ยันม่าร์ จับรางวัลผู้โชคดีจากแคมเปญ “ยันม่าร์ลุ้นหนักหลักแสน ลดสนั่น 40% ครั้งที่ 2”

ยันม่าร์ จับรางวัลผู้โชคดีจากแคมเปญ “ยันม่าร์ลุ้นหนักหลักแสน ลดสนั่น 40% ครั้งที่ 2” แจกหนักคืนกำไรให้เกษตรกรไทย

คุณอิโนอุเอะ ยูทาโร่ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ยันม่าร์ เอส.พี. จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมทำพิธีจับรางวัลผู้โชคดีจากแคมเปญสุดพิเศษ “ยันม่าร์ลุ้นหนักหลักแสน ลดสนั่น 40% ครั้งที่ 2” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อตอบแทนและคืนกำไรให้แก่ลูกค้าเกษตรกรไทยทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมภายในแคมเปญนี้ มีสิทธิ์ลุ้นรับบัตรกำนัลส่วนลดมูลค่าสูงสุดถึง 40% สำหรับการซื้อผลิตภัณฑ์ยันม่าร์ที่ร่วมรายการ ทั้งรถแทรกเตอร์และรถเกี่ยวนวดข้าว รวมทั้งหมดกว่า 535 รางวัล มูลค่ารวมของรางวัลกว่า 169 ล้านบาท ผู้โชคดีสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ทาง Facebook: Yanmar Thailand Fanclub

ยันม่าร์ขอแสดงความยินดีกับผู้โชคดีทุกท่าน และขอขอบคุณลูกค้าเกษตรกรทุกคนที่ให้ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของยันม่าร์เสมอมา พร้อมเดินหน้าจัดกิจกรรมดี ๆ เพื่อเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับ ยันม่าร์ เอส.พี. 

บริษัท ยันม่าร์ เอส.พี.จำกัด (ประเทศไทย) เริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทยด้วยการจำหน่ายเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก ในปี พ.ศ. 2521 จวบจนปัจจุบันได้ดำเนินธุรกิจประกอบและจัดจำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตร อาทิ เครื่องยนต์ดีเซลอเนกประสงค์ขนาดเล็ก รถไถเดินตาม แทรกเตอร์ รถดำนา รถเกี่ยวนวดข้าว รถตัดอ้อย และอุปกรณ์ต่อพ่วงรวมทั้งเครื่องจักรสำหรับภาคอุตสาหกรรม อาทิ รถขุดขนาดเล็ก โดยมีผู้แทนจำหน่ายพร้อมศูนย์บริการทั่วประเทศ

สมาคมหมูใต้ผวานำเข้าหมูอเมริกา ผู้เลี้ยงรายย่อยเจ๊งแน่ รายใหญ่รอดทุนหนา

สมาคมหมูใต้ เผย เวียดนามเจรจาภาษีสหรัฐฯนำเข้าสุกร 0 % กรณีศึกษาว่าผู้ลงทุนเลี้ยงสุกรเวียดนามจะมีผลอย่างไร ส่วนไทยหากมีการนำเข้าจะส่งผลกระทบกับผู้เลี้ยงสุกรอย่างเลี่ยงไม่พ้น ผู้เลี้ยงรายย่อยทยอยปิดกิจการ ส่วนรายใหญ่ไมน่ามีปัญหาเพราะมีต้นสูงสามารถปรับตัวแข่งขันได้

นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผยว่า หากรัฐบาลมีนโยบายให้มีการนำเข้าสุกรจากต่างประเทศ เข้าสู่ตลาดไทย จะส่งผลกระทบกับผู้เลี้ยงสุกรไทยอย่างเลี่ยงไม่พ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรกรทางภาคใต้จะได้รับความเสียหายทั้งหมด โดยเฉพาะรายขนาดกลาง และขนาดเล็ก ส่วนผู้เลี้ยงรายขนาดใหญ่ จะมีการปรับตัวและไปได้

ปัจจัยหนุนที่ส่งผลกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทย  เพราะต้นทุนการผลิตสุกรเกษตรกรไทยจะมีต้นทุนสูงกว่าประมาณ 50 %  ขณะที่สุกรต่างประเทศต้นทุนการผลิตต่ำกว่า 50 %  เพราะต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐ ผลผลิตจะมีปริมาณมาณที่สูง และจะเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ และการเลี้ยงการเกิดโรคก็น้อยมาก

“เห็นได้เป็นตัวอย่างที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยที่ต้องประสบภาวะขาดทุนหนักและต้องยุติกิจการไปเป็นจำนวนมากเมื่อเร็ว ๆนี้ คือมีการนำเข้าหมูเถื่อนจากต่างประเทศ เพราะราคาจำหน่ายประมาณ 50 บาท / กก. ขณะที่สุกรของเกษตรกรไทย ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 80 บาท / กก. และหากมีการนำเข้าจะส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทางภาคใต้  จะอยู่ไม่ได้อีกต่อไป” นายปรีชา กล่าว.

นายปรีชา กล่าวอีกว่า จะเป็นที่น่าสังเกตุและศึกษากรณีประเทศเวียดนาม ที่มีการเจรจาเรื่องภาษีการค้ากับสหรัฐ ในที่สุดประเทศเวียดนามก็มีภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ  0 % ในขณะที่ประเทศเวียดนาม ก็มีการลงทุนเลี้ยงสุกรเช่นกัน

“โครงสร้างการเลี้ยงสุกร และภาษีนำเข้า 0 % เวียดนาม จึงเป็นที่น่าศึกษาติดตาม หากเมื่อสุกรสหรัฐเข้ามาในตลาดเวียดนาม ผู้บริโภคชาวเวียดนาม จะให้การตอบรับอย่างไร และผู้ลงทุนการเลี้ยงสุกรเวียดนามจะมีผลอย่างไร” นายปรีชา กล่าว.

สวนคุณลูกหมู ต้นแบบพัฒนาการผลิต ทุเรียน-มังคุด ส่งออกจีน

ยุคนี้ ทุเรียน ถือเป็นไม้ผลขายดี ที่ใครๆ ก็อยากปลูก แต่การปลูกทุเรียนให้ประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากใครอยากเรียนรู้เทคนิคการปลูกดูแลทุเรียนแบบมืออาชีพ ที่ได้มาตรฐาน GAP เกรดส่งออก ขอแนะนำให้แวะไปเรียนรู้กันที่ “ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการเกษตร (ศพก.) เขาคิชฌกูฏ” ของ คุณเปี๊ยก หรือ คุณกิติภูมิ พรเจีย ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 90/5 หมู่ที่ 5 ตำบลชากไทย อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี

สำหรับผู้ที่เข้าเยี่ยมชม “ศพก. เขาคิชฌกูฏ” จะได้เรียนรู้เรื่อง การผลิตผลไม้มาตรฐาน GAP เกรดส่งออก ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บนพื้นที่ดำเนินงาน 6 ไร่ ประกอบด้วย ฐานเรียนรู้การลดต้นทุนการผลิต การจัดการดินและปุ๋ย การอารักขาพืช ฐานเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ เทคโนโลยีการผลิต 4.0 (เครื่องตรวจวัดสภาพอากาศ) และการจัดการสิ่งแวดล้อม (การคัดแยกขยะการเกษตร) เรียกว่า มาสวนคุณลูกหมูแห่งเดียว มีโอกาสเรียนรู้ปลูกดูแลไม้ผลหลากหลายชนิด ทั้ง มังคุด ทุเรียน ลองกอง ฯลฯ คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม หากอยากรู้เขามีเคล็ดลับและเทคนิคบริหารจัดการอย่างไร …ไปหาคำตอบด้วยกันได้เลย…

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินนโนบายเกษตร 4.0 เพื่อเปลี่ยนภาคเกษตรแบบเดิม ไปสู่ด้วยวิถีทางแห่ง นวัตกรรม การเพิ่มมูลค่า และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมมือกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้คัดเลือก “สวนคุณลูกหมู” เป็นหนึ่งในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ที่ได้รับการติดตั้งสถานีวัดอากาศอัตโนมัติ ซึ่งเป็นอุปกรณ์วัดสภาพอากาศ ประกอบด้วย อุณหภูมิ ความชื้น ความเร็วลม ทิศทางลม ปริมาณน้ำฝน และทิศทางของแสง โดยบันทึกข้อมูลและแสดงผลแบบ real-time ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ สามารถติดตามผลการทำงานของสถานีวัดอากาศอัตโนมัติ ผ่านทางเว็บไซต์ http://agritronics.nstda.or.th ข้อมูลดังกล่าวเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตรของประเทศในอนาคต… 

ปลูกทุเรียนต้นคู่ ให้ผลตอบแทนสูง

แนวคิดการปลูกทุเรียนต้นคู่ ของ คุณธีรภัทร อุ่นใจ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี คุ้มค่ากับการปลูกทุเรียนเชิงการค้า คุณกิติภูมิ พรเจีย หรือ คุณเปี๊ยก จึงหันมาขยายพื้นที่การเพาะปลูก โดยปลูกทุเรียนต้นคู่ซึ่งมีข้อดีหลายประการ เช่น ช่วยป้องกันการโค่นล้มของทุเรียนเกิดจากแรงลม หรือภัยธรรมชาติน้อยลง เนื่องจากการปลูกทุเรียนต้นคู่ เกิดการยึดประสานระหว่างกันของราก ทำให้ต้นทุเรียนมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น ลดปัญหาความสูญเสียของผลผลิตทุเรียน ประการต่อมา การปลูกทุเรียนต้นคู่ต่อหลุม เมื่อทุเรียนเจริญเติบโตขึ้นมา จะส่งผลให้ระบบรากสามารถหาอาหารได้ดีขึ้น ทำให้ผลผลิตทุเรียนมีปริมาณมากขึ้นตามไปด้วย… 

หนีภัยแล้งด้วยธนาคารน้ำใต้ดิน

ปัจจุบัน สวนคุณลูกหมู ลดผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ด้วยการทำธนาคารน้ำใต้ดินกระจายรอบสวน ทำให้ปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับใช้ดูแลสวนผลไม้ตลอดทั้งปี ซึ่งหลักการทำธนาคารน้ำใต้ดินเริ่มจากจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย ยางรถยนต์เก่า หินเบอร์ 2 และหินขนาดใหญ่ ท่อพลาสติก ขนาด 2 นิ้ว ยาว 2.5 เมตร จำนวน 1 ท่อน  และตาข่ายไนล่อน

ขั้นตอนการทำธนาคารน้ำใต้ดิน ได้แก่

ขุดหลุม ขนาด 2x2x2 เมตร
-ใส่ยางรถยนต์เพื่อป้องกันขอบบ่อพังทลาย
-ใส่วัสดุที่หาได้ในพื้นที่ เช่น ขวดน้ำ (ใส่น้ำ 1 ใน 3 ส่วน) ท่อนไม้ หรือหินขนาดใหญ่ให้เต็มช่องว่างด้านนอกยางรถยนต์
-นำท่อ PVC มาวางตรงกลางบ่อ เพื่อเป็นช่องระบายอากาศ หินขนาดใหญ่เติมใส่ช่องว่างด้านในให้เต็ม
-คลุมด้วยตาข่ายไนล่อน แล้วทับด้วยก้อนหิน และตามด้วยหินเบอร์ 2 อีกที เพื่อเป็นตัวกรองให้เศษดินหรือขยะไม่ให้เข้าไปอุดตันในบ่อ

ข้อดีของธนาคารน้ำใต้ดินคือ ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ เพราะช่วยให้น้ำซึมลงใต้ดินได้ดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง เป็นแหล่งเก็บน้ำไว้ในดิน แก้ปัญหาน้ำเค็ม เพราะมวลน้ำเค็มจะมีน้ำหนักมากกว่าน้ำจืด ฉะนั้น น้ำเค็มจะอยู่ด้านล่าง แก้ปัญหาน้ำสกปรก เพราะระบบน้ำแบบปิดจะช่วยกรองน้ำให้สะอาดขึ้น

“เนื่องจากทุเรียนไทยได้รับความนิยมสูงจากตลาดจีน ขายได้ราคาดี มีเท่าไรก็ไม่พอขาย สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี ปลูกทุเรียนจำนวนมาก ปริมาณน้ำในแหล่งธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะมีไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการใช้งาน ดังนั้น ปัญหาการขาดแคลนน้ำจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของจังหวัดจันทบุรี เกษตรกรชาวสวนทุเรียนจึงควรลงทุนขุดสระเก็บน้ำหรือธนาคารน้ำใต้ดินของตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต” คุณเปี๊ยก กล่าว

“นกหยิบ” ขายดี ทนทานทุกสภาพอากาศ

คุณเปี๊ยก แนะนำให้เกษตรกรมือใหม่ ปลูก “นกหยิบ” เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการปลูกทุเรียน เนื่องจาก นกหยิบ เป็นทุเรียนพื้นบ้านที่ทนทานต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และทนทานต่อปัญหาโรคพืชของทุเรียนได้เป็นอย่างดี ด้านการปลูกดูแล ก็ไม่แตกต่างจากการปลูกทุเรียนสายพันธุ์ทั่วไป นกหยิบใช้เวลาปลูกดูแล 5 ปี ก็ให้ผลผลิต โดยมีผลผลิตเฉลี่ยปีละ 50-60 ผล ต่อต้น ที่สำคัญขายได้ราคาดีกว่าทุเรียนหมอนทองเสียอีก

“ปัจจุบัน ตลาดจีนสนใจรับซื้อทุเรียนพันธุ์นกหยิบ เพราะมีรสชาติหวานมัน เนื้อเนียน ถูกใจผู้บริโภค เช่นเดียวกับ ทุเรียนมูซังคิง ซึ่งเป็นทุเรียนพื้นบ้านของมาเลเซีย ที่ผ่านมา ทุเรียนหมอนทอง ขายได้กิโลกรัมละ 150-180 บาท แต่ทุเรียนพื้นบ้าน เช่น นกหยิบ และพวงมณี ขายตรงถึงผู้บริโภคผ่านตลาดออนไลน์ ได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 250 บาทแล้ว ทุเรียนพันธุ์นกหยิบปลูกดูแลง่าย ทนทานต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และปัญหาโรคพืชได้ดีกว่าหมอนทอง ซึ่งเป็นทุเรียนสายพันธุ์ลูกผสมเสียอีก

นอกจากนี้ หลังเจอภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ต้นทุเรียนแตกใบอ่อน ทุเรียนพันธุ์นกหยิบก็ไม่สลัดผลทิ้งเหมือนทุเรียนพันธุ์อื่นๆ อีกด้วย ถือได้ว่า นกหยิบ เป็นทุเรียนพื้นบ้านที่ทนทานต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงอากาศได้ดีที่สุด” คุณเปี๊ยก กล่าว

“จักรวาลสีกากอล์ฟ” – ข้อหา คดี และมิติทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

กรณี  “ สีกากอล์ฟ ” ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนวงการสงฆ์ครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่ประเด็นพระที่ตกเป็นเหยื่อล้วนแต่เป็นพระผู้ใหญ่ ที่มีสมณศักดิ์สูง แต่เธอยังได้เก็บภาพและคลิปวิดีโอที่เคยถ่ายเก็บไว้รวมกันกว่า 80,000 ภาพ ซึ่งภาพดังกล่าวสามารถบ่งบอกและเชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างสีกากอล์ฟ กับ พระผู้ใหญ่จากวัดดัง ๆ และเป็นที่มาให้พระผู้ใหญ่เหล่านี้จำนนด้วยหลักฐานและต่างทยอยลาสิกขาในที่สุด

ในการลาสิกขานั้น….หากอดีตพระรูปใดมีเพียงประเด็น “ การเสพเมถุน” จะมีโทษชัดใน “ พระธรรมวินัย ” เป็น “ อาบัติปาราชิก ”  ไม่สามารถกลับมาบวชได้ เท่านั้น 

แต่หาก (อดีต) พระรูปใด หากตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่า “ มีเส้นเงินที่โอนไปให้สีกากอล์ฟ แล้วพบว่า เป็นการ “ ยักยอกเงินวัด” ก็จะถูกดำเนินคดีอาญา  ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของสีกากอล์ฟ พบมี “ เงินหมุนเวียน 385 ล้านบาท ในรอบ 3 ปี”  แต่ได้มีการถอนออกไปจากบัญชีเกือบทั้งหมด คงเหลืออยู่ประมาณ 8,000 บาท และยังพบว่า “สีกากอล์ฟ” มีการนำเงินบางส่วนไป  “ เล่นการพนัน (ออนไลน์)”

คดี “ สีกากอล์ฟ”  เริ่มจาก “ คดีกรรโชกทรัพย์ ” พระเทพวชิรปาโมกข์ หรือ “เจ้าคุณอาชว์” อดีตเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพ และขยายผลพบความเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์อีกหลายรูป

ภายหลัง พนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง  รวบรวมพยานหลักฐานแล้วขอ “ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ”  ออกหมายจับ และต่อมาสามารถควบคุมตัว “สีกากอล์ฟ” เดินทางไปขอฝากขังที่ “ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง”  ในความผิดฐาน “ สนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐยักยอกทรัพย์”( ยักยอกเงินวัด )  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, ฐาน  “ สนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตฯ ” ตามมาตรา 157 และ ฐาน  “ สมคบฟอกเงิน” และ ฐาน “ รับของโจร ”  ภายหลังตรวจพบ เส้นทางการเงินของอดีตพระเทพพัชราภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดชูจิตธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา โอนเงินจากบัญชีของวัดไปให้สีกากอล์ฟ จำนวน  3.8 แสนบาท

นอกจากนี้ ยังถูกตำรวจ “ กองบังคับการปราบปราม ” แจ้งข้อหาอีก 3 ข้อหา คือ ฐาน “ รีดเอาทรัพย์ ” และ ฐาน “ ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียเสรีภาพ” และฐาน “ ฉ้อโกง ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 , 310 และ 341 ( ตามลำดับ )

 คดี “สีกากอล์ฟ” เกี่ยวข้องกับ “ ข้อหา” และ “ การดำเนินคดี ” ที่หลากหลาย :

“ การทุจริตเงินวัด ” เป็นประเด็นหลักของคดีนี้ ซึ่งมีการตั้งคำถามถึง “ ที่มาของเงิน” และ  “ มาตรฐานทางกฎหมายที่ใช้ในการดำเนินคดี” 

หากเงินเป็นของวัด :

เมื่อ “ เจ้าอาวาส” เป็น “ เจ้าพนักงาน” ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505  แล้ว

หาก “ เจ้าอาวาส”  ยักยอกเงินของวัดไป ตัวเจ้าอาวาสจะมีความผิดฐาน “ เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์” และ ฐาน “ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 157  

มาตรา 147 บัญญัติว่า “ ผู้ใด เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำจัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุก 5-20 ปี หรือ จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 – 400,000 บาท

มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง  10 สิบปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วน “สีกากอล์ฟ” เมื่อไม่ได้มีฐานะเป็น “ เจ้าพนักงาน ”  จึงไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 147 , มาตรา 157 ดังกล่าว  แต่ “ สีกากอล์ฟ ” อาจจะมีความผิด ดังนี้

ฐาน “ สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ”  ตามประมวลกฎหมายอาญา ตาม มาตรา 147 และฐาน “ สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ”  มาตรา 157 ประกอบ 86 

โดย “ผู้สนับสนุน” ต้องระวางโทษ 2 ใน 3 ของความผิดฐานดังกล่าว

ทั้งนี้ “ สีกากอล์ฟ ”  หรือ ผู้ที่ได้รับเงิน (ของวัด) โอนมาจาก “เจ้าอาวาส” ซึ่งเป็น เจ้าพนักงาน ตามกฎหมาย จะต้อง “ รู้ หรือ ควรจะรู้” ว่า เงินที่โอน เป็น เงินของวัด ย่อมมีความผิดฐาน “สนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์” และฐาน “ สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ”  ตามประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 147 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งมีระวางโทษ 2 ใน 3 ของความผิดฐานดังกล่าว ( มาตรา 147, 157 )

ฐาน  “ ร่วมกันฟอกเงิน” , “ร่วมกัน สมคบกันฟอกเงิน”  ตามพระราชบัญญัติป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 60 

“ ผู้ใดกระทำการฟอกเงิน” ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”  

หากผู้กระทำ กระทำเพียงแค่ “ สมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน”  ผู้กระทำจะรับโทษเพียงแค่ “ กึ่งหนึ่ง ” ของโทษตามมาตรา 60  ( มาตรา 9 )

แต่ถ้ามีการกระทำผิดตามที่สมคบกันดังกล่าว “ ผู้สมคบ” ต้องรับโทษเต็มตามมาตรา 60

คราวนี้มาดูกันว่า ….ความผิดฐาน “ ฟอกเงิน”  คืออะไร

ตามพระราชบัญญัติป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา มาตรา 5 ผู้ใด

(1) โอน รับโอน หรือ เปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือ ปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะหรือหลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน หรือ

(2) กระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาแหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

(3) ได้มา ครอบครอง หรือใช้ทรัพย์สิน โดยรู้ในขณะที่ได้มา ครอบครองหรือใช้ทรัพย์สินนั้นว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

ผู้นั้นกระทำความผิด “ ฐานฟอกเงิน ” 

 ฐาน “ รับของโจร ” ( รับไว้โดยรู้ว่า ทรัพย์นั้นได้มาจากการกระทำความผิด )  มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ( ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ) 

ฐาน : เล่นการพนัน ( พนันออนไลน์ ) 

ความผิดตามข้อ  (1) ถึง (4) “รัฐ”  หรือ แผ่นดิน เป็น ผู้เสียหาย 

สำหรับ “ พระ ” ที่ไม่ได้เป็น “ เจ้าอาวาส” จึงไม่มีฐานะเป็น “ เจ้าพนักงาน” ตามกฎหมาย แต่หาก “พระ” รูปนั้น ยักยอกเงินของวัด ไป ก็จะเป็นความผิดฐาน “ ยักยอกทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา มาตรา 352 

 “ ผู้ใด ครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐาน “ยักยอก”  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 แต่แม้ พระรูปนั้น จะไม่เป็น “ เจ้าอาวาส” จึงไม่มีฐานะเป็น “ เจ้าพนักงาน” ตามกฎหมาย ก็ตาม เช่น เป็น “ผู้ช่วยเจ้าอาวาส”  แต่หาก ได้รับ “มอบหมาย” ให้จัดการทรัพย์สินของวัด “ พระ” รูปนั้น ก็อาจเป็นความผิดตาม มาตรา 353 ได้

มาตรา 353  ผู้ใด ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วน “สีกากอล์ฟ” หรือ ผู้ได้รับโอนเงิน (ของวัด) จาก “ พระ” รูปนั้น ก็อาจเป็นความผิดฐาน “สนับสนุนยักยอกทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 หรือ 353 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งจะได้รับโทษ 2 ใน 3 ของ มาตรา 352 , 353 

นอกจากนี้ “ สีกากอล์ฟ ” อาจมีความผิด

(5) ฐาน “ ฉ้อโกงทรัพย์ ”  : 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ( ฉ้อโกง ) : ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และ โดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือ ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิด ฐาน “ ฉ้อโกง ”

โทษจำคุกไม่เกิน  3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(6) ฐาน “ รีดเอาทรัพย์ ” 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338  :  ผู้ใด ข่มขืนใจผู้อื่น ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดย “ ขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับ ”  ซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหาย จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น 

ผู้นั้นกระทำความผิดฐาน “ รีดเอาทรัพย์”  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท

(7) ฐาน “ กรรโชกทรัพย์” 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 : “ผู้ใด ข่มขืนใจผู้อื่นให้ ยอมให้ หรือ ยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น

 ผู้นั้นกระทำความผิดฐาน “ กรรโชก”  ต้องระวางโทษ “จำคุกไม่เกิน  5 ปี และปรับไม่เกิน100,000 บาท”

ความผิดฐาน “ รีดเอาทรัพย์”มีองค์ประกอบความผิดเหมือนกับความผิดฐาน “ กรรโชกทรัพย์ ”  แตกต่างกันเพียง ขู่เข็ญว่าจะ “ เปิดเผยความลับ”  (Disclose the secret) ไม่ได้เป็นการขู่เข็ญในเรื่อง ทั่วๆ ไป

(8) ความผิดต่อเสรีภาพ ฐาน “ ข่มขืนใจ :  

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 :  ผู้ใด ข่มขืนใจผู้อื่น ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อ ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจ หรือของผู้อื่น หรือ โดยใช้กำลังประทุษร้าย จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น 

ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10843/2553

แม้เรื่องที่จำเลยนำไปขู่เข็ญ “ผู้เสียหายซึ่งเป็นภิกษุ”  ว่า ผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงจะ  “ ไม่เป็นความจริง”  จึง “ ไม่ถือเป็นความลับ” อันเป็นความผิดฐาน “รีดเอาทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ดังที่โจทก์ฟ้องก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายผู้ถูกขู่เข็ญ จนผู้เสียหายผู้ถูกข่มขืนใจยอมใช้เงินแก่จำเลยอันเป็นความผิดฐาน  “ กรรโชก ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก

ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจะแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง แต่ก็เป็นเพียงข้อแตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น มิใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณานั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ จึงลงโทษจำเลยในความผิดฐาน “กรรโชก” ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 192 วรรคสาม

ความผิดตาม (6) ถึง (8) ผู้เสียหาย คือ “ พระ” ซึ่งเป็น “ ผู้ถูกหลอก” ,“ ผู้ถูกข่มขู่ , ผู้ถูกขู่เข็ญ ” ว่าจะถูกเปิดเผยความลับ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และ “ (อดีต) ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาจังหวัดพิจิตร”  ( สีกากอล์ฟ หลอกลวง อดีตผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ จังหวัดพิจิตรว่าป่วยเพื่อขอยืมเงินจำนวน 400,000 บาท แลกกับการมอบหลักฐานกรณีเจ้าคณะจังหวัดพิจิตรมีความสัมพันธ์กับ สีกากอล์ฟ )  ซึ่งจำเป็นที่จะต้อง “ แจ้งความร้องทุกข์” ต่อ พนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีในความผิดฐานดังกล่าว ( หาก พระ ที่ถูกหลอก , พระที่ถูกข่มขู่ ไม่แจ้งความร้องทุกข์ ก็อาจจะไม่สามารถดำเนินคดีกับ สีกากอล์ฟในความผิดฐานดังกล่าวได้ )  

บทสรุป

คดี “สีกากอล์ฟ” เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของปัญหาการทุจริตในวงการศาสนา ซึ่งมีข้อหาที่หลากหลาย ตั้งแต่การทุจริตวัด การฉ้อโกง การฟอกเงิน ไปจนถึงความผิดที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ราชการและการข่มขู่บังคับผู้อื่น  การดำเนินคดีอาญาในลักษณะนี้ต้องอาศัยการรวบรวมพยานหลักฐานที่หนักแน่น และกระบวนการยุติธรรมที่เป็นไปตาม “มาตรฐานกฎหมายและขั้นตอนการดำเนินคดี”. 

นอกจากนี้ คดีนี้ยังได้กระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถามในสังคมเกี่ยวกับบทบาทของพระสงฆ์และความเหมาะสมทางจริยธรรม ซึ่งบางประเด็นอาจนำไปสู่การพิจารณาถึงการกำหนดความผิดทางอาญาเพิ่มเติมในอนาคต

ข้อเสนอแนะ

จากประเด็นที่ปรากฏในกรณี “สีกากอล์ฟ” ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะได้ดังนี้:

เสริมสร้างความโปร่งใสในองค์กรศาสนา : ควรมีการ “ ส่งเสริมกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุล”  ในวัดและองค์กรศาสนาต่าง ๆ เพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างความมั่นใจให้แก่สาธารณชนผู้บริจาค.

 ให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ประชาชนและ พระสงฆ์ : 

 พิจารณาความชัดเจนทางกฎหมายสำหรับประเด็นที่อ่อนไหว : สำหรับประเด็นที่ว่า 

” พระ กับ สีกา เสพเมถุน ควรมีความผิดทางอาญาหรือไม่ ? “

เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับ จารีตประเพณี วินัยสงฆ์ และกฎหมายอาญา 

ภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องควรพิจารณาศึกษาและให้ความชัดเจนทางกฎหมาย หรือ ส่งเสริม      การรับรู้เกี่ยวกับ “ ผลทางวินัยสงฆ์” และ “จริยธรรม” ที่เข้มงวด เพื่อรักษาความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน.

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง : กรณีทุจริตวัดและประเด็นฟอกเงินที่ซับซ้อน เน้นย้ำ

ความจำเป็นในการ “ บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและฟอกเงิน” อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความยุติธรรมและป้องปรามผู้ที่คิดจะแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากกิจการทางศาสนา.

โดย…นายวรเทพ  สกุลพิชัยรัตน์ อัยการศาลสูงจังหวัดสมุทรปราการ

(อดีต) รองประธานคณะอนุกรรมาธิการการศึกษา การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและสิทธิ

สืบสานประเพณีโบราณใช้ควายเทียมเกวียน เคลื่อนร่างผู้วายชนม์ ฌาปนกิจที่วัด

ชลบุรี –ภาพหาชมยากสืบสานประเพณีโบราณ ใช้ควายเทียมเกวียน เคลื่อนร่างผู้วายชนม์ ออกจากบ้านไปประกอบพิธีฌาปนกิจที่วัด “ครอบครัวอินทมาพลอย” จัดเต็มทั้งควายเทียมเกวียน วัวเทียมเกวียน ควายเทียมคราด ม้าและควายเผือกคู่ ส่ง”คุณปู่ใจ” สู่สัมปรายภพ สร้างความตื่นตาตื่นใจผู้พบเห็น

ครอบครัว “ อินทมาพลอย” ได้ร่วมกันจัดพิธีฌาปนกิจศพ นายใจ อินทมาพลอย อายุ 80 ปี ชาวพนัสนิคม จ.ชลบุรี เมื่อช่วงเย็นวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตลอดชีวิตที่ผ่านมาได้ประกอบสัมมาอาชีพเกษตรกรรมตามแบบฉบับของคนชนบท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไม้สอยทางการเกษตรทั้งคราด และเกวียนที่จะลงมือทำเอง อีกทั้งยังเลี้ยงวัว และควายเพื่อใช้เป็นเครื่องทุนแรงในการทำเกษตร

ที่สำคัญยังพร่ำสอนลูกหลานให้ช่วยกันอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีโบราณที่สืบทอดกันมานาน โดยเฉพาะสังคมไทยที่เป็นสังคมเกษตรกรรม และการใช้สัตว์เลี้ยงเป็นเครื่องทุนแรงใช้ในการประกอบสัมมาอาชีพ

ทั้งนี้ คุณปู่ใจ ได้เสียชีวิตภายในบ้านพักด้วยโรคชรา และทางครอบครัวได้ตั้งศพสวดพระอภิธรรมที่บ้านพักใน ต.หมอนนาง อ.พนัสนิคม เป็นเวลา 9 วัน และในวันนี้ลูกหลานได้สืบสานเจตนารมณ์ในการประกอบพิธีฌาปนกิจตามแบบโบราณทั้งการนำควายเทียมเกวียน 5 เล่ม ,วัวเทียมเกวียน 2 เล่ม ,ควายเทียมคราด 3 เล่ม, ม้า 1 คู่ และควายเผือกอีก 5 คู่ เคลื่อนร่างผู้วายชนม์ออกจากบ้าน

นอกจากนี้ยังใช้รถบรรทุกสิบล้อขนย้ายพวงหรีด 3 คัน ตั้งขบวนที่มีความยาวเกือบ 500 เมตรเดินทางไปยังวัดหนองชันจันทาวาส ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ม.12 ต.หนองอิรุณ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี รวมระยะทางเกือบ 5 กิโลเมตร ซึ่งตลอดระยะทางสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ใช้รถใช้ถนนได้เป็นอย่างมาก

นายอนุชา อินทมาพลอย อายุ 53 ปี กำนันตำบลนาเริก และนายวัชระ อินทมาพลอย อายุ 31 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 ต.หมอนนาง ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของ คุณปู่ใจ บอกว่าการประกอบพิธีโบราณดังกล่าวเป็นไปความตั้งใจของ คุณปู่ ที่ต้องการให้สานเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์ประเพณีโบราณ จึงได้นำ ควายเทียมเกวียน เคลื่อนร่าง คุณปู่ จากบ้านใน อ.พนัสนิคม ไปยังวัดใน อ.บ้านบึง ซึ่งเป็นวิธีแบบโบราณตามที่คุณปู่คุ้นเคย

“ ตลอดชีวิตของ คุณปู่ ชื่นชอบการเลี้ยงควายไว้ใช้งาน และยังเลี้ยงเอาไว้แข่งคราด แข่งวิ่งเร็ว และทุกครั้งก็พาหลานๆ ไปร่วมในการแข่งขันด้วยทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วม กิจกรรมควายแข่งกับวัวที่เพชรบุรี ,ควายแข่งว่ายน้ำกับหมูที่แม่น้ำเจ้าพระยา ,ควายแข่งกับม้าที่ราชบุรี ซึ่งทุกคนที่เคยร่วมงานกับคุณปู่ เมื่อทราบข่าวการเสียชีวิตต่างก็รู้สึกเสียใจ และได้นำทั้งวัว ควาย และม้า เข้าร่วมขบวน”

นายอนุชา กล่าวอีกว่า เมื่อครั้งที่ คุณปู่ ยังมีชีวิตพวกตนก็เคยพาปู่ขี่ควายเทียมเกวียนยกขบวนขันหมากไปสู่ขอเจ้าสาวมาแล้ว ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความรัก ความผูกพันที่มีกับควาย และข้าวของเครื่องใช้แบบสังคมเกษตรกรรมในอดีตได้เป็นอย่างดี

ทีมชาติไทย U23 เร่งฟื้นฟูร่างกายเตรียมเจอเมียนมา หวังเก็บชัยชนะนัด2

วานนี้ ( 20 กรกฎาคม 2568) เวลา 18.00 น. ณ สนามซ้อมภายใน เกโลรา บุง การ์โน ฟุตบอลชายทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ลงฝึกซ้อมต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเกมต่อไปที่จะพบกับ เมียนมา ในเกมที่สองของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียนรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี

การฝึกซ้อมครั้งนี้ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยโค้ชวังได้เน้นไปที่การฟื้นฟูร่างกาย และการแก้ไขข้อบกพร่องจากเกมแรก

ก่อนการฝึกซ้อม พิชิตชัย เศียรกระโทก กองหลัง ทีมชาติไทย U23 กล่าวว่า “เมื่อวานก็เป็นเกมที่ดีครับ รู้สึกดีที่เราเก็บสามแต้มแรกได้ เราต้องกล้าเล่นมากกว่านี้ แต่คิดว่าทุกคนก็พยายามทำเต็มที่ เกมหน้าก็จะพยายามทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ”

“เกมต่อไปกับเมียนมา ก็จะพยายามเก็บสามคะแนนให้ได้ สำหรับผมตอนนี้ก็มีความมั่นใจมากขึ้น กล้าเล่นมากขึ้น เพราะได้เข้าแคมป์กับเพื่อนๆ บ่อย ทำให้เรารู้สึกคลายความกดดัน และมีโค้ชวังมาคุม ก็รู้สึกเล่นเป็นตัวเองมากขึ้น ฝากแฟนบอลตามเชียร์พวกเราด้วยครับเราจะพยายามทำให้เต็มที่”

ทีมชาติไทย U23 จะทำการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียนรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ซี นัดที่สอง พบกับ เมียนมา ที่ แพทริออต สเตเดียม ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เวลา 20.00 น. ถ่ายทอดสดทาง Thairath TV, BG Sports, AIS Play และ True Visions Now

#FAThailand #ฟุตบอลทีมชาติไทย #ทีมชาติไทย #U23 #ASEANU23

เกาหลีใต้อ่วม!น้ำท่วมหนัก-ดินโคลนถล่มดับพุ่ง 17 ศพ สูญหายนับสิบ

เกาหลีใต้เจอฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตพิ่มขึ้นเป็น 17 ศพแล้ว สูญหายอีกนับสิบราย 

กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานดับเพลิงแห่งชาติของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มในหลายพื้นที่ของประเทศเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 17 ศพแล้ว และยังมีผู้สูญหายอีกนับสิบราย

ภัยพิบัติดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นหลังจากเกิดฝนตกหนักไปทั่วประเทศเมื่อ 4 วันก่อน โดยจุดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดคือที่เขตซานชอง ทางตอนใต้ มีผู้เคราะห์ร้ายถึง 10 ศพ สูญหายอีก 4 ราย ส่วนรายอื่นๆ อยู่ที่เขตโอซานกับเขตกาพยอง ในจังหวัดคยองกี, เขตซอซานกับเขตทังจิน ในจังหวัดชุงชองใต้ และที่เมืองกวางจู

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระบุว่า ปฏิบัติการกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไปที่เขตซานชอง ซึ่งอาจทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งนี้ เกาหลีใต้เผชิญฝนตกหนักมาตั้งแต่เมื่อวันพุธที่ 16 ก.ค.แล้ว โดยเขตซานชองได้รับน้ำฝนมากถึง 793.5 มม. นับจนถึง 17.00 น.วันอาทิตย์ (20 ก.ค.) ตามด้วยเขตฮัปชอน ได้รับน้ำฝน 699 มม. และเขตฮาดงที่อยู่ติดกัน ได้รับน้ำฝน 621.5 มม.

ทางการเกาหลีใต้ได้รับรายงานเรื่องน้ำท่วมถนน ดินทรุด และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะเสียหายถึง 1,999 กรณี และได้รับรายงานเรื่องความเสียหายต่อทรัพย์สินส่วนบุคคล เช่น อาคารและพื้นที่เกษตรปลูกอีก 2,238 กรณี

ปัจจุบันมีประชาชนที่ต้องเข้าพักตามที่หลบภัยแห่งต่างๆ ใน 15 เมืองใหญ่แล้ว 13,492 คน ขณะที่มีเที่ยวบินถูกยกเลิกทั้งหมด 62 เที่ยว

ด้านประธานาธิบดี อี แจ-มยอง สั่งการให้รัฐบาลหาทางกำหนดให้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกอย่างหนักเป็น “เขตภัยพิบัติพิเศษ” โดยเร็วที่สุด เพื่อให้รัฐบาลสามารถสนับสนุนด้านการฟื้นฟูความเสียหายและบรรเทาทุกข์ให้ผู้ประสบภัย

คปท.บุกสถานทูตกัมพูชา ประท้วงปม 3 ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ

คปท. นํามวลชน ชุมนุมหน้าสถานทูตกัมพูชา หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาด 1 นาย บาดเจ็บอีก 2 ขณะออกลาดตระเวนช่องบกบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2568 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) พร้อมด้วย กองทัพธรรม ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และประชาชน เดินทางมายังสถานทูตกัมพูชาเพื่อชุมนุมแสดงพลัง กรณีวางกับระเบิดเป็นเหตุทําให้ทหารไทยขาขาด 1 นาย และบาดเจ็บอีก 2 นาย ขณะออกลาดตระเวนจากฐานปฏิบัติการมรกตไปยังเนิน 481 ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา

โดยแกนนำกลุ่ม คปท. กล่าวว่า วันนี้ทุกคนมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารไปถึง รัฐบาลประเทศกัมพูชาและทหารกัมพูชาว่าพฤติกรรมที่ทหารกัมพูชาได้รุกลํ้าอธิปไตยด้วยการวางลูกระเบิดหลายร้อยลูกในดินแดนไทย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาได้กระทําการดูหมิ่นประเทศไทยเป็นอย่างมากและมองประเทศไทยเป็นศัตรูซึ่งถือเป็นภัยมั่นคง ของประเทศไทยอย่างร้ายแรง นอกจากนี้กัมพูชายังทําผิดอนุสัญญาออตตาวาอีกด้วย ที่ระบุว่าไว้ว่า “ห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและการทำลายทุ่นระเบิด”

ขณะที่การดูแลความปลอดภัยพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตํารวจ สน.วังทองหลาง ตํารวจสังกัด บก.น.4 และ ตำรวจสันติบาล รวมประมาณ 100 นาย ได้วางกําลังคุมเข้มบริเวณด้านหน้าสถานทูตกัมพูชาพร้อมนําแผงเหล็กมาตั้งไว้เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย

ททท.เติมไฟท่องเที่ยว “กรีน ซีซั่น” วันหยุดยาวนักท่องเที่ยวคึก ดันรายได้ 1.5 พันล.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปลุกกระแสท่องเที่ยวในประเทศช่วง Green Season ด้วยการกระจายจัดกิจกรรมและเทศกาลในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ หวังกระตุ้นท่องเที่ยวต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อล่าสุดในช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา บรรยากาศการท่องเที่ยวในประเทศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าร่วมงานประเพณีแห่เทียนพรรษาและกิจกรรม VIJIT GASTRONOLIGHT @อุบลราชธานีศรีศิลป์ ณ จังหวัดอุบลราชธานี อย่างคับคั่ง ส่งผลให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวในภูมิภาคอีสาน รวมกว่า 650,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนทางการท่องเที่ยวรวม 1,516 ล้านบาท

นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เผยว่า ททท. ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้เกิดความต่อเนื่องไร้รอยต่อ ลดช่วงโลว์ซีซัน พร้อมวางเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ขณะนี้ ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ฤดูฝน หรือ Green Season อย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวในประเทศให้คึกคักมากยิ่งขึ้น ททท. จึงได้เติมเต็มด้วย กิจกรรมอีเวนต์ที่สะท้อนถึงความเชื่อ ความศรัทธา ความเป็นไทยในพื้นที่ต่าง ๆ มาเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการเดินทาง

โดยล่าสุด ช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา ททท. ได้จัดงานอีเวนต์ “VIJIT GASTRONOLIGHT @อุบลราชธานีศรีศิลป์” ระหว่างวันที่ 7–16 กรกฎาคม 2568 จัดแสดงแสง สี และศิลปะร่วมสมัยที่ผสานความเชื่อ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตท้องถิ่นในพื้นที่สำคัญของเมืองอุบลราชธานี ควบคู่ไปกับประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งการจัดงานมีผู้เข้าร่วมงานรวม 426,873 คน สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 1,239 ล้านบาท และส่งผลให้ภาพรวมของสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนกว่า 650,000 คน-ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนทางการท่องเที่ยว 1,516.84 ล้านบาท สูงกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ 

นอกจากนี้ ยังส่งให้เกิดการกระจายการเดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของภูมิภาค ซึ่งช่วงฤดูฝนถือเป็นช่วงเวลาทองของการท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่เขียวชอุ่มและอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวชมธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติต่าง ๆ อาทิ จังหวัดชัยภูมิ บริเวณอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม และ อุทยานแห่งชาติไทรทอง ซึ่งมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปเยือนเพื่อชมความงดงามของทุ่งดอกกระเจียว หรือ “ราชินีแห่งดอกไม้ฤดูฝน” ที่ปีนี้บานสะพรั่งเต็มพื้นที่มากที่สุดในรอบ 5 ปี สร้างความประทับใจและเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวภาคอีสานในฤดูกาลนี้

ททท. จะเดินหน้าสร้างแรงกระเพื่อมทางการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดและสนับสนุนกิจกรรม เทศกาล และงานประเพณีที่หลากหลายทั่วทุกภูมิภาค เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจ และกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวในช่วง Green Season ซึ่งกิจกรรมที่เตรียมไว้ล้วนสะท้อนอัตลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัวของแต่ละท้องถิ่น อาทิ เที่ยวชมทุ่งดอกเทียนเรืองแสง ปี 2568 จ.อุบลราชธานี ประเพณีตักบาตรบนหลังช้าง และนมัสการพระพุทธรูปใหญ่ ประจำปี 2568 วันที่ 18-20 กรกฎาคม 2568 จ.บุรีรัมย์ งาน Music and Night at the Museum ครั้งที่ 4 วันที่ 25-26 กรกฎาคม 2568  

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา จังหวัดสงขลา งาน Sip & Surf X Beach Break @Kamala 2025 วันที่ 25-27 กรกฎาคม 2568 จ.ภูเก็ต งานระนองมหานครน้ำแร่ ปี 3 วันที่ 26-27 กรกฎาคม 2568 จ.ระนอง AWAKENING SONG WAT 2025 วันที่ 8-17 สิงหาคม 2568 กรุงเทพมหานคร งานดนตรีฤดูฝน Maelanoi Craft Camp วันที่ 9 สิงหาคม 2568 จ.แม่ฮ่องสอน งาน Khorat Geopark Night Run 2025 : ท่องดินแดนบรรพชีวินยามค่ำคืน 9 สิงหาคม 2568 จ.นครราชสีมา งานขนอมเฟสติวัล ครั้งที่ 9 “Light Up the Beach” วันที่ 9-10 สิงหาคม 2568 จ.นครศรีธรรมราช งาน Krabi Agro Fest วันที่ 10-12 สิงหาคม 2568 จ.กระบี่ การแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอล FIVB Women’s World Championships 2025 วันที่ 22 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 กรุงเทพมหานคร จ.นครราชสีมา จ.ภูเก็ต และจ.เชียงใหม่

Summer Sonic Bangkok 2025 วันที่ 23-24 สิงหาคม จ.นนทบุรี ประเพณีแข่งขันเรือยาว วันที่ 6-7 กันยายน 258 จ.พิจิตร ประเพณีทิ้งกระจาดสุพรรณบุรี ประจำปี 2568 วันที่ 9-21 กันยายน 2568 จ.สุพรรณบุรี งาน “วิ่งกับช้าง” (Authentic Elephant Run) วันที่ 14 กันยายน 2568 จ.สุรินทร์ ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ วันที่ 17-26 กันยายน 2568 จ.เพชรบูรณ์ ประเพณีไหลเรือไฟ วันที่ 29 กันยายน – 8 ตุลาคม 2568 จ.นครพนม ประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและแข่งเรือยาว วันที่ 6 ตุลาคม 2568 จ.สกลนคร ประเพณีบุญกระธูป ออกพรรษา วันที่ 7 ตุลาคม 2568 จ.ชัยภูมิ ประเพณีวิ่งควาย วันที่ 7 ตุลาคม 2568 จ.ชลบุรี เป็นต้น

“ปลัด มท.” สั่งการทุกจังหวัดปฏิบัติการ Re X-ray กวาดล้างยาเสพติด

“ปลัด มท.” สั่งการทุกจังหวัดปฏิบัติการ Re X-ray ผนึกกำลังทุกกลไกในพื้นที่ค้นหาผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด และผู้ค้า กำชับ “มาตรการยาแรง” พุ่งเป้ายาเสพติดต้องหมดไปจากสังคมไทย และเดินหน้าสแกนตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะขจัดยาเสพติดให้หมดสิ้นไป และหากพบเจ้าหน้าที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ต้องได้รับโทษตามระเบียบกฎหมาย

วันนี้ (20 ก.ค. 68) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของกระทรวงมหาดไทยตามข้อสั่งการของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ที่ได้มอบนโยบายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และนายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ประกาศเจตจำนงความมุ่งมั่นในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลังสร้างหมู่บ้านชุมชนปลอดยาเสพติด ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

“กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดปฏิบัติการ Re X-ray ค้นหาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดและผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชน โดยกำหนดเป็นสัปดาห์สีขาว (Intensive Days Screening week) ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. – 1 ส.ค. 68 ให้เป็นช่วงเวลาเร่งด่วนที่ต้องค้นหาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด และผู้ค้ายาเสพติด เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชน ตลอดจนมีการปรับปรุงข้อมูลผลการดำเนินการดังกล่าวให้เป็นปัจจุบัน ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด (ศอ.ปส.จ.) ถือเป็นกลไกหลักสำคัญในการบูรณาการฝ่ายปกครองและหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งตำรวจ ทหาร ป.ป.ส. สาธารณสุข เร่งค้นหานำผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มข้นกับผู้ค้ายาเสพติด โดยให้มีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด บนถนนเส้นทางคมนาคม และพื้นที่ที่คาดว่าเป็นจุดเสี่ยง และให้มีการตรวจปัสสาวะผู้ที่ต้องสงสัยว่ายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด รวมถึงข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ผู้นำชุมชน ผู้บริหาร อปท. ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และใช้กลไกชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านหมู่บ้าน (ชรบ.) เป็นเครือข่ายตาสับปะรดร่วมกับประชาชน เพื่อแจ้งเบาะแสและสืบหาข่าว” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มากไปกว่านั้น จะต้องดำเนินการในรูปแบบ “1 ผู้เสพต่อ 1 ผู้ค้า” ขยายผลการจับกุมผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ไปสู่ผู้ค้ารายใหญ่หรือเครือข่ายรายสำคัญ และให้อำเภอ (ศป.ปส.อ.) จัดทำบัญชีเป้าหมายรวบรวมข้อมูลผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเป็นข้อมูลลับ และรายงานผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในภาพรวมมายังกระทรวงมหาดไทย เพื่อกำกับติดตามการทำงาน และพิจารณาสนับสนุนให้ภารกิจบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“ปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาเร่งด่วนที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญ ซึ่ง “สัปดาห์สีขาว” ที่กำหนดขึ้นนี้ เป็นพันธสัญญาที่ทุกพื้นที่จังหวัด อำเภอ และกรุงเทพมหานคร ได้ตกลงร่วมกันที่ต้องทำงานอย่างเร่งด่วน ซึ่งตนได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอทั่วประเทศ บูรณาการทำงานเชิงรุกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง “และถึงแม้ว่าจะผ่านพ้นสัปดาห์สีขาวไปแล้วก็ตาม แต่กระทรวงมหาดไทยก็ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดอย่างต่อเนื่องจนกว่ายาเสพติดจะหมดไปจากประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง” เพราะปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาหมักหมม

และหลบซ่อนอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ทำให้ผู้กระทำผิดได้รับรู้ถึง “ยาแรง” ที่ใครเกี่ยวข้องต้องโดนกฎหมายจัดการอย่างไม่มีละเว้น ไม่มีเคลียร์ และหากผู้ปฏิบัติงานหรือผู้บริหารระดับต่าง ๆ ละเลย จะถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และต้องได้รับการพิจารณาลงโทษตามระเบียบกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นไปอย่างเป็นระบบ เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว และต้องไม่ละเลยแม้ในพื้นที่เสี่ยงขนาดเล็ก เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน สร้างสังคมไทยที่ปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน โดยประชาชนสามารถร่วมแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม โทร. 1567 หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โทร. 191 ตลอด 24 ชั่วโมง