กรมส่งเสริมสหกรณ์ งัด 4 มาตรการรับมือผลไม้ปี 69 ดัน “สินค้า GI” บุกโมเดิร์นเทรด

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เตรียมพร้อมรับมือผลผลิตผลไม้ภาคตะวันออกปี 2569 งัด 4 มาตรการเชิงรุก ชูมาตรฐาน GAP และสินค้า GI อัดฉีดงบกว่า 10 ล้านบาท หนุนสหกรณ์ชาวสวนเชื่อมโยงตลาดโมเดิร์นเทรด พร้อมผลักดัน “ทุเรียนชะนีเกาะช้าง” ขึ้นห้างดังและเจาะตลาดส่งออกเวียดนาม

กรมส่งเสริมสหกรณ์ งัด 4 มาตรการรับมือผลไม้ปี 69 ดัน “สินค้า GI” บุกโมเดิร์นเทรด

นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงแผนการบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง และสละ ที่คาดว่าจะทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยได้มอบหมายให้ นายณฤทธิ์ บุญชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด เพื่อวางรากฐานการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มุ่งเป้าในการรักษาเสถียรภาพราคา และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับสถาบันเกษตรกร

กาง 4 มาตรการ รับมือผลไม้ตะวันออกปี 69

เพื่อเป็นการรับมือกับปริมาณผลผลิตในปี 2569 กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้กำหนดมาตรการบริหารจัดการหลัก 4 ด้าน ดังนี้

1. การผลิตคุณภาพและสินค้าอัตลักษณ์ : มุ่งส่งเสริมให้สหกรณ์ผลิตผลไม้ที่ได้มาตรฐาน GAP และผลักดันการพัฒนาสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อยกระดับเป็นสินค้าพรีเมียม สร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงกว่าผลไม้ทั่วไป

2. การแปรรูปเพิ่มมูลค่า : สนับสนุนอุปกรณ์และเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนผลผลิตเกรดรองหรือสินค้าช่วงล้นตลาด ให้เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เก็บรักษาได้นานและมีมูลค่าสูงขึ้น

3. สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน : อนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) เสริมสภาพคล่องให้สหกรณ์รับซื้อผลผลิตจากสมาชิกโดยตรง ลดการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

4. กลไกตลาดและเครือข่าย : ประสานงานกับห้างโมเดิร์นเทรด ผู้ส่งออก และเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อกระจายผลผลิตให้รวดเร็วที่สุด พร้อมลุยแคมเปญประชาสัมพันธ์กระตุ้นการบริโภค

ทุ่มงบกว่า 10 ล้านบาท อุดหนุนชาวสวน

สำหรับการสนับสนุนในปี 2569 กรมฯ ได้รับงบประมาณจาก กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จำนวนทั้งสิ้น 10,575,000 บาท โดยแบ่งสัดส่วนการบริหารจัดการอย่างชัดเจน ได้แก่

0 งบจัดการด้านการตลาด (2.58 ล้านบาท): อุดหนุนค่าขนส่งผลไม้ออกนอกพื้นที่ (ไม่เกิน 2 บาท/กก.)

0 งบสนับสนุนบรรจุภัณฑ์ (5.3 ล้านบาท): จัดหาตะกร้าผลไม้จำนวน 208,500 ใบ

0 งบจัดกิจกรรมและอบรม: สำหรับการจัดงาน “Fresh From Farm” และการอบรมมาตรฐานโรงงานคัดบรรจุ (Packing House) เพื่อสร้างความมั่นใจให้คู่ค้าต่างประเทศ

ดัน “ทุเรียนชะนีเกาะช้าง” สินค้า GI ขึ้นห้าง-ส่งออกเวียดนาม

นายธนภัทร จ่าวินัจ ผู้จัดการสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคการเกษตรจังหวัดตราด จำกัด ระบุว่า ในวันที่ 20 เมษายน 2569 สหกรณ์ฯ เตรียมลงนามสัญญาซื้อขายล่วงหน้า “ทุเรียนชะนีเกาะช้าง” ซึ่งเป็นสินค้า GI ขึ้นชื่อของจังหวัด ร่วมกับห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต นอกจากนี้ ยังมีแผนเดินหน้าส่งออกมังคุดและเงาะไปยังตลาดกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 90

“แม้ปริมาณผลผลิตปีนี้อาจทำให้ราคาเฉลี่ยไม่สูงเท่าปีก่อนๆ แต่การที่เรามีสินค้า GI อย่างชะนีเกาะช้างและหมอนทองเขาบรรทัด ทำให้เรามีอำนาจต่อรอง ปัจจุบันตั้งเป้ารวบรวมผลผลิตให้ได้ 2,000-3,000 ตัน นอกจากนี้ ยังมองถึงแผนระยะยาวในการสร้างโรงงานแปรรูป ‘เงาะสีทองตราด’ เป็นเงาะกระป๋อง เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดแบบยั่งยืน” นายธนภัทร กล่าวทิ้งท้าย

คนขับบัสซวยน้ำมันหมด!จอดขวางถนน 304 มีพิรุธ ก่อนถูกจับเจอยาบ้าซุกกระเป๋า 15 เม็ด

ปราจีนบุรี – คนขับบัสซวยเพราะน้ำมันหมด ตร.ทล.ปราจีนฯ-สระแก้วพบขณะจอดขวางถนนเหตุน้ำมันหมด ตรวจใบขับขี่เอะใจได้กลิ่นยาเสพติดติดมา สุดท้ายค้นเจอยาบ้าซุกกระเป๋า 15 เม็ด

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) จับกุมนายพิพัฒน์ฯ อายุ 35 ปี หลังพบจอดรถบัสโดยสารขวางช่องจราจรบนถนนสายสุวินทวงศ์ (กบินทร์บุรี – ปักธงชัย ) หรือหมายเลข 304 กิโลเมตรที่ 177 (จุดกลับรถเกือกม้าหนองกี่) ต.หนองกี่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยอ้างว่ารถน้ำมันหมดมีท่าทางพิรุธตรวจใบขับขี่พบมีกลิ่นคล้ายยาเสพติดตรวจค้นกระเป๋าสะพายพบยาบ้าจำนวน 15 เม็ด รับสารภาพว่าซื้อมาในราคาเม็ดละ 30 บาท และ  เพิ่งเสพยาบ้าไป 2 เม็ด ตรวจปัสสาวะยืนยันพบสารเสพติดในร่างกาย จึงนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.กบินทร์บุรี เพื่อดำเนินคดี 

เมื่อเวลา 17.25 น. วันที่ 19 มีนาคม 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  พ.ต.ท.กมลภพ หาญเวช สว.ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. เปิดเผยว่า  พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. สถานีตำรวจทางหลวง 5 กองกำกับการ 3 จังหวัดปราจีนบุรี (ปราจีน-สระแก้ว)  ได้ร่วมกันจับกุม นายพิพัฒน์ฯ อายุ 35 ปี ในความผิดฐาน “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” และ “เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต” โดยสามารถจับกุมได้ที่บริเวณถนนหมายเลข 304 กิโลเมตรที่ 177 (จุดกลับรถเกือกม้าหนองกี่) ต.หนองกี่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี

พฤติการณ์กล่าวคือ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุดจับกุมได้ออกปฏิบัติหน้าที่ตรวจการณ์ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและกวดขันวินัยจราจร เมื่อมาถึงบริเวณจุดเกิดเหตุ ได้พบรถบัสโดยสารไม่ประจำทางคันหนึ่งจอดอยู่ในลักษณะกีดขวางช่องทางการจราจร เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการตรวจสอบเพื่อให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร จากการตรวจสอบพบนายพิพัฒน์ฯ ผู้ต้องหา นั่งอยู่บริเวณข้างรถคันดังกล่าว เมื่อสอบถามถึงสาเหตุที่จอดรถ นายพิพัฒน์ฯ ได้แจ้งว่ารถน้ำมันหมด 

แต่ในระหว่างการพูดคุยนั้น นายพิพัฒน์ฯ แสดงท่าทีมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด เจ้าหน้าที่จึงได้ขอตรวจสอบใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งนายพิพัฒน์ฯ ก็ได้หยิบใบขับขี่ออกจากกระเป๋าสะพายที่พกติดตัวมาส่งให้เจ้าหน้าที่ แต่ในขณะที่รับใบขับขี่มาตรวจสอบนั้น เจ้าหน้าที่ได้กลิ่นผิดปกติคล้ายกับกลิ่นของยาเสพติดโชยออกมาจากใบขับขี่   จึงเป็นเหตุให้เกิดความสงสัยมากยิ่งขึ้น เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงความบริสุทธิ์ใจและขออนุญาตทำการตรวจค้นกระเป๋าสะพายของนายพิพัฒน์ฯ ซึ่งผลการตรวจค้นปรากฏว่า พบยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) จำนวน 15 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในช่องที่ 2 ของกระเป๋าสะพายสีดำ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.กบินทร์บุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยยอมรับว่าได้ซื้อยาบ้าดังกล่าวมาจากวัยรุ่นในพื้นที่ซึ่งไม่ทราบชื่อ ในราคาเม็ดละ 30 บาท และยอมรับอีกว่าก่อนถูกจับกุมในวันเดียวกันนั้น ตนได้เสพยาบ้าไปแล้วจำนวน 2 เม็ด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดที่โรงพยาบาล ผลการตรวจยืนยันพบสารเมทแอมเฟตามีนในร่างกายจริง

โดย… มานิตย์  สนับบุญ  / ปรามจีนบุรี  ###

สภาฯเทใจ 293 เสียงหนุน “อนุทิน”ผงาดนายกฯ “งูเห่าสีส้ม” โผล่กลางสภา

“อนุทิน” เสียงท่วม 293 คะแนน นั่ง “นายกฯ” สมัย 2 ขณะที่ 118 สส. โหวต “ณัฐพงษ์” พบงูเก่าสีส้ม 1 อัตรา คือ นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี ส่วน “สส.หรั่ง” ภูมิใจไทย ลาป่วย

เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ภายหลังการปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ได้รับเสียงสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ได้รับการแสดงความยินดีจาก สส.ในสภา อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  รวมถึงบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์  สส.บัญชีรายชื่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  สส.บัญชีรายชื่อ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ได้พา สส.พรรคเพื่อไทย เข้าแสดงความยินดีด้วยเช่นกัน

ทั้งจากการตรวจสอบการลงคะแนน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากสมาชิกผู้ลงคะแนนทั้งหมด 498 คน   ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 สมัยที่ 2 โดยได้คะแนนเสียงสนับสนุน 293 เสียง ขณะที่นายณัฐพงษ์ ได้คะแนนเสียง 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง ปรากฏว่า ใน จำนวน 293 เสียง ที่สนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า มีเสียงงูเห่า 1 เสียง จากพรรคประชาชน คือ นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี พรรคประชาชน ร่วมโหวตให้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เป็น สส. ที่มารายงานตัว สส. ก่อนคนในพรรคประชาชน  โดยผลการลงคะแนนส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ พรรคร่วมรัฐบาลเห็นชอบนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี

ขณะทีคะแนน โหวตนายณัฐพงษ์ 119 เสียง มาจาก สส.พรรคประชาชน 118 เสียง และ 1 เสียง จาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ  หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย  ขณะที่ 1 เสียง พรรคประชาชนโหวตสวน 1 คน คือ นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7 โหวตให้นายอนุทิน

ส่วนคะแนน งดออกเสียง 86 เสียง  ประกอบด้วย พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง  พรรคไทยภักดี 1 เสียง  นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย 1 เสียง  รวมถึง 3 เสียง จาก นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภา คนที่ 1 และ 2 รวมถึง 2 เสียงจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คือนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์

ด้านพรรคไทรวมพลัง จำนวน 6 เสียง แม้จะไม่ถูกเชิญร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ สส.ทั้ง 6 คน ต่างโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จาก สส. ในสภาขณะนี้ 499 คน ร่วมโหวต มีจำนวน 498 คน โดยนายหรั่ง ธุระผล สส.อุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ลาป่วย

ทั้งนี้นายวสวรรธน์ พวงพรศรี สส.บัญชีรายชื่อ  หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง กล่าวถึง 6 เสียงโหวตหนุนนายอนุทิน ว่า โหวตให้ ไม่ได้มีอะไรแลกเปลี่ยนทางการเมือง แต่โหวตให้แกนนำตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

สสส. ผนึกภาคีเครือข่ายเดินหน้าโครงการ Sleeping Hygiene for All Ages ยกระดับสุขภาวะการนอนที่เหมาะสมสำหรับคนทุกช่วงวัย

สสส. จับมือ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น)  ภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ และสถาบันการศึกษา ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมและส่งเสริมการนอนที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย ตอกย้ำการนอนอย่างมีคุณภาพเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาวะ พร้อมหนุนองค์ความรู้และกิจกรรมทางกาย เสริมสร้างคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น)   ภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ และสถาบันการศึกษา จัดกิจกรรมภายใต้ โครงการพัฒนานวัตกรรมและส่งเสริมการนอนที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย (Sleeping Hygiene for All Ages) โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวอมรรัตน์  นาคสุข ผู้อำนวยการศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย นางสาวนิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. และ ผศ.ดร.ธนวันต์  สินธุนาวา  รองประธานกรรมการบริหารแผน คณะที่ 5 สสส. รวมถึงนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย ครู ผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานโดยพร้อมเพรียง

นางสาวอมรรัตน์ นาคสุข ผู้อำนวยการศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ พร้อมทั้งการมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการนอนที่เหมาะสม ซึ่งการนอนหลับอย่างมีคุณภาพจะเป็นพื้นที่ฐานที่สำคัญของการมีสุขภาพที่ดี และส่งผลต่อสุขภาพชีวิตของประชาชนในทุกช่วงวัย

นางสาวนิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการนอนหลับเป็นประเด็นปัญหาสุขภาพของประชากรทั่วโลก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า การนอนหลับที่มีประสิทธิภาพควรใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน แต่ในความเป็นจริงพบว่าประชากรทั่วโลกถึงร้อยละ 35 ประสบภาวะนอนไม่หลับ ส่งผลให้ผู้ปกครองที่พักผ่อนไม่เพียงพอมีอัตราการขาดงาน หรือทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพสูงกว่าผู้ที่นอนหลับปกติถึง 3 เท่า นอกจากนี้ การนอนหลับที่ไม่เพียงพอของเด็กนักเรียนหรือบุตรหลานยังส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ ความจำ สมาธิ ตลอดจนพัฒนาการด้านการเจริญเติบโตตามวัยอย่างมีนัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและศักยภาพของเยาวชน

สสส. จึงได้จัดทำโครงการพัฒนานวัตกรรมและส่งเสริมการนอนที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย (Sleeping Hygiene for All Ages) ต่อยอดจากโครงการสามเหลี่ยมสมดุลที่เคยดำเนินการในกลุ่มเด็ก ซึ่งมุ่งสร้างเสริมสุขภาพผ่านการมีกิจกรรมทางกาย การบริโภคอาหารที่เหมาะสม และการนอนหลับอย่างเพียงพอ ก่อนขยายการดำเนินงานให้ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัย พร้อมพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมการนอนที่เหมาะสมผ่านกิจกรรมทางกายอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพการนอน (Sleep Health Literacy) และทักษะในการจัดการปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อคุณภาพการพักผ่อน โดยได้จัดทำชุดความรู้ด้านการพัฒนาคุณภาพการนอนสำหรับแต่ละช่วงวัย เพื่อเป็นแนวทางแก่ครู ผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชนทั่วไป พร้อมจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดความรู้โดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ

แก่กลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัย ได้แก่ กลุ่มเด็กและวัยรุ่น (6-18 ปี) กลุ่มวัยทำงาน (19-59 ปี) และกลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป)

ด้าน ผศ.ดร.ธนวันต์ สินธุนาวา รองประธานกรรมการบริหารแผน คณะที่ 5 สสส. กล่าวว่า โครงการ Sleeping Hygiene for All Ages ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาวะการนอนแก่ประชาชนอย่างหลากหลาย มีการบรรยายในหัวข้อ “สุขภาวะการนอนที่ดีสำหรับวัยผู้ใหญ่” และ “สุขภาวะการนอนที่ดีสำหรับวัยเด็ก” โดย อ.ดร.เจษฎา อานิล หัวหน้าห้องปฏิบัติการการเชื่อมต่อสัญญาณสมองด้วยคอมพิวเตอร์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมกิจกรรมวัดคลื่นสมองเพื่อเรียนรู้การทำงานของสมองขณะพักผ่อน

โดย อ.ไตรศักดิ์ แย้มสอาด อาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอบรม เชิงปฏิบัติการ “สืบร่องรอยสุขภาพจากห้องนอน” เพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับปัจจัยแวดล้อมและพฤติกรรมที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอน โดย ผศ.ดร.ปานรวี รุ่งสกุลโรจน์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยพัฒนาและบริการวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลโครงการพัฒนานวัตกรรมและส่งเสริมการนอนที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย ได้ที่ Sleeping.forallages@gmail.com

“จากโรงถ่านสู่พลังชุมชน”ส.สมานกรุ๊ปส่งต่อแรงใจมอบเสื้อกีฬาสร้างสามัคคีอบต.ด่าน จ.สุรินทร์

โรงถ่านสุรินทร์ (ส.สมานกรุ๊ป) ภายใต้ บริษัท เดอะทาเดอโอ้ เทรดดิ้ง จำกัด นำโดย  นายชิษณุชากร ขวัญนอน กรรมการผู้จัดการฯ มอบเสื้อแข่งขันกีฬาสี ประจำปี 2569  ให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนการแข่งขันกีฬาในตำบลทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่ข้าราชการการขององค์การบริหารส่วนตำบลด่าน ในการพัฒนาท้องถิ่น ให้แข็งแรงและยั่งยืน วันพุธที่ 18 มีนาคม 2569

เปิดข้อมูล “บริษัท เดอะทาเดอโอ้ เทรดดิ้ง จำกัด ” ผู้เล่นในเงาพลังงาน เชื่อมโยงธุรกิจเชื้อเพลิงแข็ง

ท่ามกลางกระแสวิกฤตราคาพลังงานที่กำลังเขย่าภาคธุรกิจทั่วประเทศ ชื่อของ “บริษัท เดอะทาเดอโอ้ เทรดดิ้ง จำกัด” เริ่มถูกจับตาในฐานะหนึ่งในผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่พลังงานต้นน้ำ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม

บริษัทประกอบกิจการหลักด้าน “ขายส่งเชื้อเพลิงแข็ง” ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบสำคัญในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิต หรือธุรกิจที่ต้องพึ่งพาพลังงานต้นทุนต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยเชื้อเพลิงแข็ง เช่น ถ่านหิน หรือถ่านไม้ ยังคงเป็นทางเลือกสำคัญของผู้ประกอบการในยุคที่ราคาน้ำมันผันผวนรุนแรง

ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทอยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี สะท้อนให้เห็นถึงการวางหมากทางธุรกิจที่ใกล้กับแหล่งโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักโดยตรง

แม้ข้อมูลเชิงลึกของบริษัทจะไม่ได้ถูกเปิดเผยในวงกว้าง แต่บทบาทของธุรกิจลักษณะนี้กลับมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของภาคพลังงาน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังเผชิญต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง และความไม่แน่นอนของอุปทาน

ทั้งนี้ ผู้ค้าส่งเชื้อเพลิงแข็งกำลังกลายเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ที่อาจกำหนดทิศทางต้นทุนการผลิตของหลายธุรกิจ หากเกิดการสะดุดในห่วงโซ่อุปทาน หรือมีการปรับราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว ย่อมส่งแรงกระเพื่อมเป็นลูกโซ่ไปยังภาคเศรษฐกิจโดยรวม

ท่ามกลางแรงกดดันทั้งจากเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม บทบาทของบริษัทอย่าง “เดอะทาเดอโอ้ เทรดดิ้ง” จึงไม่ใช่เพียงแค่ผู้ค้าสินค้า แต่คือหนึ่งในฟันเฟืองของระบบพลังงานที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ในช่วงเวลาที่ทุกการเคลื่อนไหว อาจสะเทือนไปทั้งระบบเศรษฐกิจไทย

.

ป.ป.ส. ลุยตัดเนื้อร้าย รวบข้าราชการเทศบาล เอี่ยวแก๊งค้ายารายสำคัญ ฟอกเงิน-ยึดทรัพย์กว่า 8 ล้านบาท

ภายใต้ยุทธการตัดเนื้อร้าย และข้อสั่งการขั้นเด็ดขาดของ พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ที่ประกาศจุดยืนชัดเจนในการกวาดล้างเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปมีส่วนพัวพัน แสวงหาผลประโยชน์ หรืออำนวยความสะดวกให้กับขบวนการค้ายาเสพติด โดยจะไม่มีการละเว้นและต้องถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญา วินัย และมาตรการยึดทรัพย์สินขั้นสูงสุด เพื่อกอบกู้ศรัทธาของประชาชนและทำความสะอาดระบบราชการ

สำนักงาน ปปส.ภาค 6 จึงได้บูรณาการกำลังร่วมกับ ตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ ตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตร และฝ่ายปกครองอำเภอเมืองพิจิตร เปิดปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ
.
บุกจับกุมข้าราชการระดับชำนาญงาน หลังพบหลักฐานเส้นทางการเงินเชื่อมโยงขบวนการค้ายาบ้า พร้อมยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 8 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ได้นำหมายจับศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ เข้าทำการจับกุม นางกัญญารัตน์ (สงวนนามสกุล) ซึ่งปัจจุบันรับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานทะเบียนชำนาญงาน สังกัดเทศบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดพิจิตร โดยถูกแจ้งข้อกล่าวหาหนัก ฐานเป็นผู้รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้กระทำความผิดเพื่อประโยชน์ หรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 125 (4)) และความผิดฐานฟอกเงิน

เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินที่คาดว่าได้มาจากการกระทำความผิด รวมมูลค่าประมาณ 8 ล้านบาท ประกอบด้วย

• ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 2 รายการ
• ยานพาหนะ จำนวน 2 รายการ
• เครื่องประดับทองรูปพรรณ จำนวน 14 รายการ
• บัญชีเงินฝากธนาคาร จำนวน 2 รายการ

สืบเนื่องจากการขยายผลจับกุมยาบ้ากว่า 3 แสนเม็ด การจับกุมครั้งนี้ เป็นผลมาจากการสืบสวนขยายผลโครงการเครือข่ายรายสำคัญ ปี 2569 ของ ปปส.ภ.6

โดยย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ได้จับกุม นายจักรวาล หรืออู๋ (สงวนนามสกุล) พร้อมของกลางยาบ้า 122,699 เม็ด ในพื้นที่ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ จากนั้นได้ขยายผลจับกุม นายกิตติพงษ์ หรือเอก (สงวนนามสกุล) ได้พร้อมของกลางยาบ้าอีก 178,000 เม็ด ขณะนำยามาส่งให้กับนายจักรวาล
.
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายนี้อย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญที่มัดตัว นางกัญญารัตน์ (ข้าราชการที่ถูกจับกุม) ว่ามีการรับโอนเงินจากบัญชีของผู้ค้ายาเสพติดหลายครั้ง โดยเฉพาะเงินค่าจ้างและค่าใช้จ่ายในการลำเลียงยาเสพติดล็อต 122,699 เม็ด เมื่อเดือนตุลาคม 2568

นอกจากนี้ ข้อมูลการสืบสวนเชิงลึกยังพบว่าเครือข่ายนี้เคยถูกประชาชนร้องเรียนผ่านสายด่วน ป.ป.ส. 1386 ในพื้นที่จังหวัดพิจิตร และมีพฤติการณ์กระจายยาเสพติดไปยังพื้นที่จังหวัดสุโขทัยอีกด้วย
.
การจับกุมในครั้งนี้ เป็นการเน้นย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเสียเอง จะต้องรับโทษหนักกว่าบุคคลทั่วไปถึง 3 เท่า เพราะเครื่องแบบมีไว้ปกป้องประชาชน ไม่ได้มีไว้เพื่อเป็นเกราะกำบังในการทำผิดกฎหมาย

สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม จะเดินหน้าสืบสวนขยายผลเพื่อถอนรากถอนโคนทุกเครือข่าย ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีตำแหน่งใดก็ตาม

ตำรวจบุกรวบสองผัวเมียลักลอบตัดแบ่ง “หนังเสือโคร่ง” ทำตะกรุดขายออนไลน์คาบ้านชลบุรี

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปทส. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) นำหมายจับศาลอาญามีนบุรี เข้าทำการจับกุม นายอัครเดชฯ และ น.ส.ขนิษฐาฯ ณ บ้านพักในพื้นที่ ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.1 บก.ปทส. ตรวจพบความเคลื่อนไหวการค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครองบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยกลุ่มผู้ต้องหามีพฤติการณ์นำหนังเสือโคร่งมาตัดแบ่งเพื่อทำเป็นตะกรุดและเครื่องรางของขลัง ส่งขายให้กับลูกค้าที่นิยมสะสมวัตถุมงคลจากซากสัตว์ป่า

จากการตรวจค้นภายในบ้านพัก เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลางได้หลายรายการ ประกอบด้วย ดังนี้

– หนังเสือโคร่งผืนใหญ่ ขนาด 29×22 นิ้ว และ 13×13 นิ้ว

– ซากสัตว์ป่าแปรรูป เศษหนังเสือโคร่งรวมกว่า 160 ชิ้น และที่บรรจุในกล่องพลาสติกเตรียมจำหน่าย

– เครื่องรางสำเร็จรูป ตะกรุดหนังเสือ 17 ดอก และส่วนประกอบอุปกรณ์การผลิต อาทิ กรรไกรและไม้บรรทัด

โทษหนักทั้งจำทั้งปรับ

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันค้าและมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งเสือโคร่งถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ลำดับที่ 158 โดยมีบทลงโทษ 

ฐานความผิดการค้า: จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ฐานความผิดการครอบครอง: จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทาง บก.ปทส. ระบุว่าสัตว์ป่าเป็นทรัพยากรที่ต้องร่วมกันอนุรักษ์ การนำซากสัตว์ป่ามาแปรรูปเป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ถือเป็นการทำลายระบบนิเวศอย่างร้ายแรง พร้อมเตือนประชาชนว่าการครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษทางอาญาสูง ทั้งนี้ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปทส. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นครราชสีมาจัดใหญ่ “200 ปี วีรกรรมย่าโม “ดึง 4 ฮีโร่สายเลือดโคราช ถือคบไฟจุดพลุ 4 มุมเมือง

นครราชสีมา เตรียมจัดยิ่งใหญ่ “200 ปี วีรกรรมย่าโม” ดึง 4 ฮีโร่สายเลือดโคราช สุนารี-อร-กิ๊ฟ-น้ำตาล ถือคบไฟจุดพลุ 4 มุมเมือง พร้อมสตรีโคราช 7,410 ชีวิต ร่วมรำบวงสรวง

นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยร้อยเอกหญิง จิตชนก กิจวิรัตน์ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครราชสีมา นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงความพร้อมการจัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569 ซึ่งในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 200 ปี แห่งวีรกรรมของท้าวสุรนารี หรือ คุณย่าโม โดยงานจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด 200 ปี วีรกรรมก้องหล้า ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2569 รวม 12 วัน 12 คืน ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และสนามหน้าศาลากลางจังหวัด

นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่าการจัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569 ซึ่งในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 200 ปี แห่งวีรกรรมของท้าวสุรนารี หรือ คุณย่าโม โดยงานจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด 200 ปี วีรกรรมก้องหล้า ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2569 รวม 12 วัน 12 คืน ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และสนามหน้าศาลากลางจังหวัด

การจัดงานในปีนี้ จังหวัดนครราชสีมาได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จฯ ทอดพระเนตรการรำบวงสรวงท้าวสุรนารี  โดยมีสตรีชาวโคราชร่วมรำบวงสรวงจำนวน 7,410 คน ซึ่งเป็นเลขมงคลสื่อถึงพระชนมพรรษา 74 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในปี 2569  นอกจากนี้พระองค์ยังพระราชทานผ้าสไบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทั้ง 32 อำเภอ เพื่อใช้ในพิธีบวงสรวงองค์ย่าโมประจำแต่ละอำเภอ ทั้ง 32 อำเภอ อีกด้วย

สำหรับพิธีเปิดงาน มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยมีบุคคลชื่อดังสายเลือดโคราช 4 คน เป็นผู้ถือคบไฟเพื่อใช้ในพิธีจุดพลุ 4 มุมเมือง ได้แก่ สุนารี ราชสีมา นักร้องลูกทุ่งและพิธีกรชื่อดัง, พันโทหญิงอุดมพร พลศักดิ์ อดีตนักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก,วิลาวัลย์ อภิญญาพงศ์ (กัปตันกิ๊ฟ) อดีตกัปตันทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย หนึ่งในตำนาน 7 เซียน  และร้อยเอกหญิง ศุภกานต์ แย้มไทย พยาบาลทหาร ปฏิบัติโรงพยาบาลสนามที่อำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ในช่วงการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา  กล่าวอีกว่า การจัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569 จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญและเสียสละของท่านท้าวสุรนารี หรือ คุณย่าโม วีรสตรีผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโคราช  เพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษครบรอบ 200 ปี ในปี พ.ศ. 2569 นี้ ถือเป็นปีแห่งวีรกรรมก้องหล้า ครบรอบ 200 ปี แห่งชัยชนะของท่านท้าวสุรนารี  เพื่อแสดงพลังความศรัทธาและความกตัญญู ให้ลูกหลานย่าโมและประชาชนได้ร่วมกันแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และเพื่อสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น  เช่น พิธีบวงสรวงและการรำบวงสรวงที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยิ่งใหญ่

ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายอาหารและของฝากจากร้าน้าชื่อดัง การจำหน่ายสินค้าโอทอป การออกร้านนาวากาชาด การแสดงแสง สีเสียง ชุดย่าฉันท่านชื่อโม ตอนสัญญาเก่า 200 ปี การบินโดรนแปลอักษร รำวงย้อนยุค มวยไทย และการแสดงดนตรีของศิลปินชื่อดัง  12 คืน อย่างไรก็ตามขอยืนยันความพร้อมทั้งด้านการจราจร ความปลอดภัย และขอเชิญชวนชาวโคราชและนักท่องเที่ยว มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ในงานเฉลิมฉลอง 200 ปีครั้งนี้ เพื่อแสดงพลังแห่งความศรัทธาและความกตัญญูที่มีต่อคุณย่าโมร่วมกัน นายอนุพงศ์ กล่าว

.

สืบ ตม.4 บุกจับหนุ่มจีนหนีคดีฉ้อโกงเสียหายกว่า 500 ล้านบาทซุกสำนักสักยันต์ที่ขอนแก่น

สืบ ตม.4 บุกจับหนุ่มจีน คาสำนักสักยันต์ สารภาพอยู่ระหว่างหนีคดีซุกในพื้นที่รอยต่อ จังหวัดมหาสารคามและขอนแก่น พบมีหมายจับตำรวจสากลจากประเทศจีน ในคดีฉ้อโกงมูลค่าความเสียหายกว่า 500 ล้านบาท อยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนด (Overstay) พร้อมควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ กองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 4 เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม.ซึ่งกำชับให้ทุกหน่วยในสังกัด เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเข้มข้น ตามนโยบาย Turn back Crimes พร้อมสั่งการให้ X-ray พื้นที่เป้าหมายทั่วประเทศ เพื่อกวาดล้างชาวต่างชาติที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สืบเนื่องจาก กองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 4 ได้รับการประสานจากทางการจีนว่า ต้องการตัว นายซ่าง (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงจากประเทศจีน กลับไปดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากผู้ต้องหาหลบหนีคดีฉ้อโกง ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 500 ล้านบาท โดยนายซ่าง มีพฤติการณ์ ร่วมกันเปิดบริษัทในรูปแบบนิติบุคคลและฉ้อโกงเงินประมาณ 500 ล้านบาท จากนักลงทุนจำนวนมากที่เข้ามาร่วมลงทุนในบริษัท 

และหลบหนีคดีมาซ่อนตัวยังประเทศไทย ชุดสืบสวน กก.สืบสวน บก.ตม.4 ร่วมกับ สืบสวน ตม.จว.ขอนแก่น และ สืบสวน บช.ภ.4 จึงทำการสืบสวนติดตาม จนทราบว่าผู้ต้องหารายดังกล่าว ได้เข้ามาซุกซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่รอยต่อจังหวัดมหาสารคามและจังหวัดขอนแก่น

จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 พล.ต.ต.ไพรัช พุกเจริญ ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.กฤษฎากรณ์ กลิ่นเกษร รอง ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.มณุวัฒน์ กอสนาน รอง ผบก.ตม.4 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ชยุต นิลประเสริฐ ผกก.สส.บก.ตม.4 , พ.ต.ท.รชต ธรรมนันท์ รอง ผกก.สส.บก.ตม.4 นำกำลังชุดสืบสวนลงพื้นที่ โดยมี พ.ต.ต.วัชรพงศ์ ศิรินทร์วงศ์ สว.กก.สส.บก.ตม.4  บูรณาการกำลังกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.1 บก.สส.ภ.4 

นำโดย พ.ต.อ.สมภพ กองสมบัติ ผกก.สืบสวน1 บก.สส.ภ.4 และ พ.ต.ท.สืบวงศ์ สุดหนองบัว รอง ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.4 ร่วมกันลงพื้นที่ค้นหา จนทราบว่า ผู้ต้องหา ได้หลบหนีกบดานในสำนักประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างไกลจากชุมชน ต้องเดินเท้าระยะไกลเข้าไปในบริเวณกลางป่าริมแม่น้ำชี ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวหมู่บ้านพอสมควร

ชุดสืบสวนจึงได้วางแผน ใช้เส้นทางเดินเท้านำกำลังเข้าตรวจสอบ พบ นายซ่าง ผู้ต้องหารายดังกล่าว ขณะกำลังรอสักยันต์ตามความเชื่อว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของยันต์จะทำให้ตนเองโชคดี และรอดพ้นจากการติดตามของเจ้าหน้าที่ได้

โดยผู้ต้องหา ให้การรับว่า ตนเองอยู่ในประเทศไทยโดยเกินกำหนดอนุญาตมาระยะเวลาหนึ่ง และทราบดีว่า ตนเองมีคดีที่ประเทศจีน จึงอยากประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อเพื่อให้พ้นจากการติดตามจับกุม 

จากการตรวจสอบในระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง Biometrics ปรากฏว่า นายซ่างอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด 331 วัน (Overstay) เจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.ตม.4 จึงได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ผบก.ตม.4 ย้ำชัด ตามนโยบาย ผบ.ตร. และ ผบช.สตม. ในการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งกบดานของคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายโดยเด็ดขาด

กยท. เตือนชาวสวนยางรับมือหน้าแล้ง แนะวิธีดูแลต้นยางป้องกันแห้งตาย–ไฟไหม้สวน

กยท.แนะเกษตรกรเตรียมรับมือฤดูแล้ง ดูแลสวนยางด้วยการคลุมโคนต้น ป้องกันรอยไหม้จากแดด และทำแนวกันไฟ ลดความเสียหายจากอากาศร้อนและฝนทิ้งช่วง

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีความห่วงใยสวนยางของเกษตรกรในช่วงที่สภาพอากาศร้อน อุณหภูมิสูง และดินขาดความชุ่มชื้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นยาง โดยเฉพาะสวนยางปลูกใหม่และสวนยางอายุไม่เกิน 3 ปีที่มีความเปราะบางและเสี่ยงแห้งตาย ดังนั้น การจัดการสวนยางอย่างถูกต้องเหมาะสม และหมั่นตรวจตราดูแลสวนยางอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดความเสียหายจากสภาพอากาศดังกล่าว

กยท. จึงขอแนะนำแนวทางการดูแลป้องกัน ดังนี้ การคลุมโคนต้นยาง กรณีต้นยางอายุ 1–3 ปี ต้นยางยังมีขนาดเล็กและร่มเงาน้อย ควรคลุมโคนต้นก่อนหน้าแล้งประมาณ 1 เดือน ด้วยวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นโดยเกษตรกรชาวสวนยางสามารถใช้ ฟางข้าว หญ้าแห้ง หรือเศษพืชคลุมเป็นวงกว้างราว 1 เมตร หนาประมาณ 10 เซนติเมตร เว้นระยะห่างจากโคนต้น 5–10 เซนติเมตรหรือประมาณ 1 ฝ่ามือ เพื่อรักษาความชื้นในดิน แต่ควรระมัดระวังความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้จากวัสดุแห้งได้เช่นกัน การป้องกันรอยไหม้จากแสงแดด ต้นยางในพื้นที่แห้งแล้งอาจเกิดรอยไหม้บริเวณโคนต้น ควรใช้ปูนขาวผสมน้ำอัตรา 1:1 ทาบริเวณโคนต้น ตั้งแต่ส่วนที่ชิดกับผิวดินขึ้นมาจนสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร

สำหรับต้นยางที่เกิดรอยแผลให้ใช้สีน้ำมันทาปิดทับบริเวณรอยแผลทันทีที่พบ เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าทำลายซ้ำที่แผลและควรทาสีทับอีกครั้ง ก่อนเข้าหน้าแล้ง และการป้องกันไฟไหม้ในสวนยาง โดยจัดทำแนวกันไฟรอบสวนกว้าง 3–5 เมตร และในสวนขนาดใหญ่ ควรทำแนวกันไฟทุกระยะ 100 เมตร พร้อมกำจัดวัชพืชบริเวณแถวยางข้างละ 1 เมตร ตัดแต่งกิ่งแขนง และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในช่วงหน้าแล้ง เพราะวัชพืชแห้งอาจเป็นเชื้อไฟได้ง่าย รวมไปถึงควรขุดหลุมฝังกลบใบยางแห้งที่อาจเป็นเชื้อเพลิงได้ กรณีสวนยางได้รับความเสียหายไฟไหม้ไม่รุนแรง สามารถใช้ปูนขาวผสมน้ำอัตรา 1:1 ทิ้งไว้ค้างคืน ทาลำต้น หากเปลือกต้นยางบริเวณที่ถูกไฟไหม้แตกออก ให้ใช้มีดคม ๆ ปาดเอาส่วนที่เสียหายออก แล้วใช้สีน้ำมันทาปิดทับ เพื่อช่วยให้รอยแผลหายได้เร็วขึ้น แต่หากต้นยางได้รับความเสียหายจนไม่อาจรักษาหน้ายางได้เกินร้อยละ 40 ของทั้งสวน ควรทำการปลูกใหม่จะดีกว่า

ทั้งนี้ การบริหารจัดการสวนยางอย่างเหมาะสมและตรวจตราอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง ต้นยางสามารถฟื้นฟูสภาพให้พร้อมเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีมีประสิทธิภาพในฤดูกาลเก็บเกี่ยวในอนาคตต่อไป เกษตรกรท่านใดมีข้อสงสัยถึงแนวทางการดูแลรักษาสวนยาง สามารถติดต่อการยางแห่งประเทศไทย ได้ทุกสาขาใกล้บ้าน