ไทยทิ่มใจเขมรกลางวงประชุม GBC วันแรก จี้ให้เก็บศพทหาร ไม่ใช่ปล่อยเน่าในป่า

ไทยทิ่มใจเขมรกลางวงประชุม GBC วันแรก จี้ให้เก็บศพทหาร ไม่ใช่ปล่อยเน่าในป่า  ด้านกัมพูชาจำนน ยอมเก็บศพกลับแล้ว!

นายไพศาล พืชมงคล โพสต์สถานการณ์การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) วันแรกว่า  ฝ่ายไทย ได้แสดงจุดยืนชัดเจนต่อประเด็น ด้านมนุษยธรรม พล.อ.ณัฐพล นาควานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ยกข้อเรียกร้องสำคัญ ขอให้ รัฐบาลกัมพูชา เก็บศพทหารเขมรที่เสียชีวิต ในแนวหน้ากลับไป “ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างสมเกียรติ” เพราะ “การปล่อยให้ศพเน่าเปื่อยอยู่ในป่าถือเป็นพฤติกรรมป่าเถื่อน” ขัดหลักศีลธรรม และ วัฒนธรรมของโลกอารยะ ทั้งยังเสี่ยงต่อการแพร่โรคและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนสองฝ่าย

ในขณะที่ฝ่ายไทยยังดูแล เชลยศึกเขมร อย่างดี มีน้ำใจแม้แต่กับศพ ยังส่งคืนอย่างสมเกียรติ แต่ ฝ่ายเขมร กลับนิ่งเฉยและ ทอดทิ้งร่างทหารของตนให้ไร้ค่า …การกระทำเช่นนี้สะท้อนถึงความไม่รับผิดชอบและไม่ให้เกียรติคนของตัวเองอย่างร้ายแรง 
.
จึงทำให้คำกล่าวของไทยในที่ประชุมครั้งนี้เปรียบเสมือน “กระบี่เดียวทะลุอกฮ่วยเซ็ง”  เพราะตรงไปตรงมา ทิ่มแทงความจริงที่ฝ่ายเขมรไม่อาจโต้แย้งได้

ในที่สุด รัฐบาลเขมร ก็ต้อง “จำนนต่อเหตุผลและยอมรับความอับอาย” จำใจประกาศว่าจะส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บศพกลับประเทศ

การกระทำของฝ่ายไทยครั้งนี้จึ งไม่ได้แค่ชนะเชิงการทูต แต่ยังสะท้อนให้ประชาคมโลกเห็นถึงความมีศีลธรรม มีเมตตาธรรม และให้เกียรติความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง นี่แหละคือกระบี่ที่เข้าตาชาวบ้าน

Cr. Thaitribune
เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ศรีสะเกษย้ำ! ไม่ได้นิ่งนอนใจ – เร่งดูแลพี่น้องประชาชนในศูนย์พักพิงชั่วคราวอย่างใกล้ชิด

จังหวัดศรีสะเกษยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ความไม่สงบที่ส่งผลให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องอพยพมาอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์พักพิงอย่างเป็นระบบ พร้อมมอบหมายผู้รับผิดชอบแต่ละศูนย์ให้ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างใกล้ชิด

ในระดับอำเภอ ได้มอบให้นายอำเภอทำหน้าที่เป็น ผู้อำนวยการศูนย์พักพิงระดับอำเภอ ขณะที่ในแต่ละศูนย์พักพิงชั่วคราว มีการแต่งตั้งผู้จัดการศูนย์ เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการวิทยาลัย หรือ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ เป็นผู้ดูแลบริหารจัดการศูนย์อย่างใกล้ชิด

ภายในศูนย์ มีการแบ่งงานกันอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการจัดหาอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค การดูแลสุขภาพจิต รวมถึงการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยทุกฝ่ายบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกและปลอดภัยสูงสุด

ขณะเดียวกัน อาจมีบางศูนย์พักพิงที่จำเป็นต้อง เคลื่อนย้ายประชาชน ไปยังพื้นที่อื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแล และให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า ขณะนี้ประชาชนยังคงต้องพักอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว เนื่องจากในหลายหมู่บ้านยังตรวจพบกระสุนปืนตกในพื้นที่ ซึ่งอยู่ระหว่างการเก็บกู้และทำลายโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยอย่างแท้จริงก่อนให้ประชาชนกลับเข้าไปยังพื้นที่เดิมได้

จังหวัดศรีสะเกษขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้เชื่อมั่นในมาตรการของภาครัฐ พร้อมขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมแรงร่วมใจในการดูแลและให้กำลังใจกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

สุพิชัย  หล่าสกุล ปชส.ศรีสะเกษ / ภาพ-ข่าว
เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

โดรนปริศนา 10 ลำโผล่ปราจีนฯกลางดึก บินโฉบน่านฟ้าเหนือพล.2รอ.”บูรพาพยัคฆ์”

โดรนปริศนากว่า 10 ลำ โผล่ปราจีนบุรีกลางดึก บินโฉบน่านฟ้ากองพลทหาร ‘บูรพาพยัคฆ์’ มหาวิทยาลัย รวมไปถึงพื้นที่ อ.เมือง และ อ.ประจันตคาม

ไลน์กลุ่ม “ผู้ว่าพบสื่อมวลชน” ของ นายกองตรีปพนศกดิ์ ขันติชัยมงคล นายอำเภอประจันตคาม แจ้งว่า ได้รับข้อมูลจากผู้ใหญ่บ้านหลายหมู่บ้าน ใน ต.โพธิ์งาม ว่าพบโดรน 4-5 ลำ บินวนอยู่ในพื้นที่หมู่ 17 หมู่ 10 หมู่ 2 หมู่ 16 หมู่ 3 หมู่ 19 หมู่ 15 บางลำบินไปทาง ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

ขณะที่ นายเอก วงศ์จินดา นักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ รายงานว่า รับแจ้งจากประชาชนว่ามีโดรน บินอยู่เหนือศาลากลาง อบต.ไม้เค็ด อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี จำนวน 4-5 ลำ จึงเดินออกมาดูหน้าอนุสาวรีย์ ร.5 พบโดรนบินอยู่จริง

ต่อมาที่บ้านหนองทะเล หมู่ 4 ต.ดงขี้เหล็ก พบว่าชาวบ้านพากันยืนคอยดูโดรนริมถนนสายสุวรรณศร (ตัดใหม่) ที่มีการพบโดรนบินมากกว่า 10 ลำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว มีชาวกัมพูชามารับจ้างเป็นแรงงานจำนวนมาก

นอกจากนี้ พบว่าโดรนยังบินวนรอบ ๆ หน่วยทหารหลายหน่วยที่ขึ้นตรงกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ หรือ “บูรพาพยัคฆ์” ค่ายพรหมโยธี ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยหลายหน่วย ไม่ว่าจะเป็น หน่วยทหารปืนใหญ่, กองร้อยลาดตระเวนระยะไกล (ร้อย ลว.), กองร้อยต่อสู้รถถัง (ร้อย ตถ.)

ทั้งนี้ไม่สามารถระบุจุดปล่อยหรือควบคุมได้ชัดเจน ขณะที่โดรนบินในระดับความสูง 30-40 เมตร สามารถมองเห็นชัดเจน โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยมหาวิทยาลัย ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปราจีนบุรี และสื่อมวลชนให้ความสนใจรายงานสถานการณ์ดังกล่าว

ด้าน พ.ต.อ. ประสงค์ ศิริทิพย์วานิช รอง ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี กล่าวว่า  เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบติดตามและรายงาน กอ.รมน.ให้รับทราบ โดยทาง ผวจ.ปราจีนบุรีได้มีหนังสือสั่งการทำแผนทำแผนกสรพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง  สั่งการห้ามบินโดรนทุกการใช้งานทุกกรณีช่วงสถานการณ์ชายแกนไทยกัมพูชา  ประกาศเตือนพร้อมแจ้งโทษตาม พ.ร.บ.เดินอากาศ และทางปกครองทางทหาร มีอำนาจการทำลายได้  หากพบเห็นแจ้งหน่วยทหารที่ กองพล ร 2 รอ. , มทบ.12 ,  ตำรวจภูธร จ.ปราจีนบุรี ฝ่ายปกครอง จ.ปราจีนบุรี

ทั้งนี้   สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ออกประกาศห้ามการบินโดรนทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคม 2568 เพื่อรักษาความปลอดภัยและความมั่นคง โดยจังหวัดปราจีนบุรีอยู่ในรายชื่อ 14 จังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยง หากผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ.2497 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  

“ฐิติวัฒน์”ฟอร์มดุอัดอิเหนาตุนทองแดงศึกกำปั้นยู19 ยู22ชิงแชมป์เอเชีย

“ฐิติวัฒน์ โพล้งอุไร” นักชกทีมชาติ  ดีกรีเหรียญทองชิงแชมป์ประเทศไทยปีล่าสุด โชว์ฟอร์มเหนือชั้น อัด วิคกี้ ทาฮูมิล จูเนียร์ นักชกอินโดนีเซีย ที่มี”โค้ชแซม”กามนิต นารีรักษ์ อดีตโค้ชทีมชาติไทยที่ผันตัวมาเป็นหัวหน้าโค้ช5-0คะแนน ในรุ่น50กก.ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ  มีเหรียญทองแดงตุน

ศึกมวยสากลชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ประจำปี2568 รุ่นอายุไม่เกิน19ปีและ22ปี (Asian BoxingU19&U22 Championships Bangkok 2025)ระหว่างวันที่1-11ส.ค.ที่อินดอร์ สเตเดี้ยมหัวหมาก ล่าสุดเมื่อวันที่4ส.ค.มีนักชกไทยรุ่นอายุไม่เกิน22ปี  รอบก่อนรองชนะเลิศ แค่คู่เดียวในช่วงบ่าย

รุ่น50กก.ฐิติวัฒน์ โพล้งอุไร นักชกทีมชาติ  พบ วิคกี้ ทาฮูมิล จูเนียร์ นักชกอินโดนีเซีย ที่มี”โค้ชแซม”กามนิต นารีรักษ์ อดีตโค้ชทีมชาติไทยที่ผันตัวมาเป็นหัวหน้าโค้ชทีมชาติอินโดนีเซีย 

ผลปรากฎว่าตลอด3ยก ฐิติวัฒน์ โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม เดินหน้าเปิดเกมรุกเข้าใส่ต่อยบนต่อยล่าง  เข้าเป้า  เป็นฝ่ายชนะคะแนน 5-0 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ มีเหรียญทองแดงตุน  พบ ซามาดาร์ โอลิมอฟ(อุซเบกิสถาน)ในวันที่ 6 ส.ค.

สำหรับรายชื่อนักกีฬาทีมชาติไทย 

 นักกีฬาหญิงรุ่นอายุไม่เกิน19ปี ประกอบด้วย รุ่น48กก.หญิง จีรนันท์ ดาบพลหาร,รุ่น51กก.หญิง สุภัควัน ไตรยขันธ์,รุ่น54กก.หญิง ธัญญาภรณ์ แตงอ่อน,รุ่น57กก.หญิง ชวัลลักษณ์ สอนนำ

นักกีฬาชาย รุ่นอายุไม่เกิน19ปี ประกอบด้วย รุ่น50กก.เกียรติศักดิ์ สุขวี,รุ่น55กก.กรังปรี โบขุนทด,รุ่น60กก.อภิชิต แจ่มดี,รุ่น65กก.ณัฐพงศ์ พิมเสน,รุ่น75กก.ทกล้า แสงภักดี,รุ่น80กก.ปฎิพัทธ์ เอี่ยมพร

นักกีฬาหญิง รุ่นอายุไม่เกิน22ปี ประกอบด้วย รุ่น48กก.หญิง ลลิตา ชัยณรงค์,รุ่น51กก.หญิง ปาณิศา ขัตติรส,รุ่น54กก.หญิง ณัฐนิชา จงโปร่งกลาง

นักกีฬาชายรุ่นอายุไม่เกิน22ปี ประกอบด้วย รุ่น50กก.ฐิติวัฒน์ โพล้งอุไร,รุ่น65กก.ภูธเนศ เอี่ยมรัมย์ ,รุ่น75กก.ธนัญชัย เพิ่มทรัพย์

ทบ.ยันยึดตลาดช่องอานม้าที่เขมรรุกล้ำก่อนบรรลุข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมของกัมพูชา แถลงการณ์อ้างว่า ไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ล้อมรั้วลวดหนามและใช้รถเคลียร์พื้นที่ทุ่นระเบิดที่ตลาดช่องอานม้า ด้านกองทัพบกย้ำที่นี่ประเทศไทย ชี้ช่องอานม้า อยู่ในอธิปไตยไทย หลังยึดพื้นที่คืนได้อย่างสมบูรณ์

สื่อกัมพูชา Kampuchea Thmey Daily เปิดภาพ ทหารไทย วางกำลัง  พร้อมเครื่องมือกู้กับระเบิด ที่ตลาดช่องอานม้า และล้อมลวดหนาม บริเวณตลาด ช่องอานม้า อุบลฯ ที่เขมร อ้างว่า เป็นดินแดนของตนเอง  โฆษกกลาโหมหญิง กัมพูชา โจมตีว่า ไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและ มีรายงานว่า  ผบ.หน่วยเขมร ได้สั่งเตรียมพร้อมตลอดแนว  ป้องกันหาก ทหารไทย รุกล้ำพื้นที่

โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา กล่าวว่า  ฝ่ายไทยได้ส่งกำลังทหารติดอาวุธพร้อมยุทโธปกรณ์เข้าสู่พื้นที่ “อานแซะ” ซึ่งกัมพูชาระบุว่าเป็นดินแดนอธิปไตยของตน ภายหลังจากข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว อีกทั้งยังกล่าวหาว่าฝ่ายไทยได้ดำเนินการลาดตระเวนและรุกล้ำพื้นที่ดังกล่าวอย่างชัดแจ้งนั้น

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงว่า พื้นที่ที่กล่าวถึงนั้นคือบริเวณ “ช่องอานม้า” ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย แต่ที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ที่กระทำการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของไทย โดยฝ่ายไทยได้มีการยื่นหนังสือประท้วงในทุกระดับมาแล้วหลายครั้ง แต่ทางการกัมพูชายังมิได้ดำเนินการแก้ไขใด ๆ

ซึ่งจากผลการปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ของฝ่ายไทย  สามารถยึดและควบคุมพื้นที่ได้โดยสมบูรณ์ จึงได้ดำเนินการเสริมสร้างความมั่นคงและจัดระเบียบพื้นที่ใหม่ โดยมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและ ใช้เครื่องจักรเข้าดำเนินการเคลียร์พื้นที่ เพื่อขจัดอันตรายจากทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาอาจลักลอบวางไว้และยังตกค้างอยู่ในบริเวณดังกล่าว 

ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถวางกำลังควบคุมพื้นที่และปกป้องอธิปไตย ของไทยได้อย่างมั่นคง ตามแนวเส้นปฏิบัติการของฝ่ายไทย

ทัพไทยประณามรัฐบาลเขมรทอดทิ้งศพทหารกล้าคาสมรภูมิ

ทัพไทย ขยี้ปมในใจทหารเขมร ผบ.หน่วย  ปล่อยศพ เพื่อนร่วมรบ ทิ้งเน่าคาสนามรบ   ไม่เก็บศพกลับไร้มนุษยธรรม-ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ยก ทหารไทย รับการดูแลดีเคารพและสมเกียรติ

พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ประณามการกระทำของรัฐบาลกัมพูชาและกองทัพกัมพูชา ที่ปล่อยศพทหาร ของตนเองไว้ในพื้นที่การรบ โดยไม่มีการจัดการใด ๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

การกระทำเช่นนี้เป็นการทำลายเกียรติของผู้เสียชีวิต และสร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัวอย่างไม่สามารถให้อภัยได้ ซึ่งขัดต่ออนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law) ที่กำหนดให้ทุกฝ่ายในความขัดแย้งต้องจัดการกับศพผู้เสียชีวิตด้วยความเคารพและสมเกียรติ

ในทางกลับกัน กองทัพไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลสวัสดิการทหารทุกระดับชั้นอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะกำลังพลในแนวหน้าที่สละชีพเพื่อชาติ เรามีแนวทางปฏิบัติที่เคร่งครัดและเป็นไปตามหลักสากล

 โดยทุกครั้ง เมื่อสิ้นสุดการปะทะหรือสถานการณ์คลี่คลาย หน่วยดำเนินกลยุทธ์จะเร่งดำเนินการค้นหาและรวบรวมผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างทันท่วงที 

โดยมีขั้นตอนที่รัดกุมและเป็นไปตามหลักการแพทย์ทางทหาร มีการระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตอย่างรอบคอบ 

และจัดพิธีศพอย่างสมเกียรติให้กับวีรชนผู้กล้า โดยมีการมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเงินช่วยเหลือเพื่อเชิดชูความกล้าหาญและเป็นขวัญกำลังใจแก่ครอบครัว

ตลอดจนดูแลสวัสดิการของครอบครัวทหารผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการศึกษาบุตรหลาน และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่พึงได้รับ เพื่อให้มั่นใจว่าครอบครัวจะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ 

และสำหรับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ มีการส่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทหารที่ดีที่สุด และดูแลจนกว่าจะหายเป็นปกติ

การดำเนินการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ทำตามหน้าที่ แต่คือการแสดงความเคารพต่อวีรกรรมและความเสียสละของทหารกล้าทุกคน ที่ยอมพลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ เพราะสำหรับเรา

“เกียรติศักดิ์ของทหาร คือเกียรติยศ และความภูมิใจของชาติและแผ่นดิน”

เราจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกองทัพกัมพูชาตระหนักถึงหน้าที่ตามหลักสากล และแสดงความรับผิดชอบต่อทหารของตนเอง ด้วยการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรมและสมเกียรติ ไม่ควรปล่อยให้วีรบุรุษของชาติถูกทอดทิ้งอย่างน่าอับอายเช่นนี้

ข้อเท็จจริงได้สะท้อนชัดเจนว่า ฝ่ายหนึ่งเชิดชูทหารกล้า ส่วนอีกฝ่ายตั้งใจทอดทิ้งแม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต 

จึงเกิดเป็นคำถามว่า สุดท้าย กัมพูชารักและให้เกียรติทหารที่พลีชีพปกป้องประเทศชาติของตนจริงหรือไม่ หรือคำนึงเพียงผลประโยชน์เฉพาะหน้ามากกว่าทหารผู้ยอมพลีชีพเพื่อชาติ

เครดิต:วาสนา นาน่วม

เตือนความจำกัมพูชา ใครให้ที่พึ่งสุดท้ายตอนหนีตายจากเขมรแดง

สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม โพสต์ย้อนเหตุการณ์ไทยช่วยคนกัมพูชา ยุคเขมรแดงปี 1976-1980 เปิดประตูรับคนเขมรเป็นที่พึ่งสุดท้าย-เปิดค่ายพักพิงแบบไม่ลังเล แต่เพียงไม่กี่สิบปีผ่านมา เขมรก็ลืมทุกอย่าง จากคนที่เคยหนีตายมาพึ่งมากลายเป็นคนที่หันปากกระบอกปืนกลับมา

เพจสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม ได้เผยแพร่ข้อมูลการช่วยเหลือของฝ่ายไทยที่มีต่อชาวกัมพูชาในยุคเขมรแดง โดยข้อความระบุว่า จากคนที่หนีตายสู่คนที่หันปากกระบอกปืนกลับมา” เมื่อ ‘เขมร’ ลืมทุกอย่างที่ไทยเคยมอบให้ ปี 𝟏𝟗𝟕𝟗… ชาวกัมพูชานับแสน นับล้าน วิ่งหนีตายจากนรกบนดินที่ชื่อว่า “เขมรแดง“ ข้ามพรมแดนมายังไทย ในสภาพหมดเรี่ยวแรง หิวโหย และเกือบสิ้นลมหายใจ คนไทยเปิดประตูให้เขาพักพิง

ตอนนั้นประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียง “เพื่อนบ้าน” แต่กลายเป็น “ที่พึ่งสุดท้าย” เราส่งอาหาร เราเปิดค่ายพักพิง เราช่วยเหลือทั้งในนามรัฐบาล องค์กรพัฒนาเอกชน และแม้แต่ชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่ยอมแบ่งข้าวเพียงคำเดียวให้ผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชา

การอพยพที่ไม่มีแผนที่เริ่มตั้งแต่ต้นปี 𝟏𝟗𝟕𝟗 จนถึงต้นยุค 𝟏𝟗𝟖𝟎𝐬 มีชาวกัมพูชาจำนวนมหาศาล บางแหล่งบอกว่ารวมกันถึง 𝟔 แสนถึง 𝟖 แสนคน อพยพอย่างไร้ทิศทาง บางคนเดินเท้าเป็นร้อยกิโลเมตรจากกลางประเทศกัมพูชา หลายคนไร้เอกสาร ไม่มีอาหาร ไม่มีเป้าหมายจุดหมายเดียวที่หวังพึ่งได้ คือ ชายแดนฝั่งตะวันออกของประเทศไทยโดยเฉพาะบริเวณ อรัญประเทศ, ช่องจอม, กาบเชิง, ปราจีนบุรี, ศรีสะเกษ

ค่ายผู้ลี้ภัยบนผืนดินไทยไทยตั้ง “ค่ายพักพิง” หลายแห่งเพื่อรองรับชาวเขมรที่หนีตาย ในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ต้อนรับด้วยความระวัง เพราะสถานการณ์ยังปะทุอยู่ แต่เราก็ยัง “ยื่นมือ” ให้พวกเขาโดยไม่ลังเล

ค่ายผู้ลี้ภัยจึงถูกตั้งขึ้นชั่วคราว เช่น ค่ายคลองลึก (𝐊𝐥𝐨𝐧𝐠 𝐋𝐞𝐮𝐤) ค่ายเขาอีด่าง (𝐊𝐡𝐚𝐨-𝐈-𝐃𝐚𝐧𝐠) ค่าย 𝐒𝐢𝐭𝐞 𝐓𝐰𝐨 และ 𝐒𝐢𝐭𝐞 𝐁

บางคนมาไทยในร่างเปลือยเปล่าแต่กลับจากไทยในสภาพพร้อมจะยืนได้อีกครั้ง…” มีเด็กกัมพูชาหลายพันคนโตขึ้นในค่ายผู้ลี้ภัยบนแผ่นดินไทย บางคนเรียนหนังสือที่ครูไทยสอน บางคนรอดชีวิตจากวัณโรค เพราะหมอไทยรักษา บางครอบครัวเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ ก่อนย้ายไปแคนาดา อเมริกา หรือกลับเขมรในเวลาต่อมา แต่ใครจะคิดว่าเพียงไม่กี่สิบปีต่อมา เขมรกลับลืม

เครดิตภาพ : สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม

ระทึก!ชุด EOD ทำลายระเบิด BM-21 ใกล้ปั๊มน้ำมันกันทรลักษ์

เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) เข้าปฏิบัติการทำลายระเบิด BM-21 ที่ตกบริเวณถนนใกล้ปั๊มน้ำมันในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีการปิดกั้นพื้นที่และใช้เวลากว่า 30 นาทีในการเตรียมการ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน

เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) ได้เข้าปฏิบัติภารกิจทำลายระเบิด BM-21 ที่ตกลงมาบนถนนเส้นทางจากอำเภอกันทรลักษ์ไปยังผาหมออีแดง โดยจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ ประมาณ 100-200 เมตร

ร.ต.อ.ประวิทย์ สุทธวงษ์ รองสารวัตร กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าชุด EOD เปิดเผยว่า นี่เป็นภารกิจครั้งที่สองในการเข้าทำลายระเบิดในพื้นที่นี้ โดยการปฏิบัติการครั้งนี้ได้มีการวางแผนอย่างรัดกุม ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการปิดกั้นการจราจรและกันพื้นที่ไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัยที่สุด

ลักษณะของลูกระเบิดที่พบในครั้งนี้ หัวระเบิดปักลงดินในลักษณะเอียง ทำให้การเก็บกู้มีความซับซ้อน เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจใช้สารระเบิด TNT ในการทำลาย โดยมีการกั้นแนวกระสอบทรายเพื่อลดแรงกระแทกและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หลังจากทำลายเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ได้ใช้รถแม็คโครจากกรมทางหลวงเข้าขุดเคลียร์พื้นที่เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยและสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของผู้สัญจร

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบหลุมคล้ายระเบิดอีกจุดหนึ่ง ห่างจากจุดแรกประมาณ 100 เมตร ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นหลุมระเบิดจริง และอาจเป็นระเบิดชนิดเดียวกัน เจ้าหน้าที่จึงได้กั้นพื้นที่ไว้ก่อนเพื่อวางแผนและเข้าเก็บกู้ต่อไปในภายหลัง เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรในพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

“เปิดบ้านแพมบก” ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สืบสานวิถีไทใหญ่ สร้างรายได้ยั่งยืน

สำนักงานเกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอนผนึกพันธมิตร“เปิดบ้านแพมบก” ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สืบสานวิถีไทใหญ่ สร้างรายได้ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ณ บ้านแพมบก หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน สำนักงานเกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผนึกกำลังกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแม่ฮ่องสอน และวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านแพมบก จัดงาน “เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านแพมบก” อย่างยิ่งใหญ่ ดึงวิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และต้นทุนธรรมชาติ มายกระดับเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวใหม่ของแม่ฮ่องสอน โดยมีนายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานฯ

ภายในงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้นำชุมชน และเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมรายได้ให้ชุมชนผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เข้มแข็ง ควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมชาวไทใหญ่ 

โดยมีกิจกรรมสาธิตพร้อมฝึกปฏิบัติ ที่เน้นให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้ลงมือปฏิบัติจริง ได้แก่ การดำนาตามวิถีไทใหญ่ ทำไม้กวาดปุ๋มเป้ง สานตาแหลว ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำอาหารพื้นถิ่นน้ำพริกคั่วทรายหอมฉุย เรียนรู้การทำข้าวส้มเมนูพื้นบ้าน และทัวร์อินดี้เก็บผักปลอดภัยจากสวน

นายพยุงศักดิ์ สิทธิลภ เกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า “สำนักงานเกษตรจังหวัดฯ มุ่งเน้นการพัฒนาเกษตรกรควบคู่กับยกระดับรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยใช้วิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นต้นทุน การเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสร้างกิจกรรม แต่เป็นการปลุกพลังให้เกษตรกรลุกขึ้นมาสร้างรายได้จากสิ่งที่ตนเองถนัด และภูมิใจ ผ่านกิจกรรมที่ชวนให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือทำจริง เรียนรู้จริง”

บ้านแพมบกนับเป็นชุมชนที่มีศักยภาพสูง ทั้งในด้านภูมิประเทศ วัฒนธรรม และความสามัคคีของคนในพื้นที่ สะพานโข่กู้โส่ ซึ่งเป็นสะพานไม้ไผ่ที่ทอดยาวกลางทุ่งนา ได้กลายเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่าง “ศรัทธาและการเกษตร” กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัด

นอกจากนี้ บ้านแพมบกยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น สะพาน “โข่กู้โส่” หรือสะพานบุญไม้ไผ่ ความยาวเกือบ 1 กิโลเมตร จุดชมวิวดอยธง และดอยเมี่ยง ที่สามารถมองเห็นเมืองปายได้ชัดเจน น้ำตกแพมบก วัดแพมบกที่มีศิลปะแบบไทใหญ่เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ และบ่อเลี้ยงปลาสาธิต กิจกรรมเกษตร เช่น เก็บผักปลอดภัย ยิงธนู ยิงปืนจุกน้ำปลา ดำนา เกี่ยวข้าว และทำอาหารพื้นบ้าน

นอกจากนี้กิจกรรมของชุมชนยังรวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทใหญ่ เช่น รำไต รำนก รำโต และประเพณีท้องถิ่นอย่าง “สะพานบุญ” และ “ดับไฟเทียน” ที่ผสมผสานศรัทธากับวัฒนธรรมอย่างกลมกลืน

หมู่บ้านแห่งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานหลากหลาย ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานเกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน, ธ.ก.ส., ททท. สำนักงานแม่ฮ่องสอน, องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งยาว และอีกหลายภาคีเครือข่าย

ความร่วมมือระหว่างชุมชนกับหน่วยงานรัฐในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้คนในหมู่บ้านเห็นคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ การที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาเป็นผู้จัดการท่องเที่ยว หรือทำแบรนด์สินค้าท้องถิ่น เป็นสัญญาณที่ดีของการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

นอกจากสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจแล้ว กิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น ต่อยอดสู่การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงเกษตรรูปแบบใหม่ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์จริงและสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชน

“ฟุตซอลไทย” เชือด “ซาอุฯย” 3-2 ป้องกันแชมป์ Continental Futsal Championship 2025

“วรศักดิ์ ศรีหรั่งไพโรจน์” กดชัย ฟุตซอลไทย เชือด ซาอุดีอาระเบีย 3-2 ป้องกันแชมป์ Continental Futsal Championship 2025 “บิ๊กทิน”สุทิน บัวตูม ผจก.ทีม ยกคู่แข่งแกร่งขึ้นมาก ขอมอบชัยชนะส่งเป็นกำลังใจให้คนไทย และทหารไทยที่กำลังทำหน้าที่ พร้อมขอขอบคุณ ส.บอลฯ และ อบจ.นนทบุรี ที่สนับสนุนและจัดการแข่งขันได้อย่างยอดเยี่ยมสุดๆ

การแข่งขันฟุตซอล Continental Futsal Championship 2025 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 เวลา 19.00 น. ณ ยิมเนเซียม สนามกีฬากลางจังหวัด นนทบุรี รอบชิงชนะเลิศ ฟุตซอลชายทีมชาติไทย อันดับ 11 ของโลก ลงสนามพบกับ ซาอุดีอาระเบีย อันดับ 50 ของโลก

โดยในรอบรองชนะเลิศ ไทยชนะ เบลารุส มา 3-1 ส่วน ซาอุดีอาระเบีย เอาชนะ ไชนีส ไทเป มา 5-0

เกมนี้ มิเกล โรดรีโก้ เลือกที่จะยึดชุดแรกเป็นชุดเดิม เป็นหลัก โดยเปลี่ยนประตู เป็น อรุษ เส็นบัตรที่ลงเฝ้าเสาก่อน

เริ่มเกมมาไทยพยายามครองบอลบุกเข้าใส่ และนาทีที่ 5 ก็มาได้ลุ้นจากจังหวะที่ สราวุท ผลาพฤกษ์ ได้ลองยิงแต่ยังไปติดเซฟของประตูซาอุดีอาระเบีย

นาทีที่ 8 ปาณัสม์ กิตติภานุวงศ์ จ่ายยัดให้ มูฮัมหมัด อุสมานมูซา หันหลังดีดบอล แต่ยังไปติดเซฟของ ซาอุดีอาระเบีย

นาทีที่ 9 มูฮัมหมัด อุสมานมูซา เก็บบอลได้ก่อนจ่ายให้ อิทธิชา ประภาพันธ์ ยิงเข้าไปให้ ฟุตซอลไทย นำก่อน 1-0

พอโดนนำซาอุดีอาระเบีย พยายามดันเกมสูงขึ้น จนนาที 13 อัมรินทร์ เอกาพันธ์ ตัดบอลจาก อัลดาห์ฮาน ประตูของซาอุฯ ได้แต่ยิงหลุดกรอบออกไปนิดเดียว

นาที 14 จากบอลยาวของ อรุษ ถึง วรศักดิ์ ศรีหรั่งไพโรจน์ แต่งเข้าขวาแล้วยิงไปติดเซฟอีกครั้ง

ไทยยังเดินหน้าบุกอย่างหนัก เพื่อเอาประตูเพิ่ม นาที 16 ซาอุดีอาระเบีย พลาดกันเอง หลังจ่ายไปติด มูฮัมหมัด อุสมานมูซา เด้งมาเข้าทาง สราวุท ผลาพฤกษ์ ที่ตัดได้ก่อนยิงเข้าไปให้ ไทย นำห่างเป็น 2-0

นาที 17 อัลดาห์ฮาน เติมขึ้นมาก่อนจ่ายให้ ฟาร์ฮาน อลาสมารี ยิงสวนตัว อรุษ เส็นบัตร เข้าไปให้ ซาอุฯ ไล่มาเป็น 1-2 และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้

ครึ่งหลังซาอุฯ พยายามยกระดับเกมเพื่อตีเสมอ แต่ก็ยังเจาะไม่เข้านาที 30 ไทย มาได้ลุ้นอีกจากจังหวะที่ สราวุท ผลาพฤกษ์ ได้ลองตั้งป้อมกดด้วยขวา แต่ยังไปติดเซฟ

นาที 31 ซาอุฯ ตีเสมอ 2-2 จากฟรีคิก ที่ อัลดุลลาห์ อัลมากฮราบี ปั่นด้วยขวาอ้อมกำแพงเข้าไป

นาที 32 ไทยเกือบได้ประตูนำอีกครั้งจากจังหวะที่ วรศักดิ์ ศรีหรั่งไพโรจน์ ได้พิงแล้วพลิกยิงด้วยขวาแต่บอลยังไปชนเสา

นาที 33 อัลดาห์ฮาน ออกบอลพลาดแล้วเป็น เทอดศักดิ์ เจริญพงษ์ ที่เก็บบอลได้ก่อนกดด้วยขวา แต่ยังไปติดเซฟอีก

นาที 34 อิทธิชา ประภาพันธ์ ยัดบอลให้ วรศักดิ์ ศรีหรั่งไพโรจน์ ได้พลิกตัวยิงด้วขวาติดบล็อคก่อนยกบอลเข้าไปให้ ไทย นำ 3-2

ท้ายเกม ซาอุฯ พยายามเล่นพาวเวอร์เพลย์แต่ก็เจาะ ไทยไม่เข้า จบเกม ฟุตซอลไทย เฉือนชนะ ซาอุดีอาระเบีย ไป 3-2 ป้องกันแชมป์ คอนติเนนตัล 2025 ได้สำเร็จ

โดยหลังจากนี้ ฟุตซอลชายทีมชาติไทย จะมีการประชุมกัน เพื่อเตรียมทีมให้พร้อมสำหรับการแข่งขันรายการต่อไปในฟุตซอลชิงแชมป์เอเชีย 2026 รอบคัดเลือก ที่ไทยอยู่ในกลุ่ม บี ร่วมกับ เกาหลีใต้, บาห์เรน และ บรูไน โดยจะทำการแข่งขันระหว่างวันที่ 20-24 กันยายน 2568 ที่ ยิมเนเซียม สนามกีฬากลางจังหวัด นนทบุรี

หลังเกม “บิ๊กทิน”สุทิน บัวตูม ผจก.ทีมฟุตซอลทีมชาติไทย กล่าวว่า เป็นแมตช์ที่สำคัญ ในการเจอกับทีมที่แข็งแกร่ง ซึ่งทีมซาอุฯนั้นพัฒนาขึ้นมามาก เล่นได้ดีมากๆ แต่เราก็ได้แรงใจแรงเชียร์กจากแฟนบอลของเรา นักเตะเราก็สู้สุดใจ ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ขอส่งเป็นกำลังใจให้คนไทย และทหารไทยที่กำลังทำหน้าที่อยู่  ก็ขอขอบคุณหน่วยงานต่างๆ อบจ.นนทบุรี สมาคมฟุตบอลฯ ที่ช่วยสนับสนุนจัดการแข่งขันเป็นอย่างดี”