สันติสุขคืนรัง! “ยายน้อย”เปิดใจทั้งน้ำตา ขอกลับบ้านทำบุญลูกหลาน 3 ศพ เหยื่อสู้รบชายแดน

หลังจากการประชุมเจบีซี ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ได้บรรลุข้อตกลง 13 ข้อหยุดยิงชั่วคราว และคืนสันติสุขให้กับประชาชนตลอดแนวชายแดนอีสานใต้ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา สร้างความดีใจให้กับประชาชนที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดตามปกติ หลังจากต้องอพยพหนีภัยการสู้รบไปอยู่ศูนย์พักพิงต่างๆมานานกว่าสัปดาห์

เช่นเดียวกับ “ยายน้อย” แม่ของ นางสาว รุ่งรัศ ประชัน ผู้ที่สูญเสียทั้งลูกสาว และหลานๆ ถึง 3 คนในคราวที่ลูกปืนใหญ่มาตกในปั้มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ อ.กันทราลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยได้มาพักพิงที่ศูนย์อพยพมรกรมชลประทาน วันนี้ขอกลับบ้าน เกิด แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่า จะอยู่ได้อย่างไรเมื่อไม่มีลูกสาวและหลานเหยื่อกระสุนปืนทหารกัมพูชาที่ได้ทำการเผาร่างทั้ง 3 ศพไปก่อนหน้านี้แล้ว

จำรัส สวนจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานศรีสะเกษ

นับตั้งแต่เสียงปืนใหญ่ของกัมพูชา ดังขึ้นตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เมื่อช่วงสาย ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 โดยที่หมู่บ้านภูมิชรอล และอีกหลายหมู่บ้าน ในตำบลเสาธงชัย ตำบลสังเม็ก ตำบลขนุน ตลอดแนวชายแดน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการยิงปะทะกัน ทำให้ทุกคนที่เคยมีประสบการณ์ และได้ร่วมประชุมซักซ้อมการอพยพ ได้อพยพออกจากหมู่บ้านทันที

ขณะที่ลูกปืนใหญ่ถูกยิงเข้ามาตกลึกถึง ปั้มน้ำมัน ตกลงที่ร้านสะดวกซื้อ บ้านผือใหม่ ตำบลเมือง อำเภอกันทรลักษ์ ที่หลายคนกำลังมาเต็มน้ำมัน เพื่ออพยพ มาซื้อข้าวของไปกักตุน ขณะลูกปืนใหญ่กัมพูชาตกมาในเขตพลเรือน 5 ครอบครัว เสียชีวิตทันที่ 8 คน โดยเสียชีวิตอยู่ในร้านสะดวกซื้อ 7 คน เสียชีวิตในสวนบริเวณด้านหลังร้านอีก 1 คน ยังความเสียใจกับญาติเป็นอันมาก และจากนั้นจนวันนี้ก็ยังไม่สามารถนำอัฐิไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิดได้ ได้มาพักพิงที่ศูนย์อพยพชั่วคราวในตัวจังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้การดูแลของกรมชลประทานศรีสะเกษ ทั้งที่พัก ที่หลับนอน อาหาร 3 มื้อ พร้อมการปลอบขวัญทุกคืนวัน

โดยวันนี้คุณยาย น้อย มารดาของ นางสาวรุ่งรัศ และหลานๆ ครอบครัวประชัน กล่าวว่า วันนี้ยายขอกลับบ้านก่อน พรุ่งนี้จะห่อข้าวต้ม เริ่มเตรียมทำบุญอัฐิ ทำบุญกระดูก โดยเย็นวันที่ 10 สิงหาคม 2568 จะนิมนต์พระมาสวดมนต์เย็นที่บ้าน เช้าของวันที่ 11 สิงหาคม 2568เวลา 07.00 น.จะมีพิธีทำบุญตักบาตรเช้า ทำบุญเสร็จก็จะนำอัฐิไปลอยอังคารที่ทะเล จังหวัดระยอง ที่ที่เคยไปเที่ยวด้วยกันในหน้าร้อนทุกๆ ปี เพราะเขาชอบมาก ทั้งแม่ ทั้งลูก หลาน รวม 4 คน ซึ่งก็ยังคิดไม่ออกมาว่ากลับไปแล้วนึกถึงภาพเก่าๆ ที่หลานๆ มาหยอก มาคุยด้วย มาอ้อนขอเงินไปโรงเรียน แล้ววันนี้มีไม่หลานๆ มาเช่นเดิม ตนจะทำใจได้ไหม

ขณะที่ นายจำรัส สวนจันทร์ ชลประทานจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ที่นี่นอกจากจะดูแลในเรื่องที่พักให้สบายที่สุด เรื่องอาหารก็จะต้องสะอาดปลอดภัย เพราะเป็นผู้ประสบภัยกรณีพิเศษ เป็นผู้ที่สูญเสียมากที่สุด ไม่ใช้ผู้อพยพธรรมดา แต่สูญเสียลูก หลาน 5 ครอบครัว รวม 7 คน ในจัดเดียวที่ปั้ม ปตท.ในร้านสะดวกซื้อ เราได้ดูแลในเรื่องจิตวิทยา มีนักจิตวิทยามาช่วยดูแล อย่างน้อยวันนรี้ที่จะขอกลับบ้าน ให้มีรอยยิ้มกลับไป และหากมีอะไรเกิดขึ้นอกี เราก้ยินดีที่จะรับกลับมา แต่หากไม่มีอะไรเราก็จะติดตามดูแลด้วยเช่นกัน

ที่ศูนย์พักพิงแห่งนี้ มีทั้งหมด 5 ครอบครัว จาก 7 ชีวิตที่เป็นเหยื่อภัยทางอากาศของการปะทะกันตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ได้ขอเดินทางกลับบ้านวันนี้ ซึ่งชุด EOD เก็บกู้ ทำลายระเบิดที่ตกค้างตามบ้านเรือน ไร่นา สวนยางพารา ตามแนวชายแดน ยังเดินหน้าต่อไปทุกวัน ขอแจ้งเตือนชาวบ้านว่า หากพบเจอระเบิด หรือสงสัยว่าจะเป็นหัวลูกปืนใหญ่ อย่าได้เข้าไปใกล้ อย่าได้ไปทำอะไร ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่บ้านเมือง กำนัน – ผู้ใหญ่บ้าน หรือ ชุด ชรบ. เพื่อแจ้งปกครองอำเภอ ทันที เอการเข้าไปตรวจสอบ ทำลายก่อนต่อไป

