แม่ทัพภาค 2 ไฟเขียวยิงถล่มโดรนไม่ทราบฝ่ายชี้เป็นภัยคุกคาม

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า วานนี้ ภายหลังได้มีการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 20 จังหวัดภาคอีสาน ผ่านระบบ VTC เรื่องมาตรการกำจัดโดรน โดยให้ผู้ว่าแต่ละจังหวัดใน ฐานะ ผอ.กอ.รมน จังหวัด ให้แต่ละหน่วยงานเครื่องแอนตี้โดรน บูรณาการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและภาคเอกชน ประชาชน จัดหาเครื่องแอนตี้โดรน ป้องกันจังหวัดของตัวเอง โดยเฉพาะเพ็งเล็งในพื้นที่สำคัญ ศาลากลางจังหวัด สนามกีฬา คลังอาวุธ สถานีตำรวจ สถานีขนส่ง

นอกจากนี้ ให้มีการจัดชุดลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ บุคคลที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ หากสามารถควบคุมตัวได้ให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ในทุกประเด็น เช่น ก่อการร้าย ไส้ศึก โดยโทษหนักสุดถึงขั้นประหารชีวิต คงต้องไปดูข้อกฎหมาย ได้กำชับ ห้ามปล่อยตัวง่ายๆ ต้องตรวจสอบไปถึงต้นตอ คนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งคาดว่าน่าจะมีมือที่สาม ที่ได้รับผลกระทบมาจากการปราบปราม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บ่อนการพนัน ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อมาข่มขู่ ก็เป็นไปได้ทั้งหมด แต่หากพบว่าเป็นคนต่างประเทศ ก็ดำเนินคดี ให้ถึงที่สุด ของไทยก่อนจะเนรเทศ ขึ้นแบล็กลิสต์ ไม่สามารถเข้าประเทศไทยได้อีก

พลโทบุญสิน ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในภาพรวมชายแดนไทยกัมพูชา หลังทหารกัมพูชามีการเพิ่มเติมกำลังต่อเนื่องว่า กำลังฝ่ายไทยมีความเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ชายแดนยังระส่ำ!ทหารเหยียบกับระเบิดบาดเจ็บ 3 ที่ศรีสะเกษ

ชายแดนยังระส่ำ! ทหารเหยียบกับระเบิดตูมสนั่นป่า บาดเจ็บ 3 ราย  ขณะเจาะเส้นทางเพื่อวางลวดหนามบริเวณชายแดนด้านกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ต้องรีบหามส่งโรงพยาบาลรักษาเร่งด่วน

ผู้สื่อข่าวรายงานมาจากชายแดนไทย -กัมพูชา ด้านอำเภอกันทรลักษ์เมื่อ วันที่ 9.สิงหาคมพ.ศ 2568 เวลา 10.00 น ว่า กองร้อยาดตระเวณที่ 111 ได้นำกำลังพลเจาะเส้นทางเพื่อวางลวดหนามป้องกันตน บริเวณรอยต่อ บ้านโดนเอ าว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จศรีสะเกษ เพื่อป้องกันการเจาะแนวของฝ่ายตรงข้าม

โดยมี จ.ส.อ.ธานี พาหา ผบ.หมู่ ปก.มว.ปล.ที่2 ร้อย.ร.111 เป็น หน.ชุดเจาะเส้นทาง และกำลังพล 2 นาย เจาะไปได้ประมาณ 100 ม.ได้เหยียบกับระเบิดที่บริเวณ พิกัด VA6237 9461 ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 นาย (ส.1 พ.2)

เป็นเหตุให้
จ.ส.อ.ธานี พาหา 
ตำแหน่ง ผบ.หมู่.ปก 
กรุ๊ปเลือด B
 ข้อเท้าซ้ายท่อนล่างขาด.พลฯภาคภูมิ ไชยสุระ
ตำแหน่ง พล.ปล.
กรุ๊ปเลือด AB

บาดเจ็บ ที่แขนและด้านหลัง พลฯธนันชัย ไกรวงค์ 
ตำแหน่ง พล.ปล.
กรุ็ปเลือด B
โดนแรงอัด, เจ็บแก้วหู ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย

ภายหลังจากปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว จสอธานี พาหา ผบหมู่จึงรีบลำเลียงทั้ง 3 คนส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ก่อนนำส่งโรงพยาบาลทหารภาคสนามก่อนที่จะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

กาดต้าตง“จากเส้นใยสู่ผืนผ้า ภูมิปัญญาสู่อาภรณ์” ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนบ้านตาก

ผู้ว่าฯตาก  เปิดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “จากเส้นใยสู่ผืนผ้า ภูมิปัญญาสู่อาภรณ์”   ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน การท่องเที่ยวท้องถิ่น  ที่กาดต้าตง อ.บ้านตาก

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เป็นประธานเปิดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “จากเส้นใยสู่ผืนผ้า ภูมิปัญญาสู่อาภรณ์”โดยมี นายอัครพันธุ์ พูลศิริ นายอำเภอบ้านตาก จ.ตาก กล่าวต้อนรับและกล่าวรายงาน โดยมีนางรุ่งวีรยา พูลศิริ นายกกิ่งกาชาดอำเภอบ้านตาก ,นายศักดา บึกนันตา  นายกเทศมนตรีตำบลบ้านตาก  ,ปลัดอำเภอ – หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่/ท้องถิ่น คณะกรรมการกาดต้าตง ประชาชน และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมงานกาดต้าตง หมู่ที่ 6 ต.ตากออก อ.บ้านตาก    ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน การท่องเที่ยวท้องถิ่น กระจายรายได้ ที่กาดต้าตง อ.บ้านตาก

ด้วยอำเภอบ้านตาก ร่วมกับเทศบาลตำบลบ้านตาก หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ ได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “เสน่ห์ผ้าไทย จากเส้นใยสู่ผืนผ้า ภูมิปัญญาสู่อาภรณ์” ขึ้น เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนมีพันปีหลวง ที่ทรงอุทิศพระวรกายในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมศิลปหัตถกรรมผ้าไทย จนเป็นที่รู้จักแพร่หลาย และเป็นมรดกภูมิปัญญาอันล้ำค่าของชาติ

นอกจากนี้ ยังเป็นการเชิดชูและอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านผ้าไทย ให้คงอยู่ และถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องที่ยวของอำเภอบ้านตาก ผ่านกิจกรรมกาดต้าตง การแสดงวัฒนธรรม และการจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง สินค้า OTOP และหัตถกรรมท้องถิ่น

โดยภายในงาน มีกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การจัดแสดงและจำหน่ายผ้าไทย ผลิตภัณฑ์หัตถกรรม และสินค้า OTOP การจำหน่ายอาหาร และผลิตผลทางการเกษตร การเดินแบบ “เสน่ห์ผ้าไทย” เพื่อแสดงความงดงามของศิลปะผืนผ้าด้วย

ทั้งนี้ “กาดต้าตง” เป็นตลาดชุมชนที่รวบรวมสินค้าพื้นเมือง อาหารท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์หัตถกรรม และสินค้า OTOP ไว้อย่างหลากหลาย ถือเป็นแหล่งเรียนรู้และพื้นที่พบปะของคนในชุมชน รวมทั้งเป็นจุดหมายท่องเที่ยวที่สำคัญ ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันกัน สะท้อนวิถีชีวิตชาวบ้านตาก เพื่อยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวบ้านตาก โดยอำเภอบ้านตาก ได้วางแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงบูรณาการ

ด้วยการจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงทั้งอำเภอ เช่น เส้นทางท่องเที่ยววัด และโบราณสถานต่างๆ รวมถึงเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เส้นทางสัมผัสวิถีเกษตรและชุมชนหัตถกรรม เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ให้สอดคล้องกับความสนใจของนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย รวมถึงกิจกรรมกาดต้าตงนี้ด้วย

สู้รบเมียนมาเริ่มบานปลาย กองกำลังทหารกอทูเลยึดพื้นที่ส่งแก๊สไทย-เมียนมา

กองกำลังทหารกอทูเล กลุ่มลูกชายนายพลโบเมียะ ยึดพื้นที่ส่งแก๊สไทย-เมียนมา ยาว 40 กิโลเมตร  หลังการสู้รบในเมียนมา เริ่มบานปลาย

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย=เมียนมา การสู้รบระหว่างทหารเมียนมา กับกลุ่มต่อต้าน ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยง ตั้งแต่ชายแดนจังหวัดตาก ไปจนถึงชายแดนด้านจังหวัดกาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และ จ.ราชบุรี ยังคงมีการสู้รบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนไทย เมียนมา ด้านจังหวัดตาก ไปจนถึงเขตติดต่อด้านจังหวัดกาญจนบุรี ฝ่ายชนกลุ่มน้อยสามารถรุกคืบยึดพื้นที่ทหารเมียนมาได้หลายแห่ง เช่นที่ อ.พบพระ ฝ่ายสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยู. กองกำลังกอทูเล ได้ยึดพื้นที่ของทหารเมียนมาไปหลายแห่งแล้ว

ทั้งนี้ยังคงเหลืออีกจุดเดียวคือ ค่ายทีตาแหล่ อ.วาเล่ย์ใหม่ จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมา ด้านตรงข้าม บ้านวาเล่ย์ใต้ ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก. ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 2 กม.ทหารฝ่ายกะเหรี่ยงกอทูเล ยังคงพยายามที่เข้ายึดพื้นที่ของฝ่ายเมียนมาให้ได้ โดยใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรนปฏิบัติการทางอากาศทิ้งระเบิดใส่ที่มั่นทหารเมียนมา แม้นว่า ฝ่ายเมียนมาพยายามส่งส่งเครื่องบินYAK-130 จำนวน 2 ลำ ทิ้งระเบิด บริเวณโดยรอบที่ตั้งฐานทีตาแหล่ เพื่อจัดการขั้นเด็ดขาดฝ่ายกะเหรี่ยงก็ตาม

แหล่งข่าวทหารกองทัพกอทูเล หรือKTLA (KAW THOO LEI) ของพลเอกซอเนอดาเมียะ บุตรชายนายพลโบเมียะ อดีตประธานาธิบดีสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ที่ไปตั้งกองกำลังกอทูเล มานานร่วม 3 ปีแล้ว และกำลังเป็นที่น่าเกรงขามของกองทัพเมียนมา ซึ่งมีฐานบัญชาการในพื้นที่ตรงข้าม อ.พบพระ อ.อุ้มผาง จ.ตาก และลงไปถึงทางภาคใต้ของประเทศไทย แจ้งว่า ขณะนี้กองกำลังกอตูเล ได้ครอบครองพื้นที่เส้นทางการส่งท่อก๊าซธรรมชาติ ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งของประเทศไทยที่ไปซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัฐทหารของสภาบริหารทหารเมียนมา และนำมาส่งทางอ.ทองผาภูมิ ด้านจังหวัดกาญจนบุรี นั้น ฝ่ายกองกำลังกอตูเลได้ครอบครองพื้นที่ส่วนนี้ไว้ทั้งหมดเป็นระยะทาง 40 กิโลเมตร นับจากชายแดนไทยลึกเข้าไปด้านในเมียนมา

แหล่งข่าวกองทัพกะเหรี่ยง กอทูเล  ให้ข้อมูลว่า ฝ่ายกอทูเลกำลังมีการพิจารณาว่า จะดำเนินการอย่างไร เช่น อาจจะต้องปิดการส่งแก๊ส หรือ ทำลายเนื่องจากฝ่ายกองกำลังกอตูเล ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียประโยชน์กับส่วนนี้ เฉกเช่นชนกลุ่มน้อยบางฝ่าย ขณะที่เห็นต่างว่า ฝ่ายทหารเมียนมาได้ผลประโยชน์ในการนำเงินจากโครงการนี้ไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ และมาเข่นฆ่าประชาชนของชาวกะเหรี่ยง 

