สธ.เผย สู้รบชายแดน พลเรือนไทยเสียชีวิต 15 ราย รพ.เสียหาย 20 แห่ง–พบเครียดเพียบ

กระทรวงสาธารณสุขรายงานยอดผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ถึง 29 ก.ค. รวมเจ็บ-ตาย 53 ราย รพ.เสียหาย 20 แห่ง ปิดบริการแล้ว 11 แห่ง พบผู้มีภาวะเครียดสูง 293 ราย และเสี่ยงฆ่าตัวตาย 41 ราย เร่งส่งทีมแพทย์–จิตแพทย์เข้าช่วยเหลือทุกพื้นที่

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์ผู้ได้รับผลกระทบด้านสาธารณสุขจากเหตุสู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ณ เวลา 15.00 น. โดยพบว่ามี ผู้เสียชีวิตในฝั่งพลเรือนรวม 15 ราย เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ 1 ราย ที่จังหวัดสุรินทร์

สำหรับ ผู้บาดเจ็บรวม 38 ราย แบ่งเป็นบาดเจ็บสาหัส 12 ราย บาดเจ็บปานกลาง 13 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 13 ราย ขณะนี้ยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาล (admit) อยู่ 11 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นผู้บาดเจ็บสาหัส 8 ราย และบาดเจ็บปานกลาง 3 ราย ส่วนอีก 13 รายได้รับการอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว

ด้านสถานพยาบาล กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ขณะนี้มี โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบแล้วรวม 20 แห่ง โดยในจำนวนนี้ 11 แห่งต้องปิดบริการทั้งหมด และอีก 9 แห่งปิดบางส่วน ขณะที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบแล้วถึง 149 แห่ง

ในส่วนของการปฏิบัติการด้านสาธารณสุข ได้มีการจัดทีมลงพื้นที่รวม 548 ทีม และยังเตรียมความพร้อมไว้เพิ่มเติมรวม 1,221 ทีม ซึ่งประกอบด้วยทีม MERT, Mini MERT, ALS, JIT, MCATT และ SEhRT

สำหรับการดูแลด้านสุขภาพจิต ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีการ คัดกรองประชาชนไปแล้ว 21,007 ราย พบผู้มีภาวะเครียดสูงจำนวน 293 ราย และ ผู้มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 41 ราย โดยมีทีม MCATT ซึ่งประกอบด้วยนักจิตวิทยาและจิตแพทย์เข้าช่วยเหลือทุกกรณีแล้ว

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยังคงกำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนในศูนย์พักพิง ทั้งด้านร่างกาย สุขอนามัย จิตใจ และการควบคุมโรคติดต่ออย่างใกล้ชิด.

CPF ปั้น SME ไทย ก้าวสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ พลิกเกมการแข่งขันในตลาดโลก

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการ SME ไทยในห่วงโซ่อุปทาน ผ่านโครงการ “SMEx ต้นทุนต่ำ นำรักษ์โลก” ตอกย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนให้คู่ค้าเข้าร่วมขอการรับรอง คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ตามมาตรฐานสากล เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ช่วยลดต้นทุน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

นายพีรพงศ์ กรินชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิศวกรรมกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพันธมิตรทางธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net-Zero ภายในปี 2050 โครงการ SMEx ต้นทุนต่ำ นำรักษ์โลก ที่บริษัทดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นรุ่นที่ 4 จึงมีบทบาทช่วยให้ SME สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านทรัพยากร โดยเฉพาะบุคลากรที่เชี่ยวชาญในการประเมินและวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมต่าง ๆ จนถึงการวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งเป้ามีคู่ค้า SME  22 รายสามารถขอการรับรองเครื่องหมาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ได้ภายในปีนี้

“SMEx  เป็นโครงการที่ไม่ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ SME อย่างเดียว แต่ยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME สามารถลงมือดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ โดยมีที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายพันธมิตรจากภาครัฐและสถาบันการศึกษาชั้นนำมาร่วมให้คำปรึกษาเชิงลึก ส่งผลให้ผู้ประกอบการ SME สามารถจัดทำข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรและขอขึ้นทะเบียนรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรได้สำเร็จ” นายพีรพงศ์กล่าว

ผู้ประกอบการ SME ที่เข้าร่วมโครงการ SMEx มีความรู้และสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดการสูญเสียและความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ รวมถึงนำผลประหยัดที่ได้มาลงทุนดำเนินโครงการด้านความยั่งยืน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โครงการ SMEx เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “Partner to Grow – เติบโตเคียงข้างอย่างยั่งยืน” ที่ ซีพีเอฟ ริเริ่มและดำเนินการเพื่อยกระดับศักยภาพและความยั่งยืนของคู่ค้าธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานและเติบโตอย่างยั่งยืนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตลอดจนมีขีดความสามารถในการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว  

ในปีนี้ คู่ค้าผู้ประกอบการ SME จำนวน 22 ราย ที่เข้าร่วมโครงการ SMEx รุ่นที่ 4 เพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญของซีพีเอฟเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำ รวมทั้งได้รับความรู้จากสถาบันการศึกษาและองค์กรชั้นนำ ได้แก่ หน่วยงานด้านความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วยถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการให้ SME เพิ่มขีดความสามารถด้านความยั่งยืน  อบก. ให้คำปรึกษาการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร 

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ถ่ายความรู้แก่ SME เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ระบบดิจิทัลในกระบวนการทำงาน และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่ส่งเสริมผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงแหล่งทุนในการดำเนินโครงการด้านความยั่งยืน เช่น การติดตั้งโซล่าร์เซลล์ เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น

ททท.นำร่อง 10 เมืองกรีนซิตี้ จับตลาดระยะไกล ชูจุดขายธรรมชาติ

ททท. พร้อมบุกตลาดยุโรป รับมาตรฐานใหม่ EU เปิดตัว Thailand Green Tourism Collections  นำร่อง10 เมืองกรีนซิตี้ นำเสนอ20 เส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืน เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพจากตลาดระยะไกล

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเปิดตัว Thailand Green Tourism Collections ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว Green Tourism อย่างยั่งยืน เสริมสร้างความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ รองรับการบังคับใช้กฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรป  โดยนำร่อง 10 เมืองกรีนซิตี้ นำเสนอ 20 เส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืน  โดยมี นางจิระวดี  คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการ     ด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ททท. เป็นประธานในพิธี ณ ภูมิใจการ์เด้น กรุงเทพมหานคร เพื่อบูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนสินค้าและบริการท่องเที่ยวยั่งยืนของไทยสู่ตลาดสหภาพยุโรป

นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ททท.  กล่าวว่า ททท. เดินเกมรุกเชิงนโยบายลุยตลาดยุโรปเต็มรูปแบบ พร้อมสร้างแต้มต่อให้ผู้ประกอบการไทย  กับโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว Green Tourism อย่างยั่งยืน ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านการแข่งขันสินค้าและบริการท่องเที่ยวยั่งยืนของประเทศไทย เพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) คือ CSRD (Corporate Sustainability Reporting Directive) และ CSDDD (Corporate Sustainability Due Diligence) กำหนดให้ธุรกิจใน EU ทำงานกับเฉพาะคู่ค้าที่มีมาตรฐานการจัดการด้านความยั่งยืน โดย ททท. ได้ทำการสำรวจข้อมูลตลาดจากนักท่องเที่ยวยุโรปและความต้องการของบริษัทท่องเที่ยวเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินโครงการดังกล่าว

พร้อมคัดสรรสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่มีการบริหารจัดการความยั่งยืนตรงตามมาตรฐานของ EU มาจัดทำเป็นเส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืนครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน Sustainable Supply Chain ไม่ว่าจะเป็น Green Accommodation, Green Attraction, Green Activity, Green Restaurant, Green Shop,  Green Tour Operator จำนวน 20 เส้นทางใน 10 จังหวัดเมืองกรีนซิตี้ นอกจากนี้ ททท. ยังบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 3 จังหวัดนำร่อง Green Mayor ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และกระบี่ ร่วมขับเคลื่อนนโยบายความยั่งยืนในระดับพื้นที่ สร้างแบรนด์เมืองท่องเที่ยวสีเขียวที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนสู่การเป็นต้นแบบระดับภูมิภาค ทั้งนี้ ททท. เชื่อมั่นว่าการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะเป็นฟันเฟืองสำคัญนำไปสู่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมต่อยอดเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นทั่วประเทศ เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนชั้นนำของโลก

สำหรับ “Thailand Green Tourism Collections” นำเสนอ 20 เส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืนที่โดดเด่นด้วยแนวคิดที่หลากหลายเพื่อรองรับความสนใจของนักท่องเที่ยวจากกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันจาก 10 เมือง  กรีนซิตี้ (Green Cities) ของประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ น่าน สุโขทัย นครราชสีมา เลย ตราด กระบี่ ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี ซึ่งเมืองทั้ง 10 แห่งนี้ได้รับการคัดเลือกจากบริษัทท่องเที่ยวในสหภาพยุโรป (EU)  ว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวยุโรปได้อย่างครบถ้วน โดยเส้นทางท่องเที่ยวได้ออกแบบให้สอดคล้องกับแนวคิด “5 Must Do in Thailand” ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหารถิ่น วิถีธรรมชาติ การผจญภัยแบบ Soft Adventure  ความหรูหราอย่างยั่งยืน (Luxury & Wellness) งานหัตถศิลป์ (Craft) และประสบการณ์วิถีชุมชนสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนที่มีความหลากหลายทางอัตลักษณ์ และสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง โดยมีตัวอย่างประสบการณ์ที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้

1. กรุงเทพมหานคร Nature in the City, Eco-Soft Adventure, และ Culture & Heritage – ผสานธรรมชาติในเมืองใหญ่กับกิจกรรมผจญภัยและวัฒนธรรมร่วมสมัย

2. จังหวัดน่าน Local Gastronomy และ Culture & Tradition – เส้นทางแห่งรสชาติอาหารถิ่นและมรดกภูมิปัญญาชาวเมืองน่าน

3. จังหวัดเชียงใหม่ Craft & Culture, Gastronomy, และ Nature Positive – ผสมผสานงานคราฟต์ อาหารถิ่น และธรรมชาติอย่างยั่งยืน

4. จังหวัดสุโขทัย Crafted Flavors และ Cultural Heritage – สัมผัสเสน่ห์ไทยที่ถักทอจากวัฒนธรรมอันล้ำค่า

5. จังหวัดเลย Eco-Soft Adventure – เปิดประสบการณ์ผจญภัยเชิงนิเวศในอ้อมกอดธรรมชาติแห่งภูเขา

6. จังหวัดนครราชสีมา Nature Positive และ Sustainable Mindfulness – สายสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและจิตใจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

7. จังหวัดตราด Digital Detox – ปลดปล่อยจากโลกดิจิทัล สู่อ้อมกอดธรรมชาติที่สงบงาม

8. จังหวัดกระบี่ Eco Luxury & Wellness – ท่องเที่ยวหรูอย่างมีจิตสำนึก พร้อมผ่อนคลายอย่างยั่งยืน

9. จังหวัดพังงา Sustainability Wellness & Voluntourism – การท่องเที่ยวที่มอบคุณค่าแก่ทั้งผู้มาเยือนและชุมชน

10. จังหวัดสุราษฎร์ธานี Eco-Luxury & Eco-Soft Adventure – ความสมดุลระหว่างความหรูหราร่วมสมัยและกิจกรรมกลางธรรมชาติ

“แม็คโคร โชห่วยออนทัวร์รวมมิตร 2025” บุกโคราช! ชวนโชห่วยทุกเจนร่วมงานมหกรรมสุดยิ่งใหญ่

“ซีพี แอ็กซ์ตร้า” ผู้ดำเนินธุรกิจ “แม็คโคร-โลตัส” เตรียมพาชาวโคราชพบกับกิจกรรมใหญ่แห่งปี “แม็คโคร โชห่วยออนทัวร์รวมมิตร 2025 ครั้งที่ 16 ” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “รวมโปรทั่วทิศ รวมมิตรทุกเจน” ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ณ แม็คโคร สาขาโคราช 1

ภายในงานพบกับโปรโมชั่นสินค้าราคาพิเศษกว่า 100 รายการ เวิร์กช็อปจัดร้านและเทคนิคขายดีจากตัวจริงวงการค้าปลีก พร้อมสัมมนาเพิ่มพลังความรู้ เสริมไอเดียธุรกิจให้โชห่วยไทยขายดีมีกำไรทุกยุคทุกเจน และไฮไลต์ห้ามพลาดกับโซน Pop-up Store จากมิตรแท้โชห่วย, Makro Pro, และสินค้า Own Brand อย่าง aro และ Savepak ปิดท้ายความสนุกกับมินิคอนเสิร์ตสุดพิเศษจาก “ลำไย ไหทองคำ” ที่จะมาร่วมสร้างสีสันสุดมันให้ผู้ประกอบการชาวโคราชแบบใกล้ชิด! ครบเครื่อง คุ้มค่า

“แม็คโคร โชห่วยออนทัวร์รวมมิตร 2025” ครั้งที่ 16 ส่งต่อความสนุกไปทุกภูมิภาคที่ แม็คโคร สาขาชลบุรี ตั้งแต่วันที่ 28 – 31 สิงหาคม, แม็คโคร สาขาหาดใหญ่ 25 – 28 กันยายน และปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ที่ แม็คโคร สาขาเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 23 – 26 ตุลาคม นี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Makro – แม็คโคร

ไม่ทิ้งชาวบ้านไว้ข้างหลัง! ผู้ว่าฯศรีสะเกษ ลงพื้นที่สอบถามสารทุกข์สุขดิบผู้ลี้ภัยสู้รบ

“อนุพงศ์”ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ ลงลุย! สอบถามสารทุกข์สุขดิบชาวบ้านหนีภัยสงคราม ศูนย์พักพิงชั่วคราว สร้างรอยยิ้มและความอบอุ่นแก่ชาวบ้านทั่วหน้าจนคนแก่ดีใจกลั้นน้ำตาไม่อยู่

อนุพงศ์ สุขสมนิตย์   ผวจ. ศรีสะเกษ จับเข่าสอบถามสารทุกข์สุขดิบชาวบ้านหนีภัยสงคราม

เมื่อค่ำคืนนี้ วันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  พร้อมด้วย นางสาวภคนันท์ ศิลาอาสน์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดศรีสะเกษ ลงลุยพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับผู้อพยพ เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

ตามที่ได้เกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณประสาทตาเมือนทม จังหวัดสุรินทร์ และพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชนฝ่ายไทย และเป็นเหตุให้พลเรือนได้รับบาดเจ็บ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ดำเนินการอพยพประชาชนเข้าพื้นที่ปลอดภัย ตามแผนเผชิญเหตุพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับผู้อพยพ ของจังหวัดศรีสะเกษ ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เป็นผู้กำกับดูแลศูนย์อพยพ พร้อมทั้งแจ้งข่าวสารของทางราชการ ให้พี่น้องประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชนและภาคเอกชน สนับสนุนสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภค แก่ประชาชนในศูนย์อพยพ ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษเป็นจำนวนมาก

ในการนี้  ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  พร้อมด้วยนายกเหล่ากาชาดจังหวัดศรีสะเกษได้เยี่ยมให้กำลังใจและมอบสิ่งของบำรุงขวัญประชาชนภายในศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับผู้อพยพ พร้อมทั้งเน้นย้ำหน่วยงานทุกหน่วยงาน ให้ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ บูรณาการความร่วมมือในการดูแลประชาชนให้มีความรวดเร็ว ชัดเจน และทันต่อสถานการณ์ รวมถึงมีความเข้าใจและปฏิบัติการด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้เกิดความประมาทในการปฏิบัติภารกิจ อีกทั้งสามารถดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน  ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

โดยมี นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย ปลัดจังหวัด นายมรกต ศรีตูมแก้ว นายอำเภอพยุห์ ป้องกันจังหวัด กรรมการ/สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าร่วมกิจกรรม
ณ พื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

กองทัพบกสดุดี 3 ทหารกล้า พลีชีพปกป้องอธิปไตย ยอดรวมเสียชีวิต 14 นาย

พันโทหญิง ญดา โชติชูตระกูล ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกได้รับรายงานการสูญเสียกำลังพลเพิ่มเติมจากการสู้รบเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 จำนวน 3 นาย ได้แก่ จ่าสิบเอก ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3, จ่าสิบเอก อภิรมย์ ทรงพุฒิ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 8, และพลทหาร ธีรยุทธ กระจ่างทอง สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2

กองทัพบกขอสดุดีและแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสียสละของกำลังพลเหล่านี้ ผู้ซึ่งพลีชีพในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ ทั้งนี้ กองทัพบกยืนยันว่าจะดูแลสิทธิและสวัสดิการแก่ครอบครัวและทายาทของทหารกล้าอย่างดีที่สุด เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแห่งความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของท่านทุกคน

(ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ถึงปัจจุบัน มีกำลังพลเสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 14 นาย).

ผู้อพยพจากสระแก้วหนีภัยสู้รบเฮ!กลับบ้านวันนี้ ขอบคุณทุกธารน้ำใจ

ผู้อพยพ หนีตายภัยสู้รบ จากสระแก้ว 157 คน เฮ! กลับบ้านวันนี้ ต่างดีใจ หลังนอนค้างเป็นวันที่ 5 นายอำเภอ ผู้นำท้องถิ่น รอส่งผู้อพยพกลับภูมิลำเนา

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ จ.สุรินทร์ และตามแนวชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลุกลามมาในภาคตะวันออก จ.สระแก้ว จ.ตราด นั้นมีประชาชนจังหวัดสระแก้วหลบหนีการสู้รบมาอาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราววัดป่าประดู่ หมู่ 13 ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ตั้งแต่คืนวันที่26 ก.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 44 ราย

ต่อมาทางนายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี นายธรรมรัฏฐ์ งามแสง นายอำเภอกบินทร์บุรี หัวหน้าส่วนราชการจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ และยังมีประชาชนจาก จ.สระแก้วทยอยเดินทางมาสมทบเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง เข้าพักที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว อ.นาดี อีก 113 คน รวม 157 คน นั้น

ล่าสุดหลังมีการเจรจาแก้ไขความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ประเทศมาเลเซีย ระหว่างนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีของไทย กับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และบรรลุข้อตกลง “หยุดยิง และไม่มีเงื่อนไข” ตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 28 ก.ค. หลังจากทหารของ 2 ประเทศเปิดฉากสู้รบกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาต่อเนื่องเป็นวันที่ 5

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่มาที่ศูนย์พักพิงชั่วคราววัดป่าประดู่ หมู่ 13 ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี พบนายสมพงษ์ สังข์ดอน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 13 ต.เมืองเก่า พร้อม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน,อสม.และลูกบ้านกำลังกุลีกุจอช่วยกันทำกับข้าวหุงหาอาหารเพื่อเลี้ยงดูแจกจ่ายให้พี่น้องจังหวัดสระแก้ว ที่หลบหนีการสู้รบเป็นเมนูแกงเปรอะหน่อไม้หวาน ต้มไข่พะโล้

ส่วนพี่น้องชาวจังหวัดสระแก้ว ต่างติดตามรายงานสถานการณ์จากเพจของกองทัพบกและของ จ.สระแก้ว รวมถึงสอบถามผู้นำท้องที่ว่า สามารถเดินทางกลับได้ปลอดภัยหรือไม่? และต่างพากันโล่งอกดีใจที่พื้นที่ตนเองปลอดภัยงดยิงแล้ว และต่างพากันเตรียมเก็บข้าวของที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนา จ.สระแก้วต่อไป

หลังร่วมรับประทานอาหารเมนูอร่อยมื้อสุดท้าย ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราววัดป่าประดู่แล้ว ในวันนี้ช่วงเวลา 09.00 น. โดยจะมีนายธรรมรัฎฐ์ งามแสง นายอำเภอกบินทร์บุรี พร้อมผู้นำท้องถิ่นส่งผู้อพยพทั้งหมดกลับภูมิลำเนา

นางปณิดา นูย์ อายุ 35 ปี ผู้อพยพมาจากอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า จากที่อพยพหลบหนีการสู้รบมาอาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราววัดป่าประดู่ ต้อนรับดูแลดี นับตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อสม.นายอำเภอ ผวจ.ปราจีนบุรี หลายส่วน มาเยี่ยมทุกวัน แจกของทุกวันรู้สึกอบอุ่นที่มาช่วยเหลือเราหนีตายมา รู้สึกภูมิใจมากจนร้องไห้ ขอขอบคุณทุกธารน้ำใจชาวปราจีนบุรี

ออกสู่ตลาดแล้ว! ‘มะละกะ -ลางสาด-ลองกอง’ ผลไม้หากินยากตะกั่วป่า

ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนของทุกปี จะเป็นช่วงเวลาที่ ลูกมะละกะ ผลไม้ชื่อดังประจำอำเภอตะกั่วป่า จ.พังงา ออกสู่ท้องตลาด ให้ผู้ที่ชื่นชอบได้ลิ้มชิมรส ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มีรูปร่างของผลคล้ายกับลองกองและลางสาด ซึ่งคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนก็จะไม่สามารถแยกไม่ได้เลย

แต่เมื่อได้ลองลิ้มชิมรสชาติของมันแล้ว ก็จะรู้ได้เลยว่าแตกต่างกับลองกองและลางสาดอย่างชัดเจน เพราะมะละกะ มีความหวานแบบเย็นๆ เนื้อแห้ง เคี้ยวหนึดๆคล้ายกับวุ้นมะพร้าวหรือเยลลี่  ปอกเปลือกออกมาแทบจะไม่มียาง ทำให้ได้รับความนิยมในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงเป็นอย่างมาก แต่ผลผลิตมีน้อยจนต้องมีการสั่งจองในช่วงที่ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาด  และทำให้มีราคาสูงกว่าลองกองและลางสาด

นายประวุฒิ  ลิ่มอ้อ อายุ 53 ปี เกษตรกรที่บ้านบางลาน ม.5 ต.โคกเคียน  อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา กล่าวว่า ต้นมะละกะที่พ่อแม่ปลูกไว้ 5 ต้นน่าจะมีอายุมากกว่า 60 ปี เพราะเมื่อตนเองจำความได้ก็มีอยู่แล้วภายในสวนผลไม้ใกล้บ้าน ชาวบ้านในพื้นที่ก็มีกันบ้านละ 4-5 ต้น ไม่ได้มีการปลูกเป็นสวนเหมือนกับลองกองหรือลางสาด นอกจากความแตกต่างในเรื่องของรสชาติแล้ว ในส่วนของลำต้นและใบก็ต่างกัน เปลือกลำต้นของมะละกะจะขรุขระกว่าลองกองและลางสาด ใบมีลักษณะมลกว่าและใหญ่กว่า

ส่วนระยะเวลาจากออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวก็พอๆกัน ผลจะเป็นช่อเหมือนกัน แต่มะละกะผลจะร่วงหลุดจากช่อง่ายกว่ามากทำให้ที่วางขายกันอยู่มักจะไม่ค่อยมีเป็นช่อๆ ปัจจุบันยังไม่มีเกษตรกรรายใดทำเป็นสวนมะละกะโดยเฉพาะ แต่จะปลูกแซมในสวนผลไม้อื่นเท่านั้น สำหรับปีนี้ช่วงผลผลิตออกใหม่ๆขายส่งได้กิโลกรัมละ 50-60 บาท แต่ล่าสุดราคาไม่ค่อยดีเหลือขายส่งกิโลกรัมละ 25-40 บาท ขณะที่แม่ค้าขายริมทางจะอยู่กิโลกรัมละ50-60 บาท

สำหรับ มะละกะ เป็นผลไม้ตระกูลเดียวกับลางสาดและลองกอง เริ่มปลูกครั้งแรกที่บ้านบางลาน ต.โคกเคียน อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา โดยเล่ากันว่ามีชาวอำเภอตะกั่วป่านำเมล็ดมาจากประเทศอินโดนีเซียมาเริ่มปลูก จากนั้นก็ได้มีการขยายพันธุ์ไปปลูกในพื้นที่ใกล้เคียง แต่ไม่ได้มีการปลูกเพื่อการค้า ทำให้มีกันบ้านละไม่ถึง 10 ต้น คาดว่ามีพื้นที่ปลูกรวมกันไม่ถึง 5 ไร่  เนื่องจากเป็นผลไม้ที่แปลกมีรสชาติและเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงเป็นผลไม้ประจำถิ่นของอำเภอตะกั่วป่า

กมธ.ศาสนาฯวุฒิสภาร่วมพิธีเฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.

กมธ.ศาสนา ร่วมพิธีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ณ วัดสามัคคีธรรม กรุงเทพมหานคร

คณะกรรมาธิการ การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา..ร่วมพิธีถวายพานพุ่ม และร่วมลงนามถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ณ วัดสามัคคีธรรม กรุงเทพมหานคร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม  จริยธรรม วุฒิสภา พร้อมด้วย นายธีระชัย  อินทร์สุวรรณ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตวังทองหลาง  นายกำชัย สุวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสามัคคีธรรม นางอมรา อินทวงศ์ รองประธานสภาประชาคมวังทองหลางที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ศาสนา คุณธรรม จริยธรรม วุฒิสภา

และตัวแทนชุมชนต่างๆร่วมทำบุญตักบาตรถวายพระสงฆ์ จำนวน 30 รูป พร้อมถวายพานพุ่ม และร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว  ณ ศาลาการเปรียญวัดสามัคคีธรรม  เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร

รวมพลังช่วย …  ซีพี-ซีพีเอฟ ร้อยเรียงความดี อยู่เคียงข้างชุมชนท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมภาคเหนือ

อิทธิพลของพายุวิภา ยังสร้างผลกระทบแก่หลายพื้นที่ของภาคเหนือ เครือซีพีและซีพีเอฟ ร้อยเรียงความดี เร่งระดมกำลังร่วมกับภาครัฐและจิตอาสา ส่งอาหารสด น้ำดื่ม และถุงยังชีพ ถึงมือผู้ประสบภัยในหลายพื้นที่ของ จังหวัดน่าน พะเยาและเชียงราย เดินหน้าอยู่เคียงข้างทุกวิกฤตจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

สำหรับจังหวัดน่านที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ซีพีเอฟ ยังคงให้การสนับสนุน “ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอุทกภัย จังหวัดน่าน” ของเครือซีพี ในการส่งมอบวัตถุดิบอาหาร สิ่งของจำเป็น มอบแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ด่านหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ อาทิ หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มจิตอาสา เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตรงจุด และครอบคลุมมากที่สุด โดยทีมซีพีและซีพีเอฟจิตอาสา ประจำการในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือออย่างต่อเนื่อง

 ล่าสุดซีพีเอฟ สนับสนุนไข่ไก่ จำนวนกว่า 10,000 ฟอง ส่งมอบแก่ นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการ จังหวัดน่าน เพื่อส่งต่อให้กับทางศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม จังหวัดน่าน ใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหารในโรงครัวพระราชทาน และแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย

 ความร่วมมือไม่หยุดเพียงเท่านี้ บริษัทยังสนับสนุนวัตถุดิบคุณภาพทั้งอกไก่ เนื้อหมูบด และน้ำดื่ม ผ่าน นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อมอบให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลตาลชุม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน สำหรับทำอาหารในโรงครัวที่ว่าการอ.ท่าวังผา โรงครัวเทศบาลตำบลท่าวังผา และ โรงครัวองค์การบริหารส่วนตำบลตาลชุม นอกจากนี้ ซีพีอาสา ยังส่งมอบน้ำใจ ผ่านอาหารสด ถุงยังชีพ และสิ่งอำนวยความสะดวก มอบแก่ โรงครัวมูลนิธิเพชรเกษม วัดดอนมูล และเพจน่านน่าเที่ยว เพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมต่อไป

ทีมซีพีอาสาได้ร่วมจัดเตรียมวัตถุดิบ ช่วยแพ็คอาหาร พร้อมทั้งลงเรือท้องแบนร่วมส่งมอบอาหารและน้ำดื่ม ส่งตรงถึงมือพี่น้องประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมขังเส้นทางถูกตัดขาด ทำให้การเข้าถึงยากลำบาก เพื่อร่วมส่งมอบกำลังใจผ่านมื้ออาหารให้กับทุกคน

ขณะที่ ในจังหวัดพะเยาที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ธุรกิจสุกร ภาคเหนือ ของซีพีเอฟ ประสานงานร่วมกับ นายณัฏฐภพ อินต๊ะ นายก อบต.ดงเจน พร้อมด้วย นายบุญธรรม อินต๊ะ ประธานสภา อบต.ดงเจน และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบบดงเจน ตลอดจนผู้นำชุมชน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนของอุปโภค บริโภค อาทิ ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำดื่ม สำหรับนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในพื้นที่ 6 หมู่บ้าน จำนวน  50 หลังคาเรือน และวัดสันกู่ ตำบลดงเจน อำเภอภูกามยาว โดยชาวซีพีเอฟจิตอาสาร่วมลงพื้นที่เพื่อช่วยประชาชนในชุมชนและวัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมด้วย

เครือซีพีและซีพีเอฟ ยืนหยัดเคียงข้างทุกวิกฤติ พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ให้ผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด