จีนปัดส่งอาวุธให้เขมร! แจงยุทโธปกรณ์เก่า-อย่าหลงข่าวปลุกปั่น

กองทัพจีนยืนยันไม่เคยสนับสนุนอาวุธให้กัมพูชาใช้โจมตีไทย ระบุยุทโธปกรณ์ที่มีเป็นผลจากความร่วมมือในอดีต ด้านผู้ช่วยทูตทหารไทยประจำปักกิ่ง เข้าหารือด่วน-ยื่นเอกสารแจงเหตุปะทะชายแดน

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 – เพจ Office of Defence and Army, Royal Thai Embassy, Beijing โพสต์ข้อความว่า“นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดขึ้นบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จีนไม่เคยสนับสนุนยุทโธปกรณ์ใด ๆ ให้กับกองทัพกัมพูชาเพื่อให้มาใช้โจมตีไทย ยุทโธปกรณ์จีนที่มีประจำการในกองทัพกัมพูชาล้วนเป็นผลมาจากการดำเนินงานความร่วมมือในอดีตทั้งสิ้น อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ไม่หวังดี” (ข้อความที่ฝ่ายจีนขอให้ช่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับฝ่ายไทย)

โดยวันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.45 o”พันเอกศิวัตม์ รัตนอนันต์ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก และรักษาราชการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง ได้เข้าหารือข้อราชการเพื่อประสานงานเรื่องสำคัญเร่งด่วนกับสำนักงานกิจการความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศ (Office of International Military Cooperation) กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ณ ห้องรับรอง อาคารสำนักงานกิจการความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศฯ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี พันเอกพิเศษเซิ่ง เวย รองผู้อำนวยการกองเอเชีย สำนักงานกิจการความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศฯ เป็นผู้แทนในการหารือ

โดยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก และรักษาราชการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง ได้ใช้โอกาสนี้รายงานข้อเท็จจริงและหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา พร้อมทั้งได้ส่งมอบเอกสารรายงาน The Royal Thai Army Reports a Clash Incident on Thailand – Cambodia border ให้กับฝ่ายจีนอย่างเป็นทางการด้วย

เปิด” สวนอัมรินทร์ อินทผาลัม “เมืองนาดี แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

สวนอัมรินทร์ อินทผาลัม หมู่ 4  ต.แก่งดินสอ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี  เปิดเที่ยวชมสวนขายอินทผาลัมให้นักท่องเที่ยว หรือลูกค้าเข้าชิมผลสุกได้ตั้งแต่เดือน ก.ค.เป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงที่ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาด และทางสวนยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เข้ามาถ่ายรูปที่สุดว้าวคือกระดาษห่อแฟนซี หลากสีสันดึงดูดใจให้ได้ถ่ายภาพเซลฟี่พร้อมซื้ออินทผลัมสดกลับไปรับประทานได้อย่างปลอดภัยได้เข้ามาพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยปีนี้ทางสวนเปิดโอกาสให้รับประทานผลอินทผลัมฟรี ลดราคาทั้งแถมให้กับลูกค้าที่มาซื้อเป็นการสมนาคุณให้กับลูกค้าที่มาอุดหนุน

นางสาวอัมรินทร์ หรือ  “แหม่ม  แตงอยู่” เจ้าของสวนแบ่งเนื้อที่ 2 ไร่ ได้ปลูกอินทผาลัมสายพันธ์บาฮีแบบเนื้อเยื้อปีนี้ย่างเข้าปีที่ 10 ดูแลรดน้ำโดยวางท่อสปริงเกอร์สม่ำเสมอใส่ปุ๋ยคอกเป็นหลักพร้อมปลูกพืชผลทางการเกษตรผสมผสาน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกกล้วย ปลูกอ้อย

อินทผาลัมจะออกดอกช่วงเดือนพฤษภาคม และจะเริ่มเก็บผลผลิตได้ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม จะขายอินทผาลัมตามตลาดชุมชนในพื้นที่ ไม่เน้นทำมากเน้นคุณภาพซึ่งลูกค้าจะรู้จักเป็นอย่างดี หลังจากอินทผาลัมเก็บขายได้จะมีลูกค้ามาซื้อถึงที่ ขายผลสดๆลักษณะผลอินทผลัมของทางสวนค่อนข้างใหญ่ และมีรสชาติหวานกรอบ ไม่ฝาด เนื้อเยอะ และยังคงคุณภาพเหมือนผลผลิตในปีแรกๆ นอกจากนั้น ทางสวนยังได้นำผลอินทผลัมมาแปรรูปเป็นน้ำอินทผลัมหากเหลือจะแปรรูปเป็นอินทผาลัมอบแห้งไว้ขายต่อไปทันที

อินทผาลัมเป็นพืชที่นำเข้าจากต่างประเทศเมื่อ15ปีก่อนและได้ปลูกต่อๆกันมา ชาวยิวยกให้เป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์และเป็นผลไม้มหัศจรรย์ที่มนุษย์ใช้เป็นอาหารมายาวนาน อินทผาลัมเป็นผลไม้ที่หวานมากกว่าจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลใช้เวลาค่อนข้างนาน ดังนั้นจึงเป็นอาหารที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีไม่ทำให้น้ำตาลสูง ยกเว้นกินมากเกินไปอิทผาลัมมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระช่วยต้านความเสื่อมของร่างกายการโรคต้านแก่อินทผาลัมยังมีฤทธิ์ทางยาหลายอย่างช่วยให้สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ของเราเป็นตัวดีมากขึ้นเพราะว่าไฟเบอร์ในอินทผาลัมสูงมาก

อินทผาลัมยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งลำไส้ใหญ่อินทผาลัมเป็นผลไม้ที่ดูแลลำไส้ของเราได้ดีมากเวลากินอินทผาลัมจะสังเกตว่ารถฝากนำรสหวานตามรถฝาดคุณสมบัติทางยาคือจะช่วยสมานแผลแล้วก็ลดการอักเสบนอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ช่วยปกป้องทรัพย์และปกป้องไตไม่ให้เสื่อมไวอีกด้วยแล้วก็ยังช่วยลดการอักเสบในสมองนะคะป้องกันไม่ให้เราเป็นโรคสมองเสื่อมหรือว่าพัฒนาไปเป็นอัลไซเมอร์ด้วยช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนอีกด้วย ลูกค้าท่านใดสนใจอินทผาลัมติดต่อซื้อจากเจ้าของสวนได้โดยตรงทางหมายเลขโทรศัพท์0863-501443 รับประกันคุณภาพ

โดย… มานิตย์ สนับบุญ – ข่าว / ทองสุข สิงห์พิมพ์ – ภาพ / ปราจีนบุรี ####

“เจ้าคุณน้อย” ครัวเคลื่อนที่ ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.น่าน

กองทุน​ “บุญนิธิ สมเด็จพระพุฒาจารย์ฯ โต” วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง บางขุนพรหม กรุงเทพฯ ร่วมกับทีมจิตอาสา อปพร. กรุงเทพมหานคร จัดส่งทีมงานครัวเคลื่อนที่ “เจ้าคุณน้อย” ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดน่านอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน

ภารกิจสำคัญคือการประกอบอาหารสดใหม่ พร้อมแจกจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น โดยมีจิตอาสาจากหลายภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจภายใต้แนวคิด “ร่วมด้วย ช่วยกัน ทำได้เท่าที่ไหว ขอให้ทุกท่านปลอดภัย”

ครัวเคลื่อนที่ “เจ้าคุณน้อย” ถือเป็นพลังน้ำใจเคลื่อนที่ ที่สะท้อนถึงความเมตตา และการไม่ทอดทิ้งกันในยามยากลำบาก

น้ำยมล้นตลิ่งท่วมเมืองสุโขทัย เตือนอพยพสิ่งของไว้ที่สูง

ปภ.แจ้งเตือนฉุกเฉินขั้นสูงสุด! แม่น้ำยมล้นตลิ่งทะลักท่วมเมืองสุโขทัยต่อเนื่อง รีบอพยพสิ่งของไว้ที่สูง

ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)จังหวัดสุโขทัย เตือนแม่น้ำยมล้นตลิ่ง จังหวัดสุโขทัยได้ติดตามสถานการณ์พบว่า น้ำเริ่มล้นตลิ่งที่อำเภอเมือง และ อำเภอศรีสำโรง ระดับน้ำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบพื้นที่ริมแม่น้ำที่อำเภอศรีสำโรง (ต.วังใหญ่ , ต.วังทอง) อำเภอเมืองสุโขทัย (ต.ปากแคว , ต.ยางซ้าย , ต.ปากพระ ต.ธานี)

ทั้งนี้ขอให้ประชาชนพื้นที่ดังกล่าวให้รีบยกของขึ้นที่สูงทันที รีบเคลื่อนย้ายรถไปในที่สูง อพยพไปยังศูนย์พักพิงในพื้นที่ถ้าจำเป็น เคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ไปยังที่ปลอดภัย และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ภาพข่าว สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย

ธารน้ำใจคนรักชาติ หลั่งไหล บริจาคสิ่งของหนุนแนวหน้าสู้รบชายแดนไม่ขาดสาย

ปราจีนบุรี – ธารน้ำใจคนรักชาติไม่ปล่อยทหารไว้ข้างหลัง บหนุ่ม-สาวฉันทนาส่งข้าวของกำลังใจช่วยผู้ประสบภัยจากการสู้รบและผู้อพยพพื้นที่ตามแนวชายแดนหลังออกกะดลิกงานบริจาคสิ่งของเครื่องใช้  น้ำดื่ม และ ข้าวสารอาหารแห้งผ่านกู้ภัยร่วมกตัญญูจ.ปราจีนบุรี ย่านนิคมอุตสาหกรรมตั้งแต่ค่ำจรดดึกนี้อื้อ!

นายอัมรินทร์  เรือนศรีหัวหน้าอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดปราจีนบุรีและกำนัน ต.หนองแสงว่า  แจ้งว่า จากสถานการณ์ปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ จ.สุรินทร์ และ ตามแนวชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นั้น ตลอกหัวค่ำจรดช่วงกลางดึกวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมานี้  ที่บริเวณตลาดบ้านโปร่งไผ่ ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ ย่านที่ตั้งชุมชนในนิคมอุตสาหกรรม 304 ที่มีโรงงานนับกว่า 1,000 แห่ง  ทางอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดปราจีนบุรี มีตัวแทนรับบริจาคจากประชาชน

นอกจากนี้กลุ่มหนุ่มสาวโรงงานที่เลิกกะดึก ได้นำนำสิ่งของที่ได้รับบริจาคไปมอบให้กับศูนย์พักพิงผู้อพยพและเจ้าหน้าที่ทหาร  ที่ดูแลคุ้มครองพลเรือนที่อพยพจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์และพื้นที่ต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม

โดยได้ประกาศให้ทราบทางการกระจายเสียงเชิฯชวนพร้อมมีดนตรีทำการประชาสัมพันธ์ให้หนุ่ม-สาว“ฉันทนา”ที่ออกกะได้ร่วมบริจาค ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่มสะอาดบริจาคนำไปช่วยเหลือต่อไป  และ  หากหลังจากจุดใด   ได้รับบริจาคมาแล้วจะให้นำมารวมกันที่ศูนย์ร่วมปราจีน  และ  หากรวบรวมสิ่งของได้มากพอจะแจ้งกำหนดวันและเวลาในการเดินทางไปมอบอีกครั้ง

ขณะที่นายกองตรีปพนศักดิ์ ขันติชัยมงคล นายอำเภอประจันตคาม เปิดเผยว่า   อำเภอประจันตคามขอเชิญชวนร่วมให้กำลังใจผู้ประสบภัยจากการสู้รบและผู้อพยพ  ในพื้นที่ตามแนวชายแดน    โดยบริจาคสิ่งของเครื่องใช้  น้ำดื่ม และ ข้าวสารอาหารแห้งได้ ที่ศูนย์ประสานอานช่วยเหลือผู้ประสมภัยจากการสู้รบฯ (ห้องวิทยุ)  ที่ว่าการอำเภอประจันตคาม ชั้น 1 ทุกวันเวลาราชการ   ติดต่อสอบถาม ศูนย์ประสานงานฯ เบอร์โทร. 0 37291402  ไม่รับเงินทุกกรณี   นายกองตรีปพนศักดิ์กล่าว

โดย…  มานิตย์  สนับบุญ081-5583237 – ข่าว / บุญมา ราศี – ภาพ  /ปราจีนบุรี ####

สู้รบยืดเยื้อ!ค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เสียหายหนักเดือนละ 1.1 หมื่นล้าน

หอการค้าไทย ประเมินผลกระทบค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เสียหายเดือนละ 1.1 หมื่นล้าน ส.อ.ท.วอนเร่งยุติปัญหา และกังวลชาวกัมพูชาปลุกปั่นกระทบธุรกิจไทย ขณะที่นักลงทุนยังรอดูท่าที เน้นปรับตัวตามสถานการณ์ ภาคธุรกิจทั้งปั๊มน้ำมัน ค้าปลีก และอื่น ๆ เรียกตัวพนักงานคนไทยกลับทั้งหมด

ส่วนธนาคารกรุงเทพ และกสิกรฯ สำรองข้อมูลเตรียมไว้ล่วงหน้าหากยังยืดเยื้อ คลังให้แบงก์รัฐออกมาตรการดูแล ขณะที่กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย กำหนดเยียวยา เสียชีวิตชดเชย 1 ล้านบาท บาดเจ็บ-พิการ ชดเชย 5 หมื่น-7 แสนบาท

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีความรุนแรงขึ้น มีผลทำให้ต้องปิดด่านการค้าชายแดนสำคัญทั้ง 5 คาดว่าจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจการค้ากว่า 11,000 ล้านบาทต่อเดือน และหากสถานการณ์ยืดเยื้อจนถึงสิ้นปี 2568 คาดว่าจะสร้างความเสียหายราว 55,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จำเป็นจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ รวมไปถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ เพราะว่าได้มีการลดระดับความสัมพันธ์กันแล้ว

กองทัพเรือไทยเปิดยุทธการ ‘ตราดพิฆาตไพรี1’ ดับห้าว ‘เขมร’รุกรานพื้นที่ใหม่‘บ้านชำราก’

กองทัพเรือไทยเปิดยุทธการ‘ตราดพิฆาตไพรี1’ หลัง‘กัมพูชา’เปิดฉากยิงขยายพื้นที่ปะทะบ้านชำราก จ.ตราด ‘กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด’ตอบโต้กลับ

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 68) เพจ *Thai Navy Warships* รายงานว่า กองทัพเรือไทยเปิดปฏิบัติการ “ยุทธการตราดพิฆาตไพรี 1” เพื่อผลักดันและทำลายแนวทหารกัมพูชาที่รุกล้ำเขตแดนไทย 3 จุดใน จ.ตราด หลังทหารเขมรเริ่มโจมตีทหารไทยที่บ้านชำราก อ.เมือง จ.ตราด ตั้งแต่เวลา 05.10 น.

กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดตอบโต้ทันที นำไปสู่การปะทะ ก่อนที่กองทัพเรือจะส่งนาวิกโยธินยกพลขึ้นบกปฏิบัติการเด็ดขาด จนเวลา 06.40 น. ทหารเขมรต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่

การปฏิบัติการนี้แสดงถึงความพร้อมของกองทัพเรือไทยในการปกป้องอธิปไตยชาติอย่างเข้มแข็ง ดูน้อยลง

ปะทะเดือดสนั่นตราด!อพยพ 3 อำเภอหนีตายไปอยู่ศูนย์พักพิงแล้ว

เช้าตรู่ 26 ก.ค. เกิดเหตุปะทะบริเวณ ต.ชำราก อ.เมืองตราด ท่ามกลางเสียงระเบิดสะเทือนพื้นที่ ชาวบ้าน 3 อำเภอ ถูกอพยพด่วนพร้อมย้ายผู้ป่วยไปยังที่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่ศูนย์พักพิงยึดมือถือแรงงานกัมพูชาทั้งหมด

เมื่้อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณ 05.30 น. เกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาในพื้นที่ ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด ชาวบ้านในพื้นที่และตำบลใกล้เคียงระบุว่า ได้ยินเสียงปืนใหญ่และระเบิดดังชัดเจนหลายระลอก แผ่นดินสั่นสะเทือน และมองเห็นแสงไฟวาบบนภูเขาบรรทัดอย่างต่อเนื่อง

พระศักดา สุนทโร พระนักเทศน์ชื่อดัง ซึ่งจำวัดอยู่ที่วัดไร่ป่า ตำบลเนินทราย อำเภอเมืองตราด ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ตี 5 เริ่มยิงแล้ว เสียงปืนใหญ่หลายนัด เห็นดวงไฟสว่างลอยบนฟ้ากลางภูเขา เรากำลังวิ่งหนี แต่ทหารวิ่งสวนทางกับเรา เขากำลังปกป้องพี่น้องคนไทยจริงๆ ยอมใจทหาร” โดยมีผู้เข้ามาให้กำลังใจทหารและพระศักดามากกว่า 2,000 ความคิดเห็น

ก่อนเกิดเหตุปะทะในเช้ามืด เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นประธานการประชุมศูนย์สั่งการชายแดนจังหวัดตราด เพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคงแนวชายแดนไทย–กัมพูชา และได้สั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ 4 ตำบลของอำเภอเมืองตราด ได้แก่ ท่ากุ่ม ชำราก ตะกาง และแหลมกลัด ไปยังศูนย์พักพิง 10 แห่งในพื้นที่ปลอดภัย หลังได้รับข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงว่าพื้นที่มีความเสี่ยงจะเกิดการปะทะ

การอพยพดำเนินการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชน โดยเน้นกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งมอบหมายให้ชุด ชรบ.หมู่บ้าน เฝ้าติดตามสถานการณ์และดูแลทรัพย์สินในพื้นที่ ขณะเดียวกันประชาชนบางส่วนได้เดินทางออกจากพื้นที่ไปยังบ้านญาติด้วยตัวเอง

ที่ อำเภอบ่อไร่ ประชาชนบางส่วนเริ่มอพยพออกจากพื้นที่ตั้งแต่หัวค่ำ โดยฝ่ายปกครองและโรงพยาบาลบ่อไร่ได้ทยอยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยหนักไปยังพื้นที่ปลอดภัย และเมื่อเวลา 22.00 น. นายพิชานนท์ อิงประสาร กำนันตำบลบ่อพลอย ได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนให้อพยพออกจากพื้นที่ตามแผนที่วางไว้

ในพื้นที่ อำเภอคลองใหญ่ โรงพยาบาลคลองใหญ่ได้เริ่มเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหนักออกจากพื้นที่แล้วเช่นกัน ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งได้ทยอยเดินทางไปยังศูนย์พักพิง หรือไปพักแรมในต่างจังหวัด

ที่ ศูนย์พักพิงเทศบาลตำบลหนองเสม็ด ซึ่งรับผู้อพยพจากตำบลแหลมกลัด พบว่ามีทั้งประชาชนชาวไทยและแรงงานกัมพูชาเข้าพักอาศัยร่วมกัน เจ้าหน้าที่ได้ ยึดโทรศัพท์มือถือของแรงงานกัมพูชาทั้งหมด เพื่อความปลอดภัย โดยไม่มีการสื่อสารไปยังภายนอก และได้แยกโซนการพักอย่างชัดเจน

นายกิตติพงษ์ อยู่ละออ นายกเทศมนตรีตำบลหนองเสม็ด ระบุว่า ผู้อพยพบางส่วนเดินทางมาเอง และบางส่วนมีเจ้าหน้าที่พามาส่ง หากประชาชนทั่วไปต้องการบริจาคข้าวกล่อง สามารถนำมามอบได้ที่ศูนย์ฯ

ในช่วงดึก นายศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พร้อมทีมงาน ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การอพยพของประชาชน โดยระบุว่าหลายคนเป็นผู้สูงอายุ สุขภาพไม่แข็งแรง และหวังว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และทหารที่ปฏิบัติหน้าที่

เวลา 23.30 น. นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด พร้อมคณะทำงาน เดินทางตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิง ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่พักพิง

ในช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุปะทะ ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครองจังหวัดตราด ได้ประชุมสรุปสถานการณ์จากการข่าว โดยทราบว่า ฝ่ายกัมพูชามีการเคลื่อนกำลังและตั้งฐานยิงปืนใหญ่ 2 จุด คือ บริเวณ ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด ซึ่งห่างจากตัวเมืองตราดประมาณ 34 กิโลเมตร และ อำเภอคลองใหญ่ โดยฝ่ายกัมพูชาตั้งฐานปืนใหญ่ในตัวเมืองเกาะกง ห่างจากชายแดนเพียง 11 กิโลเมตร และมีการติดตั้งปืนกลยิงเร็วที่เขาหลังเกาะกงคาสิโน ห่างจาก ฐานหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินที่ 182 บ้านหาดเล็ก ของไทยเพียง 500 เมตร

ทหารเขมรขวัญกระเจิง!F-16 บอมบ์-บาดเจ็บในหลุมหลบภัยอื้อ

ทหารกัมพูชาขวัญกระเจิง! หลัง F-16 บินทิ้งระเบิดถล่ม บาดเจ็บในหลุมหลบภัยเป็นจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรานงานว่า จากผลปฏิบัติการเครื่องบินF-16 ของกองทัพอากาศ โจมตียุทธบริเวนพื้นที่เป้าหมายทหารกัมพูชาหลายจุด เช่น บก.พล.น้อย ส่วนสนับสนุนที่8 และกองพลน้อย ส่วนสนับสนุนที่9  พื้นที่ยุทธบริเวนเขาพระวิหาร ภูมะเขือ ปราสาทตาเมือนธม

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก ทันกระแส  เผยแพร่ข้อความ ขวัญและกำลังใจของทหารกัมพูชาตกต่ำอย่างมาก เมื่อได้ยินเสียง จะวิ่งเข้าหลุมหลบภัย แนวหน้า กัมพูชาบาดเจ็บจำนวนมาก นอนบาดเจ็บอยู่ในหลุมหลบภัยออกมาไม่ได้

วันเดียวกัน กองทัพอากาศ ส่ง F-16 จำนวน 4 เครื่อง ปฏิบัติการทางอากาศ กับพื้นที่เป้าหมายทางทหาร ของกัมพูชา 2 จุด จากนั้นกลับเข้าฐานบินอย่างปลอดภัย

รอบที่ 2 ช่วงบ่าย ได้ขึ้นบินอีก 2 เครื่อง เพื่อโจมตี เป้าหมายทางทหาร  ไม่พลาดเป้า 2 จุด ก่อนกลับเข้าฐานบินอย่างปลอดภัย

โดยการปฏิบัติทางอากาศในวันนี้ เน้นทำลายเป้าหมายทางทหารกัมพูชา ยุทธบริเวณ โดยรอบ “เขาวิหาร ตาเมือนธม ภูมะเขือ” ที่เป็นขุมกำลังรบ ที่กัมพูชาใช้ยิงเข้ามาลงบ้านเรือนประชาชน และโรงพยาบาล ชายแดนฝั่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นยุทธวิธี ทำลายอาวุธของฝ่ายตรงข้าม ที่ไม่คำนึงถึงมนุษยธรรม

ตำรวจสอบสวนกลางรวบเครือข่ายขนยานรกจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าไทยมูลค่ากว่า 393 ล้าน

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุม นายพีรพัฒน์ฯ ในความผิดฐาน “ร่วมกันนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน,3,4 เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปฯ“โดยสถานที่จับกุม บริเวณบ่อทรายในพื้นที่ ม.12 ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสจากสายข่าวว่า จะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ผ่านเส้นทางริมฝั่งแม่น้ำโขง จังหวัดหนองคาย เจ้าหน้าที่จึงวางแผนเฝ้าสังเกตการณ์ในพื้นที่เป้าหมาย

กระทั่งตรวจพบเรือยนต์ต้องสงสัยลำหนึ่งจอดเทียบริมตลิ่ง โดยมีชาย 2 ราย ลำเลียงกระสอบขนาดใหญ่มาจากเรือขึ้นฝั่ง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวและสั่งให้หยุดตรวจสอบ แต่ชายทั้งสองได้ทิ้งกระสอบของกลางและกระโดดลงแม่น้ำโขงเพื่อหลบหนี อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมได้บริเวณพงหญ้าใกล้จุดเกิดเหตุ

จากการตรวจสอบของกลาง พบเป็นยาเสพติดให้โทษจำนวนมาก ได้แก่ ยาบ้าประมาณ 5,080,000 เม็ด ยาอีทั้งแบบเม็ดและผง เคตามีน และกัญชา รวมมูลค่ากว่า 393 ล้านบาท โดยผู้ต้องหาที่ถูกจับในวันดังกล่าว ได้แก่

1. นายอานนท์ อายุ 19 ปี

2. นายวัชระ อายุ 25 ปี

ทั้งสองเป็นชาวจังหวัดอุดรธานี ให้การว่าเป็นเพียงผู้รับจ้างลำเลียงยาเสพติด และขบวนการดังกล่าวมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 14 ราย หนึ่งในนั้นคือนายพีรพัฒน์ฯ (ผู้ต้องหารายนี้) ซึ่งสามารถหลบหนีไปได้ในวันเกิดเหตุ

กระทั่งวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 เจ้าหน้าที่กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม สามารถติดตามจับกุมตัวนายพีรพัฒน์ฯ ได้ในพื้นที่ หมู่ที่ 12 ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ต้องหาใช้หลบซ่อนตัว โดยอาศัยอยู่กับบุคคลที่มีลักษณะเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และทำงานอยู่ภายในพื้นที่ดังกล่าวในลักษณะปกปิดข้อมูลประวัติส่วนตัว

เมื่อทำการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ทราบตามหมายจับแล้ว ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยระบุว่าตนเป็นหนึ่งในกลุ่มขบวนการลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีจำนวนรวมประมาณ 14 คน และทำหน้าที่รับจ้างลำเลียงของกลางจากฝั่งประเทศลาวเข้าสู่ประเทศไทย เพื่อส่งต่อยังจุดหมายในพื้นที่ตอนใน และต่อไปยังประเทศที่สาม โดยได้รับค่าจ้างผ่านทางบุคคลที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.สังคม จังหวัดหนองคาย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ผลการปฏิบัติภายใต้อำนวยการ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ป., พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป.

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย ว่าที่ พ.ต.ต.จิรัฎฐวัฒน์ กิจรุ่งเรืองเดช สว.กก.4 บก.ป., ด.ต.เกียรติเฉลิม รักษ์งาม, ด.ต.สิทธิโชค สีแดง, ส.ต.อ.วรวุฒิ อภิสิริโชค, ส.ต.อ.จิณณวัตร วุฒิปัญญาพรม ผบ.หมู่ กก.4 บก.ป.

โดย…มานิตย์  สนับบุญ081-5583237/ปราจีนบุรี-###