จับครั้งที่ 4 ไม่เข็ด!ตำรวจบุกจับร้านผลิต ขายน้ำกระท่อม ยัด 6 ข้อหนัก

ปกครองตำรวจย่องเงียบ!ตรวจค้นจับร้านผลิต ขายน้ำกระท่อม 200ขวด เป็นครั้งที่4 ยังไม่เข็ด ยัด 6 ข้อหาหนัก

นายกันวลินทร์ เมืองแก้ว นายอำเภอเมืองศรีสะเกษ ได้รับการร้องเรียนว่ามีการเปิดร้านขายน้ำกระส่อม บุหรี่ไฟฟ้าแก่เด็กนักเรียนที่ชัมชนบ้านพันทา จึงสั่งการให้ นายศรายุธ สีละออง ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง ดำเนินการตรวจค้นตามที่ได้รับการร้องเรียน จึงนำชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองศรีสะเกษ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ปกครอง และสมาชิก อส.สังกัด ร้อย.อส.อ.เมือง ศก.3 ร่วมกับ สภ.เมืองศรีสะเกษ รีบรุดไปทันที

ทั้งเป็นการดำเนินการตามนโนบายสำคัญเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทย (8 Quick Win : 3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข) และ กรมการปกครอง (Dopa Next : New Era บังคับใช้กฎหมาย ไร้ธุรกิจสีเทา)

โดยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีเรื่องร้องเรียนจากราษฎรในพื้นที่ว่ามีบุคคลเปิดขายกัญชา บุหรี่ไฟฟ้า บุหรี่เถื่อน ยาแก้ไอ และน้ำกระท่อมให้กับเด็กนักเรียน และกลุ่มวัยรุ่น ในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษ

ผลการปฏิบัติ จับกุมผู้ต้องหาเป็นผู้ดูแลร้าน จำนวน 1 ราย คือ นายน้ำมนต์ อายุ 23 ปี ภูมิลำเนา 38 อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร

โดยกล่าวว่า

1. ผลิตและจำหน่ายอาหาร(น้ำกระท่อม) อันเป็นการฝ่าฝืน พรบ.อาหาร พ.ศ.2522

2. ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืน พรบ.ยา พ.ศ.2510

3. มีไว้ในความครอบครองหรือรับไว้ซึ่งยาสูบ(บุหรี่ซิกาแรต)โดยประการใด ซึ่งของโดยตนรู้ว่าเป็นของที่เข้ามาในราชอาณาจักร โดยยังมิได้ผ่านพิธีศุลกากรโดยถูกต้อง ตาม พรบ.ศุลกากร พ.ศ.2560

4. จำหน่าย สมุนไพรควบคุม(กัญชา) เพื่อการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืน พรบ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542

5. ฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ 24/2567 (บุหรี่ไฟฟ้า)

6. มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560

พร้อมตรวจยึดของกลาง
     
1.น้ำกระท่อม 200 ขวด
     
2.เงินสด 599 บาท
     
3.ยาแก้ไอ ยี่ห้อต่างๆ 38 ขวด
     
4.ยาแก้แพ้ ยี่ห้อต่างๆ 34 ขวด

5.ช่อดอกกัญชา 500 กรัม
     
6.บุหรี่ยี่ห้อ VESS 450 ซอง
     
7.บุหรี่ไฟฟ้า 70 เครื่อง
     
8.เงินสด 599 บาท
    
9.อุปกรณ์ประกอบการผลิตและจำหน่าย จำนวน 7 รายการ

 จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ ดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้เป็นร้านเครือข่ายของบังท็อป ถูกดำเนินคดีโดยฝ่ายปกครองอำเภอเมืองศรีสะเกษมาแล้ว 4 ครั้ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างศาลจังหวัดศรีสะเกษออกหมายจับเพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป ณ ชุมชนพันทาใหญ่ ต.โพธิ์ อ.เมืองศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

วธ. หนุนหนังไทย “ท่าแร่” สู่ซอฟต์พาวเวอร์ระดับชาติ-นานาชาติ

วธ. หนุนหนังไทย “ท่าแร่” ดันสู่เวทีนานาชาติ บอกเล่าเรื่องราวความเชื่อและศรัทธา ความสยอง ณ ดินแดนชาวคริสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ชวนคนไทยไปดูร่วมกัน ผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยสู่ซอฟต์พาวเวอร์ระดับชาติ-นานาชาติ

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชัน เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้  มุ่งเน้นพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรในวงการและผู้ที่สนใจทั่วไป เพื่อยกระดับเทศกาลภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชัน ของไทยให้เป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจจากนานาชาติ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับสำนักงานสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย (Thailand Creative Culture Agency: THACCA) สนับสนุนงบการผลิตภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชันไทย

​นายประสพ กล่าวอีกว่า ล่าสุดกรมส่งเสริมวัฒนธรรมให้การสนับสนุนด้านการผลิตภาพยนตร์บันเทิงคดี ภาพยนตร์ เรื่อง “ท่าแร่” (Tha Rae: The Exorcist) ผลิตโดย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เป็นภาพยนตร์ไทยแนวสยองขวัญ เล่าเรื่องราวแห่งความเชื่อและความศรัทธา ณ ดินแดนชาวคริสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน อย่างบ้านท่าแร่ จังหวัดสกลนคร เข้าฉายแล้ว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา

“ขอเชิญชวนประชาชนไทยให้การสนับสนุนผลงานภาพยนตร์ไทยที่ผลิตและแสดงโดยคนไทย เพื่อร่วมกันผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยสู่ซอฟต์พาวเวอร์ระดับชาติ เพิ่มศักยภาพสินค้า อาหารเทศกาลประเพณี แหล่งท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทยออกสู่เวทีนานาชาติ สร้างรายได้เข้าประเทศ เป็นการยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้กลายเป็นพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” ปลัดวธ. กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนภาพยนตร์ เรื่อง ท่าแร่ ที่กำลังฉายอยู่ในขณะนี้ นำแสดงโดย “เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข” “มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร” “คุ้ย-ทวีวัฒน์ วันทา” “เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์”, “แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์”, “เอี้ยง-สวนีย์ นาวินธนันท์ชัย” และ “แฉะ-องอาจ เจียมเจริญพรกุล” ภาพยนตร์ไทยแนวสยองขวัญ เล่าเรื่องราวแห่งความเชื่อและความศรัทธา ณ ดินแดนชาวคริสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน อย่างบ้านท่าแร่ จังหวัดสกลนคร นอกจากนี้ ยังสอดแทรกเรื่องราวของความเชื่อ ศรัทธา และวัฒนธรรม  รวมถึงประเพณีท้องถิ่นและการต่อสู้ของคนธรรมดาที่ต้องเผชิญหน้ากับพลังมืดเหนือธรรมชาติ

โอกาสนี้ทางทีมงานผู้กำกับและนักแสดงเรื่องดังกล่าวได้ขอบคุณ กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณด้านการผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและส่งเสริมการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ไทย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนด้วย

โปรดเกล้าฯ “มูลนิธิชัยพัฒนา”สร้าง “หลุมหลบภัย”ชายแดนสุรินทร์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนา จัดสร้าง “หลุมหลบภัย” เพื่อปกป้องราษฎรที่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน

ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เป็นผู้แทนมูลนิธิชัยพัฒนา ในการเข้าสำรวจและสอบถามความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ พบว่ายังมีชาวบ้านบางส่วนไม่ได้อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว แต่ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านตัวเองในหมู่บ้านเขตพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน จังหวัดสุรินทร์ อีกทั้งหมู่บ้านดังกล่าวไม่มีหลุมหลบภัย

เมื่อเกิดเหตุปะทะตามแนวชายแดนและมีเสียงปืนดังขึ้น ชาวบ้านจำเป็นต้องไปหลบกระสุนปืนใหญ่กันในท่อลอดใต้ถนน เช่น คุณยายเล็ก ทองสิน เล่าว่า “พอได้ยินเสียงปืนก็รีบเดินไปหลบอยู่ในท่อ พอเสียงปืนเงียบก็กลับบ้านไปหุงข้าวกิน กินข้าวเสร็จกลับไปอยู่ต่อในท่อ เป็นอย่างนี้อยู่สามวัน”

นอกจากนี้ผู้ที่อยู่ตามแนวชายแดนมีความวิตกกังวลกับโดรนที่บินวนเวียนเหนือหมู่บ้านทุกคืนในช่วงนี้

ความทราบถึง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ซึ่งทรงติดตามและทรงห่วงใยความเดือดร้อนของราษฎรตามแนวชายแดน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนา จัดสร้างหลุมหลบภัยในพื้นที่หมู่บ้านสองแห่งที่ยังไม่มีสิ่งป้องกันภัย ในอำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์

มูลนิธิชัยพัฒนาได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้าน (ชรบ.) โดยทันที เพื่อร่วมกันจัดสร้างหลุมหลบภัยอย่างเร่งด่วน โดยมูลนิธิชัยพัฒนาจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างส่งเข้าไปยังหมู่บ้านทั้งสองแห่ง

แห่งแรกจัดทำเป็นหลุมหลบภัยบล็อกคอนเวิร์ส (Converse Block) ขนาด 3 บล็อกต่อกัน จำนวน 2 จุด ประชาชนสามารถหลบภัยได้ประมาณ  20-30 คน ต่อหนึ่งจุด ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568

แห่งที่สองเป็นการนำท่อบล็อคคอนเวิร์ส จำนวน 6 บล็อควางเรียงติดกันในจุดเดียวกัน ประชาชนสามารถหลบภัยได้ประมาณ 50-60 คน ดำเนินการแล้วเสร็จในวันที่ 6 สิงหาคม 2568

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แก่พสกนิกรในพื้นที่ชายแดน ที่ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนและอันตรายจากสถานการณ์ความไม่สงบ

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

สุ่มตรวจฉี่พระสงฆ์ 35 รูป 5 วัดเมืองพิจิตร เจอสีม่วง 4 จับสึกทันที

ผู้ว่าฯ พิจิตรสั่งลุย มอบหมาย  “ธนิต ภูมิถาวร”รองผู้ว่าฯ นำทีม ปฏิบัติการ 5 วัดตรวจฉี่พระ35รูปใน2อำเภอเจอพระ 4 รูป ฉี่สีม่วง จับศึกทันทีแถมด้วยเด็กวัด2ราย ส่งตัวบำบัดรักษา ขยายผลที่มาของยาเสพติดในวัด..

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร มอบหมายให้ นายธนิต ภูมิถาวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่อำเภอสากเหล็ก และอำเภอวังทรายพูน

ปฏิบัติการ ตรวจหาสารเสพติดในชุมชนตามนโยบายปราบปรามยาเสพติดของผู้ว่าฯพิจิตร และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นปฏิบัติการ Re X-ray ค้นหาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด และผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชน และขยายผลไปในพื้นที่ทุกอำเภอของจังหวัดพิจิตร

โดยในวันนี้มีการตรวจค้นวัดในพื้นที่ 2 อำเภอคือ อ.สากเหล็กแบะอ.วังทรายพูน จำนวน 5 แห่ง

ผลการตรวจค้นและตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในร่างกายพระสงฆ์ทั้งหมด 35 รูป ดังนี้ 
#วัดวังอ้อ หมู่ที่ 4 ต.ท่าเยี่ยม อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร มีพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ไม่พบสารเสพติด,


#วัดหนองคล้า หมู่ที่ 4 ต.วังทับไทร อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร มีพระสงฆ์จำนวน 4 รูป ตรวจพบสารเสพติด 1 รูป  #วัดตลุกหิน หมู่ที่ 6 ต.วังทับไทร อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร มีพระสงฆ์ จำนวน 6 รูป ไม่พบสารเสพติด

อำเภอวังทรายพูน มีดังนี้ 
#วัดวังแสง หมู่ที่ 4 ต.วังทรายพูน อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร มีพระสงฆ์ จำนวน  9 รูป ตรวจพบสารเสพติดพระสงฆ์ 3 รูป และเด็กวัด 2 ราย

#วัดป่าเขาน้อย หมู่ที่ 5 ต.วังทรายพูน อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร มีพระสงฆ์ จำนวน  6 รูป ไม่พบสารเสพติด..

สุรินทร์พบจรวด BM 21 ตก 16 ลูกในหมู่บ้านเดียวทำคนตาย 2 เจ็บ 2 ราย

สุรินทร์-คณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา พร้อมคณะสมาชิกวุฒิสภา จ.สุรินทร์ ลงพื้นที่ บ้านโจรก ต.ด่าน อ.กาบเชิง พบจรวด BM 21 ที่ทหารกัมพูชายิงถล่ม ตก 16 ลูกในหมู่บ้านเดียวทำคนตาย 2 เจ็บ 2 ราย

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา จ.สุรินทร์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา พร้อมคณะสมาชิกวุฒิสภา จ.สุรินทร์ประกอบด้วย นายรุจิภาส มีกุศล  รองประธานคณะกรรมาธิการการกฏหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา ,นายกฤษณุ เหลืองวิบูลย์กิจ, นายสุพัตรชัย เตียวเจริญโสภา,นางสมพร  วรรณชาติ และนายสาลี สิงห์คำ สมาชิกวุฒิสภา จ.สุรินทร์ ลงพื้นที่ไปยังมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ ตามโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน พบปะเยี่ยมเยียนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

พร้อมมอบเงินเยียวยาจำนวนหนึ่ง ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะในพื้นที่ อ.กาบเชิง ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย ประกอบด้วย นายบัณฑิต    อายุ 34 ปี อยู่ บ.โจรก ต.ด่าน อ.กาบเชิง เสียชีวิตจากระเบิด ,ด.ช.ธิติวัฒน์  หรือ น้องน้ำโขง อายุ 8 ขวบ อยู่บ้าน บ.โจรกฯเสียชีวิตจากระเบิด,นายอภิสิทธิ์  อายุ 30 ปี  บ.โจรกฯบาดเจ็บสาหัสและด.ญ.ฐิติญา  หรือน้องน้ำค้าง อายุ 9 ขวบ บาดเจ็บแผลฉีกขาดและถลอกตามร่างกาย และผู้เสียชีวิต อ.พนมดงรัก ประกอบด้วย นายบุญเรือง อายุ 60 ปี อยู่บ้าน ม.8 ต.บักได อ.พนมดงรัก  เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลว,นายสมชาติ  อายุ 51 ปี อยู่บ้าน ม.1 ต.ตาเมียง อ.พนมดงรักฯเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลว และนายธวัชชัย  อายุ 60 ปี ชาวบ้านรุน ต.บักได อ.พนมดงรักฯบาดเจ็บใบหน้าและลำตัวจากกระจกแตกใส่ โดยมีนายชำนาญ ชื่นตา ผวจ.สุรินทร์ ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สุรินทร์

จากนั้น คณะ สว.สุรินทร์ จะเดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจประชาชนและ จนท.ปฏิบัติงานในศูนย์พักพิงในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ก่อนจะเดินทางไปยังที่ว่าการ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปข้อมูล ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.กาบเชิง จากนายสิทธิโรจน์ เจริญธนะศักดิ์ นาย อ.กาบเชิง ก่อนลงพื้นที่สำรวจความเสียหายในพื้นที่ พร้อมด้วยนายวสันต์ ชิงชนะ รอง ผวจ.สุรินทร์ ที่บ้าน ม.2 บ.โจรก ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นบ้านที่มีเด็กชายวัย 8 ขวบ และหนุ่มวัย 3ภ ปี ซึ่งเป็นน้าหลาน เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย ตามรายชื่อข้างต้น จากเหตุจรวด BM 21 ตกลงข้างตัวบ้าน เมื่อวันที่ 24 ก.ค.68 ที่ผ่านมา ตามที่เป็นข่าว

โดยพบกับนายสุที  อายุ 60 ปี ซึ่งเป็นตาของ ด.ช.วัย 8 ขวบที่เสียชีวิต รอให้ข้อมูลและเล่าถึงเหตุการณ์สลดที่เกิดขึ้น พร้อมพาคณะ สว.สุรินทร์ ดูจุดจรวด BM21 ตกและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวบ้านและยุ้งฉางข้าวที่พังเสียหาย ทั้งนี้ผู้บาดเจ็บยังคงนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ ส่วนศพของผู้เสียชีวิต 2 ราย ถูกเก็บรักษาไว้ในห้องเย็น รอพิธีฌาปนกิจตามประเพณีต่อไป อย่างไรก็ตามพบว่าในพื้นที่หมู่บ้านโจรก มีจรวด BM21 ตกในหมู่บ้าน โดยเฉพาะข้างบ้าน หลังดังกล่าว 1 ลูกและบริเวณทุ่งนารอบหมู่บ้านอีก 15 ลูก รวมทั้งหมด 16 ลูกด้วยกัน ซึ่งได้มีการเก็บกู้ทำลายแล้วบางส่วน และบางส่วนอยู่ระหว่างตรวจสอบ

ทั้งนี้คณะ สว.สุรินทร์ ยังได้รับฟังข้อปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างที่มีสถานการณ์ทั้งจากชาวบ้าน และหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ เพื่อนำปัญหาดังกล่าว ไปหารือในการประชุมวุฒิสภาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาต่อไ

จากนั้น เวลา 17.30 น.คณะ สว.สุรินทร์ ได้เดินทางไปมอบหน้ากากอนามัยให้กับ จนท.ทหารที่ กองบัญชาการมลฑลทหารบกที่ 25 (มทบ.25) จำนวน 4 หมื่นกว่าชิ้นอีกด้วย

กรมสมเด็จพระเทพฯโปรดเกล้าฯมูลนิธิชัยพัฒนาสร้าง “หลุมหลบภัย”ชายแดนสุรินทร์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนา จัดสร้าง “หลุมหลบภัย” เพื่อปกป้องราษฎรที่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน

ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เป็นผู้แทนมูลนิธิชัยพัฒนา ในการเข้าสำรวจและสอบถามความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ พบว่ายังมีชาวบ้านบางส่วนไม่ได้อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว แต่ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านตัวเองในหมู่บ้านเขตพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน จังหวัดสุรินทร์ อีกทั้งหมู่บ้านดังกล่าวไม่มีหลุมหลบภัย

เมื่อเกิดเหตุปะทะตามแนวชายแดนและมีเสียงปืนดังขึ้น ชาวบ้านจำเป็นต้องไปหลบกระสุนปืนใหญ่กันในท่อลอดใต้ถนน เช่น คุณยายเล็ก ทองสิน เล่าว่า “พอได้ยินเสียงปืนก็รีบเดินไปหลบอยู่ในท่อ พอเสียงปืนเงียบก็กลับบ้านไปหุงข้าวกิน กินข้าวเสร็จกลับไปอยู่ต่อในท่อ เป็นอย่างนี้อยู่สามวัน”

นอกจากนี้ผู้ที่อยู่ตามแนวชายแดนมีความวิตกกังวลกับโดรนที่บินวนเวียนเหนือหมู่บ้านทุกคืนในช่วงนี้

ความทราบถึง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ซึ่งทรงติดตามและทรงห่วงใยความเดือดร้อนของราษฎรตามแนวชายแดน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนา จัดสร้างหลุมหลบภัยในพื้นที่หมู่บ้านสองแห่งที่ยังไม่มีสิ่งป้องกันภัย ในอำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์

มูลนิธิชัยพัฒนาได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้าน (ชรบ.) โดยทันที เพื่อร่วมกันจัดสร้างหลุมหลบภัยอย่างเร่งด่วน โดยมูลนิธิชัยพัฒนาจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างส่งเข้าไปยังหมู่บ้านทั้งสองแห่ง

แห่งแรกจัดทำเป็นหลุมหลบภัยบล็อกคอนเวิร์ส (Converse Block) ขนาด 3 บล็อกต่อกัน จำนวน 2 จุด ประชาชนสามารถหลบภัยได้ประมาณ  20-30 คน ต่อหนึ่งจุด ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568

แห่งที่สองเป็นการนำท่อบล็อคคอนเวิร์ส จำนวน 6 บล็อควางเรียงติดกันในจุดเดียวกัน ประชาชนสามารถหลบภัยได้ประมาณ 50-60 คน ดำเนินการแล้วเสร็จในวันที่ 6 สิงหาคม 2568

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แก่พสกนิกรในพื้นที่ชายแดน ที่ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนและอันตรายจากสถานการณ์ความไม่สงบ

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

บิ๊กทหาร-ตำรวจ-นักการเมือง ตบเท้าเบิร์ดเดย์ 80 ปี “ลุงป้อม”คึกคัก

“ลุงป้อม” เปิดบ้านป่ารอยต่อ ให้อวยพรในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 80 ปี ในวันที่ 11 ส.ค. 2568“ รัฐมนตรี โอ๋ ชัยวุฒิ” “รองเอ็ด”  พร้อมทีมงาน ตลอดทั้งทหารและตำรวจ ร่วมอวยพรคึกคัก

เมื่อวันที่  8 สิงหาคม 2568 . ในวันใก้ลวันคล้ายวันเกิด ครบ 80 ปี (11 สิงหาคม 2568.)  พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ “ ลุงป้อม” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อดีดรองนายกรัฐมนตรี ได้เปิดบ้านพัก ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด   เพื่อเปิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เข้าอวยพรในวันคล้ายวันเกิด   ครบรอบ 80 ปี (ในวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ที่จะมาถึง)  โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์  “เสี่ยโฮ๋” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES)  ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ พ.ต.ท.อนุรักษ์ จิรจิตร “รองเอ็ด” อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรี  DES    และอดีตผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ตาก พร้อมทีมงานเข้าร่วมอวยพร

พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ  “ลุงป้อม” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  ในฐานะอดีตผู้บัญชาการทหารบก   กล่าวกับผู้เข้าร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิด 80 ปี ว่า “สถานการณ์ตามแนวชายแดน เป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญและติดตามมาโดยตลอด ผมขอแสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่และขอให้มั่นใจว่าภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจ เจ้าหน้าที่ทุกคนได้ทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อรักษาความสงบและอธิปไตยของชาติ

“ผมขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านครับ  ขอให้พวกเราทุกคนร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อปกป้องบ้านเมืองและรักษาความสงบสุขของประเทศไทยไว้ให้ได้ครับ”

รายงานข่าวแจ้งว่า โดยภายในงาน มี ส.ส. และ สมาชิก พลังประชารัฐ ทั้งหน้าเก่าและ หน้าใหม่  และคนในวงการการเมืองเข้าร่วมงานจำนวนมาก เข้าร่วมอวยพร รวมทั้งนายอรรถสิทธิ์ ต๊ะทองคำ  “สจ.เสี่ยโจ” อดีตรองนายก อบจ.ตาก และอดีต สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ตาก เขต อ.แม่ระมาด เดินทางไปร่วมงานด้วย

“ภูมิธรรม” นำชาวราชสีห์ทำกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติวันแม่ 12 ส.ค.2568

“ภูมิธรรม” นำชาวราชสีห์ จัดกิจกรรมจิตอาสาบริการประชาชนเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568

วันนี้ (8 ส.ค. 68) เวลา 09.30 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกิจกรรมจิตอาสาบริการประชาชนเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 ณ สวนสราญรมย์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยราชการในพระองค์ ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกรม รัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ตลอดจนจิตอาสา 904 ประชาชนจิตอาสา กว่า 500 คน ร่วมกิจกรรม

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร์และทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงข้างมาโดยตลอด และด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณาคุณเป็นที่ประจักษ์ยังคงประทับอยู่ในใจของพสกนิกร และก่อให้เกิดความสงบร่มเย็น ตลอดจนความเจริญก้าวหน้าแก่ประเทศชาติ และประชาชน ซึ่งแนวพระราชดำริต่าง ๆ ล้วนส่งผลให้ประชาชนมีความผาสุกร่มเย็นถึงทุกวันนี้

กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้จัดกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในโอกาสมงคลดังกล่าว เพื่อให้บริการประชาชน ณ สวนสราญรมย์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ ในวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2568  ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น. อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้ความรู้ผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ กรมการปกครอง ให้บริการจัดทำบัตรประชาชนเคลื่อนที่ กรมการพัฒนาชุมชน ให้บริการฝึกอาชีพขั้นพื้นฐาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สาธิตการคัดแยกขยะและให้ความรู้ในการแปรรูปขยะเป็นพลังงาน กรมที่ดิน จัดกิจกรรมคลินิกที่ดินปันสุขเพื่อสังคม บริการประชาชนผู้มาติดต่อด้วยตู้ Kiosk และให้บริการบริการสำนักงานที่ดิน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ความรู้เรื่องภัยพิบัติ การแจ้งเตือนภัย และการเอาตัวรอดในสถานการณ์ภัย กรมโยธาธิการและผังเมือง จัดนิทรรศการกระบวนการวางผังเมือง

การไฟฟ้านครหลวง ให้ความรู้ระบบไฟฟ้าปลอดภัยด้วยสายดิน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้ความคำปรึกษาด้านไฟฟ้าและอื่น ๆ การประปานครหลวง สาธิตการเปลี่ยนอุปกรณ์ประปาภายในบ้าน การล้างถังพักน้ำ การประปาส่วนภูมิภาค บริการน้ำประปาสะอาดดื่มได้ องค์การจัดการน้ำเสีย จัดนิทรรศการคลองสวยน้ำใส การให้ความรู้บำบัดน้ำเสียชุมชนเบื้องต้น องค์การตลาด จัดกิจกรรมเจรจาทางการค้า และผลิตภัณฑ์ชุมชน กรุงเทพมหานคร จัดหน่วยแพทย์ให้บริการด้านสุขภาพ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความรู้วินัยจราจร ปัญหายาเสพติดตามนโยบาย  “No Drugs No Dealers สู่ Zero Drugs Thailand” บุหรี่ไฟฟ้า และอาชญากรรมไซเบอร์ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา บริการ Fix Center เปลี่ยนน้ำมันเครื่องจักรยานยนต์ การซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็ก และบริการตัดผมชายและหญิง รวมถึงกิจกรรมมหาดไทยปันสุข ด้วยการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ OTOP และจำหน่ายของที่ระลึกจากจังหวัดพื้นที่ใกล้เคียงทั้งฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี โดยมีวงดนตรี “อส.ดนตรี” บรรเลงบทเพลงสร้างสุนทรี พร้อมทั้งบริการอาหารพระราชทานให้บริการประชาชนผู้ร่วมงานตลอดทั้งวัน

สนธิกำลัง “ปกครอง-ตำรวจ” ขานรับนโยบาย “ภูมิธรรม” เปิดปฏิบัติการ “ZERO DRUG”8 เดือน 8 ลุยจัดระเบียบสังคม

สนธิกำลัง “ปกครอง-ตำรวจ” ขานรับนโยบาย “ภูมิธรรม” เปิดปฏิบัติการ “ZERO DRUG” 8 เดือน 8 ลุยจัดระเบียบสังคม บุกค้นผับเถื่อนอัพยา ย่านรังสิต พบยาเสพติดเกลื่อน ฉี่ม่วงนับร้อย

ภายหลังจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธาน Kick Off “No Drugs No Dealers สู่ Zero Drugs Thailand ประเทศไทยต้องปลอดยาเสพติด” เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา พร้อมกำชับ 8 นโยบาย Quick Wins: 3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข ด้วยการบูรณาการฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคง โดยได้เน้นย้ำ ปฏิบัติการจัดระเบียบสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาเสพติด อาวุธ ค้ามนุษย์ และผู้มีอิทธิพล จะต้องหมดไปจากสังคมไทยอย่างสิ้นเชิง

ทันทีที่ได้รับมอบนโยบายจากนายภูมิธรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง ตลอดจนถึงอธิบดีทุกกรม ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ได้เปิดปฏิบัติการขั้นเข้มข้น ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคมเป็นต้นไป เพื่อขานรับนโยบายเร่งด่วน 8 Quick Wins สร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมที่ประชาชนมีความรู้สึกว่าปลอดภัยอย่างแท้จริง

ปฏิบัติการแรกได้เริ่มต้นขึ้นทันที ในค่ำคืนย่างเข้าวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เวลา 00.45 น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง ได้สั่งการให้ นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ และนายอิสรา เจริญชาศรี ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน เปิดปฏิบัติการ “ZERO DRUG” นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง พร้อมด้วยสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน รวมจำนวน 80 คน บูรณาการร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดปทุมธานี ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอธัญบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เข้าตรวจสอบ ร้าน Skin Pub (สกิน ผับ) ซึ่งตั้งอยู่ในซอยรังสิต-นครนายก 21 อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี หลังจากที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผ่านศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทยว่า สถานบริการแห่งนี้ปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ยาเสพติดภายในร้าน

เมื่อเจ้าหน้าที่บุกเข้าถึงร้าน พบนักเที่ยวกว่า 380 คน กำลังดื่มกินและเต้นรำอย่างสนุกสนาน เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมสถานที่สั่งให้ปิดเพลงและเปิดไฟแสงสว่าง เกิดความโกลาหล นักเที่ยวหลายคนพยายามโยนยาเสพติดทิ้งและหลบหนีออกจากร้าน แต่เจ้าหน้าที่ได้ปิดล้อมประตูไว้ทุกด้าน จึงไม่มีใครสามารถหลบหนีไปได้

จากการเข้าตรวจค้นพบว่าสถานบริการแห่งนี้เป็นผับเถื่อน ไม่มีใบอนุญาตตั้งสถานบริการ พบผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีต้องใช้บริการ จำนวน 7 คน อายุน้อยสุดเพียง 17 ปี ผู้จัดการร้านมีประวัติต้องคดีครอบครองยาเสพติดไว้เพื่อจำหน่าย ภายในร้านพบยาเสพติดตกอยู่เกลื่อนพื้น ทั้งยาคีตามีนและยาบ้า จึงได้ทำการตรวจปัสสาวะนักเที่ยวทั้งหมด โดยพบว่ามีผู้มีผลปัสสาวะเป็นสีม่วงทั้งชายและหญิงรวมกว่า 173 คน ซึ่งทั้งหมดจะถูกส่งตัวไปดำเนินคดี/บำบัดรักษาตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป

พนักงานฝ่ายปกครองจึงได้จับกุมผู้จัดการร้าน เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาใน 4 ฐานความผิด ได้แก่ 1.ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.จำหน่ายสุราเกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด 3. จำหน่ายสุราให้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี 4.ยุยงส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่เหมาะสม นอกจากนี้การปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในร้านเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. จึงเสนอให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามคำสั่ง สั่งปิดสถานบริการแห่งนี้เป็นเวลา 5 ปี

อธิบดีกรมการปกครอง ยังได้ย้ำให้ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายหรือได้รับความเดือดร้อน สามารถแจ้งไปยังผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือนายอำเภอในพื้นที่ได้ทันที และหากยังไม่ได้รับการแก้ไข ให้แจ้งมายัง ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย สายด่วน 1567 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป

เสริมแกร่งเกษตรกรเขาหินซ้อนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ บนหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง”

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการต้นแบบที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพและพระราชวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากเดิมทีพื้นที่เขาหินซ้อนเคยแห้งแล้ง ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติและไม่สามารถเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พระองค์ท่านจึงทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง“ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ” ขึ้นในปี2522 เพื่อศึกษา ทดลอง และพัฒนาแนวทางฟื้นฟูที่ดิน แหล่งน้ำ และป่าไม้ โดยให้สอดคล้องกับภูมิสังคมของพื้นที่ เน้นการใช้เทคโนโลยีเรียบง่าย ประหยัด และยั่งยืน เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติด้วยตนเองได้

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาในหลายมิติ ทั้งการฟื้นฟูที่ดิน การอนุรักษ์แหล่งน้ำ และการปลูกป่า จนสามารถเปลี่ยนภูมิประเทศจากเดิมที่แห้งแล้งให้กลับมาเขียวชอุ่ม มีความชุ่มชื้น และรองรับการใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในพืชหลักที่ศูนย์ฯ ให้ความสำคัญคือการปลูกข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนในพื้นที่และเป็นอาชีพสำคัญของเกษตรกรโดยรอบ

ศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา กรมการข้าว ในฐานะหน่วยงานบูรณาการภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีบทบาทร่วมสนับสนุนด้านวิชาการข้าวแก่เกษตรกรรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2553ผ่าน “โครงการศึกษาพัฒนาและจัดการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105”

                                                  นพดล ประยูรสุข

นพดล ประยูรสุข ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา ได้ดำเนินโครงการศึกษาพัฒนาและจัดการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ในเขตพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ บนพื้นที่ดำเนินการ 12 ไร่ เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงให้เกษตรกรนำไปทดลองปลูก ขยายพันธุ์ และใช้ประโยชน์ในระดับชุมชน ผลจากการดำเนินงานระหว่างปี 2562 – 2566 สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์รวมทั้งสิ้น 8,565 กิโลกรัม แบ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยาย 571 กิโลกรัม และเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์หลักที่ผ่านการรับรองคุณภาพ 7,994 กิโลกรัม โดยมีอัตราการขยายผลเฉลี่ย 1:40 ส่งผลให้มีการกระจายเมล็ดพันธุ์ถึงเกษตรกรกว่า 228,400 กิโลกรัม เพื่อใช้ในการผลิตข้าวคุณภาพในพื้นที่เป้าหมาย

การทำงานร่วมกับเกษตรกรดำเนินควบคู่ไปกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่าน “โรงเรียนเกษตรกร” ที่เน้นการสร้างแปลงเรียนรู้จริง ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกรวง การผลิต การปักดำ การตัดพันธุ์ปน จนถึงการเก็บเกี่ยว เกษตรกรได้รับทั้งความรู้และเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ในช่วงปี 2553–2568 มีการผลิตเมล็ดพันธุ์สะสมรวมทั้งสิ้น 23,860 กิโลกรัม พร้อมทั้งขยายเทคโนโลยีให้ครอบคลุมระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ระหว่างปี 2563 – 2566 ศูนย์ฯ ได้แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในตำบลเขาหินซ้อน ตำบลบ้านซ่อง ตำบลลาดบัวขาว และตำบลท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมประมาณ 90 ราย โดยแต่ละรายได้รับเมล็ดพันธุ์รู้หลักประมาณ 30–40 กิโลกรัม เพื่อนำไปปลูกขยายพันธุ์ในพื้นที่ของตน ทั้งเพื่อบริโภค จำหน่าย หรือเก็บรักษาไว้ใช้ต่อในฤดูกาลถัดไป เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ลงพื้นที่ติดตามแปลงขยายพันธุ์เป็นประจำทุกปี พบว่าเกษตรกรมีความพึงพอใจสูง เนื่องจากผลผลิตที่ได้เป็นข้าวพันธุ์แท้ คุณภาพดี และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้

เพื่อเสริมศักยภาพกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ ศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทราได้สนับสนุนเทคโนโลยีการปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ เช่น การคัดแยกสิ่งเจือปนและลดความชื้นผ่านเครื่องปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ ซึ่งต่อยอดจากแปลงเรียนรู้เดิม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวช่วยแก้ปัญหาเดิมที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์ปลอมปนและวัชพืช ซึ่งเคยทำให้ผลผลิตด้อยคุณภาพและถูกตัดราคาจนรายได้เกษตรกรต่ำ หลังจากเข้ารับการอบรมและใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพ เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตและรายได้ได้ 15–20% สะท้อนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางรายได้

ด้วยลักษณะพื้นที่เขาหินซ้อนเป็นนาน้ำฝน จึงมีข้อจำกัดเรื่องพันธุ์ข้าวที่ต้องไวต่อช่วงแสง ทำให้พันธุ์หลักที่ใช้คือข้าวขาวดอกมะลิ 105 ขณะเดียวกันศูนย์ฯ ยังพยายามส่งเสริมพันธุ์ข้าวหอมจันทร์ฉะเชิงเทรา ซึ่งกำลังได้รับความนิยมและมีแนวโน้มจะขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดฉะเชิงเทรา พันธุ์นี้มีศักยภาพให้ผลผลิตสูงกว่าขาวดอกมะลิ 105 ประมาณ 5% และมีความต้านทานโรคไหม้สูงกว่า ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ศูนย์ฯ ได้พัฒนาเทคโนโลยีภาคสนาม เช่น รถปักดำนา และเครื่องหยอดข้าวแห้งติดท้ายรถแทรกเตอร์ ซึ่งสามารถทำงานได้วันละเกือบ 20 ไร่ ช่วยลดแรงงานคนและต้นทุนการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ

การขับเคลื่อนงานของศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทราอยู่บนพื้นฐานแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง โดยเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่เกษตรกรผลิตได้ถือเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญที่ลดการพึ่งพาจากภายนอก พร้อมผนวกการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า เช่น การใช้จุลินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ เพื่อลดต้นทุนและลดการใช้สารเคมีโดยไม่ลดทอนผลผลิต

แนวทางพระราชดำริที่พระองค์ทรงเน้นคือการ “ติดความรู้” ให้กับเกษตรกร พร้อมสนับสนุนปัจจัยให้เขาสามารถตั้งตัวได้ด้วยตนเอง เปรียบเสมือนการให้เบ็ดตกปลา มากกว่าการจับปลาให้ เมื่อเกษตรกรมีความรู้และผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพได้แล้ว สามารถต่อยอดไปสู่การแปรรูปข้าวสาร การสร้างเครือข่ายมาตรฐานการผลิต เช่น ข้าวอินทรีย์ และขยายสู่มูลค่าเพิ่มในระดับท้องถิ่น เป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอดตามแนวพระราชดำริอย่างแท้จริง

“ความสำเร็จของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ และความร่วมมือเชิงวิชาการกับศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา ไม่เพียงเป็นแบบอย่างของการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเยาวชน ได้ศึกษาวิธีการอนุรักษ์ทรัพยากรและพัฒนาเกษตรกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเป็นฐานรากสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงในอนาคต” รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา กล่าวทิ้งท้าย