขณะที่ข้อสรุปอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯ ที่ 19% นั้น เป็นระดับเดียวกันกับประเทศผู้ผลิตถุงมือยางรายอื่นในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ทำให้บริษัทฯ ไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และคงสถานะที่แข็งแกร่งในตลาดโลก โดยบริษัทฯ วางแผนขยายตลาดยางธรรมชาติและถุงมือยางอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโต โดยเฉพาะธุรกิจถุงมือยางของบริษัทฯ ในครึ่งปีหลังของปีนี้

ทั้งนี้ บริษัทฯ มุ่งมั่นผลักดันผลการดำเนินงานกลับมาทำกำไรในครึ่งปีหลัง จากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามคือสถานการณ์ราคายางธรรมชาติในตลาดโลกที่อ่อนตัวลงตั้งแต่ไตรมาส 2/2568 และยังคงมีแนวโน้มผันผวน 

ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 30,841.4 ล้านบาท และปริมาณการขายยางธรรมชาติรวม 397,461 ตัน เพิ่มขึ้น 0.1% จากไตรมาสก่อน และ 20.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากธุรกิจถุงมือยาง 5,970.1 ล้านบาท ลดลง 8.4% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 5.4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นปริมาณการขายถุงมือยาง 9,091 ล้านชิ้น ลดลงเล็กน้อย 1.1% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากลูกค้าบางส่วนชะลอคำสั่งซื้อเพื่อรอความชัดเจนของภาษีศุลกากรสหรัฐฯ แต่เพิ่มขึ้น 7.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจากการฟื้นตัวของดีมานด์ทั่วโลก

ส่วนภาพรวมผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปี 2568 มีรายได้จากการขายและบริการ 65,226.5 ล้านบาท  และปริมาณการขายยางธรรมชาติรวม 794,416 ตัน เพิ่มขึ้น 31.8% และ 22.7% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงมีอีบิทด้า (EBITDA) 647.6 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากการขายถุงมือยาง 12,490.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่วนปริมาณการขายอยู่ที่ 18,282 ล้านชิ้น ลดลงเล็กน้อย 1.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความกังวลภาษีศุลากรสหรัฐฯ แต่ชดเชยด้วยราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาขายยางธรรมชาติได้รับแรงกดดันจากมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยไตรมาส 2/2568 ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลต่ออัตรากำไร ทำให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2/2568 และ 6 เดือนแรกปี 2568 ที่ 786.8 ล้านบาท และ 98.1 ล้านบาท ตามลำดับ 

ททท.รุกหนัก เจาะตลาดเม็กซิโก หวังดึงนักท่องเที่ยคุณภาพ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดเร่งเดินหน้าบุกตลาดเม็กซิโก เปิดตัวแคมเปญ Thailand Special Deal ร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำของเม็กซิโก El Palacio de Hierro พร้อมทั้งอัปเดตสินค้าและบริการประเทศไทยแก่ตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ รวมถึงนำเสนอเสน่ห์ไทยในงาน Thai Festival Mexico 2025 ระหว่างวันที่ 9-10 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ศิลปะแห่งชาติเม็กซิโก (National Center of Arts – CENART) กรุงเม็กซิโก สหรัฐเม็กซิโก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวคุณภาพระยะไกลเดินทางมาสัมผัส Grand Moment ในประเทศไทย พร้อมร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เม็กซิโกในปี 2568 (Grand Celebration) ในปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025

นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก หน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ และผู้ประกอบการเอกชนในพื้นที่ เดินหน้าขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตดี ตอกย้ำจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพและความยั่งยืนเต็มรูปแบบ โดยดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ภายใต้แคมเปญ Thailand Special Deal สำหรับลูกค้าของห้างสรรพสินค้า El Palacio de Hierro ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำของเม็กซิโก และจัดกิจกรรม Training อัปเดตสินค้าและบริการประเทศไทยให้แก่ตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรผู้ประกอบการเม็กซิโก กระตุ้นให้เกิดการขายสินค้าท่องเที่ยวของประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการสร้างกิจกรรมเชิงประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วม เพื่อมุ่งเป้าสื่อสารถึงนักท่องเที่ยวโดยตรง สร้างความประทับใจ และสร้างการรับรู้ “เสน่ห์ไทย” ในงาน Thai Festival Mexico 2025 ณ ศูนย์ศิลปะแห่งชาติเม็กซิโก (National Center of Arts – CENART) กรุงเม็กซิโก สหรัฐเม็กซิโก พร้อมร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เม็กซิโกในปี 2568


สำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดเม็กซิโกในครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยกิจกรรม Training อัปเดตสินค้าและบริการประเทศไทยให้แก่ตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยวจากบริษัท Viajes Palacio จำนวน 30 ราย และกิจกรรม Networking Event ร่วมกับพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ บริษัทนำเที่ยว High End และสื่อจากตลาดเม็กซิโก จำนวน 15 ราย ณ ร้าน Galanga House ในวันที่ 6 สิงหาคม 2568 เพื่อให้ความรู้และอัปเดตสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวใหม่ของไทยแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเม็กซิโก รวมถึงขยายเครือข่ายพันธมิตร และการจัดกิจกรรมไฮไลต์ในการเปิดตัวแคมเปญ Thailand Special Deal ในวันที่ 7 สิงหาคม 2568 โดยมีกลุ่ม Top Spender เข้าร่วมงานฯ กว่า 60 คน  ณ ห้างสรรพสินค้า El Palacio de Hierro ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำของเม็กซิโกที่มีสาขาจำนวน 31 สาขาทั่วประเทศ และมีสมาชิกบัตรเครดิตกว่า 100,000 ราย เพื่อมอบข้อเสนอและส่วนลดพิเศษสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวไทยแก่กลุ่มลูกค้าของห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นกลุ่ม High End ที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว และมีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง

พร้อมกันนี้ เพื่อแสดงถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและเม็กซิโกที่สืบเนื่องมายาวนานในโอกาสเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เม็กซิโกในปี 2568 ททท. ได้ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก นำเสนอเสน่ห์ไทยในเทศกาลไทย Thai Festival Mexico 2025 ระหว่างวันที่ 9-10 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ศิลปะแห่งชาติเม็กซิโก (National Center of Arts – CENART) โดย ททท. ได้นำการแสดงดนตรีพื้นบ้านอีสานจากหมอลำไอดอลแบนด์ ซึ่งเป็นวงดนตรีที่เล่นดนตรีประกอบการแสดงหมอลำ ในรายการประกวด “หมอลำไอดอล” รายการที่เฟ้นหาหมอลำรุ่นใหม่ นำเสนอเรื่องราว ศิลปะหมอลำพื้นบ้านอีสานที่มีความสนุก เข้ากับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเม็กซิโกที่ชื่นชอบความสนุกสนาน เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวภายในงานฯ รวมทั้งจัดกิจกรรมเชิงประสบการณ์เผยแพร่เสน่ห์ไทยผ่านศิลปินสตรีทอาร์ตไทยที่มีชื่อเสียง “เติ้ล-ธีระยุทธ พืชเพ็ญ” หรือที่รู้จักกันในนาม “TRK” บอกเล่าเรื่องราวประเทศไทยในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยทำกิจกรรม Live Paint เชื่อมโยงศิลปะไทยกับศิลปะเม็กซิโก และจัดทำกิจกรรมเพ้นท์หน้ากากมวยปล้ำ ผสมผสานลวดลายไทยกับหน้ากากมวยปล้ำ ซึ่งเป็นกีฬาที่มีชื่อเสียงของเม็กซิโก

ตลาดนักท่องเที่ยวเม็กซิโกเป็นตลาดท่องเที่ยวคุณภาพที่มีแนวโน้มเติบโตดี โดยตั้งแต่ 1 มกราคม – 3 สิงหาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวจากเม็กซิโกเดินทางเข้าประเทศไทย จำนวน 26,960 คน ถือเป็นอันดับสอง ของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคละตินอเมริกา รองจากประเทศบราซิล (36,725 คน) ททท. คาดว่าการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และจัดกิจกรรมเชิงประสบการณ์ในงาน Thai Festival Mexico 2025 นี้ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวเม็กซิโกสู่ประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดย ททท. เตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกมากมายตลอดทั้งปี เพื่อส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวชาวเม็กซิโกที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายและมองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ความเป็นไทย  โดยตั้งเป้าหมายนักท่องเที่ยวเม็กซิโกเดินทางเข้าประเทศไทย 51,600 คนในปี 2568 เติบโตประมาณร้อยละ 20 จากปี 2567

