หัวใจเกินร้อย “คุณยาย​กาด” ขออยู่บ้าน ไม่หวั่นชายแดนเสียงปืนปะทะยังไม่หยุด

สถานการณ์ความไม่สงบ เกิดเหตุปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ร้อนระอุขึ้นมาเป็นวันที่ 2 บริเวณพื้นที่รอยตะเข็บ แนวชายแดนไทยแถบ จ.สุรินทร์ จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษและจ.ปราจีนบุรี ที่ได้รับผลกระทบกันทั่วหน้าจากต่อสู้เปิดฉากยิงทหารโดนกับระเบิด ส่งผลให้พื้นที่พลเรือนตกเป็นเป้าหมายของอาวุธยิงสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชา จนทำให้บ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล สิ่งปลูกสร้าง ปั้มน้ำมัน และร้านสะดวกซื้อได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการกระทำอย่างไร้มนุษยธรรม

นับแต่ช่วงเช้าวานนี้ (24 ก.ค.) ที่ผ่านมา บรรดาชาวบ้าน ประชาชน เด็กนักเรียน ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ต่างขนย้ายสิ่งของกันอย่างชุลมุน รีบเดินทางไปหาแหล่งพักพิงที่หน่วยงานรัฐจัดไว้ เพื่อความปลอดภัยในชีวิต  บางครอบครัวเคลืได้ย้ายไปสถานที่ภาคเอกชนจัดเตรียมไว้ชั่วคราว อย่างสนามแข่งรถช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลฯ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากเดินทางไปพักแหล่งพักพิง  พร้อมมีสิ่งอำนวยความสะดวกกับประชาชน ทั้งเรื่องการดูแลอาหาร น้ำ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น 
 

ล่าสุดวันอังคาร 25 กรกฎาคมนี้  เข้าสู่วันที่2 ที่มีการสู้รบตามแผนปฎิบัติการณ์ของฝ่ายทหาร โดยเฉพาะพื้นทีแนวชายแดนจังหวัดสุรินทร์ยังได้ยินเสียงปืนเป็นระยะ ทั้งอ.พนมดงรัก อ.กาบเชิง อ.ปราสาท และอื่นๆ  ซึ่งตอนนี้ทางหน่วยงานรัฐ ได้จัดศูนย์พักพิงชั่วคราวกว่า 76  แห่ง ทั้งสถานที่ราชการ วัด ตามสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งเมื่อวานนี้ได้มีประชาชนได้อพยพมาอยู่แหล่งพักพิงใกล้บ้านจำนวนมาก

คุณยายกาด อายุ 84 ปี บ้านมะเมียงใต้ ต. โชคนาสาม อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ อาชีพเลี้ยงไหม เล่าว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อช่วงหลายปีก่อน เมื่อเทียบกับเหคุการณ์ครั้งนี้ คุณยายบอกว่า ครั้งนี้รุนแรงมาก ได้ยินแต่เสียง ปืน ระเบิดน่ากลัวมาก จะหลับนอนไม่มีความสุขเป็นห่วงลูกๆหลานๆ ซึ่งเมื่อวานหลายคนได้ออกจากบ้านไปอยู่ข้างนอกที่รัฐจัดให้ เพื่อความปลอดภัย แต่ยายไม่อยากออกไปจากบ้าน เพราะว่ายังมีความผูกพันมากและห่วงสิ่งของในบ้านอยู่ ตอนนี้ว่างๆดูแลไหม นั่งทำงานบ้านอยู่ตามประสาคนแก่ ยิ่งแถวข้างบ้าน ตอนนี้ยังเงียบสนิทเพื่อนบ้านเคลื่อนย้ายไปอยู่ข้างนอกหมด

 “ยิ่งวันนี้ยังได้ยินเสียงปืนดังตั้งแต่เช้าอยู่ น่ากลัวมาก ไม่เคยพบ ไม่เคยเห็นแบบนี้ ยิ่งเวลานี้เรื่องอาหารการกิน น้ำดื่มลำบาก ไม่กล้าที่ออกข้างนอก มีเจ้าหน้าที่มาดูแลบ้าง ถามทุกข์สุข ยิ่งตอนนี้ทานข้าวไม่อิ่ม แต่ทำไรได้ยายจะไม่ทิ้งบ้านไปอยู่ที่อื่นๆ ยายอยากอยู่กับบ้าน ผูกพันมานานร่วม 80 ปี ไม่รู้เมื่อไหร่จะสงบ อยากให้หยุดยิงกันสักที” คุณยาย เล่าท่ามกลางน้ำเสียงคลุมเครือ

 ส่วนบรรยากาศแถวบ้านมะเมียงใต้ ต.โชคนาสาม อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ วันนี้สถานการณ์โดยรวม ยังได้ยินเสียงปืนปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ยังสร้างความหวาดผวาให้กับชาวบ้าน ถนนในหมู่บ้านเกือบทุกสาย ยังเงียบสงบ ไม่มีรถราวิ่งผ่านการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ ไม่ได้ออกไปสัญจรไปไหน มาไหนกันมากนัก เนื่องจากยังห่วงเรื่องความปลอดภัยอยู่  ช่วงนี้หลายๆคนกำลังรอดูสถานการณ์คลี่คลายลงเมื่อไหร่ ยิ่งยืดยาวนานวันจะเดือดร้อนไปตามกัน

“ภูมิธรรม” แจงเร่งใช้เวทีเจรจาระหว่างประเทศลดความรุนแรงชายแดนไทย – กัมพูชา

“ภูมิธรรม” เผย สถานการณ์ความไม่สงบให้พื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา เร่งใช้แนวทางการเจรจาระหว่างประเทศเพื่อลดความรุนแรง และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยการสู้รบให้เร็วที่สุด

วันนี้ (25 ก.ค. 2568) เวลา 11.10 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ในประเด็นความคืบหน้าจากสถานการณ์การปะทะในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ณ อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย

นายภูมิธรรม กล่าวว่า จากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนที่ผ่านมา ทางรัฐบาล และกองทัพกำลังเร่งดำเนินการพูดคุยกับทาง นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน เพื่อที่จะหาแนวทางข้อยุติในการแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด โดยทางประธานอาเซียนจะได้เข้าสู่ขั้นตอนการเจรจากับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาก่อน เพื่อหาข้อสรุปมาคุยกับทางการไทยเรา สิ่งสำคัญในวันนี้เราจะต้องประณามประเทศกัมพูชาที่เป็นฝ่ายเริ่มต้น การก่อเหตุความรุนแรงก่อน จากการที่ยิงจรวดเข้าสู่เป้าหมายที่เป็นพลเรือน ทำให้ประชาชนคนไทย ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งผิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง 

“สิ่งที่ประเทศกัมพูชาทำเป็นการแสดงได้อย่างชัดเจนว่ามีเจตจำนงที่จะรุกราน และละเมิด กฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ซึ่งจะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยมาตรการทางการทูตของไทยที่ผ่านมา เราได้ส่งตัวทูตกัมพูชากลับประเทศและเรียกทูตของไทยกลับมาซึ่งถือเป็นมาตรการรุนแรงที่สุดแล้ว เราต้องขอให้กัมพูชาแสดงให้เห็นความชัดเจน ถึงความจริงใจ ในการยึดทางสันติซึ่งประเทศไทยเรา ได้ปฏิบัติมาโดยตลอด

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรง ขณะนี้ทางรัฐบาลจะได้พิจารณา ขยายวงเงินในการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิต เป็นรายละ 1 ล้านบาท และลดหลั่นกันไปสำหรับผู้ที่บาดเจ็บ โดยตนได้สั่งการให้รัฐมนตรีหลายท่านเป็นตัวแทนรัฐบาล ลงพื้นที่ แสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บในพื้นที่ต่าง ๆ โดยต้องขอเน้นย้ำทุกฝ่ายให้ความสำคัญห่วงใยดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ 

“เรื่องอธิปไตยของประเทศและการรุกล้ำชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน เป็นสิ่งที่เรายอมไม่ได้ เมื่อเกิดปัญหาเราก็พร้อมที่จะดำเนินการทั้งทางทหารและบริหารจัดการในพื้นที่ชายแดนอย่างเด็ดขาดที่สุด ซึ่งตนเข้าใจความรู้สึกของพี่น้องประชาชนทุกคนเป็นอย่างดี และขอความร่วมมือให้ทุกท่านรับฟังข่าวสารที่ถูกต้อง ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพราะขณะนี้ ประเทศของเราต้องการความรักสามัคคี ต้องรวมพลังช่วยกันแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด” นายภูมิธรรม กล่าวทิ้งท้าย

ปลัด มท.เผย อพยพปชช.กว่า 1 แสนคน พ้นพื้นปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

ปลัด มท. เผยมีประชาชนต้องอพยพจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา มากกว่า 100,000 คนไปยังศูนย์พักพิง 295 แห่ง พร้อมกำชับผู้ว่าฯ นายอำเภอ บูรณาการทุกภาคส่วนดูแลความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ถูกสุขลักษณะ พร้อมสร้างขวัญกำลังใจประชาชนควบคู่การบำรุงขวัญกำลังพลตามแนวพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นจากการลักลอบยิงอาวุธของกัมพูชาเข้ามาล่วงล้ำอธิปไตยของประเทศไทยจนส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ที่พักอาศัยพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับผลกระทบ ทั้งการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงต้องอพยพย้ายที่พักชั่วคราว โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง นำกำลังสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกภาคส่วน นำยานพาหนะของทุกหน่วยงานเร่งอพยพประชาชนเข้าไปยังพื้นที่ปลอดภัยห่างจากแนวการปะทะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งให้ดูแลด้านการใช้ชีวิตครอบคลุมปัจจัยความจำเป็นพื้นฐาน ทั้งด้านอาหาร เครื่องดื่ม ยารักษาโรค ห้องน้ำ และที่พัก ให้ถูกสุขลักษณะ โดยเน้นย้ำเรื่อง “ความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

“สำหรับจำนวนประชาชนผู้ที่ได้ทำการอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวทั้ง 4 จังหวัดข้างต้น ณ วันที่ 24 ก.ค. 68 เวลา 22.30 น. มีจำนวนรวม 100,672 คน ศูนย์พักพิง 295 แห่ง จำแนกเป็น จังหวัดสุรินทร์ 56,000 คน ศูนย์พักพิง 67 แห่ง จังหวัดศรีสะเกษ 17,196 คน ศูนย์พักพิง 58 แห่ง จังหวัดบุรีรัมย์ 17,000 คน ศูนย์พักพิง 1 แห่ง และจังหวัดอุบลราชธานี 10,476 คน ศูนย์พักพิง 169 แห่ง” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยยังได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนสร้างขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนควบคู่การบำรุงขวัญกำลังพลทั้งฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามแนวพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง พร้อมทั้งร่วมกันเป็นกำลังใจให้กับบรรดาพี่น้องทหารหาญผู้ที่กำลังทำหน้าที่เป็นกำลังส่วนหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และสร้างความรับรู้เข้าใจให้ประชาชนในศูนย์พักพิงได้ทราบถึงสถานการณ์ รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยทรัพย์บริเวณหมู่บ้าน อาคารบ้านเรือน โดยกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมทั้งย้ำเตือน “ห้ามกลับไปยังพื้นที่หมู่บ้าน” จนกว่าทางภาครัฐจะประกาศให้สามารถกลับไปได้ตามปกติ

พังงายกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตรในสวนทุเรียนสร้างจุดขายสร้างรายได้ชุมชน

นายก อบจ.พังงา นำทีมร่วมสำรวจแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในสวนทุเรียนที่ตำบลทุ่งคาโงก กลยุทธ์การตลาดยุคใหม่ สร้างจุดขายสร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน

นายเกรียงศักดิ์ บุญณบุรี สมาชิกสภา อบจ.พังงา เขต อำเภอเมืองพังงา พร้อมด้วยนายจุติ สิริปัญญาพาณิช เลขานุการ นายก อบจ.พังงา นำนายบำรุง ปิยนามวาณิช นายก อบจ.พังงา และนายอัษฎายุธ สร้อยทอง รองนายก อบจ.พังงา เยี่ยมชมสวนทุเรียนที่บ้านบางแสก ม.2 ต.ทุ่งคาโงก อ.เมืองพังงา ที่ใช้พื้นที่ 12 ไร่ ปลูกทุเรียนสายพันธุ์ชื่อดังของจังหวัดพังงา ประกอบด้วยทุเรียนสาลิกา ทุเรียนทองตำตัว และทุเรียนหมอนทอง

ทั้งนี้พบว่ามีนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบทุเรียน เดินทางเข้ามาร่วมชม ชิม ช้อป ทุเรียนกันถึงในสวนหลายราย พร้อมกันนี้นายก อบจ.พังงาได้ร่วมตัดผลผลิตที่แก่จัดและร่วมชิมรสชาติทุเรียนทองตำตัว และบอกว่ารสชาติดีสมชื่อ ควรจะมีการส่งเสริมให้ปลูกกันให้มากขึ้นอีกสายพันธุ์หนึ่งของจังหวัดพังงา จากนั้นได้มีการทดสอบเส้นทางใช้ห่วงยางล่องลำคลองรอบสวน ที่เป็นลำคลองต้นน้ำของคลองพังงา ซึ่งเป็นคลองที่ลำน้ำใส เย็น สะอาด ไหลเชี่ยวกำลังดี เหมาะที่จะพัฒนาให้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในการท่องเที่ยว

 นายบำรุง ปิยนามวาณิช นายก อบจ.พังงา กล่าวว่า จากการที่ได้มาเยี่ยมชมสวนทุเรียนแปลงนี้ที่ปลูกทุเรียนพันธุ์ดีหลายสายพันธุ์ในพื้นที่12 ไร่ พบว่ามีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นแหล่งช่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกจุดหนึ่งของจังหวัดพังงา ซึ่งเจ้าของสวนมีแนวคิดที่พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ร่วมนำผลิตผลทางการเกษตรมาร่วมจำหน่ายในฤดูกาลหน้า

ขณะที่ อบจ.พังงาก็มีนโยบายในการสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปรับตัวไม่ว่าจะในเรื่องการทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือการแปรรูปสินค้า ซึ่งจะช่วยทำให้สร้างรายได้เพิ่มให้พี่น้องเกษตรกรในช่วงฤดูกาลผลไม้

ช่องบกเดือดวันที่2!ยิงถล่มทำลายปืนค.100ของเขมร 3 กระบอก ทหารดับ1

สถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 2 (25 ก.ค.2568)

เวลา 00.24 น. มีคำสั่งด่วน ให้เจ้าหน้าที่บุคลากรโรงพยาบาลบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ทั้งหมดอพยพออกจากพื้นที่เป็นการด่วน

เวลา 00.33 น. เพจ “กองทัพภาคที่ 2” โพสต์ข้อความว่า ตามที่ปรากฏข่าวว่า มีร่างผู้เสียชีวิตตกค้างในพื้นที่เกิดเหตุระเบิด ณ ปตท.บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขณะนี้ยังคงมีวัตถุระเบิดหลงเหลืออยู่ ไม่สามารถเข้าเก็บกู้ได้ จึงแจ้งให้ชุด EOD ของกองทัพภาคที่ 2 และตํารวจตระเวน ชายแดนภาค 2 เข้าทําการเก็บกู้วัตถุระเบิดก่อน แล้วจึงจะสามารถเข้าเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้

เวลา 00.53 น. รพ.บ้านกรวด เจ้าหน้าที่ถอนกำลังทั้งหมดออกจากพื้นที่ไปสนับสนุนภารกิจ รพ.ประโคนชัย และศูนย์อพยพสนามช้างต่อไป

เวลา 01.04 น. ผู้อพยพชาวกัมพูชาในจังหวัดอุดรมีชัย ยังคงเดินทางด้วยรถอีแต๋นอย่างไรจุดหมายไปตามถนน โดยไม่มีรายงานความช่วยเหลือจากรัฐบาลกัมพูชา

เวลา 04.30 น. เสียงปืนดังแล้ว พบกัมพูชาเข้าประชิด

เวลา 06.30 น.  กองทัพภาคที่ 2 และตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 กำลังเร่งเข้าเก็บกู้วัตถุระเบิดที่ตกค้างที่ปั๊ม ปตท.บ้านผือ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่

เวลา 07.32 น. ปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง M758 ATMG ขนาดลำกล้อง 155 มม. 52 คาลิเบอร์ ได้เข้าพื้นที่เพื่อยิงสนับสนุน กำหนดเป้าหมายและทำลายระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 (MLRS)ของกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา

เวลา 07.54 น. ทหารกัมพูชายังคงสู้รบกับทหารไทยที่ชายแดน จ.ศรีสะเกษ

เวลา 08.00 น. หน่วยงานความมั่นคงกองทัพภาคที่ 2 ประเมินความสูญเสียเบื้องต้นของกัมพูชา เสียชีวิต 23 ราย

เวลา 08.07 น. เพจ “กองทัพภาคที่ 2” แจ้งเตือนว่า ขณะนี้เกิดการปะทะตามแนวชายแดนหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ตามแนวชายแดน

เวลา 08.17 น. ทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานในจังหวัดอุดรมีชัยของกัมพูชาเคลื่อนย้าย ปตอ. ZU-23-2 อายุ 65 ปี (ผลิตปี 1960) ติดตั้งบนรถบรรทุกไปยังพื้นที่สู้รบชายแดนจังหวัดสุรินทร์

เวลา 08.51 น.ทหารไทยใช้ปืนใหญ่โจมตีเขมรตรงข้ามช่องบก ทำลายปืน ค.100 ของเขมร 3 กระบอก ทหารเขมรเสียชีวิต 1

“เหนือ-อีสาน” จมบาดาลกว่า 2แสนไร่ “น่าน” ยังวิกฤต “วัดภูมินทร์” จมกว่า 2 เมตร

พิษพายุวิภา “เหนือ-อีสาน” จมบาดาลกว่า 2แสนไร่ “น่าน” ยังวิกฤต! น้ำท่วมหนัก “วัดภูมินทร์” จมน้ำลึกกว่า 2 เมตร ด้าน “รบ.” สั่งให้จังหวัด เตรียมข้อมูลเร่งฟื้นฟู – เยี่ยวยา ผู้ประสบภัย เสนอครม.อนุมัติ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยจากอิทธิพลของพายุวิภา รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยล่าสุดที่ประชุม ของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยวาตภัยและดินโคลนถล่ม (บก.ศปช.) ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานว่าพายุ วิภา ได้อ่อนกำลังลง ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์น้ำที่จังหวัดน่าน ลดระดับลง จากนั้นจะไหลผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์และลงสู่เขื่อนสิริกิติ์

ทั้งนี้ ปภ. ได้ตั้งศูนย์บัญชาการอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ก่อนพายุวิภาเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยแล้วและได้ส่งกำลังเข้าช่วยเหลือขนย้ายผู้ที่ยังติดอยู่ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง โดยเที่ยงวันวันนี้จะสรุปผลการดำเนินงานเพื่อดำเนินการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากหลายพื้นที่น้ำเข้าท่วมและลดระดับลง หลายพื้นที่เป็นดินโคลนที่มาจากภูเขา ทั้งนี้ ระดับน้ำเช้านี้เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะแม่น้ำน่าน

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้จังหวัดที่ประสบอุทกภัย รวบรวมข้อมูลเพื่อสรุปในการให้ความช่วยเหลือเยียวยา ประชาชน ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติเงินงบประมาณในการฟื้นฟูในทุกมิติ โดยยึดโมเดลอุทกภัยเมื่อปลายปีที่แล้วที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายรวมทั้งภาคใต้ต่อไป ทั้งนี้ ศปช.จะติดตามสถานการณ์และอำนวยการตลอด 24 ชั่วโมงจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

วันนี้สถานการณ์อุทกภัยในจ.น่าน ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต โดยเฉพาะบริเวณ วัดภูมินทร์ สถานที่ท่องเที่ยวและศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมสำคัญของเมืองน่าน ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนักที่สุด โดยระดับน้ำได้ท่วมสูงถึง 2 เมตร

ด้าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าฯ น่าน ระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่ของจังหวัด โดยมี ประชาชนจำนวนมากติดอยู่ภายในบ้านเรือน ซึ่งบางพื้นที่ประสบปัญหาเข้าถึงล่าช้าเนื่องจาก กระแสน้ำไหลแรงและระดับน้ำสูง โดยเฉพาะในเขต ตำบลเวียง ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจหลักของจังหวัด พบว่าระดับน้ำได้สูงถึง 8.86 เมตร ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับภาวะวิกฤตสูงสุดในประวัติศาสตร์จังหวัด

“ชาวน่านทุกคนจะได้รับการช่วยเหลือ พร้อมเร่งจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว อาหาร ยา และน้ำสะอาดในทุกจุดวิกฤต เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยและสามารถฟื้นฟูหลังน้ำลดได้อย่างเร่งด่วน”

ขณะที่ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังจากอิทธิพลของพายุ “วิภา” ด้วยข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-1A ล่าสุด พบว่า ขณะนี้มีพื้นที่บางส่วนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 210,461 ไร่

ชาวกบินทร์บุรีร้องนายทุนลักลอบขนขยะอุตฯจากรง.ทิ้งใกล้ชุมชนไม่หยุด

ปราจีนบุรี –นายทุน ลักลอบนำกากอุตสาหกรรมจากโรงงานมาทิ้งรายวันไว้ จำพวกกระสอบพลาสติก ถุงพลาสติก ที่ใช้บรรจุเม็ดพลาสติก ลังไม้ และถังเหล็ก เป็นต้น น้ำหนักประมาณ 3 ตันในบริเวณพื้นที่ หมู่ที่ 5 ตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

ไลน์กลุ่มผู้ว่าพบสื่อมวลชน  นายวิเชียร ทองด้วง อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี แจ้งราสยละเอียดในจดหมายข่าวว่า    มอบหมายให้ นายปรัชญา วารสิทธิ์ วิศวกรปฏิบัติการ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อทอง และเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรวังตะเคียน เข้าร่วมตรวจสอบ ณ บริเวณที่ดินในหมู่ที่ 5 ตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากมีประชาชนร้องเรียนว่ามีการนำกากอุตสาหกรรมมาทิ้งในพื้นที่บริเวณดังกล่าว

จากการเข้าตรวจสอบพบว่ามีการนำเศษวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากโรงงานอุตสาหกรรม ได้แก่ กระสอบพลาสติก ถุงพลาสติก ที่ใช้บรรจุเม็ดพลาสติก ลังไม้ และถังเหล็ก เป็นต้น น้ำหนักประมาณ 3 ตัน มาทิ้งไว้ในพื้นที่บริเวณหมู่ที่ 5 ตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยเจ้าของที่ดินดังกล่าว ได้แสดงตัวและให้การว่าได้รับกากอุตสาหกรรมซึ่งออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อนำมาคัดแยกและจำหน่ายต่อ โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานสำหรับการคัดแยกกากอุตสาหกรรม แต่อย่างใด

พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้เก็บตัวอย่างกากอุตสาหกรรมดังกล่าว ส่งให้ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี ตรวจวิเคราะห์ในลำดับถัดไป ทั้งนี้ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีได้ดำเนินการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ณ สถานีตำรวจภูธรวังตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และจะได้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

โดย… มานิตย์ สนับบุญ /ปราจีนบุรี###

คนปราจีนบุรีรวมพลังบริจาคโลหิตส่งช่วยเหลือรพ.ชายแดนอีสานใต้

ปราจีนบุรี – รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรและชาวประจันตคามบริจาคโลหิตช่วยเหลือ รพ.ในเขตชายแดน  280 ยูนิตขณะช่วยนำหมอพื้นบ้านที่อยู่ในวิถีกระสุน การสู้รบมาพักที่ศูนย์สมุนไพรอีสานใต้อภัยภูเบศรมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร 

จากสถานการณ์ปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ จ.สุรินทร์ และ ตามแนวชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับแจ้งจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ รพ.รพ. เจ้าพระยาอภัยภูเบศร วันนี้ธนาคารเลือด รพ. เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้จัดส่งโลหิตช่วยเหลือ โรงพยาบาลในเขตชายแดน  280 ยูนิต ขอขอบพระ ผู้บริจาคโลหิตทุกท่าน 

ขณะที่นายกองตรีปพนศักดิ์ ขันติชัยมงคล นายอำเภอประจันตคามกล่าวว่า   อำเภอประจันตคามร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดปราจีนบุรีและสาขาบริการโลหิตแห่งชาติโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร   ได้ออกรับบริจาคโลหิต  ณ หอประชุมอำเภอประจันตคาม มีผู้ประสงค์บริจาคโลหิตจำนวน 158 ราย ได้โลหิตจำนวน 127 ราย/ยูนิต 57,150 ซีซี    มีผู้แสดงความจำนงบริจาคดวงตา 17 ราย อวัยวะ 17 ราย และอุทิศร่างกายจำนวน 11 ราย   นายกองตรีปพนศักดิ์ กล่าว

จากสถานการณ์ปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ จ.สุรินทร์ และ ตามแนวชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขานุการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพระอุปถัมภ์ฯ หรือ หมอต้อม ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร ได้มอบหมายให้นายจืด เข็มทอง อาสาสมัครมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพระอุปถัมภ์ฯ เดินทางไปนำตัว  พ่อชอย สุขพินิจ  อายุ 86 ปี   บ้านโคกพยูง ตำบลแนงมุด อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ หมอพื้นบ้านชุมชนไทยเขมร และได้รับยกย่องเป็นหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2559 ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้สมุนไพรหมอยาพื้นบ้านในภูมิภาค จ.สุรินทร์ ที่เดิมไม่ยอมออกจากบ้าน ทั้งๆที่บ้านอยู่ในวิถีกระสุน การสู้รบ โดยบอกตัวเองแก่แล้ว ยังไงก็ตาย   ขออยู่ที่บ้าน

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า    ตนได้บอกกับพ่อชอยไปว่า อย่าเพิ่งรีบตาย ยังถอดความรู้จากพ่อไม่หมดเลย โดยการไปนำตัวพ่อชอยออกมาจากพื้นที่สู้รบในครั้งนี้ ตนขอเรียกว่า เป็นปฏิบัติการชิงตัวพ่อชอยออกจากบ้าน เพราะพ่อชอยเป็นหมอยาดีเด่นของประเทศ เป็นครูผู้ใจดีของเรา สง่างาม ก็รู้พร้อมเป็นผู้ให้ และมีความรู้เรื่องสมุนไพรที่เรียกว่าหาตัวจับยาก

“หลังจากการคุยโทรศัพท์ คุยกับพ่อชอยแล้ว ว่าจะให้จืดไปรับ พ่อชอยปฏิเสธที่จะออกจากบ้าน แถมยังบอกว่าอย่ามานะมันอันตรายมีกระสุนตกอยู่รอบรอบบ้าน  เราจึงใช้ยุทธการ…อุ้ม… แต่ในที่สุดก็เอาตัวพ่อชอยออกมาจากบ้านจนได้ แต่ท่านขออยู่ที่ จ.สุรินทร์ก่อน ไม่ยอม มาที่ จ.ปราจีนบุรี จึงให้ท่านพักอยู่ที่ ศูนย์สมุนไพรอีสานใต้อภัยภูเบศร ต.สำโรง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งปลอดภัยกว่าบ้านที่พ่อชอยอยู่เดิม”ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์สมุนไพรอีสานใต้อภัยภูเบศรมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  พร้อมให้ชาวบ้านซึ่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และต้องอพยพออกมา มาพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว พร้อมดูแลทุกอย่าง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สถานการณ์ปกติ  สามารถติดต่อได้ที่ เบอร์โทร 087 9640055   โดยล่าสุดตอนนี้มีชาวบ้านเข้ามาพักรวม 11 ราย

อย่างไรก็ตามใน ระหว่างการเดินทางมาของพ่อชอย อาจารย์ฝนที่วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร โทรมาด้วยเสียงตื่นเต้นว่า “พี่ต้อม  เรามีนักศึกษาฝึกงานอยู่ที่โรงพยาบาลกับเชิงและโรงพยาบาลกันทรลักษ์ ไม่มีรถที่จะให้เช่าเข้ามาในเมืองเลยทำยังไงกันดี” 

จึงได้โทรไปบอกจืดว่ารับพ่อชอยแล้วกลับไปรับนักศึกษาสองโรงพยาบาลนั้นด้วย จืดได้วนกลับไปรับน้องตอนนี้น้องนักศึกษาทั้ง 4 คน(โรงพยาบาลละ 2 คน) มาอยู่กับพ่อชอย แล้วพรุ่งนี้ ( 25 ก.ค.) จะเช่ารถตู้กลับมาที่ปราจีนบุรีพร้อมกัน ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าว

โดย…มานิตย์ สนับบุญ/ปราจีนบุรี

ชาวบ้านศรีสะเกษหงุดหงิดถูกไล่กลับไปกลับมา รายชื่อหมู่บ้านไม่อยู่ในแผนอพยพ

ศรีสะเกษ- ชาวบ้านหงุดหงิดถูกไล่กลับไปกลับมา รายชื่อหมู่บ้านไม่อยู่ในแผนอพยพ ขณะที่ ผู้ว่าฯ สั่งการใช้ดุลพินิจปรับแผนตามสถานการณ์ ดูแล ปชช.

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว วัดสระเยาว์ ต.สระเยาว์ อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ ชาวบ้านจากชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ต่างพากันหอบลูกจูงหลาน พร้อมเสื่อผืน หมอนใบ และสิ่งของจำเป็น อพยพเข้ามายังศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยเป็นจำนวนมาก อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางอำเภอศรีรัตนะ ได้ใช้พื้นที่บริเวณวัดต่างๆในเขตพื้นที่ เพื่อเปิดใช้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวเพิ่มขึ้น จาก 4 แห่ง เป็น 5 แห่ง และมีแนวโน้ม ผู้อพยพเพิ่มสูงขึ้น จึงได้เตรียมการรองรับผู้อพยพไว้อย่างเต็มที่

นายประจักษ์ ศรีพลี อายุ 47 ปี ชาวบ้านผือใหม่ หมู่ที่ 1 ต.เมือง อ.กันทรลักษ์ กล่าวว่า ตนรู้สึกหงุดหงิดใจมาก ว่า ทำไมทางภาครัฐ ถึงปล่อยให้เหตุการณ์เป็นไปได้ถึงขนาดนี้ การอพยพของชาวบ้านก็ไม่สามารถจะตรวจสอบได้เลยว่า ชาวบ้านจะอพยพไปจุดไหน ต้องหนีตายออกมาค้นหากันเอง ไม่มีการแจ้งแผนการอพยพล่วงหน้า จึงไม่รู้เลยว่าตนเองจะไปไหน พอไปผิดจุดก็ถูกไล่ออกมา เพราะรายชื่อหมู่บ้านไม่อยู่ในแผน ตนและครอบครัวก็งง ไม่รู้จะทำยังไง ยอมรับว่าหงุดหงิดมาก
ขณะที่ นายสุรพล ศรีพนมธนากร นายอำเภอศรีรัตนะ กล่าวว่า ขณะนี้ อ.ศรีรัตนะ พร้อมเปิดพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวต้อนรับผู้อพยพ โดยไม่ปิดกั้น ตอนนี้มีผู้อพยพมายังพื้นที่แล้ว รวมกว่า 2,000 คน และคาดว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นแน่นอน พร้อมเตรียมเปิดใช้พื้นที่โรงเรียนเพิ่มเติมเป็นศูนย์อพยพ ต้อนรับผู้ที่เดือดร้อนจากภัยสงคราม อย่างเต็มที่ เพราะเราต้องดูแลกัน

ด้าน นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผวจ.ศรีสะเกษ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกลหุก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องผู้อพยพ ตนได้สั่งการให้ศูนย์พักพิง ทุกแห่ง ให้ปรับสถานการณ์ให้เร็วที่สุด กรณีที่มีปัญหาต้องแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนตามสถานการณ์ เพราะวันนี้เป็นวันแรกของการอพยพ และทางเราจะดูแลพี่น้องประชาชนให้ดีที่สุดอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ตนได้สั่งกำชับให้หน่วยงานราชการดูแลเครื่องหลับนอน เครื่องดื่ม น้ำดื่ม อาหารและยารักษาโรคเอาไว้แล้ว โดยทางอำเภอจะเป็นศูนย์อำนวยการกลางเพื่อบริหารจัดการดูแลพี่น้องประชาชน ร่วมกับ อปท.ในพื้นที่.

ทีมข่าวออนไลน์ จ.ศรีสะเกษ // รายงาน

ปะทะเดือดไทย-กัมพูชา ยกแรก ปชช.ดับ 10 ทหาร 1 นาย

“มท.1” เผย ถก สมช.-ครม.วาระพิเศษปมเขมร ย้ำถูกยั่วโดนยิงก่อน เป้าหมายไม่ชัดทำ ปชช.ดับ 10 ทหาร 1 มอบจว.ดูแลอพยพห่างชายแดน 50 โล ยังไม่คุยจนกว่าสถานการณ์ยุติ ไม่มีประกาศสงคราม แต่มอบอำนาจกองทัพตัดสินใจดูแลก่อนรายงาน รบ. ย้ำอยู่ใต้หลัก กม.ระหว่างประเทศ เมิน ตปท.ตัวกลาง เผย กต.คุย UN แล้ว ย้ำชัดปฎิบัติทางทหารยุติเร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 24ก.ค.2568) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีเปิดเผยภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ วาระพิเศษ ที่มีคณะรัฐมนตรี ตัวแทนเหล่าทัพเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงว่า เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะเดียวกัน ยังเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษไปด้วย โดยเชิญเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเข้าร่วม ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ ดังนั้นจึงเป็นการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาตินัดพิเศษ และคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษด้วย เพราะหลายเรื่องจำเป็นต้องใช้มติคณะรัฐมนตรีในการดำเนินการ พร้อมระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเหตุการณ์ปะทะกัน เท่าที่รับรายงานจากหน่วยทหารที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่า กัมพูชาได้ยิงเข้ามาและเปิดฉากใส่ทหารไทยก่อน จนนำไปสู่เหตุการณ์บานปลาย จนถึงเวลานี้ก็มีการใช้อาวุธหนัก แต่สิ่งสำคัญคือ การยิงของกัมพูชาใช้อาวุธหนัก และยิงเข้ามาในเขตแดนประเทศไทย โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นการยิงที่เกี่ยวข้องกับพลเรือน ทำให้พลเรือนไทยเสียชีวิต ทั้งหมด ขณะนี้มีตัวเลขผู้เสียชีวิต 11 ราย เป็นพลเรือน 10 ราย และทหาร 1 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 28 คน โดย 24คนเป็นพลเรือน อีก 4 คนเป็นทหาร

ดังนั้นจึงขอประณามกัมพูชาว่าเป็นการใช้อาวุธหนักที่รุนแรงไม่มีเป้าหมาย และไม่ได้จำกัดเฉพาะเขตการต่อสู้ ซึ่งทหารกัมพูชายิงเข้ามาบริเวณปั๊มน้ำมันในร้านสะดวกซื้อและบางส่วนกระสุนยิงเข้ากลางโรงพยาบาล บางส่วนห่างพื้นที่โรงพยาบาล 3 กิโลเมตร ดังนั้นไทยขอประนามเป็นการกระทำที่ไม่ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ และคำนึงปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ย้ำว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การประกาศสงคราม เป็นแค่การปะทะกัน โดยไทยยืนยันหลักการว่า ต้องใช้สันติวิธีไม่ใช้ความรุนแรง และต้องใช้การพูดคุยกันในการแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะที่มีการยั่วยุจากฝั่งกัมพูชามาโดยตลอด ซึ่งไทยต้องป้องกันตัวเอง และป้องกันอธิปไตยของประเทศ ถือเป็นหัวใจสำคัญยอมไม่ได้ที่จะมีลักษณะบุกรุกในการละเมิดอธิปไตยต่อประเทศไทย ดังนั้นจึงต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่

นายภูมิธรรม ยังระบุว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำที่กัมพูชาได้ก่อขึ้นอย่างน้อย 2 เหตุการณ์ในเขตพื้นที่ที่มีการลาดตระเวนของทหารไทย และกัมพูชาตามข้อตกลงเดิม แต่สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาที่ผ่านมามีการลาดตระเวนมาโดยตลอด แต่กลับมีระเบิดเกิดขึ้น ล่าสุดทำให้สูญเสียขาของทหาร จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ดังนั้นไทยจะต้องแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้ พร้อมระบุว่า ขณะนี้ไทยได้เตรียมการและแก้ไขปัญหาต่างๆ แล้ว โดยทางกองทัพได้ดำเนินการปกป้องอธิปไตยในพื้นที่อย่างเต็มที่ ซึ่งกองทัพภาคที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบ ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้มอบอำนาจให้กองทัพดำเนินมาตรการต่างๆ ตามความจำเป็นโดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะเมื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน อาจจะไม่มีเวลามาขออนุญาต จึงต้องดำเนินการไปตามขอบเขต และแจ้งให้กับรัฐบาลทราบโดยเร็ว

นอกจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ดังนั้น ยังต้องควบคุมอยู่ในพื้นที่ แต่ได้ระมัดระวังป้องกันตามแนวชายแดนอย่างเต็มที่ โดยให้กระทรวงมหาดไทย อพยพคนออกจากพื้นที่ให้ไกลกว่าชายแดน 50 กิโลเมตร ถือเป็นระยะที่ปลอดภัย และสั่งการให้ดูแลอพยพประชาชน ซึ่งมีแผนรองรับอยู่แล้ว และได้ดำเนินการอย่างเรียบร้อย ขณะที่มติที่ประชุมวันนี้และเป็นมติคณะรัฐมนตรี ให้ดูแลประชาชนและเยียวยาผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างดีที่สุด โดยเป็นไปตามระเบียบที่วางไว้ พร้อมระบุว่า โรงเรียนตามแนวชายแดนถูกสั่งปิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับนักเรียน ขณะที่ กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงโรงพยาบาลอำเภอบริเวณชายแดนให้เป็นโรงพยาบาลสนาม และได้อพยพคนไข้ รวมถึงผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดไปสู่แนวหลัง และอยู่ในจุดที่ปลอดภัย ส่วนมาตรการกระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการไปแล้ว ทั้งลดระดับทางการทูตกับกัมพูชา ถือว่าเป็นระดับที่รุนแรงแล้ว