พระราชทานเพลิงศพ 7 พลเรือนศรีสะเกษ เสียชีวิต เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่ 7 พลเรือนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา  ณ วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง จังหวัดศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม  ๒๕๖๘ เวลา ๑๕.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการบำเพ็ญกุศลออกเมรุ พร้อมพระราชทานเพลิงศพแก่พลเรือนผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ณ วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ

ในการนี้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม และพิธีพระราชทานเพลิงศพ โดยมีนางสาวจิราพร  สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวลิณธิภรณ์  วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแสดงความเสียใจและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยนายอนุพงศ์  สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

นางสาวภคนันท์  ศิลาอาสน์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดศรีสะเกษ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ข้าราชการ  ทหาร  ตำรวจ ภาคเอกชน  และประชาชนในพื้นที่ ร่วมพิธีด้วยความอาลัยอย่างยิ่ง บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบ และเปี่ยมไปด้วยน้ำใจของคนไทย ที่ร่วมกันแสดงออกถึงความเสียใจ และความห่วงใยต่อครอบครัวผู้สูญเสีย

ผู้ได้รับพระราชทานเพลิงศพจำนวนทั้งสิ้น ๗ ราย ได้แก่ นางสาวรุ่งรัศ  ประชัน  เด็กหญิงทักษพร   ประชัน  เด็กชายพงศภัค  ประชัน  เด็กชายกิตติศักดิ์  คำวัง  นางสาวอรุณรัตน์  วันศรี  นางสาวสาวิตรี  อ่อนทรวง  และนายสมศรี    ลาภบุญ  การพระราชทานเพลิงศพในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย และเป็นสิ่งยืนยันถึงสายพระเนตรอันยาวไกลขององค์พระประมุข ที่ทรงห่วงใยทุกข์สุขของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า

หลังจากประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพแล้วจะเคลื่อนศพไปฌาปนกิจ ณ เมรุวัดต่างๆ ประกอบด้วย  วัดมหาพุทธธารามา  วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม  วัดหลวงสุมังครารามและวัดเพียนาม โดยมีส่วนราชการต่างๆได้ร่วมฌาปนกิจ  ณ วัดต่างๆ  ดังต่อไปนี้

1. วัดมหาพุทธาราม  ขอความร่วมมือกระทรวงศึกษาธิการร่วมฌาปนกิจโดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษร่วมพิธี

2. วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม ขอความร่วมมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยมีท่านธาตรี  สิริรุ่งวนิช  รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษร่วมพิธี

3. วัดหลวงสุมังครารามขอความร่วมมือกระทรวงพลังงาน  กระทรวงพาณิชย์  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กระทรวงแรงงานโดยมีนางสาวชนมณัฐ  รอดบุญธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษร่วมพิธี

4. วัดเพียรนาม  ตำบลหนองไผ่  ขอความร่วมมือ  ที่ทำการปกครองจังหวัดศรีสะเกษ  อำเภอเมืองศรีสะเกษ (โดยประสานกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ร่วมด้วย)โดยมีนายสุริยา  บุตรจินดา  รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมพิธี

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

เนรมิตมรดกพ่อแม่ 5 ไร่ ปลูกอินทผาลัม ขายผลสด แปรรูปครบวงจร

จังหวัดชัยภูมินับว่าเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว มาที่นี้เที่ยวได้ทั้งปี ไม่เพียงแต่นักท่องเที่ยวจะได้มาสัมผัสทางธรรมชาติอันสวยามแล้วยังมีผลไม้นานาชนิดที่ชาวบ้านชาวสวนได้เตรียมไว้รองรับนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ที่อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ก็ไม่น้อยหน้าที่อื่นเช่นกัน

อำเภอเมือชัยภูมินั้นมีเกษตรกรหลายรายได้ทำสวนอินทผาลัมพืชเศรษฐกิจทำเงินสร้างรายได้งดงามให้กับครอบครัว เช่นเดียวกับ น.ส.ณัฏฐชา ฝาชัยภูมิ เจ้าของสวนอินทผาลัมเกอร์กับอ้อน ได้เนรมิตสวนของพ่อแม่ ที่มีอยู่กว่า5ไร่ ทำสวนอินทผาลัมไว้ต้อนรับนักท่องเทียวที่จะเดินทางมาเที่ยวชัยภูมิและแวะชมสวนอินทผาลัมเป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านเป็นของฝากในราคาที่จับต้องได้  ราคาเริ่มต้น กก.ล่ะ150-200บาท

นอกจากนั้นยังได้แปรรูปอินทผาลัมในสวนเป็นขนมเค้กเกอร์ และน้ำผลไม้จากอินทผาลัมให้นักท่องเที่ยวได้กินได้ชิมซื้อเป็นของฝากติดมืออีกด้วย โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินถ่ายภาพกับสวนอินทผาลัมและชิมฟรีในสวนก่อนเดินทางกับในจุดบริการนักท่องเที่ยวได้อย่างสนุกสนานอิ่มก่อนซื้อทีหลังได้เลย

ด้าน น.ส.ณัฏฐชา ฝาชัยภูมิ  อายุ23ปี ต.นาฝายอ.เมือง จ.ชัยภูมิ หลัง สนง.วัฒนธรรม จ.ชัยภูมิ เจ้าของสวน  สวนอินทผาลัมเกอร์กับอ้อน บอกว่า สวนอินทผาลัมเกอร์กับอ้อน พร้อมเปิดให้บริการนักท่องเที่ยว ที่จะเดินทางมาเที่ยวชมและชิมฟรีที่สวนได้แล้วณ.เวลานนี้ สำหรับสวนเกอร์กับอ้อนได้มีปลูก อินทผาลัม ทั้งหมด 5ไร่ โดยมีอินทผาลัมที่ปลูกอยู่ 2สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ บาฮี สีเหลือง 95% ขายราคากิโลกรัมล่ะ150บาท และโคไนซี่  สีแดงอีก5% ขายราคา200บาท อินทผาลัมที่สวนจะมีรสหวาน หอมและกรอบอร่อยถูกปากลูกค้า

นอกจากนี้ทางสวนยังได้นำเอาผลของอินทผาลัมมาแปรรูป ขนมเค้กเกอร์ และอินทผาลัมไว้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย โดยขนมเค้กเกอร์ขายในราคาห่อล่ะ 30บาท น้ำอินทผาลัมและน้ำอินทผลัมน้ำผึ้งมะนาว ขายเป็นแก้วราคาแก้วล่ะ30บาทเป็นขวดขวดล่ะ25บาท หากสนใจจะเดินทางมาเที่ยวชมสวนโทรสอบถามได้ที่ 087-7052639,085-6118523 

“ภูมิธรรม”เผย “เขากระโดง”ถูกเพิกถอนโฉนดตามคำพิพากษาศาล ตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.เป็นต้นไป

“ภูมิธรรม” นำแถลงการผลสอบสวนที่ดิน “เขากระโดง” ชี้ชัดเป็นที่ดินรัฐ สั่งการกรมที่ดินเดินหน้าถอนโฉนดเขากระโดงตามคำพิพากษาศาล ตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค. 68 เป็นต้นไป พร้อมเผยรายละเอียดของผลการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน กรณีไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินบริเวณเขากระโดง ต.อิสาณ และ ต.เสม็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ โดยมี นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสราวุธ อ่อนละมัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย 

นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร ในฐานะประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ ได้แก่ นายมานะ สิมมา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นายไกรศรี สว่างศรี ผู้อำนวยการส่วนแผนที่และเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมแถลง ณ ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายภูมิธรรม กล่าวว่า หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง
ถึงการเพิกเฉยของกรมที่ดิน กรณีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์บริเวณเขากระโดง แม้ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาชัดเจนแล้วว่าที่ดินเขากระโดงเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งถือเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งตนได้แต่งตั้งนายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้กำกับดูแลกรมที่ดิน และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน กรณีไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินบริเวณเขากระโดง ขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 โดยมี รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหารเป็นประธานกรรมการเพื่อตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว

“จากกรณีเรื่องร้องเรียนในพื้นที่เขากระโดงดังกล่าวเป็นที่ถกเถียงในสื่อว่า การดำเนินการของกรมที่ดินขัดต่อคำพิพากษาศาลหรือไม่ ตามที่ได้มีคำพิพากษาศาลถึงที่สุดว่าที่ดินเป็นที่ของการรถไฟ จากหลักฐานสำคัญ ประการที่ 1) แผนที่ที่ดินพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานให้การรถไฟเพื่อใช้ประโยชน์โดยเฉพาะในราชการ ดังนั้นจึงถือเป็นที่ดินของรัฐ และ 2) ในปี พ.ศ. 2465 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ออกพระราชกฤษฎีการับรองสิทธิ์ตามกฎหมาย ซึ่งในขณะนั้นการรถไฟได้เข้าไปดำเนินการพบว่า มีชาวบ้าน 18 ครอบครัวที่ครอบครองพื้นที่นี้อยู่ และได้ขายคืนให้การรถไฟ จึงเป็นที่ดินของการรถไฟโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่เอกชนมาครอบครองที่ดินของรัฐในภายหลังจึงมิชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งไม่มีสิทธิ์อ้างเป็นที่ของตนเองได้” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสอบสวนจากส่วนที่เกี่ยวข้องยืนยันตรงกันว่า “ที่ดินบริเวณเขากระโดงถือเป็นที่ดินของรัฐตามกฎหมาย” และต้องดำเนินการชัดเจน ซึ่งทุกฝ่ายได้มีการทำแผนที่ให้ชัดเจนแล้ว ดังนั้น กรมที่ดินจึงสามารถเพิกถอนโฉนดโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรค 8 ดำเนินการได้ทันที โดยเริ่มดำเนินการเพิกถอนโฉนดในพื้นที่ที่ไม่มีข้อพิพาทแนวเขต และจะดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดในพื้นที่ชายขอบต่อไปเพื่อความรอบคอบ

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า เนื่องจากมีคำพิพากษาศาลว่าที่ดินเขากระโดงเป็นที่ดินของการรถไฟ จากนั้นการรถไฟได้ทำหนังสือถึงกรมที่ดิน ในขณะนั้นระบุว่ากรมที่ดินเพิกเฉย ไม่ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลทางการรถไฟแห่งประเทศไทย จึงฟ้องกรมที่ดินต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดตามคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งศาลปกครองกลางได้พิพากษาให้เพิกถอนโฉนดตามคำพิพากษาศาลฎีกา ในส่วนที่ไม่มีปัญหาเรื่องขอบเขต ให้เพิกถอนได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรค 8 ได้ทันที ในส่วนที่มีข้อขัดแย้งเรื่องขอบเขตที่ดิน ศาลปกครองจึงมีคำสั่งให้อธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61 วรรค 2 ทำหน้าที่ตรวจสอบหาข้อเท็จจริงร่วมกับการรถไฟ เพื่อทำให้ขอบเขตมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น 

แต่ต่อมามีคำสั่งให้ยุติเรื่องโดยให้เหตุผลต่าง ๆ โดยอธิบดีกรมที่ดินเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการชุดนั้น ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่า กรมที่ดินไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งภายหลังจากที่ตนได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินอีก 1 ชุดว่าคำสั่งดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ ผลสรุปพบว่า ไม่ได้ดำเนินการอย่างครบถ้วน ดังนั้นจึงเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในปี 2567 ทางกรมที่ดินได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบแนวเขตร่วมกันอย่างชัดเจนแล้ว จึงสรุปได้ว่า “อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอนโฉนดตามมาตรา 67 วรรค 8 ได้ทันที”

นายเชษฐา กล่าวว่า คณะกรรมการได้ประชุมร่วมกันพิจารณาข้อเท็จจริงตามข้อกฎหมายและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง จึงได้มีความเห็นว่า คำพิพากษาหลายฉบับ ทั้งจากศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลปกครองกลาง มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ และเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นที่ดินของการรถไฟที่มีไว้ใช้เพื่อราชการตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ. 2464 และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน และเจ้าหน้าที่กรมที่ดินในการดำเนินการตามคำพิพากษาดังกล่าว  

นายไกรศรี กล่าวว่า สรุปผลการตรวจสอบหลักฐานโดยพิจารณาจากแผนที่ของการรถไฟ ปี พ.ศ. 2465 แสดงขอบเขตที่ดินของการรถไฟซึ่งได้จัดทำตามพระราชกฤษฎีกาจัดซื้อที่ดิน ซึ่งการรถไฟใช้แผนที่นี้ เป็นหลักฐานในชั้นศาล มีจุดประสงค์ในการเป็นทางรถไฟที่นำศิลามาทำทางรถไฟ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ทางการรถไฟได้ใช้ในชั้นศาลมาโดยตลอด และศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของการรถไฟ และยืนยันขอบเขตจากแผนที่นี้ แต่เนื่องจากแผนที่ในสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องมือที่ทันสมัยในการวัด จึงยากต่อการถ่ายทอดให้เป็นปัจจุบัน

“ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 มีการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ และได้มีการถ่ายทอดแนวเขตการรถไฟให้เป็นปัจจุบัน ซึ่งศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ก็ใช้ขอบเขตดังกล่าวประกอบการวินิจฉัยด้วย หลังจากที่ศาลตัดสินแล้ว การรถไฟชนะคดีแล้วนำผลคำพิพากษาเสนอกรมที่ดินเพื่อเพิกถอนโฉนดรวมเกือบ 900 แปลง แต่กรมที่ดินยังเพิกเฉย ไม่ได้มีตั้งคณะกรรมการ ทำให้การรถไฟต้องฟ้องศาลปกครองอีกครั้ง ศาลปกครองจึงสั่งให้กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61 เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง และในปี พ.ศ. 2567 จึงมีการตั้งคณะกรรมการร่วมรังวัดกับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ โดยใช้แผนที่ปี พ.ศ. 2465 เป็นฐานถ่ายทอดสู่แผนที่ปัจจุบันเมื่อซ้อนทับกับแผนที่ล่าสุดพบว่า ขอบเขตที่ดินการรถไฟตรงกับพื้นที่ที่ได้รับการรับรองเป็นที่ยุติแล้ว”  นายไกรศรี กล่าว

‘แม่ทัพภาคที่ 2’สั่ง 20 ผู้ว่าฯอีสานเร่งจัดหาเครื่องแอนตี้โดรนปกป้องจังหวัด

‘แม่ทัพภาคที่ 2’ ประชุมหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 20 จังหวัดภาคอีสานเร่งจัดหาเครื่องแอนตี้โดรน ป้องกันจังหวัดของตัวเอง โดยเฉพาะพื้นที่สำคัญทั้ง ศาลากลางจังหวัด สนามกีฬา คลังอาวุธ สถานีตำรวจ สถานีขนส่ง และสนามบิน เน้น ให้จัดชุดลาดตระเวน ดู ‘สายลับ’ก่อการร้าย ไส้ศึก ชี้โทษหนักสุด ประหารชีวิต ย้ำชัด จับได้อย่าปล่อยตัวง่ายต้องเอาให้ถึงต้นตอ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่าวานนี้ (2 ส.ค.) ได้มีการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 20 จังหวัดภาคอีสาน ผ่านระบบ VTC เรื่องมาตรการกำจัดโดรน โดยให้ผู้ว่าแต่ละจังหวัดใน ฐานะ ผอ.กอ.รมน จังหวัด ให้แต่ละหน่วยงาน บูรณาการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและภาคเอกชน ประชาชน จัดหาเครื่องแอนตี้โดรน ป้องกันจังหวัดของตัวเอง โดยเฉพาะเพ็งเล็งในพื้นที่สำคัญ อาทิ ศาลากลางจังหวัด สนามกีฬา คลังอาวุธ สถานีตำรวจ สถานีขนส่ง และสนามบิน

นอกจากนี้ให้มีการจัดชุดลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ บุคคลที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ หากสามารถควบคุมตัวได้ให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ในทุกประเด็น เช่น ก่อการร้าย ไส้ศึก โดยโทษหนักสุดถึงขั้นประหารชีวิต คงต้องไปดูข้อกฎหมาย ทั้งนี้ได้กำชับ ห้ามปล่อยตัวง่ายๆ ต้องตรวจสอบไปถึงต้นตอ คนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งคาดว่าน่าจะมีมือที่สาม ที่ได้รับผลกระทบมาจากการปราบปราม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บ่อนการพนัน ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อมาข่มขู่ ก็เป็นไปได้ทั้งหมด แต่หากพบว่าเป็นคนต่างประเทศ ก็ดำเนินคดี ให้ถึงที่สุดในประเทศไทยก่อน หลังสิ้นสุดคดีให้เนรเทศ พร้อมขึ้นแบล็กลิสต์ ไม่สามารถเข้าประเทศไทยได้อีก

พล.ท.บุญสินยังกล่าวถึงสถานการณ์ในภาพรวมชายแดนไทยกัมพูชา หลังทหารกัมพูชา มีการเพิ่มเติมกำลังต่อเนื่องว่า กำลังฝ่ายไทยมีความเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

เตือนโรคไข้ดิน ระบาดในอีสาน คร่าเกษตรกร ดับแล้ว 92 ศพ

รัฐบาล เตือน “โรคไข้ดิน” อันตราย ป่วยแล้ว 2,036 ราย เสียชีวิต 92 ศพ พบอาชีพเกษตรกรและรับจ้างทั่วไปเสี่ยงมากสุด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน เน้นย้ำประชาชนดูแลสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงฤดูฝน นอกจากโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจแล้ว ประชาชนยังต้องระมัดระวังโรคอื่นด้วย ซึ่งข้อมูลจากกรมควบคุมโรค รายงานว่ามีประชาชนป่วยเป็นโรคเมลิออยโดสิส หรือโรคไข้ดินแล้ว จำนวน 2,036 ราย เสียชีวิต 92 ราย อัตราป่วยตายอยู่ที่ 4.52% โดยผู้ป่วยพบมากในอาชีพเกษตรกร และรับจ้างทั่วไป พบผู้ป่วยได้ทั่วประเทศ แต่จะสูงสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 58 ปี ผู้เสียชีวิตจะมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ไตวาย และพิษสุราเรื้อรัง ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หายใจหอบเหนื่อย โดยปัจจัยรับเชื้อเกิดจากการสัมผัสพื้นดิน พื้นน้ำโดยไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน

ขณะที่ โรคเลปโตสไปโรสิส หรือไข้ฉี่หนู พบผู้ป่วยสะสม 1,895 ราย เสียชีวิต 25 ราย อัตราป่วยตาย 1.32% เป็นโรคที่พบมากในฤดูฝน เนื่องจากการลุยน้ำโดยไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน ซึ่งปีนี้พบผู้ป่วยสูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง โดยผู้ป่วยพบมากในอายุ 60 ปีขึ้นไป เช่นเดียวกับกลุ่มที่เสียชีวิต ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีน้ำท่วมหลายจังหวัด ขอให้ประชาชนป้องกันตนเองไม่ให้รับเชื้อ เลี่ยงการลุยน้ำ แช่น้ำ แต่ถ้าจำเป็นต้องสวมรองเท้าป้องกัน เป็นรองเท้าบู๊ทและสวมถุงมือ พร้อมทั้งล้างมือบ่อย ๆ

“รัฐบาล ห่วงใยสุขภาพพี่น้องประชาชน กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ให้เฝ้าระวังติดตามและประเมินสถานการณ์โรค และภัยสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนและพื้นที่หลังน้ำลดอย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดเตรียมแผนเผชิญเหตุ และสนับสนุนทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว ร่วมปฏิบัติงานกับหน่วยงานในพื้นที่กรณีเกิดการระบาดของโรค รวมถึงเร่งสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในการป้องกันโรคแก่ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ ประชาชนสามารรถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422” นายอนุกูล กล่าว

ทลายบาร์กลาางกรุงแหล่งมั่วสุมกลุ่มเมียนมาปาร์ตี้เสพยาเสพติด

สถานีตำรวจนครบาลบางรัก และ กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กทม. ได้รับการประสานจาก ฝ่ายการข่าวศูนย์ปฎิบัติการณ์กองทัพบก (ผขน.ฝขว.ศปก.ทบ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ (Cyber Police),  เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน, เจ้าที่ฝ่ายปกครองกรมการปกครอง และ ภาคประชาชน นำโดย นายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานกลุ่ม ศปปส.  ว่า

จากการเปิดปฎิบัติการปิดล้อมและตรวจค้นแหล่งเอนเตอร์เทนเม้นคอมแพล็ก (สถานบันเทิงของกลุ่มชาวเมียนม่า ) ที่พื้นที่ท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากนั้นจึงได้สืบสวนขยายผลต่อเนื่องในกลุ่มนักเที่ยวจนมาตรวจพบ แหล่งสถานบันเทิงซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งมั่วสุมของแรงงานชาวเมียนม่าในเขตพื้นที่บางรัก กรุงเทพฯ ซึ่งเชื่อว่าสถานบริการดังกล่าวได้เปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต มียาเสพติด และสิ่งของผิดกฎหมายกระทำผิดกฎหมาย จึงได้ผนึกกำลังทุกภาคส่วนร่วมกัน เพื่อเปิดปฏิบัติกวาดล้างยาเสพติด “NO Drugs NO Dealers”

ต่อมาเมื่อวันที่  3 ส.ค.68 หน่วยงานทุกภาคส่วนได้ประสานงานบูรณาการกำลังร่วมกัน เพื่อเข้าดำเนินการตรวจสอบที่ร้านดังกล่าว พบการกระทำความผิด ที่ร้านแรกคือ ร้านผาอัน สิ่งผิดกฎหมายดังนี้

1.จับกุม ครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 24  แท่ง, กัญชามวน 15 มวน ,ใบยาสูบพม่า 8 มวน
2.ข้อหา ไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง สถานที่ทำงาน ภายใน 15 วัน จำนวน 13 ราย
3.อยู่เกินกำหนด (overstay) จำนวน 3 ราย
4.หลบหนีเข้าเมือง จำนวน 1 ราย
5.จับกุม ข้อหา เปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต

ต่อมาเจ้าหน้าที่ระดมกำลังตรวจร้านที่ 2 คือ ร้าน skybar พบสิ่งผิดกฎหมายดังนี้

1.ตรวจพบสารเสพติดนักท่องเที่ยว จำนวน 27 ราย
2.จับกุมข้อหา เปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผู้ต้องหาทั้งหมดที่ถูกดำเนินคดีเจ้าหน้าที่สน.บางรักจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ ขอยืนยันว่า จะดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล “เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด” NO Drugs NO Dealers เร่งรัดปราบปรามยาเสพติดในสถานบริการอย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง และเฝ้าติดตามและดำเนินการบังคับใช้กฏหมายต่อกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายในราชอาณาจักรไทยทุกประเทศ เพราะที่นี่ประเทศไทย ทุกสัญชาติทุกประเทศที่เข้ามาอยู่ภายในราชอาณาจักรไทยจะต้องเคารพกฎหมายไทย และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

กระแสมาแรง! “ทัวร์ทุเรียน”ปลุกท่องเที่ยวใต้คึกคัก เพิ่มรายได้เกษตรกร

เจ้าของสวนผสมผสานบ้านควนอินนอโม หมู่ 7 เทศบาลตำบลเขาหัวช้าง อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เปิดเผยว่า ทุเรียนสดตัดจากต้นขนาด 80 % ราคา 50 บาท / กก. ซึ่งเป็นหมอนทอง ส่วนทุเรียนชะนี ก้านยาว ราคาก็อีกระดับหนึ่ง 

“ทุเรียนราคาปี 2568 ผันผวนมากโดยราคาได้ลดลงไปครึ่ง / ครึ่ง  เมื่อราคาต่ำลงคาดว่าจะมีผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นอีกมากแต่ปรากฎว่าผู้บริโภคก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น”

ทางด้าน นายวิทยา แซ่ลิ่ม อดีตผู้ก่อตั้งสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพจังหวัดสงขลา มัคคุเทศก์อาชีพ จ.สงขลา เปิดเผยว่า จากราคาทุเรียนที่ผันผวนและมีผลผลิตออกมาปริมาณมาก เพื่อสนับสนุเกษตรกรชาวสวนทุเรียน ทางกลุ่มมัคคุเทศก์อาชีพจังหวัดสงขลาส่วนหนึ่ง ได้ร่วมกับกลุ่มบริษัททัวร์ มัคคุเทศก์ในประเทศมาเลเซีย และเจ้าของสวนทุเรียนในพื้นที่ ได้จัดทัวร์ทุเรียนขึ้นในพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยว ช๊อปเขตเทศบาลนครหาดใหญ่จำนวนหลายจุด และจุดใหญ่ คือ 4 แยกท่าเคียน เพราะมีพื้นที่อำนวยความสะดวกในการจอดรถได้จำนวนมากเพื่อจอดพักกินทุเรียน

นายวิทยา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ได้ประสานไปยังกลุ่มบริษัททัวร์ประเทศมาเลเซีย จัดทัวร์ทุเรียนขึ้น ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2568 รวม 2 เดือนผ่านไปประมาณ 1 เดือน ถือว่ามีทิศทางที่ดี  โดยทุเรียนราคาประมาณ 79 บาท / กก. โดยพันธุ์หมอนทอง  โดยประมาณแต่ละวันหลายสิบรถทัวร์ประเภทรถบัสนำเที่ยว และรถตู้ รถ 7 ที่นั่ง อีกจำนวนมาก

โดยจุดใหญ่ 4 แยกท่าเคียน ซึ่งวางจำหน่ายทุเรียนพร้อมกินกว่า 10 รถกะบะ นอกนั้นยังมีอีกหลายจุด โดยในจุดกินทางเจ้าของท้ายกะบะทุเรียนจะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการกินทุเรียนพร้อม

“นอกนั้นยังมีมังคุดด้วย โดยราคา 5 กก. 100 บาท แถมท้ายเพื่อแก้ร้อนใน  ทั้งหมดประสบความสำเร็จด้วยดี จากนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนช๊อปปิ้งหาดใหญ่สงขลา  แต่ละรายมีทุเรียนขายพร้อมกินไม่ต่ำกว่ารายละ 400 กก. และ 500 กก. / วัน ซึ่งแต่ละรายจะมีเงินหมุนสะพัดกว่า 30,000 บาท / วัน”

นายวิทยา กล่าวอีกว่า การท่องเที่ยวหาดใหญ่สงขลาถือว่ายังไปได้ดี โดยวันสุดสัปดาห์ ตัวเลขนักท่องเที่ยวอยู่ในหลักหมื่น และวันธรรมดาหลักพันคน.

สุดยิ่งใหญ่! “Thai Festival in Moscow 2025” ชู Soft Power ไทยสู่ใจกลางกรุงมอสโก

เปิดฉาก “Thai Festival in Moscow 2025” สุดยิ่งใหญ่ ชู Soft Power ไทยสู่ใจกลางกรุงมอสโก ตอกย้ำมิตรภาพไทย–รัสเซีย 🇹🇭🇷🇺

เมื่อเร็วๆนี้ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งของไทยและรัสเซีย จัดพิธีเปิดงาน Thai Festival in Moscow 2025 ณ สวนสาธารณะเฮอร์มิเทจ การ์เด้น (Hermitage Garden) ใจกลางกรุงมอสโก ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคึกคักของชาวรัสเซียทุกเพศทุกวัย นักท่องเที่ยว และสื่อมวลชนหลากหลายสำนัก

พิธีเปิดโดยนายเซอร์เก เชอรามิน รัฐมนตรีประจำรัฐบาลกรุงมอสโก และ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมด้วยนายศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และนายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมตัดริบบิ้นเปิดงานอย่างเป็นทางการ

งานปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “Thai Varieties” โดยกรมประชาสัมพันธ์ได้นำนิทรรศการ “Playful Thainess – สนุกแบบไทยไทย” มาถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยในมิติใหม่พร้อมเปิดสตูดิโอจำลอง NBT WORLD ให้ชาวรัสเซียทดลองอ่านข่าวและฝึกฝนบทบาทการเป็นเครือข่ายผู้สื่อข่าวพลเมืองให้กับกรมประชาสัมพันธ์ ผ่านสำนักข่าว TASS ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างสองหน่วยงาน

การเปิดงานวันแรก (1 สิงหาคม) มีประชาชนชาวรัสเซียที่ชื่นชอบและสนใจความเป็นไทยเข้าร่วมมากกว่า 5,000 คน บนเวทีกลางมีการแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัยและการสาธิตรำมวยไทยโดย “บัวขาว บัญชาเมฆ” สร้างความประทับใจอย่างยิ่งให้กับผู้เข้าชมที่ร่วมงานอย่างเนืองแน่น งานนี้มีทั้งภาครัฐและเอกชนจากไทยเข้าร่วมนำเสนออาหารไทย สินค้าจากท้องถิ่น และบริการนวดไทย

สำหรับกิจกรรมภายในบูทของกรมประชาสัมพันธ์มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1,500 คน กิจกรรมที่คนให้ความสนใจเข้าร่วมมาก ได้แก่ กิจกรรม DIY การทำถุงหอมไทย การถ่ายภาพชุดไทยเสมือนจริงใน AI Photo Booth การชิมขนมไทย การทดลองอ่านข่าวกับ NBT WORLD และ “Home Sweet Home” ที่จำลองบรรยากาศแบบไทยร่วมสมัย

นายศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ เอกอัครราชทูตไทยฯ กล่าวว่า งานปีนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ชาวรัสเซียให้ความสนใจและเข้าร่วมงานจำนวนมาก ร้านค้าหลายร้านขายสินค้าและอาหารหมดตั้งแต่วันแรก ถือเป็นภาพสะท้อนความนิยมที่เพิ่มขึ้นต่อประเทศไทย พร้อมกล่าวว่า “ชาวรัสเซียไม่ได้รักแค่ศิลปวัฒนธรรมหรืออาหารไทย แต่ยังรักน้ำใจของคนไทย ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ยั่งยืน”

งาน Thai Festival in Moscow จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 เพื่อขับเคลื่อน Soft Power ของไทยสู่เวทีโลก โดยเฉพาะในประเทศพันธมิตรสำคัญอย่างรัสเซีย ซึ่งมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยในครึ่งปีแรก (มกราคม–มิถุนายน 2568) มีชาวรัสเซียมาเยือนไทยทั้งหมด จำนวน 1,034,759 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 12 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

คาดว่างานเทศกาลไทยครั้งนี้จะยิ่งกระตุ้นให้ชาวรัสเซียอยากมาเยือนไทยมากขึ้น เพื่อสัมผัสประสบการณ์ความเป็นไทยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเสน่ห์ทางวัฒนธรรม อาหารไทย แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ การนวดแผนไทย ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และโดยเฉพาะ “มวยไทย” ซึ่งเป็นที่นิยมในรัสเซียอย่างแพร่หลาย โดยมี “บัวขาว บัญชาเมฆ” เป็นที่รู้จักและชื่นชมอย่างสูงในหมู่เยาวชนและผู้หลงใหลในศิลปะการต่อสู้

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

เร่งฟื้นศรัทธา!ตักบาตรพระ 1 หมื่นรูป กลางเมืองหาดใหญ่ ส่งเสริมท่องเที่ยว-กระตุ้นศก.สงขลา

มหาสังฆทานร่วมกับเทศบาลนครหาดใหญ่เตรียมจัดยิ่งใหญ่“ตักบาตรพระสงฆ์ 10,000 รูปนานาชาติ ปี 22” กลางเมืองหาดใหญ่ คาดเงินหมุนสะพัด 400 ล้านบาท

นายวิทยา แซ่ลิ่ม ประชาสัมพันธ์ มหาสังฆทานตักบาตรพระ 10,000 รูปนานาชาติ ปี 22  น้อมถวายเป็นพุทธบูชา มูลนิธิเพื่อการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมนานาชาติ เปิดเผยว่า ตักบาตรพระ 10,000 รูปนานาชาติ และไถ่ชีวิตโค ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยจัดมาเป็นปี่ที่ 22  เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา  ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ระหว่างวันที่ 9 วันที่ 10 สิงหาคม 2568

ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสิ่งของทำบุญสังฆทาน จะมอบไปยัง 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้  4 อำเภอ จ.สงขลา อ.จะนะ อ.เทพา อ.สะบ้าย้อย และ อ.นาทวี มอบให้กับคณะสงฆ์ 323 วัด และเด็กกำพร้า คนชรา ในงานจะมีพิธีกรรมทางศาสนา และมีการจัดตั้งโต๊ะรับทำบุญสังฆทาน เช่น โต๊ะ 5,000 บาท โต๊ะ 10,000 บาท และโต๊ะ 30,000 บาท โดยจะรับเป็นของแห้ง เช่น ข้าสาร เป็นต้น

สังฆทานตักบาตรพระ 10,000 รูปนานาชาติ จะมีคณะสงฆ์จาก 4 ประเทศ อินเดีย จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทยจาก 14 จังหวัดภาคใต้

“งานสังฆทานตั้งบาตรพระ 10,000 รูปนานาชาติ จะได้รับความนิยมจากชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากชาวมาเลเซีย ตลอดต่อเนื่องมาร่วมกว่า 20 ปี และในแต่ละปีจะเข้ามาร่วมและในปี 2568 คาดการณ์ว่าจะเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 20,000 คน” นายวิทยา กล่าว และว่าชาวมาเลเซีย เมื่อเข้ามาทำบุญสังฆทานไหว้พระ และไถ่โคและไถ่โคได้สั่งจองมาแล้วไม่ต่ำกว่า 200 ตัว

ตักบาตรพระ 10,000 รูปนานาชาติ ยังมีการซ๊อปปิ้ง ท่องเที่ยว ส่งผลให้ธุรกิจการค้าเมืองหาดใหญ่ โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า นวดพแผนไทย ประมาณการว่าชาวมาเลเซียจะมีค่าใช้ทำบุญสังฆทาน ช๊อปปิ้ง ดื่มกิน พัก ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท / ราย ประมาณ 20,000 คน จะมีเงินหมุนสะพัดไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท

“ตอนนี้เท่าที่ทราบจากผู้ประกอบการโรงแรมหลายแห่ง เฉพาะย่านดาวน์ทาวน์ห้องพักจะถูกจองมากแล้ว และบางแห่งถึงเต็ม”.

เปิดภาพสุดสะพึงกลัว!EOD ทำลายระเบิด BM-21 กลางถนน อ.กันทรลักษ์

เจ้าหน้าที่ EOD ทำลายหัวระเบิดHE ของจรวด BM-21 ที่ปักฝังอยู่บนถนนกันทรลักษ์จ.ศรีสะเกษ ใกล้กับปั้มน้ำมันที่ถูกกัมพูชาส่งใส่ร้านสะดวกชื้อ

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ร่วมกันวางแผนกู้ระเบิดบริเวณจุดที่จรวด BM-21 ของกัมพูชาตกลงมา ใกล้กับปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งพบว่าจุดนี้จรวดตกลงมากลางถนน ฝังลึกราว 1 เมตร ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งกู้ทันที เพราะบริเวณดังกล่าว เป็นถนนหลักที่ประชาชนสัญจรไปมา

พร้อมนำกระสอบมากั้นบริเวณจุดที่จรวดตกลงไป ความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อป้องกันอันตรายจากสะเก็ดระเบิดจากนั้นได้เคลียร์ถนน ปิดพื้นที่ พร้อมกันรถและผู้คน ตลอดจนสื่อมวลชน ให้ออกไปอยู่ในรัศมีที่ปลอดภัยที่สุด