ชบาแก้ว ถล่ม กัมพูชา 7-0 จ่อเข้ารอบรองฯ ชิงแชมป์อาเซียน

วานนี้( 9 สิงหาคม 2568ฉ เวลา 16.30 น. ณ ลัช ไช สเตเดียม การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอ นัดที่สอง ทีมชาติไทย อันดับ 53 ของโลก ลงสนาม พบกับ กัมพูชา อันดับ 118 ของโลก 

เกมแรก ไทยชนะ อินโดนีเซียมา 7-0 ส่วน กัมพูชา แพ้ เวียดนามไป 0-6 

เกมนี้ ฟูโตชิ อิเคดะ ยังคงใช้แกนหลักชุดเดิมจากที่ชนะมาในเกมแรก นำโดย ชัชวัลย์ รอดทอง กัปตันทีม ส่วนแนวรุก นำโดย กาญจนธัช พุ่มศรี และ แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน

เริ่มเกมมาทีมชาติไทยเดินหน้าบุกเข้าใส่ทันที และนาทีที่ 6 จากจังหวะ ที่แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน เติมมาด้านขวา ก่อนจ่ายเข้ากลางให้ ริญญาภัทร์ มูลดง ยิงข้ามคานออกไป

นาที 18 ไทยมาได้ลุ้นอีกครั้งจากฟรีคิก ของ ริญญาภัทร์ มูลดง แต่ยังยิงไปตรงตัวประตูของ กัมพูชา

นาที 23 ชบาแก้ว มาได้ลุ้นอีกครั้งจากจังหวะที่ แนวรับของ กัมพูชา สกัดบอลไม่ขาด มาเข้าทาง พิชญธิดา มะโนวัง ยิงจังหวะแรกติดบล็อค มาเข้าทางของ จณิสตา จินันทยุา กดด้วยขวาติดเซฟ

นาที 35 แมดดิสัน เจตน์ แคสทัน ตามปั๊มบอลหน้าโกล ก่อนล้มตัวยิงบอลข้ามคาน ออกไปนิดเดียว

นาที 38 ชบาแก้วมาได้ประตูออกนำ1-0  จากจังหวะที่ พิชญธิดา มะโนวัง ลุยมาทางขวาก่อนจ่ายให้ แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน ล็อคเข้าซ้ายก่อนกดเต็มข้อเข้าไป

นาที 40 จณิสตา จินันทุยา ได้บอลก่อนแหวกแล้วยิงยัดเสาแรกให้ ชบาแก้ว นำห่างเป็น 2-0

นาที 44 ไทยได้ลุ้นอีกครั้งจากฟรีคิก ที่ริญญาภัทร์ มูลดง ลองยิงด้วยขวาบอลชนคานเด้งออกหลังไป

ทดเจ็บ จังหวะที่แนวรับกัมพูชา ไปสกัดลั่น และมาเข้าทาง แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน ยิงประตูที่สองของตัวเองในเกมนี้ ให้ชบาแก้ว นำห่างเป็น 3-0 และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้

ครึ่งหลัง ไทยเปลี่ยนตัวคนแรก ด้วยการส่ง ภัทรนันท์ อุปชัย ลงไปเล่นแทน กาญจนธัช พุ่มศรี

เริ่มครึ่งหลังมา นาที 47 ภัทรนันท์ อุปชัย เติมมาทางขวา ก่อนครอสเรียดให้ จณิสตา จินันทุยา ได้ยิงด้วยขวาโล่งๆ เป็นประตูที่สองของตัวเองให้ ชบาแก้ว นำห่างเป็น 4-0

นาที 59 ไทยเปลี่ยนตัว วิรัญญา แกว่นกสิกรรม, ธวันรัตน์ พรมทองมี และ พลอยชมพู สมนึก ลงไปเล่นแทน พิชญธิดา มะโนวัง, ริญญาภัทร์ มูลดง และ แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน

นาที 70 จากความผิดพลาดของแนวรับกัมพูชา บอลเลยมาถึง ธวันรัตน์ พรมทองมี ยิงเข้าไปให้ ไทยนำห่างเป็น 5-0

นาที 81 ไทยมาได้ประตูนำห่างเป็น 6-0 จากฟรีคิกของ พลอยชมพู สมนึก

นาที 82 ไทยเปลี่ยนตัวคนสุดท้ายด้วยการส่ง ธัญชนก ชื่นอารมณ์ ลงไปเล่นแทน ปลื้มใจ สนธิสวัสดิ์

นาที 90 ภัทรนันท์ อุปชัย ได้คล้องมายิงด้วยขวาชนเสากระเด้งมาเข้าทาง จณิตา จินันทยุา มาทำแฮตทริกจนได้จากจังหวะซ้ำเข้าไปให้สกอร์ห่างเป็น 7-0

ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติมจบเกม ชบาแก้ว เอาชนะ กัมพูชา ไป 7-0 มีหกคะแนนเต็ม จ่อเข้ารอบ

โปรแกรมนัดต่อไป ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย จะทำการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอ นัดที่สาม พบกับ เวียดนาม อันดับ 37  ของโลก ที่ ลัช ไช สเตเดียม ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เวลา 19.30 น. ถ่ายทอดสดทาง ททบ.5 HD, AIS PLAY, BG Sports, True Visions Now, เพจ FA Thailand, Thai Women’s Football และ Youtube ช้างศึก

ประกาศ “ปฎิญญาบางแก้ว”ทางเลือก-ทางรอด “เกษตรกรไทย”

… “ปฎิญญาบางแก้ว”  ทางรอดทางเลือกเกษตรกรไทย จะได้ภาพและเสียงสะท้อนจากภาคเกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้าการเกษตร จาก จ.พัทลุง จ.สงขลา จ.ตรัง จ.นครศรีธรรมราช  จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.กระบี่ ที่ได้เข้าร่วมสะท้อนในการแก้ไขและเสนอแนะ

โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 200  คน ในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อสร้างความสามารถทางการแข่งขัน ภายใต้หัวข้อ “ราคาปาล์มน้ำมันควรไปต่อหรือพอแคนี้” และเมื่อสิ้นสุดแลกเปลี่ยนเรียนในเวทีฯ  กลุ่มเกษตรกรต่างได้ลงนาม “ปฎิญญาบางแก้ว ทางเลือกทางรอด เกษตรกรไทย”เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568  ที่โรงเรียนบางแก้วพิทยาคม อ.บางแก้ว จ.พัทลุง

ทั้งนี้เวที มีผู้เข้าร่วม เช่น สำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง สภาเกษตรจังหวัดพัทลุง ภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) สมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (ยสท.) กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สภาเกษตรกรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ผู้ประกอบการธุรกิจปาล์มน้ำมัน ผู้ประกอบการรับซื้อยางพารา ภาคใต้ทีวี สำนักข่าวเอ็มทูเดย์ และสำนักข่าวเดอะบางกอกไทม์  

โดยเริ่มแรกทางสำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง โดยนายสมชาย พรุเพชรแก้ว หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง  ได้กล่าวให้ความรู้กับเกษตรกร ระบุว่าก่อนการลงทุนปลูกปาล์มน้ำมันจะต้องมีองค์ความรู้ในบริบทปาล์มน้ำมันทุกส่วนก่อน จึงจะเป็นทางเลือกทางรอดและจะเกิดความยั่งยืน

สำหรับในส่วนของปาล์มน้ำมัน จ.พัทลุง ขณะนี้มีประมาณ 100,000 ไร่ ได้ขยายตัวเติบโตบางปีถึง 5 % และบางปีถึง 10 % ซึ่งได้เบียดพื้นนาข้าวไปทุกปี ตอนนี้นาข้าวเหลืออยู่ประมาณ 140,000 ไร่ ทั้งนาปีและนาปรัง  แนวโน้มจะได้เห็นผลต่อพื้นที่ทำนาข้าว และต่อผู้บริโภคอีก 10 ปีข้างหน้าจากนาข้าวที่ได้ทยอยลดลง 

“พูดถึงปาล์มน้ำมันที่จะต้องเรียนรู้บริบทอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ดินน้ำอากาศ ต้นพันธุ์ อาหาร เพื่อรักษาและเสริมสร้างสุขภาพให้กับปาล์น้ำมัน ก็จะมีผลตอบรับในทางที่ดีถึงปริมาณผลการผลิต คุณภาพเปอร์เซ็นต์น้ำมันดิบในทิศทางที่ดี”  

นายสมชาย ยังกล่าวต่อว่า เกษตรกรที่ได้ดำเนินการและบริหารจัดการที่ลงตัวปาล์มน้ำมันอย่างยืดหยุ่นลงตัว บางรายจะได้ผลผลิตปริมาณมากตั้งแต่ 3-4 -5 ตัน / ไร่ / ปี และบางสวนได้ถึง 6-7 ตัน / ไร่ / ปี

ในส่วนการประกอบการด้านธุรกิจปาล์มน้ำมัน ทางนายธวัช เพชรรัตน์ กล่าวว่า ปาล์มน้ำมันยังไปได้ต่อ แต่ต้องตระหนักและทำความเข้าใจว่าราคาจะขี้นลง จากมีปัจจัยประกอบต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ ตลอดจนถึงสภาพภูมิอากาศ

“เรื่องของราคาจะผันผวนขึ้นลงแต่ละช่วงระยะเวลาหนึ่งในขณะนั้น ๆ  ซึ่งเหตุการณ์จะเกิดขึ้นก็จะไม่คงทนและถาวร เช่น ที่ผ่านมาเหตุการณ์ผลผลิตได้เกิด oversupply  โรงงานอุตสาหกรรมหีบปาล์มน้ำมัน ต้องมีการชะลอรับซื้อ เหตุเพราะโรงงานกำลังการผลิตเต็มพิกัดเท่าที่มีอยู่อย่างจำกัดในขณะที่ผลผลิตปาล์มน้ำมันออกมาจนล้น  จนส่งผลกระทบต่อเกษตรกรสวนปาล์มน้ำมันและลานปาล์มน้ำมันในที่สุดเรื่องของราคาและคุณภาพปาล์มน้ำมันในที่สุด”

นายธวัช กล่าวต่ออีกว่า ปัจจัยสำคัญที่จะต้องบอกว่า เมื่อมีการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมัน ในทางเดียวกันก็ต้องมีการส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันด้วยเพื่อเป็นการรองรับผลผลิต  และในการส่งเสริมก็จะต้องอำนวยความสะดวก เพราะในการขยายโรงงานนั้นมีพื้นที่จำกัด ที่จะลำบากต่อการลงทุนในการขยายโรงงาน หากหาพื้นที่ใหม่ จะเกิดเป็นภาระหนักให้กับนักลงที่จะต้องหาพื้นที่ที่ไม่มีความพร้อมเหมาะสม เพราะบางพื้นที่ไม่เหมาะสมไม่มีความพร้อมก็จะส่งผลต่อเรื่องต้นทุนการลงทุนในที่สุด

“ทั้งจะต้องแก้ไขอุปสรรคทางด้านการอำนวยความสะดวกให้กับโรงงานอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันด้วย  เพราะหากมีการจะขยายโรงงานแต่ก็มีพื้นที่จำกัด”

นายธวัช กล่าวต่อว่า หากมีการส่งเสริมการปลูก แต่กลับนิ่งเฉยเรื่องการขยายการลงทุนสร้างโรงงานอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันก็จะการเกิดวิกฤติหนัก  ซึ่งปาล์มน้ำมันภาพรวมมีมูลค่าประมาณ 100,000 ล้านบาท / ปี  ซึ่งยังสามารถยังเติบโตขยายตัว ซึ่งปาล์มน้ำมันจึงยังไปได้ต่อ

ทางด้านนายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) กล่าวว่า ยางพาราและปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นเสาหลัก มีความเป็นมาตั้งแต่บรรพบุรุษและก็อยู่ได้จากภูมิปัญญาพื้นที่ ซึ่งอดีตเป็นป่ายาง และในปัจจุบันสวนยาง

เกษตรกรจึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันดังที่สมัยบรรพบุรุษดำเนินการคือเรื่องป่ายางไม่ใช่สวนยาง เช่นป่ายางทำเป็นพืชเชิงซ้อนผสมผสานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นทั้งเกษตรกรรม ปศุสัตว์ ประมง  คือปลูกพืชกินได้ขายได้ ปศุสัตว์ ประมงเลี้ยงสัตว์เลี้ยงสัตว์น้ำ คู่ขนานกันไปในป่ายาง  ซึ่งจะก่อให้เกิดการถ่วงดุลตัวใดราคาผันผวนที่มีอยู่ก็ยังมีราคาและบริโภคได้และขายได้โดยไม่ต้องลงทุนซื้อ  ก็สามารถมาทดแทนได้

“สำหรับเรื่องยางทาง คยปท. เครือข่าย ต่างได้ทำยุทธศาสตร์ 3 เล่ม ได้เสนอถึงรัฐบาลสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี”

นายทศพล กล่าวต่อว่า  ยางยังไปได้ต่อ คือจะต้องใช้ยางภายในประเทศเป็นขั้นบันใดปีละประมาณ 2 % ของผลผลิต หาก 20 จะใช้ประมาณ 40% จากเดิมที่ใช้ภายในประเทศอยู่แล้วประมาณกว่า 13 % รวมแล้ว จะมีการใช้ยางภายในประเทศประมาณกว่า 50 % เมื่อยางต้องถูกดูดซับออกจากระบบตลาดก็ส่งผลต่อดีมานด์ซัพพลาย ก็จะผลักดันให้ราคามีการปรับตัวและเสถียรได้

ส่วนเรื่องผลกระทบต่อสินค้าการเกษตรตหกต่ำไปจะแทบทุกตัว โดยที่ผ่านมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทาง คยปท. ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การยางแห่งประเทศไทยเพื่อให้รัฐบาลดูแลเกษตรกรโดยจะต้องไม่อนุญาติให้มีการนำเข้าสินค้าการเกษตรจากต่างประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเกษตรกรไทย ทั้งเรื่องข้าว ยาง มันสำปะหลัง ฯลฯ

“เพราะมีการนำเข้าจากต่างประเทศทั้ง ยาง ข้าวมันสำปะหลัง และทุเรียน ส่งผลให้ทุเรียนราคาลงมาอยู่ที่ราคา 40-50 บาท / กก. มันสำปะหลังเหลือ 00.90 บาท / กก. แต่มาเมื่อไม่อนุญาตให้มีการนำเข้า มันสำปะหลังก็ปรับตัวขึ้นแล้วเป็นประมาณ 3 บาท / กก.”

และยังมีภาพและเสียงสะท้อนจากเกษตรกรถึงรัฐบาลอีกหลายประเด็น เช่น เรื่องการแปรูปสินค้าการเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งที่เกษตรกรจะต้องริเริ่ม  แต่จะมาติดกรอบเงื่อนไขระเบียบกฎหมาย ส่งผลให้เกษตรกรเข้าไปไม่ถึง

“เสมือนเกษตรกรจะถูกกำหนดเป็นเพียงแรงงานผลิตเท่านั้น ที่จะไม่สามารถยกระดับเป็นเกษตรอุตสาหกรรมได้”

ส่วนปาล์มน้ำมัน เกษตรกรยังได้สะท้อนเพิ่มเติมคือให้มีการเรื่องแบ่งสัดส่วนให้ชัดเจนแต่ละประเภท เช่นส่วนอาหาร ส่วนพลังงาน เช่น ไบโอดีเซล  และส่วนเวชภัณฑ์ ซึ่งรัฐบาลจะต้องดำเนินการให้ลงตัวและเกิดประโยชน์กับทุกส่วนทุกฝ่าย
นายปัญญา ชูสกุลวงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดพัทลุง ได้กล่าวเพิ่มเติมเสริมว่า เรื่องยาง อยู่ระหว่างดำเนินการไปสู่ยาง EUDR ด้วย ซึ่งยางกลุ่มนี้ คือตลาดกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) โดยทาง สกย.ดำเนินการอยู่ขณะนี้ ซึ่งจะได้ราคาบวกเพิ่มอีก 3 บาท / กก. เช่นยางได้ราคา 60 บาท/กก.ก็จะเป็น 63 บาท / กก. เรื่องยางยังเดินไปต่อได้

ทางด้านสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดพัทลุง และเกษตรกร ก็ได้สะท้อนเพิ่มเติมว่า ทางเลือกทางรอดสาระสำคัญขึ้นอยู่กับการรวมกลุ่มรวมกันเป็นแปลงใหญ่ จะเกดิประโยชน์ทุกส่วนทั้งเรื่องต้นทุนการผลิต ทั้งเรื่องการดูแลจากฝ่ายทางการ ทั้งเรื่องอำนาจต่อรอง และที่สำคัญที่หนีไม่พ้นของเกษตรกร คือฝ่ายการเมืองอันนี้สระสำคัญยิ่ง  แต่เมื่อรากหญ้าเกษตรกรบางส่วนบางกลุ่มยังถูกฝ่ายการเมืองบางส่วนบางกลุ่มกำหนดในการซื้อและรับผลตอบแทนจากฝ่ายการเมือง ด้วยเหตุผลเพราะต้องจำนนจากสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ที่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพจิปาถะ

“จึงมีความจำเป็นเฉพาะหน้า เพราะด้วยเศรษฐกิจสภาพที่เป็นอยู่ จึงเป็นโอกาสที่เอื้ออำนวยในการซื้อขายสิทธิ์” 

จนในที่สุดฝ่ายการเมืองประเภทนี้ได้เกิดขยายตัวเติบโต กว้างขวางมาก เพราะด้วยเหตุที่ว่า รากหญ้ากลับต้องตกเป็นผู้ทุจริตคอรัปชั่นจนกลายเป็นต้นน้ำแห่งการทุจริตคอรัปชั่น  และในที่สุดเกษตรกรกลับเป็นเหยื่อไปในที่สุดเช่นกัน

“วันนี้ นับวันทรัพย์สินของเกษตรกรค่ายิ่งเหลือน้อย สาเหตุจากที่มีหนี้สินสะสมเพิ่มเติมทุกวันจากดอกเบี้ยทบต้น ทั้งต้นทั้งดอกไม่สามารถชำระคืน”

นายโอภาส หนูชิต สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดพัทลุง กล่าวเสริมว่า  ผลผลิตการเกษตรจะต้องมีกรอบระเบียบกฎหมาย จะเป็นทางเลือกทางรอดและเดินต่อไปได้ เช่น ปาล์มน้ำมันจะต้องมี พรบ.ปาล์มน้ำมัน คือไม่ต่างกับ พรบ.ยาง  และ พรบ.อ้อย  แต่ผู้ที่จะออกกฎหมายและผ่านกฎหมายคือส่วนนิติบัญญัติ คือฝ่ายการเมือง 

“ส่วนประชาชนเจ้าของสิทธิ์อำนาจอธิปไตย โดยเฉพาะเกษตรกรรากหญ้าไม่มีอำนาจ มีแต่หนี้สิน เมื่อถึงเวลาการเมืองก็เล่นกับเกษตรกร และถึงเวลาเกษตรกรแล้วในการใช้สิทธิ์อำนาจอธิปไตย คือสมัยหน้ากับการเลือกตั้งโนโหวต ไปยังกับฝ่ายการเมืองประเภทที่ไม่ตอบโจทย์”.

ชีวิตสุดรันทด!ตายายฐานะยากจน ไม่มีห้องน้ำใช้ ต้องหอบสังขารไปปลดทุกข์ในป่า

อุทัยธานี – ตาร่ำไห้!!น้อยใจไม่มีห้องน้ำใช้ ต้องจูงมือยายไปถ่ายในป่า หลังถูกลูกสาวบ่นถ่ายเรี่ยราดในบ้าน ด้านลูกสาวก็ทุกข์ใจไม่แพ้กัน ยังหาเช้ากินค่ำ ยังไม่มีเงินสร้างห้องน้ำให้พ่อกับแม่

เมื่อเวลา 10.00 น.ของวันที่ 09 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้าน จึงได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านเลขที่ 12/3 หมู่ 15 บ้านทันสมัย ต.น้ำรอบ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ได้พบกับคุณตานายลำพึง แกว่นกสิกรรม อายุ 79 ปี และนางสวยเพ็ญ บุญศรี อายุ 78 ปี ซึ่งเป็นสามีภรรยาอาศัยอยู่เพลิงแฝกหลังเล็กกันเพียงลำพัง โดยตาเองนั้น ได้พิการทางหู หูตึงไม่ค่อยได้ยิน สันหลังกระดูกไม่ค่อยดี คอยดูแลยายคู่ชีวิตมาโดยตลอด ได้อาศัยเพลิงแฝก ติดกับบ้านของลูกสาวแท้ๆ

ขณะนี้ตากับยายยังไม่มีห้องน้ำเป็นส่วนตัว เนื่องจากจะเข้าห้องน้ำที ก็ต้องพายายเดินไปเข้าที่บ้านลูกสาว กว่าจะถึงห้องน้ำ บางครั้งก็อั้นไม่ไหว ได้ถ่ายเรี่ยราดกลางบ้าน ถึงขั้นถูกลูกสาวบ่นว่า จนทำให้ตาเกิดความเครียดไม่สบายใจ จึงต้องยอมพายายไปถ่ายในป่าทุกครั้ง ไม่รู้จะทำอย่างไร ลำพังเงินเดือนคนแก่ คนพิการ ก็ไม่พอกินในแต่ละเดือนต้องนำไปซื้อข้าวสาร เครื่องใช้ครัวเรือน  จึงอยากได้เพียงห้องน้ำ และไม่อยากไปสร้างความเดือดร้อนให้กับลูกสาว

ล่าสุดระหว่างให้สัมภาษณ์คุณตา จังหวะนั้นลูกสาว ได้กลับมาจากรับจ้าง ชื่อนางวรนันท์ แกว่นกสิกรรม อายุ 51 ปี ได้เดินมาชี้แจง พร้อมเปิดเผยว่า ตนเองยอมรับว่าบ่นจริง เพียงแต่บ่นผู้เป็นแม่ ซึ่งแม่ชอบปิดไฟห้องน้ำ ด้วยความห่วงก็กลัวจะมองไม่เห็นล้มหัวฟาด และบางครั้งแม่ก็จะถ่ายเรี่ยราดตั้งแต่ทางเดินเข้าไป เนื่องจากห้องน้ำนั้นอยู่ด้านในสุดของบ้าน ด้วยความเหนื่อย ตนเองจึงได้มีอารมณ์ไปบ้าง และขณะนี้ตนเองก็ลำบากเหมือนกัน มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ไม่มีงานประจำ

บางครั้งอาทิตย์หนึ่ง ก็ทำงานได้เพียง 2 วัน ได้วันละ 300 บาท ตนเองก็ไม่พอใช้ และต้องนำเงินที่ได้มาซื้อจ่ายซื้อกับข้าว และนำไปให้พ่อกับแม่ด้วย และที่พ่อกับแม่ ไม่อยากอยู่ในบ้าน เนื่องจากพ่อกับแม่อ้างว่าอึดอัดหายใจไม่ออก จึงขอไปอยู่เพิงแฝกข้างนอกบ้าน และตนก็เข้าใจที่พ่อแม่ อยากได้ห้องน้ำ ตนเองก็จะทำให้ แต่ขอเวลาหาเงินก่อน เนื่องจากตอนนี้ก็ลำบากเศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดีซึ่งก็ทำให้ตนเองผู้เป็นลูกเกิดความทุกข์ใจเช่นเดียวกันที่ไม่สามารถสร้างห้องน้ำให้พ่อกับแม่ได้

“ภูมิธรรม”นำคณะลงพื้นที่สุรินทร์ส่งผู้อพยพเดินทางกลับภูมิลำเนาหลังชายแดนสงบ

“ภูมิธรรม” ให้กำลังใจและส่งประชาชนผู้อพยพเดินทางกลับภูมิลำเนาพื้นที่ จ.สุรินทร์ ย้ำ “ทุกข์ของพี่น้องประชาชนคือทุกข์อันดับหนึ่งที่รัฐบาลต้องดูแล” พร้อมเตรียมบรรเทาค่าน้ำ ค่าไฟ ประชาชนพื้นที่ประสบภัย

วันนี้ (9 ส.ค. 68) เวลา 09.30 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และคณะ ให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนผู้อพยพบริเวณอาคารวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุรินทร์ อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนและคณะมาวันนี้ด้วยความห่วงใยถึงความยากลำบากของทุกท่านซึ่งไม่ได้มาจากความผิดของเรา แต่มาจากภัยนอกประเทศจนทำให้เราได้รับความเดือดร้อน ในขั้นต้นพวกเราทุกคนที่ทำการดูแลพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังพยายามดูแลพี่น้องประชาชนทุกส่วนอย่างเต็มที่ โดยมีส่วนแนวหน้า คือ ทหารกล้าของเราก็ได้ทำหน้าที่ในการปกป้องดินแดนอธิปไตยของประเทศ  และพยายามที่จะพิทักษ์รักษาช่วยเหลือดูแล ครอบครัวบ้านเรือนทุกอย่างของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี “เรามีความเห็นอกเห็นใจและเห็นว่าทุกข์ของพี่น้องประชาชนคือทุกข์อันดับหนึ่งที่เราต้องดูแลรวมทั้งทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนด้วย”

“ตอนนี้พี่น้องประชาชนทุกคนคิดถึงบ้านเป็นอย่างมาก และเราก็ได้จัดชรบ. อส. ดูแลบ้านเรือนพี่น้องอย่างดี ซึ่งรัฐบาลได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ โดยในเบื้องต้นเราได้เพิ่มเงินในอำนาจผู้ว่าฯ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา จาก 20 ล้านเป็น 100 ล้านบาท และได้รับความสนับสนุนจากทุกส่วนราชการและภาคีเครือข่าย ทั้งวิทยาลัย มหาวิทยาลัย วัด บ้าน สถานศึกษา และสถานที่สาธารณะทั้งหมด ได้ร่วมทำอย่างเต็มที่ และตอนนี้ ทุกคนอยากกลับบ้านเต็มที่แล้ว ตามแผนขณะนี้ อปท.ทั้งหมดส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจความเสียหายของที่พักอาศัยแล้ว ถ้าเสียหายรุนแรงรัฐบาลก็จะหาที่พักให้ก่อนและรีบจัดการซ่อมแซม ด้วยการระดมสรรพกำลังทั้งทหารช่าง ปภ. และอาชีวะ อาสาสมัคร คอยช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กรมบัญชีกลางได้อนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ได้แก่ 1. เห็นชอบหลักเกณฑ์ให้เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพ : เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ รายละ 10 ล้านบาท ประชาชนที่เสียชีวิตรายละ 8 ล้านบาท จากเดิม 1 ล้านบาท กรณีบาดเจ็บมาก : เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ รายละ 5 แสนบาท ประชาชน 4 แสนบาท 2. ขยายวงเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในกรณีฉุกเฉินและอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด เพิ่มเติมเป็นจังหวัดละ 100 ล้านบาท จาก 20 ล้านบาท 3. อนุมัติปฏิบัตินอกเหนือหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2563 โดยเป็นค่าใช้จ่ายในการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราว ปรับปรุงสถานที่ เครื่องอุปโภคบริโภค และเป็นค่าตอบแทนให้กับผู้ปฏิบัติงานทุกประเภทที่ได้รับมอบหมายให้ออกปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย

“ให้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานต่าง ๆ นำรถยานพาหนะพาท่านกลับภูมิลำเนาด้วยความปลอดภัย และดำเนินการตามระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายจากงบประมาณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และงบประมาณในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาดำเนินการแก้ไขเยียวยาช่วยเหลือต่อไป พร้อมกำชับให้ผู้ว่า นายอำเภอ ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่โดยทันที และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยช่วยเหลือพี่น้องประชาชนสูงสุดเป็นอันดับแรก และทางกระทรวงมหาดไทยได้ให้แนวทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการประปาส่วนภูมิภาค พิจารณาบรรเทาผลกระทบค่าใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภคของประชาชนพื้นที่ที่ประสบภัยด้วย ซึ่งทั้งหมดคือความห่วงใยที่รัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกส่วนให้ความสำคัญและเอาใจใส่ประชาชนเป็นอย่างดี” นายภูมิธรรม กล่าว

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

“ฮักชุมชน”ลุยพื้นที่ไชยปราการ ค้นหา-หนุนเด็กนอกระบบการศึกษา สร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัย และยืดหยุ่น

สมาคมฮักชุมชน พร้อมคณะทำงานโครงการ “ขับเคลื่อนการเรียนรู้เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา” ในตำบลศรีดงเย็น และตำบลแม่ทะลบ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ลงพื้นที่ค้นหาและสร้างความเข้าใจเด็กและเยาวชนนอกระบบฯ เพื่อเชิญชวนเข้าร่วมกิจกรรมของโครงการ ณ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านห้วยน้ำดิบ ตำบลศรีดงเย็น และอาศรมพระธรรมจาริกบ้านป่าหนา ตำบลแม่ทะลบ

โครงการมีเป้าหมายหลัก 4 ข้อ คือ 1.สร้างกลไกขับเคลื่อนงานในพื้นที่เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนนอกระบบฯ

2.พัฒนาพื้นที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นต่อการเรียนรู้ 3.ออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพและบริบทชีวิต และ 4.สรุปและสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อขยายผลในอนาคต

นางสาวรักชนก จินดาคำ นายกสมาคมฮักชุมชน เผยว่า จากการลงพื้นที่พบว่า เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ห่างไกล หลายคนต้องออกจากโรงเรียนเพราะไม่มีค่ารถ ครอบครัวไม่สนับสนุน หรือไม่เห็นเป้าหมายของการเรียน บางคนต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ขณะเดียวกันก็มีเด็กที่แม้ไม่ได้เรียนในระบบ แต่ยังพยายามเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่ออ่านออก เขียนได้ และพัฒนาตนเองต่อไป

ข้อค้นพบเหล่านี้จะถูกนำมาพัฒนาเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เหมาะสมกับศักยภาพและวิถีชีวิตของแต่ละคน โดยมีเครือข่ายในพื้นที่ร่วมหนุน ทั้งอำเภอไชยปราการ พระสงฆ์ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ ผู้นำชุมชน กลุ่มฮักครอบครัวสันทราย/แม่ทะลบ อสม. และจิตอาสา เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้เข้าถึงการศึกษา เท่าทันสื่อ มีพื้นที่ปลอดภัย

และโอกาสในอนาคต โครงการนี้ยึดหลักสำคัญว่า “วุฒิต้องได้ ไส้ต้องเต็ม เป็นเรื่องสื่อ ยึดถือพื้นที่ปลอดภัย” หมายถึง เด็กต้องได้วุฒิการศึกษา มีความเป็นอยู่ที่ดี รู้เท่าทันสื่อ และมีพื้นที่ที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้และเติบโต

สารเร่งเนื้อแดง ภัยเงียบต่อผู้บริโภค

นักวิชาการ ย้ำสารเร่งเนื้อแดงอันตราย ผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงมีโอกาสหัวใจวายได้ แม้ในคนที่ร่างกายปกติแข็งแรงดีก็ไม่ควรรับสารเหล่านี้

ผศ.ดร.รชา เทพษร อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สารเร่งเนื้อแดงเป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่มีสมบัติเปลี่ยนการสะสมไขมันไปเป็นมวลกล้ามเนื้อทำให้สัตว์มีเนื้อแดงมากขึ้นและมีชั้นไขมันลดลง เมื่อนำมาใช้ในภาคปศุสัตว์ถือเป็นการนำมาใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์ เพราะเมื่อสัตว์กินสารนี้เข้าไปจะเกิดตกค้างในเนื้อสัตว์ ทำให้คนที่รับประทานได้รับสารนี้ด้วย การใช้สารนี้เลี้ยงสัตว์จึงเป็นสิ่งผิดกฎหมายในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

ผศ.ดร.รชา เทพษร

สารกลุ่มนี้มีกลไกสามารถขยายหลอดลม ผลข้างเคียงอาจเร่งให้เกิดการหายใจถี่ขึ้น ปอดทำงานหนัก และเหนื่อยได้ ซึ่งในผู้ป่วยบางรายอาจนำไปสู่ภาวะระบบทางเดินหายใจล้มเหลวได้

นอกจากนี้ในทางการแพทย์ยังระบุว่าทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและแรงขึ้น ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อย เมื่อหัวใจทำงานหนักขึ้น ร่างกายจะต้องการออกซิเจนมากขึ้น และผู้ป่วยอาจรู้สึกใจสั่นหรือหายใจถี่ขึ้นตามมา

ไม่เพียงเท่านั้น สารกลุ่มนี้ยังมีผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการมือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ กระวนกระวาย นอนไม่หลับ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว จะทำให้เกิดอาการเฉียบพลันขึ้นทันที เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคปอด หรือ หญิงมีครรภ์ เมื่อสารเข้าสู่กระแสเลือด จะส่งต่อไปสู่ทารก แม้ในคนที่ร่างกายปกติแข็งแรงดี ก็ไม่ควรรับสารเหล่านี้ เพราะจะไปกระตุ้นร่างกายให้เกิดการตื่นตัวมากกว่าปกติ
 
“แม้โรคหัวใจหรือโรคความดันโลหิต จะเป็นโรคที่เกิดจากหลายสาเหตุ แต่การกินเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างสะสม อาจเป็นตัวกระตุ้นให้อาการต่างๆ ปรากฎจนเป็นอันตรายได้” ผศ.ดร.รชา กล่าว

สำหรับข้อสงสัยที่ว่า ในสหรัฐฯ มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อสัตว์ แต่พลเมืองยังปลอดภัยดี และไม่มีรายงานการเสียชีวิตนั้น ตั้งข้อสังเกตได้ว่า เป็นไปได้ว่าในสหรัฐฯ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจหรือโรคความดัน อาจไม่ได้รับการตรวจสอบถึงสาเหตุของโรคว่ามาจากการกินเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดง จึงทำให้ไม่พบข้อมูลรายงาน

ดังนั้น หากมีการเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ซึ่งมีการใช้สารเร่งเนื้อแดง แม้เพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ย่อมเกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคไม่มากก็น้อย รวมถึงหากประเทศไทยปรับกฎหมายเพื่อรองรับการเปิดนำเข้าหมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง ก็อาจส่งผลให้ภาคปศุสัตว์ของไทยหันกลับมาใช้สารดังกล่าวอีกครั้ง หลังจากเลิกใช้มานานกว่า 30 ปี ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประชาชนผู้บริโภค

โดย…คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์