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

‘บ้าน’ ที่รอวันกลับ  … กับความช่วยเหลือที่ไม่เคยจางหาย

“อยากกลับบ้าน”… คำพูดของคุณยายวัย 95 ปี ผู้ที่ไม่มีแม้แต่ญาติพี่น้อง คุณยายจำเป็นต้องย้ายมาอยู่ที่ศูนย์อพยพ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมกับเพื่อนบ้าน นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย -กัมพูชา

แม้ที่นี่จะมีคนคอยดูแลความเป็นอยู่และสุขภาพของคุณยายซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง ถือเป็นคนแปลกหน้า ที่กลายเป็นเหมือนลูกหลานที่เฝ้าดูแลไม่ขาด แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนอยู่บ้าน ความรู้สึกของคุณยายไม่ต่างจากผู้อพยพอีกกว่า 96,000 คน ในศูนย์อพยพ 495 จุด ใน 4 จังหวัด

 ถึงแม้ภาพรวมเหตุการณ์ทั่วไปในวันนี้ ยังไม่มีรายงานเหตุการณ์รุนแรงในทุกพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน แต่หลายชีวิตยังต้องทิ้งบ้านและมาอยู่ร่วมกันในศูนย์อพยพ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน ขณะเดียวกันทหารแนวหน้าก็ยังตรึงกำลังไม่ถอยเช่นกัน

สิ่งของจำเป็น อาหาร น้ำดื่ม ฯลฯ ต่างหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ เพื่อเติมเต็มให้ศูนย์อพยพ เป็นเหมือนบ้านสำหรับพักกาย-พักใจของทุกคน จากความห่วงใยของคนไทยที่มีต่อคนไทยด้วยกัน

หนึ่งในทีมงานที่ไม่หยุดส่งความช่วยเหลือ คือ ซีพีเอฟ ที่เป็นคลังอาหารคอยเติมเต็มให้แก่โรงครัวพระราชทาน โรงครัวกลาง และโรงครัวอาสาที่เป็นเครือข่ายพันธมิตร ที่เร่งส่งทั้งอาหารสด หมู ไก่ ไข่ไก่ มาเป็นเสบียงจากแนวหลังสู่ด่านหน้ามาตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุการณ์ จนถึงวันนี้น้ำใจที่มียังไม่เคยเหือดหาย

โดยมีทีมงานจิตอาสา เดินหน้าเคียงข้างทุกวิกฤติ ลงพื้นที่ศูนย์พักพิง ทั้งทำหน้าที่ส่งอาหารสดเข้าโรงครัวต่างๆ พร้อมตั้งโรงครัวอาสาทำอาหารปรุงสำเร็จสดใหม่ส่งถึงพี่น้องประชาชน ให้ได้รับประทานอาหารร้อนๆ แทนกำลังใจที่ทุกคนมอบให้ ฝากไปกับมื้ออาหาร พร้อมมอบของใช้จำเป็นทั้งที่ศูนย์อพยพ และเข้าเยี่ยมให้กำลังใจทีมอาสาอยู่เฝ้าพื้นที่ชุมชน

ล่าสุด ซีพีเอฟ ร่วมเชิดชูทหารกล้า ผู้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศไทย ด้วยการเปิดรับ บุตร คู่สมรส หรือบุคคลในครอบครัว ของทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ เข้าทำงานกับบริษัทฯ เพื่อสานต่อคุณค่าของความกล้าหาญ

ขอบคุณทุกหัวใจของผู้ให้ ทั้งเจ้าหน้าที่ด่านหน้า ทีมงานจิตอาสา และทุกภาคส่วนที่ร่วมด้วยช่วยกันมาตลอด ทุกคนยังพร้อมส่งกำลังใจและความห่วงใยต่อไป ไม่ถอยจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย…

เปิดปฏิบัติการ “ZERO DRUG”บุกจับผับดังย่านรังสิต ทิ้งยาเกลื่อนพื้น ตรวจพบฉี่ม่วงเพียบ

กรมปกครอง เปิดปฏิบัติการ “ZERO DRUG” บุกจับผับดังย่านรังสิต ปล่อยปละละเลยให้บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้ามาใช้บริการ ผงะยาเกลื่อน ฉี่ม่วงเพียบ

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง สั่งการให้ นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ และนายอิสรา เจริญชาศรี ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน เปิดปฏิบัติการ “ZERO DRUG” นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง พร้อมด้วยสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน รวมจำนวน 80 คน บูรณาการร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดปทุมธานี ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอธัญบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เข้าตรวจสอบ ร้าน Skin Pub (สกิน ผับ) ซึ่งตั้งอยู่ในซอยรังสิต-นครนายก 21 อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี หลังจากที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผ่านศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทยว่า สถานบริการแห่งนี้ปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ยาเสพติดภายในร้าน

เมื่อเจ้าหน้าที่บุกเข้าถึงร้าน พบนักเที่ยวกว่า 380 คน กำลังดื่มกินและเต้นรำอย่างสนุกสนาน เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมสถานที่สั่งให้ปิดเพลงและเปิดไฟแสงสว่าง เกิดความโกลาหล นักเที่ยวหลายคนพยายามโยนยาเสพติดทิ้งและหลบหนีออกจากร้าน แต่เจ้าหน้าที่ได้ปิดล้อมประตูไว้ทุกด้าน จึงไม่มีใครสามารถหลบหนีไปได้

