‘มท.1’ สั่งการมหาดไทย-ปภ. ใช้วอร์รูม ติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง

“มท.1” สั่งการมหาดไทย-ปภ. ใช้ Warroom ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง พร้อมย้ำเตือนประชาชนตระหนักแต่ไม่ตระหนก รับฟังข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐ ไม่หลงเชื่อข่าวปลอม

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์และการติดตามการคาดการณ์ผลกระทบจากพายุวิภา และสภาวะอากาศ ในช่วงวันที่ 20-24 ก.ค. 68 โดยคาดการณ์ว่าพายุวิภาจะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศเวียดนามตอนบน ในวันที่ 22 ก.ค. 68 ซึ่งจะทำให้เริ่มมีฝนเพิ่มขึ้น ในช่วงค่ำของวันที่ 20 ก.ค. 68 ในพื้นที่ จ.หนองคาย บึงกาฬ นครพนม จากนั้นในช่วงวันที่ 22-23 ก.ค. 68 พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีฝนตกหนักมาก และอาจส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีร่องความกดอากาศต่ำ (ร่องฝน) พาดผ่านทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงความชื้นจากทะเลอันดามันที่จะส่งผลให้ทั่วทุกภาคเกิดฝนตกหนัก

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เพื่อให้การเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์และการติดตามการคาดการณ์ผลกระทบจากสภาวะอากาศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย ได้กำชับเจ้าหน้าที่ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้ปฏิงานติดตามสภาพอากาศและประเมินร่วมกับหน่วยที่เกี่ยวข้องโดยใช้ห้องปฏิบัติการ Warroom ตลอด 24 ชั่วโมง และสร้างการรับรู้ความเข้าใจกับประชาชนให้ติดตามสถานการณ์จากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และไม่หลงเชื่อข่าวปลอมที่อาจเกิดการเผยแพร่ทางช่องทางต่าง ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว

ด้านนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตนได้รับข้อสั่งการจากนายภูมิธรรม และสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วม รวมถึงพื้นที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำเนื่องจากระบายไม่ทัน พร้อมติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำ และเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม ปรับการบริหารจัดการน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก น้ำในลำน้ำ รวมถึงเขื่อนระบายน้ำและประตูระบายน้ำ ให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำและอิทธิพลของการขึ้น – ลงของน้ำทะเล 

โดยการเร่งระบายและพร่องน้ำรองรับสถานการณ์ฝนที่คาดว่าจะตกหนัก และเตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ รวมถึง ความพร้อมของระบบสื่อสาร เพื่อบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือได้ทันที รวมถึงประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนล่วงหน้า ให้ประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบเตรียมพร้อมในการขนของขึ้นสู่ที่สูงหรืออพยพได้ทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์

ด้านนายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ปภ. โดยศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้จัดประชุมห้องปฏิบัติการ (War Room) เพื่อการแจ้งเตือนภัยของชาติ ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วยผู้แทนจาก สทนช. กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน  สสน. Gistda และศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อติดตามการคาดการณ์ผลกระทบจากพายุวิภา และสภาวะอากาศ

สะใจผู้ชม!‘ปาเกียว’ชวดแชมป์!ขึ้นสังเวียนรอบ4ปีเจ๊ากำปั้นเจ้าถิ่นชาวสหรัฐฯ

“แพคแมน” แมนนี่ ปาเกียว ยอดกำปั้นชาวฟิลิปินส์ วัย 46 ปี พยายามสร้างประวัติศาสตร์ เป็นนักชกอายุมากที่สุด ที่คว้าแชมป์โลกเวลเตอร์เวต แต่สุดท้ายต้องผิดหวัง หลังเสมอกับ มาริโอ บาร์ริออส แชมป์ WBC ในไฟต์คืนสังเวียนที่ เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ ลาสเวกัส ประเทศ สหรัฐอเมริกา เมื่อเช้าวันอาทิตย์ 20 ก.ต.2568

 ปาเกียว ที่กลับมาชกครั้งแรกหลังแขวนนวมไป 4 ปี   มีแต้มนำในช่วง 9 ยกแรก แต่หลังจากนั้น กรรมการทั้งสามกลับให้ บาร์ริออส ชนะในสามยกสุดท้าย ส่งผลให้ครบ 12 ยก ผลออกมาเป็น เสมอแบบเสียงข้างมาก (114-114, 114-114, 115-113 ให้บาร์ริออส) ทำให้แชมป์ยังอยู่กับ บาร์ริออส เช่นเดิม

“ตอนแรกผมคิดว่าผมชนะแล้ว… มันเป็นไฟต์ที่สูสี คู่ชกของผมเก่งมาก มันเป็นไฟต์ที่วิเศษจริงๆ”ปาเกียว กล่าว

สำหรับ ปาเกียว  อดีตแชมป์ 8 รุ่น ประกาศอำลาสังเวียนในเดือนกันยายน 2021 ก่อนจะกลับมาคืนสังเวียนอีกครั้ง 

เร่งผลักดันผ้าไหม “ตรานกยูงพระราชทาน”สร้างมูลค่าเพิ่มผู้ผลิตและเกษตรกรยั่งยืน

กรมหม่อนไหม เดินหน้าผลักดัน “ตรานกยูงพระราชทาน” เครื่องหมายแห่งคุณภาพผ้าไหมไทยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ผลิตและเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

“ตรานกยูงพระราชทาน” คือ เครื่องหมายรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้พระราชทานให้ไว้เป็นสัญลักษณ์รับรองคุณภาพผ้าไหมไทย เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของผ้าไหมไทย พร้อมทั้งรักษามาตรฐาน ยกระดับคุณภาพ และส่งเสริมให้ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินหน้านโยบายส่งเสริมการใช้ “ตรานกยูงพระราชทาน” อย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมให้มีความน่าเชื่อถือ เป็นที่รู้จักในระดับสากล และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ผลิตและเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน 

นายนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า การมีตรานกยูงพระราชทาน ติดอยู่บนผลิตภัณฑ์ผ้าไหมเป็นการรับรองว่า ผ้าผืนนั้นผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด โดยกรมหม่อนไหม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการกำหนดมาตรฐานผ้าไหมในประเทศไทย จุดเด่นสำคัญของเครื่องหมายรับรองนี้คือการสร้างมาตรฐานกลางเพื่อควบคุมคุณภาพของผ้าไหมไทย ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ พร้อมทั้งกระตุ้นให้ผู้ผลิตใส่ใจในวัตถุดิบและกระบวนการผลิตอย่างจริงจัง

ตรานกยูงพระราชทาน แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ตามกระบวนการผลิตและลักษณะวัตถุดิบ ได้แก่

ตรานกยูงพระราชทานสีทอง (Royal Thai Silk) เป็นผ้าใหม่ที่ผลิตโดยใช้เส้นไหม วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านตั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริง

มาตรฐานการผลิตประกอบด้วย
– ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน
– เส้นไหมต้องสาวด้วยมือลงภาชนะ
– ทอด้วยกี่ทอมือแบบพื้นบ้านชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือ
– อาจตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 ในกรณีผ้ายก ผ้าจก ผ้าขิด   
  ตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50
– ย้อมด้วยสีธรรมชาติหรือสีเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
– มีความสม่ำเสมอของสี ลวดลายและเนื้อผ้า
– ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

ตรานกยูงพระราชทานสีเงิน (Classic Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านผสมผสานกับการประยุกต์ใช้เครื่องมือและกระบวนการผลิตในบางขั้นตอน
 

มาตรฐานการผลิตประกอบด้วย

– ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน หรือพันธุ์ไทยปรับปรุงเป็นเส้นพุ่ง และ/หรือเส้นยืน
– เส้นไหมสาวด้วยมือหรือเครื่องจักรที่มีกำลังไม่เกิน 5 แรงม้า
– ทอด้วยกี่ทอมือชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือ หรือกี่กระตุก
– อาจตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 ในกรณีผ้ายก ผ้าจก ผ้าชิด  
  ตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50
– ย่อมด้วยสีธรรมชาติหรือสีเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
– มีความสม่ำเสมอของสี ลวดลายและเนื้อผ้า
– ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

ตรานกยูงพระราชทานสีน้ำเงิน (Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาของไทยแบบประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีการผลิตเข้ากับสมัยนิยมและเชิงธุรกิจ

มาตรฐานการผลิตประกอบด้วย
– ใช้เส้นไหมแท้เป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน
– ไม่กำหนดวิธีการสาวและวิธีการทอ
– อาจตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 ในกรณีผ้ายก ผ้าจก ผ้าชิด  
  ตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50
– ย้อมด้วยสีธรรมชาติหรือสีเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
– มีความสม่ำเสมอของสี ลวดลายและเนื้อผ้า
– ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

ตรานกยูงพระราชทานสีเขียว (Thai Silk Blend) เป็นผ้าไหมที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ผสมผสานกับภูมิปัญญาไทยในด้านลวดลายและสีสันระหว่างเส้นใยไหมแท้กับเส้นใยอื่นที่มาจากธรรมชาติ หรือเส้นใยสังเคราะห์รูปแบบต่างๆ ตามวัตถุประสงค์การใช้งาม

มาตรฐานการผลิตประกอบด้วย
– ใช้เส้นไหมแท้เป็นส่วนประกอบหลัก มีเส้นใยชนิดอื่นเป็นส่วนประกอบรอง
– ระบุส่วนประกอบของเส้นไหมแท้และเส้นโยชนิดอื่นเป็นร้อยละให้ชัดเจน
– อาจมีการตกแต่งด้วยวัสดุอื่น
– ไม่กำหนดวิธีการผลิต
– ย้อมด้วยสีธรรมชาติหรือสีเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
– มีความสม่ำเสมอของสี ลวดลายและเนื้อผ้า
– ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

แม้แต่ละประเภทจะมีเกณฑ์แตกต่างกัน แต่ล้วนมีบทบาทในการส่งเสริมผ้าไหมไทยทั้งด้านการอนุรักษ์และนวัตกรรม เพื่อให้ผ้าไหมไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก โดยผ้าไหมที่จะได้รับการรับรองตรานกยูงพระราชทาน ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดในด้านต่าง ๆ เช่น

•    ความเป็นไหมแท้ : ใช้เส้นไหมที่ได้จากหนอนไหมที่กินใบหม่อน ผ่านการทดสอบด้วยวิธีการเผา
•    คุณภาพการย้อมสี : สีต้องไม่ตกเมื่อนำไปซัก และต้องปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม
•    ความสม่ำเสมอของสี ลวดลาย และเนื้อผ้า : ไม่มีตำหนิ สีไม่ด่าง ลายไม่ขาด
•    แหล่งผลิต : ต้องผลิตภายในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อยืนยันความเป็นผ้าไหมไทยแท้

กระบวนการตรวจสอบของกรมหม่อนไหมมีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ได้แก่ ตรวจสถานที่ผลิตและอุปกรณ์ ตรวจวัตถุดิบ ตรวจกระบวนการผลิต ตรวจคุณภาพผ้าไหม และการรับรองด้วยการติดดวงตราพร้อม 2D Barcode ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

ตรานกยูงพระราชทาน ยังมีบทบาทสำคัญในด้านการตลาด โดยกรมหม่อนไหม ได้จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายรับรองในต่างประเทศแล้วกว่า 35 ประเทศ ครอบคลุมตลาดสำคัญ อาทิ ประเทศสหภาพยุโรป จีน นอร์เวย์ มาเลเซีย สหรัฐอมริกา สิงคโปร์ อังกฤษ อินเดีย ฮ่องกงและญี่ปุ่น เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ และสร้างโอกาสทางการส่งออกในอนาคต แม้ในปัจจุบันผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน จะยังไม่ได้ส่งออกในปริมาณมาก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นผ้าผืนที่ยังไม่ตัดเย็บสำเร็จ แต่ในประเทศกลับมีแนวโน้มที่ดี โดยข้อมูลจากผู้ผลิตพบว่าผ้าไหมที่ได้รับตรานกยูงพระราชทาน สามารถเพิ่มมูลค่าได้เฉลี่ยมากกว่า 20% และเป็นที่ต้องการของตลาดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน มีเกษตรกรและผู้ผลิตผ้าไหมกว่า 5,000 รายในประเทศไทยได้รับตรานกยูงพระราชทานสีน้ำเงิน รองลงมาคือสีทอง สีเงิน และสีเขียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่หาได้และคำสั่งซื้อจากลูกค้า เพื่อส่งเสริมการใช้ตรานกยูงพระราชทานอย่างแพร่หลาย กรมหม่อนไหมได้ดำเนินโครงการ “ธนาคารเส้นไหม” โดยสนับสนุนงบประมาณกลางจำนวน 3 ล้านบาท เพื่อจัดหาวัตถุดิบคุณภาพให้กับกลุ่มเกษตรกรในเกือบ 100 กลุ่มทั่วประเทศ มีเกษตรกรเข้าร่วมแล้วกว่า 1,873 ราย โดยสามารถยืมเส้นไหมไปใช้ในการผลิตผ้าตามมาตรฐานที่กำหนด

จากการดำเนินงานที่ครอบคลุมทุกมิติ กรมหม่อนไหม มุ่งหวังให้เกษตรกรและผู้ประกอบการหันมาใช้มาตรฐานตรานกยูงพระราชทานอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างคุณภาพที่ยั่งยืนให้กับผ้าไหมไทย ไม่เพียงแค่อนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ยังเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจในความเป็นไทยอย่างแท้จริง

ระทึก!ไฟไหม้ รง.ผลิตยางพารา บุรีรัมย์ กลุ่มควันฟุ้งไกล 10 กม.

บุรีรัมย์-เกิดเหตุไฟไหม้โรงงานผลิตแผ่นยางพารา รถดับเพลิงกว่า 20 คันระดมฉีดน้ำแต่ไม่สามารถดับไฟได้ ทำได้แค่สกัดไฟไม่ให้ลามต่อ กลุ่มควันลอยไกลกว่า 10 กม.ยังไม่ทราบสาเหตุและความเสียหายแน่ชัด ครั้ง รองผู้ว่าฯชี้ไม่อันตราย เผยโรงงานนี้เคยเกิดฟไหม้มาแล้ว

เมื่อวันที่ 20 ก.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 01.30 น.คืนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้บ โรงงานผลิตยางพารา ตั้งอยู่เลขที่ 398 หมู่ 4 ต.โคกม้า อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ รถดับเพลิงจากหลายพื้นที่กว่า 20 คันระดมไปให้การช่วยเหลือ แต่เป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากจุดที่เพลิงไหม้เป็นโกดังเก็บยางพาราเพื่อเตรียมส่งออก รถดับเพลิงจึงทำได้แค่ไม่ให้ลุกลามต่อไปยังคลังน้ำมันและอาคารอื่น

โดยขณะนี้ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้สนิทซึ่งกลุ่มควันไฟได้ลอยอยู่เหนือท้องฟ้าลอยไปไกลกว่า 10 กม.ขณะไฟยังลุกไหม้ต่อยังไม่มีท่าทีที่จะยุติลงได้ ท่ามกลางรถดับเพลิงยังระดมฉีดน้ำอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่นายจำเริญ แหวนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้เดินทางมาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พร้อมระบุว่า จากรายงานที่ได้รับจุดที่เพลิงไหม้ เป็นโกดังเก็บสินค้าเพื่อรอส่งจำหน่าย ซึ่งเป็นยางก้อนติดไฟได้ดีทำให้ไม่สามารถดับไฟได้ง่าย

ส่วนควันไฟที่ลอยออกไปเท่าที่ทราบ ไม่ใช่ควันจากสารเคมีไม่เป็นอันตรายต่อคน ตอนนี้ได้กำชับให้ผู้นำชุมชนที่ควันลอยไปถึง ให้สวมหน้ากากอนามัยเอาไว้ก่อน ส่วนค่าความเสียหายยังไม่สามารถประเมินได้ รวมถึงสาเหตุเป็นเพราะอะไรที่ยังต้องสอบสวนต่อ

สำหรับโรงงานแห่งนี้เคยเกิดเพลิงไหม้มาแล้ว 1 ครั้งเมื่อปี 2563 ครั้งนั้นมูลค่าความเสียหายประมาณ 5 ล้านบาท แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่าหลายเท่าตัว

มหัศจรรย์“วัดถ้ำน้ำ” กลิ่นอายลึกลับถ้ำพญานาคท่ามกลางธรรมชาติเงียบสงบ

บรรดาแหล่งท่องเที่ยวสายบุญทั่วภาคตะวันตก “วัดถ้ำน้ำ” ตำบลนางแก้ว อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี นับได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ด้วยความโดดเด่นทางธรรมชาติและศรัทธาทางจิตใจ ผสานกลิ่นอายลึกลับของ “ถ้ำพญานาค” เข้าไว้ในสถานที่เดียวอย่างลงตัว

วัดถ้ำน้ำ ตั้งอยู่ในเขตตำบลนางแก้ว บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ โอบล้อมด้วยภูเขาหินแกรนิต ภายในเป็นถ้ำธรรมชาติที่มีความชุ่มชื้นตลอดปี และมี “น้ำไหลเวียนอยู่ภายในถ้ำ” แม้ในช่วงหน้าแล้ง ถือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาชมได้ยากยิ่ง

เมื่อเดินเข้าสู่พื้นที่ภายในถ้ำ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับบรรยากาศเย็นสบาย เงียบสงบ และงดงามด้วย “หินงอก–หินย้อย” ที่มีลวดลายและรูปร่างแปลกตา โดยเฉพาะ “เสาหินขนาดใหญ่” ซึ่งเกิดจากการหยดไหลของแร่ธาตุผ่านกาลเวลานับพันปี และเมื่อแสงไฟหลากสีส่องกระทบผนังถ้ำ ก็ยิ่งเพิ่มมิติของความวิจิตรตระการตา ชวนให้นึกถึงเมืองบาดาลตามตำนานพญานาค

 จุดสำคัญอีกแห่งในถ้ำคือ “บ่อน้ำพญานาค” ที่เชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของพลังงานศักดิ์สิทธิ์ ตามด้วย “องค์พญานาคจำลอง” และพระพุทธรูปหลากหลายปาง ทั้งพระปางปรินิพพาน พระสิวลี รวมถึงรูปเคารพของฤาษี ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่กราบไหว้และขอพรยอดนิยมของสายบุญที่แสวงหาความสงบและสิริมงคล

นอกจากความสวยงามภายในถ้ำแล้ว บริเวณวัดยังรายล้อมด้วยธรรมชาติบริสุทธิ์ และฝูงลิงป่าที่มักออกมาต้อนรับนักท่องเที่ยวบริเวณเชิงเขาอย่างไม่รบกวน ใครที่เดินทางมาก็สามารถเลือกทำบุญ เติมพลังใจ และเก็บภาพถ่ายความงามของถ้ำได้อย่างจุใจ

วัดถ้ำน้ำเปิดให้เข้าชมทุกวัน โดยวันจันทร์ถึงศุกร์ เปิดตั้งแต่เวลา 12.00–16.00 น. ส่วนวันเสาร์–อาทิตย์ เปิดตั้งแต่ 08.30–17.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด และมีพื้นที่จอดรถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

เกษตรกรอ.เทพสถิตโค่นไร่มันหันลูกทุเรียนโอโซนขายสร้างรายได้ 6 แสน/ปี

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ชาวบ้านซับมงคล  ตำบลโป่งนก  อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ  เลิกปลูกมันสำปะหลังราคาตกต่ำ หันมาปลูกทุเรียนพันธ์หมอนทอง ส่งขายทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ สร้างรายได้ปีละมากกว่า 600,000บาท

น.ส. ณัฐณิชา กลมจัตุรัส ชาวบ้านซับมงคล ตำบลโป่งนกอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ  เผยว่า สภาพพื้นที่ของภูมิประเทศที่บ้านซับมงคลที่อยู่สูงกว่า ระดับน้ำทะเลถึง 800 เมตรและอยู่ติดและกับอุทยานแห่งชาติไทรทอง(ทุ่งบัวสวรรค์)บนเทือกเขาพังเพย ซึ่งมีอากาศดี เป็นแหล่งโอโซนธรรมชาติที่สุดยอดมาก ทำให้เกษตรกรในพื้นที่นิยมปลูกผักผลไม้หลากหลายชนิด เช่น พืช ผัก ทุเรียน, เงาะ, สตอ และมีผลไม้อื่นๆตามฤดูกาล

โดยเฉพาะ ทุเรียนจะได้ผลผลิตดีมากไม่มีกลิ่นฉุน เนื้อไม่ฉ่ำน้ำ มีรสชาติอร่อย หวานมัน ทำให้เป็นจุดเด่นกว่าทุเรียนในพื้นที่ อ.เทพสถิตฯ และที่อื่นๆ ส่วนใหญ่เกษตรกร ชาวบ้านซับมงคล อ.หนองบัวระเหวฯ จะปลูกทุเรียน,เงาะ,สตอ และนักท่องเที่ยวสามารถมาท่องเที่ยวได้ทั้งปีเพราะอยู่ติดกับแหล่งท่องเที่ยวทุ่งบัวสวรรค์อ.หนองบัวระเหวจ.ชัยภูมิ                        

น.ส. ณัฐณิชา กลมจัตุรัส กล่าวต่อว่า ที่บ้านมีพื้นที่จำนวน 15 ไร่ โดยได้แบ่งการปลูกพืชผลไม้หลายชนิดและเมื่อปี 2563 ได้ปลูกทุเรียนสายพันธุ์หมอนทอง ตอนนี้ทุเรียนได้รับผลผลิตเป็นปีที่ 2 และปีนี้ผลผลิตออกจำนวน 70 ต้นแล้ว  ส่วนสายพันธุ์ที่ปลูกเพิ่ม ในสวนตอนนี้มี หลงลับแล, ก้านยาว, นกหยิบ และก็หมอนทอง เป็นหลัก แต่ปี 2569 ก็จะมี อีกสายพันธุ์คือ มูซังคิง คือสุดยอดของทุเรียน ที่จะให้ได้รับผลผลิตเพิ่มมากขึ้นเป็นปีแรกของ “สวนกิตติคุณ” ทุเรียนในสวนส่วนมากจะตัดขายทางออนไลน์ลงกล่องให้กับลูกค้า

นอกจากนี้ยังจำหน่ายทั้งหน้าร้านที่บ้าน “”ร้านพลอยการเกษตร”และผลผลิตโดยเฉลี่ย 1 ต้นจะออกผลผลิตประมาณ 40- 50 ลูก เก็บ 4 เดือนถึงจะหมด ขายกิโลกรัมละ 150 บาท ส่วนรายได้ตกต้นละประมาณ18,000 บาทสร้างรายได้ปีประมาณ 600,000 บาท และที่ในสวน มีพันธุ์ทุเรียนหมอนทองพร้อมขาย มีจำหน่าย ของแท้สดๆจาก”สวนกิตติคุณ”โทร..088 377 9756

ชาวเมืองลับแลเดือดร้อนหนักนกกระยางนับแสนทำรังกลิ่นเหม็นคลุ้ง

ฝูงนกกระยางขาวนับแสนตัวส่งเสียงระงมดังกึกก้องอยู่ตามต้นไม้ในพื้นที่ป่ารกร้าง หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์   หลังอพยพมาอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก

ชาวบ้านตำบลทุ่งยั้ง บอกว่า ปัญหาฝูงนกกระยางขาวนับแสนตัว ได้มาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้กับที่ดินเรือนจำทุ่งยั้งชั่วคราว ส่งเสียงและกลิ่นเหม็นมูลนกเป็นบริเวณกว้าง ทำให้ประชาชนที่อยู่บริเวณรอบๆได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

สำหรับสภาพบริเวณโดยรอบดังกล่าว ณ ปัจจุบันถูกทิ้งเป็นพื้นที่รกร้าง ทำให้นกกระยางเข้ามาอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีการทำรังเพื่อเพาะพันธุ์ขยายปริมาณมากขึ้นอีกด้วย จึงมีความจำเป็นอย่างมากครับ ที่จะต้องหาแนวทางแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน รวมถึงเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดโรคระบาดตามมาในอนาคตได้

เปิดแชทลับ อดีตพระธรรมวชิรธีรคุณ บ่งชี้ความสัมพันธ์ลึกเศรษฐินี

เปิดแชทลับ อดีตพระธรรมวชิรธีรคุณ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ ข้อความบ่งชี้ความสัมพันธ์เศรษฐินี เผยสรรพนามแทนตัวเอง หลังลาสิกขาแล้วเมื่อคืนนี้

เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2568 รายงานข่างแจ้งว่า ตามที่มีข่าวของคณะสงฆ์ในจังหวัดนครสวรรค์ พระธรรมวชิรธีรคุณ เจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ พระอารามหลวง เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ ขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสและเจ้าคณะจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค.2568 เป็นต้นไป

ต่อมาเมื่อเวลา 23.49 น.ของวันที่ 19 ก.ค.2568 พระธรรมวชิรธีรคุณ ได้ลาสิกขาที่พระอุโบสถวัดนครสวรรค์ พระอารารามหลวงโดยมี พระครูนิภาธรรมประสิทธิ์ รองเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานในพิธีลาสิกขา

สำหรับ อดีตพระธรรมวชิรธีรคุณ เจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ พระอารามหลวง เจ้าคณจังหวัดนครสวรรค์ เป็นพระที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เป็นพระที่มีสมณศักดิ์สูงกว่าพระชั้นเทพ ในคดีสีกากอล์ฟ

ที่ผ่านมาศูนย์ทำนุบำรุงศาสนาฯ ของ บช.ก.ส่งชุดสืบสวนสอบสวน ลงพื้นที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินต่าง ๆ รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อมาดูว่ามีการทุจริตหรือไม่.

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานต่าง ๆ ที่มีผู้ส่งมาให้กับทางเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นขณะนี้พบแชทข้อความสนทนาบางส่วนระหว่าง ทิดสฤษดิ์ กับ เศรษฐีนีปากน้ำโพ วัย 57 ปี ที่มีเนื้อหาในทำนองบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่มากกว่าคนทั่วปกติทั่วไป

อาทิ ฝ่ายหญิงมีการใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า “แม่” ในการพูดคุยกับทิดสฤษดิ์ รวมถึงมีการส่งข้อความอวยพรวันเกิด และอื่น ๆ อีกมากมาย

เร่งพร่องน้ำ เขื่อน-อ่างเก็บน้ำ-ประตูน้ำ-ฝาย ทุกแห่ง เต็มกำลัง รับมือพายุ ‘วิภา’ ถล่ม

เชียงใหม่- กรมชลประทาน สั่งเพิ่มพร่องน้ำเขื่อนแม่งัดฯ 40 ลบ.ม.ต่อวินาที เร่งระบายอ่างเก็บน้ำ-ประตูน้ำ-ฝาย ทุกแห่งเต็มกำลัง เพิ่มพื้นที่รับฝน เตรียมรับมือพายุวิภา ถล่มเหนือ 21-24 ก.ค.นี้

สำนักงานชลประทานที่ 1 เร่งดำเนินการพร่องน้ำออกจากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ทุกแห่งอย่างเต็มศักยภาพสูงสุด เพื่อเตรียมรับมือกับพายุโซนร้อน “วิภา” ที่คาดว่า จะส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากทั่วจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 21-24 ก.ค.นี้.

นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 เปิดเผยว่า ตามประกาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า พายุโซนร้อนวิภา จะเคลื่อนตัวเข้าสู่ทะเลจีนใต้ และทำให้ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบน ส่งผลให้เชียงใหม่มีฝนตกหนักถึงหนักมากในห้วงเวลาดังกล่าว

สำนักงานฯ จึงได้สั่งการให้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แฝกแม่งัดสมบูรณ์ชล พร่องน้ำจากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ในอัตรา 40 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ซึ่งเป็นอัตราเต็มศักยภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังได้ให้โครงการชลประทานในพื้นที่ เร่งพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทุกแห่งอย่างเต็มกำลัง เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ในการรองรับปริมาณน้ำฝนที่กำลังจะมาถึง รวมถึงได้สั่งการให้เร่งระบายน้ำในแม่น้ำปิง โดยการเปิดบานระบายของประตูระบายน้ำและฝายทุกแห่งอย่างเต็มที่

อุตฯปราจีนบุรีสั่งปิดรง.ทุนจีนคัดแยกเศษสายไฟ-ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้รับอนุญาต

ปราจีนบุรี – อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีสั่งปิดโรงงานทุนจีน คัดแยกเศษสายไฟและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ “อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านนา อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี”โรงงานคัดแยกเศษสายไฟและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จากการตรวจสอบพบการติดตั้งเครื่องจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตสั่งให้ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนตามมาพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทันทีพร้อม ทั้งได้ยึดอายัดของกลาง

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  นายวิเชียร ทองด้วง อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี   พร้อมด้วยนางเยาวเรศ  เหล่าชินภัทร หัวหน้ากลุ่มนโยบายและแผนงาน ปฏิบัติที่หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม นางสาวสล้กจิต วุฒานุสร วิศวกรชำนาญการ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535

โดยเข้าตรวจสอบบริษัท เจียงไท่ โหย่วเซี๊ยนกงซือ จำกัด ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านนา อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ประกอบกิจการคัดแยกเศษสายไฟและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จากการตรวจสอบพบการติดตั้งเครื่องจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติ โรงงาน พ.ศ.2535 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติมพบกองสายไฟที่ยังไม่ได้ทำการแยก เปลือกสายไฟประมาณ 100 ตัน ชิ้นส่วนหม้อแปลงไฟฟ้า อุปกรณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าแรงสูงประมาณ 100 ตัน อุปกรณ์ไฟฟ้าประมาณ 50 ตัน ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 20 ตัน และเศษอลูมิเนียมประมาณ 50 ตัน พร้อมเครื่องจักร ประมาณ 65 แรงม้า และอุปกรณ์ต่างๆเข้าข่ายโรงงานตามลำดับ 105 การประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ สั่งให้ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนตามมาพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทันทีพร้อม ทั้งได้ยึดอายัดของกลางไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะมีหนังสือสั่งการฯแจ้งให้โรงงานทราบดังนี้

สั่งการตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ให้ระงับ การกระทำที่ฝ่าฝืน ตามพระราชบัญญัติโรงงาน 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ,   มีหนังสือเปรียบเทียบปรับดำดำเนินคดีโรงงานตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ข้อหาตั้งและประกอบกิจการโรงงานโดยได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรงงานพ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งในเวลาถัดมาได้ไปลงบันทึกประจำวัน ณ สถานีตำรวจภูธรกบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ไว้เรียบร้อยแล้ว   สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี จะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

โดย…. มานิตย์ สนับบุญ/ ปราจีนบุรี###