สสส.ผนึกสมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทยขับเคลื่อนเชิงนโยบาย “เสริมพลังผู้ป่วยเปราะบางด้วยบริการ นวัตกรรม Social Telecare”

สสส.จับมือสมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย จัดเวทีสื่อสารสาธารณะและขับเคลื่อนเชิงนโยบาย “เสริมพลังผู้ป่วยเปราะบางด้วยบริการ นวัตกรรม Social Telecare ภายใต้โครงการการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลฯ หวังยกระดับการทำงาน บูรณาการช่วยเหลืออย่างไร้รอยต่อ หนุนเสริมนักสังคมสงเคราะห์ สร้างมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วย

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย เปิดเวทีสื่อสารสาธารณะและขับเคลื่อนเชิงนโยบาย “เสริมพลังผู้ป่วยเปราะบางด้วยบริการ นวัตกรรม social Telecare ภายใต้โครงการการพัฒนา นวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการสร้างเสริมระบบบริการสุขภาพและสังคมผ่าน Social Telecare Platform” จัดเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และรับฟังความคิดเห็น จากผู้ทรงคุณวุฒิและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา

โดย ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ และรักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการและนวัตกรรม (สสส.) กล่าวถึงนวัตกรรมดังกล่าวว่าจะสามารถบูรณาการในการช่วยเหลืออย่างไร้รอยต่อ โดยจะสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ตรงจุดของกลุ่มเป้าหมาย ในส่วนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจะช่วยในการทำงานของนักสังคมสงเคราะห์ได้อย่างมาก ถือเป็นงานทางวิชาการและนวัตกรรมที่มีประโยชน์ในการขับเคลื่อนงานบริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์  โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกการทำงาน ซึ่งทุกความคิดเห็นในเวทีดังกล่าวจะช่วยในการต่อยอดเพื่อพัฒนานวัตกรรม ดังกล่าวให้แม่นยำ  รวดเร็ว และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

นางเยาวเรศ คำมะนาด นายกสมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย ให้มุมมองว่า การขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในประเด็นสำคัญทั้งเรื่องของการพัฒนาสมรรถนะของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ เริ่มตั้งแต่การคิดค้น ออกแบบร่วมกันและมีการทดลองใช้นวัตกรรมตัวนี้ขึ้นมา รวมทั้งสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีพื้นฐานเพื่อที่จะออกแบบต่อ ในเรื่องของการพัฒนาต่อยอดที่2คือเรื่องระบบข้อมูล และต่อยอดที่ 3 คือเรื่องของการออกแบบการบริการ ทั้งนี้ มองว่าสิ่งที่นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ จะได้ประโยชน์คือความมั่นใจและมาตรฐานการทำงานในระดับของวิชาชีพ โดยการทำงานที่ใช้เครื่องมือเพราะว่าเครื่องมือที่เราออกแบบมาทั้งหมดของนักสังคมสงเคราะห์และสหวิชาชีพจะเป็นตัวบ่งบอกว่าถึงทักษะในการทำงานรวมทั้งการแปรผลที่มีความเที่ยงตรงเพื่อนำไปสู่กระบวนการการออกแบบบริการได้ พร้อมมั่นใจว่าจะนำไปสู่เรื่องของการสร้างมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วย

ศาสตราจารย์ระพีพรรณ คำหอม

ด้านศาสตราจารย์ระพีพรรณ คำหอม ผู้รับผิดชอบโครงการฯ กล่าวว่า ข้อดีของโครงการนี้เปรียบเสมือนไกด์ไลน์ให้กับนักสังคมสงเคราะห์ในการนำไปใช้งาน  โดยในแต่ละโรงพยาบาลก็จะเห็นข้อมูลผู้ป่วย ผ่านรายงาน Social telecare platform ช่วยทำให้เห็นบทบาทการทำงานของนักสังคมสงเคราะห์ในการให้บริการผ่านเครื่องมือดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่าน และยกระดับบทบาทงานสังคมสงเคราะห์ ผ่านเครื่องมือบริการสุขภาพ พร้อมย้ำว่าโครงการพัฒนา Social telecare platform มีประโยชน์ในการติดตามดูแลทางสังคมกับผู้ป่วยเปราะบางกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมทั้งส่งเสริมการใช้ข้อมูลสารสนเทศในการออกแบบบริการสุขภาพที่เหมาะสม

ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ป่วยเปราะบาง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่พบปัญหาสังคมร่วมด้วย โดยเมื่อมีการใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าว ในระบบสุขภาพจากข้อมูลเมื่อวันที่( 22 ก.ค.68) จะชี้ให้เห็นผลลัพธ์สำคัญคือ จำนวนของผู้ป่วยเปราะบาง 8,859 ราย จำนวนนักสังคมสงเคราะห์ที่ใช้งาน 466 คน คิดเป็น 70.2% ของจำนวนนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งโรงพยาบาลที่ใช้งานร่วมกันในระบบ Social Telecare Platform:PST ถึง 127 แห่งและสหวิชาชีพที่ใช้งานในระบบ PST จำนวน 26 คน

เยาวเรศ คำมะนาด

ศาสตราจารย์ระพีพรรณ ยังระบุว่า ผลการพัฒนา Social telecare platform ในการบริการดูแลทางสังคมยังสามารถจำแนกปัญหาทางสังคมที่แบ่งแยกย่อยเป็นปัญหาการเงิน ปัญหาภาระการดูแล รวมทั้งอุปสรรคการดูแล และการประกอบวิชาชีพ รวมทั้งระดับความรุนแรง เพื่อประกอบในการออกแบบบริการ และให้ความช่วยเหลือตรงตามกลุ่มเป้าหมายในด้านต่างๆและยังสามารถจำแนกเครื่องมือที่ใช้ประเมินวินิจฉัยทางสังคมในการประเมินตนเองของผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบทั้งทางสังคมทางสุขภาพจิต เป็นต้น

นอกจากนี้ ในเวทีดังกล่าวยังมีการนำเสนอผลการดำเนินโครงการการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการสร้างเสริมระบบบริการสุขภาพและสังคมผ่าน Social telecare platform ผลการออกแบบบริการและการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างเสริมระบบบริการสุขภาพและสังคม (ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) ผ่าน PST พร้อมกับมีการนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายผลจากการใช้งาน Social telecare platform ,AMED  Home Ward  โดยเสนอให้มีการเชื่อมโยงกับระบบการแพทย์ทางไกลและเชื่อมโยงกับระบบ HIS โรงพยาบาลให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  ซึ่งจะทำงานร่วมกับแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวที่มีอยู่ทุกโรงพยาบาล รวมไปถึงข้อเสนอในการพัฒนาPlatform ให้สามารถแสดงผลการทำงานกับครอบครัว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดูแลผู้ป่วย  

อลหม่าน!น้ำทะลักเข้าท่วม รพ.น่าน เร่งเคลื่อนย้ายผู้ป่วยใส่ท่อหายใจไปรพ.ใกล้เคียง

สถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน เข้าสู่ภาวะวิกฤติ หลังได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “วิภา” ทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องตลอด 48 ชั่วโมง ส่งผลให้แม่น้ำน่านมีระดับน้ำเกินจุดวิกฤติในทุกสถานี โดยเฉพาะจุดวัดระดับน้ำ N1 ในเขตอำเภอเมืองน่าน พบว่าระดับน้ำสูงเกินพนังกั้นน้ำกว่า 9 เมตร ทำให้มวลน้ำไหลทะลักข้ามพนังกั้นน้ำ เข้าท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจใจกลางเมืองแล้วนั้น

ล่าสุดน้ำได้ล้นทะลักไหลเข้าท่วม รพ. บริเวณพื้นที่ชั้นกลางของโรงพยาบาลน่าน และบริเวณแผนกฉุกเฉิน ซึ่งเป็นจุดรับผู้ป่วยวิกฤต    โดยขณะนี้ทางโรงพยาบาลน่านได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยหนักใส่ท่อช่วยหายใจไปรพ.ใกล้เคียง และย้ายบริการห้องฉุกเฉิน ไปที่ ฝูงบินอิสระปฏิบัติราชการสนาม 466 (น่าน) กองทัพอากาศ 

นพ.ณัฐธร ดาราพงศ์สถาพร รองผู้อำนวยการด้านโครงสร้างสิ่งแวดล้อมและพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงพยาบาลได้ทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากแผนกฉุกเฉินไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิต อาทิ เครื่องช่วยหายใจ และเครื่องฟอกไต ซึ่งมีการประสานงานกับหน่วยงานภายนอกเพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้าย  ในการปฏิบัติการครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยทหารมณฑลทหารบกที่ 38, มูลนิธิเพชรเกษม, สำนักงานป้องกัน

และบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน (ปภ.) รวมถึงอาสาสมัครกู้ภัยในพื้นที่ เข้าร่วมช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง พร้อมกันนี้มีการตั้งแนวกั้นน้ำเพิ่มเติมเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำทะลักเข้าสู่ห้องไอซียูและห้องผ่าตัด

ทางโรงพยาบาลน่านขอความร่วมมือประชาชนที่มีอาการเจ็บป่วยไม่รุนแรง ให้ไปใช้บริการยังสถานพยาบาลอื่นชั่วคราว และขอให้หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางถนนวรวิชัย เนื่องจากสภาพน้ำท่วมยังไม่ลดลง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมวลน้ำทางตอนเหนือที่ยังคงไหลหลากเข้ามา

นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านเพจทางการของโรงพยาบาลน่านอย่างใกล้ชิด และหากมีเหตุฉุกเฉินสามารถโทรแจ้งสายด่วน 1669 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่านได้ทันที.

เมืองน่านวิกฤต! ระดับน้ำยังพุ่งสูง-ไฟฟ้าดับทั้งเมือง

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองน่านยังคงวิกฤต โดยเฉพาะในย่านเศรษฐกิจ ซึ่งระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่บริเวณหน้าวัดสวนตาล ผ่านจุดสามแยกไฟแดงปากทางเข้าสนามกีฬา อบจ.น่าน มีประชาชนจำนวนมากออกมาสังเกตการณ์น้ำท่วมในช่วงเช้า ขณะเดียวกันไฟฟ้าในเขตตัวเมืองถูกตัด ส่งผลให้ร้านสะดวกซื้อหลายแห่งไม่สามารถเปิดให้บริการได้

ด้านสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำน่าน วัดจากสถานีหลัก 2 แห่ง มีแนวโน้มรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา

สถานีสะพานผาขวาง เวลา 05.00 น. ระดับน้ำอยู่ที่ 14.65 เมตร เพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 33 เซนติเมตร สูงกว่าระดับสูงสุดของปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 12.75 เมตร (ระดับตลิ่ง 9.5 เมตร)

สถานีเทศบาลเมืองน่าน เวลาเดียวกัน วัดได้ 9.27 เมตร เพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 2 เซนติเมตร สูงกว่าปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 8.68 เมตร (ระดับตลิ่ง 7 เมตร)

โดยระดับน้ำได้ล้นตลิ่งเข้าสู่พื้นที่ อำเภอภูเพียง และเขตเทศบาลเมืองน่าน ตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00 น.ที่ผ่านมา โดยมวลน้ำขนาดใหญ่จากทางเหนือกำลังไหลผ่านสะพานผาขวางลงสู่ตัวเมืองน่าน ขณะนี้น้ำเริ่มทะลักเข้าพื้นที่ชุมชนริมแม่น้ำอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าจะ สูงถึง 9.50 เมตรในช่วงค่ำวันนี้

แม้ล่าสุดการเพิ่มระดับน้ำเริ่ม ชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนให้ติดตามระดับน้ำชั่วโมงต่อชั่วโมงอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมอพยพเมื่อมีการแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการ

ทั้งนี้ ทีมกู้ภัยจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) น่าน ยังคงปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลความปลอดภัยในจุดเสี่ยงต่างๆ

แขวงทางหลวงน่านที่ 2 รายงานสถานการณ์น้ำท่วมผิวทางในพื้นที่สายทางในความรับผิดชอบ  

ต่อมาเวลา 06.00 น.รายงานสถาณการน้ำท่วมผิวทาง ทางหลวงหมายเลข 1010601 ตอน สี่แยกช้างเผือก – ปัว ที่ กม.386+100 -กม. 386+550 (บ้านห้วยยื่น) ระดับน้ำ 120 เซนติเมตร การจราจรไม่สามารถผ่านได้ 

เจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงน่านที่ 2 และหมวดทางหลวงท่าวังผา ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่สัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าว

ทหารชุดลาดตระเวณเหยียบกับระเบิดช่องอานม้าขาขวาขาด

อุบลราชธานี-กองทัพบกประณามฝ่ายกัมพูชาจากเหตุลอบวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลฯ เป็นเหตุให้กำลังพลขาขวาขาด ถูกส่งตัวขึ้น ฮ.ไป รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ และอีก 4 นายมีอาการแน่นหน้าอก หูอื้อ จากแรงสั่นสะเทือนของแรงระเบิด  เผยกับระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเป็นกับระเบิดที่วางใหม่

เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2568 เวลาประมาณ 16.55 น. เกิดเหตุการณ์ที่กำลังพลของกองทัพบกจาก ชุดลาดตระเวน กองพันทหารราบที่ 14 เหยียบทุ่นระเบิดบริเวณห้วยบอน ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นแนวพื้นที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้กำลังพลของกองทัพบกได้รับบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 5 นาย โดย 1 นาย ขาขวาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบกับระเบิด และอีก 4 นายมีอาการแน่นหน้าอก หูอื้อ จากแรงสั่นสะเทือนของแรงระเบิด ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรับการรักษาอย่างเร่งด่วน ณ โรงพยาบาลน้ำยืน

โดยในวันพรุ่งนี้(24ก.ค.) ผู้บัญชาการทหารบกจะลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ และดูแลให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ พร้อมได้สั่งการให้กำลังกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกำลังส่วนต่าง ๆ เตรียมพร้อมปฏิบัติตามแผน “จักรพงษ์ภูวนาถ” เมื่อสั่ง

กองทัพบกขอประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำอันไร้มนุษยธรรม ซึ่งละเมิดต่อหลักมนุษยธรรมสากลและข้อตกลงระหว่างประเทศ อันเกิดขึ้นภายในเขตราชอาณาจักรไทย โดยเป็นการกระทำของฝ่ายกัมพูชา และขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยถือเป็นการกระทำที่เป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อสันติภาพและเสถียรภาพบริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศ

ทั้งนี้ กองทัพบกขอยืนยันว่า จะใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ในการดำเนินการตามกรอบที่เหมาะสม เพื่อปกป้องความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนชาวไทย มิให้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป

ด้านพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณขา คือ จ.ส.อ.พิชิตชัย บุญโคราช ชุดลาดตระเวน พัน.ร.14 ได้เหยียบกับระเบิดในพื้นที่ห้วยบอน ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ได้รับบาดเจ็บขาขวาขาด ซึ่งเป็นระเบิดที่วางใหม่ ปัจจุบันได้ให้แพทย์รักษา พร้อมมีมาตรการตอบโต้ ปิดปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และปิดด่าน 4 ด่าน คือ ด่านช่องจอม ด่านช่องสายตะกู ด่านช่องอานม้า ด่านช่องสะงำ

สำหรับผู้บาดเจ็บกองทัพได้ลำเลียงโดยเฮลิคอปเตอร์เข้ามารักษาต่อที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ มณฑลทหารบกที่ 22 อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดยขณะนี้ อยู่ในการดูแลของแพทย์ทหารอย่างใกล้ชิดแล้ว

สำหรับช่องอานม้า ตั้งอยู่ห่างจากช่องบก ประมาณ 40 กิโลเมตรเป็นจุดผ่อนปรน ก่อนเกิดกรณีกับกัมพูชาได้เปิดให้มีการค้าขายสัปดาห์ละ 2 วัน แต่ปัจจุบันได้หยุดการค้าขายระหว่างราษฏรทั้ง 2 ประเทศแล้ว

ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ ขึ้นแท่น “ศูนย์เปลี่ยนถ่ายการจราจร”ใช้ EV Shuttle Bus รถพลังงานสะอาด เชื่อมต่อการเดินทาง

ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ กับก้าวแห่งการพัฒนาเป็น “ศูนย์เปลี่ยนถ่ายการจราจร” อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการพัฒนาการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะหลักเข้ากับการเดินทางภายในศูนย์ฯ ผ่านบริการ รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV Shuttle Bus) ที่ให้พลังงานสะอาด 100% รองรับผู้โดยสารกว่า 3,000 คนต่อวัน เป็นผลจากการวางโครงข่ายจราจรเชื่อมต่อรอบด้าน และมุ่งสู่เป้าหมายเมืองอัจฉริยะคาร์บอนต่ำภายในปี 2570รถไฟฟ้าพลังงานสะอาดเชื่อมระบบรอบด้าน

ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (DAD Asset Development) ผู้บริหารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เปิดเผยว่า  DAD ได้เริ่มใช้ EV Shuttle Bus ให้บริการรับ-ส่งประชาชนและเจ้าหน้าที่ภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ มาเกือบ 2 ปี ทยอยเปิดเส้นทางให้บริการ เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่เป็นจุดต่อเชื่อมกับรถสาธารณะ  โดย EV Shuttle Bus ของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ใช้พลังงานสะอาดที่มาจากแหล่งผลิตคือ แผงโซล่าร์เซลล์ ที่ติดตั้งบนอาคารจอดรถ D สามารถผลิตไฟฟ้าได้กว่า 74,164 กิโลวัตต์ต่อเดือน เพียงพอสำหรับระบบไฟส่องสว่างภายในอาคาร และการชาร์จแบตเตอรี่ของรถ EV ทุกคัน จึงถือเป็นรถที่ใช้พลังงานสะอาดได้ 100%

ปัจจุบัน ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ มีรถ EV Shuttle Bus รวม 6 คัน ให้บริการ 2 เส้นทางหลัก ได้แก่: เส้นทาง 1: ปากซอยแจ้งวัฒนะ 5 – อาคาร B – อาคาร C เชื่อมต่อผู้โดยสารจากรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีหลักสี่ และเส้นทาง 2: ปากซอยแจ้งวัฒนะ 7 – อาคาร A, B, C  และยังรองรับผู้โดยสารจากอาคารจอดรถ D และรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 06.00 – 19.00 น. มีจำนวนผู้ใช้บริการเฉลี่ยสูงกว่า 3,000 คนต่อวัน  ช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ  ในอนาคตมีแผนเพิ่มจำนวนรถ EV Shuttle Bus  ตามจำนวนผู้ใช้บริการที่มีเพิ่มมากขึ้น  

ยกระดับโครงข่ายจราจร-ขนส่ง สู่ Smart Transit Hub

เมื่อมองในภาพรวม ไม่เพียงภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่มีการเชื่อมต่อการจราจรจากภายในสู่ภายนอก แต่ยังเดินหน้าเชื่อมต่อระบบขนส่งโดยรอบ ตอกย้ำการยกระดับพื้นที่สู่การเป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายการเดินทางอย่างแท้จริง ซึ่ง DAD ได้ดำเนินการตามแผนงานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายหลายหน่วยงาน ได้แก่  การสร้าง Sky Walk เชื่อมไปยังสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ  ความร่วมมือกับสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้องวางระบบจัดการจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วน และการประสานกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. สนับสนุนการจัดรถโดยสารประจำทางวิ่งรับ – ส่ง ผู้โดยสารเข้าสู่พื้นที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ  โดยเป็นการวางเครือข่ายถนนโดยรอบพื้นที่ ได้แก่ ถนนแจ้งวัฒนะ (4 สายหลัก) ถนนเฉลิมพระเกียรติจุฬาภรณ์ และถนนสายหลักอื่นๆ รองรับการจราจรจากทุกทิศทาง ด้วยการเชื่อมโยงโครงข่ายการจราจรเพื่อระบายรถยนต์

ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด

“DAD ได้ประสานกรุงเทพมหานครและภาคีเครือข่าย ตัดถนนเพื่อระบายการจราจรจากภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ออกไปยังถนนภายนอก ได้แก่ ถนนหมายเลข 8 หรือ ถนนเฉลิมพระเกียรติจุฬาภรณ์ ขนาด 4 ช่องจราจร เชื่อมต่อไปยังถนนกำแพงเพชร 6 เพื่อเชื่อมต่อไปยังถนนวิภาวดีรังสิต  ถนนหมายเลข 10  ขนาด 4 ช่องจราจร เชื่อมออกไปยังถนนประชาชื่น ข้ามคลองประปา และที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างคือ ถนนหมายเลข 11 ซึ่งเชื่อมต่อกับถนนหมายเลข 10 โดยทำการขยายถนนประชาชื่นจาก 2 ช่องทางจราจร เพิ่มเป็น 4 ช่องทางจราจรแก้ปัญหาคอขวด”

จุดเปลี่ยนเพื่ออนาคตการเดินทางยั่งยืน

บริการ EV Shuttle Bus ภายในศูนย์ราชการฯ จึงไม่ใช่เพียงการอำนวยความสะดวก แต่ยังเป็นนโยบายเชิงรุกในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนเมืองคาร์บอนต่ำ ตามแนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะสีเขียว หรือ Green Intelligent City และด้วยโครงข่ายการจราจรที่เชื่อมโยงรอบด้าน พลังงานสะอาดที่ใช้ได้จริง และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ จึงเป็นต้นแบบของ “ศูนย์เปลี่ยนถ่ายการจราจร” ที่ตอบโจทย์อนาคตเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง

องคมนตรี ลงพื้นที่ติดตามโครงการพระราชดำริ 3 แห่งที่จังหวัดกระบี่

“พลเอก กัมปนาท  รุดดิษฐ์ องคมนตรี”ลงพื้นที่ติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขตพื้นที่จังหวัดกระบี่ 3 โครงการ เดินหน้าขับเคลื่อนพัฒนาชีวิตประชาชน

เมื่อ วันที่ 23 กรกฎาคม 2568  พลเอก กัมปนาท  รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วย พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ และคณะอนุกรรมการฯ ได้ติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเขตพื้นที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9)  จำนวน 3 โครงการ มีนายอังกูร  ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ หัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารองค์กรปครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนร่วมต้อนรับ

โดยในช่วงเช้า พลเอก กัมปนาท  รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วย พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ และคณะอนุกรรมการฯ ได้ติดตามผลการดำเนินงานโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ปลายพระยา อ.ปลายพระยา โดยได้ตรวจติดตามผลการดำเนินงาน โครงการก่อสร้างถนนรอบอ่างเก็บน้ำคลองหยา ผิวทางกว้าง 6 เมตร ยาว 6,950 เมตร พร้อมอาคารประกอบ งบประมาณ 20,941,984 บาท  ในปี 2566 กรมชลประทาน ดำเนินการก่อสร้างถนนผิวทางหินคลุก ความยาว 6,950 เมตร และในปีงบประมาณ 2568 ดำเนินการก่อสร้างผิวทางลาดยาง

โดยใช้งบปกติของกรมชลประทาน เพื่อช่วยเหลือราษฎร หมู่ที่ 1 และ 3  ตำบลปลายพระยา ให้มีถนนและไฟฟ้าใช้เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่ง พืชผลทางการเกษตร คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568 นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการขยายเขตไฟฟ้าให้ราษฎรหมู่ที่ 1 บางส่วนด้วย  และโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ แบ่งเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 ในปีงบประมาณ 2568 กรมชลประทาน ดำเนินการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ ความยาวระบบท่อส่งน้ำ 4.100 กิโลเมตร เพื่อช่วยเหลือราษฎรบางส่วนใน หมู่ที่ 3 และ 12 ต.ปลายพระยา ประมาณ 200 ครัวเรือน ที่อาศัยอยู่บริเวณด้านเหนืออ่างเก็บน้ำ ให้มีน้ำใช้สำหรับอุปโภคบริโภค

และทำการเกษตร โดยใช้งบปกติของกรมชลประทาน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน เดือนกันยายน 2568 ส่วนระยะที่ 2 ก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ ความยาวประมาณ 3.123 กิโลเมตร เพื่อขยายพื้นที่ส่งน้ำไปยังหมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 12 ต.ปลายพระยา(บางส่วน) งบประมาณ 16 ล้านบาท ได้ดำเนินการสำรวจ ออกแบบและจัดทำประมาณการงบประมาณแล้วเสร็จ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณ 

โอกาสนี้องคมนตรี ได้พบปะประชาชนและกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ และปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด ได้แก่ ปลาบ้า ปลาตะเพียนขาว และปลาทับทิม จำนวน 50,000 ตัว เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำลงในอ่างเก็บน้ำคลองหยา ด้วย

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ลักษณะโครงการเป็นเขื่อนดินประเภท ZONE TYPE ขนาดสันเขื่อนกว้าง 6 เมตร ยาว 275 เมตร และสูง 17 เมตรพร้อมระบบท่อส่งน้ำ จำนวน 6 สาย ความยาวรวม 11,810 เมตร และระบบคลองส่งน้ำ จำนวน 2 สาย ความยาวรวม 7,310 เมตร ปริมาณน้ำเก็บกัก จำนวน 3.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2535 เพื่อใช้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำสำหรับทำการเกษตรในฤดูฝนและฤดูแล้งสำหรับอุปโภคบริโภคของราษฎร บรรเทาอุทกภัย แหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ และแหล่งท่องเที่ยว มีราษฎรได้รับผลประโยชน์ประมาณ 800 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตร 3,932 ไร่

ต่อจากนั้นองคมนตรี และคณะ ได้ตรวจติดตามผลการดำเนินงานโครงการปลูกข้าวเพื่อบริโภคครบวงจรในเขตนิคมสหกรณ์อ่าวลึกอันเนื่องมาจากพระราชดำริอำเภอปลายพระยา กิจกรรมการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเป็นนาข้าวในเขตนิคมสหกรณ์อ่าวลึกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านปากน้ำ หมู่ที่ 1 ต.ปลายพระยา อ.ปลายพระยา ซึ่งสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดกระบี่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกรที่มีศักยภาพ และมีความพร้อม โดยนำร่องในบริเวณพื้นที่ของนายธเนศ บุษย์เพชร ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันอายุ 30 ปี จำนวน 1 ไร่ 3 งาน  ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) สนับสนุนงบประมาณ เป็นเงินทั้งสิ้น 88,900.- บาท ในการขับเคลื่อนโครงการปลูกข้าวเพื่อบริโภคครบวงจรในเขตนิคมสหกรณ์อ่าวลึกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กิจกรรมการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเป็นนาข้าวในเขตนิคมสหกรณ์อ่าวลึก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ) ให้แก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีการทดลองปลูกข้าวพันธุ์ กข 109 (หนึ่งร้อยเก้า) และข้าวหอมปทุมธานี 1

ปี 2568 สถานีพัฒนาที่ดินกระบี่จะดำเนินกิจกรรมวิเคราะห์ดิน แนะนำการปรับปรุงบำรุงดิน โดยใส่ปุ๋ยหมักและสนับสนุนให้ปลูกปอเทืองเพื่อปรับปรุงบำรุงดินและเพิ่มธาตุอาหารในดิน พร้อมทั้งศูนย์วิจัยข้าวกระบี่ จะสนับสนุนต้นกล้าข้าวและองค์ความรู้ในการทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวปทุมธานี 1 เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดังกล่าวไว้ใช้เอง และนำไปใช้ในการทำนาฤดูนาปี 2568/69 ซึ่งจะเริ่มในเดือนตุลาคม 2568 โอกาสนี้องคมนตรี ได้มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานแก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวบ้านปากน้ำ พร้อมทั้งพบปะเกษตรกรและโยนกล้าข้าวลงในแปลงนาข้าวด้วย