เกษตรกรเมืองตรังเลี้ยง “ด้วงสาคู”สร้างรายได้30,000 บาท/สัปดาห์

แม่บ้านหัวใสวัย 46 ปี ชาวตำบลปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เริ่มจากการเพาะเลี้ยงด้วงสาคูขาย ต่อมามีการต่อยอดเพาะพ่อแม่พันธุ์ในกะละมัง โดยวางเรียงซ้อนกันแบบคอนโด ทำประหยัดพื้นที่ ขายสร้างรายได้ 2 ทาง จนได้กำไรงามสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 20,000-30,000 บาทหรือกว่า 100,000 บาทต่อเดือน  และเป็นฟาร์มเพาะพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูที่ใหญ่ที่สุดใน จ.ตรัง

ฟาร์มเพาะเลี้ยงด้วงสาคู หมู่ที่ 5 ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง น.ส.ลัดดาวัลย์ หรือเทศ อายุ 46 ปี ผันตัวจากเกษตรกรชาวสวนยางพารา หันมาเพาะพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูหรือแมงหวัง (ตัวด้วงสาคูที่โตเต็มวัย) จนกลายเป็นฟาร์มเพาะพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูแบบคอนโดในกะละมังรายใหญ่ที่สุดใน จ.ตรัง โดยมีทั้งหมดกว่า 1,000 กะละมัง ขายตัวละ 4-5 บาทหรือคู่ละ 8-10 บาท แต่ละสัปดาห์จะส่งพ่อแม่พันธุ์หรือแมงหวังขายได้ 4,000-5,000 คู่หรือกว่า 10,000 ตัว สร้างรายได้ 20,000-30,000 บาทต่อสัปดาห์ หรือกว่า 100,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว

น.ส.ลัดดาวัลย์ เกษตรกรเจ้าของฟาร์มเพาะพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูรายใหญ่ใน จ.ตรัง เล่าว่า เมื่อว่างจากการกรีดยางพาราจึงคิดหารายได้เสริม เนื่องจากมีภาระครอบครัวและส่งลูกเรียนหนังสือ ต่อมาได้เห็นคนรู้จักเลี้ยงด้วงสาคูขาย โดยมีขั้นตอนการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก ใช้พื้นที่น้อย จึงศึกษาค้นคว้าเรื่อยมา จนกระทั่งมาเริ่มทดลองเลี้ยงด้วงสาคู 10 กะละมังแรก เมื่อขายดีจึงขยายออกเป็น 20-30 กะละมัง แต่ติดปัญหาที่ต้องซื้อพ่อแม่พันธุ์ในราคาแพง จึงคิดทำพ่อแม่พันธุ์เอง โดยปล่อยให้ตัวด้วงมีอายุประมาณ 40-45 วัน ก็จะได้พ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์

จากนั้น จึงคัดแยกเพศ ซึ่งตัวผู้จะมีหนวด งวงสั้น ตัวเมียงวงเรียงยาว ไม่มีหนวด โดยการนำตัวผู้ 2 ตัวต่อตัวเมีย 4 ตัวให้อยู่กะละมังเดียวกัน ให้อาหารประเภทรำข้าว กากน้ำตาล อาหารหมูและแป้งสาคูที่ได้จากต้นสาคูหรือกากมะพร้าวสับ ผสมกับน้ำเปล่าจนชุ่มชื้น ปิดฝากะละมัง ปล่อยทิ้งไว้จนวางไข่โดยใช้เวลา 10 วัน และกลายเป็นตัวด้วงพร้อมขายใช้เวลา 30-35 วัน ราคากิโลละ 200 บาท หากทิ้งไว้จนครบ 45 วันก็จะกลายเป็นพ่อแม่พันธุ์พร้อมบรรจุขวดน้ำพลาสติกขาย โดย 1 ขวดจะมี 100 ตัวเป็นตัวผู้ 20 ตัวและตัวเมีย 80 ตัว

น.ส.ลัดดาวัลย์ เล่าต่ออีกว่า พ่อแม่พันธุ์จะจำหน่ายอยู่ที่คู่ละ 10 บาท ไซส์รองลงมาขายคู่ละ 8 บาทมี 2 ราคา แต่ละสัปดาห์จะได้ 4,000-5,000 คู่ต่อสัปดาห์ รายได้ 20,000-30,000 บาท ลูกค้าส่วนมากเป็นเจ้าประจำและเจ้าใหม่ที่มีการบอกต่อกันมา ส่งไกลที่สุดคือเชียงราย และทั่วประเทศ ผลตอบรับดีมาก เป็นอาชีพที่สร้างอาชีพให้กับเราได้ ไม่ว่าฝนตกแดดออกก็เลี้ยงได้ เป็นงานที่อยู่กับบ้าน เป็นอาชีพอิสระ

ซึ่งมีตลาดออนไลน์ส่งขายทั่วประเทศ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน ทำให้ตอนนี้กลายเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว โดยมีเกษตรกรจากหลายจังหวัดเดินทางมาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง  ทำให้ด้วงสาคูที่เคยถูกมองว่าเป็นแมลงศัตรูพืชในตระกูลปาล์ม เช่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ต้นลาน ต้นสาคู  กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ให้โปรตีนสูง สามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายเมนู แต่เกษตรกรเลือกที่จะเพาะพ่อแม่พันธุ์ขายเป็นหลัก เพราะสร้างรายได้ดีกว่า และทำขายได้ตลอดทั้งปี ไม่เสี่ยงต่อฝนฟ้าอากาศเหมือนพืชหรือสัตว์เศรษฐกิจชนิดอื่น

ส่วนใครสนใจติดต่อได้ทางเฟสบุ๊ก ฟาร์มด้วงลัดดา (ลัดดาวัลย์ ชนะศรี) และที่หมายเลขโทรศัพท์ 087-4685684 

สมรภูมิสู้รบเดือด!กองทัพเมียนมาทิ้งบอมบ์ 20 ลูกถล่มฐาน KNU สนั่นชายแดนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา ด้านตรงข้าม อ.ท่าสองยาง จ.ตาก  กองทัพรัฐบาลทหารเมียนมา  ได้ใช้เครื่องยบิน Y12 ทิ้งระเบิดใกล้กับกองบัญชาการกองพลที่ 7 กองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNU) ในเขตโกล่ ยอ เล รัฐกะเหรี่ยง   โดยเครื่องบินแบบ Y12 ได้บินโจมตีทั้งหมด 6 รอบ ทิ้งระเบิดรวม 20 ลูก 

ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้กองบัญชาการกองพลที่ 7 เปิดเผยกับ KIC(ศูนย์ข้อมูลกะเหรี่ยง”ว่า “เครื่องบินบินเข้าไปครั้งหนึ่งแล้วบินกลับออกมาอีกครั้ง รวมแล้ว 6 รอบ ทิ้งระเบิดรวม 20 ลูก

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้มีคำเตือนทุกคนเลยอยู่กันอย่างระมัดระวัง ซึ่งจากการทิ้งระเบิดครั้งนี้ มีรายงานเบื้องต้นว่ามีรถยนต์บางคันได้รับความเสียหาย ระเบิดบางส่วนได้ทิ้งลงที่โรงพยาบาลและมีชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ชาวบ้านบางส่วนในพื้นที่กองพลที่ 7 ซึ่งได้รับผลกระทบจากการทิ้งระเบิด ได้อพยพข้ามแม่น้ำเข้าสู่ฝั่งไทยเพื่อไปหาที่พักพิงกับญาติหรือเพื่อน ทั้งนี้ทางการไทยได้จัดเตรียมพื้นที่รองรับให้ตามความจำเป็น 

ทั้งนี้ในวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปีเป็นวันวีรชนกะเหรี่ยง” (Karen Martyrs’ Day) เพื่อรำลึกถึงการเสียชีวิตของผู้นำกะเหรี่ยง ซอว์ บะอูจี (Saw Ba U Gyi) ซึ่งถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 1950 โดยในปีนี้ KNU เตรียมจัดงานในหลายพื้นที่ ตามแนวชายแดน