จากการเข้าตรวจค้นพบว่าสถานบริการแห่งนี้เป็นผับเถื่อน ไม่มีใบอนุญาตตั้งสถานบริการ พบผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีต้องใช้บริการ จำนวน 7 คน อายุน้อยสุดเพียง 17 ปี ผู้จัดการร้านมีประวัติต้องคดีครอบครองยาเสพติดไว้เพื่อจำหน่าย ภายในร้านพบยาเสพติดตกอยู่เกลื่อนพื้น ทั้งยาคีตามีนและยาบ้า จึงได้ทำการตรวจปัสสาวะนักเที่ยวทั้งหมด โดยพบว่ามีผู้มีผลปัสสาวะเป็นสีม่วงทั้งชายและหญิงรวมกว่า 173 คน ซึ่งทั้งหมดจะถูกส่งตัวไปดำเนินคดี/บำบัดรักษาตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป

พนักงานฝ่ายปกครองจึงได้จับกุมผู้จัดการร้าน เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาใน 4 ฐานความผิด ได้แก่ 1.ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.จำหน่ายสุราเกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด 3. จำหน่ายสุราให้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี 4.ยุยงส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่เหมาะสม นอกจากนี้การปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในร้านเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. จึงเสนอให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามคำสั่ง สั่งปิดสถานบริการแห่งนี้เป็นเวลา 5 ปี

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง ได้กล่าวถึงการปฏิบัติการในครั้งนี้ว่า “กรมการปกครองได้สนองนโยบายสำคัญเร่งด่วน “8 Quick Wins : 3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข” ของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งมั่นแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่าง เพื่อสร้างสังคมให้สงบสุข บ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อย ปลอดอบายมุข และประชาชนมีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ซึ่งฝ่ายปกครองจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้มงวดกวดขันในการจัดระเบียบสถานบันเทิงต่างๆ ไม่ให้เป็นแหล่งแพร่กระจายยาเสพติด เพื่อให้สังคมไทยปลอดภัย ตามนโยบายของรองนายกฯรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย”

อธิบดีกรมการปกครอง ยังย้ำให้ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายหรือได้รับความเดือดร้อน สามารถแจ้งไปยังผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือนายอำเภอในพื้นที่ได้ทันที และหากยังไม่ได้รับการแก้ไข ให้แจ้งมายัง ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย สายด่วน 1567 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป

สุดเศร้า!บัสรับส่งนักเรียนบึงกาฬเสียหลักตกถนนพลิกคว่ำดับ 2 บาดเจ็บอื้อ

บึงกาฬ-เกิดอุบัติเหตุเศร้า รถบัสรับส่งนักเรียน เสียหลักตกถนนพลิกคว่ำ เสียชีวิตสลด 2 ราย นักเรียนบาดเจ็บอื้อเด็กนักเรียนช็อกร้องให้ระงม

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 17.00 น. เกิดอุบัติเหตุรถบัสโดยสารรับส่งนักเรียนพลิกคว่ำ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุเกิดบริเวณสะพานข้ามคลองห้วยโด ถนนสายเซกา-นาทม ต.เซกา อ.บึงกาฬ หลังเกิดเหตุกู้ภัยเทพารักษ์ ได้ลำเลียงผู้บาดเจ็บที่โดยสารมากับรถส่งรักษาที่ รพ.นาทม และ รพ.เซกา

นอกจากนี้มีรายงานจากป้องกันและบรรเทาสาธารภัย (ปภ.) จ.นครพนม แจ้งว่า รถบัสรับส่งนักเรียนคันนี้ รับส่งเด็กนักเรียนจาก อ.นาทม จ.นครพนม จะไปเรียนที่โรงเรียนใน อ.เซกา จ.บึงกาฬ ระหว่างขากลับขับมาถึงสะพานข้ามคลอง ถนนเซกา-นากม ต.เซกา อ.เซกา จ.บึงกาฬ ห่างจาก อ.นาทม ราว 2 กิโลเมตรได้เสียหลักพลิกคว่ำ

เบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย เป็นชาย 1 ราย หญิง 1 ราย ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่เร่งกู้ซากรถยนต์บัส ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เซกา อยู่ระหว่างเร่งสอบสวนสาเหตุที่แน่ชัดอย่างละเอียดอีกครั้ง

กองปราบ เผย “หมอบี” เปิดบัญชีรับบริจาค ยอดพุ่ง 200 ล้าน ชี้ปมยักยอกมีมูล

ภายหลังจาก นายเสกสันน์ ทรัพย์แสนสุข หรือ “หมอบี” หอบเอกสาร 3 ถุงใหญ่เข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน กรณีเปิดบัญชีรับบริจาคให้วัดพระบาทน้ำพุ กว่า 3 ชั่วโมง

พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการกองปราบปราม(รองผบก.ป.) กล่าวถึงความคืบหน้าว่า เรื่องนี้มีผู้มาแจ้งให้ทางตำรวจกองปราบตรวจสอบตั้งแต่ประมาณต้นเดือน มี.ค. ว่าพบข้อพิรุธของการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีหมอบี โดยเป็นบัญชีที่เปิดรับบริจาคผ่านเฟซบุ๊ก บัญชีนี้เปิดตั้งแต่ปี 62 เป็นบัญชีประเภทในนามบุคคล ซึ่งหมอบีมีอำนาจในการเบิกถอนได้เพียงผู้เดียว

พ.ต.อ.เอนก กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบมีการเบิกถอนมากกว่า 100 ครั้ง ยอดรวมประมาณกว่า 200 ล้านบาท โดยพบการถอนเงินในจำนวนนี้แล้วเอาไปให้เจ้าอาวาสไม่ครบ ยกตัวอย่างมีบางรายการเบิกกว่า 3 ล้าน แต่มอบให้หลวงพ่อไม่ครบตามยอดเบิก

พ.ต.อ.เอนก กล่าวต่อว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และวัดยังไม่ได้แจ้งความ จึงยังไม่เป็นคดีความ แต่กองปราบรับเรื่องแล้ว ก็ส่งตำรวจไปพบเจ้าอาวาส เพื่อขอข้อมูล ในวันนี้หมอบีมาเพื่อลงบันทึกประจำวัน และนำเอกสารที่เกี่ยวกับการเงิน มาเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และยืนยันว่าไม่หลบหนี

พ.ต.อ.เอนก กล่าวอีกว่า กรณีที่เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนก่อนที่จะมีหมายเรียกหรือหมายจับนั้น เป็นสิทธิของหมอบีที่สามารถกระทำได้ แต่ไม่ได้ส่งผลต่อรูปคดี หากพบกระทำความผิดก็สามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้ทันที เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดทางอาญาแผ่นดิน

พ.ต.อ.เอนก กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ไปซื้อที่ดินเป็นชื่อของตัวเองอ้างเป็นสถานปฏิบัติธรรม ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากเงินที่นำไปซื้อที่ดินนั้น เป็นเงินของวัดที่นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย โดยให้คำจำกัดความว่า บัญชีที่เปิดรับบริจาคให้กับวัด จะต้องเข้าวัดทุกบาททุกสตางค์ แต่ต้องดูเจตนาเป็นหลักด้วย

พ.ต.อ.เอนก กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่นำเงินไปใช้ส่วนตัว จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีมูลกระทำความผิด ฉะนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องชี้แจงแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเองให้ได้ ส่วนเจ้าอาวาสหรือคณะกรรมการที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะมีความผิดด้วยหรือไม่ จะต้องหาข้อพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าหมอบีทำผิดจริงหรือไม่ และต้องดูเจตนาของวัดว่ามีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่

พ.ต.อ.เอนก กล่าวต่อว่า เบื้องต้นได้สอบปากคำคนสนิทของหมอบีแล้ว รวมถึงคนสนิทที่ได้รับมอบอำนาจไปเบิกถอนเงิน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีเงินวัดไปแล้ว และยังมีอีกหลายส่วนที่จะต้องเรียกมาสอบปากคำเพิ่มเติม

สหรัฐฯยินดีไทย-กัมพูชา หยุดยิง หวัง 2 ฝ่ายยึดมั่นมุ่งสู่สันติภาพยั่งยืน

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความยินดีต่อการประชุมระหว่างไทยกับกัมพูชาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญสำหรับเสริมความเข้มแข็งแก่ข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่เอกอัครราชทูตอเมริกาประจำมาลเซีย ชี้ว่าการพบปะกันดังกล่าว ถือเป็นก้าวย่างหนึ่งที่มุ่งหน้าสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า การประชุมเจบีซีระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เห็นพ้องขยายข้อตกลงหยุดยิงบริเวณชายแดนพิพาท ที่เกิดขึ้นตามหลังความเป็นปรปักษ์นองเลือดนาน 5 วัน ระหว่าง 2 ชาติ ทำให้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 43 ราย

ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดการสู้รบด้วยข้อตกลงสงบศึกหนึ่งที่มี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานหมุนเวียนอาเซียน เป็นคนกลาง ตามหลังการเกลี้ยกล่อมโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯและคณะผู้ไกล่เกลี่ยจากจีน

ข้อตกลงที่กำหนดให้หยุดยิง มีขึ้นตามหลังการประชุมร่วมของผู้บัญชาการทหารระดับท้องถิ่นของทั้ง 2 ฝ่าย ก่อนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมจะเจรจากันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

รูบิโอ ระบุในถ้อยแถลงว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์และผม คาดหมายว่ารัฐบาลของกัมพูชาและไทย จะให้ความเคารพอย่างสูงสุดต่อคำมั่นสัญญาของพวกเขาในการยุติความขัดแย้งนี้”

ขณะที่ เอ็ดการ์ด คาแกน เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำมาเลเซีย ซึ่งเข้าร่วมประชุมในวันพฤหัสบดี(7ส.ค.) ในฐานะผู้สังเกตการณ์ แสดงความยินดีด้วยความระมัดระวังว่า ข้อตกลงนี้เป็นเพียงก้าวย่างหนึ่งของการมุ่งหน้าสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

“เราจำเป็นต้องพูดด้วยความสัตย์จริงว่า ยังคงมีความตึงเครียดในระดับสูง และมีความไม่ไว้วางใจในระดับสูง” เขาบอกกับพวกผู้สื่อข่าว “ผมคิดว่ามันเป็นสำคัญสำหรับ 2 ฝ่าย ที่ต้องแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในระดับสูงสุด และข้อความนี้ชัดเจนว่าเป็นการส่งไปถึงบรรดาทหารและตำรวจที่อยู่ตามแนวชายแดน” คาแกนระบุ

“ภูมิธรรม” มอบนโยบายมท.เร่งด่วน คาดโทษ ขรก.แกะดำทำตัวเป็นอุปสรรคต้องเปลี่ยนทันที

มหาดไทย มอบนโยบายสำคัญเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทย (8 Quick Wins: 3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข) มุ่งสู่เป้าหมายสุดท้าย คือการเป็นที่พึ่งของประชาชน ด้วยแนวคิด “นักปกครองเพื่อประชาชน”

วันนี้ 7 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุมมอบนโยบายสำคัญเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทย (8 Quick Wins: 3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข) และการขับเคลื่อนการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย คณะเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกรมและรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และผู้บริหารจาก 76 จังหวัด รวมถึงผู้แทนจากเครือข่ายการทำงานในระดับพื้นที่ อาทิ ผู้แทน ป.ป.ส. ภาค ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด นายอำเภอ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านระดับอำเภอ รวมกว่า 3,000 คน พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ไปยังจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ

นายภูมิธรรม เวชยชัย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยถือเป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานใกล้ชิด และส่งผลต่อประชาชนโดยตรง ในการขับเคลื่อนงานของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งตนได้เคยกล่าวและแสดงความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะนำพาพวกเรา “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เพื่อพี่น้องประชาชนไว้แล้วว่า “มหาดไทยต้องดีกว่าเดิม : มองไกล ใจเป็นหนึ่ง เป็นที่พึ่งประชาชน” เพื่อเป้าหมายสำคัญ คือ ความสุขที่ยั่งยืนของประชาชนทั้งประเทศ 8 นโยบาย ประกอบด้วย 3 ไร้ทุกข์ และ 5 สร้างสุข เชื่อมโยงกันให้เห็นผลอย่างรวดเร็วเป็นรูปธรรม ซึ่งกลุ่มนโยบายแรก “3 ไร้ทุกข์” คือ

(1) การเร่งปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดเชิงรุกทุกพื้นที่ มุ่งเน้นการบูรณาการการทำงานในระดับพื้นที่ทุกกระบวนการ ตั้งแต่การป้องกัน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน การ Re X-ray อย่างต่อเนื่อง การปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้เสพ การยกระดับกระบวนบำบัด รักษา และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดให้กลับคืนเป็นคนดีสู่สังคม ไปจนถึงการเพิ่มศักยภาพและสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ตามนโยบาย “Seal Stop Safe” ของรัฐบาล ซึ่งได้ทำใน 14 จังหวัด 52 อำเภอชายแดน และ 76 สถานีตำรวจ ภายใต้เป้าหมายสุดท้ายเดียวกัน คือ จะต้องไม่มีผู้ค้า ผู้เสพ ในทุกหมู่บ้าน/ชุมชน หรือ “No Drugs No Dealers” 

(2) การเร่งจัดระเบียบสังคมและปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ต้องปราบปรามการกระทำที่ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ อาทิ การครอบครองอาวุธปืนที่ผิดกฎหมาย การจัดระเบียบสังคม การเปิดสถานบริการที่ผิดกฎหมาย การพนัน การค้ามนุษย์ การก่ออาชญากรรม รวมทั้งการเฝ้าระวังการลักลอบการนำเข้าสิ่งผิดกฎหมายโดยชาวต่างชาติ ตลอดจนนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวที่แฝงตัวเข้ามาประกอบธุรกิจมืด เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การฟอกเงิน แรงงานข้ามชาติ และอาชญากรรมออนไลน์ เป็นต้น พร้อมแสดงผลสำเร็จทุกไตรมาส

(3) การสร้างพื้นที่ทั่วประเทศไทยให้ปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยมุ่งพัฒนาและจัดระเบียบพื้นที่ชุมชน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในทุกมิติ อาทิ การติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่างในพื้นที่เสี่ยง การติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) การออกแบบพื้นที่ทางกายภาพ ให้รองรับการใช้งานของกลุ่มเปราะบาง เช่น ทางเดินเท้า สวนสาธารณะ สุขาสาธารณะ การจัดเจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็วให้ความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ (Cell Broadcast System: CBS) รวมถึงการกำหนดแนวทางปฏิบัติในการรักษาความสงบเรียบร้อยที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ต่อมา คือ แนวทาง “5 สร้างสุข” ประกอบด้วย

(1) การเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน อย่างเป็นระบบ คืนรอยยิ้มให้ครอบครัว กล่าวคือ หนี้ครัวเรือนจะต้องได้รับการแก้ไข ประชาชนมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น มีการออมที่เป็นหลักประกันและมีวินัยทางการเงิน

(2) การเร่งสร้างเสริมสุขภาวะและการศึกษาชุมชน/หมู่บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ในประเด็นสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านสุขภาพ รองรับและดูแลผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ โดยพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสุขภาพของ อปท. ให้เป็น “ผู้จัดการดูแลผู้สูงอายุ” ควบคู่กับการพัฒนา “เศรษฐกิจสุขภาพ” ในชุมชน เช่น อาหารปลอดภัย Farm To Table ในระดับชุมชน ภายใต้แนวคิด “ป่วยยาก หายง่าย อาหารดี อากาศดี สุขภาพดี” จัดตั้ง “1 ตำบล 1 สวนสมุนไพร” และ “1 หมู่บ้าน 1 ครัวอาหารปลอดภัย” และ 2) ด้านการศึกษา พัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดอย่างเต็มที่ ทั้งในมิติของ “การสร้างปัญญา” “การสร้างอาชีพ” และ “การยกระดับทักษะการแข่งขันทางวิชาการ” ของเด็กและเยาวชน ให้สามารถเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ฉลาด เก่ง ดี  มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในอนาคต

(3) การเร่งสร้างเมืองคึกคัก เน้น Soft Power รักษ์ศิลปวัฒนธรรม สร้างนวัตกรรมและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ผ่านการส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจที่สร้างรายได้และการออมให้ครัวเรือนที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สนับสนุนนโยบายรัฐบาลโครงการ “1 ตำบล 1 Start-up” และ Soft Power ผ่านอุตสาหกรรม 5F (Food อาหารไทย Film ภาพยนตร์ Fashion แฟชั่น Fighting มวยไทย และ Festival เทศกาล เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่กลับมาพัฒนาชุมชนด้วยนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ยกระดับกิจกรรมเศรษฐกิจฐานราก ให้มีคุณภาพและมาตรฐาน รวมถึงการขับเคลื่อน OTOP สู่สินค้าเชิงคุณภาพ โดยยกระดับสู่ ThaiWORKS and Beyond สร้างเรื่องราวสร้างแบรนด์ และเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ให้สินค้า OTOP ของไทยก้าวไกลไปสู่ตลาดสากล

(4) การเร่งปรับปรุงบริการภาครัฐ ให้สะดวก รวดเร็ว ตรงใจ ทันสมัย ทันโลก ภายใต้แนวคิด “การบริการภาครัฐ รวดเร็ว ตรงใจ ตอบสนองความต้องการประชาชน” ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการปรับปรุง ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของกระทรวงมหาดไทยสู่การเน้นผลลัพธ์ของงาน รวดเร็ว ทันสมัย และตอบสนองพี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการให้บริการประชาชนแบบดิจิทัล และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภาครัฐ ที่มุ่งแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ด้วยจิตสำนึกแห่งการรับใช้ประชาชน

(5) การเร่งปรับปรุงระบบรับเรื่องร้องทุกข์ ให้เข้าถึงและแก้ปัญหาเบ็ดเสร็จ เร็วขึ้น มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่เป็นระบบ ด้วยการยกระดับบทบาทและขีดความสามารถของศูนย์ดำรงธรรม พร้อมนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการรับเรื่องราวร้องทุกข์ และส่งเสริมบทบาทของจิตอาสาและเครือข่ายภาคประชาชนในการร่วมมือกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่ ตลอดจนขอให้มีการพัฒนาศักยภาพกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเครือข่ายภาคประชาชนให้มีบทบาทในการช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ในพื้นที่ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญทั้ง 8 ด้านของกระทรวงมหาดไทย นั้น กระทรวง กรม ก็ได้ จัดตั้ง “คณะกรรมการและคณะทำงานขับเคลื่อนและติดตามนโยบายมหาดไทย” เพื่อทำหน้าที่ช่วยอำนวยการ กำกับ ติดตามเป็นพี่เลี้ยง และสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมาย พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจและสื่อสารไปยังกลไกในทุกระดับ รวมถึงประชาชนอย่างทั่วถึง

ซึ่งทุกจังหวัดจะดำเนินการจัดตั้ง “คณะกรรมการและคณะทำงานขับเคลื่อนและติดตามนโยบายมหาดไทยของจังหวัด” ไปพร้อม ๆ กับส่วนกลาง เพื่อให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในระดับพื้นที่ เพื่อเป็นกลไกที่จะสร้าง “พลังการเปลี่ยนแปลง” มหาดไทย ดีกว่าเดิม เร็วและเห็นผล ที่เริ่มต้นจากพื้นที่ มาสู่กระทรวงและรัฐบาล พร้อมขอให้ทุกท่านร่วมกันทุ่มเทแรงกายแรงใจในการผลักดันทุกนโยบายดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เป็นนักบริหาร ที่บริหาร ด้วยหัวใจหนึ่งเดียว “นักปกครองเพื่อประชาชน” เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และเป็นที่พึ่งของประชาชน

ทีมผู้บริหารและสมาชิก SY ลงพื้นที่มอบหน้ากากอนามัย

เมื่อเช้าวันนี้ (7 ส.ค) ที่ผ่านมา ทีมผู้บริหารและสมาชิก บริษัท ทรัพย์ยั่งยืน เอ็นเตอร์ไพร์ส 59 จำกัด (มหาชน) ได้เดินทางไปยัง ต.บ้านพลวง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ หนึ่งพื้นที่เสี่ยงภัยจากการสู้รบฝ่ายกองกำลังทหารฯ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้พี่น้องชาวบ้านได้รับความเดือนร้อนจากเหตุการณ์ปะทะเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บ้านเรือนในท้องที่ยังโดนแรงระเบิดได้รับความเสียหาย บริเวณท้องนาเจอลุมขนาดใหญ่จากฤทธิ์แรงระเบิด สร้างความขวัญเสียให้กับชาวบ้านในชุมชน ต้องเคลื่อนย้ายไปอยู่ตามแหล่งพักพิง

ทางบริษัทSY 59 เล็งเห็นความเดือนร้อนชาวบ้าน ได้นำหน้ากากอนามัยไปมอบให้เหล่าทหารกล้า ที่ช่วยปกป้องอธิปไตยแผ่นดินไทยจ.สุรินทร์ และช่วยดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านในท้องถิ่น เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนในระดับหนึ่ง ถือว่าเป็นกลไกเล็กๆช่วยกันขับเคลื่อนสังคม และชุมชนของสมาชิกบริษัท ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“บิ๊กเล็ก”สรุปผลประชุม “จีบีซี”ไทย-กัมพูชา เห็นพ้องข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ

ผลถก GBC ไทย-กัมพูชา เห็นพ้องหยุดยิงอาวุธทุกประเภท ตั้งผู้สังเกตการณ์ติดตามผล ห้ามยั่วยุ-สร้างข่าวเท็จ ยึดกฎหมายมนุษยธรรม หากเกิดเหตุให้ใช้ช่องทางทวิภาคแก้ปัญหา เตรียมถก RBC ไปสู่การปฏิบัติ ขณะ “บิ๊กเล็ก” เผยกัมพูชายังไม่ตอบรับกู้ทุ่นระเบิด-ปราบแก๊งคอล รอถก GBC รอบหน้า ให้ผู้ว่าฯพิจารณาชาวบ้านกลับภูมิลำเนา

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 – ที่ประเทศมาเลเซีย ผู้สื่อข่าวรายงาน การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย – กัมพูชา สมัยวิสามัญ ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง โดย 2 ฝ่ายเห็นพ้องแนวทางการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทย ร่วมจัดทำกับฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ ฝ่ายกัมพูชา

จากนั้น พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พลเอกเตีย เสรย-ฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ร่วมลงนามบันทึกผลการประชุม

พลเอก ณัฐพล แถลงว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้พบกับ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato’ Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งมี พลเอก เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเข้าร่วมด้วย การหารือเป็นไปอย่างฉันมิตร โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียยินดีที่เห็นการหยุดยิง และความคืบหน้าที่ดีในการหารือกรอบจีบีซีไทย-กัมพูชา ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการปฏิบัติตามการหยุดยิง

ทั้งนี้นายกมาเลเซียได้ยืนหยัดชัดเจนว่าได้มีการหารือกับผู้นำประเทศมมาชิกอาเซียนต่างๆ แล้ว และเห็นตรงกันว่าการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของไทย ทางมาเลเซียจะเพียงช่วยประสานงานให้ทั้งสองฝ่าย หารือเพื่อแก้ไขปัญหากันเอง โดยมีอาเซียนสนับสนุน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ยินดีที่การประชุมเจบีซี ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องกันในเรื่องของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ที่นำโดยผู้ช่วยผู้ทหารมาเลเซีย และประกอบด้วย ผู้ช่วยทูตทหารจากประเทศสมาชิกอาเซียนเท่านั้น โดยสหรัฐอเมริกากับจีน จะไม่เข้าร่วม แต่ยินดีสนับสนุนตามที่ไทย-กัมพูชา เห็นสมควร

พลเอกณัฐพลยังกล่าวขอบคุณมาเลเซียที่เป็นคนกลางและช่วยประสานงาน ให้การประชุมครั้งนี้ผ่านไปเรียบร้อย โดยมีสหรัฐอเมริกาและจีน ร่วมสังเกตการณ์เช่นเดียวกับการประชุมพิเศษเมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 โดยเป็นระดับเอกอัครราชทูต

การประชุม GBC ครั้งนี้ เป็นการติดตามประเด็นต่างๆ ที่ผู้นำไทยและกัมพูชาได้หารือเมื่อ 28 กรกฎาคม ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตกลงให้มีการหยุดยิง และตนได้ย้ำในที่ประชุมว่า ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม ฝ่ายไทยปฏิบัติตามสิ่งที่ผู้นำทั้งสองเห็นชอบร่วมกัน เรื่อการหยุดยิงอย่างเคร่งครัด แต่พบว่าฝ่ายกัมพูชาการ มีการละเมิดหยุดยิงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งไทยใช้ความอดทนอดกลั้นที่สุด และตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น แม้ปัจจุบันสถานการณ์ชายแดนมีความสงบ แต่ พบว่ากัมพูชายังเสริมกำลังเข้าไปในพื้นที่ และยังมีการใช้อากาศยานไร้คนขับ เข้ามาสอดแนมในพื้นที่ต่างๆของไทย ซึ่งเป็นการทำที่ยั่วยุและอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน

นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่ข้อมูลและข่าวที่บิดเบือน ไม่สร้างสรรค์ ไม่ช่วยให้สร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเจรจาและฟื้นฟูความสัมพันธ์

สำหรับการประชุม GBC ครั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาระดับนโยบาย ได้แสดงให้เห็นความจริงใจต่อมาตรการหยุดยิงที่ได้ตกลงกันไว้ การกระทำที่ละเมิดการหยุดยิงที่กล่าวมาข้างต้น อาจเป็นการดำเนินการโดยพละการของหน่วยงานในพื้นที่ ดังนั้นเจตนารมณ์ของตนที่เข้าประชุมวันนี้ คือการหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความจริงใจและสุจริตของทั้งสองฝ่าย เพื่อหาแนวทางที่จะทำให้การหยุดยิงให้เดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน เพื่อนำสันติภาพและความสงบ มาสู่ชายแดนไทย-กัมพูชา อีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของประชาชนสองประเทศ จะได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติ

สำหรับผลการประชุมที่สำคัญในครั้งนี้ สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน คือ 1.ทั้งสองฝ่ายตกลงยึดมั่นเรื่องการหยุดยิงอย่างเคร่งครัด ซึ่งต้องครอบคลุมอาวุธทุกประเภท และคงกำลังไว้ในที่ตั้งเดิมนับตั้งแต่วันที่หยุดยิง โดยไม่มีการเสริมกำลังเพิ่มเติม

2.ให้มีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว คือผู้ช่วยทูตทหารประเทศอาเซียนประจำประเทศไทยและกัมพูชา นำโดยผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียเข้าไปสังเกตการณ์พื้นที่อย่างสม่ำเสมอ โดยจะไม่มีการข้ามแดน และมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC และ GBC ในแต่ละประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการละเมิดการหยุดยิงโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

3.ทั้งสองฝ่ายจะหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นการยั่วยุ ทั้งทางทหารและการให้ข้อมูลบิดเบือน หรือข่าวเท็จเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศอำนวยการพูดคุย เพื่อหาทางออกโดยสันติ

4.ทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตามกฏหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยในช่วงเฉพาะหน้าจะเก็บร่างผู้เสียชีวิตส่งกลับประเทศ และประกอบพิธีอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ส่วนการส่งกลับเชลยศึกตามหลักกฎระหว่างประเทศ จะให้ส่งกลับทันทีที่มีการยุติการใช้กำลังโดยสมบูรณ์ซึ่งเป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 3 โดยระหว่างนี้ตนได้ยืนยันว่าฝ่ายไทยได้ให้การดูแลบุคคลเหล่านี้ตามหลักกฏหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน

5.ทั้งสองฝ่ายจะรักษาช่องทางการพูดคุย และการใช้กลไกทวีภาคีที่มีอยู่ ในการแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ไม่ให้ลุกลามบานปลาย โดยหลังจากนี้จะมีการประชุม RBC ภายในสองสัปดาห์ เพื่อประสานงานการปฎิบัติตามสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้

นอกจากนี้ จะมีการประชุม GBC อีกครั้งในอีก 1 เดือนข้างหน้า เพื่อติดตามความคืบหน้าการผลประชุมครั้งนี้ และตนยังได้หยิบบกอีก 2 ประเด็นสำคัญ ซึ่งฝ่ายกัมพูชายังไม่ตอบรับ โดยขอให้มีการประชุมครั้งนี้เน้นเฉพาะการหยุดยิงก่อน และขอให้นำไปหารือการประชุม GBC ครั้งต่อไป คือ

1.ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความตึงเครียด จนนำไปสู่การใช้กำลังระหว่างกัน เรื่องนี้ฝ่ายไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับกัมพูชา ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่มีการปะทะ และพื้นที่อื่นๆตลอดแนวชายแดน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย

2.ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ หรือ ออนไลน์สแกรม ซึ่งส่งผลต่อประชาชนคนไทยและประเทศอื่นในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง

“ผมขอย้ำอีกครั้งว่า สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายได้หารือและเห็นพ้องกันในวันนี้ จะเกิดผลที่เป็นรูปธรรมได้ ต้องอาศัยความร่วมมือและความจริงใจของสองฝ่าย ขอยืนยันว่าฝ่ายไทยจะยึดมั่นในการให้ความร่วมมือ และการพูดคุยอย่างสุจริตใจ และจริงใจต่อไป บนพื้นฐานของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะปฏิบัติตามเช่นเดียวกัน ท้ายที่สุดไทยและกัมพูชา เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันย้ายหนีจากกันไม่ได้ เราเป็นสมาชิกของครอบครัวอาเซียนด้วยกัน หากทั้งสองประเทศสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ก็จะนำสันติภาพมาสู่พื้นที่ชายแดน และประชาชนของทั้งสองประเทศ ก็จะได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติอย่างสงบสุขอีกครั้ง“ พลเอก ณัฐพล กล่าว

จากนั้น สื่อมวลชน สอบถามว่า การประชุมคณะกรรมาธิการปักปันเขตแดน (JBC) จะมีอีกครั้งหรือไม่ และฝ่ายกัมพูชาส่งสัญญาณอย่างไร พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า สำหรับการประชุม GBC ที่มี รมว.กลาโหม เป็นประธาน และการประชุม RBC ที่มีแม่ทัพภาคฝ่ายไทย และ ผบ.ภูมิภาคทหาร ฝ่ายกัมพูชา เป็นประธาน จะเห็นได้ว่าประชุมโดยทหารเป็นประธาน

ส่วนการประชุม JBC ที่มีกระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าของเรื่อง โดยการประชุม JBC เมื่อ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้มีการนัดหมายจะมีการประชุมเดือนกันยายนนี้ จึงยึดตามที่มีการประชุมครั้งนั้นเป็นหลัก ซึ่งเราแยกดำเนินการ

สำหรับการประชุมในวันนี้ไม่ได้มีการประชุมเรื่อง JBC แต่เราคำนึงว่าการประชุม JBC จะมีในเดือนกันยายนนี้

เมื่อถามถึงกรอบเวลาในการติดตามข้อตกลงหยุดยิง และจะพิจารณาให้ประชาขนกลับบ้านอย่างไร พลเอก ณัฐพล ระบุว่า การประชุม GBC ในวันนี้ ตนและรมว.กลาโหมกัมพูชา ได้ลงนามบันทึกการประชุมไปแล้ว ซึ่งจะเป็นกรอบการประชุม RBC ที่จะเกิดขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า และจะลงรายละเอียดภายในกรอบที่ได้ตกลงกัน และหลังจากนั้นอีก 1 เดือน จะมีการประชุม GBC วิสามัญ เพื่อติดตาม

“แต่ในกรณีที่เกิดเหตุไม่พึงประสงค์ มีการปะทะกันเกิดขึ้น จะมีการประชุม GBC วิสามัญ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว” พลเอก ณัฐพล กล่าว

สำหรับประชาชนที่จะกลับภูมิลำเนา ปัจจุบันทาง ศบ.ทก. ได้กำหนดให้ผู้ว่าฯแต่ละจังหวัดประสาน ผบ.หน่วยทหารในพื้นที่ได้โดยตรง เพราะสถานการณ์แต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน จังหวัดใดมีความพร้อม สามารถกลับภูมิลำเนาได้ แต่สิ่งที่กองทัพห่วงใยคือปัจจุบันมีกระสุนและจรวดที่ฝ่ายกัมพูชายิงมาตกในชุมชน อาจยังหลงเหลืออยู่ จึงเร่งสำรวจ ดังนั้นประชาชนที่กลับภูมิลำเนาแล้ว หากพบเห็นวัตถุระเบิดดังกล่าวให้แจ้งหน่วยทหารและตำรววจในพื้นที่ เพื่อดำเนินการเก็บกู้ระเบิดเพื่อความปลอดภัย

พิษ “พายุวิภา”ถล่มน่านซัดภาคธุรกิจพังกว่า 3 พันล้าน-เอกชนกระทุ้งรบ.เร่งออกมาตรการกู้ซากศก.

จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “วิภา” ที่พัดถล่มพื้นที่จังหวัดน่านตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา ส่งผลให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในหลายอำเภอของจังหวัดน่าน ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่ไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อทรัพย์สิน สิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ และพื้นที่ทางการเกษตร ประชาชนจำนวนมากถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เนื่องจากถนนสายหลักและสายรองถูกน้ำท่วมไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ขณะที่ยังขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

ภาคธุรกิจในจังหวัดน่านได้รับผลกระทบโดยตรงจากอุทกภัยครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งต้องหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว สินค้าและสต็อกสินค้าถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด ทำให้เกิดการสูญเสียรายได้อย่างรุนแรง ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดน่าน ได้รับความเสียหายเกือบ 100% นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางเข้าพื้นที่ได้ ส่งผลกระทบต่อรายได้ในภาคการท่องเที่ยวอย่างเลี่ยงไม่ได้

นางสาววัชรี พรมทอง ประธานหอการค้าจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า จากการประเมินความเสียหายในเบื้องต้นพบว่า ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรงจากน้ำท่วมครั้งนี้คิดเป็นมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท และเมื่อรวมความเสียหายด้านเกษตรกรรม ที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค และค่าเสียโอกาสในการดำเนินธุรกิจ มูลค่าความเสียหายรวมอาจสูงถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่งหนักกว่าสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ

เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว หอการค้าจังหวัดน่านจึงได้เสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ให้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาอย่างเป็นรูปธรรมใน 4 ด้านเร่งด่วน ได้แก่

มาตรการลดภาระภาษี ขอให้พิจารณาการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะ SMEs รวมถึงพิจารณายกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการซื้อสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมและฟื้นฟูทรัพย์สิน

มาตรการเยียวยาโดยตรง เสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณพิเศษเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยในทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนของที่อยู่อาศัย ธุรกิจที่ได้รับความเสียหาย และเกษตรกรที่พื้นที่เพาะปลูกถูกน้ำท่วม

มาตรการพักชำระหนี้สินเชื่อ เรียกร้องให้พิจารณาพักชำระหนี้สินเชื่อต่างๆ ทั้งสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อธุรกิจ และสินเชื่อเกษตร เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ผู้ประสบภัยมีโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

การฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน เสนอให้มีการเร่งฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายให้กลับมาพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวโดยเร็วที่สุด เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เดินหน้าต่อไปได้

ทั้งนี้ หอการค้าจังหวัดน่าน วิงวอนขอความกรุณาจากรัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ให้พิจารณาข้อเสนอเหล่านี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่สามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดน่านให้กลับคืนสู่ภาวะปกติในเร็ววัน.