รบเดือด!ทหารเมียนมายิง”โดรนกามิกาเซ่”พลาดเป้าตกฝั่งไทย

ตาก- พบโดรนกามิกาเซ่  ตกในเขตไทย  ฉก.ทพ.35 รุดไปตรวจสอบ. คาดว่าเป็นของทหารเมียนมา ยิงพลาดเป้า เข้ามาตก บริเวณบ้านขุนแม่เหว่ย อ.ท่าสองยาง

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 โดยร้อย ทพ.3502 ได้รับแจ้งจากราษฎรบ้านขุนแม่เหว่ย ต.ท่าสองยาง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ว่าพบอากาศศยานไร้คนขับ ( โดรน ) ตกในป่าห่างจากตัวหมู่บ้านประมาณ 5 กม. ทางเจ้าหน้าที่ทหารพราน จึงได้จัดกำลังรุดไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงจุดที่โดรนตก พิกัด LV 84113 60146.  หมู่ 5 ต.ท่าสองยาง อ.ท่าสองยาง พบอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนแบบกามิกาเซ่ จำนวน 1 ลำ ประกอบด้วยแบตเตอรี่ จำนวน 1 ก้อน , ตัวรับสัญญาณมอเตอร์ จำนวน 1 ตัว และ ถังแก๊สกระบอกติดกับหัวเครื่องบิน (คาดว่าเป็นหัวระเบิด) ตัวเลข DW 06 ล่าง 85 จำนวน 1 ลูก

 การปฏิบัติขั้นต้นหน่วยได้ทำสัญลักษณ์จุดที่ตรวจพบโดรนเป็นเขตอันตราย และแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศให้ชาวบ้านให้รับทราบถึงจุดเขตอันตรายดังกล่าว ส่วนซากโดรนที่ตรวจพบหน่วยได้ดำเนินการเก็บมาไว้ที่ บก.ร้อย.ทพ.3502. บ้านท่าสองยาง อ.ท่าสองยางฯ เพื่อส่งมอบให้กับให้ส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบต่อไป

สำหรับถังแก๊สกระบอกติดกับหัวเครื่องบิน (คาดว่าเป็นหัวระเบิด) ปัจจุบันยังอยู่ในพื้นที่ ซึ่งจะได้ประสานส่วนที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการเก็บกู้พิสูจน์ทราบต่อไป  สำหรับ อากาศยานไร้คนขับ (โดรนแบบกามิกาเซ่) ที่ถูกตรวจพบคาดว่าเป็นโดรนของ ทหารเมียนมา ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโดรนที่บินมาทิ้งระเบิด บริเวณ ฐานฯ โกล้ย่อเล กองกำลังทหารกะเหรี่ยงกลุ่ม .KNLA  กองพล น้อย ที่ 7. (พล.น. 7.)

จากการตรวจสอบคาดว่า โดรนที่บินตกข้ามมายังฝั่งไทยลำดังกล่าว ทหารเมียนมา อาจจะมีจุดมุ่งหมาย   เพื่อบินเข้าโจมตี ฐานฯ ของ ทหารกะเหรี่ยง .KNLA (พันพิเศษ) ของกลุ่ม KNU ด้านตรงข้าม บ้านขุนแม่เหว่ย หมู่  5. ต.ท่าสองยาง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก  แต่เกิดความผิดพลาดของตัวโดรน ทำให้เสียการควบคุม และพลาดเป้าเข้ามาตกยังฝั่งไทย

เครื่องบินรบบังกลาเทศตกใส่โรงเรียนดับพุ่ง 27 ราย บาดเจ็บนับร้อย

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2568 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินฝึกของกองทัพอากาศบังกลาเทศตกในเขตวิทยาลัยและโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงธากาเพิ่มเป็นอย่างน้อย 27 ราย และยังมีผู้บาดเจ็บและเด็กๆ ถูกส่งเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลอีก 88 คน

เครื่องบิน F-7 BGI ลำนี้ร่วงโหม่งโลกไม่นานหลังจากที่ขึ้นบินเมื่อเวลา 13:06 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันจันทร์ (21) จากฐานทัพอากาศในเขตคูร์มิโตลาภายในกรุงธากา เพื่อปฏิบัติภารกิจฝึกซ้อมตามวงรอบปกติ

กองทัพบังกลาเทศระบุว่า สาเหตุการตกของเครื่องบินเกิดความล้มเหลวทางกล (mechanical failure)

ซาเยดูร์ ราห์มาน ผู้ช่วยพิเศษของที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขบังกลาเทศ บอกกับสื่อมวลชนว่า มีผู้เสียชีวิตรวม 27 ราย และอีก 88 รายเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากอาการบาดเจ็บจากการถูกไฟไหม้

รัฐบาลบังกลาเทศได้ประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศ 1 วัน โดยให้ลดธงครึ่งเสา และจัดกิจกรรมสวดมนต์พิเศษตามศาสนสถานทุกแห่ง

กองทัพบังกลาเทศยืนยันว่า นักบินเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ และได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-7 BGI ถือเป็นรุ่นสุดท้ายและทันสมัยที่สุดในตระกูลเครื่องบินขับไล่ Chengdu J-7/F-7 ที่ผลิตโดยจีน ตามข้อมูลของ Jane’s Information Group

บังกลาเทศได้ลงนามสัญญาจัดซื้อเครื่องบินรุ่นนี้รวมทั้งสิ้น 16 ลำเมื่อปี 2011 และซึ่งทางการจีนได้ส่งมอบจนครบถ้วนในปี 2013

อุบัติเหตุเครื่องบินตกครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังจากที่เครื่องบินโบอิ้ง 787 ของของแอร์อินเดียประสบเหตุตกใส่หอพักของวิทยาลัยแพทย์ในเมืองอาห์เมดาบัดของอินเดีย ส่งผลให้คนบนเครื่องเสียชีวิต 241 คนจากทั้งหมด 242 คน และยังมีผู้เสียชีวิตภาคพื้นดินอีก 19 คน ซึ่งถือเป็นโศกนาฏกรรมทางการบินครั้งเลวร้ายที่สุดของโลกในรอบ 10 ปี

“ธนกฤต” พา 2 นักธุรกิจร้องทุกข์ “บิ๊กเต่า”เอาผิดคนอ้างคนสนิทมท.1ตุ๋นลงทุนสูญ7ล.

“ธนกฤต” พา 2 นักธุรกิจรับเหมาร้องทุกข์ปปป. ให้ตรวจสอบคนอ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวอดีตรัฐมนตรีมหาดไทย หลอกลงทุนโครงการรัฐสูญเงิน 7 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 22 ก.ค 68 ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข พร้อมดร.พิมไหมทอง ศักดิพัตโภคิน หัวหน้าพรรคพร้อม พานางสาวทิพยาภรณ์ อายุ 45 ปี และนายณภัทรพล อายุ 43 ปี 2 สามี-ภรรยานักธุรกิจรับเหมาเข้าร้องทุกข์กับพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเพื่อเอาผิด 2 สามีภรรยาอ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยหลอกลวงเงินเพื่อรับงานโครงการพันล้าน และหลอกลวงอีกหลายกรณี ความเสียหายราว 7 ล้านบาท โดยใช้เวลาในการพูดคุยรับเรื่อง 1 ชั่วโมง 30 นาที

นายกองตรี ธนกฤต เปิดเผยว่า ทางพรรคพร้อมได้พาผู้เสียหายเข้ามาพบตน ตนจึงพา 2 ผู้เสียหาย มาร้องทุกข์กับทางบก.ปปป. เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีนี้เนื่องจากมีการแอบอ้างเรื่องต่างๆ ทั้งอ้างตังเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวอดีตรัฐมนตรีมหาดไทย แอบอ้างเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลเรื่องโครงการของรัฐหลายโครงการ (โครงการ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และอีก 2 โครงการเป็นของกระทรวงมหาด) และเรื่องของซองประมูลโครงการต่างๆ รวมถึงของการซื้อรถให้กับผู้ใหญ่ที่อ้างว่าเป็นอดีตรัฐมนตรีที่ต้องใช้รถในการลงพื้นที่ ซึ่งเป็นรถ BMW มือสองมูลค่า 1,668,000 พร้อมเงินสด 200,000 บาท

นอกจากนี้ มีการไปพบนายพลทหารท่านหนึ่ง ยศพลโท ซึ่งต้องมีการตรวจสอบว่าเป็นพลโทในราชการหรือนอกราชการหรือเป็นพลโทจริงหรือไม่ รวมยังมีเรื่องของการแจ้งให้เป็นคณะกรรมาธิการรัฐสภารวมถึงยังมีเรื่องของการซื้อวุฒิการศึกษาให้จ่ายเป็นงวด รวมถึงการใช้เอกสารของทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นการทำบัตรที่แสดงตัวให้เห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงเรื่องของเครื่องราชย์ ทั้งยังมีการใช้สัญลักษณ์ประทับตราของกระทรวงมหาดไทยในการประทับตราต่างๆ จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ทางตน จึงได้พาผู้เสียหายเข้ามาพบกับตำรวจ เพื่อให้ตรวจสอบว่าบุคคลที่แอบอ้างนั้นมีตัวตนและเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวรัฐมนตรีจริงหรือไม่ และจะเข้าองค์ประกอบความผิดอะไรบ้าง

ด้านพล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า เบื้องต้นจากการพูดคุยกับผู้เสียหาย พบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกง ที่มีความต่างกรรมต่างวาระส่วนการตรวจ สอบการทุจริตเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐมีอยู่หนึ่งโครงการที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างซึ่งจะต้องลงไปตรวจสอบว่ามีโครงการดังกล่าวจริงหรือไม่ และมีเจ้าหน้าที่ ของรัฐเรียกรับผลประโยชน์หรือไม่/นอกจากนี้ยังให้กองบังคับการปราบปรามเข้ามาดูเรื่องของการฉ้อโกงเนื่องจากว่ามีการกระทำความผิดหลายพื้นที่หลายครั้ง

ด้านพ.ต.อ. เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการปราบปราม เปิดเผยว่า จากพยานหลักฐานที่พบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลอกลวงผู้เสียหายหลายครั้งเบื้องต้นตำรวจจะตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับการเรียกรับสินบนหรือฟอกเงินหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเรื่องอุปโลกน์ขึ้นมาลอยๆ จะเป็นเรื่องฉ้อโกง

บุกค้นโกดังทุนจีนเทา ซุกวัตถุอันตราย น้ำยาทำความสะอาด-เครื่องสำอางเถื่อน

ตำรวจสอบสวนกลางบุกค้นโกดังซุกวัตถุอันตราย น้ำยาทำความสะอาดใช้ในครัวเรือน-เครื่องสำอางเถื่อน ลักลอบนำเข้า เตรียมส่งขายผู้บริโภค ยึดของกลางกว่า 4 แสนชิ้น มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นโกดังซุกซ่อนวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ ส่งขายผู้บริโภคในประเทศไทย ตรวจยึด อายัด วัตถุอันตรายใช้ในครัวเรือน เช่น น้ำยาทำความสะอาด น้ำยาขจัดท่อตัน และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ไม่มีเลขจดแจ้ง จำนวน 413,746 ชิ้น รวมมูลค่าของกลางกว่า 20,000,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจยึด นำโดย พ.ต.ท.รุตินันท์ สัตยาชัย สว.กก.4 บก.ปคบ. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

สืบเนื่องจากปรากฏข่าว “พบมีผู้เสียชีวิตซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดจากการสูดดมก๊าซพิษจากการใช้ผลิตภัณฑ์แก้ไขการอุดตันของท่อ” และ อย.ได้มีข่าวเตือนประชาสัมพันธ์ให้ใช้ผลิตภัณฑ์แก้ไขท่อตันที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง อย่าใช้ผสมกับผลิตภัณฑ์อื่น อันตรายถึงชีวิต ทั้งนี้กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค จึงร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เฝ้าระวังกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ที่ไม่ขึ้นทะเบียน ฉลากไม่ระบุชื่อและที่อยู่ผู้ผลิตเรื่อยมาประกอบกับ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ให้ทำการตรวจสอบร้านค้าที่จำหน่ายกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยไม่แสดงฉลากภาษาไทย จึงทำการสืบสวนจนทราบถึงสถานที่จัดเก็บผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย ในพื้นที่ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร

ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา นำหมายค้นของศาลอาญามีนบุรี เข้าตรวจค้นสถานที่จัดเก็บสินค้า จัดส่งสินค้าที่โกดังแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยขณะนำหมายค้นเข้าตรวจค้น พบแรงงานประเทศเพื่อนบ้านกำลังบรรจุสินค้าลงกล่องพัสดุ เพื่อส่งต่อให้กับลูกค้า ตรวจยึดของกลาง ได้แก่

1. วัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือนหรือทางสาธารณสุข ยี่ห้อ SEAWAYS ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า, ทำความสะอาดพื้น, ขจัดคราบสกปรก, ทำความสะอาดอเนกประสงค์, ล้างเครื่องซักผ้า, ขจัดท่ออุดตัน,
ทำความสะอาดห้องครัว, ทำความสะอาดห้องน้ำ และกำจัดเชื้อราในครัวเรือน รวม 393,027 ชิ้น
2. ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางยี่ห้อ Dr. Leo ได้แก่ ครีมบำรุงผิว และป้องกันแสงแดด จำนวนรวม 20,719 ชิ้น
รวมตรวจยึดและอายัดของกลาง จำนวน 413,746 ชิ้น มูลค่ากว่า 20,000,000 บาท ส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก. ปคบ. ดำเนินคดี

จากการสอบถาม นางสาว อุทุมวัลย์ (สงวนนามสกุล) เจ้าของสถานที่รับว่าสินค้าที่เจ้าหน้าที่พบและตรวจยึด เป็นของลูกค้าต่างชาติมีโดยบริษัทที่ตั้งอยู่ที่ประเทศจีนเป็นผู้ว่าจ้าง เช่าโกดังเพื่อเก็บสินค้าและบรรจุสินค้าส่งให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อผ่านสื่อออนไลน์ โดยร้านค้าจะเป็นของคนจีน เปิดขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเมื่อลูกค้าคนไทยสั่งซื้อสินค้า ข้อมูลการสั่งซื้อจะส่งไปที่ร้านค้าที่อยู่ที่ประเทศจีน จากนั้นร้านค้าจะส่งข้อมูลลูกค้า พร้อมสถานที่จัดส่ง เข้ามาในระบบ โดยโกดังไม่ทราบว่ามีร้านค้าใดบ้าง จากนั้นพนักงานโกดังจะพิมพ์ข้อมูลลูกค้า พร้อมสินค้า นำมาบรรจุลงกล่อง นำส่งผู้ซื้อ มียอดในการส่งแต่ละวัน ประมาณ 7,000 – 9,000 ชิ้น ได้ค่าจ้างเป็นค่าบรรจุสินค้าในราคาชิ้นละ 5 – 7 บาท โดยทำมาแล้วประมาณ 3 ปี

จากการตรวจสอบการนำเข้าผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย ยี่ห้อ SEAWAYS พบทั้งผลิตภัณฑ์ที่ไม่แจ้งข้อเท็จจริง ไม่ขึ้นทะเบียน และบางรายการมีการยื่นคำขอจดทะเบียน แต่ไม่พบข้อมูลการนำเข้า ผ่านด่าน อย. แต่อย่างใด โดยผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายนี้ต้องขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตทั้งการผลิต นำเข้า หรือครอบครอง เนื่องจากบางชนิดอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม และการนำเข้าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางยี่ห้อ Dr. Leo ของกองด่านอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึงปัจจุบัน ของบริษัทผู้ขออนุญาตนำเข้าไม่พบข้อมูลการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535

ฐาน “มีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายไม่แจ้งข้อเท็จจริง” ระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ฐาน “มีไว้ในครองครองวัตถุอันตรายที่ ไม่ได้ขึ้นทะเบียน” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีปรับไม่เกิน 300,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ฐาน “ขายวัตถุอันตรายที่ไม่แสดงฉลากภาษาไทย และมีการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2558
ฐาน “ขายเครื่องสำอางที่ไม่มีเลขจดแจ้ง” ระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
ฐาน “ขายเครื่องสำอางที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง”โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ฐาน “นำเข้าเพื่อขายเครื่องสำอางโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ ณ ด่านตรวจสอบเครื่องสำอาง” โทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท

นพ. รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอขอบคุณตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ที่สืบสวน ขยายผล จากการตรวจสอบแหล่งลักลอบขายวัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน ที่ไม่จดแจ้งข้อเท็จจริง  ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และไม่แสดงฉลากภาษาไทย และเครื่องสำอาง ไม่จดแจ้ง ไม่แสดงฉลากภาษาไทย ซึ่งพบของกลางเป็นจำนวนมาก การดำเนินการในครั้งนี้เป็นการจับผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือนและผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ที่มีการลักลอบนำเข้าที่ผิดกฎหมาย จึงขอย้ำเตือนผู้บริโภคให้ระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทางสื่อออนไลน์ ซึ่งผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากภาษาไทย ที่แสดงเลขแจ้งข้อเท็จจริงหรือเลขทะเบียนวัตถุอันตราย อย่างถูกต้อง

โดยให้สังเกตที่ฉลาก ต้องมีเลขทะเบียน อย. วอส. และเครื่องสำอางต้องมีฉลากภาษาไทย มีเลขจดแจ้ง และไม่หลงชื่อคำโฆษณาที่กล่าวอ้างเป็นเท็จหลอกลวงว่าเป็นสินค้านำเข้าและมีราคาถูกเกินกว่าปกติ กล่าวอ้างซื้อตัดล็อต หรือเป็นของแท้จากต่างประเทศ ไม่เสียภาษีจึงราคาถูก เป็นต้น ให้ระลึกไว้เสมอว่าท่านกำลังเสี่ยงต่อการได้ของปลอมของไม่มีคุณภาพ วัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือนอาจได้รับสารระเหยก่อให้เกิดการแพ้ที่ผิวหนัง หรือเกิดการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจได้ และเครื่องสำอางใช้แล้วอาจเกิดอาการแพ้ หน้าพังได้ ฉะนั้นจึงขอให้ผู้บริโภคระมัดระวังและไตร่ตรองให้รอบคอบ และขอเตือนผู้ประกอบการนำเข้าและจำหน่าย ต้องมีความปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายหากพบเห็นการกระทำความผิดจะถูกดำเนินการตามกฎหมายทันที

สาวร้องเพจสายไหมตลกชื่อดัง เมาขับรถเฉี่ยวชนกลางสี่แยก หลบหนีหายเข้ากลีบเมฆ

จากกรณี มีหญิงสาวรายหนึ่ง ร้องขอความเป็นธรรมกับคุณเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เนื่องจากเธอเองได้ขับรถจอดอยู่บริเวณกลางสี่แยก เพื่อรอสัญญาณไฟ จู่ๆมีรถยนต์ของตลกชื่อดังระดับประเทศ ขับมาเฉี่ยวชนกลางสี่แยก ทำให้รถเกิดความเสียหาย ก่อนจะหลบหนีเข้ากลีบเมฆ

วงจรปิดปรับภาพวันที่ 8 มีนาคม 2568 บริเวณกลางสี่แยก มีรถยนต์จอดรอไฟแดงอยู่ จากนั้นมีรถเก๋ง CRV สีบรอนซ์ขับมาจากด้านหลังแล้วเฉี่ยวชนด้านข้างของรถผู้เสียหาย

น.ส.หทัยพัชร วสุศักดิ์ศริ อายุ 30 ปี เปิดเผยให้ทีมข่าวฟังว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2568 เวลาตี 4.29 นาที ตนเองขับรถมาตามถนนเลียบคลองสอง กลางถนนคู้บอนมุ่งหน้าถนนหทัยราษฎร์ พอถึงจุดเกิดเหตุบริเวณแยกจ่าเฉย ขนะจอดรถอยู่ช่องทางขวาสุดเพื่อรอไฟแดง จากนั้นมีรถเก๋ง CRV มาเลนที่สอง แล้วมาเฉี่ยวชนทางด้านซ้ายจากท้ายไปถึงหน้ารถของตน จากนั้นชายคนดังกล่าวได้ลดกระจกแล้วหันมามอง ทำให้ตนเองจำหน้าได้ทันที เนื่องจากคู่กรณีเป็นตลกชื่อดัง และยังเคยไปทานข้าวร้านอาหารที่ตนเองเปิดให้บริการ

ตอนแรกตนคิดว่าจะลงมาเคลียร์และเรียกประกัน แต่สุดท้ายเขาปิดกระจกแล้วขับรถออกไป รถของตนไม่สามารถขับต่อไปได้ ตนจึงลงจากรถแล้ววิ่งตามไป คู่กรณีเห็นจึงจอดรถที่หน้าตลาดหทัยมิตรและเดินลงมาจากรถ โดยใส่หมวกแก๊ปลงมาดูบริเวณรอบรถของตัวเอง จากนั้นก็รีบขึ้นรถแล้วรีบขับรถออกไป

ตนจึงโทรเรียกรถสไลด์เพื่อมาย้ายรถไปที่อู่ หลังจากนั้นตนเองได้เข้าแจ้งความในทันทีที่ สน.นิมิตรใหม่ และได้นำรถเข้าไปประเมินราคาค่าซ่อมที่ศูนย์บริการราคาใน 240,000 บาท

ต่อมาวันที่ 10 มี.ค.2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นิมิตรใหม่ ได้เรียกคู่กรณีเข้ามาเจรจา ซึ่งในวันนั้น ตลกชื่อดังคนขับไม่ได้เข้ามาเจรจาด้วยตัวเอง แต่เป็นภรรยาของเขาที่เข้ามาเจรจา หลังจากที่ได้คุยกัน ทางคู่กณีบอกว่าไม่อยากให้แจ้งความ ไม่อยากเป็นข่าว แต่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่าง และยอมรับว่าผิดจริง ด้วยความที่เห็นว่าคู่กรณีเป็นตลกชื่อดัง จึงยอมไม่แจ้งความ ซึ่งตนเองได้ยื่นใบเสนอราคาจากศูนย์บริการ ที่ตนเองได้ประเมินมาให้ทางคู่กรณีดู ซึ่งเป็นราคาค่าซ่อม ในราคา 240,000 บาท แต่ทางของคู่กรณีแนะนำให้ไปซ่อมที่อู่ที่เขารู้จัก บอกว่าซ่อมไวกว่า ได้รับรถไวกว่า และราคาถูกกว่า คุณภาพดี ตนจึงยอมไปซ่อมที่อู่นั้น  

ต่อมาตนเองจึงนำรถยนต์เข้าไปใช้บริการที่อู่ที่คู่กรณีรู้จัก โดยอู่ของคู่กรณีตีราคามา170,000 บาท แต่รถของตนก็ยังไม่ได้ซ่อมเนื่องจากทางคู่กรณี ไม่ยอมจ่ายเงินให้กับอู่ซ่อมทำสี อู่ทำสีจึงไม่สามารถนำรถเข้าซ่อมได้ เช่น ทางคู่กรณีจ่ายเงินให้อู่สี 20,000 บาท ทางอู่ก็จะไปซื้ออะไหล่และทำตามวงเงินที่ได้รับ ซึ่งทางคู่กรณีได้แบ่งจ่ายเป็นงวดงวดละ 20,000 บาท จนครบ 80,000 บาท ก็หยุดจ่าย ขาดอีก 67,000 บาท ทางอู่จึงสำรองจ่ายส่วนที่เหลือไปก่อน เพื่อที่จะได้รีบเร่งซ่อมรถให้เสร็จ เพราะรถของตนเองก็จอดทิ้งไว้ที่อู่ซ่อมสีนานแล้วจนไม่มีที่จอด

ปัจจุบันซ่อมรถเสร็จแล้วแต่ทางอู่ยังต้องเรียกรับเงินจากตนเองจำนวน 67,000 บาท ซึ่งตนเองก็ติดต่อไปยังคู่กรณี ทางคู่กรณีบอกว่าจะรีบนำเงินมาปิดให้ แต่สุดท้ายก็เลื่อนจ่ายมาโดยตลอด ทำให้ตนเองยังไม่ได้รับรถมาใช้งาน ตอนนี้ระยะเวลาผ่านมา 4 เดือนแล้ว ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเป็นอย่างมากจึงตัดสินใจเดินทางมาร้องที่เพจสายไหมต้องรอด

ทางด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เปิดเผยว่า เคสดังกล่าว ไม่เกี่ยวว่าคู่กรณีจะเป็นดาราตลกดัง แต่เมื่อมีการขับรถเฉี่ยวชนผู้อื่น ก็ควรจะรับผิดชอบ  วันนี้รถผู้เสียหายเสร็จแล้ว ก็เอาเงินมาจ่าย ให้ได้รถออกมาใช้ เนื่องจากเป็นเวลาเกือบหลายเดือนแล้ว ที่ผู้เสียหายเดือดร้อน หลังจากนี้จะประสาน ผกก. สน.นิมิตรใหม่ เพื่อเรียกคู่กรณีมาพบ ให้เป็นไปตามขั้นตอน เพราะเท่าที่ทราบยังไม่เคยมาพบตำรวจ ให้ภรรยามาพบแทน

ตำรวจหอบสำนวนคดีอาคารสตง.ถล่มกว่า 9.8 แผ่นส่งอัยการดำเนินคดี 23 ผู้ต้องหา

พนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ นำสำนวนคดีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. แห่งใหม่ พังถล่ม จำนวน 51 กล่อง 233 แฟ้ม 98,926 แผ่น ส่งให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก พิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหา ทั้งนิติบุคคล และบุคคล รวม 23 ราย ในจำนวนนั้นมี นายเปรมชัย กรรณสูตประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาในกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง โดยมี พลตำรวจตรี นพศิลป์พูลสวัสดิ์ และพลตำรวจตรี สมควร พึ่งทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน มายื่นสำนวนด้วยตนเอง

พนักงานสอบสวนได้ สรุปสำนวนคดีอาคารที่ทำการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ถล่ม เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 13.10 น.ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหว โดยมีจุดศูนย์กลางที่ประเทศเมียนมาร์ แรงสั่นสะเทือนถึงประเทศไทยและในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้อาคารก่อสร้างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(แห่งใหม่)  บริเวณถนนกำแพงเพชร 2 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ได้ทรุดตัวถล่มลงมาทับซ้อนกัน เป็นเหตุให้มีผู้รับบาดเจ็บสาหัสและมีผู้เสียชีวิตเป็นนวนมาก ตามคดีอาญาที่ 621/2568ของ สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ตามที่ปรากฎเป็นข่าวเผยแพร่ทราบกันทั่วไปแล้วนั้น

กองบัญชาตำรวจนครบาลโดย พลตำรวจโท สยาม  บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ 192/2568 ลง 4 เมษายน 2568  โดยมี พลตำรวจตรี สมควร พึ่งทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน และ พลตำรวจตรี นพศิลป์  พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นรองหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อร่วมกันทำการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวง พิสูจน์ทราบสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามกฎหมายในทุกมิติ

จากการสืบสวนสอบสวนของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน โดยรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ในฐานะนิติบุคคล 7 ราย , บุคคล 16 ราย รวม 23 ราย ในข้อหา “เป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุมหรือทำการก่อสร้าง ซ่อมแซมหรือรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำการนั้นๆ โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม” ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตร 227, 238 , 264 , 268 , 83 , 91

คดีนี้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาครบถ้วนแล้ว และอยู่ระหว่างฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลอาญา ครั้งที่ 6 จะครบกำหนดในวันที่ 26 กรกฏาคม 2568 ซึ่งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เชื่อมั่นในพยานหลักฐานเพื่อยืนยันการกระทำผิดผู้ต้องหาเนื่องจากได้ส่งวัตถุ และแบบแปลนไปให้สถาบันต่างๆ ตรวจพิสูจน์ ซึ่งได้มีผลการตรวจยืนยัน อาทิเช่น 1.การออกแบบและมีแก้ไขแปลนอาคารที่เกิดเหตุ ไม่เป็นไปตามหลักมาตรฐาน  2.ใช้วัสดุที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ในแบบแปลน  3.ผู้ควบคุมงานที่ไม่ควบคุมดูแลการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบแปลน  โดยพบว่ามีการแอบอ้างชื่อวิศวกรมาเป็นผู้ควบคุมงานโดยผู้นั้นมิได้มาทำหน้าที่ควบคุมงานจริง เป็นต้น

ชาวสวนลำไยเฮ!รัฐช่วยเหลือไร่ละ1.4 พันบาท ไม่เกิน 10 ไร่

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียม 1,000 ล้านบาท อุ้มชาว สวนลำไย 1,400 บาท/ไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ต่อคัวเรือน เดินหน้าโครงการยกระดับ สวนลำไย พร้อมประสานหน่วยงานความมั่นคงช่วยอีกแรง

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า เพื่อช่วยเหลือชาว สวนลำไย กระทรวงเกษตรฯ เตรียมผลักดันโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพเพื่อเพิ่มรายได้ วงเงิน 1,000 ล้านบาท สำหรับการสนับสนุนค่าตัดแต่งทรงพุ่ม ช่อดอก ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน และค่าปัจจัยการผลิต วัสดุการเกษตร ไร่ละ 400 บาท

รวมทั้งประสานหน่วยงานความมั่นคง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงาน ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวลำไย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาแรงงานในการเก็บเกี่ยวผลผลิตลำไย โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน

นอกจากนี้ ยังติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำแม่วาง และรับฟังปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงพื้นที่ ณ ที่ว่าการอำเภอแม่วาง ต.บ้านกาด อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมชลประทาน อยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำแม่วาง เพื่อเพิ่มปริมาณแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค และเพิ่มศักยภาพด้านการเกษตรพื้นที่อย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการดังกล่าว มีลักษณะเป็นเขื่อนดินแบบ Zone Type ความจุเก็บกัก 25.415 ล้าน ลบ. มีระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี (พ.ศ. 2574-2581)

ทั้งนี้ หากโครงการฯ แล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรในฤดูฝนได้ประมาณ 38,030 ไร่ และฤดูแล้งประมาณ 20,488 ไร่ รวมพื้นที่รับประโยชน์ทั้งสิ้น 48,780 ไร่ รวมถึงสามารถช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่วาง อำเภอสันป่าตอง และอำเภอดอยหล่อ 7 ตำบล

นอจากนี้ยังสั่งการให้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยในช่วงพายุฝนฟ้าคะนองอย่างใกล้ชิด เพื่อการแจ้งเตือนในภาวะเสี่ยงและป้องกันการเกิดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ควบคู่กับเดินหน้าศึกษาและพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนให้มีความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป

หนุ่มมหาสารคามเลี้ยงเป็ดไข่ส่งขายสร้างรายได้วันละ7,000 บาท

เกษตรกรต้นแบบ “คุณบวร ชินสุทธิ”หรือ พี่ตือ ชาวบ้านโคกสว่าง ต.หนองเหล็ก อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ผู้เลี้ยงเป็ดเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ยั่งยืน โดยเลี้ยงเป็ดไข่ 4,000 ตัว สร้างรายได้ขั้นต่ำวันละ 7,000 บาท

คุณบวร เล่าว่า  จุดเริ่มต้นการเลี้ยงเป็ดไข่ จากความเหนื่อยล้าจากการทำไร่อ้อย ไร่มัน เลยเริ่มคิดอยากทำอาชีพเสริม ช่วงแรก ๆ ก็ลองทำอยู่หลายอย่าง ดูรายการต่าง ๆ ดูใน YouTube บ้าง เห็นว่าเลี้ยงเป็ดไข่แล้วมีรายได้ทุกวัน ก็เลยเกิดไอเดียอยากลองเลี้ยงดูบ้าง

แต่ลงมือเริ่มเลี้ยงครั้งแรก “ก็เจ๊ง…”ไม่เป็นท่า เนื่องจากตอนเริ่มต้นไม่มีทุนมาก จึงเริ่มจากการเลี้ยงเป็ด 60 ตัว หาซื้อตามหมู่บ้านใกล้เคียง แล้วลองเลี้ยงดู ศึกษาวิธีจาก YouTube ลองหมดทุกรูปแบบ สูตรอาจารย์ยูทูปท่านไหนว่าดี ก็ลองทำตาม เช่น สูตรอาหารลดต้นทุนด้วยการใช้ต้นกล้วยผสมอาหาร ผลคือ…ไข่ไม่ออกก็มี! ไข่ฟองเล็กบ้าง ไม่สมบูรณ์บ้าง สุดท้ายถอดใจและเลิกเลี้ยงไปเลย

ลังจากเลิกไปพักใหญ่ ก็ยังคิดถึงการเลี้ยงเป็ด เพราะเป็นความตั้งใจอยากมีอาชีพเสริมจากไร่อ้อย ไร่มัน จึงกลับมาลองอีกครั้ง รอบนี้เลี้ยงเยอะขึ้น ประมาณ 500 ตัว แต่โดนแม่ค้าหลอก เอาเป็ดที่ยังไม่เป็นสาวมาให้ เลี้ยงไปกว่า 3 เดือน ยังไม่ทันสลัดขน ไข่ก็ยังไม่ออก ต้องให้อาหารทุกวัน รายจ่ายพุ่งถึง 30,000 กว่าบาท ท้อหนัก ทุนก็ใกล้หมด

“แม้จะท้อ แต่ก็บอกตัวเองว่าจะไม่ถอย ต้องรวยให้ได้จากอาชีพนี้! เลี้ยงไป ปรับไป ไข่เริ่มออกมากขึ้นทุกวัน กำลังใจเริ่มมา “เราทำได้แล้ว!” คุณบวร เล่าอย่างภูมิใจ

รอบนี้เลี้ยง 1,000 ตัว หลังจากเลี้ยงได้ 2 สัปดาห์ก็เริ่มเห็นไข่ออก ผลิตไข่ได้เรื่อย ๆ จนปัจจุบันเลี้ยงอยู่ 3,500 ตัว บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ แบ่งเป็นคอกละ 1,000 ตัว และอีกคอกที่เพิ่งนำเป็ดมาใหม่ การเลี้ยงไม่ได้ยาก เช้า–เย็นให้อาหาร ช่วงเช้าประมาณ 5:00 น. ก็เก็บไข่แล้วได้เงินอีกแล้ว

เทคนิคการเลี้ยงเป็ดไข่

ปัญหาสำคัญ ที่เจอบ่อยคือ การให้อาหารไม่เพียงพอ หลายคนกลัวเปลือง คิดว่าให้น้อยจะประหยัด แต่จริง ๆ แล้วเป็ดกินไม่อิ่ม ไข่ที่ได้ก็ไม่มีคุณภาพ ดังนั้น ต้องให้อาหารอย่างเต็มที่ ให้เป็ดกินอิ่ม จึงจะได้ไข่ดีและสม่ำเสมอ

 รูปแบบการขายในฟาร์ม

1. ขายไข่เป็ด
2. ขายเป็ดสาวพร้อมเลี้ยง

 รูปแบบการตลาดในฟาร์ม

คุณบวร บอกว่า ปัจจุบันรายได้หลักจากการขายไข่ จะออกไปส่งตลาดใกล้เคียง และขายตามตลาดนัด ราคาขายอยู่ที่ 110–130 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด คุณภาพ และจำนวนที่ลูกค้าซื้อ หากมารับหน้าสวนก็อาจได้ราคาพิเศษ สำหรับ เป็ดสาวพร้อมเลี้ยง ราคาส่งอยู่ที่ 135–140 บาท แล้วแต่จำนวนและระยะทาง

การสร้างรายได้
จากฟาร์มที่เลี้ยงเป็ดประมาณ 3,500 ตัว
– เป็ดออกไข่ประมาณ 60–70% หรือ 60–70 แผง/วัน รายได้ต่อวันประมาณ 7,000 บาท
– ต้นทุนอาหารอยู่ที่ประมาณ 6,000 บาท/วัน
เหตุที่ต้นทุนสูงเพราะยังมีเป็ดสาวอีก 1,500 ตัวที่ยังไม่ออกไข่ แต่ต้องให้อาหารทั้งหมด หากคำนวณเฉพาะเป็ดที่ออกไข่จริง (ประมาณ 2,000 ตัว) จะมีต้นทุนอาหารเพียง 3,000–4,000 บาท/วัน

 ข้อดีของการเลี้ยงเป็ด
– รายได้ทุกวัน
– ขายได้ทุกส่วน: ไข่ เป็ดสาว เป็ดเนื้อ แม้แต่ขี้เป็ดก็ขายได้
– ไม่เหนื่อยเหมือนทำไร่อ้อยมัน
– มีเวลาอยู่กับครอบครัว

อาชีพเลี้ยงเป็ดไข่ ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้จริง  แน่นอนว่าอาชีพใดก็มีต้นทุนทั้งนั้น แต่สำคัญที่ใครจะบริหารต้นทุนให้อยู่ และทำกำไรให้ได้

“วศิน วรรณพฤกษ์” คว้ารางวัลผู้บริหารงานการตลาดภาครัฐยอดเยี่ยม จากเวที ASIA TOP AWARDS 2025

งานประกาศรางวัล ASIA TOP AWARDS 2025 จัดขึ้น เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 ที่ Phenix Grand Ballroom ภายใต้ธีม “Soft Power & Wellness Grand Tourism”

ในการประกาศเกียรติคุณครั้งนี้มี ศิลปิน ดารา นักร้อง ทั่วทั้งเอเชีย อาทิ ไทย จีน เกาหลี ฮ่องกง อินโดนีเซีย พม่า เวียตนาม มาเลเซีย เป็นต้น และ ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและเอกชน ที่มีผลงานดีเด่นถูกเสนอชื่อให้ขึ้นรับรางวัล หนึ่งในนั้นคือ “นายวศิน วรรณพฤกษ์” ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสึแดง ขึ้นรับรางวัลผู้บริหารงานการตลาดภาครัฐยอดเยี่ยม

“เป็นเกียรติสำหรับผมและครอบครัวมากครับ ผมได้รับรางวัลนี้ 3 ปีติดต่อกัน คือกำลังใจที่วิเศษในการทำงาน ผมจะตั้งใจที่จะใช้ความรู้ ความสามารถ และหัวใจ ปฎิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม จริยธรรม และยึดหลักการธรรมาภิบาล เพื่อยกระดับการให้บริการให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น มุ่งหวังที่จะให้ประชาชนแถวชานเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับความเท่าเทียมและมีความสุขในการได้รับบริการระบบขนส่งสาธารณะทางราง รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ขอบคุณครับ” นายวศิน กล่าวทิ้งท้าย

“ไส้กรอกอีสาน-ไส้อั่ว” เมนูเด็ดไทย ติด 50 อันดับแรก อาหารที่อร่อยที่สุดในโลก

TasteAtlas จัดอันดับ 50 ไส้กรอกที่อร่อยที่สุดในโลก ปรากฏว่า มีไส้กรอกจากไทย 2 เมนูฮิต ติดอันดับ 50 ของโลก  คือ “ไส้กรอกอีสาน” ในอันดับที่ 23 และ “ไส้อั่ว” ในอันดับที่ 49

TasteAtlas เว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารท้องถิ่นทั่วโลก จัดอันดับ 50 เมนูไส้กรอก ที่อร่อยที่สุดในโลก ประจำเดือน ก.ค. โดยมีดังนี้

ไส้กรอกอีสาน

อันดับ 1 ซัลซิชชา (Salsiccia) ไส้กรอกอิตาเลียน ทำจากเนื้อหมูบด ไขมันหมู เกลือ พริกไทย และเครื่องเทศต่าง ๆ อย่าง เมล็ดเฟนเนล ยี่หร่า กระเทียม และพริก โดยอาจมีรสชาติและส่วนผสมที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาคในอิตาลี

อันดับ 2 ชิสตอรา (Chistorra) ไส้กรอกสเปน ทำจากเนื้อหมู (อาจมีเนื้อวัวผสม) ปรุงรสด้วยกระเทียม เกลือ ปาปริกา มักนำไปอบ ทอด ย่าง และเสิร์ฟเป็นทาปาส หรือเป็นส่วนหนึ่งของเมนูอาหารจานอื่น ๆ เป็นอาหารขึ้นชื่อของแคว้นอารากอน บาสก์ และ นาวาร์

ไส้อั่ว

อันดับ 3 โบเออร์วอร์ส (Boerewors) ไส้กรอกแอฟริกาใต้ ทำจากเนื้อวัวสับ ผสมเนื้อหมู เนื้อแกะ และเครื่องเทศต่าง ๆ เช่น เมล็ดผักชี ลูกจันทน์เทศ พริกไทยดำ กานพลู นำไปย่างบนเตาถ่าน มักนำไปทำเป็นเมนูอย่างแซนด์วิช หรือใส่ในพิซซ่า

อันดับ 23 ไส้กรอกอีสาน (Sai Krok Isan) อาหารพื้นเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ทำจากเนื้อหมูบด ผสมข้าว กระเทียม เกลือ ยัดลงในไส้หมูที่ทำความสะอาดแล้ว ก่อนนำไปหมักเพื่อให้เกิดรสเปรี้ยว มักกินคู่กับเครื่องเคียงต่าง ๆ เช่น พริกสด ขิง กระเทียม ถั่วลิสง ผักสด

อันดับ 49 ไส้อั่ว (Sai Ua) ไส้กรอกชนิดหนึ่งของภาคเหนือประเทศไทย ทำจากไส้หมูที่ยัดไส้ด้วยเนื้อหมูสับปรุงรสและเครื่องเทศหลายชนิด เช่น พริกแห้ง กระเทียม ขมิ้น (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง นำไปย่างให้สุกและมีกลิ่นหอม นำไปย่างหรือทอดจนสุก