ซีพีเอฟ ร่วมบรรเทาทุกข์ประชาชนชายแดน ยืนหยัดอยู่เคียงข้างทุกวิกฤติ

สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ประชาชนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนกว่า  188,000 คน วันนี้ทุกคนยังไม่สามารถกลับไปพักอาศัยในบ้านของตนเองได้ ด้วยความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ สิ่งเดียวที่ทำให้ผ่านวิกฤตนี้ไปได้คือ ความร่วมมือและน้ำใจจากทุกคนที่หลั่งไหลไปถึงพี่น้องในพื้นที่ชายแดน

 ครบหนึ่งสัปดาห์กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นับจากวันแรกจนถึงวันนี้ ซีพีเอฟ ยังคงมุ่งมั่นช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด ยืนหยัด “อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต” ไปพร้อมกับภาคีเครือข่าย ภาครัฐ ภาคสังคม หน่วยงานจิตอาสา ฯลฯ ใน 5 จังหวัด อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และตราด โดยส่งมอบวัตถุดิบอาหาร ทั้งเนื้อสุกร เนื้อไก่ ไข่ไก่ น้ำดื่ม ผลิตภัณฑ์อาหารแบรนด์ CP และผลิตภัณฑ์อาหารในเครือซีพีเอฟ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ ตลอดจนจัดน้ำดื่ม ชุดเครื่องใช้จำเป็น เครื่องนอน หมอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว และหน้ากากอนามัย มอบแก่ศูนย์พักพิงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ธุรกิจสุกร ภาคอีสาน เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ขับเคลื่อนความช่วยเหลือนี้ นอกจากจะเร่งจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้อพยพ 3 ศูนย์ ทั้งที่ ศูนย์อุบลราชธานี ศูนย์ศรีสะเกษ ศูนย์สุรินทร์ ให้เป็นจุดประสานงานช่วยเหลือ สนับสนุนวัตถุดิบอาหาร และประสานงานกับทั้งบริษัทในเครือซีพี ซีพีเอฟ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ที่มีเป้าหมายเดียวกันในการช่วยประชาชนจนถึงที่สุด ที่นี่ยังเป็นจุดรับเรื่องช่วยเหลือพนักงานและครอบครัวอย่างทันท่วงที และยังเปิดให้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว ให้กับชาวชุมชนที่อพยพมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

ขณะเดียวกัน โรงครัวจิตอาสา 2 แห่ง ทั้งที่โรงครัวซีพีจิตอาสาศูนย์สุรินทร์ และโรงครัวซีพีจิตอาสาศูนย์อุบลราชธานี ที่มีทีมจิตอาสาซีพีเอฟ ร่วมแรงร่วมใจกันทำอาหารกลางวัน 1,000 กล่องต่อวัน พร้อมกับน้ำดื่ม CP ยังคงส่งมอบแก่ศูนย์พักพิงและศูนย์อพยพ รวม 7 ศูนย์ และสนับสนุนวัตถุดิบแก่หน่วยงานภาครัฐอีก 2 แห่ง เพื่อดูแลผู้อพยพและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในพื้นที่เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วันแรกเป็นต้นมา

โดยคณะผู้บริหารได้ลงพื้นที่เพื่อมอบกำลังใจให้กับทีมงาน ที่ยังคงยืนหยัดเสียสละปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ด่านหน้า รวมทั้งเข้าเยี่ยมฟาร์มของเกษตรกรในโครงการคอนแทรคฟาร์มมิ่งเลี้ยงหมู เพราะความมั่นคงและหนักแน่นของทีมงานทุกคนที่จะไม่ทิ้งกันและจะอยู่ดูแลชุมชนต่อไป

“ขอบคุณซีพีเอฟ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ให้การอนุเคราะห์ชุมชน พื้นที่ใกล้เคียงทุกชุมชน รวมถึงหน่วยงานราชการต่างๆที่ขอการสนับสนุนวัตถุดิบเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซีพีเอฟไม่เคยทอดทิ้งกัน ดูแลพี่น้องในชุมชนด้วยดีเสมอมา  เพื่อให้พวกเราทุกคนผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน” ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ กล่าวถึงความประทับใจที่ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชนร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในวิกฤตครั้งนี้

ด้าน โรงงานผลิตอาหารสัตว์ศรีสะเกษของธุรกิจสุกร โดยคณะทำงาน CSR ยังมุ่งมั่นช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ให้กับศูนย์พักพิง และชุมชนโดยรอบโรงงาน รวม 5 แห่ง อย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งมอบไข่ไก่ น้ำดื่ม อาหารแห้ง นมผงสำหรับเด็ก และของใช้จำเป็น เพื่อคลายความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบภัย

 ขณะที่ โรงงานชำแหละไก่ศรีสะเกษ เดินหน้าสนับสนุนภารกิจการช่วยเหลือประชาชน ส่งมอบผลิตภัณฑ์ไก่และน้ำดื่ม แก่จุดอพยพ อ.กันทรลักษ์ อ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และอ.กันทรารมย์ รวม 7 จุด ดูแลผู้อพยพรวมกว่า 7,700 ราย พร้อมมอบผลิตภัณฑ์ไก่ ให้กับหน่วยงานราชการ และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า อีก 2 หน่วย รวมทั้ง ทีมงานจิตอาสาร่วมกับภาคีเครือข่าย ส่งมอบของใช้จำเป็นให้กับเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 หน่วย ด้วย

ส่วน ธุรกิจไก่ไข่ โดย ฟาร์มไก่ไข่จักราช จ.นครราชสีมาจับมือกับ โรงข้าวบุรีรัมย์ของซีพี ร่วมกันจัดทำข้าวไข่เจียว วันละ1,000 กล่อง มอบให้กับพี่น้องประชาชนที่พักใน ศูนย์อพยพ จ.บุรีรัมย์ โดยปักหลักช่วยไปจนกว่าจะปิดศูนย์อพยพ

นอกจากนี้ ทีมห้าดาวภาคอีสาน ยังร่วมเข้าช่วยเหลือผู้อพยพจากเหตุการณ์นี้ ด้วยการนำน้ำดื่มและข้าวสารไปมอบให้ศูนย์พักพิง อ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ พร้อมเข้าให้กำลังใจพี่น้องประชาชนในศูนย์ฯ และเยี่ยมเถ้าแก่ห้าดาวในพื้นที่เสี่ยงด้วย

ซีพีเอฟ ขออยู่เคียงข้างทุกวิกฤติ ช่วยชุมชนไม่หยุดยั้ง และขอส่งมอบทุกความห่วงใยและกำลังใจไปกับอาหารทุกมื้อ ถึงพี่น้องประชาชนให้ผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้ด้วยความปลอดภัย

เขมรเหลี่ยมจัด!พาผู้ช่วยทูตลงพื้นที่ช่องอานม้า-ทัพภาค2ซัดไม่แจ้งล่วงหน้าอันตราย เสี่ยงสูง

ทัพภาค 2 ชี้กัมพูชาพาทูตทหารต่างประเทศและนักข่าวลงพื้นที่ช่องอานม้า เป็นการเข้าพื้นที่อันตราย  โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ถือว่ามีความเสี่ยงอย่างมาก  สรุปเขมรละเมิดข้อตกลงหยุดยิง 5 พื้นที่ ช่องคานม้า -ภูมะเขือ-ผามออีแดง เสริมกำลังทหาร ที่ปราสาทตาเมือนธม-ตาควาย

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 (ณ เวลา 14.00 น.) รายงานว่า ภายหลังการเจรจาหยุดยิง ของทั้งสองฝ่าย ห้วงคืนวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ปรากฏการคุกคามของกำลังประเทศกัมพูชา ใน 4 เหตุการณ์ คือ

 1. พื้นที่ช่องคานม้า อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ตรวจพบการเพิ่มเติมกำลังของกำลังประเทศกัมพูชา และตรวจพบการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) บินตรวจการณ์การวางกำลังของฝ่ายเรา  จากนั้นในห้วงกลางคืนมีการปะทะกันด้วยปืนเล็ก

 2. พื้นที่ภูมะเขือ ตรวจพบการเพิ่มเติมกำลังของกำลังประเทศกัมพูชา และตรวจพบการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) บินตรวจการณ์การวางกำลังของฝ่ายเรา จากนั้นในห้วงกลางคืนมีการปะทะกันด้วยปืนเล็ก

 3. พื้นที่ผามออีแดง กำลังประเทศกัมพูชาได้ใช้อาวุธยิงสนับสนุน (ค.100) โจมตีเข้ามายังฐานปฏิบัติการฝ่ายเรา แต่ฝ่ายเราไม่มีการตอบโต้แต่อย่างใด (กำลังพลปลอดภัย)

4. พื้นที่ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ตรวจพบการเพิ่มเติมกำลังของกำลังประเทศกัมพูชา

 5. เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาได้นำผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศและผู้สื่อข่าว เดินทางมายังจุดผ่อนปรนการค้าช่องอานม้า อำเภอน้ำ ยืนจังหวัดอุบลราชธานี โดยมี พันเอกบุญเสริม บุญบำรุง รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ต้อนรับ

การที่นำผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ เดินทางเข้ามายังพื้นที่อันตราย โดยไม่บอกกล่าว ถือว่ามีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก

“ภูมิธรรม”ย้ำเก็บข้อมูลหลักฐานทุกการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง “ไทย-กัมพูชา” ตีแผ่บนเวทีโลก

“ภูมิธรรม” เผยสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เน้นย้ำหลักฐานเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทุกการละเมิดข้อตกลง ได้มีการเก็บหลักฐานและสื่อสารให้ประชาคมโลกรับรู้ 

วันนี้ (30 ก.ค. 68) เวลา 12.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ตอบข้อซักถา สื่อมวลชนเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่พบว่ายังมีการลักลอบโจมตีจากกองกำลังนอกประเทศ 

นายภูมิธรรม กล่าวว่า การชี้แจงเรื่องนี้ต้องมีความระมัดระวัง ต้องเห็นความชัดเจนของข้อมูล เพราะไทยเราไปเสนอในเวทีประชาคมโลก ต้องการความชัดเจน ขณะนี้บางอย่างที่เราดำเนินการ ถ้าไม่มีความชัดเจนหรือไม่สามารถสื่อสารได้เราจะระมัดระวัง ขณะนี้ก็มีข้อมูลการข่าวเชิงลึกหลายเรื่องที่กำลังดำเนินการอยู่ ดังนั้น การที่เราจะใช้ข้อมูลหลักฐานแต่ละส่วน ต้องให้เหมาะกับเวที พยายามใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

“ตอนนี้ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีการรวบรวมเทปและหลักฐานชัดเจนต่าง ๆ ว่ามีการลักลอบบุกหรือไม่บุกห้วงระยะเวลาใด ซึ่งปรากฏชัดเจนเพราะทุกวันนี้มีเครื่องมือที่ทันสมัยเยอะ สามารถชี้ได้ว่า วัน ว. เวลา น. มีอะไรเกิดขึ้นมา พร้อมทั้งได้เชิญผู้ช่วยทูตทหารของนานาประเทศมาร่วมดู ซึ่งในขณะนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนกลางคืน ทหางทหารใช้เครื่องมือทุกอย่างบันทึกหลักฐานไว้อย่างชัดเจน เราไม่ได้ขาดตกบกพร่อง ซึ่งตอนนี้ทหารทำงานอย่างเต็มที่” 

ในเรื่องการพูดคุยตอนนี้ก็ยังคงพูดคุยต่อไป แต่ละฝ่ายก็นำหลักฐานมาแสดงความบริสุทธิ์ชัดเจนของตน และให้เห็นภาพของการรุกล้ำหรือละเมิดข้อตกลงที่เราตกลงกัน ตอนนี้ก็ยังมีการยิงกัน ปะทะกันตามแนวชายแดนประปราย ฝ่ายกัมพูชาก็มีการยิงเข้ามา และเขวี้ยงระเบิดเข้ามา แต่ขณะนี้อาวุธใหญ่ไม่ได้ถูกนำมาใช้แล้วในขั้นต้น ทั้งนี้ ตอนนี้รัฐบาลดำเนินการทุกกรณี ทุกเงื่อนไข ซึ่งกระบวนการทางการทูตก็ดำเนินการไปแล้ว 

และขณะนี้เราใช้ช่อง NBT กรมประชาสัมพันธ์ ในการประสานงานประชาสัมพันธ์ อะไรเป็นเรื่องย่อย ๆ หรือเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีผลกระทบมากนัก ก็จะมีการรายงานถ่ายทอดสดตลอด แต่ถ้าเป็นเรื่องที่มีความชัดเจน เรื่องที่มีปัญหาและมีความสำคัญ ก็จะใช้โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ (ทรท.) โดย NBT เป็นแม่ข่ายดึงทุกช่องมาร่วมถ่ายทอดด้วย ขณะนี้เราสื่อสารให้ชาวโลกรับรู้ทั้งหมด ซึ่งเรารับทราบคำวิจารณ์ของประชาชน และสื่อมวลชน เราก็พยายามจัดการ และแก้ไขต่าง ๆ ให้มากขึ้น 

ขณะนี้มียุทธการรองรับหมดแล้วไม่ใช่เพิ่งเริ่มแล้วมาวาง โดยตอนนี้ใช้ยุทธการต่าง ๆ ตามสมควรและมีการบันทึกหลักฐานไว้ให้เห็นว่าใครเป็นฝ่ายละเมิด ในส่วนเครื่องเติมกำลังของกองกำลังนอกประเทศ ตอนนี้เรามีดาวเทียมบันทึก เติมมาเมื่อไหร่ เวลาไหน เราใช้ดาวเทียมเก็บหลักฐาน  เรามีกระบวนการรองรับในมาตรการนี้ ก็คือกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะสื่อสารชี้แจงให้ข้อมูลไปยังนานาประเทศที่เป็นผู้สังเกตการณ์ของเรา และเป็นหลักฐานข้อมูลที่จะชี้แจงต่อประชาคมโลก ทุกวันนี้ไม่ใช่การพูดหรือการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเท่านั้น เรื่องหลักฐานเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ 

ในเรื่องความไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจกัมพูชา เราตอบอย่างชัดเจนว่า เราไม่ได้ไว้วางใจกัมพูชามาตั้งแต่ต้นจากสิ่งที่กัมพูชาได้กระทำมา ดังนั้น วันนี้เราให้ประชาคมโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเราแสดงออกอย่างเต็มที่ว่า เรารักษาสันติภาพและพยายามหาทางออกโดยไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ซึ่งบรรดาผู้นำอาเซียนและประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ทุกคนก็ชื่นชมยินดีว่าข้อตกลงที่เกิดขึ้นมาด้วยความใจกว้างของไทย ด้วยความจริงใจของไทยในการรักษาสันติภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาคนภายนอก สะท้อนว่าเรื่องนี้อยู่ในสายตาประชาคมโลก

วันนี้เราให้ความสำคัญกับหลักฐาน ซึ่งหลักฐานเป็นสิ่งสุดท้าย ถ้าเขมรยิงมา เราสามารถชี้ได้ว่าใครยิ่งก่อน ตอนนี้เรามีหลักฐานภายใต้การสังเกตการณ์ของผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ มีทั้งอาเซียน มีทั้งจีน สหรัฐอเมริกา มาคอยดู ตอนนี้เราประสานงานทั้งฝ่ายกลาโหม ฝ่ายมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ และทุก ๆ หน่วยงานอย่างเต็มกำลัง 

กรมการจัดหางานเตรียมออกใบอนุญาตทำงานคนต่างด้าวเป็นบัตรดิจิทัล ดีเดย์เริ่ม 1 ก.ย.นี้

กรมการจัดหางาน ดีเดย์เปิดตัว “Outsourcing Service” ใบอนุญาตทำงานคนต่างด้าว โฉมใหม่! ยกระดับบริการสู่ดิจิทัล เตรียมพร้อมเปิดให้บริการ 1 กันยายนนี้ ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เป็นประธานในพิธีแถลงข่าว เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการจ้างเหมาเอกชนผลิตใบอนุญาตทำงานและให้บริการรับคำขอและการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว (Outsourcing Service) อย่างเป็นทางการ โดยมีนายจำนงค์ ทรงเคารพ ผู้ตรวจราชการกรม กรมการจัดหางาน กล่าวรายงาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้แทนจากภาคเอกชน ร่วมเป็นเกียรติ ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร ห้องอัศวิน แกรนด์ บอลรูม B – C ชั้น 4 เพื่อมุ่งยกระดับการให้บริการด้านแรงงานต่างด้าวให้ทันสมัย สะดวก รวดเร็ว และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับตัวของภาครัฐ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของบริบทแรงงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้การบริการของรัฐสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว โปร่งใส ลดต้นทุน และลดภาระในการติดต่อราชการ จึงได้ริเริ่มโครงการ Outsourcing Service นี้ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการดำเนินภารกิจของกรมฯ ในส่วนที่สามารถถ่ายโอนการให้บริการได้อย่างเหมาะสม

ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เข้มงวดของภาครัฐ โดยยังคงยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และการคุ้มครองสิทธิของแรงงานทุกคน ซึ่งระบบได้เตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งด้านกฎหมาย กระบวนงาน เทคโนโลยี และบุคลากร และพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายน 2568 พร้อมกัน ทุกที่ ทุกเวลาทั่วประเทศ

นายสมชาย ฯ กล่าวถึงที่มาของโครงการว่า จากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล เพื่อให้ภาครัฐมีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ สามารถให้บริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้สะดวก ประหยัด และมีคุณภาพ กรมการจัดหางานจึงได้จ้างเหมาภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการแทนในภารกิจหลัก ทั้งการรับคำขอ การแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว และผลิตใบอนุญาตทำงาน เพื่อยกระดับการบริการให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

สำหรับหัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน ได้แก่ เริ่มต้นจากการลงทะเบียนเข้าใช้งานระบบ และยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม หลังจากยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียมการพิจารณา ผู้ใช้บริการสามารถรอการตรวจสอบเอกสารและติดตามสถานะได้ทันที เมื่อได้รับผลการอนุมัติก็สามารถชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และทำการนัดหมายออนไลน์เพื่อเลือกศูนย์บริการวันและเวลาที่สะดวกในการเข้ารับบริการ

จากนั้นเพียงเดินทางไปที่ศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวที่เลือกไว้ เพื่อรับใบอนุญาตทำงานที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องด้วยเทคโนโลยีการพิสูจน์ตัวตน อาทิ ระบบลายนิ้วมือและการสแกนม่านตา เพื่อความปลอดภัยและแม่นยำของข้อมูล เพื่อรองรับการให้บริการอย่างครอบคลุม กรมการจัดหางานกำหนดให้จัดตั้งศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว จำนวน 40 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 7 แห่ง และต่างจังหวัด 33 แห่ง รวมถึงหน่วยบริการใบอนุญาตทำงานแบบเคลื่อนที่อีก 8 หน่วย เพื่ออำนวยความสะดวกในทุกพื้นที่ ทำให้การบริการเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น

การดำเนินโครงการ Outsourcing Service นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมการจัดหางานให้ตอบรับกับยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านแรงงานให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจ ลดภาระในการติดต่อราชการ พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

กองทัพไทยผิดหวังรัฐบาลกัมพูชาปฎิเสธข้อเท็จจริง ยิงไทยไม่หยุด

กองทัพไทย ผิดหวัง รัฐบาลกัมพูชา ปฏิเสธข้อเท็จจริง  ยิงไทยไม่หยุด ยก5 ข้อ ซัดกองทัพกัมพูชา ภัยคุกคาม ไร้ ศักดิ์ศรีชายชาติทหาร ควรทบทวนบทบาท

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ออกมาแสดงความผิดหวังต่อคำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา ซึ่งได้ออกแถลงการณ์เมื่อค่ำวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 โดยชี้แจงและแสดงจุดยืนต่อกรณีดังกล่าว ดังนี้

1. ประเทศไทยยึดถือข้อเท็จจริง และไม่กล่าวหาโดยไร้หลักฐาน : จากข้อมูลที่กองทัพไทยเปิดเผยต่อสาธารณชน ในการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา โดยยืนยันว่าทหารกัมพูชาได้เปิดฉากการยิงเข้ามายังที่มั่นทหารไทยบริเวณภูมะเขือ และช่องอานม้า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 เวลา 21.30 น. นั้น มิได้เกิดจากการกล่าวหาโดยปราศจากมูล หากแต่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่หน้าแนวการวางกำลังของทหาร ซึ่งได้รับการตรวจสอบโดยหลายหน่วยงาน มีบันทึกเหตุการณ์ การสื่อสาร และพยานแวดล้อมที่ยืนยันชัดเจน

 การที่ฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าว  มิใช่เพียงการเพิกเฉยต่อหลักฐานที่ปรากฏ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของกลไกสันติภาพในเวทีโลก ทั้งนี้ กองทัพไทยพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อกลไกผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง และยืนยันข้อเท็จจริงบนหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เพื่อพิสูจน์ให้ประชาคมโลกเห็นว่า กองทัพไทยปฏิบัติตามคำมั่นอย่างเคร่งครัด “ไม่ใช่แค่ออกมาพูดว่า “มุ่งมั่นและแน่วแน่” แต่พิสูจน์ได้ด้วยการกระทำ

2. พฤติกรรมของทหารกัมพูชาสะท้อนปัญหาภายในกองทัพตนเอง : การที่ทหารกัมพูชาบางหน่วยยังคงใช้อาวุธหลังการหยุดยิง สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของการบังคับบัญชา และภาวะขาดวินัยในหมู่ทหารระดับผู้ปฏิบัติการ โดยการออกมาปฏิเสธความรับผิดชอบของรัฐบาลกัมพูชา ตอกย้ำว่า กองทัพกัมพูชาไม่สามารถควบคุมกำลังพลของตนเองได้ เข้าข่ายภาวะ “ล้มเหลวในการบังคับบัญชา” หมายความได้ว่า ณ ปัจจุบัน ระบบการบังคับบัญชาภายในกองทัพกัมพูชาขาดประสิทธิภาพ ผู้นำไม่สามารถควบคุมกำลังพลของตนเองได้ หรือหากเลวร้ายกว่านั้น อาจเป็นการที่มีผู้มีเจตนาปล่อยให้เกิดความรุนแรงเพื่อหวังผลทางการเมืองบางประการ 

3. ไทยยืนยันเจตนารมณ์สันติภาพ โดยเปิดรับการตรวจสอบจากกลไกที่เป็นกลาง : กองทัพไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับกลไกระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเข้าถึงพื้นที่ และการเปิดเผยข้อมูล โดยไม่มีสิ่งใดต้องปกปิด โดยฝ่ายไทยมั่นใจในความโปร่งใสของตนเอง และเชื่อมั่นว่าความจริงจะเป็นเครื่องยืนยันถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่แท้จริง

4. เรียกร้องให้กัมพูชาทบทวนตนเอง  โดยหยุดกล่าวหาผู้อื่นโดยไม่แก้ปัญหาภายใน :
ก่อนที่รัฐบาลกัมพูชาจะกล่าวหาประเทศอื่นว่าบิดเบือนความจริง ควรหันกลับไปตรวจสอบตนเอง ว่าเหตุใดคำสั่งหยุดยิงจึงไม่สามารถหยุดเสียงปืนในแนวหน้าได้ หากไม่สามารถควบคุมทหารให้ยุติการสู้รบหลังคำสั่งหยุดยิงได้ ย่อมหมายความว่า รัฐบาลขาดอำนาจในการควบคุมบังคับบัญชากองทัพของตนเองอย่างสิ้นเชิง และการที่กองทัพกัมพูชาไม่สามารถสั่งการให้หยุดยิงได้ หมายถึงความอ่อนแอและไร้เสถียรภาพของกองทัพ นำไปสู่ความไร้ศักดิ์ศรีของการเป็นชายชาติทหาร จึงขอเรียกร้องให้สังคมโลกประณามและจับตามองว่ากองทัพกัมพูชาเป็นกองทัพที่สร้างภัยคุกคามทั้งต่อภูมิภาคและประชาคมโลก

5. สุดท้ายเหตุการณ์ที่ทหารกัมพูชาใช้อาวุธประจำกายและอาวุธประจำหน่วยขนาดเล็กยิงเข้ามายังที่มั่นทหารไทยเมื่อคืนนี้  เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ทหารกัมพูชาในแนวหน้าถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพังในพื้นที่ห่างไกลโดยขาดการดูแล ส่งกำลังบำรุง จากกองทัพ โดยมีทหารกัมพูชาหลายนาย ยอมวางอาวุธและเข้ามอบตัวต่อทหารไทยในเวลาต่อมา

พฤติกรรมดังกล่าว มิใช่แค่ละเมิดคำสั่ง แต่ยังสะท้อน “สัญญาณอันตราย” ว่ากองทัพกัมพูชาขาดความสามารถในการจัดการกำลังพลในยามวิกฤต ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชากล่าวอ้างถึง “ความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่” เพื่อสันติภาพในทุกบรรทัดของแถลงการณ์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ชี้ให้เห็นว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่ได้หวังผลทางยุทธวิธี แต่เป็นการ “เรียกร้อง” จากความรู้สึกถูกทอดทิ้ง ไม่มีเสบียง ไม่มีการหมุนเวียนกำลัง และขาดสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานในการดำรงชีพ สะท้อนว่ากองทัพกัมพูชาคือระบบอำนาจนิยมที่สร้างจากความหวาดกลัวและไร้มนุษยธรรม 

กองทัพไทยขอเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาและกองทัพกัมพูชา “หันกลับไปดูแลทหารของตัวเอง” ก่อนที่จะกล่าวหาใคร ๆ ว่าบิดเบือนความจริง พฤติกรรมการแสดงออกที่เกิดขึ้น แสดงว่าพวกเขาเหนื่อยล้า หวาดกลัว หิวโหย และต้องการให้ “ผู้บังคับบัญชาของตนดูแลและแสดงความรับผิดชอบ” มากกว่าออกมาแก้ตัว และโกหกซ้ำซาก

กองทัพไทย ขอยืนยันอีกครั้งว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นต่อกระบวนการสันติภาพโดยแท้จริง พร้อมดำเนินการอย่างโปร่งใส มีวินัย และยึดมั่นในพันธสัญญาที่ให้ไว้ต่อประชาคมระหว่างประเทศ ขอเรียกร้องให้กัมพูชากลับมาทบทวนตนเองอย่างจริงจัง และยุติพฤติกรรมการปฏิเสธความจริง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นฟูสันติภาพอย่างยั่งยืน

เร่งยกฐานะ “เชียงราย”สู่เมืองประชุมนานาชาติ หลังโชว์งานชา-กาแฟระดับอินเตอร์สำเร็จ

เชียงรายเร่งเครื่องพิสูจน์ศักยภาพไมซ์ เป้าหมายจุดหมายปลายทางด้านชาและกาแฟระดับโลก ประสบความสำเร็จเป็นเจ้าภาพจัดงาน “Global Coffee and Tea Association Forum 2025: Shaping the Future Together” ผสานงานประชุม นิทรรศการและการลงพื้นที่ครบจบในงานเดียว ดึงผู้ร่วมงานนานาชาติ 46 คนจาก 11 ประเทศ/เขตปกครองเข้าร่วมงาน ออสเตรเลีย กัมพูชา จีน โคลอมเบีย เดนมาร์ก อินโดนีเซีย ฮ่องกง เมียนมา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเวียดนาม จากยอดผู้ร่วมงานทั้งสิ้น 211 คน

ในงานนี้ ผู้เข้าร่วมงานได้แลกเปลี่ยนความรู้ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และพัฒนาศักยภาพ พร้อมทั้งลงพื้นที่เยี่ยมชมไร่ชาและกาแฟ โรงงานแปรรูป และลิ้มรสผลิตภัณฑ์ต้นตำรับ สร้างโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมชาและกาแฟในเชียงราย

งาน Global Coffee and Tea Association Forum 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 20 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ด้วยความร่วมมือระหว่างหลายองค์กร ได้แก่ สถาบันชาและกาแฟ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เป็นการต่อยอดจากการจัดงาน Symposium นานาชาติด้านชาและกาแฟในปี 2566 และ 2567 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมชาและกาแฟในระดับนานาชาติและการเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการชาและกาแฟในเชียงราย โดยเฉพาะกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพจากต่างประเทศที่มาร่วมงาน ซึ่งเป็นการนำเสนอพลังทางธุรกิจของอุตสาหกรรมชาและกาแฟของเชียงราย

นายภูริพันธ์ บุนนาค รองผู้อำนวยการ และรักษาการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า “เชียงรายได้แสดงศักยภาพของเมืองที่สามารถเป็นเจ้าภาพงานไมซ์ระดับสากลได้อย่างดีเยี่ยม งานนี้คือตัวอย่างของการใช้ไมซ์เป็นเวทีและเครื่องมือส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรอย่างชาและกาแฟของจังหวัด ผลักดันให้เชียงรายกลายเป็นศูนย์กลางการผลิต แปรรูป และซื้อขายชาและกาแฟทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค รวมถึงเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลชาและกาแฟระดับประเทศและนานาชาติในอนาคต”

เวทีส่งเสริมความรู้ เปิดประเด็นระดับโลก

งานครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการประชุมและการเสวนาโต๊ะกลมที่โรงแรมเลอเมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท โดยมีวิทยากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการด้านชาและกาแฟจากจีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เมียนมา สิงคโปร์ เดนมาร์ก ออสเตรเลีย เวียดนาม และไทย ร่วมนำเสนอและแลกเปลี่ยนประเด็นที่หลากหลาย ทั้งความท้าทายของอุตสาหกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ความยั่งยืน การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การผสมและปรุงแต่งรส และแนวโน้มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ พร้อมนำเสนอผลงานวิจัย การแปรรูป และนวัตกรรมการผลิต

นิทรรศการพลังและศักยภาพของผู้ประกอบการ 

การจัดนิทรรศการ “Chiang Rai Brewtopia Green Season” ที่อุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง โดยมี นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายภูริพันธ์ บุนนาค และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล หัวหน้าสถาบันชาและกาแฟ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นประธานเปิดงาน ภายในนิทรรศการมีผู้ประกอบการชาและกาแฟกว่า 40 ราย นำเสนอผลิตภัณฑ์เฉพาะถิ่นทั้งจากชนเผ่าบนดอย ผู้ประกอบการหน้าใหม่ และช่างฝีมือท้องถิ่น ให้กับผู้ร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้เลือกซื้อ ลิ้มลอง และพูดคุยโอกาสทางธุรกิจ พร้อมกิจกรรมเวิร์กชอป เสวนาธุรกิจ และการสาธิตผลิตภัณฑ์

เยี่ยมชมพื้นที่ต้นแบบ ชูจุดแข็งด้านการผลิต

เพื่อตอกย้ำจุดแข็งของการเป็นจุดหมายด้านชาและกาแฟ มีการจัดกิจกรรม “A Cup to Village” พาผู้ร่วมงานชาวต่างประเทศลงพื้นที่ไร่และโรงงานต้นแบบ อาทิ ไร่ชาฉุยฟง อ.แม่จัน ชมการปลูกชาระบบขั้นบันไดแบบออร์แกนิก พร้อมกระบวนการผลิตและชิมชาอู่หลงที่คว้ารางวัล ไร่ชาวังพุดตาล ดอยแม่สลอง เยี่ยมชมเส้นทางการพัฒนาชุมชนด้วยชาอู่หลงและชาดำคุณภาพสูง โดยชาดำคว้ารางวัล Grand Gold Prize ในงาน World Green Tea Contest 2021 กาแฟดอยช้าง อ.แม่สรวย แสดงผลสำเร็จของการปลูกกาแฟอาราบิก้าภายใต้โครงการหลวงแทนการทำไร่เลื่อนลอยในปี 2512 ปัจจุบันมีแบรนด์เป็นที่ยอมรับส่งออกกว่า 10 ประเทศ ได้รับ GI จากสหภาพยุโรป และจบด้วยกิจกรรม Coffee Cupping ให้กับผู้ร่วมงาน ณ ร้าน “Queen of Coffee”

การเป็นเจ้าภาพงาน Global Coffee and Tea Association Forum 2025 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเชียงรายในการพัฒนาเมืองเป็นจุดหมายการจัดงานไมซ์ อีกทั้งในปี 2567 เชียงรายติดอันดับเมืองไมซ์ของ ICCA เป็นครั้งแรกจากการจัดงานที่เข้าเกณฑ์ ICCA จำนวน 2 งาน และในปี 2568 ยังเป็นเจ้าภาพประชุม AIPH Spring Meeting 2025 & Green City Conference 2025 ของสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และเตรียมต้อนรับงาน PATA Destination Marketing Forum ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

 “ตามยุทธศาสตร์ของทีเส็บ ที่ต้องการกระจายงานไมซ์ไปยังเมืองรองที่มีจุดเด่นเฉพาะตัว เชียงรายคือหนึ่งในเมืองที่มีมรดกชาและกาแฟเข้มแข็ง เป็นตัวอย่างของความสามารถในการดึงดูดงานระดับนานาชาติ และวางตำแหน่งเมืองบนแผนที่ไมซ์โลกได้อย่างแท้จริง” นายภูริพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย

ไม่ต้องรอนาน! “ยูกิ โยซะ” เปิดบ้านดวลแข้ง “ซุปเปอร์เล็ก” ศึก ONE 173

ONE ประกาศอัดคู่เพิ่ม เติมความมันในศึก ONE 173 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย. 68 ณ สนามอาริอาเกะ อารีนา กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดย “ยูกิ โยซะ” ซูเปอร์สตาร์คิกบ็อกซิ่งเจ้าถิ่น เตรียมเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ “ซุปเปอร์เล็ก เกียรติหมู่ 9” แชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต (125-135 ป.) โดยทั้งคู่จะวัดพลังแข้งกันในกติกาคิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต (135-145 ป.) 

หลังจากเรียกหากันไปมาผ่านโซเชียลกันได้พักใหญ่ ในที่สุด ONE ก็ไม่ปล่อยให้แฟน ๆ รอนาน จัดให้ทั้งคู่ได้ดวลกันให้รู้ดำรู้แดงบนสังเวียนอย่างรวดเร็วทันใจ ซึ่งต้องรอลุ้นกันว่า “เครื่องจักรนักเตะ” จากแดนสยาม จะปรามความห้าวของนักชกคิกบ็อกซิ่งตัวท็อปแห่งแดนซามูไรได้หรือไม่?

“ยูกิ” กำลังอยู่ในช่วงพีกสุดขีด นับตั้งแต่เปิดตัวในฐานะนักกีฬา ONE เขากวาดชัยมาแล้ว 2 ไฟต์รวด เริ่มจากการหยุดสถิติไร้พ่ายของ “เอลบรุส ออสมานอฟ” นักชกรัสเซีย ในศึก ONE ลุมพินี 109 เมื่อเดือน พ.ค. ก่อนจะสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ ด้วยการโค่น “เพชรทนง เพชรเฟอร์กัส” อดีตแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต และมือวางอันดับ 3 ของแรงกิง ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต ในศึก ONE ลุมพินี 116 เมื่อกลางเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ครั้งนี้ “ยูกิ” ตั้งเป้าจะประกาศศักดาปราบ “ซุปเปอร์เล็ก” ต่อหน้าแฟนมวยในบ้านเกิด เพื่อลุ้นมีชื่อเข้าสู่แรงกิง และปูทางสู่การชิงบัลลังก์ในอนาคต

ด้าน  “ซุปเปอร์เล็ก” เป็นเจ้าของสถิติสวยหรู กวาดชัยชนะมาแล้วมากถึง 15 จาก 17 ไฟต์ในรายการนี้ รวมถึงชนะในกติกาคิกบ็อกซิ่งถึง 4 ครั้ง โดยหนึ่งในนั้นคือการชนะคะแนนเอกฉันท์ “ทาเครุ เซกาวา” เพื่อนร่วมทีมของ “ยูกิ” ในศึก ONE 165 เมื่อเดือน ม.ค. 67 ปัจจุบันเขาคือเจ้าบัลลังก์คิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต และยังรั้งตำแหน่งผู้ท้าชิงอันดับ 5 ในแรงกิงคิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวตอีกด้วย

โดยครั้งนี้ “ซุปเปอร์เล็ก” จะลงแข่งขันกติกาคิกบ็อกซิ่งเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี ซึ่งถือเป็นการเดิมพันด้วยศักดิ์ศรีในฐานะนักชกจากแรงกิงที่ต้องรักษาเก้าอี้ไว้ให้มั่น เพื่อเปิดอีกหนึ่งเส้นทางสู่บัลลังก์ของรุ่นนี้ต่อไป 

ทั้ง “ยูกิ” และ “ซุปเปอร์เล็ก” ต่างขึ้นชื่อเรื่องแข้งสุดอันตรายเป็นไม้ตายประจำตัว ต้องรอดูว่าในการปะทะกันครั้งนี้ แข้งใครจะแกร่งกว่ากัน วันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย.นี้ ห้ามพลาดชม!

7 สาวไทยพร้อมลุยเมเจอร์สุดท้ายแห่งปี “เอไอจี วีเมนส์ โอเพ่น” ที่เวลส์

“จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล มือสองของโลกพร้อมด้วย “เม” เอรียา จุฑานุกาล “พราว” ชเนตตี วรรณแสน “แพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ “เมียว” ปาจรีย์ อนันต์นฤการ “เปียโน” อาภิชญา ยุบล และ”โม” โมรียา จุฑานุกาล ร่วมแข่งขันล่าแชมป์ “ไอเอจี วีเมนส์ โอเพ่น” เมเจอร์สุดท้ายแห่งปีของแอลพีจีเอ ีที่เวลส์ ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ประชันวงสวิงกับยอดโปรสาวระดับโลก 

การแข่งขันรายการ เอไอจี วีเมนส์ โอเพ่น เมเจอร์สุดท้ายของปี ที่รอยัลพอร์ทคอว์ล ในพอร์ธคาวล์ เวลส์ ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2568 ชิงเงินรางวัลรวม 9.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 308.6 ล้านบาท เป็น 1 ใน 5 รายการของเมเจอร์หญิง โดย ลิเดีย โค โปรสาวจากนิวซีแลนด์ กลับมาป้องกันแชมป์ของเธออีกครั้ง

สัปดาห์นี้มีนักกอล์ฟไทยร่วมแข่งขัน 7 คน ได้แก่ “จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล มือสองของโลกพร้อมด้วย “เม” เอรียา จุฑานุกาล “พราว” ชเนตตี วรรณแสน “แพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ “เมียว” ปาจรีย์ อนันต์นฤการ “โม” โมรียา จุฑานุกาล และ “เปียโน” อาภิชญา ยุบล ที่ได้เข้าร่วมจากรอบคัดเลือกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดต่างพร้อมจะสร้างผลงานออกมาดีในเมเจอร์สุดท้ายปีนี้ 

ความเคลื่อนไหว  “จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล มืออันดับ 2 ของโลก เจ้าของแชมป์อาชีพแอลพีจีเอ ทัวร์ 5 รายการจะเล่นครั้งที่ 8 เคยคว้ารางวัลนักกอล์ฟสมัครเล่นดีที่สุดสองครั้ง ในปี 2018 และ 2019 สถิติที่ดีที่สุดจบอันดับ 7 ร่วมปี 2022 ขณะที่ 4 เมเจอร์แรกปีนี้ จบอันดับ 24 ร่วม เชฟรอน  แชมเปียนชิพ ไม่ผ่านตัดตัว ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น จบอันดับ 4 ร่วม วีเมนส์ พีจีเอ แชมเปียนชิพ และ รองแชมป์ เอวิยอง แชมเปียนชิพ หลังแพ้เพลย์ออฟเกรซ คิม ขณะที่ผลงานการเล่นในทัวร์ปีนี้ 13 รายการ จบใน 10 อันดับแรก 8 รายการ รวมทั้งแชมป์ มิซูโฮ อเมริกา โอเพ่น ปัจจุบันเธอนำอันดับ 1 ทั้งคะแนนสะสมเรซทู เดอะ ซีเอ็มอี โกลบ นักกอล์ฟยอดเยี่ยมแห่งปี สกอร์เฉลี่ยต่ำที่สุดของทัวร์

“เม” เอรียา จุฑานุกาล อดีตมือหนึ่งของโลก เจ้าของแชมป์อาชีพแอลพีจีเอ ทัวร์ 12 รายการ จะเล่นในครั้งที่ 12 สถิติจบลงใน 10 อันดับแรก 4 ครั้ง รวมทั้งแชมป์ปี 2016 ส่วนผลงานในทัวร์ในปีนี้ เล่น 12 รายการ จบใน 10 อันดับแรก 6 รายการ รวมทั้ง 4 เมเจอร์แรก จบอันดับ 2 ร่วม เชฟรอน แชมเปียนชิพ อันดับ 9 ร่วม ยูเอส  วีเมนส์ โอเพ่น และอันดับ 7 ร่วม เอวิยอง แชมเปียนชิพ 

“พราว” ชเนตตี วรรณแสน แชมป์อาชีพแอลพีจีเอทัวร์ 2 รายการ จะเล่นครั้งที่ 3 โดยสามครั้งที่ผ่านมา ไม่ผ่านการตัดตัว ขณะที่ผลงานใน 4 เมเจอร์แรก จบอันดับ 18 ร่วม เชฟรอน แชมเปียนชิพ ไม่ผ่านตัดตัวยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น อันดับ 2 วีเมนส์ พีจีเอ แชมเปียนชิพ และอันดับ 43 ร่วม เอวิยอง แชมเปียนชิพ ส่วนผลงานในทัวร์ปีนี้ เล่น 16 รายการ จบใน 10 อันดับแรก 3 รายการ

“แพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ แชมป์อาชีพแอลพีจีเอ 2 รายการ รวมทั้งแชมป์เมเจอร์ จะเล่นครั้งที่ 6 โดสถิติดีที่สุดอันดับ 7 ร่วมปี 2021 ผลงานใน 4 เมเจอร์ปีนี้ ไม่ผ่านตัดตัว เชฟรอน  แชมเปียนชิพ และ ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น จบอันดับ 52 ร่วม วีเมนส์ พีจีเอแชมเปียนชิพ และ อันดับ 43 ร่วม เอวิยอง แชมเปียนชิพ 

“เมียว” ปาจรีย์ อนันต์นฤการ แชมป์อาชีพแอลพีจีเอทัวร์ 2 รายการ ทำสถิติดีที่สุดรายการนี้ จบอันดับ 10 ร่วมเมื่อปีที่แล้ว สำหรับผลงาน 4 เมเจอร์แรก จบอันดับ 30 ร่วม เชฟรอนอน แชมเปียนชิพ ไม่ผ่านตัดตัวยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น และ วีเมนส์ พีจีเอแชมเปียนชิพ อันดับ 48 ร่วม เอวิยอง แชมเปียนชิพ ส่วนผลงานในทัวร์ปีนี้ เล่น 16 รายการ จบใน 10 อันดับแรก 1 รายการ

“โม” โมรียา จุฑานุกาล แชมป์อาชีพแอลพีจีเอทัวร์ 3 รายการ จะเล่นครั้งที่ 12 สถิติดีที่สุด จบอันดับ 9 เมื่อปี 2021 ขณะที่ผลงานในทัวร์ปีนี้ เล่น 14 รายการจบใน 10 อันดับแรก 1 รายการ  

และ “เปียโน” อาภิชญา ยุบล จะเล่นเป็นครั้งที่ 3 หลังจากที่ผ่านการเล่นคัดเลือกเมื่อวันจันทร์ สถิติ 2 ครั้งที่ผ่านมาปี 2023 ไม่ผ่านตัดตัว และปีที่แล้วจบอันดับ 49 ร่วม ส่วนผลงาน 4 เมเจอร์แรกนั้น ไม่ผ่านตัดตัดตัว เชฟรอน แชมเปียนชิพ, ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น และ เอวิยอง แชมเปียนชิพ จบอันดับ 45 ร่วม วีเมนส์ พีจีเอ แชมเปียนชิพ  ขณะที่ผลงานในทัวร์เล่น 14 รายการ ดีที่สุดจบอันดับ 9 ร่วม ที่ประเทศเม็กซิโก ผลงานล่าสุดสัปดาห์ที่แล้ว จบอันดับ 38 ร่วม วีเมนส์ สกอตติช โอเพ่น ที่สกอตแลนด์

เครดิตภาพ: LPGA/Getty Images 

นี่คือโลกของ ‘ฮุน เซน’ไร้มิตร ดิบ เถื่อน โฉด ไม่มีสัจจะ

ฮุนเซน เป็นอดีตนายกฯ เขมร ครองอำนาจยาวนานถึง 40 ปี 
.
แม้จะมีลูกชายขึ้นเป็นนายกฯ แต่ฮุนเซนกำกับทุกอย่างอยู่เบื้องหลัง 
.
เดิมเคยเป็นเขมรแดง ถึงจะปฎิเสธอยู่ตลอดว่าตัวเองไม่เกี่ยว แต่ฮุนเซนได้ดีก็เมื่อเขมรแเดงแตก 
.
ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามจนได้ขึ้นเป็นใหญ่กุมอำนาจ
.
เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศตั้งแต่ อายุ 28 ปี
.
ฮุนเซนจึง “ไม่มีเพื่อน ไม่มีเจ้านาย” เติบโตเป็นใหญ่ตั้งแต่หนุ่ม ตาบอดไปข้างจากสงคราม
.
การที่ทักษิณเคยคบค้าสมาคมกับฮุนเซนได้ นั่นเพราะฮุนเซนคิดถึงผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก
.
เมื่อผลประโยชน์ยังลงตัว ต่างคนต่างคบกันเป็นมิตรได้
.
แต่เมื่อผลประโยชน์ขัดกัน ก็ต้องบรรลัยไปข้างหนึ่ง

.
โลกของฮุนเซนโหดร้ายกว่าโลกของทักษิณมากโข ผ่านสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนครองอำนาจ ปราบผู้เห็นต่างจับยัดเข้าคุก ไม่ก็ตาย ไม่ก็หนีหัวซุกหัวซุนลี้ภัยไปต่างแดน 
.
ฮุนเซนจึงมีสันดาน ดิบ เถื่อน โฉด ไม่มีสัจจะ เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมหักหลัง 
.
แม้แต่ในอดีตเขมรยังแบ่งเป็น “เขมร 3 ฝ่าย“ สู้รบฆ่าฟันกันเอง
.
การคบฮุนเซนเป็นเพื่อน จึงเป็นการคิดผิด เพราะพร้อมจะกัด หักหลังเพื่อนได้ตลอดเวลา 
.
ไทยจึงไม่สามาถไว้วางใจเขมรได้อีกต่อไปในอนาคต 
.
ยากที่จะใช้การเจรจาบนโต๊ะ ต้องใช้วิธีการทางทหารเท่านั้น 
.
เหมือนในประวัติศาสตร์ที่สยามครอบครอง พระตระบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ด้วยการส่งเจ้าไปปกครอง
.
แต่เมื่อสยามอ่อนแอลง เขมรก็ปันใจไปหาเวียดนาม ประวัติศาสตร์มีให้เห็นมาแล้ว 
.
ถึงปัจจุบัน ฮุนเซนยังโกยผลประโยชน์จาก ปอยเปต สีหนุวิลล์ 
.
ยกทั้งเมืองให้คนจีนมาขยายอาณาจักรคาสิโน ยึดที่ดินในเมืองจนค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้คนเขมรในพื้นที่ต้องย้ายออกไปอยู่นอกเมืองที่ไกลออกไป

.
แต่ฮุนเซนไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร เพราะยิ่งเปิดคาสิโนมาก เปอร์เซ็นต์ค่าต๋งก็พลอยได้มากไปด้วย
.
เท่านั้นยังไม่พอ ฮุนเซนยังให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์มาขยายพื้นที่ตั้งฐานบัญชาการ เพราะพวกนี้มันหากินกับการหลอกคนไทย ไม่ใช่คนเขมร 
.
ตอนหนุ่มฮุนเซนเป็นอย่างไร ยิ่งแก่ฮุนเซนยิ่งมีสันดานดิบกว่าเดิม
.
ปากว่าตาขยิบ (ตาซ้ายบอด ใช้ตาขวาขยิบแทน) 
.
ตอนเจรจาก็บอกลูกว่าให้เล่นละครกับไทย เจรจาหยุดยิงให้สังคมโลกเห็น จับไม้จับมือเลิกแล้วต่อกัน
.
แต่ไม่ทันข้ามคืน ฮุนเซนก็สั่งยิงปืนใหญ่เข้าเขตแดนไทยแบบไร้สัจจะ
.
เพราะถือว่าที่เจรจาก็เจรจาไป ที่ทหารเขมรยิงก็ยิงไป คนแบบนี้คบได้ที่ไหน?
.
ฮุนเซนจึงไม่เคยมีเพื่อน และในอนาคตก็ไม่มี
.
นี่คือโลกของฮุนเซน ที่คนน่าจะรู้จักดีสุดคือ ทักษิณ

โดย…ชูวิทย์  กมลวิศิษฎ์

สมรภูมิภูมะเขื่อเดือดไม่หยุด!เขมรยิงยั่วยุทหารไทยตลอดคืนยันเช้า

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงคืนวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2568 ต่อเนื่องถึงเช้ามืดวันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2568 มีเหตุการณ์ตึงเครียดเกิดขึ้นหลายจุด โดยเฉพาะที่บริเวณ ภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. ทหารกัมพูชาได้ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งเพิ่งมีการเห็นชอบร่วมกันระหว่างสองฝ่ายที่ประเทศมาเลเซีย โดยกัมพูชาได้ใช้อาวุธปืนเล็กยิงใส่ทหารไทย พร้อมขว้างระเบิดเข้าใส่ฐานปฏิบัติการของไทย นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหวบริเวณ ช่องบก ช่องอานม้า และปราสาทตาเมือนธม ซึ่งสร้างความกังวลในวงกว้าง

เวลา 23.02 น. เฟซบุ๊กเพจ “ปราชญ์ สามสี” ได้โพสต์เชิญชวนให้ประชาชนติดแฮชแท็กเพื่อส่งสัญญาณให้ มาเลเซียและสหรัฐฯ ทราบว่า กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง พร้อมแฮชแท็ก #donaldtrump

จากนั้นเวลา 23.35 น. นาย จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงว่า พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก. ยืนยันว่ามีเหตุปะทะเฉพาะที่ ภูมะเขือ เท่านั้น โดยฝ่ายไทยได้ตอบโต้และสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

ช่วงก่อนเที่ยงคืน มีข่าวลือแพร่สะพัดว่าโดรนของกัมพูชาโจมตีกองบิน 21 อ.เมือง จ.อุบลราชธานี อย่างไรก็ตาม กองบิน 21 ได้โพสต์ข้อความชี้แจงว่า ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลจากพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเท่านั้น

ในเวลา 00.20 น. วันที่ 30 กรกฎาคม สถานการณ์ที่ภูมะเขือเริ่มสงบลง เสียงปืนเงียบลง ส่วนที่ ช่องอานม้าและช่องบก ไม่มีการปะทะกัน แต่ฝ่ายกัมพูชายังมีการยิงปืนฝ่ายเดียวอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการกระทำที่ ยั่วยุทหารไทยอย่างชัดเจน