มงกระเด็น! MGI ปลดฟ้าผ่า “พิชชี่” มิสแกรนด์กัมพูชา ทำผิดกฎร้ายแรง

องค์กรมิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล (MGI) ได้ประกาศปลด “พิช โวเทย์ ซาราวอดี้” หรือ “พิชชี่” ออกจากตำแหน่งรองอันดับ 5 Miss Grand International 2022 โดยให้มีผลย้อนหลังทันที

– ทำผิดกฎร้ายแรง: MGI ระบุว่าพิชชี่พูดจาให้องค์กรเสียหาย และเผยแพร่ข้อมูลเท็จผ่านโซเชียลมีเดีย
– ขาดคุณสมบัติ: ทางองค์กรมองว่าพฤติกรรมของเธอไม่เหมาะสมและขาดจรรยาบรรณที่จะดำรงตำแหน่งต่อไป

การปลดครั้งนี้ทำให้พิชชี่ต้องหยุดใช้ตำแหน่งและสิทธิ์ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับมิสแกรนด์ฯ ทันที ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ออกมาโต้ตอบผ่านโซเชียลว่า MGI ปฏิบัติต่อเธออย่างไม่เป็นธรรม ‎ ‎

“ประเสริฐ”รองนายกฯกางแผนงานสสส.ปี’69 เน้นผลลัพธ์ชัดเจน-บังคับกฎหมาย-ดันสมาร์ทซิตี้

รองนายกฯ ประเสริฐ เปิดประชุมรับฟังความเห็นร่างแผนงาน สสส. ปี 69 ฝาก 3 จุดเน้น “กำหนดผลลัพธ์-เข้มกฎหมาย-SmartCity” เดินหน้ายุทธศาสตร์ DOPA-Driven Strategy ใช้ข้อมูลไขปัญหาสุขภาพระดับพื้นที่

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวในการเป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนการดำเนินงานประจำปี พ.ศ. 2569 ว่า การประชุมวันนี้เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมต่อการพิจารณาร่างแผนการดำเนินงานประจำปี 2569โดยมีกรรมการกองทุนฯ กรรมการบริหารแผน ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เข้าร่วม กว่า 150 คน เป็นกระบวนการสำคัญต่อการกำหนดเป้าหมาย

และกรอบการดำเนินงานของ สสส. ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางสุขภาพทุกมิติ ตลอดจนนโยบายรัฐบาล และแผนระดับชาติที่เกี่ยวข้อง ภายใต้นโยบาย 5 ด้าน 1. ทิศทางและเป้าหมาย ระยะ 10 ปี 2. สร้างผลลัพธ์สุขภาพอย่างทั่วถึงและยั่งยืน 3. นำข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุน 4. มุ่งลดผลกระทบความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ 5. สานพลังกับภาคีเครือข่ายด้วยการระดมทรัพยากรทุกด้าน

“สสส. คือหน่วยงานที่ช่วยกระตุ้นเตือน สร้างแรงบันดาลใจให้สังคม ผมอยากฝากจุดเน้น 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1. กำหนดผลลัพธ์ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม มีเป้าหมายที่ท้าทาย ทั้งระยะสั้น 5 ปี ระยะกลาง 10 ปี และระยะยาว 20 ปี 2. ขับเคลื่อนให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจราจรทางบก เพื่อปรับพฤติกรรมของผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตบนท้องถนน

อาทิ การดื่มแล้วขับ การสวมหมวกนิรภัย การกำหนดความเร็ว 3. ส่งเสริมการปรับสภาพแวดล้อมเพื่อเอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ยั่งยืน นอกจาก สสส.ทำให้คนมีกิจกรรมทางกายมากขึ้นแล้ว อยากให้ขยายผลไปถึงการออกแบบเมืองสุขภาวะ เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย หรือ สมาร์ทซิตี้ (Smart City) เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์ ในฐานะรัฐบาลยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่” นายประเสริฐ กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า การจัดทำแผนการดำเนินงานประจำปี 2569 คำนึงถึงแนวโน้มและสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ บริบททางเศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยกำหนดให้การขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญในพื้นที่เฉพาะ เน้นขยายพื้นที่การทำงานในจังหวัดมุ่งเป้า การป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า เป็นวาระกลางที่ทั้ง 15 แผนงานของ สสส. ต้องร่วมกันขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์ DOPA-Driven Strategy (Data-Driven, Outcome-Driven, Partners-Driven และ AI-Driven)  คือการใช้ข้อมูลมาขับเคลื่อนสังคม ร่วมกับภาคีเครือข่าย

อาทิ กองทุนสุขภาพตำบล องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จัดลำดับความสำคัญของปัญหาสุขภาพแต่ละพื้นที่ นำไปสู่การกำหนดรูปแบบและแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมีชุมชนเป็นฐาน วัดผลลัพธ์ในพื้นที่ได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับผลลัพธ์ที่ สสส. ต้องการ สำหรับร่างแผนฯ จากการระดมความคิดเห็น สสส.จะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ต่อจุดเน้นการดำเนินงาน เป้าหมาย ตัวชี้วัด รวมถึงภาพรวมการดำเนินงาน เพื่อประกอบการพิจารณาปรับปรุงร่างแผน โดยจะนำเข้าสู่การพิจารณาขอความเห็นชอบต่อที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ ในเดือนสิงหาคมนี้

เปิดวิสัยทัศน์ ‘TRUMPF NEXT’ ยกระดับการแปรรูปโลหะแผ่นสู่ยุคอัจฉริยะดันไทยฮับอาเซียน

ทรุ้มพ์ฟ (TRUMPF) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแปรรูปโลหะแผ่น เผยทิศทางธุรกิจภายใต้แนวคิด “TRUMPF NEXT: The Future of Sheet Metal Processing” มุ่งยกระดับนวัตกรรมและโซลูชันการผลิตสู่อนาคต พร้อมวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองรับอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูง อาทิ Semiconductor และ Data Center เผยกลยุทธ์ Go-to-Partner จากผู้ผลิตเครื่องจักรสู่พันธมิตรนวัตกรรมครบวงจร

นายสเตฟาน เมเยอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่าย Machine Tools ของ TRUMPF เผยว่า อุตสาหกรรมเหล็กและโลหะยังเป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ทรุ้มพ์ฟ ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและโซลูชัน รวมถึงเดินหน้าขยายบทบาทในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต ทั้งนี้ บริษัทยังเป็นผู้นำด้านให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับทุกกระบวนการผลิตแปรรูปโลหะแผ่น ตั้งแต่เครื่องจักรเฉพาะทาง ไปจนถึงระบบ Smart Factory พร้อม Digital Ecosystem อัจฉริยะ ที่ช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก

ดร. แอ็นสท์ ไรเชิล เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารรัฐเยอรมัน

นายเดชา เลิศวิไลศักดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยและฟิลิปปินส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทรุ้มพ์ฟ เลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้งของ Customer Center แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเหตุผลด้านศักยภาพทางการผลิต ความหลากหลายของอุตสาหกรรม และโอกาสในการเติบโตของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ของภูมิภาคแม้ภายใต้ผลกระทบของสงครามการค้า Customer Center แห่งนี้พร้อมจัดแสดงเครื่องจักรไฮเอนด์ที่ครอบคลุมทุกกระบวนการแปรรูปโลหะแผ่น ไม่ว่าจะเป็นการตัดเลเซอร์ การพับ การเจาะ การเชื่อม และโซลูชัน Smart Factory ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ที่มองหาเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงที่มีประสิทธิภาพ

นายอันเดรียส ฟราห์ม ผู้อำนวยการฝ่ายขายระดับภูมิภาค

เดินหน้าโฟกัสตลาดเฉพาะทาง: Semiconductor & Data Center 

TRUMPF มุ่งตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น Semiconductor และ Data Center ด้วยเทคโนโลยีที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการ และมอบความแม่นยำในระดับสูง รองรับโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนและการผลิตขั้นสูงในทุกรูปแบบ

ไฮไลต์ผลิตภัณฑ์: TruLaser 1030 fiber

TRUMPF ยังได้เปิดตัว TruLaser 1030 fiber กับ TruFiber  ไฟเบอร์เลเซอร์ระดับไฮเอนด์ เพื่อการใช้งานที่ยืดหยุ่นและทรงพลัง เป็นเครื่องจักรเลเซอร์ 2 มิติที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบสำหรับธุรกิจ SME หรือผู้ผลิตรุ่นใหม่ ที่ต้องการเข้าสู่โลกของการตัดโลหะด้วยเลเซอร์คุณภาพสูง ที่คุ้มค่าและสามารถให้ผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็ว ด้วยจุดเด่น

นายสเตฟาน เมเยอร์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่าย Machine Tools ของ TRUMPF

-คุณภาพและประสิทธิภาพระดับ TRUMPF: มอบผลลัพธ์การตัดที่ยอดเยี่ยมด้วยเลเซอร์โซลิดสเตท (solid-state laser) ที่แข็งแรงทนทาน ออกแบบมาให้มีกำลังสูงและใช้งานได้ยาวนาน

-ใช้งานง่ายและเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว: ด้วยการควบคุมแบบ Touchpoint และฟังก์ชันอัจฉริยะมากมาย ทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถเรียนรู้และเริ่มต้นใช้งานได้อย่างรวดเร็ว แม้ไม่มีประสบการณ์มาก่อน

-คุ้มค่าแม้ระดับการใช้งานต่ำ: ด้วยต้นทุนการติดตั้งที่สมเหตุสมผล ให้ความคุ้มค่าด้านการลงทุนที่ยอดเยี่ยม แม้มีการใช้งานในระดับต่ำถึงปานกลาง 

-ความแม่นยำสูงและคุณภาพการตัดยอดเยี่ยม: รองรับวัสดุที่หลากหลายทั้งเหล็กกล้า สเตนเลส อะลูมิเนียม ทองเหลือง และทองแดง ด้วยความแม่นยำสูงและขอบตัดที่เรียบเนียนด้วยเทคโนโลยี BrightLine fiber ลดการกระเด็นของสะเก็ด และช่วยแยกชิ้นงานได้ง่ายขึ้น

นาย เดชา เลิศวิไลศักดิ์ – นายสเตฟาน เมเยอร์

-ความปลอดภัยสูงสุด: ด้วยตัวเครื่องที่แข็งแรงทนทานและมีโครงสร้างป้องกันที่ปิดสนิท รวมถึงระบบป้องกันลำแสง (beam guard) ช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดระหว่างการทำงาน

-พร้อมรองรับระบบอัตโนมัติ: ด้วยอินเทอร์เฟซที่สะดวกและฟังก์ชันที่หลากหลาย ทำให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบอัตโนมัติหรือเครื่องจักรอื่น ๆ  ได้อย่างง่ายดาย

ทรุ้มพ์ฟ (TRUMPF) มองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมโลก และพร้อมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ

พันธุ์ไทย รุกเจาะตลาดลาว ผุด “ปันคาเฟ่”4 สาขาปี’68 ดันยอดขายโต 2 เท่า

บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ผนึกกำลังกับ บริษัท มัลติเพล็กซ์ จำกัด สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้ได้รับสิทธิ์บริหารร้านกาแฟแบรนด์ “ปันคาเฟ่” ภายใต้การบริหารของ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เดินหน้าขยาย 2 สาขาใหม่ในสะหวันนะเขต และบ้านฮ่องแก ด้วยกลยุทธ์สร้างพื้นที่ Community Hub ในคอนเซปป์ Café & Restaurant หลังยอดขายสาขาแรกที่สถานีรถไฟความเร็วสูงเวียงจันทน์ เติบโตขึ้น 2 เท่า ตั้งเป้าขยายอีก 4 สาขา ภายในปี 2568 นี้

คุณจุไรวรรณ หยวน ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “คนรุ่นใหม่ในลาวเริ่มนิยมดื่มกาแฟ เครื่องดื่มที่มีแบรนด์ และให้ความสำคัญกับบรรยากาศร้านและคุณภาพอาหารมากขึ้น กลุ่มเป้าหมายที่เติบโตมากคือวัยทำงาน มีรายได้ปานกลางขึ้นไป รวมถึงนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่เข้ามาทำธุรกิจทั้งชาวจีน ชาวเกาหลี และแม้คนลาวส่วนใหญ่ยังนิยมทำอาหารที่บ้าน แต่เทรนด์ทานอาหารนอกบ้าน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และเขตเศรษฐกิจ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ในขณะที่แบรนด์ไทยเองก็มีจุดแข็งด้านภาพลักษณ์และบริการในตลาดลาวเช่นกัน

ทั้งนี้ ปันคาเฟ่ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพ ความเอาใจใส่ และหัวใจของการบริการที่เป็นมิตร จนได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สาขาแรกที่เปิดให้บริการภายในสถานีรถไฟความเร็วสูงเวียงจันทน์ และสาขาสองที่สะหวันเขต ต่อเนื่องถึงสาขาล่าสุดในวันนี้ สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของกาแฟพันธุ์ไทย ที่ต้องการส่งมอบคุณภาพและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภคในทุกภูมิภาค ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย แต่ยังขยายความสุขสู่ประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย” 

คุณอิงคลดา ไชเจริญทรัพย์ กรรมการ บริษัท มัลติเพล็กซ์ จำกัด ผู้ได้รับสิทธิ์บริหารแบรนด์ ปันคาเฟ่ ใน สปป.ลาว กล่าวว่า “การเปิดสาขาใหม่ที่บ้านฮ่องแกไม่ใช่แค่การขยายธุรกิจ แต่เป็นการบุกเบิกตลาดด้วยความใส่ใจและเข้าใจความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ โดยสถานีรถไฟความเร็วสูงเวียงจันทน์ รองรับกลุ่มคนทำงาน กลุ่มนักท่องเที่ยว ที่ต้องการความสะดวกสบายกับอาหารและเครื่องดื่มที่อร่อยและเข้าถึงง่าย หรือสาขา 2 ที่สะหวันนะเขต ตั้งอยู่ใกล้ริมแม่น้ำโขง ใจกลางแหล่งชุมชน และสถานที่ราชการ เช่น ธนาคารการค้าต่างประเทศ และสาขาล่าสุด บ้านฮ่องแก ที่มาพร้อมคอนเซปป์ Café & Restaurant เสิร์ฟความอร่อยด้วยเมนูที่หลากหลายตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

ด้วยกลยุทธ์หลักคือการสร้าง Community Hub เปิดพื้นที่ให้ลูกค้าได้แบ่งปันทั้งความสุขและความอร่อย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ด้วยห้องประชุมส่วนตัว พร้อมปลั๊กชาร์จไฟ และบริการ WiFi ฟรี ด้วยบรรยากาศทันสมัยและเมนูหลากหลาย บนทำเลศักยภาพใจกลางถนนกำแพงเมือง ใกล้ศูนย์การค้า และสถานที่ราชการมากมาย เราตั้งเป้าหมายขยาย ปันคาเฟ่ ให้ครอบคลุมในหลากหลายเมือง

ภายในปีนี้มีแพลนจะเปิดให้บริการอีก 4 สาขา โดยสาขาต่อไปจะปักหมุดที่บ้านหนองบอน นครเวียงจันทน์ บนทำเลที่มีลูกค้าหน่วยงานราชการ และโรงเรียนนานาชาติ ในรูปแบบ Stand Alone พร้อมมีระบบครัวกลาง ช่วยควบคุมคุณภาพอาหารให้ได้มาตรฐาน เพิ่มความคล่องตัวในการขยายสาขาได้ดีขึ้น เพื่อแบ่งปันคุณภาพและรสชาติที่ดี ส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้บริโภคใน สปป.ลาว ได้มากขึ้น”

ปันคาเฟ่ สาขาบ้านฮ่องแก ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางเมือง พร้อมให้บริการความอร่อยทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00 –20.00 น. ด้วยเมนูหลากหลายครอบคลุมทั้งเครื่องดื่มซิกเนเจอร์จากพันธุ์ไทย อาหารเช้าที่สามารถทานได้ทั้งวัน อย่างไข่กระทะ เบเกอรี แซนวิช อาหารทานเล่น เมนูยำต่างๆ อาหารจานหลักอย่างเมนูข้าว สปาเกตตี้ และเมนูที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น อย่างเส้นข้าวเปียก ก็พร้อมเสิร์ฟเร็วๆ นี้ รวมไปถึงสินค้าพรีเมียม เช่น แก้วทัมเบลอร์ กระเป๋าหลากสไตล์ ที่เหมาะสำหรับซื้อเป็นของฝากได้ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกของลูกค้าและนักท่องเที่ยว ทางร้านจัดได้ทำสื่อประชาสัมพันธ์หลายภาษา ทั้งภาษาลาว ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน

ภายในร้านตกแต่งโทนอบอุ่น ทันสมัย สามารถรองรับลูกค้าได้มากกว่า 40 ที่นั่ง ทั้งโซนในร่มและกลางแจ้ง รวมถึงมีห้องประชุมขนาด 8 ที่นั่ง สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีที่จอดรถสะดวกสบาย พร้อมบริการฟรี Wi-Fi และในอนาคต ปันคาเฟ่ ยังวางแผนขยายบริการจัดอาหารว่างหรือสแน็คบ๊อกซ์สำหรับหน่วยงานราชการและลูกค้าที่จัดงานเลี้ยงหรือประชุม รวมถึงบริการออกบูธนอกสถานที่อีกด้วย

#ปันคาเฟ่ #PunCafe #พันธุ์ไทย #PunthaiCoffee #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ #CreativeThaiTaste

‘จีโน่’ นำทีมสาวไทยป้องกันแชมป์ “อินเตอร์เนชันแนล คราวน์” ที่เกาหลีใต้

“จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล มือหนึ่งของโลกพร้อม “เม” เอรียา จุฑานุกาล “พราว” ชเนตตี วรรณแสน และ”แพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ นำทีมไทยเข้าร่วมแข่งขันป้องกันแชมป์ ฮันฮวา ไลฟ์พลัส อินเตอร์เนชันแนล คราวน์ ที่ประเทศเกาหลีใต้ในปลายเดือนตุลาคมนี้ ประชันกับนักกอล์ฟระดับโลกจากตัวแทนทีมชาติอีก 7 ทีมทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย สวีเดน จีน และ ทีมเวิลด์

กอล์ฟทีมหญิง ฮันฮวา ไลฟ์พลัส อินเตอร์เนชันแนล คราวน์ ครั้งที่ 6 แข่งขันที่นิว โคเรีย คันทรี คลับ ในเมืองโกยาง จังหวัดกยองกี ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 23-26 ตุลาคม นี้ โดยมีมีนักกอล์ฟทีมทั้งหมด 8 ทีมเข้าแข่งขันโดยแต่ละทีมมีสมาชิก 4 คนรวม ทั้งหมด 32 คน 

ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม ได้ประกาศอันดับทีม และรายชื่อนักกอล์ฟจากอันดับคะแนนสะสมโลกสูงสุดของแต่ละทีมออกมามีนักกอล์ฟที่อยู่ใน 16 อันดับแรก และแชมป์เมเจอร์ ทั้ง 5 คนในปีนี้โดยนักกอล์ฟทั้ง 32 คนมีดีกรีแชมป์เมเจอร์ 32 แชมป์ รวมแชมป์อาชีพทั้งหมดในแอลพีจีเอ ทัวร์ 143 แชมป์ และในจำนวนนี้เคยเล่นรายการนี้มาก่อน 17 คน และเล่นทีมชาติของตัวเองในกีฬาโอลิมปิกมา 16 คนด้วยกัน

และการจัดอันดับทีม อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา 42 คะแนน, อันดับ 2 ญี่ปุ่น 50 คะแนน, อันดับ 3 เกาหลีใต้เจ้าภาพ 56 คะแนน, อันดับ 4 ออสเตรเลีย 81 คะแนน, อันดับ 5 ไทย  96 คะแนน, อันดับ 6 สวีเดน 126 คะแนน , อันดับ 7 ทีมเวิลด์ 150 คะแนน และ อันดับ 8 จีน 285 คะแนน  

ทีมไทยแชมป์เมื่อครั้งที่แล้วชุดทีมปี 2025 ประกอบไปด้วย “จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล มือ 1 ของโลกแชมป์อาชีพแอลพพีจีเอ ทัวร์ 5 รายการ “เม” เอรียา จุฑานุกาล มือ 18 “ของโลกแชมป์อาชีพแอลพีจีเอ 12 รายการ (รวมทั้งสองแชมป์เมเจอร์) พราว” ชเนตตี วรรณแสน มือ 36 สองแชมป์อาชีพแอลพจีเอ และ”แพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ มือ 41 แชมป์อาชีพในทัวร์สองรายการรวมทั้งแชมป์เมเจอร์ ซึ่ง อาฒยา, เอรียา และปภังกร เป็นสมาชิกในชุดคว้าแชมป์เมื่อปี 2023 ส่วน ชเนตตี จะเล่นครั้งแรก ขณะที่ เอรียา นั้นเป็นนักกอล์ฟเพียงคนเดียวที่จะเล่นในรายการนี้ทุกครั้งตั้งแต่ก่อตั้งมาเมื่อปี 2014

สหรัฐอเมริกาแชมป์ปี 2016 นำโดยเนลลี คอร์ดา มือ 2 ของโลกแชมป์เมเจอร์ แองเจิล หยิน มือ 7 ลอเรน ค็อกลิน มือ 14 และลีเลีย หวู มือ19 ดีกรีแชมป์เมเจอร์เช่นกัน  ญี่ปุ่น  มี มิยู ยามาชิตะ มือ 6 เพิ่งจะคว้าแชมป์เอไอจี วีเมนส์ โอเพ่น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  ริโอะ ทาเคดะ มือ 11 แชมป์บลู เบย์ แอลพีจีเอ ที่ประเทศจีน เมื่อต้นปี  มาโอะ ไซโกะ มือ 12 แชมป์เมเจอร์เชฟรอน แชมเปียนชิพ และอายากะ ฟุรึเอะ มือ 21 ดีกรีแชมป์เมเจอร์เช่นกัน  

เกาหลีใต้เจ้าภาพ และแชมป์ปี 2018 มี คิม ฮโย-จู มือ 8 ยู เฮ-รัน มือ 9  โค จิน-ยอง มือ 16 และ ชเว ฮเย-จิน มือ 23  ออสเตรเลียรองแชมป์เมื่อสองปีที่แล้ว มี อี มินจี มือ 4 แชมป์วีเมนส์ พีจีเอ แชมเปียนชิพ คนล่าสุด ฮันนาห์ กรีน มือ 15 แชมป์เมเจอร์ เกรซ คิม มือ 27 เพิ่งจะคว้าแชมป์เมเจอร์เอวิยอง แชมเปียนชิพ และ สเตฟานี คีเรียคู มือ 35 

ทีมสวีเดน นำโดย มายา ตาร์ก มือ 13 แชมป์ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น คนล่าสุด  มาเดอเลียน ซักสตรอม มือ 31 อิงกริด ลินด์บลัด มือ 40 และลินน์ แกรนท์ มือ 42  ทีมจีน นำโดย หยิน ยัวหนิง แชมป์เมเจอร์ มือ 5 จาง เว่ยเว่ย มือ 99 และหลิว เอี๋ยน มือ 104 ส่วน หลิน ซีอวี้ มือ 77 ซึ่งเป็นอันดับสองของทีมยืนยันจะไม่ร่วมแข่งขันเนื่องจากเตรียมตลอดบุตรคตนแรกของเธอดังนั้นหลิว ยุ่ยซิน จะเลื่อนขึ้นไปแทนหลินในทีมชุดนี้

สำหรับทีมเวิลด์ ซึ่งนำคัดนักกอล์ฟอันดับสูงสุดจากภูมิภาคต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้สิทธิ์จากอเมริกา (เหนือ และใต้) ยุโรป เอเชีย และแอฟริกา-โอเชียเนียมี ลีเดีย โค โปรสาวจากนิวซีแลนด์มือ 3 ของโลก ช่าร์ลีย์ ฮัลล์ จากอังกฤษมือ 10 บรู๊ค เฮนเดอร์สัน จากแคนาดา มือ 54 และ ซวี เว่ย-หลิง จากจีนไทเป มือ 83  

รูปแบบการแข่งขันนั้นจะเล่นแมตช์เพลย์แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ๆ 4 ทีมรวม 4 วันโดยวันพฤหัสบดี ศุกร์ และเสาร์จะเล่นแบบโฟร์บอล พบกันหมดในกลุ่มนำเอาทีมอันดับ 1 และ 2 เข้าไปเล่นในวันอาทิตย์ ช่วงเช้าแข่งขันรอบรองขนะเลิศจะใช้แมตช์เดี่่ยว 2 แมตช์ และแบบโฟร์ซัมส์ 1 แมตช์ ทีมชนะจะเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศ และทีมแพ้ขิงอันดับสามช่วงบ่าย และจะยังแข่งขันในแบบเดียวกันกับรอบรองชนะเลิศ 

สำหรับผลการแบ่งกลุ่มนั้นไทยอยู่ในกลุ่มเอ ร่วมกับสหรัฐอเมริกา (1) ออสเตรเลีย (4) และจีน (8) ส่วนกลุ่มบี มีญี่ปุ่น (2) เกาหลีใต้ (3) สวีเดน (6) และทีมเวิลด์ (7) 

เครดิตภาพ: LPGA/Getty Images 

สสส.รวมพลังกระชากหน้ากาก “ธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า”เผยเด็กม.ต้นสูบมากกว่าแบบมวน

ที่ประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ปี ถกประเด็นกระชากหน้ากาก “ธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า” รู้เท่าทันกลยุทธ์ ป้องกันการแทรกแซงนโยบายรัฐ Who หนุนไทยคงกม.ห้ามนำเข้า-จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า เปิดผลสำรวจ OBEC CARE ชี้ชัด เด็กม.ต้น สูบบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าบุหรี่มวน สสส. เร่งสานพลังทุกส่วน สร้างภูมิคุ้มกันเด็ก จาก “ห้ามใช้” ไปสู่เด็กและเยาวชน “ไม่อยากใช้” ด้วยตนเอง

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2568 ที่ผ่านมา ที่ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดแถลงข่าว “กระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า : คนรุ่นใหม่รู้เท่าทันกลยุทธ์” ​ในงานประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 23

พญ.โอลิเวีย ไนเวรัส ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขอาวุโส องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกสนับสนุนรัฐบาลไทยในการคงนโยบายการห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์และสอดคล้องกับ WHO FCTC ที่ไทยได้ร่วมลงนามรับรองตั้งแต่ปี 2546 โดยมาตรา 5.3 ของอนุสัญญาฯ เรียกร้องให้ประเทศภาคีปกป้องนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพจากการแทรกแซงของธุรกิจบุหรี่ ดังนั้น องค์การอนามัยโลกขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนมีความตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแทรกแซงของธุรกิจบุหรี่ และดำเนินการตามข้อแนะนำของมาตรา 5.3 อย่างเข้มแข็ง เพื่อป้องกันการแทรกแซงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพและอนาคตของทุกคนในสังคม ทั้งนี้ ธุรกิจบุหรี่พยายามเข้ามาแทรกแซงนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องโดยการคัดค้านการห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าในไทย องค์การอนามัยโลก จึงมีคำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2568 ว่า “Unmasking the Appeal” หรือกระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้ายังพยายามทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย หรือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในสังคม ข้อมูลจากระบบ OBEC CARE ปี 2567 สำรวจโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ สสส. ได้สำรวจเด็กนักเรียนระดับ ป.1-ม.6 รวม 124,606 คน จากโรงเรียน 1,699 แห่ง ใน 30 เขตพื้นที่การศึกษา พบนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าบุหรี่มวน โดยกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดเคยทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า 24.7% คบเพื่อนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า 22.01% และอาศัยในชุมชนที่มีผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าให้เห็นเป็นประจำ 20.2% สะท้อนว่าพฤติกรรมเสี่ยงไม่ได้เกิดจากตัวเด็กเพียงลำพัง แต่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางสังคม และหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

“สสส. จึงได้สานพลังร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนการควบคุมยาสูบทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น และสื่อสารข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมทั้งส่งเสริมการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทัศนคติเชิงบวก (Denormalization) จากการ ‘ห้ามใช้’ ไปสู่การที่เด็กและเยาวชน ‘ไม่อยากใช้’ ด้วยตนเอง  และยังมุ่งเน้นการส่งเสริมบทบาทครอบครัว โรงเรียน และชุมชน ให้ร่วมกันเป็นพลังปกป้องเด็กและเยาวชน ทั้งนี้ เชิญชวนทุกภาคส่วน ร่วมกันสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตอย่างมีสุขภาวะ” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า ประเทศต่างๆ รายงานตรงกันว่า การแทรกแซงนโยบายของบริษัทบุหรี่ เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการปฏิบัติตาม มาตรา 5.3 ของกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) จึงกำหนดให้ประเทศภาคี ป้องกันการแทรกแซงนโยบายโดยบริษัทบุหรี่หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้วยการห้ามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่เข้าร่วมเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษา ในคณะกรรมการที่พิจารณาหรือกำหนดนโยบายควบคุมยาสูบ

ซึ่งที่ผ่านมามีพรรคการเมืองเสนอให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่ เข้าเป็นกรรมาธิการวิสามัญ และที่ปรึกษากรรมาธิการที่พิจารณานโยบายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะจะทำให้รายงานของคณะกรรมาธิการฯ ขาดความน่าเชื่อถือ จึงขอให้สภาฯ ได้มีการออกข้อบังคับไม่ให้มีการตั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่เข้ามาเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาในกิจการใดๆ ที่เกี่ยวกับการพิจารณานโยบายควบคุมยาสูบอีกในอนาคต

“มูลนิธิฯ ร่วมกับทุกเครือข่ายรณรงค์ควบคุมยาสูบ ในช่วง 32 ปีที่ผ่านมา สามารถลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ 48.8% แต่ยังมีผู้สูบบุหรี่อีก 9.8 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ มูลนิธิฯ จึงได้จัดทำโครงการ โรงเรียนปลอดบุหรี่ เยาวชน Gen Z และอปท.ปลอดบุหรี่ ผลักดันให้ขึ้นภาษีสรรพสามิต  ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้มีภาพและคำแนะนำ” ศ.นพ.ประกิต กล่าว

สสส.รวมพลังกระชากหน้ากาก “ธุรกิจไฟฟ้า”เผยเด็กม.ต้นสูบมากกว่าแบบมวน

ที่ประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ปี ถกประเด็นกระชากหน้ากาก “ธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า” รู้เท่าทันกลยุทธ์ ป้องกันการแทรกแซงนโยบายรัฐ Who หนุนไทยคงกม.ห้ามนำเข้า-จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า เปิดผลสำรวจ OBEC CARE ชี้ชัด เด็กม.ต้น สูบบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าบุหรี่มวน สสส. เร่งสานพลังทุกส่วน สร้างภูมิคุ้มกันเด็ก จาก “ห้ามใช้” ไปสู่เด็กและเยาวชน “ไม่อยากใช้” ด้วยตนเอง

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2568 ที่ผ่านมา ที่ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดแถลงข่าว “กระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า : คนรุ่นใหม่รู้เท่าทันกลยุทธ์” ​ในงานประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 23

พญ.โอลิเวีย ไนเวรัส ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขอาวุโส องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกสนับสนุนรัฐบาลไทยในการคงนโยบายการห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์และสอดคล้องกับ WHO FCTC ที่ไทยได้ร่วมลงนามรับรองตั้งแต่ปี 2546 โดยมาตรา 5.3 ของอนุสัญญาฯ เรียกร้องให้ประเทศภาคีปกป้องนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพจากการแทรกแซงของธุรกิจบุหรี่ ดังนั้น องค์การอนามัยโลกขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนมีความตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแทรกแซงของธุรกิจบุหรี่ และดำเนินการตามข้อแนะนำของมาตรา 5.3 อย่างเข้มแข็ง เพื่อป้องกันการแทรกแซงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพและอนาคตของทุกคนในสังคม ทั้งนี้ ธุรกิจบุหรี่พยายามเข้ามาแทรกแซงนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องโดยการคัดค้านการห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าในไทย องค์การอนามัยโลก จึงมีคำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2568 ว่า “Unmasking the Appeal” หรือกระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้ายังพยายามทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย หรือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในสังคม ข้อมูลจากระบบ OBEC CARE ปี 2567 สำรวจโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ สสส. ได้สำรวจเด็กนักเรียนระดับ ป.1-ม.6 รวม 124,606 คน จากโรงเรียน 1,699 แห่ง ใน 30 เขตพื้นที่การศึกษา พบนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าบุหรี่มวน โดยกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดเคยทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า 24.7% คบเพื่อนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า 22.01% และอาศัยในชุมชนที่มีผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าให้เห็นเป็นประจำ 20.2% สะท้อนว่าพฤติกรรมเสี่ยงไม่ได้เกิดจากตัวเด็กเพียงลำพัง แต่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางสังคม และหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

“สสส. จึงได้สานพลังร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนการควบคุมยาสูบทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น และสื่อสารข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมทั้งส่งเสริมการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทัศนคติเชิงบวก (Denormalization) จากการ ‘ห้ามใช้’ ไปสู่การที่เด็กและเยาวชน ‘ไม่อยากใช้’ ด้วยตนเอง  และยังมุ่งเน้นการส่งเสริมบทบาทครอบครัว โรงเรียน และชุมชน ให้ร่วมกันเป็นพลังปกป้องเด็กและเยาวชน ทั้งนี้ เชิญชวนทุกภาคส่วน ร่วมกันสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตอย่างมีสุขภาวะ” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า ประเทศต่างๆ รายงานตรงกันว่า การแทรกแซงนโยบายของบริษัทบุหรี่ เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการปฏิบัติตาม มาตรา 5.3 ของกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) จึงกำหนดให้ประเทศภาคี ป้องกันการแทรกแซงนโยบายโดยบริษัทบุหรี่หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้วยการห้ามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่เข้าร่วมเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษา ในคณะกรรมการที่พิจารณาหรือกำหนดนโยบายควบคุมยาสูบ

ซึ่งที่ผ่านมามีพรรคการเมืองเสนอให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่ เข้าเป็นกรรมาธิการวิสามัญ และที่ปรึกษากรรมาธิการที่พิจารณานโยบายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะจะทำให้รายงานของคณะกรรมาธิการฯ ขาดความน่าเชื่อถือ จึงขอให้สภาฯ ได้มีการออกข้อบังคับไม่ให้มีการตั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่เข้ามาเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาในกิจการใดๆ ที่เกี่ยวกับการพิจารณานโยบายควบคุมยาสูบอีกในอนาคต

“มูลนิธิฯ ร่วมกับทุกเครือข่ายรณรงค์ควบคุมยาสูบ ในช่วง 32 ปีที่ผ่านมา สามารถลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ 48.8% แต่ยังมีผู้สูบบุหรี่อีก 9.8 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ มูลนิธิฯ จึงได้จัดทำโครงการ โรงเรียนปลอดบุหรี่ เยาวชน Gen Z และอปท.ปลอดบุหรี่ ผลักดันให้ขึ้นภาษีสรรพสามิต  ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้มีภาพและคำแนะนำ” ศ.นพ.ประกิต กล่าว

มทร. ธัญบุรี จับมือ ACTEC ญี่ปุ่น เดินหน้านวัตกรรม “PRSS” NEW PLA-KUN กักเก็บน้ำใต้ดิน แก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งในไทย

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จัดโครงการความร่วมมือด้านนวัตกรรมระบบจัดเก็บน้ำใต้ดิน (PRSS) ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีก่อสร้างทันสมัยแห่งประเทศญี่ปุ่น (ACTEC) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการจัดการน้ำระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น พร้อมบรรยายสรุปข้อมูลด้านเทคนิคและการดำเนินการที่ผ่านมา เพื่อพัฒนา ออกแบบ และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ใน 4 ระดับ ได้แก่ ผังเมือง ภูมิสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรม และตกแต่งภายใน โดยมุ่งส่งเสริม การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติในระดับพื้นที่

โดยในงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.พลพัฒน์ นิลอุบล อาจารย์ สถาปนิก บริษัท NPPN Design & Research และผู้ดูแลศูนย์นวัตกรรมเพื่อการปรับตัวกับภัยน้ำ (WAIC), ดร.กานต์ ศรีสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีพีเค เมเนจเมนท์ จำกัด ผู้นำเข้า NEW PLA-KUN , นายโนบุยาสุ ชิราโตะ บริษัท ชิชิบุ เคมิคัล จำกัด และ นายฮิโตมิ โกโดะ ประธานสมาคม ACTEC

นอกจากนี้ยังมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมสัมมนา ได้แก่ พล.อ.ต.สำราญ  ชมโท ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการศาสนาคุณธรรม จริยธรรม วุฒิสภา ,คุณวิชชุดา ทองสุทธิ์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการศาสนาคุณธรรม จริยธรรม วุฒิสภา, คุณพรรณไพลิน ผลสุวรรณ์ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการยกระดับการวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในคณะกรรมาธิการกาอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร, คุณนารถ สรรพศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิ ประธานคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ฝ่ายยุธศาสตร์จัดหารายได้และสิทธิประโยชน์ และ  นายพิสิษฐ์พล พิทยาภรณ์ ที่ปรึกษาโครงการฯ

ศาสตราจารย์ ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เผยว่า “ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่มีฝนตกชุกและมีพื้นที่ลุ่มต่ำจำนวนมาก โดยเฉพาะในฤดูฝน มักเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง ขณะเดียวกันในช่วงหน้าแล้ง หลายพื้นที่กลับเผชิญกับวิกฤตการการขาดแคลนน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี และส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จึงได้ให้ความสำคัญจัดตั้ง ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการปรับตัวกับภัยน้ำ (WAIC) ขึ้น เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และงานวิจัยด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

โดยเฉพาะในระดับชุมชนและเมือง และได้มีการร่วมมือกับ บริษัท บีพีเค เมเนจเมนท์ จำกัด และ ศูนย์เทคโนโลยีก่อสร้างทันสมัยแห่งประเทศญี่ปุ่น (ACTEC) เพื่อจัดโครงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการจัดการน้ำ ด้วยการนำ NEW PLA-KUN มาประยุกต์ใช้ในการจัดการและบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศไทย ผมขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมทุกท่าน ทั้งจากประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนแนวทางความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนานวัตกรรมที่เป็นรูปธรรม และนำไปสู่การสร้างเมืองและชุมชนที่สามารถปรับตัวและฟื้นตัวจากภัยน้ำได้อย่างแท้จริง”

ดร.กานต์ ศรีสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีพีเค เมเนจเมนท์ จำกัด ผู้นำเข้า NEW PLA-KUN กล่าวว่า “สำหรับ ‘NEW PLA-KUN’  เป็นนวัตกรรมโครงสร้างกักเก็บน้ำใต้ดินด้วยวัสดุพลาสติก หรือ PRSS (Plastic Rainwater Storage Structure) จากประเทศญี่ปุ่น เป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงสร้างพลาสติกกักเก็บน้ำใต้ดิน หรือ PRSS เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาน้ำท่วมขังและการขาดแคลนน้ำในประเทศไทย โดยกักเก็บน้ำลงใต้ดินอย่างเป็นระบบ ไม่ทำลายวัฏจักรของน้ำ และสามารถนำน้ำที่เก็บไว้มาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ระบบนี้มีความแข็งแรง ทนทาน ใช้งานได้นานกว่า 50 ปี ติดตั้งง่าย เรียงซ้อนกันได้หลายชั้น ช่วยประหยัดพื้นที่และร่นระยะเวลาก่อสร้าง

 อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบเดิม เช่น ระบบระบายน้ำหรือบำบัดน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือสามารถปรับใช้ได้กับพื้นที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม หมู่บ้าน สวนสาธารณะ โรงเรียน โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน หรือแม้แต่พื้นที่เศรษฐกิจในเขตเมือง ซึ่งเดิมมีข้อจำกัดที่ระบบแบบเก่าไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ยังเหมาะกับการเตรียมรับมือกับปรากฎการณ์เอลนีโญ ลานีญา และปัญหาภัยแล้ง รวมถึงสามารถบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานรัฐเพื่อสำรองน้ำในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยสามารถปรับตามงบประมาณและลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ผมเชื่อว่า NEW PLA-KUN จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทย ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนครับ”

ดร.พลพัฒน์ นิลอุบล อาจารย์ สถาปนิก บริษัท NPPN Design & Research และผู้ดูแลศูนย์นวัตกรรมเพื่อการปรับตัวกับภัยน้ำ (WAIC) เผยว่า “ผมจบการศึกษาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีระบบจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการกักเก็บน้ำใต้ดินที่ใช้งานได้จริง พอกลับมาเมืองไทย ผมพยายามนำองค์ความรู้เหล่านี้มาเสนอหลายหน่วยงาน แต่พบว่ายังมีความไม่เข้าใจ และขาดความเชื่อมั่นในนวัตกรรมใหม่นี้ หลายที่ยังยึดติดกับระบบเดิม เช่น แทงก์คอนกรีตใต้ดิน ซึ่งมีข้อจำกัดมาก ทั้งเรื่องการซ่อมบำรุง การขนย้าย และความยืดหยุ่นในการใช้งาน จนมีโอกาสรู้จักกับผลิตภัณฑ์ ‘NEW PLA-KUN’  ซึ่งถูกใช้งานจริงในญี่ปุ่นและยุโรป ผมจึงเริ่มทดสอบระบบนี้ในประเทศไทย และได้รับการสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่น จนเกิดเป็นศูนย์ WAIC เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านน้ำโดยเฉพาะ

ระบบนี้เหมาะกับประเทศไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะความยืดหยุ่น น้ำหนักเบา ไม่ต้องลงเสาเข็มเหมือนระบบเดิม และสามารถปรับใช้ได้หลายบริบท เช่น พื้นที่ขนาดเล็ก ใต้หลังคาอาคารสูง หรือสวนสาธารณะ ซึ่งสามารถใช้รองรับน้ำฝน และเก็บไว้รดน้ำต้นไม้ในฤดูแล้ง

ปัจจุบันเรากำลังวิจัยเพิ่มเติมว่าเทคโนโลยีนี้เหมาะกับพื้นที่แบบใด และกำลังหารือเรื่องข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกักเก็บน้ำ รวมถึงผลักดันให้เกิดการบูรณาการแนวคิด Blue Infrastructure ควบคู่กับ Green Infrastructure เพื่อการจัดการน้ำที่ยั่งยืนในระยะต่อไป ศูนย์ฯ ไม่ได้มองแค่เรื่องการจัดเก็บน้ำใต้ดินเท่านั้น แต่ยังพัฒนาแนวคิดอื่นๆ เช่น อาคารลอยน้ำ อาคารครึ่งบกครึ่งน้ำ ที่สามารถปรับตัวกับภาวะน้ำท่วม รวมถึงแผนพัฒนาเมืองใหม่ในพื้นที่ชายฝั่งที่ประสบปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะ โดยเน้นการใช้พื้นที่ลอยน้ำแทนการสร้างเขื่อน ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนครับ”

เกศสิริน ตรีกรุณาสวัสดิ์  บริษัท บีพีเค เมเนจเมนท์ จำกัด  กล่าวต่อว่า “ขณะนี้โครงการได้พัฒนาต้นแบบเสร็จสมบูรณ์แล้ว และเราวางแผนจะเริ่มนำไปใช้งานจริงภายในปลายปีนี้ โดยที่ผ่านมาเราได้ติดตั้งนำร่องในหลายพื้นที่สำคัญ เช่น นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง สวนสาธารณะในกรุงเทพฯ และอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ บริเวณสนามม้านางเลิ้งเดิม ขณะเดียวกันก็มีแผนขยายการติดตั้งไปยังสนามบิน สถานศึกษาขนาดใหญ่ หน่วยงานราชการ และหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อรองรับน้ำฝนและป้องกันน้ำท่วม เทคโนโลยีโครงสร้างกักเก็บน้ำใต้ดินนี้ถือเป็นโซลูชันสำคัญ ที่ตอบโจทย์การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และช่วยเตรียมความพร้อมต่อภัยพิบัติในอนาคต

“การออกแบบและติดตั้งต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญหลายประการ เช่น ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในพื้นที่ ธรณีวิทยาและชนิดของดิน ความซับซ้อนของโครงสร้างใต้ดิน รวมถึงแรงลอยตัวของระบบ ที่สำคัญคือ ทุกพื้นที่มีลักษณะเฉพาะ เราจึงต้องออกแบบให้เหมาะสมกับหน้างานอย่างละเอียด เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาวค่ะ”

ด้านความร่วมมือจากประเทศญี่ปุ่น นายโนบุยาสุ ชิราโตะ บริษัท ชิชิบุ เคมิคัล จำกัด กล่าวว่า ในประเทศญี่ปุ่น ภูมิประเทศเป็นเกาะ ถ้าน้ำท่วมจะซึมไม่ได้ จะมีแค่ท่อในการนำน้ำลง จึงทำให้มีการวิจัยคิดค้นเพื่อนำมาช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ เทคโนโลยีนี้ถูกใช้ทั้งในบ้านเรือน โรงงาน และพื้นที่สาธารณะ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันเก็บน้ำไว้ใช้เอง อีกทั้งติดตั้งได้โดยไม่กระทบต่อการใช้งานพื้นที่ด้านบน เช่น สนามหญ้า สนามเด็กเล่น สนามกีฬา สนามกอล์ฟ หรือพื้นที่จอดรถ ถนนสายรอง 

ทั้งนี้ตัวระบบสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 25 ตัน ซึ่งในมุมมองของผมคิดว่านวัตกรรมนี้เป็นอีกหนึ่งโซลูชันที่เหมาะกับประเทศไทย สามารถนำมาใช้ได้ใน 2 ด้านหลัก คือ ในเขตชุมชนเมือง เพื่อช่วยระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม และในภาคเกษตรกรรม เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงแล้ง ซึ่งจะช่วยให้การจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าทั้งในด้านการใช้งานและการอนุรักษ์น้ำ

ด้าน นายฮิโตมิ โกโดะ ประธานสมาคม ACTEC เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมา ACTEC ได้ดำเนินการจัดสัมมนาและกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ที่ประเทศญี่ปุ่นเองก็ประสบปัญหาเรื่องแรงงานและสังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวมากขึ้น เราจึงต้องพัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยรับมือกับปัญหาเหล่านี้และพัฒนาต่อไปให้ดียิ่งขึ้น ผมเชื่อว่าในอนาคต นวัตกรรมนี้จากทั้งสองประเทศจะได้รับการพัฒนาร่วมกัน และยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากประเทศไทยมีประเด็นปัญหาหรือความท้าทายใด ๆ ทาง ACTEC ก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะขยายความร่วมมือและร่วมกันหาทางออกในอนาคต”

ทั้งนี้ การพัฒนานวัตกรรมโครงสร้างกักเก็บน้ำใต้ดิน ไม่เพียงเป็นทางออก เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสะท้อนถึงแนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ที่สามารถปรับใช้ได้กับหลากหลายพื้นที่ในเมืองไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาคธุรกิจ และภาครัฐ เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในอนาคตได้อย่างแท้จริง

“โป๊กเกอร์” กีฬาพลิกศก.ไทย สร้างอาชีพ-ดึงนทท.ทั่วโลก โกยรายได้หมื่นล./ปี

ปัจจุบันมีชนิดกีฬาหลายประเภทที่ได้รับความนิยมทั่วโลก แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยหนึ่งในนั้นคือ “โป๊กเกอร์” ซึ่งถือเป็นกีฬาประเภทเชิงกลยุทธ์ที่นักกีฬาระดับโลก ดารานักแสดง รวมถึงผู้บริหารองค์กรภาคเอกชน ให้ความสนใจและเล่นกันอย่างแพร่หลาย

“โป๊กเกอร์ไม่ใช่การพนันอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด แต่เป็นกีฬาที่ใช้ทักษะ การวางแผน และกลยุทธ์อย่างมาก สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนว่าโป๊กเกอร์ในฐานะกีฬาแตกต่างจากการพนันอย่างไร”กฤษฎา ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

กฤษฎา ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 

ที่ผ่านมาแม้จะมีนักกีฬาโป๊กเกอร์ชาวไทยจำนวนไม่น้อยที่ฝึกซ้อมและแข่งขันในระดับสากล แต่ก็ยังต้องเดินทางไปแข่งขันในต่างประเทศ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายในประเทศไทย แต่ในปัจจุบัน การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้ประกาศให้ “โป๊กเกอร์” เป็นชนิดกีฬาอย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมมีการจัดกิจกรรมสาธิตการแข่งขันเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนอย่างแพร่หลา

ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโป๊กเกอร์ในระดับสากล ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสรรพ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม สถานที่จัดงาน ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

“เมื่อทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์ เราคาดว่ากีฬาโป๊กเกอร์จะสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี สร้างงานและอาชีพให้คนไทยไม่น้อยกว่า 1,000 ตำแหน่ง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยว และยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” กฤษฎา กล่าว

การผลักดันกีฬาโป๊กเกอร์ให้เติบโตอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเข้าใจตรงกันในสังคม จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยให้ก้าวสู่เวทีสากลในอนาคต

เคียงข้างทุกวิกฤต! ‘CPF ส่งต่อพลังแห่งการให้’ ฟื้นฟูโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า – ส่งกำลังใจให้ทหารกล้า

ด้วยหัวใจที่เชื่อมั่นใน “พลังแห่งการให้” บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าสานต่อภารกิจเพื่อสังคม มอบเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท จากกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เพื่อสมทบทุนซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารหลักของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวที่ผ่านมา

การสนับสนุนครั้งนี้ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ขององค์กรเอกชนไทยที่ไม่เพียงดำเนินธุรกิจเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน แต่ยังพร้อมเคียงข้างประชาชนในยามยาก เพื่อให้โรงพยาบาลกลับมาปฏิบัติภารกิจดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง โดยมี พลตรี สุขไชย สาทถาพร ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 11 โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ในโอกาสเดียวกัน ซีพีเอฟ ได้ร่วมกับคณะนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจทหารกล้าซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมมอบผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพื่อเสริมพลังใจให้แก่ผู้เสียสละที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยหัวใจเปี่ยมศรัทธาและความกล้าหาญ

“ภายใต้การนำของท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ เครือซีพีและซีพีเอฟ ยึดมั่นในหลักปรัชญา ‘3 ประโยชน์’ เพื่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร เราเชื่อว่าทุกการสนับสนุนจากหัวใจ จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการเยียวยาและฟื้นฟูให้สังคมไทยเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง เราขอขอบคุณทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ และขอเป็นอีกหนึ่งพลังใจให้ทุกท่านกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน” นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าว

ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ยังคงยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องชายแดนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการเปิดโอกาสให้บุตร คู่สมรส หรือบุคคลในครอบครัวของทหารและตำรวจตระเวนชายแดนที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เพื่อสานต่อคุณค่าความกล้าหาญ รวมถึงการส่งมอบอาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็น เพื่อสนับสนุน ครัวพระราชทาน ครัวกลาง และครัวจิตอาสา ในการปรุงมื้ออาหารแทนความห่วงใย ส่งต่อกำลังใจสู่ประชาชนใน 5 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และตราด อย่างทั่วถึง

นี่คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ของ “พลังแห่งการให้” ที่ซีพีเอฟยึดมั่นและพร้อมเคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต… เราจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน!