หางพายุ”วิภา”แผลงฤทธิ์ซัดร้านอาหาร-ร้านค้าพังถล่มทั้งแถบ 15 คูหา

เกิดพายุฝนฟ้ารุนแรงและลมกระโชกแรงจากพายุ วิภา ทำให้หลายพื้นที่ใน จ.จันทบุรี ได้รับผลกระทบ โดยภาพกล้องภายในร้านอาหารขณะลูกค้ามารับประทานอาหารภายในร้าน และร้านที่อยู่ติดกัน ซึ่งกำลังเก็บข้าวของย้ายเข้ามานั่งด้านใน เนื่องพายุพัดกระหน่ำรุนแรง จนหลังคากันสาดได้พังถล่มลงมา ทับรถยนต์และรถ จยย.ที่จอดอยู่ใกล้เคียง รวมไปถึงหล่นทับทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย คือ นางมะนี เจ้าของร้านข้าวมันไก่สิงคโปร์ ที่อยู่ติดกับร้านจินข้าวมันไก่ ถูกหลังคาทับบริเวณหลัง เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ ได้นำตัวส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาล

จากอิทธิพายุ”วิภา”ดังกล่าวทำให้หลังคา ร้าน ซีซีเน็ตเวิร์ค แอนด์ซีเคียวริตี้ ซิสเต็ม และร้านจินข้าวมันไก่ ริมถนนสายรักศักดิ์ชมูล ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี ตั้งอยู่ริมถนนรักศักดิ์ชมูล ตรงข้ามซอยศิริการ พังถล่มลงมาจำนวน 15 คูหา
เช่นเดียวกับในพื้นที่เขตเทศบาลท่าช้าง และตัวเมือง ตลอดจนพื้นที่ต่างอำเภอ ยังได้รับความเสียหายหนัก  มีต้นไม้หักโค่นล้มทับหลังคาบ้านเรือน ห้องแถว ประชาชน รวมไปถึงรีสอร์ทที่พัก ได้รับความเสียหายหลายหลัง รวมทั้งขวางถนนและทางสัญจร

ภายหลังพายุสงบ ผู้บริหารเทศบาลเมืองท่าช้างพร้อม กำลังทหารจากค่ายตากสิน ,ตำรวจภูธร จันทบุรี ได้เข้าตรวจสอบ พร้อมให้การช่วยเหลือ ขนย้ายเศษซากหลังคา ออกจากที่เกิดเหตุ ในการเคลียร์พื้นที่เพื่อความปลอดภัย ซึ่งพบว่า หลังคากันสาดของอาคารพานิชย์ที่อยู่ติดกัน หล่นลงมาทั้งแถบ จำนวน 10 คูหา และของอาคารพานิชย์ที่อยู่ถัดไปอีกจำนวน 5 คูหา ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ นับว่าโชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต มีเพียงผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็หาทางเยียวยาช่วยเหลือตามระเบียบต่อไป

น.ส. จีรยา  พนักงานร้านจินข้าวมันไก่ เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ตอนแรกมีเพียงฝนปรอยๆ ขณะนั้นมีลูกค้านั่งอยู่ทั้งในและด้านนอก จนกระทั่งลมฝนเริ่มแรงขึ้น จึงพากันขนย้ายเข้ามาด้านใน จนมีลมพัดวูบเข้ามา แค่แวบเดี๋ยวทำให้หลังคาหล่นลงมา ซึ่งโชคดีที่ลูกค้าด้านนอกไม่เยอะ ซึ่งในส่วนของความเสียหายจะเป็นส่วนด้านนอกของร้าน ซึ่งก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น และที่ผ่านก็เคยได้รับข้อความเตือนเรื่องพายุเช่นกัน แต่ก็ไม่คิดว่าจะเกิดกับร้านของตน

ขณะที่สำนักงาน ปภ.จันทบุรี ได้ตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ จัดชุดเคลื่อนที่เร็ว และเตรียมจุดพักพิงฉุกเฉินกรณีต้องอพยพประชาชนเพิ่มเติม โดยให้อำเภอทั้ง 10 แห่งเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนักที่อาจนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงตามแนวเชิงเขาและลำคลอง 

ทั้งนี้ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งนี้ พายุ “วิภา” ยังมีอิทธิพลต่อประเทศไทยอีกอย่างน้อย 1–2 วันข้างหน้า โดยมีแนวโน้มฝนตกต่อเนื่องในหลายจังหวัด ทางจังหวัดจันทบุรีจึงเน้นย้ำมาตรการเฝ้าระวังและการเตรียมความพร้อมในการอพยพหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น

สุดไฮเทค!จีนใช้ AI คัดแยก ‘ทุเรียน’ รู้ลูกนี้มีกี่พู ลูกไหนเน่า-เนื้อตาย

จีนเริ่มแล้ว ใช้ AI คัดแยก ‘ทุเรียน’ รู้ลูกนี้มีกี่พู สมบูรณ์แค่ไหน ลูกไหนเน่าหรือเนื้อตาย นำร่องดำเนินงานที่แรกในเมืองซานย่า มณฑลไห่หนาน

สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า เมื่อไม่นานนี้ สายการผลิตสำหรับคัดแยกทุเรียนที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)โดยร่วมพัฒนาโดยบริษัท การเกษตรไห่หนาน โยวฉี จำกัด และบริษัทเทคโนโลยีฝ่ายที่สาม เริ่มต้นดำเนินงานในเมืองซานย่า มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีน

สายการผลิตอัจฉริยะนี้ใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาขึ้นเอง สามารถทำการซีทีสแกน (CT Scan) ทุเรียนแต่ละลูก เพื่อคัดทิ้งทุเรียนที่มีจุดบกพร่อง เช่น หนอนทุเรียน ความเน่าเสีย หรือเนื้อตาย พร้อมวิเคราะห์จำนวนพูทุเรียนและความสมบูรณ์ ซึ่งเกื้อหนุนการตรวจสอบคุณภาพขั้นพื้นฐาน.

ผู้ว่าฯกระบี่สนองนโยบายรัฐบาลด่วนจี๋ปล่อยแถวเริ่มกวาดล้างยาเสพติด

กระบี่ระดมพลปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลังชุมชน เน้นย้ำเป็นวาระสำคัญของจังหวัด อำเภอ หมู่บ้าน ชุมชนต้องปฏิบัติงานร่วมกันอย่างจริงจัง  เพื่อให้ 398 หมู่บ้าน 14 ชุมชนไม่มีผู้ค้าและผู้เสพอีกต่อไป

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม เวลา 17.00 น. นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีกล่าวปฏิญญารวมพลัง ยับยั้งปัญหายาเสพติด และปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลังชุมชน ปลอดยาเสพติด จังหวัดกระบี่ โดยมี  โดยมี นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ พ.อ.สรรเสริญ พุ่มเกิด รอง ผอ.รมน.จว.กบ.(ท), นายนิรันดร์ ปราบอักษร ปลัดจังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัด นายอำเภอทุกอำเภอ ผู้กำกับการตำรวจภูธรทุกสถานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธีประมาณ 300 คน ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่

ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ และได้ทำพิธี ลงนามปฏิญญารวมพลัง ยับยั้งปัญหายาเสพติด และเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายภายในระยะเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือน กันยายน 2568 ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ทุกหมู่บ้าน ชุมชน ปลอดยาเสพติด ที่จะต้องไม่มีทั้งผู้ค้าและผู้เสพอีกต่อไป

นายอังกูร กล่าวว่า จังหวัดกระบี่ ได้กำหนด Road Map ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด จังหวัดกระบี่ ในระยะเร่งด่วน เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยเพิ่มความเข้มข้นในปฏิบัติงานแก้ไขปัญหายาเสพติดภายใต้ 5 มาตรการ ทั้งการ Re x-ray ค้นหา ผู้ค้า ผู้เสพ ในทุกหมู่บ้านชุมชน เข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาและการบำบัดรักษา ให้ได้รับการฟื้นฟูสภาพทางสังคม นำนวัตกรรมหรือความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มาใช้ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด

พร้อมกับการการติดตามและประเมินผลการแก้ไขปัญหายาเสพติด จึงขอเน้นย้ำว่าการดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพติดถือเป็นวาระสำคัญของจังหวัด อำเภอ และหมู่บ้าน ชุมชน จึงขอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง และต้องบูรณาการการปฏิบัติงานกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในด้านการประสานแลกเปลี่ยนข้อมูล การวางกำลังร่วมและการจัดกำลังสนับสนุนภารกิจของกันและกัน เพื่อให้ 398 หมู่บ้าน 14 ชุมชน ในจังหวัดกระบี่ ปลอดจากยาเสพติด ไม่มีผู้ค้าและผู้เสพอีกต่อไป

สำหรับ ภายในพิธีผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้นำกล่าวปฏิญญารวมพลัง ยับยั้งปัญหายาเสพติด จังหวัดกระบี่ เพื่อเป็นการร่วมกันตระหนักถึงปัญหายาเสพติด ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยของสังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน จากนั้น ได้ปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด“No Drugs No Dealers”ผนึกกำลังชุมชน ปลอดยาเสพติด จังหวัดกระบี่ โดยสนธิกำลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดกระบี่ ชุดปฏิบัติการพิเศษประจำอำเภอ ทุกอำเภอ

กองร้อยตำรวจตะเวนชายแดน ที่ 426 กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดกระบี่ ที่ 1 กองบังคับการตำรวจน้ำกระบี่ สถานีตำรวจท่องเที่ยว 3 จังหวัดกระบี่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกระบี่ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดกระบี่ สำนักงานยุติธรรมจังหวัดกระบี่ สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดกระบี่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ สำนักงานเทศบาลเมืองกระบี่ และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอเมืองกระบี่

คลายทุกข์ชาวบ้าน!อบจ.ศรีสะเกษ ลุยซ่อมแซมถนน ยกระดับความปลอดภัยการเดินทาง

องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ลุยซ่อมแซม ปรับเกรดถนนบ้านพรานใต้ หมู่ 3 ต.พราน อ.ขุนหาญ ทั้งฤดูฝนฤดูแล้ง เพื่อความสะดวกปลอดภัยของประชาชนในการสัญจรไปมา

นายวิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ มอบหมายให้ สำนักช่าง อบจ.ศรีสะเกษ ลงพื้นที่ดำเนินการ ปรับเกรดถนนสายบ้าน พรานบูรพา ถึงบ้านพรานใต้ หมู่ 3 ต.พราน ระยะทาง3กิโล  กว้าง5เมตร   บ.พรานใต้ หมู่ 3 ถึง ภูขมิ้น ต.พราน  อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ

เพื่อแก้ไขปัญหาถนนชำรุด เป็นหลุมเป็นบ่อ และยกระดับความปลอดภัยในการเดินทาง เพิ่มความสะดวกในการสัญจร ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสนับสนุนการขนส่งพืชผลทางการเกษตร และเชื่อมโยงเส้นทางในชุมชน

 นายวิชิต ไตรสรณกุล กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกพื้นที่ เดินหน้า ซ่อมจริง ทำจริง เห็นผลจริง ทุกจุดที่ประชาชนเดือดร้อน พร้อมผลักดันภารกิจเพื่อ “ศรีสะเกษเข้มแข็ง ถนนปลอดภัย ชุมชนมั่นคง”

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

‘กองทัพบก’ เผย พบทุ่นระเบิดสภาพใหม่เพิ่ม 2 ทุ่นช่องบก ชี้ชัดขัดต่อ ‘อนุสัญญาออตตาวา

‘กองทัพบก’ เผย พบทุ่นระเบิดสภาพใหม่เพิ่ม  2 ทุ่น ในพื้นที่ช่องบก ใกล้จุดเกิดเหตุเดิม ชี้ชัดขัดต่อ ‘อนุสัญญาออตตาวา’ ขอประเทศอาเซียน-นานาประเทศ ร่วมประณาม ‘กัมพูชา’ ด้านกรมข่าวทหารบก เตรียมเชิญผู้ช่วยทูตทหารมารับทราบข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.68 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์กำลังพล กองร้อยทหารราบที่ 6021 เหยียบกับระเบิด ระหว่างการลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานี จนได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เมื่อวันที่ 16 ก.ค.68

ล่าสุดวานนี้ (20 ก.ค.68) กองกำลังสุรนารี  และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยผลจากการตรวจพื้นที่ พบการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิด PMN2 ในสภาพใหม่พร้อมทำงาน จำนวน 2 ทุ่น ห่างจากหลุมระเบิดเดิม 30 เซนติเมตร โดยปัจจุบันเจ้าหน้าที่ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) ได้ทำการรื้อถอนทุ่นระเบิดที่ตรวจพบใหม่ออกแล้วทั้ง 2 ทุ่น

การกระทำดังกล่าว ถือว่าเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และแสดงถึงเจตนาในการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารไทย ทั้งเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาออตตาวา ว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่ทางไทยและกัมพูชาล้วนได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญาดังกล่าวด้วย

กองทัพบกจึงขอเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวนี้ต่อสาธารณะ พร้อมขอความร่วมมือประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงนานาประเทศ ร่วมประณามการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรงของประเทศกัมพูชา

นอกจากนี้กรมข่าวทหารบกจะได้มีการเชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย มารับทราบข้อเท็จจริงในกรณีเหตุการณ์ดังกล่าวในวันพรุ่งนี้อีกด้วย

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

รองผบช.ก. เผยพบเส้นเงินพระลูกวัดนครสวรรค์-ฆราวาสโยงสีกา 2 คน เป็นเหตุให้สึก

รองผบช.ก. เผยพบเส้นเงินพระลูกวัดนครสวรรค์-ฆราวาสโยงสีกา 2 คน เป็นเหตุให้สึก ส่วนการทุจริตก่อสร้างพุทธอุทยานและมจร.อยู่ระหว่างตรวจสอบ หลังพบ 1 ในสีกามีตำแหน่งในมจร.นครสวรรค์

เมื่อวันนี้ 21 ก.ค. 68 พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รองผบช.ก.) เปิดเผยว่า วันนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าไปตรวจสอบที่จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดพิจิตร เพื่อเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน เกี่ยวกับกรณีการร้องเรียน “ทิดสฤษดิ์” หรือ อดีตพระธรรมวชิรธีรคุณ เจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ พระอารามหลวง เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ ว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม แม้พระจะสึกไปแล้วยังต้องได้รับการตรวจสอบจากตำรวจด้วยว่าจะเข้าข้อหาอาญาทุจริตหรือไม่ 
โดยจากการตรวจสอบพบมีเรื่องร้องเรียนโครงการทุจริต 2 เรื่อง คือโครงการก่อสร้างพุทธอุทยานที่สร้างมานานแล้วยังไม่แล้วเสร็จ และโครงการในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์ หรือ มจร.นครสวรรค์

โดย 2-3 ปีที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนมาที่บก.ปปป.ครั้งหนึ่งแล้วในการก่อสร้างพุทธอุทยานมีการระดมทุนหลายร้อยล้านโดยเฉพาะที่วัดห้วยด้วนจำนวนเงิน 30 ล้านบาท  และมีผู้มีจิตศรัทธามอบที่ดินและมอบทรัพย์ให้มาทำอีก นอกจากนี้ยังมีการหยิบยืมเงินจากวัดส่วนกลางอีก ซึ่งมีการร้องเรียนมีว่าใช้เงินมหาศาลมาก่อสร้างนาน 10 ปีแต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จ และยังพบว่ามีเส้นเงินสามารถจะไปซื้อที่ดินแจกให้หมอดูได้ตามที่ปรากฏเป็นข่าวแต่จะจริงหรือไม่ ไม่ทราบ และมีบ้านขนาดใหญ่, รถและทรัพย์สินอีกหลายอย่าง ตำรวจยังเห็นข้อมูลไม่หมดขอเวลาได้ทำงานก่อน เพราะขณะนี้พบมีบัญชี ของอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ // พระลูกวัด และฆราวาสโอนไปให้สีกา 

ส่วนจะออกหมายจับได้หรือไม่ พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ระบุว่า ขอเวลาได้ทำงานก่อน เพราะจะต้องเรียกพระลูกวัดและฆราวาวมาสอบปากคำ แต่จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีบัญชีวัดโอนเข้าไป ซึ่งตำรวจสามารถทำคดีได้เลยโดยไม่ต้องปรึกษากับฝ่ายสงฆ์เนื่องจากเป็นเรื่องคดีอาญาทุจริตฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถทำได้เลย  โดยขณะนี้ พบสีกาที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 คน โดยหนึ่งคนไม่มีอาชีพส่วนอีกหนึ่งคนมีตำแหน่งเกี่ยวข้องในมจร.นครสวรค์ โดยมีหลักฐานการโอนเงิน ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นการใช้เงินส่วนตัวหรือเงินวัดโอนให้ หากพบว่ามีเงินของวัดเข้ามาเกี่ยวข้องก็จะเข้าข่ายทุจริต

ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องจะหลบหนีหรือไม่นั้นทางพลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ยืนยันว่า ไม่กังวลว่าจะมีการหลบหนีเพราะหากพบว่ามีการกระทำความผิดตำรวจก็ต้องติดตามตัวมาดำเนินคดี พร้อมยืนยันว่าพระที่มีสมณศักดิ์สูงกว่าชั้นเทพของคดีสีกากอล์ฟก็คือวัดในจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งเป็นชั้นธรรม  และยังไม่มีระดับสูงกว่านี้ ตามกระแสข่าวลือ แต่หากประชาชนมีข้อมูลก็ให้ส่งมาที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อจะดำเนินการในเรื่องนี้โดยไม่มีข้อยกเว้น และหากมีหลักฐานเพียงพอตำรวจก็สามารถเดินหน้าได้ทุกเรื่อง  

สำหรับเรื่องร้องเรียน ขณะนี้พบมีมากกว่า 200 เรื่อง ซึ่งเรื่องร้องเรียนมีทั้งที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วและยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้นจะต้องตรวจสอบข้อมูลเพื่อคลี่คลายแก้ไขปัญหาเรื่องพระ

ป.ป.ส. ขยายผลจับเครื่อข่ายค้ายา”ไอ ยี่ ซอ”5 รายยึดของกลางเพียบ

ป.ป.ส. ขยายผลปฏิบัติการตัดไฟแต่ต้นลมครั้งที่ 2 จับกุมผู้ร่วมขบวนการค้ายาเสพติดเครือข่ายนายไอ ยี่ ซอ รวบผู้ต้องหา 5 ราย คีตามีน 150 กก. ไอซ์ 5 กก. ในพื้นที่สมุทรปราการ ยึดทรัพย์กว่า 3.3 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 พลตำรวจโทภาณุรัตน์ หลักบุญ (เลขาธิการ ป.ป.ส.) พร้อมด้วย นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. พ.อ.พิรุฬห์สิระ เอี่ยมมาลา ผู้บังคับหน่วยข่าวกรองทางทหาร สนับสนุนหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ น.อ.บรรพต นิธิณัฐอาภาศิริ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ น.อ.วิสูตร งิ้วแหลม รองผู้บังคับทหารอากาศดอนเมืองและ พันเอก วิชัย ก้องเดชตรีวุธ ผู้แทนหัวหน้าฝ่ายข่าวศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหา 5 คน คีตามีน 150 กก. ไอซ์ 5 กก. เหตุเกิดที่ โกดังเก็บพักยาเสพติดในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ขยายผลตรวจค้นบ้านพักผู้ต้องหารวม 5 จุด (จ.สมุทรปราการ, จ.พะเยา) ตรวจยึดอายัดทรัพย์สิน อาทิเช่น รถยนต์ 5 คัน รถจักรยานยนต์ 2 คัน สร้อยคอทองคำ เงินในบัญชีธนาคาร และเงินสด รวมมูลค่าประมาณ 3,350,000 บาท

พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ กล่าวว่า ที่มาของการจับกุมคดีนี้สืบเนื่องจาก สำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ดำเนินการสืบสวนเครือข่ายนักค้ายาเสพติดข้ามชาติ ชาวเมียนมา (นาย ไอ ยี่ ซอ) มีพฤติการณ์ในระดับผู้สั่งการ   และจัดหายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านให้บุคคลในเครือข่ายลักลอบลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2567 สำนักงาน ป.ป.ส. จับกุมผู้ต้องหา 2 คน พร้อมเฮโรอีน 91.7 กก. ซุกซ่อนในช่องลับรถยนต์ เหตุเกิดที่ โกดังในพื้นที่ จ.นนทบุรี ยึดทรัพย์สินมูลค่า 5.5 ล้านบาท จากนั้นเจ้าหน้าที่ขยายผลรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับ นาย ไอ ยี่ ซอ กับพวกรวม 6 คน ในฐานะผู้สั่งการ/ผู้ร่วมขบวนการ ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 เจ้าหน้าที่สืบสวนกลุ่มผู้ลำเลียงยาเสพติดเครือข่ายนาย ไอ ยี่ ซอ 

พบรถยนต์ต้องสงสัยเดินทางมุ่งหน้าเข้าพื้นที่ภาคกลาง จึงประสานด่านตรวจยาเสพติดห้วยไร่ จ.แพร่ ตรวจสอบและสามารถจับกุมผู้ต้องหา 3 คน พร้อมยาบ้า 600,000 เม็ด ซุกซ่อนในช่องลับรถยนต์ กระทั่งต่อมาในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2667 สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับหน่วยงานภาคี เปิดปฏิบัติการตัดไฟแต่ต้นลมครั้งที่ 2 เพื่อดำเนินการต่อนาย ไอ ยี่ ซอ และบุคคลในเครือข่าย ซึ่งถูกออกหมายจับรวม 6 คน ปิดล้อมตรวจค้น 11 จุด 5 จังหวัด (จ.เชียงราย, จ.พิษณุโลก, กทม.,จ.นนทบุรี, จ.ชลบุรี) สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 3 คน ตรวจยึดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 101 ล้านบาท จากนั้นวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 สามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับได้เพิ่มเติมอีก 1 คน ในพื้นที่ จ.นครปฐม

หลังจากถูกออกหมายจับ นาย ไอ ยี่ ซอ ได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังคงมีพฤติการณ์สั่งการบุคคลในเครือข่ายให้ดำเนินการเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังคงสืบสวนติดตามพฤติการณ์เครือข่ายดังกล่าวอย่างใกล้ชิด กระทั่งวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 ชุดปฏิบัติการพื้นที่ภาคเหนือ พบพฤติการณ์ต้องสงสัยของผู้ลำเลียงยาเสพติด ที่ใช้รถยนต์กระบะทำช่องลับลำเลียงยาเสพติด ข้ามจาก จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมามาเปลี่ยนป้ายทะเบียนไทย ในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. จึงสั่งการให้ สำนักปราบปรามยาเสพติด บูรณาการความร่วมมือกับ ปปส.ภ.5, ศปก.ทบ., ศรภ., ศอ.ปส.ทอ., ชปพ.ศอ.ปส.ทร. (นสร.กร.) และ ขกท.ทบ. ติดตามรถยนต์ต้องสงสัยคันดังกล่าว

จากพื้นที่ จ.เชียงราย กระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 พบว่ารถยนต์คันดังกล่าวถูกนำไปจอดทิ้งไว้ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ โดยผู้ขับขี่ได้มานั่งรออยู่บริเวณใกล้เคียง จากนั้นมีบุคคลมาขับรถคันดังกล่าวออกไป และนำเข้าไปจอดที่โกดังลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์ ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าตรวจค้นพร้อมจับกุม ผู้ต้องหารวม 5 คน คีตามีน 150 กก. ไอซ์ 5 กก. ซุกซ่อนในช่องลับรถยนต์ จากนั้นขยายผลตรวจค้นรวม 5 จุด (จ.สมุทรปราการ 4 จุด, จ.พะเยา 1 จุด) ตรวจยึดอายัดทรัพย์สิน อาทิเช่น รถยนต์ 5 คัน รถจักรยานยนต์ 2 คัน สร้อยคอทองคำ เงินในบัญชีธนาคารและเงินสด รวมมูลค่าประมาณ 3,350,000 บาท

ผู้ต้องหาให้การว่า ในคดีนี้มีผู้ว่าจ้างให้ไปรับยาเสพติดในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อนำไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง (จ.สมุทรปราการ ,จ.นนทบุรี) ตั้งแต่ห้วงกลาง ปี 2568 ระยะเวลารวม 3 เดือน เคยลำเลียงยาเสพติดมาแล้ว 4 ครั้ง ได้ค่าจ้างลำเลียงยาเสพติดครั้งละ 400,000 บาท ยาเสพติดที่เคยลำเลียงได้แก่ คีตามีน ไอซ์ ครั้งละประมาณ 50 – 100 กก. และยาบ้าหลักแสนเม็ด

พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ (เลขาธิการป.ป.ส.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามยาเสพติดในทุกระดับการค้า ซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้จับกุมกวาดล้างยาเสพติดตัดวงจรการค้ายาเสพติดรายสำคัญ รวมถึงกวาดล้างผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่แพร่ระบาดและเพิ่มประสิทธิภาพมาตรการ ยึดอายัดทรัพย์สินคดียาเสพติด โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคี มุ่งเน้นการทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดให้ครบทั้งวงจร

โดยภาพรวมสามารถจับกุมบุคคลในเครือข่าย นาย ไอ ยี่ ซอ รวม 14 คน ผู้ต้องหาในคดีหลัก 10 คน, ออกหมายจับ 6 คน (จับตามหมายได้ 4 คน) ของกลางยาเสพติด คือ เฮโรอีน 91.7 กก. ยาบ้า 600,000 เม็ด คีตามีน 150 กก. และไอซ์ 5 กก. ตรวจยึดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 114 ล้านบาท

ชาวนาลุ่มน้ำยมพิจิตรเร่งเกี่ยวข้าวหนีน้ำท่วมสุดระกำช้ำใจราคาข้าวแค่เพียง5,800บาท

ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศในช่วงวันนี้ 21-24 ก.ค.68 ภาคเหนือตอนบนรวมถึงจังหวัดพิจิตร จะได้รบผลกระททบจาก “พายุใต้ฝุ่นวิภา” ซึ่งในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาระดับน้ำในแม่น้ำน่าน-แม่น้ำยม มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นจ่อล้นตลิ่งทำให้ชาวนาในที่ลุ่มแม่น้ำยมฝั่งขวาต่างเร่งเกี่ยวข้าวหนีน้ำท่วมเผยสุดช้ำใจราคาข้าวขายได้แค่เพียงตันละ 5,800 บาท เท่านั้น วอนรัฐบาลช่วยเยียวยา

เมื่อวันที่  21  กรกฎาคม 2568  นายมานะ บุญผ่อง อายุ 68 ปี อดีตกำนันตำบลรังนก อ.สามง่าม จ.พิจิตร ซึ่งประกอบอาชีพทำนา โดยในปีนี้ทำนา 70 ไร่ ซึ่งที่นาอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำยมในพื้นที่ ต.รังนก อ.สามง่าม ซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำ เมื่อถึงฤดูน้ำหลากก็จะถูกน้ำท่วมจึงทำให้ชาวนาแถบนี้รู้ดีว่าจะต้องปลูกข้าวให้เสร็จสิ้นก่อน 10 เมษายน ของทุกปีเพื่อให้ต้นข้าวมีอายุ 120 วัน 

ซึ่งถ้านับวันแล้วก็จะต้องเกี่ยวข้าวให้แล้วเสร็จก่อน(วันแม่) 12 สิงหาคม ของทุกปี เพราะหลังจากนั้นทุ่งนาแถบนี้ก็จะกลายเป็นทุ่งรับน้ำให้ชาวบ้านได้หาปลาเป็นอาชีพเสริม แต่ในปีนี้น้ำมาเร็วกว่าปกติจึงทำให้ต้องเร่งเกี่ยวข้าวหนีน้ำทั้งๆที่ ข้าวมีอายุได้แค่เพียง 100 วันเท่านั้น

โดย นายมานะ อดีตกำนันตำบลรังนก กล่าวว่าตนเองปลูกข้าวพันธุ์ กข.63 จำใจต้องจ้างรถเกี่ยวข้าวมาเกี่ยวข้าวในราคาไร่ละ 400-500 บาท เพื่อเกี่ยวข้าวหนีน้ำท่วม เพราะนอกจากน้ำจะไหลมาจากทางภาคเหนือ คือมาจาก แม่น้ำยม ซึ่งน้ำไหลมาจาก จ.สุโขทัย จ.พิษณุโลก แล้วก็ยังมีทางด้านทิศตะวันตก คือ น้ำจาก จ.กำแพงเพชร ไหลเข้ามาทางคลองธรรมชาติมาทาง ต.หนองโสน ต.เนินปอ ผ่านบ้านสระยายชีเข้ามาที่ ต.รังนก  เพื่อไหลลงแม่น้ำยม และนอกจากนี้ก็มีน้ำจากคลองบ้านนา อ.วชิรบารมี ที่รับน้ำมาจาก อ.บางระกำ ก็ไหลรวมมาที่ ต.รังนก ซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำอีกด้วย

นายมานะ บุญผ่อง อดีตกำนันตำบลรังนก กล่าวต่ออีกว่า  ทำนาปีนี้นอกจากต้องเกี่ยวข้าวหนีน้ำแล้วก็ยังต้องเจอกับราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำ โดยข้าวเปลือกของตนเองและเพื่อนบ้านที่เกียวหนีน้ำเพื่อเอาไปขายในช่วงนี้ ท่าข้าว-โรงสี ตีราคารับซื้อแค่เตียงตันละ 5,800-5,900 บาท เท่านั้นเอง ยอมรับว่าทำนาปีนี้ขาดทุนแน่นอนจึงอยากวิงวอนให้รัฐบาลช่วยเหลือหรือพยุงราคาข้าวให้กับชาวนาด้วย

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร/

สสส.ลุยปั้นเด็ก-เยาวชนเป็น “นักสื่อสารสุขภาวะ”ขับเคลื่อนงานชุมชนเข้มแข็งเติบโตคู่ศก.ขอนแก่น

สำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา พร้อมด้วยแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกิจกรรมภายใต้โครงการสาวะถีโฮมพราว ในงานเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2568 หรือ ISAN Creative Festival 2025 (ISANCF 2025) ที่วัดไชยศรี บ้านสาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องของการพัฒนาชุมชนเชิงสร้างสรรค์และยั่งยืน โดยมีวัดไชยศรีเป็นศูนย์กลางการสร้างความภาคภูมิใจของชุมชน (home proud) ผ่านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมของเครือข่ายท้องถิ่น ได้รับเกียรติจาก น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานที่งานเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ และที่วัดไชยศรี

นางญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่า ชุมชนสาวะถี จ.ขอนแก่น เป็นพื้นที่ต่อยอดทุนทางศิลปวัฒนธรรมเพื่อสุขภาวะสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ชุมชนที่มีสิ่งที่ให้เรียนรู้มากมาย เมื่อได้มีโอกาสเข้ามาจะเห็นถึงความเรียบง่าย งดงาม ซึ่ง สสส. โดยสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา หรือสำนัก 11 มีทิศทางที่จะดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ในการพัฒนาศักยภาพนักสื่อสารสุขภาวะทั้ง เยาวชน และผู้คนในชุมชุมชน ให้ลุกขึ้นมาใช้พลังของการสื่อสาร พลังของศิลปวัฒนธรรม อัตลักษณ์ชุมชนไปสื่อสารเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และสามารถสื่อสารเรื่องราวของชุมชน ของดีที่เป็นอัตลักษณ์ชุมชนให้มีความเข้มแข็งด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และเกิดความยั่งยืน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน นอกเหนือจากมิติการสร้างเสริมสุขภาพ สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจควบคู่กันไป นอกจากนี้ ยังเป็นการต่อยอด ทาง สสส. โดยสำนัก 11 พร้อมสนับสนุนทั้งการพัฒนาศักยภาพของผู้คนในชุมชน ทั้งเรื่องขององค์ความรู้ เรื่องของกระบวนการต่างๆ รวมถึงงบประมาณบางส่วนที่จะไปช่วยหนุนเสริมการทำงานของชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีสุขภาวะที่เข้มแข็งเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของจังหวัดต่อไป

ทั้งนี้ ดร.ดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. ภายใต้ สำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สำนัก 11 กล่าวว่า เพื่อเป็นการเสริมศักยภาพด้านการสื่อสารสุขภาวะให้กับเด็กและเยาวชน H-CLUB Community & Network ที่เป็นช่องทางการสื่อสารออนไลน์ ประกอบไปด้วย 5 H : Head-Heart-Hand-Health and Hero ที่สื่อความหมายถึงการเป็นผู้นำที่ดี ด้วยหลัก 3H (Head สมอง – Heart ใจ – Hand ลงมือทำ) ทั้งที่เป็น Change Agent ที่เป็น Hero ในการสื่อสารสุขภาวะ Health จึงได้เปิดโอกาสให้เยาวชนในชุมชนก้าวเข้ามาเป็นคนที่ใส่ใจชุมชนและสังคม นำประเด็นสุขภาวะในพื้นที่มาสื่อสารร่วมรณรงค์กับชุมชน ซึ่งพื้นที่สาวะถี จ.ขอนแก่นนี้ได้มีการคุยกันว่าจะหนุนเสริมให้เยาวชนก้าวมาสู่การเป็นนักสื่อสารสุขภาวะ นำเสนอเรื่องของ 3 อ. อาหาร กิจกรรมทางกาย และอารมณ์ เข้าไปบูรณาการกับการท่องท่องเที่ยวและอัตลักษณ์ของชุมชน ทั้งยังมีการเสริมการแสดงหรือกิจกรรมอะไรลงไปเพื่อเป็นการโชว์แหล่งท่องเที่ยวผ่านการทำคลิปวีดีโอจากนั้นเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย เด็กๆ ได้เป็นครีเอเตอร์ เป็นอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อแนะนําเมนูอาหารพื้นบ้าน สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในชุมชนผ่านคลิปวีดีโอส่งต่อข้อมูลชุมชนไปยังกลุ่มเยาวชนด้วยกันเองและขยายผลต่อไปยังสังคมวงกว้าง นอกจากจะช่วยเพิ่มความรู้และศักยภาพให้เด็กๆ ยังเป็นการฝึกฝนตัวเองให้กล้าก้าวเข้ามาทำงานสื่อสารเพื่อชุมชนตนเองไปได้อย่างแนบเนียน

นางสุมาลี สุวรรณกร ประธานเครือข่ายสื่อศิลปวัฒนธรรมชุมชนอีสาน และกลุ่มท่องเที่ยวสาวะถีวิถีสุข กล่าวว่า ชุมชนสาวะถี จ.ขอนแก่น เดิมเป็นชุมชนโบราณ ย้อนไปเมื่อประมาณ 200 ปีเศษ “บ้านสาวะถี” เพื่อให้สอดคล้องกับ “กรุงสาวัตถี” เมืองสมัยพุทธกาล ตำบลสาวะถียังคงรักษา โบราณสถาน ภูมิปัญญา ประเพณีวัฒนธรรมไว้ได้อย่างดี เป็นต้นทุนที่พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาในมิติต่างๆ โดยสาวะถีโฮมพราวนี้ได้มีการสร้างต้นแบบของงานออกแบบสร้างสรรค์ที่เกิดจากทำงานร่วมกับชุมชน ให้เกิดแนวคิดและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ประกอบด้วย 1.การออกแบบหุ่นกระบอกสินไซสตอรี่ โดยทำงานร่วมกับกลุ่มช่างฝีมือจักสานในชุมชนและโรงเรียนต่าง ๆ ในตำบลสาวะถีนำเสนอเรื่องราววรรณคดีสินไซจากจิตรกรรมฝาผนังที่วัดไชยศรีแห่งนี้และจะเปิดการแสดงตลอด 9 วัน ในงานเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2.การออกแบบผลิตภัณฑ์ สาวะถีกู๊ด โดยการทำงานร่วมกับบริษัทสินไซโมเดล จำกัด วิสาหกิจเพื่อสังคม สร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมในชุมชนมาต่อยอดและทดลองจำหน่าย 3. กิจกรรม สาวะถี พราวทูพรีเซ๊น นำเสนอของดีสาวะถี โดยให้บริการรถสามล้อพาเที่ยวชุมชน 5 จุด ได้แก่ บ้านระเบียบวาทศิลป์วงหมอลำชื่อดังของภาคอีสาน, พิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านสาวะถี, บ้านแม่จันลา, ชิมข้าวเกรียบสมุนไพร และวัดไชยศรี”

“นอกจากนี้ ยังมี 4. กิจกรรมเพื่อนบ้านสาวะถี เป็นการชวนชุมชนต่างๆ ที่สนับสนุนโดย สสส. มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอความสำเร็จร่วมกัน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนสหัสขันธ์, ชุมชนขอบฟ้ากว้าง และชุมชนอัจฉริยะโดนกู่ และ 5. กิจกรรม สาวะถี แอนด์ เอไอเอสไฟเบอร์ ที่ส่งเสริมนักออกแบบทำงานหัตถกรรมร่วมกับชุมชน ผลิตต้นแบบงานจักสานรักษ์โลก โดยได้รับการสนับสนุนสายไฟเหลือใช้จากภาคเอกชน บริษัท เอไอเอส นำมาทำต้นแบบและเตรียมขยายผลสร้างอาชีพใหม่ให้กับชาวบ้านต่อไป โดยการทำงานของชาวสาวะถีในครั้งนี้ได้รับการส่งเสริมอย่างดียิ่ง จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จนเป็นความสำเร็จ และหวังจะร่วมกันพัฒนา ต่อยอด ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สู่การเป็นชุมชนสุขภาวะต้นแบบของภาคอีสานต่อไป” นางสุมาลี สุวรรณกร กล่าว

นางสาว สุภิญยา เขียวในวัง หรือน้องโฟกัส เยาวชนในชุมชนสาวะถี กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจมากที่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน H-CLUB Community & Network เพราะได้มีโอกาสได้เรียนรู้ถึงกระบวนการการผลิตสื่อสร้างสรรค์ ได้รู้จักการถ่ายทอดของดีที่มีอยู่ในชุมชนผ่านคลิปวีดีโอ และความรู้เกี่ยวกับชุมชนของตัวเองแบบลึกซึ้งมากขึ้นว่ามีของดีอะไรบ้างในชุมชน เมื่อได้เผยแพร่และสื่อสารของดีที่มีอยู่ในชุมชนนี้ให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย ช่วยให้ชุมชนเป็นที่รู้จักมากขึ้น เกิดการรับรู้ข้อมูลทั้งเรื่องอาหาร การมีกิจกรรมทางกาย ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวชุมชน เป็นการดึงดูดให้เข้ามาในชุมชนมามองหาของดีต่างๆ ทั้งผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมของชุมชน สถานที่ท่องเที่ยวในชุมชน อาหารที่เป็นภูมิปัญญาต่างๆ ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีทางหนึ่ง ทั้งยังทำให้คนในชุมชนมีรายได้ต้อนรับจากนักท่องเที่ยวเกิดขึ้น แถมยังเป็นการอนุรักษ์สืบสานสืบทอดของดีต่างๆ ให้คงอยู่และเป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย สนใจเที่ยวชุมชนและชมคลิปต่างๆ ที่เราผลิต สามารถติดตามชมได้ที่ www.facebook.com/HClubNetwork

“สว.เปรมศักดิ์” จี้กระทรวงดีอีเร่งจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนัน-เว็บโป๊ให้สิ้นซาก

“สว.เปรมศักดิ์” จี้กระทรวงดีอีเร่งจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนัน-เว็บโป๊ให้สิ้นซาก หลังพรก.ปราบคอลเซ็นเตอร์มีผลบังคับใช้ รมว.ดีอีรับปากตามจับ “ก๊ก อาน” และจัดการแฟลตฟอร์ม FB ต้นตอหลอกลวงในต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม นพ.เปรมศักดิ์  เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ยื่นกระทู้ถามนายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังค เกี่ยวกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ว่า รัฐบาล พยายามแก้ไขปัญหานี้โดยได้ออกพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ 2568 เพื่อต้องการแก้ไขปัญหาประชาชนถูกหลอกลวง แต่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีวิธีการที่ศรีธนญชัยเรียกพี่ทำทุกวิถีทางหลอกเอาเงินจากกระเป๋าประชาชน แม้มีการเตือนให้คนมีสติก่อนจะถูกหลอก แต่ก่อนจะมีสติสตางค์หมดแล้ว 

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด โดยเฉพาะให้บริษัทมือถือได้มีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายของประชาชน เมื่อกำหนดโทษมากขึ้นมีเครื่องมือในการดูแลประชาชนมากขึ้น แต่ทำไมยังมีปัญหาประชาชนถูกหลอก แสดงว่ากฎหมายมีปัญหาหรือไม่ หน่วยงานต่าง ๆ ยังไม่ใช้ศักยภาพตามกฎหมายอย่างเต็มศักยภาพหรือไม่ จะทำอย่างไร เมื่อรัฐบาลมีเครื่องมือแล้ว จะนำเครื่องมือไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก้ปัญหาได้เต็มศักยภาพ จึงขอถามว่า รัฐบาลมีแผนงานและการดำเนินงานอย่างไร รวมถึงการตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ตั้งแล้วทำงานได้จริงหรือไม่ มีปัญหาอุปสรรคระหว่างหน่วยงานหรือไม่ เพราะปัญหาสำคัญของราชการไทยคือ หน่วยงานไม่ประสานงานกัน

นายประเสริฐ ชี้แจงว่า ปัจจุบันข้อความที่ส่งไปถึงประชาชนพร้อมกับแอพฯดูดเงินแทบไม่มีแล้ว ถ้าบริษัทที่ให้บริการด้านคมนาคมปล่อยให้มีการแนบลิงก์แอพฯดูดเงินบริษัทก็ต้องรับผิดชอบด้วย ภาพรวมของผลการดำเนินการระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2568 หลังพระราชกำหนดฯ มีผลบังคับใช้ซึ่งได้ออกมาตรการด้านการเงิน มาตรการด้านสินทรัพย์ดิจิตับ มาตรการด้านโทรคมนาคม กระบวนการคืนเงินและการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยการจัดตั้ง ศอปท.ได้ยกฐานะตามกฎหมายแล้ว  ไม่เคยมีปัญหาเรื่องการประสานงานระหว่างหน่วยงาน มีการยกระดับความเข้มข้นในการประสานงาน รวมถึงมีการพัฒนาแพทฟอร์มกลาง ของ ศปอท.เพื่อความเข้มข้นในการบับคับใช้กฎหมายทำให้ตัวเลขความเสียหายลดลงอย่างมาก

ด้าน นพ.เปรมศักดิ์ ถามต่อว่า เรื่องบัญชีม้าตรวจสอบแล้วดีขึ้น แต่ที่ยังไม่ดีขึ้นคือเว็บพนัน และเว็บโป๊ทำไมตัวเลขไม่ลดลงสามารถแก้ไขได้หรือไม่ โดยเฉพาะเว็บพนันที่หลอกลวง ยังมีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการเกษียณยังถูกหลอกลวงจำนวนมาก ต้องให้ความรู้ กับข้าราชการเกษียณเหล่านี้ว่า สามารถเข้ามาร้องเรียนกรณีที่เกิดความเสียหายได้อย่างไร ปัจจุบันนักเรียนนักศึกษาก็ถูกหลอกลวงจากเว็บพนันจำนวนมากเช่นกัน เพราะมิจฉาชีพรู้ว่านักเรียนนักศึกษาไม่ได้หาเงินเอง จึงหันมาหลอกกลุ่มที่อยู่ในวงการศึกษา ปัญหาเหล่านี้มีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร

นอกจากนั้น อยากให้บังคับใช้กฎหมายจัดการคนอยู่เบื้องหลังของการหลอกลวงให้ได้ผล ที่ผ่านมาจับได้แต่ปลาซิวปลาสร้อยเหมือนผู้พันปอยเปต แต่กรณีของปลาใหญ่อย่างก๊ก อาน ที่มีข่าวว่ายังวนเวียนอยู่ในประเทศไทยทำไมยังจับไม่ได้ขณะที่ทราบมาว่าแฟลตฟอร์มที่หลอกลวงประชาชนมีการจดทะเบียนในต่างประเทศคือ FB ทำอย่างไรจะเอาแพลตฟอร์มเหล่านี้มาลงโทษในเมืองไทยได้ ถ้าไม่มีแพลตฟอร์มเหล่านี้ก็หลอกคนไทยไม่ได้ และจะทำอย่างไรให้แพลตฟอร์ม FB มีส่วนร่วมรับผิดชอบกรณีที่เกิดความเสียหาย

นายประเสริฐ ชี้แจงว่า การแก้ไขปัญหาเว็บพนันและเว็บโป๊ เดิม 1 เราปิดได้เดือนละหมื่นเว็บแต่ขณะนี้กระทรวงดีอีพัฒนา AI ขึ้นมาสามารถปิดได้เดือนหนึ่งประมาณแสนเว็บแต่ยังไม่หมด เพราะเว็บเหล่านี้ ได้เปลี่ยน URL มี Server อยู่ในต่างประเทศ แต่การดำเนินคดีเป็นเรื่องยากเพราะไม่รู้ตัวตน ส่วนการหลอกข้าราชการบำนาญและหลอกนักเรียนนักศึกษาทางกระทรวงดีอี จะเร่งเข้าไปให้ความรู้เป็นเป้าหมายในเชิงรุก จะให้ความรู้ข้าราชการเกษียณต่อไป ส่วนเรื่องผู้พันปอย ถือเป็นต้นแบบในการหลอกลวงประชาชนเป็นกระบวนการใหม่กำลังจัดการอยู่ ส่วนกรณีก๊ก อาน และครอบครัวถูกออกหมายจับแล้วอยู่ระหว่างการขอหมายแดงจากอินเตอร์โพล ส่วนการจัดการแพลตฟอร์ม FB ขอรับไปดำเนินการให้ แล้วจะแจ้งให้ทราบต่อไป ขอขอบคุณความห่วงใยที่ช่วยกันตรวจสอบช่วยกันทำงานป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์