ต่อจากนั้นในช่วงบ่าย องคมนตรีและคณะ ติดตามผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จำกัด ตำบลคีรีวง อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พร้อมให้ข้อเสนอแนะ พบปะราษฎรผู้ได้รับผลประโยชน์จากโครงการ เยี่ยมชมนิทรรศการและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำมันปาล์มแดง และเยี่ยมชมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็ก

สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2518 เดิมสหกรณ์นิคมข่าวลึก จำกัด ตั้งอยู่ที่นิคมสหกรณ์อ่าวลึก เลขที่ 1 หนุ่ที่ 3 ตำบลคีรีวง อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ มีสมาชิกเริ่มก่อตั้ง 261 คน และได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่ เลขที่ 62 หมู่ที่ 3 ตำบลคีรีวง อำเภอปลายพระยา ในปี พ.ศ. 2543

ปัจจุบันสหกรณ์นิคมอ่าวลึก จำกัด มีสมาชิก จำนวน 4,601 คน ทุนเรือนหุ้น 31,708,010 บาท และทุนดำเนินงาน 27,774,293.12 บาท  ในส่วนของโครงการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาคเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันได้มีโอกาสรวมกลุ่มสกัดน้ำมันปาล์มจำหน่าย

และนำผลพลอยได้ของปาล์มน้ำมันมาใช้ประโยชน์ ซึ่งสหกรณ์ฯ ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน ทั้งทางราชการและเอกชน เพื่อพัฒนาด้านวิชาการ,ด้านกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผลดำเนินการในปี 2568 ผลประกอบการธุรกิจแปรรูป มีผลกำไรตั้งแต่ เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2568 จำนวน 1,600,000 บาท

และมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการให้คำแนะนำแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทำให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบ,น้ำมันปาล์มแดง ซึ่งน้ำมันปาล์มแดงได้รับมาตรฐานอาหารและยา(อย.) และมาตรฐานฮาลาล ในปี พ.ศ. 2567 

ปัจจุบันทางสหกรณ์ฯ ได้ร่วมมือกับทางวิทยาลัยเทคนิคกระบี่ ผลิตเวชสำอางเป็นโลชั่นทาผิว ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มแดง และในอนาคตโรงงานจะพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากน้ำมันปาล์มแดง เช่น อาหารเสิรม ลิปสติก และเวชสำอาง เพื่อให้เป็นไปตามพระราชดำริต่อไป 

ทั้งนี้ จังหวัดกระบี่ ได้น้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ มาปฏิบัติเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ ลดความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ส่งเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา เพื่อให้ประชาชนและชุมชน สังคมในจังหวัดกระบี่ มีคุณธรรม จริยธรรม ดำรงตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยจังหวัดกระบี่มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรีในพื้นที่ จำนวน 19 โครงการ

แบ่งเป็น โครงการเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำ จำนวน 9 โครงการ โครงการพัฒนาด้านการส่งเสริมอาชีพ จำนวน 1 โครงการ  โครงการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม จำนวน 7 โครงการ โครงการด้านการศึกษา จำนวน 2 โครงการ และ โครงการด้านการบูรณาการอื่น ๆ จำนวน 5 โครงการ

พายุ”วิภา”ถล่มน่าน น้ำป่าทะลักท่วมฉับพลัน -ถนนถูกตัดขาดโลกภายนอก

อิทธิพลพายุ”วิภา”ถล่มเมืองน่าน  ฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำท่วมฉับพลันหลายพื้นที่ สะพานขาด-ถนนสายหลักถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เดือนร้อนหนัก

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 จังหวัดน่านได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากอิทธิพลของพายุ “วิภา” ซึ่งส่งผลให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงในหลายอำเภอ โดยมีปริมาณฝนสะสมสูงสุดเกือบ 300 มิลลิเมตร และเกิน 200 มิลลิเมตรในพื้นที่ถึง 18 สถานีวัดปริมาณน้ำฝน ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรง

โดยเฉพาะในพื้นที่ อำเภอปัว ที่ บ้านปรางค์ หมู่ 7 ตำบลปัว เกิดน้ำท่วมอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง น้ำได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนจำนวนมาก และพัดสะพานข้ามลำน้ำขว้าง ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ใช้เดินทางไปยังบ้านร้องจนขาด ทำให้การสัญจรถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง ประชาชนในพื้นที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างน่าวิตก

ขณะเดียวกันที่ อำเภอท่าวังผา สถานการณ์น้ำท่วมทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องใน 6 ตำบล ได้แก่ ตำบลท่าวังผา ริม ผาตอ ป่าคา ศรีภูมิ และตาลชุม โดยระดับน้ำในหลายจุดสูงกว่า 2 เมตร และได้ไหลทะลักขึ้นมาท่วมถนนสายหลักหมายเลข 101 (ท่าวังผา–ปัว) ส่งผลให้ไม่สามารถสัญจรผ่านไปได้ในขณะนี้

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเร่งระดมเจ้าหน้าที่และเรือท้องแบนเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร่งด่วน พร้อมกำชับให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจขยายวงกว้าง

ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยโปรดติดตามประกาศจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง และหลีกเลี่ยงการเดินทางในเส้นทางที่น้ำท่วมสูง ทั้งนี้ จังหวัดน่านจะเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกด้านอย่างเต็มกำลัง

พัทลุงฝนตกชุก เจ้าของสวนทุเรียนน้ำตาตก เจอโรคระบาด-ราคาดิ่ง ขาดทุนยับ

เกษตรกรผู้ปลูกสวนทุเรียนพัทลุงอ่วม เจอสารพัดปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งราคาตกต่ำ ทั้งหนอนเจาะรูทุเรียนระบาด ฉุดราคาเหลือ 10 บาท / กก. ซื้อเหมายกสวน 200 ลูก 13,000 บาท  ขณะที่เกษตรกรหลายรายที่จะลงทุน “ปลูกทุเรียน” เริ่มลังเลแล้วเนื่องจากกลัวขาดทุนหนัก

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 นายไพรวัลย์ ชูใหม่ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการอิสระ  ที่ปรึกษาทำสวนทุเรียน อ.กงกรา จ.พัทลุง เปิดเผยว่า ทุเรียนในฤดูปี 2568 จากสภาพภูมิอากาศผันแปรฝนมากกว่าแล้ง ส่งผลให้ทุเรียนเกิดแมลงระบาดเข้ามาเกาะตอมทุเรียน ส่งผลให้เกิดตัวหนอนได้เจาะทุเรียน จนสร้างความเสียยายจำนวนมาก ทำทุเรียนเกิดมีรอยตำหนิบางส่วน หรือบางส่วนเมล็ดเนื้อในได้รับความเสียหายหมดโดยจะเกิดขึ้นมากกับสวนทุเรียรบริเวณริมเทือกเขาบรรทัด ตั้งแต่ อ.ป่าบอน อ.ตะโหมด อ.กงกรา ฯลฯ เป็นต้น

“หนอนเจาะทุเรียนจะเกิดมากในฤดูที่มีฝนตกมากและต่อเนื่อง แต่หากช่วงทุเรียนเป็นฤดูแล้งมากกว่าฤดูฝน จะไม่ประสบปัญหา จะมีบ้างเพียงเล็กน้อย ไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด หนอนเจาะรูทุเรียน ค่อนข้างจะแก้ไขยาก ซึ่งตนเองได้ดำเนินการทำวิจัยมาร่วม 5 ปี เพราะจากสภาพฝนที่ตกมากและต่อเนื่อง จึงป้องกันได้ยาก”

เจ้าของสวนทุเรียนรายย่อยบ้านควนอินนอโม หมู่ 7 เทศบาลตำบลเขาหัวช้าง  อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เปิดเผยว่า ทุเรียนในฤดูปี 2568 ถูกหนอนเจาะส่งผลให้ทุเรียนมีรอยตำหนิจึงได้รับความเสียหาย หรือบางส่วนเนื้อถูกหนอนทำลายจนสิ้นคุณภาพ

“ปีนี้มีต้นหนึ่งที่เคยทำรายได้ถึง 40,000 บาทต่อฤดู มีลูกเสียที่ถูกหนอนเจาะรู 1 ลูก เมื่อปี 2567 แต่มาปีนี้ถูกหนอนเจาะรูเกิดรอยตำหนิยกต้น แต่ว่าได้รับความเสียหายน้อยเพราะมีผลผลิตไม่มาก”

แต่มีบางรายได้รับความเสียหายยกสวนแปล่งย่อย จึงขายเหมาจำนวน 200 ลูก ราคาประมาณ 13,000 บาท ซึ่งหากผลทุเรียนไม่ถูกหนอนเจาะไม่มีรอยตำหนิ จะเป็นเงินกว่า 40,000 บาท.

ที่ศาลาประชาคมอำเภอตะโหมด จ.พัทลุง ทางเครือข่ายทุเรียนจังหวัดพัทลุง (ตอนล่าง) อ.ตะโหมด ป่าบอน บางแก้ว ปากพะยูน และองหรา ได้มีโครงการอบรมสวนทุเรียนให้ได้คุณภาพ  มีนายนคร จันทภาโส นายอำเภอตะโหมด เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ถึงการผลิตทุเรียนคุณภาพ เรื่อง GAP  หลักการบริหารจัดการ เรื่องการลงทุนปลูก การดูแลการค้าขายการตลาดเป็นสำคัญ

ทั้งนี้มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ผลิตสินค้าเกษตร โรคพืช นักกีฏวิทยา การคัด การตัดเพื่อส่งออก ตลอดจนเรื่องการตลาดทุเรียนด้วย  ซึ่งจากสำนักวิจัยและพัฒนากาเกษตร เขตที่ 8 และกรมวิชาการเกษตร กระทวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นการจัดดำเนินการมาเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ครั้งแรกที่ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง  ทั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับสถานการณ์ทุเรียนที่เกิดความเปราะบางในขณะนี้

เจ้าของสวนทุเรียนรายใหญ่ อ.ตะโหมด จ.พัทลุง จำนวน 60 ไร่  เปิดเผยว่า ภาวะทุเรียนฤดูปี 2568 ผันแปรหนักจากหลายปัจจัยทั้งเรื่องราคา แมลง ฯลฯ โดยเฉพาะทุเรียนที่เกิดจากหนอนเจาะรูมีมากและหนักในปีนี้ เนื่องจากเกิดฝนตกที่มากซึ่งผลให้แมลงออกมาเกาะทุเรียนจนเกิดหนอนเจาะรู ทั้งนี้ขนาดมีการป้องกับบำรุงฉีดยาป้องกันแล้วก็ตาม เนื่องจากฝนตกชำระล้างตัวยาเจือจากออกไป ประสิทธิภาพป้องกันจึงอ่อนตัวไป

“ในปีนี้มีจำนวนหลายรายที่จะลงทุนปลูกทุเรียนโดยการโค่นยางขอทุนสงเคราะห์จากการยางแห่งประเทศไทย  (กยท.) ได้เกิดความกังวลว่าจะตัดสินลงทุนปลูกทุเรียนหรือไม่”

นายสุรศักดิ์ กุลลาย ประธานเครือข่ายทุเรียนจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า สถานการณ์ทุเรียนฤดู 2568 เกิดความผันแปรมากเนื่องจากมีน้ำมากกว่าแล้ง จนเกษตรกรหลายรายเริ่มถอดใจ ทั้งราคาทุเรียน ทั้งเรื่องเกิดจากแมลงเนื่องจากเกิดฝนตกมากจนแก้การป้องกัน ทุเรียนเมื่อเกิดเจาะก็จะเกิดรอยตำหนิ ส่งผลทำให้ทุเรียนตกเกรดตกไซซ์ ประเภททุเรียนหนอนเจาะราคาประมาณ 10 บาท / กก.

“ประมาณการณ์ว่าทุเรียนที่เกิดหนอนเจาะรู ทำให้ทุเรียนตกเกรดตกไซซ์ภาพรวมประมาณ 50 % โดยเกิดขึ้นกับสวนทุเรียนบริเวณอำเภอพื้นที่เทือกเขาบรรทัด ตั้งแต่ อ.ป่าบอน อ.ตะโหมด อ.กงหรา ฯลฯ เป็นต้น ต่างเป็นแหล่งพื้นที่ปลูกรายใหญ่ของ จ.พัทลุง

ส่วนประเด็นสำคัญคือเรื่องห้องเย็นแช่แข็งทุเรียนโดยหลาย ๆ จังหวัดต่างมีเอาไว้กันเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาทุเรียน นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าเป็นไปได้จึงอยากให้หน่วยงานทางการหาห้องเย็นสำรองเพื่อนำทุเรียนที่ตกเกรดตกไซซ์แกะเอาเนื้อทุเรียนสด   ทางออกจึงต้องแกะเนื้อทุเรียนบรรจุเข้าห้องเย็น จะได้ราคาอีกระดับหนึ่ง 

“หลายรายมาหารือเริ่มถอดใจ แต่ได้ยืนยันว่าจะต้องมีการแก้ไขเพื่อให้เดินต่อไปได้ พร้อมกับการปรับตัวให้เกิดความยืดหยุ่นเพื่อรับสถานการณ์จากหลายปัจจัยที่จะเกิดขึ้น” นายสุรศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ จ.พัทลุงมีพื้นที่ ที่เหมาะสมต่อการปลูกทุเรียน บริเวณเชิงเขาบรรทัด ซึ่งมีพื้นที่การปลูกมากที่สุด อ.ป่าพะยอม อ.ศรีบรรพต อ.ศรีนครินทร์ อ.กงหรา อ.ตะโหมด อ.ป่าบอน ฯลฯ

พื้นที่ดังกล่าวนี้เป็นแหล่งต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ มีธาตุอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช จนส่งผลให้ทุเรียนพัทลุงมีรสชาติอร่อยหวาน มัน เนื้อนุ่ม จนได้รับการรับรองมาตรฐานทั้ง GAP และอินทรีย์ และเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในจังหวัดที่มีพื้นที่การปลูก จำนวน 9,577 ไร่.

รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 5 จ.สงขลา  ดูแลพื้นที่ภาคใต้ เปิดเผยถึงสถานการณ์ผลไม้ภาคใต้ในปี 2568 จากผลที่จากการประชุมคณะทำงานย่อยเพื่อพัฒนาระบบข้อมูลและโลจิสติกส์ภาคใต้ครั้งที่ 2/2568 ระหว่างวันที่ 29-30 พฤษภาคม 2568

โดยในส่วนของผลไม้ทุเรียนในปี 2568 นั้นจะมีเนื้อที่ยืนต้นถึงจำนวน 870,593 ไร่ ซึ่งได้เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึงร้อยละ 6.88 และสำหรับทุเรียนที่ได้ให้ผลแล้ว จำนวน 622,111 ไร่ ซึ่งได้เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึงร้อยละ 7.54

ทุเรียนได้มีการปลูกเพิ่มขึ้น เช่นปลูกทดแทนกาแฟ ยางพารา มังคุด เงาะ ลองกอง และปลูกเพิ่มในพื้นที่ว่างด้วย จึงมีเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น  จากมูลเหตุจูงใจเพราะราคาทุเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีที่ต่อเนื่องมา ประกอบกับต้นทุเรียนที่ปลูกเมื่อปี 2562 ก็ได้เริ่มให้ผลผลิตได้แล้วด้วยในปี 2568 นี้

ผลผลิตคาดว่าปี 2568 จะมี 606,958 ตัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14.46  และจะมีผลผลิตประมาณ 976 กก. /ไร่ โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.43.

ฝนตกหนักแม่น้ำเมยเพิ่มสูงขึ้น เตือนแม่สอดระวังน้ำท่วมฉับพลัน

ฝนตกหนักแม่น้ำเมย ระดับสูงขึ้น อยู่ในระดับสถานการณ์ เตือนภัย   เขต อ. แม่สอดน้ำเอ่อท่วมฉับพลัน  ต้องเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568.  จากการที่เกิดพายุ “วิภา” ทำให้ฝนที่ตกอย่างหนักต่อเนื่อง พื้นที่แนวชายแดนไทย-เมียนมา  และ ที่ชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก  ล่าสุดระดับน้ำในแม่น้ำเมย ที่กั้นพรมแดนไทย-เมียนมา จังหวัดเมียวดี กับ อ.แม่สอด จ.ตาก มีระดับสูงขึ้นอย่าวงรวดเร็ว   เพราะฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้ปริมานน้ำสูง อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งขณะนี้แม่น้ำเมย ระดับน้ำอยู่ในระดับ -1.5 เมตร   อยู่ในระดับสถานการณ์ เตือนภัย

ส่วนระดับน้ำในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ล่าสุดน้ำป่าได้ไหลทะลัก เข้าท่วมพื้นที่ หลายหมู่บ้าน น้ำในลำห้วยใก้ลล้ตตลิ่ง  สถานการณ์โดยทั่วไป ค่อนข้างน่าเป็นห่วง หลายหมู่บ้านน้ำท่วม ต้องปิดเส้นทางการจราจร

ล่าสุดฝนยังคงตกในพื้นที่แนวตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมาและยังคงตกบนพื้นที่เชิงภูเขาสูง ส่วนราชการได้แจ้งเตือนให้ กำนัน- ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมดินถล่ม  ได้ประกาศแจ้งเตือนภัยให้ชาวบ้านเตรียมขนย้ายสิ่งของขึ้นไว้บนที่สุงเพื่อลดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน และเฝ้าเตือนระวังภัยน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง

จากการที่พายุฝน “วิภา” ได้ ตกลงมาติดต่อกันอย่างหนักตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ทำให้ระดับน้ำในลำห้วยแม่สอด ที่ไหลผ่านเขตเทศบาลนครแม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก มีระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และไหลแรง หากพายุฝนยังคงตกหนักคาดว่าจะทำให้ระดับในลำห้วยไหลล้นตลิ่ง

ประกอบกับขณะนี้ที่บริเวณสามแยกหน้าสำนักงานเทศบาลนครแม่สอด ถนนสายเอเชีย ได้มีน้ำไหลท่วมขัง และเริ่มมีระดับสูงขึ้น จึงแจ้งเตือนให้ประชาชนชาวบ้าน ที่ใช้รถ และเส้นทางสัญจร ผ่านไป-มา โปรดระวังอุบัติเหตุ และขับรถด้วยความระมัดระวัง

“ภูมิธรรม – ธีรรัตน์” ประชุม War room เกาะติดผลกระทบพายุ “วิภา” ย้ำช่วยเหลือปชช.ทันที 24 ชม.

“ภูมิธรรม – ธีรรัตน์” ประชุม War room กองบัญชาการ ปภ. ชาติ ติดตามผลกระทบพายุ “วิภา” ย้ำ “การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องจำเป็น” พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที และติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง 

วันนี้ (23 ก.ค. 68) เวลา 09.30 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์พายุวิภา โดยมี น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม War room ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย โดย นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้ว่าราชการจังหวัด ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวม 30 จังหวัด และผู้แทนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference)

นายภูมิธรรม กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมรับมือสาธารณภัยเป็นภารกิจสำคัญที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นย่อมส่งผลกระทบในวงกว้างต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ดังนั้น “การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง” โดยเฉพาะการนำระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน “Cell Broadcast” มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการบริหารจัดการรับมือภัยพิบัติได้ดียิ่งขึ้น จึงขอให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล อุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องจักรกลในพื้นที่เสี่ยง เพื่อสามารถเข้าปฏิบัติงานได้อย่างทันท่วงที 

“ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการการทำงานเพื่อป้องกันและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชน หากเรามีการเตรียมการที่ดีและมีความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญมากกว่าการเยียวยาในภายหลัง แต่เมื่อเกิดเหตุแล้ว การเยียวยาอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่พี่น้องประชาชน จึงขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเท เพื่อความปลอดภัยและความสงบสุขของประชาชนทุกคน” นายภูมิธรรม กล่าวเพิ่มเติม

น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ติดตามสถานการณ์ของพายุ “วิภา” ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด แม้ว่าในขณะนี้พายุจะอ่อนกำลังลง แต่เรายังคงต้องติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องโดยไม่ละเลยได้ ซึ่งตลอดห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้มีการเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนได้มีการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำไหลหลากในหลายพื้นที่ สิ่งสำคัญคือ “การร่วมสื่อสารให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้เข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง” รวมถึงการให้ความช่วยเหลือที่เป็นไปอย่างทันท่วงที เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน 

นางสาวธีรรัตน์ ได้เน้นย้ำแนวทาง 6 ข้อเพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์ให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์ ได้แก่ 1. การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยยึดหลักการรักษาชีวิตของประชาชนผู้ประสบภัยเป็นเรื่องสำคัญ และผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปปฏิบัติงานต้องได้รับความปลอดภัยอย่างสูงสุดด้วยเช่นเดียวกัน 2. การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมาก รวมถึงพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมขังเป็นประจำ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ดินถล่มเนื่องจากปริมาณฝนสะสมหรือฝนตกกระหน่ำ ที่เราเรียกว่า “เรนบอม”  ซึ่งต้องแจ้งเตือนประชาชน และหากประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อชีวิต ต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยไปยังพื้นที่ปลอดภัยหรือจุดที่รองรับการอพยพไว้ก่อน เพื่อรักษาชีวิตของประชาชน 3. บูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วนเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพตามแผนเผชิญเหตุที่แต่ละพื้นที่ได้กำหนดไว้ โดยมีศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด อำเภอ และศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินท้องถิ่น เป็นศูนย์ควบคุมสั่งการและอำนวยการในการระดมสรรพกำลัง ตลอดจนประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้แบ่งและมอบหมายให้มีความรับผิดชอบในภารกิจอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสนในการปฏิบัติงาน 

4. ให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้น ดูแลด้านการดำรงชีพ จัดตั้งโรงครัวเพื่อประกอบอาหารช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่มีคุณภาพ การแจกถุงยังชีพต้องมีมาตรฐาน พร้อมทั้งดูแลสุขภาพร่างกายและสภาพจิตใจของผู้ประสบภัย ดูแลด้านความสงบเรียบร้อย ป้องกันการเกิดอาชญากรรม การลักขโมยทรัพย์สิน จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการคมนาคม การปิดเส้นทางคมนาคมที่มีน้ำท่วมขังซึ่งเป็นอันตรายต่อการสัญจรพร้อมติดป้ายและเจ้าหน้าที่แจ้งเตือนอำนวยความสะดวก และจัดเส้นทางเลี่ยงที่ปลอดภัย ตรวจสอบจุดเสี่ยงอันตรายจากกระแสไฟฟ้ารั่ว หากมีความเสี่ยงให้ทำการตัดกระแสไฟฟ้าทันที โดยเฉพาะในเขตชุมชนและเขตสถานศึกษา 5. ในพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ให้เร่งสำรวจความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านชีวิต ผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้สูญหาย พื้นที่เกษตร สิ่งสาธารณูปโภค และสิ่งสาธารณประโยชน์ พิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ต้องให้การช่วยเหลือเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครอบครัว และ 6. เรื่องการรายงานสถานการณ์ ให้ศูนย์อำนวยการกลางของแต่ละจังหวัดรายงานสถานการณ์อุทกภัย รวมถึงการให้การช่วยเหลือให้ศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางทราบด้วยข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อลดความสับสนของพี่น้องประชาชน และให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นายภาสกร กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อมและติดตามสถานการณ์ผลกระทบเหตุการณ์อิทธิพลของพายุโซนร้อน “วิภา” เชิงรุกอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงต้นก่อนเกิดพายุเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ โดยจัดตั้ง War room ประสานหน่วยงานทั้งส่วนกลางและระดับพื้นที่ในทุกจังหวัดตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนเป็นลำดับแรก และมีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าผ่านระบบ Cell Broadcast ได้แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนในด้านอุทกภัย 15 ครั้ง ดินโคนถล่ม 9 ครั้ง รวมทั้งหมด 24 ครั้ง

“สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่เฝ้าระวัง จังหวัดน่าน ที่อำเภอเชียงกลาง มีปริมาณน้ำฝนสะสมในรอบ 24 ชั่วโมง 291.6 มิลลิเมตร จังหวัดพะเยา ที่อำเภอเชียงคำ ปริมาณน้ำฝนสะสม 264 มิลลิเมตร จังหวัดเชียงราย ที่อำเภอเวียงแก่น ปริมาณน้ำฝนสะสม 185 มิลลิเมตร ในส่วนของการเตรียมความพร้อมเครื่องมือเครื่องจักรกล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัยจากศูนย์ ปภ.เขตนอกพื้นที่เข้าสนับสนุนการปฏิบัติในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีจุดรวมพลอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก นอกจากนี้ได้ปฏิบัติการระดมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ เครื่องสูบน้ำระยะไกล ปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยโดยเรือยนต์และเรือท้องแบน รวมทั้งได้นำอากาศยานเฮลิคอปเตอร์ KA-32 ประจำการที่ฐานการบินจังหวัดเชียงใหม่เตรียมพร้อมเพื่อออกปฏิบัติการช่วยเหลือให้แก่ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะพื้นที่ที่เข้าถึงยาก เพื่อพร้อมปฏิบัติตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ได้ประสานการปฏิบัติกับจังหวัดโดยให้ความสำคัญในการเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนภัยการดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ การจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราว เตรียมการดูแลด้านการดำรงชีพ จัดเตรียมบริการด้านการแพทย์สาธารณสุข การบริหารจัดการน้ำ อีกทั้งเตรียมความพร้อมทรัพยากรเครื่องมือ อุปกรณ์ กำลังพล เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการประจำพื้นที่ รวมทั้งเร่งสำรวจความเสียหายให้ครอบคลุมทุกด้าน และเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องโดยเร็วเมื่อสถานการณ์คลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ” นายภาสกร กล่าว

นายสมควร ต้นจาน กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ในเวลา 01.00 น. ของวันนี้ พายุโซนร้อนวิภาเคลื่อนผ่านจากทางประเทศเวียดนามเข้าสู่ สปป.ลาว อ่อนกำลังลงไปเป็นพายุดีเปรสชั่น หลังจากนั้นในช่วงเช้าวันนี้ เมื่อเวลา 07.00 น. ได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำทางตะวันออกของจังหวัดน่าน ซึ่งสถานการณ์ในวันนี้จากภาพถ่ายดาวเทียมมีเมฆฝนปกคลุมในบริเวณภาคเหนือของทุกจังหวัด และบริเวณภาคกลางจังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ ในภาคอีสานมีท้องฟ้าเปิดมากขึ้น ปริมาณฝนเบาบางลง อย่างไรก็ตาม แม้พายุจะมีความอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงแล้ว แต่ยังมีผลกระทบกับบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ มีฝนตกหนักถึงหนักมากตลอดทั้งวันนี้ โดยเฉพาะโซนทางทิศตะวันตก ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำปางลำพูน และตาก รวมถึงทางภาคเหนือยังมีฝนตกอย่างต่อเนื่องได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน ปริมาณน้ำฝนที่อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน วัดได้ 162.5 มม. ในส่วนแนวโน้มสถานการณ์ พายุจะสลายตัวไปและอ่อนกำลังลง ซึ่งในส่วนที่ต้องติดตาม คือ ร่องมรสุมที่อาจเกิด และความกดอากาศต่ำในด้านตะวันออกฝั่งประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพายุดีเปรสชั่นมีทิศทางเคลื่อนตัวผ่านภาคเหนือคาดว่าไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย