จันทบุรีเตรียมดึง “ลาว-เมียนมา”แก้วิกฤติแรงงานภาคเกษตขาดแคลน

จันทบุรีเร่งแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานรับฤดูกาลผลิตลำไยปี 68 ดันข้อเสนอลดค่าธรรมเนียมนำเข้าแรงงานลาว และเมียนมา ทดแทนแรงงานเขมร ต่อกระทรวงแรงงาน วันที่ 15 ส.ค.นี้

นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้นำหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานด้านความมั่นคงลงพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน ร่วมประชุมหาแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลผลผลิตที่กำลังจะมาถึง ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอโป่งน้ำร้อน โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคการเกษตรและธุรกิจที่ต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะแรงงานเขมรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

โดยในเบื้องต้นจะมีการสำรวจความต้องการแรงงาน จากล้ง สายเก็บ และเกษตรกร เพื่อให้ได้ข้อมูลตัวเลขแรงงานที่ชัดเจน และจะพิจารณาทางเลือกแรงงานจากประเทศอื่น เช่น ลาว และเมียนมา ทดแทนแรงงานเขมร นอกจากนั้นยังวางแผนระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานจากประเทศใดประเทศหนึ่ง

ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เตรียมที่จะนำข้อเสนอเร่งด่วนที่จะมีการรวบรวมข้อมูลความต้องการแรงงาน เสนอต่อกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมขอลดค่าธรรมเนียมนำเข้าแรงงานต่างด้าว เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ และประสานการฝึกอบรมแรงงาน ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ส่งไปยังรัฐบาลภายใน 15 ส.ค.นี้

ทั้งนี้ จ. จันทบุรี ถือเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตลำไยที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออก ซึ่งพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ใน อ.สอยดาว และ อ.โป่งน้ำร้อน โดยในปี 2567 จากรายงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พบว่าฤดูกาลผลิต 2566/67 จันทบุรีมีพื้นที่ปลูกลำไย 268,449 ไร่ และพื้นที่ให้ผลผลิต 267,189 ไร่ ขณะที่ปริมาณผลผลิต: คาดการณ์ว่าอยู่ที่ประมาณ 326,500 ตัน โดยผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยอยู่ที่ 1,222 กิโลกรัมต่อไร่

ส่วนในปี 2568 ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศท.6) ในการประมาณการครั้งที่ 1 ( มิ.ย.2568) ระบุพื้นที่เพาะปลูกลำไยของจันทบุรี อยู่ที่ประมาณ 353,474 ไร่

รัฐเร่งซับน้ำตาเหยื่อทุกภัย‘น่าน-เชียงราย-สุโขทัย-พิษณุโลก’

ปภ.เผยยังมีพื้นที่น้ำท่วมจากพายุวิภา 4 จังหวัด 8 อำเภอ น่าน-เชียงราย-สุโขทัย-พิษณุโลก ประชาชนได้รับผลกระทบ3,165 ครัวเรือน จำนวน 11,705คน เร่งให้สำรวจความเสียหาย-ช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของราชการ

นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่มจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนวิภา โดยมีหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ประสบภัย ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เข้าร่วมประชุม

นายสหรัฐ กล่าวว่า ปภ.ได้ติดตามสถานการณ์น้ำและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนวิภามาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.-3 ส.ค. มีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 12 จังหวัด ได้แก่ จ.น่าน เชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก ตาก อุตรดิตถ์ และเลย รวม 74 อำเภอ 365 ตำบล 2,390 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 74,591 ครัวเรือน 233,487 คน มีผู้เสียชีวิต 6 ราย

ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.น่าน เชียงราย สุโขทัย และพิษณุโลก รวม 8 อำเภอ 19 ตำบล 52 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 3,165 ครัวเรือน 11,705 คน ภาพรวมสถานการณ์ระดับน้ำ จ.น่าน เชียงราย และสุโขทัยลดลง ขณะที่ จ.พิษณุโลก ระดับน้ำเพิ่มขึ้น

“ปัจจุบันภาพรวมสถานการณ์ส่วนใหญ่คลี่คลาย ยังคงมีบางพื้นที่อำเภอที่มีน้ำท่วมขัง ปภ.ในฐานะหน่วยงานกลาง ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการแก้ไขปัญหา และให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนเครื่องอุปโภค บริโภค ถุงยังชีพ อุปกรณ์ และสิ่งจำเป็นอื่นๆ รวมทั้งการทำความสะอาด ซ่อมแซมบ้านเรือนที่พักอาศัย เพื่อคืนและฟื้นฟูพื้นที่ให้ประชาชนกลับคืนสู่ปกติอย่างรวดเร็ว

ที่สำคัญทาง ปภ.ได้เน้นย้ำให้จังหวัดประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากอุทกภัย ขอให้เร่งจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาโดยเร่งด่วน นอกจากนี้ ได้กำชับให้จังหวัดบริหารจัดการถุงยังชีพที่ต้องกระจายลงพื้นที่ให้ถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะถุงยังชีพพระราชทานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบภัยในเบื้องต้น” นายสหรัฐ กล่าว

ด้าน นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย มอบหมายให้ นายภาธร์ รังษีกุลพิพัฒน์ รองนายกเทศมนตรี พร้อมเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุข เทศบาลนครเชียงราย ดำเนินการนำรถน้ำฉีดล้างดินโคลนบริเวณสวนสาธารณะริมน้ำกก ตั้งแต่ชุมชนป่าแดงถึงชุมชนร่องเสือเต้น ระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ฝนและน้ำท่วม ได้ทำให้ระดับน้ำกกเพิ่มสูงขึ้น และล้นตลิ่งเข้าท่วมทางเดินออกกำลังกายริมน้ำกก และลานกิจกรรมทั้ง 3 จุด โดยภายหลังน้ำลด ได้ทิ้งดินโคลนไว้เป็นจำนวนมาก

สำหรับการดำเนินการดังกล่าว เพื่อเร่งกำจัดโคลนดินตกค้างจากสถานการณ์น้ำหลากในช่วงที่ผ่านมา โดยหากปล่อยไว้นาน ดินจะเริ่มแข็งตัว ทำให้กำจัดได้ยากและอาจกลายเป็นแหล่งฝุ่นละออง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ที่มาออกกำลังกายหรือพักผ่อนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในบางจุดที่ดินเริ่มแข็งตัว เจ้าหน้าที่ได้ใช้เครื่องมือช่วยขุดตักก่อนนำไปทิ้งลงแม่น้ำกก พร้อมทั้งฉีดล้างซ้ำเพื่อให้แนวสวนสาธารณะกลับมาสะอาดและปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาชน

เปิดภาพทหารไทย บึ้มทำลายบันไดช่องคานม้า สกัดเส้นทางทหารเขมรขึ้นภูมะเขือ

จากเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 24-28 ก.ค.ที่ผ่านมา ทหารได้ทำลายบันไดช่องคานม้า จ.ศรีสะเกษ ซึ่งสามารถขึ้นมาถึงภูมะเขือได้

หลังทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ภูมะเขือ ผลักดันทหารกัมพูชาอยู่บนจะงอยหน้าผาออกไปทั้งหมด พร้อมทำลายกระเช้าและฐานทหารกัมพูชาด้านล่างภูมะเขือ โดยการใช้โดรนติดระเบิดทำลายทิ้งเพื่อสตัดเส้นทางเขมรขึ้นภูมะเขือ

ขณะที่ เพจ SMART Soldiers Strong Army ระบุว่า ในสถานการณ์ที่พื้นที่ชายแดนมีความตึงเครียด การเข้าใจแนวคิดและหลักการทางยุทธวิธี เช่น การควบคุมพื้นที่และการป้องกันเชิงรุก ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เรามองภาพรวมของสถานการณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เราขอพาทุกท่านไปที่ “จุดยุทธศาสตร์ภูมะเขือ – ช่องคานม้า” กับตัวอย่างของการใช้ “ภูมิประเทศเป็นอาวุธ”
”ตัดทางขึ้น สกัดขีดความสามารถข้าศึก“
Cutting Access – Denying the Enemy’s Advantage
ภูมะเขือ–ช่องคานม้า: เส้นทางที่มีมากกว่าคำว่า ‘บันได‘
บันไดเหล็กและสิ่งปลูกสร้างที่เชื่อมขึ้นสู่ยอดภูมะเขือ คือเส้นทางยุทธศาสตร์ที่อาจเปลี่ยนสมดุลของสมรภูมิได้
เมื่อถูกทำลาย…เท่ากับปิดช่องทางสู่จุดสูงที่ใช้สังเกตการณ์และวางกำลัง นี่คือตัวอย่างของการใช้ “ภูมิประเทศเป็นอาวุธ” และการป้องกันเชิงรุกที่ยึดหลักการควบคุมพื้นที่อย่างแม่นยำ

การทำลายหรือรื้อถอนเส้นทางลักษณะนี้ เป็นแนวทางหนึ่งของ การปฏิบัติการควบคุมพื้นที่ (Area Denial / Denial Operations) เพื่อ
– ป้องกันการเข้าถึงจุดสูงที่สามารถใช้ในการสังเกตการณ์หรือวางกำลัง
– จำกัดขีดความสามารถในการเคลื่อนที่ของฝ่ายตรงข้าม
– ลดความเสี่ยงจากการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานยิงหรือจุดโจมตี
การตัดเส้นทางจาก “ช่องคานม้า” ขึ้นสู่ภูมะเขือ จึงเป็นตัวอย่างของการใช้ “ภูมิประเทศเป็นเครื่องมือทางยุทธวิธี” โดยเฉพาะในบริเวณที่มีลักษณะเป็นหน้าผา แนวลาดชัน หรือทางขึ้นจำกัด หากสามารถควบคุมหรือทำลายจุดเข้าถึงได้ ก็เท่ากับสามารถควบคุมสมรภูมิในระดับหนึ่งได้เช่นกัน
หลักการทางทหารที่เกี่ยวข้อง:
– การควบคุมพื้นที่สูง (High Ground Dominance)
– การทำลายโครงสร้างที่ใช้ในการเคลื่อนกำลัง (Mobility Denial)
– การป้องกันเชิงรุก (Proactive Defense)

จุดยืนของกองทัพไทย: ปฏิบัติอย่างอดทน มีวุฒิภาวะ และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายสากลในการป้องกันตนเอง โดยไม่ยอมให้ฝ่ายใดละเมิดอธิปไตยไทยอย่างเด็ดขาด

กัมพูชาสั่งห้ามบินโดรน 15 วันตลอดแนวชายแดนไทยอ้างเหตุผลความมั่นคง

กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาได้ออกคำสั่งเร่งด่วนเมื่อช่วงเย็นวันที่ 3 ส.ค.2568  ระบุห้ามใช้อากาศยานไร้คนขับ (UAV) หรือโดรน ในจังหวัดติดชายแดนไทยและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเวลา 15 วัน โดยอ้างถึงความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ

คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้กับจ.อุดรมีชัย จ.พระวิหาร จ.บ้านใต้มีชัย จ.พระตะบอง จ.ไพลิน จ.โพธิสัตว์ จ.เกาะกง จ.เสียมราฐ และจ.กำปงธม

คำสั่งที่ลงนามโดยซาร์ โสกา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ห้ามบินโดรนภายในเขตพื้นที่ของตนโดยเด็ดขาด โดยคำสั่งนี้มีขึ้นท่ามกลางการเฝ้าระวังที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากทางการกัมพูชาระบุว่ากองทัพไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชา

“เพื่อเป็นการเสริมการควบคุมและรักษาความมั่นคงสาธารณะ ความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ใกล้ชายแดนไทยและในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง กระทรวงมหาดไทยจึงสั่งการให้หน่วยงานระดับจังหวัดที่เกี่ยวข้องแจ้งให้สาธารณชนทราบอย่างกว้างขวางและบังคับใช้คำสั่งห้ามบินโดรนนี้อย่างเคร่งครัดเป็นเวลา 15 วัน นับจากวันที่ได้รับคำสั่งนี้” ” คำสั่งของกระทรวงมหาดไทยระบุ

ในคำสั่งยังระบุว่าผู้ที่ฝ่าฝืนจะได้รับโทษทางอาญาและการลงโทษทางปกครองตามกฎหมายของกัมพูชา และนอกจากคำสั่งห้ามบินโดรนแล้ว หน่วยงานปกครองส่วนจังหวัดยังต้องติดตามและควบคุมสถานการณด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด และส่งรายงานประจำวันต่อกรมการปกครองของกระทรวงมหาดไทยด้วย

กองทัพเมียนมาบินทิ้งบอมบ์ถล่มชุมชนมัณฑะเลย์เสียชีวิต 12 ศพ บาดเจ็บเพียบ

กองทัพเมียนมา โจมตีทิ้งระเบิดลงชุมชนในมัณฑะเลย์ มีชาวบ้านตาย 12  ศพ บาดเจ็บจำนวนมาก   หวังยึดพื้นที่คืนจากกองกำลังปะหล่อง – ประกาศกฎอัยการศึก เขตยึดครอง ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล คาดเตรียมรับเลือกตั้ง ต้น ปี 2026 

ทหารรัฐบาลเมียนมา ได้โจมตีทิ้งระเบิดใส่ร้านน้ำชาและร้านขายเสื้อผ้า ซึ่งมีประชาชนพลุกพล่านในเมืองกุด เขตมัณฑะเลย์ ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตทันที 12 คน และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก  โดยกองทัพเมียนมา ได้โจมตีตามเมืองต่างๆที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังปะหล่อง TNLA( Ta’ang National Liberation Army) เหตุสลดครั้งนี้เกิดขึ้นในเขตอ่องทุคะ และเขตเก่าอูบ่าเคตติ้ต ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองกุด

นอกจากนี้  มีข่าวแจ้งว่า  หลังยึดเมืองหนองเขียว ทางเหนือของรัฐฉานได้แล้ว   ทหารเมียนมา  ยังได้ยึดบ้านเรือนและร้านค้า ซึ่งเชื่อว่าให้การสนับสนุนกองกำลังปะหล่อง TNLA และกองกำลัง PDF ( People’s Defence Forceหรือ กองกำลังพิทักษ์ประชาชน) โดยมีบ้านเรือนจำนวน 10 หลัง รวมถึงร้านทอง ร้านขายของชำถูกประกาศยึดโดยทหาร 

รัฐบาลทหารเมียนมา ยังได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกใน 63 ตำบล จากทั้งหมด 330 ตำบลทั่วประเทศ เพื่อรับประกันการบังคับใช้กฎหมายและความมั่นคง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ประมาณ มกราคม 2026  ทั้งนี้ ใน 63 ตำบลที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก มี 46 ตำบลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้านกองทัพเมียนมา  ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเมียนมา ควบคุมได้แค่ 16 ตำบล โดยพื้นที่ชนบทส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้าน รัฐบาลทหารเมียนมา 

โดรนปริศนา!บินว่อนเหนือกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์“บูรพาพยัคฆ์”

ปราจีนบุรี – โดรนปริศนา 3ลำบินเหนือกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์“บูรพาพยัคฆ์”   เหนือสนามบินภายในมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับความสูงกว่า 30 -40 เมตร มองเห็นชัดเจนไม่สามารถระบุจุดปล่อยหรือควบคุมได้ชัดเจนนอกจากนี้ยังพบย่านบ่อปลา บ่อกุ้ง อ.บ้านสร้างย่านที่ตั้งแพรับซื้อปลา-กุ้งมากที่สุด ลูกจ้างส่วนใหญ่เป็นแรงงานกัมพูชา 

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม เวลา 21.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี มีการไลฟ์สดผ่าน Facebook พบโดรนจำนวน 3 ลำบินเหนือสนามบินภายในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ต.เนินหอม อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี  ตรงข้ามกับหน่วยทหารหลายหน่วยขึ้นตรงกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี หรือ “บูรพาพยัคฆ์”   อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี พบรักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย , สื่อมวลชนหลายสำนักให้ความสนใจไลฟ์สดเหตุการณ์ และ บันทึกภาพรายงานข่าว

นายไพสน จันทร์หอม อายุ 52 ปี หัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากลูกทีมพบโดรนจำนวน 3 ลำบินเหนือสนามบินวนรอบภายในมหาวิทยาลัย และ ยังบินเลียบรอบๆ หน่วยทหารหลายหน่วยที่ขึ้นตรงกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี อาทิ กองร้อยต่อสู้รถถัง (ร้อย ตถ.) โดยไม่สามารถระบุจุดปล่อยหรือควบคุมได้ชัดเจน ในระดับความสูงกว่า 30 -40 เมตร มองเห็นชัดเจน

แต่ดูจากทิศทางที่บินแล้วคาดว่าน่าจะมาจากฝั่งทางด้านวนอุทยานเขาอีโต้ซึ่งเป็นป่าตั้งทางด้านทิศเหนือติดกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธียากแก่การติดตามจากฝ่ายทหาร หรือ ตำรวจ   

ซึ่งกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) “บูรพาพยัคฆ์”   มีหน่วยทหารราบยานเกราะเป็นส่วนหนึ่งของหน่วย. โดยกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 รอ.) เป็นหน่วยขึ้นตรงของ พล.ร.2 รอ. และมีกองร้อยทหารราบยานเกราะ (ร.2 พัน.3 รอ.). กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ถือเป็นกองพลทหารราบยานเกราะเต็มรูปแบบเพียงกองพลเดียวของกองทัพบกไทย

นายไพสน กล่าวต่อไปว่า   พบโดรนบินเลียบรอบๆ หน่วยทหารแล้ว  คืนวันแรกบินหน้าเหนือมหาวิทยาลัย ลูกน้องเห็น 8 ลำ  คืนวันที่ 2 เห็น 7 ลำ   วันนี้วันที่ 3  อีกจำนวน 3 ลำ   คาดว่าน่าใน 3 วัน  จะมีประมาณ 10ลำ   แต่อาจจะไม่ใช่ก็ได้ มันอาจจะบินวนมาก็ได้  

วันแรกมันจะออกมาจากหัวเขาอีโต้ ค่ายปืนใหญ่ จากนั้น มันดับไฟบินลงต่ำ 4ลำแถวคลังอาวุธที่กองร้อยต่อสู้รถถัง (ร้อย ตถ.) ค่ายปืนใหญ่ ลักษณะ บินวนรอบค่ายทหาร   วันนี้เห็นชัดๆตั้ง 3 ลำ   แต่มีคนเห็น 7 ลำ  นายไพสน กล่าว

เวลา 23.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่าด้าน พบ Facebook โดยผู้ใช้ชื่อ กุ้งกาม หรือ ครูกุ้ง อายุ 43 ปี  ชาวบางพัฒนานิคม หมู่ 6 ต.บางปลาร้า อ.บ้านสร้าง ได้โพสต์คลิปโดรนกำลังจำนวน 1 ลำบิน จึงได้โทรศัพท์สอบถาม

กุ้งกาม หรือ ครูกุ้ง กล่าวว่า พบโดรนบินกลางดึกช่วงเวลาประมาณ 22.00 น.ระดับสูงมากกว่า10 -20 เมตร พื้นที่ย่านนี้เป็นย่านบ่อปลา บ่อกุ้งจำนวนมาก มีแพรับซื้อปลา-กุ้งมากที่สุด ลูกจ้างส่วนใหญ่เป็นแรงงานกัมพูชาจึงบันทึกคลิปลงใน Facebook และ นอกจากนี้เลยไปทาง บ้านหนองงูเหลืม ต.บางพลวง อ.บ้านสร้าง ยังพบโดรนมองเห็นในระยำกล 3 -4 ลำด้วยแต่มือถือตนเองถ่ายไม่ถึง  กุ้งกาม หรือ ครูกุ้ง กล่าว

ต่อมาเวลา 0.45 น. ( วันที่ 5 ส.ค.) พ.ต.อ. ประสงค์ ศิริทิพย์วานิช รอง ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี กล่าวว่า สภ.เมืองปราจีนบุรีได้รับแจ้งพบโดรนบินใกล้เคียงหน่วยทหาร ม.พัน 30 ด้านหลังที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพระ (อบต.) ต.บ้านพระ อ.เมืองปราจีนบุรี ตรวจสอบแล้วไม่พบ 

จ.ปราจีนบุรีมีเครื่องแอนตี้โดรน ในการตัดสัญญาณบินและบังคับโดรนลงได้มีการนำเสนอนายวีระพันธ์ ดีอ่อนผวจ.ปราจีนบุรีแล้ว และ ในเช้าวันที่ 4 ส.ค.68 พล.ต.ต. เกียรติศักดิ์ สระทองออย ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรีจะประสาน กสทช.ขอข้อมูล  เรื่องการอนุญาตบินต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม   สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ออกประกาศห้ามการบินโดรนทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคม 2568 เพื่อรักษาความปลอดภัยและความมั่นคง โดยจังหวัดปราจีนบุรีอยู่ในรายชื่อ 14 จังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยง หากผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ.2497 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดย…มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ณัฐนันท์ –- ภาพ/ ปราจีนบุรี ###

ตำรวจทางหลวงสกัดจับแก๊งค้าจยย.ข้ามชาติ ยึด 7 คันส่งตลาดโรงเกลือ

ปราจีนบุรี –ตร.ทล.ปราจีนบุรี-สระแก้ว สกัดรถกระบะขนจยย. 7 คันส่งตลาดโรงเกลือจับคนไทยรับจ้างชาวกัมพูชาขนได้เงินเดือน10,000บาทเบี้ยเลี้ยงต่อเที่ยว เที่ยวละ 1200 บาท แจ้งข้อหา รถจักรยานยนต์ที่บรรทุกอาจได้มาหรือมีไว้ในครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อทำการส่งคืนให้เจ้าของรถที่แท้จริงได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

เมื่อวันที่  3 ก.ค..68  ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี   พ.ต.ต.กมลภพ หาญเวช สว.ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล.   (ปราจีนบุรี-สระแก้ว)  กล่าวว่า  สถานีตำรวจทางหลวง 5 กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจทางหลวง (ตำรวจทางหลวงปราจีน – สระแก้ว ) ได้ทำการตรวจยึดรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล จำนวน 1 คัน และ รถจักรยานยนต์ จำนวน 7 คัน ได้ที่บริเวณทางหลวงหมายเลข 33 หลักกิโลเมตรที่ 234-235 ถ.สุวรรณศร ต.สระแก้ว อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว  รายละเอียดดังนี้

รถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อ อีซุซู สีเทา ทะเบียน 3ฒผ 2444 กรุงเทพมหานคร พร้อม กุญแจรถยนต์ จำนวน 1 ดอก   รถจักยานยนต์ยี่ห้อ เวสป้า 160 สี เทา,เขียว เลขทะเบียน 1กบ 7167 ประจวบคีรีขันธ์ (ป้ายทะเบียนอยู่ในตัวรถ) พร้อม กุญแจ จำนวน 1 ดอก   รถจักยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า สกูปปี้ สี ดำ,เทา เลขทะเบียน 1กฬ 8550 พิษณุโลก (ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน) พร้อม กุญแจ จำนวน 1 ดอก   รถจักยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า สกูปปี้ สีดำ,เทา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน กุญแจ จำนวน 1 ดอก  รถจักยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า สกูปปี้ สี ดำ-ขาว ทะเบียน 5ขว 5790 กรุงทพฯ

พร้อม กุญแจ จำนวน 1 ดอก   รถจักยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า สกูปปี้ สีแดง,เทา ทะเบียน 4กฐ 3727 ชลบุรี พร้อม กุญแจ จำนวน 1 ดอก   รถจักยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า สกูปปี้ สี แดง,เทา เลขทะเบียน 9ขถ 9072 กรุงเทพฯ (ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน)  พร้อม กุญแจ จำนวน ๑ ดอก   รถจักยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์160 สีแดง ทะเบียน 6ขส 6257 กรุงเทพฯ พร้อม กุญแจ จำนวน 1 ดอก โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ/รุ่น I-Phone 11 สีดำ 

 ทั้งนี้ขณะเจ้าหน้าที่ชุดตรวจยึด ได้ตั้งจุดตรวจกวดขันวินัยจราจรและป้องกันอาชญากรรม บริเวณ ทางหลวงหมายเลข 33 หลักกิโลเมตรที่ 234-235 ถ.สุวรรณศร ต.สระแก้ว อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว พบรถยนต์ อีซูซุ  สีเทา มีตู้ด้านหลัง ทะเบียน 3ฒผ 2444 กรุงเทพมหานคร มีลักษณะบรรทุกสิ่งของหนักผิดปกติ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการเรียกสอบถาม

นายเกียรติศักดิ์ แก้วกันหา (ทราบชื่อขณะตรวจสอบ)  อายุ 20 ปี ที่อยู่ 32/1 หมู่ที่ 4 ต.เชียงกลม อ.ปากชม จ.เลย จึงได้ขอตรวจสอบภายในรถยนต์ฯและตู้ทึบหลังกระบะ ซึ่งก่อนการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้ นายเกียรติศักดิ์ฯแล้ว จนนายเกียรติศักดิ์ฯ พึงพอใจยินยอมให้ตรวจสอบภายในรถด้วยความสมัครใจ ซึ่งจากการตรวจค้นพบ รถจักรยานยนต์ บรรทุกมาจำนวน 7 คัน ภายในกระบะตู้ทึบ 

จากการสอบถามนายเกียรติศักดิ์ฯ ได้ไปรับรถมาจากนายตั๋น (ชาวไทย) ที่หมู่บ้านบดินทร์ซอยคู้บอน 27 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน จ.กรุงเทพฯ กำลังจะเดินทางนำรถจักรยานยนต์ไปส่ง ใกล้กับตลาดโรงเกลือ ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

หลังจากเดินทางไปถึงสถานที่นัดหมาย จะมีนายคิม ชื่อไลน์ ควาย.พบ (ชาวกัมพูชา) มาช่วยนำรถที่ตนขนมาลงจากรถ นายเกียรติศักดิ์ฯ ได้รับการว่าจ้างมาส่งรถจักรยานยนต์จาก นายแดน(ชาวกัมพูชา) ชื่อไลน์ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เงินเดือน 10,000 บาท เบี้ยเลี้ยงต่อเที่ยว เที่ยวละ 1200 บาท ทำงานมา 2-3 เดือน  

เจ้าหน้าที่ชุดตรวจยึด จึงได้นำรถยนต์ฯและรถจักรยานยนต์ คันดังกล่าวมาตรวจสอบเอกสารภายในรถแต่ละคันและทำตรวจยึดที่ หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงสระแก้ว กองบังคับการตำรวจทางหลวง โดยแจ้งกับผู้ขับขี่รถยนต์ว่าเป็นรถยนต์ที่ต้องสงสัยว่า รถจักรยานยนต์ที่บรรทุกอาจได้มาหรือมีไว้ในครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อทำการส่งคืนให้เจ้าของรถที่แท้จริง ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

โดยมีนายเกียรติศักดิ์ฯ ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดไว้ด้วยความสมัครใจ เจ้าหน้าที่ชุดตรวจยึดนำรายการที่ตรวจยึดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสระแก้ว เพื่อทำการส่งคืนให้เจ้าของรถที่แท้จริงและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

โดย…มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี  ###

ตำรวจบุกรวบเซลล์ปลอมตุ๋นบริษัทน้ำมัน เชิดเงินหนีซ่อนตัวนาน 3 ปี

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ปคม. ร่วมกันจับกุม นางสาวรวีวรรณฯ อายุ 41 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดบัวใหญ่ ที่ 75/2567 ลง 20 ส.ค.67 โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน “ฉ้อโกงและโดยทุจริตหรือโดยการหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยอาจเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” โดยสถานที่จับกุม บริเวณบ้านแห่งหนึ่งใน อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์

พฤติการณ์ เมื่อประมาณปี 2566 นางสาวรวีวรรณฯ ได้ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์อ้างเป็นพนักงานของโรงน้ำแข็งแห่งหนึ่ง ติดต่อขอซื้อน้ำมันดีเซลล์กับบริษัทน้ำมัน โดยตกลงซื้อน้ำมันจำนวน 15,000 ลิตร มูลค่ากว่า 270,000 บาท โดยให้บริษัทจัดส่งน้ำมัน จำนวน 2 แห่ง แห่งที่ 1 ให้จัดส่งที่โรงน้ำแข็งสาขาประทาย จำนวน 6,000 ลิตร และแห่งที่ 2 ให้จัดส่งที่โรงน้ำแข็งสาขาชัยภูมิ จำนวน 9,000 ลิตร ทางบริษัทน้ำมัน หลงเชื่อจึงส่งน้ำมันให้โรงน้ำแข็งดังกล่าว ทั้ง 2 แห่ง โดยมีพนักงานโรงน้ำแข็งลงลายมือชื่อรับน้ำมัน เมื่อบริษัทน้ำมันส่งน้ำมันครบจึงได้ทวงถามผู้ต้องหา แต่ผู้ต้องหาแจ้งว่าให้รอทำเรื่องเบิกเงินจากโรงน้ำแข็งแล้วจะนำเงินมาชำระค่าน้ำมันให้ ต่อมาเมื่อบริษัทน้ำมันทวงถามนางสาวรวีวรรณฯ ก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมชำระ จากนั้นบริษัทได้ติดต่อไปหาโรงน้ำแข็ง จึงได้ทราบว่าผู้ต้องหาไม่ใช่พนักงานของโรงน้ำแข็ง และโรงน้ำแข็งได้ชำระเงินค่าน้ำมันทั้งหมดให้ผู้ต้องหาแล้ว บริษัทน้ำมันจึงเชื่อว่าถูกนางสาวรวีวรรณฯ หลอกลวง จึงเข้าพบแจ้งความที่ สภ.ประทาย จ.นครราชสีมา นางสาวรวีวรรณฯ รู้ว่าตนถูกออกหมายจึงได้หลบหนีคดีไปกว่า 3 ปี

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ปคม. สืบทราบว่านางสาวรวีวรรณฯ หลบซ่อนตัวอยู่บ้านหลังหนึ่งใน อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ โดยไม่ออกจากบ้านตัดขาดการติดต่อกับโลกภายนอก โดยทำสภาพรอบบ้านให้เสมือนเป็นบ้านที่ไม่มีผู้พักอยู่อาศัย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขออนุมัติหมายค้นต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว เมื่อเข้าไปตรวจค้นในบ้านพบว่าในบ้านเหมือนมีการติดกล้องวงจรปิดรอบบ้านและภายในบ้านเพื่อดูสถานการณ์รอบบ้าน และพบนางสาวรวีวรรณฯ แอบซ่อนตัวอยู่ใต้ราวตากผ้าภายในห้องนอนจึงได้ดำเนินการจับกุมตัว จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.ประทาย จ.นครราชสีมา

เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และจากการตรวจสอบประวัติคดีอาญาของนางสาวรวีวรรณฯ ยังพบว่ามีหมายจับอีก 1 หมายจับ คือ หมายจับศาลแขวงสุรินทร์ ที่ จ.8/2568 ลงวันที่ 29 ม.ค.68 ในความผิดฐาน “ยักยอกทรัพย์” เหตุเกิดปี 2566 ขณะทำงานเป็นเซลล์ขายน้ำมัน เบิกน้ำมันดีเซลไปขายให้ลูกค้า แต่ไม่ส่งเงินคืนบริษัท สร้างความเสียหายเกือบ 8 แสนบาท ผู้เสียหายจึงแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

และผู้ต้องหายังมีประวัติคดีเกี่ยวกับการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทำเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น มูลค่าความเสียหาย 400,000 บาท และขณะเดียวกัน ผู้ต้องหายังถูกขึ้นบัญชี Blacklistseller.com เว็บไซต์แจ้งเตือนผู้บริโภคว่าเป็นผู้ขายที่ควรระวัง ฝากเตือนลูกค้าให้ระวังการทำธุรกรรมกับบุคคลนี้

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา 

มือแทง “เป๊ก ผลิตโชค” อ้างนักร้องดังเมาหนัก ยันป้องกันตัว

จากกรณี นายชุติเทพ อายุ 21 ปี ชาว อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ทำร้ายร่างกาย นายผลิตโชค อายนบุตร อายุ 40 ปี นักร้องชื่อดัง จนได้รับบาดเจ็บจากของมีคมบริเวณคาง  ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ถนนรามคำแหง ซอยรามคำแหง 76   ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันที่ 3 ส.ค.เวลา 17.00 น. นายชุติเทพพร้อมแฟนสาวหลังจากถูกปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อกลางดึกที่ผ่านมาเดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.ชัยนรินทร์ กวีพราหมณ์ รอง.สว.(สอบสวน)สน.หัวหมาก เพื่อสอบคำเพิ่มเติม นายชุติเทพ ตนขี่ไรเดอร์รับแฟนสาวกลับบ้านขณะขี่รถเข้ามาเติมน้ำมัน เห็นเป๊ก ผลิตโชคมารู้ชื่อตอนหลังเหมือนมีอาการเมาทะเลาะเกาะอยู่กระจกหน้ารถกระบะต่อมาคนขับรถกระบะมีอายุเหมือนลุงลงมาจากรถ มีการทะเลาะโวยวายกันกับเป๊กเหมือนจะทำร้ายลุง ตนจึงเข้าไปสอบถามห้ามปราบ เป๊กหันมาพูดจาโต้เถียงกับตนและชกต่อยกับตน เป็กแข็งแรงมากไม่ล้มและไม่หยุด ตนเหน็บมีดไว้ที่ด้านหลังจึงชักออกมากวัดแกว่งทำให้ถูกปลายคางเป๊ก

ก่อนยกมือไว้ขอโทษเป๊ก ตนไม่ได้ตั้งใจส่วนมีดพกไว้ป้องกันตัวเพราะตนเป็นไรเดอร์ผลัดดึกเคยมีปัญหากับคู่กรณีรายอื่นเกี่ยวกับขับขี่รถบนถนนชักมีดออกมาขู่คู่กรณีไม่กล้าขับรถไปจึงพกติดตัวตลอด

ด้านแฟนสาวของนายชุติเทพกล่าวเสริมว่า คนขับรถเป๊ก ผลิตโชค บอกกับตนว่าเป๊กเมามาก

ด้าน พ.ต.อ.นเรนทร์ เครื่องสนุก ผกก.สน.หัวหมาก กล่าวเพิ่มเติมว่า นายชุติเทพให้การเบื้องต้นเป็นเหตุป้องกันตัว มีการโต้เถียงชกต่อยกันก่อน ต้องรอพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมในรายละเอียดทั้ง 2 ฝ่าย และตรวจสอบกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุถึงจะสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดได้

ขณะที่การตรวจสารเสพติดในร่างกายนายชุติเทพไม่พบ ส่วนเป๊กผลิตโชคย้ายจากโรงพยาบาลเข้ารักษาตัวครั้งแรกไปที่อื่นแล้ว 

“ก้องสนั่น”ดวลเดือด “อนันตชัย” รอบรองฯ 4 คนสุดท้าย ศึกมวยรอบปูนเสือ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 “ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24” สาย A และ สาย B รอบ 8 คนนัดสุดท้าย ที่เวทีมวยช่อง 7 HD ที่ผ่านมา โดยก่อนชก นายปิยากร ชินะรัตนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด ปูนตราเสือ พร้อมด้วย นายจมร เลขะกุล ผู้แทนปูนเสือ ให้เกียรติขึ้นคล้องพวงมาลัยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับนักมวยทั้งสองคู่บนเวที ระหว่าง ก้องสนั่น ส.เทียนโพธิ์ (แดง) พบกับ แสงตะวัน ส.พงษ์อมร (น้ำเงิน) พิกัด 112 ปอนด์ สาย A และ อนันตชัย ลานนาวอเตอร์ไซค์ (แดง) พบกับ แคมารูน ศิษย์ลมหนาว (น้ำเงิน) พิกัด 112 ปอนด์ สาย B

ส่วนผล “ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24” มีดังนี้

คู่ที่ 1. เข้ารอบรองฯ ก้องสนั่น ส.เทียนโพิ์ (แดง) พบกับ แสงตะวัน ส.พงษ์อมร (น้ำเงิน) คู่นี้มวยซ้ายทั้งคู่ใครแพ้ตกรอบผู้ชนะจะเข้ารอบรองชนะเลิศทันที เกมส์การชก ก้องสนั่น เป็นฝ่ายเดินเข้าเตะซ้ายลำตัว ด้าน แสงตะวัน สูงยาวเข่าในเหนียวแน่น ก้องสนั่น เดินเร็วเตะซ้ายต่อยหมัดปล้ำในตกเข้าชุดเน้นเข้าลำตัวทำเอา แสงตะวัน ดิ้นไม่หลุดรับฝ่ายเดียวทำอะไรได้ไม่ชัดเจน พยาทเดินรุกไล่ต่อยหมัดเฉียดไปเฉียดมากลับโดน ก้องสนั่นเตะซ้ายลำตัวปล้ำในตีเข่าสลับศอกครบยก ก้องสนั่น เป็นฝ่ายชนะคะแนน ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศทันที ด้าน แสงตะวัน ตกรอบ

คู่ที่ 2. พลิกชนะ อนันตชัย ลานนาวอเตอร์ไซค์ (แดง) พบกับ แคมารูน ศิษย์ลมหนาว (น้ำเงิน) ใครแพ้ตกรอบเป็นมวยขวาด้วยกันทั้งคู่ อนันตชัย เป็นมวยสูงยาวเข่าดีเดินเข้าหาเตะเตะขวาต้อยหมัดได้ชัดเจนทำเอา แคมารูน ถึงกับหน้าสบัดออกอาการกลับโดนแข้งขวาของ อนันตชัย เต็มๆ แคมามารูน เดินเร็วขึ้นหวังจะจับในตีเข่าแต่ก็ไม่ชัดเจนครบยก อนันตชัย เป็นฝ่ายชนะคะแนนผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ส่วน แคมารูน ตกรอบ

หลังจบการแข่งขันมวยรอบปูนเสือบนเวทีเสร็จสิ้นลง ได้มีพิธีการจับฉลากประกบคู่มวย ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24 รอบรองชนะเลิศ 4 คนสุดท้าย โดยมี นายปิยากร ชินะรัตนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด ปูนตราเสือ พร้อมด้วย นายพีรพงศ์ ธีระเดชพงศ์ หรือ (เฮียชุ้น) และ นายจมร เลขะกุล ผู้แทนปูนเสือ ร่วมทำการจับฉลากและเป็นสักขีพยานในครั้งนี้อีกด้วย ทำให้ตอนนี้ได้ผู้เข้ารอบรองชนะเลิศ 4 คนสุดท้าย มวยรอบปูนเสือครบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนผลการจับฉลากประกบคู่ออกมามีดังนี้ ระหว่าง ยอดเหล็กแหลม ต.พิทักษ์ชัย พบกับ พลายยัคฆ์ ทต.พลับพลานารายณ์ และ ก้องสนั่น ส.เทียนโพธิ์ พบกับอนันตชัย ลานนาวอเตอร์ไซค์ เพื่อเป็นที่หนึ่งที่จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศต่อไป มาลุ้นมาเชียร์กันว่าใครจะเป็นเสือตัวที่ 24 คนต่อไป

สำหรับศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24 รอบรองชนะเลิศ 4 คนสุดท้าย โดยจะแข่งขันกันในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2568 ถ่ายทอดสดทางช่อง 7 HD ให้แฟนมวยชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ารับชมและเชียร์กันให้สนั่นเวทีมวยช่อง 7 HD ตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป