“บวร ๑๐”เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ-มอบรางวัลผู้ชนะเลิศประกวดภาพวาดบนพัดจีน

“งานบวร ๑๐”นิทรรศการศิลปะเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯและการประกาศผลการประกวดวาดภาพบนพัดจีบ  สะท้อนสังคมยั่งยืนด้วย “พลังบวร”

กลุ่มศิลปาศรีร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงานบวร ๑๐ นิทรรศการศิลปะเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และการประกวดวาดภาพบนพัดจีบครั้งที่ 2/2568 ในโครงการ “กล้า ๙ ท่องกรุง” เพื่อร่วมถวายพระเกียรติ พระอัจฉริยภาพ และพระราชกรณียกิจด้วยศิลปะ เนื่องในวโรกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และแสดงถึงอุดมการณ์แห่งความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ของปวงชนชาวไทยที่มุ่งสร้างสรรค์สังคมน่าอยู่อย่างยั่งยืนด้วย “พลังบวร” รายได้จากการจัดงานหลังหักค่าใช้จ่ายสมทบสร้างอาคารเรียนศูนย์การเรียนปลูกรากแก้วศาสนทายาท (รร.สามเณร) ภายในธรรมสถานเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๙  กาญจนาภิเษก

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การประกวดในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทร รามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และเพื่อแสดงความจงรักภักดี รวมถึงอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดให้เห็นถึงคุณค่าความเป็นไทย อีกทั้งกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านศิลปะบนพัดจีบจากโครงการในพระราชดําริที่มีอยู่ทั่วประเทศ  การจัดงานในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมส่งผลงานเข้าประกวดกว่า 400 คน  ในนามของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เราขอชื่นชมในความตั้งใจของทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งสอดคล้องกับการดําเนินงานของ ททท.ที่ได้ให้ความสําคัญในการเผยแพร่และสร้างการรับรู้วัฒนธรรมประเพณีของไทย ถือเป็น Soft Power ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ททท. หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานในครั้งนี้ จะเป็นแรงสนับสนุนให้เกิดการสืบทอด อนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมไทย ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างต่อไป”

การจัดงานครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์แห่งความจงรักภักดี อันเป็นวิถีแห่งการสร้างสังคมที่น่าอยู่อย่างยั่งยืนด้วย “พลังบวร” ที่มีการเกื้อกูล ส่งเสริม ช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับการประกวดครั้งนี้ ชิงรางวัลในโครงการ “กล้า ๙ ท่องกรุง” นี้เปิดโอกาสให้โรงเรียนระดับต่าง ๆ เข้าร่วมแข่งขัน ได้แก่ โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมัธยมศึกษา ตอนต้น และโรงเรียนมัธยมศึกษา ตอนปลาย รวม 34 โรงเรียน และมีนักเรียนที่สนใจเข้าประกวดร่วม 300 คน เพื่อเข้าชิงรางวัลกว่า 20 รางวัล ส่วนผู้ชนะเลิศจะได้รางวัลถ้วยรางวัลเกียรติยศ, โล่รางวัลเกียรติยศ, ประกาศนียบัตรสำหรับผู้เข้าร่วมการประกวด และอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่าน อีกทั้งได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20 รางวัล รวมทั้งสิ้น 80,000 บาท ได้แก่ รางวัลชนะเลิศสำหรับโรงเรียนทุกประเภท รวม 4 รางวัล ๆ ละ 10,000บาท, รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 สำหรับโรงเรียนทุกประเภท รวม 4 รางวัล ๆ ละ 5,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 สำหรับโรงเรียนทุกประเภท รวม 4 รางวัล ๆ ละ 3,000 บาท และรางวัลชมเชย สำหรับโรงเรียนทุกประเภท รวม 8 รางวัล ๆ ละ 1,000 บาท

ผลประกวดผู้ชนะคือดังนี้ 

1.โรงเรียนพระปริยัติธรรม ผู้ชนะเลิศการแข่งขันได้รับถ้วยประทานจากสมเด็จพระสังฆราช และโล่เกียรติยศสำหรับรางวัลรองชนะเลิศ  
ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศได้แก่ สามเณรคณพศ ผุดผ่อง โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดธรรมมงคล

2.โรงเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย ผู้ชนะเลิศการแข่งขันรับถ้วยเกียรติยศจากผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร และโล่เกียรติยศสำหรับรางวัลรองชนะเลิศ  ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประถมศึกษาตอนปลายได้แก่ ด.ญ.วรชยา นักเรียนชั้นป.4 โรงเรียนวัดภาษี

3.โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ผู้ชนะเลิศการแข่งขันรับถ้วยเกียรติยศจากกระทรวงวัฒนธรรม และโล่เกียรติยศสำหรับรางวัลรองชนะเลิศ  ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับมัธยมศึกษาตอนต้นได้แก่ ด.ช.ณิฐิพงศ์  ลักขษร  โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย

4.โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้ชนะเลิศการแข่งขัน รับถ้วยเกียรติยศจากผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และโล่เกียรติยศสำหรับรางวัลรองชนะเลิศ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้แก่ นางสาวศุภาณิน  เสริมสุขโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร 

ฉลามกินคน คนกินปลา !!! “ปลาฉลามทรายแกงส้ม” ของดีจากอ่าวไทย “ปัตตานี”

ขึ้นชื่อ “ปลาฉลาม” เชื่อว่าหลายคงรู้จักในเรื่องความดุร้ายกลางทะเล อย่างฉลามหัวค้อนยาว  ฉลามหัวค่อนยักษ์ ฉลามหัวค้อนสีน้ำเงิน และฉลามหัวค้อนดำ แต่ปลาฉลามมีอยู่หลายประเภท ที่ชาวประมงจับติดอวนมาได้ และที่นิยมมาขายกันคือ ปลาฉลามหางจุด ใช้ทำหูฉลามทานตามห้องอาหารและเมนูสุดฮอต “บนโต๊ะอาหารจีน”

แต่ราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากหูฉลามที่นำมาปรุงนั้น มาจากครีบส่วนต่างๆของปลาฉลาม เนื่องจากครีบปลาฉลามมีลักษณะเป็นกระดูอ่อน มีอยู่สองส่วนคือ ก้านครีบและฐานครีบ  ราคาค่อนข้างสูง แต่ระยะหลังมานี้ มีการรณรงค์ห้ามมีการซื้อขายหูฉลาม อาจเกี่ยวข้องการค้าที่ผิดกฎหมาย และเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำที่ใกล้สูญพันธุ์

หารู้ไม่ว่า ยังมีปลาฉลามขนาดเล็ก อย่างปลาฉลามทราย อาศัยอยู่ตามพื้นทะเล ไม่ดุร้าย ชอบกินอาหารสัตว์น้ำ ชาวประมงพื้นบ้านจับมาได้ขายให้ พ่อค้า แม่ค้าจะนำมาขายตามตลาดนัดต่างๆ ฉลามประเภทนี้ใช้ทำแกงส้ม ผัดฉ่า ผัดเผ็ด ต้มส้ม ซึ่งนำมาปรุงได้หลายเมนูเด็ด

 ถึงกระนั้น จำเป็นต้องล้างทำความสะอาดก่อน ด้วยน้ำเกลือและน้ำสายชู เพื่อลดกลิ่นคาว ซึ่งจะช่วยขจัดเมือกและลดกลิ่นคาวได้ นอกจากนี้ การใช้สมุนไพรที่มีกลิ่นหอม เช่น ข่า ตะไคล้ ใบมะกรูก ช่วยลดกลิ่นคาวได้เช่นกัน ซึ่งปลาฉลามประเภทนี้จะไม่มีเกล็ด เมื่อนำไปปรุงกับแกงส้มแบบชาวใต้ รสชาติอร่อย เนื้อเนียนออกทรายเล็กน้อย

แต่ถึงกระนั้น ปลาฉลามทราย จะหาซื้อมารับประทานยาก เพราะแม่ค้ากว่าจะหามาได้จากชาวประมงเรือเล็ก ต้องใช้เวลา ต่างจากปลาประเภทอื่นๆ

บ้านพู่กันบรรเลง แหล่งพักใจกลางหุบเขา ชมไก่ทรงผมสุดแปลก-สวนศิลป์กลางธรรมชาติที่สวนผึ้ง

“บ้านพู่กันบรรเลง” อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี สถานที่ที่ศิลปินดัง “อาจารย์อ้อ พู่กันบรรเลง” ได้รังสรรค์ให้เป็นสวนศิลปะบ้านดินอันเงียบสงบ พร้อมตื่นตาตื่นใจกับไก่หลากหลายสายพันธุ์ที่มีลักษณะโดดเด่นไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะไก่ที่มีขนบนหัวคล้ายทรงผมบ๊อบที่แสนน่ารักและเป็นมิตร

บรรยากาศโดยรอบของ “บ้านพู่กันบรรเลง” สถานที่ที่โอบล้อมด้วยป่าไม้และหุบเขา ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 296 หมู่ 1 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ของ อาจารย์อ้อ พู่กันบรรเลง หรือคุณวินิจ จินตนา ศิลปินเพลงแนวเพื่อชีวิต ผู้ประพันธ์เพลง “ไกลเกินคืนคอน” ซึ่งเป็นเพลงโฟล์คซองสำเนียงปักษ์ใต้ ด้วยความหลงใหลในงานศิลปะ ดนตรี และธรรมชาติ เขาจึงมาสร้างหลักปักฐานที่นี่พร้อมกับนางดวงมณี อ้นวงษา ภรรยา บนพื้นที่ 10 ไร่ สร้างเป็นสวนศิลปะบ้านดินที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยภาพวาดสีน้ำที่อาจารย์อ้อบรรจงรังสรรค์ขึ้น

ภายในสวนศิลป์แห่งนี้มีการปลูกไผ่และเลี้ยงไก่หลากหลายสายพันธุ์ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่ร่มรื่นเย็นสบาย มีการเปิดเพลงบรรเลงให้ไก่ฟังเป็นบางครั้ง ทำให้ไก่อารมณ์ดี คุ้ยเขี่ยหาอาหารตามกอไผ่อย่างเพลิดเพลิน ไก่ที่เลี้ยงไว้มีลักษณะพิเศษไม่เหมือนใคร บางตัวมีขนขึ้นตามขาคล้ายสวมถุงน่อง บางสายพันธุ์มีขนบนหัวเป็นจุกคล้ายนกหัวขวาน ซึ่งเริ่มเห็นได้ตั้งแต่เป็นลูกเจี๊ยบ พอโตขึ้นก็ยิ่งเห็นชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะลักษณะ “ขนหัวทรงบ๊อบ” ที่ดูน่ารักและแปลกตา ไก่เหล่านี้ไม่ตื่นคน มีความเชื่อง และสามารถจับเล่นได้ เมื่อเจ้าของส่งเสียงเรียกก็จะรีบวิ่งเข้ามาหาด้วยความคุ้นชิน

นางดวงมณี อ้นวงษา ผู้ดูแลบ้านพู่กันบรรเลงและเจ้าของไก่ กล่าวว่า การอยู่กับธรรมชาติทำให้เราต้องเลี้ยงไก่ โดยที่นี่มีไก่พันธุ์โปแลนด์ที่มีขนบนหัวเป็นจุก หรือที่เรียกกันว่า “ไก่ขนหัวทรงบ๊อบ” นอกจากนี้ยังมีไก่ดำภูพานซึ่งมีขนยาวจรดเท้า และไก่พื้นบ้านที่เลี้ยงไว้เพื่อการบริโภคไข่และเนื้อ สำหรับไก่พันธุ์โปแลนด์นั้นจะมีขนจุกบนหัวเป็นสีออกชามอย คล้ายคนสวมหมวกกันน็อก ที่บ้านชอบเลี้ยงไก่แบบนี้เพราะดูเป็นธรรมชาติ ลูกไก่พันธุ์โปแลนด์อายุประมาณเดือนครึ่งก็เริ่มมีขนจุกที่หัวให้เห็นแล้ว ดูน่ารักสวยงาม จึงได้ซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาขยายและได้ลูกเจี๊ยบออกมาหลายตัวแล้ว

ผู้ที่สนใจสามารถมาเที่ยวพักผ่อนได้ที่นี่ มีบริการพื้นที่สำหรับกางเต็นท์บริเวณบ้าน นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งด้วยภาพวาดสีน้ำที่เป็นภาพวิวทิวทัศน์อันงดงาม และมีเครื่องดนตรีจัดวางไว้ บางส่วนของที่พักสร้างด้วยดินเหนียวเป็นห้องพักท่ามกลางสวนป่าไผ่ โดยมีฝูงไก่วิ่งเล่นหาแมลงกินเป็นอาหารอย่างมีความสุข

โดย…พันธุ์ – จรรยา  แก้วนุ้ย  จ.ราชบุรี   

อาชีพมั่นคง ลงทุนต่ำ รายได้สุดปัง!เลี้ยง “ซันโรง”กลางสวนยาง ขายกก.ละ1.5พันบาท

กลางสวนยางพาราในพื้นที่หมู่ 6 ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี มีการเลี้ยง “ชันโรง” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ผึ้งจิ๋ว” กว่า 600 รัง กระจายตามแนวต้นยางพารา ภายใต้บรรยากาศธรรมชาติร่มรื่น โดยใช้อุปกรณ์เลี้ยงทั้งแบบขอนไม้เก่าและกล่องไม้ที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง มุงหลังคากระเบื้องกันแดดฝน ตั้งบนเสาสูงเล็กน้อยจากพื้นดิน เพื่อให้ชันโรงออกหาเกษรจากดอกไม้ป่า และผลิตน้ำผึ้งที่มีรสชาติเฉพาะตามพื้นที่

เจ้าของนางไพรินทร์ ชูรอด ประธานวิสาหกิจชุมชนรินชูชันโรงบ้านบางกล้วย อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี พร้อมครอบครัว กำลังช่วยกันเก็บน้ำผึ้งจากรังชันโรงแต่ละสายพันธุ์อย่างพิถีพิถัน โดยใช้อุปกรณ์ดูดน้ำผึ้งที่ไม่ทำลายรัง เพื่อให้ง่ายต่อการซ่อมแซมของชันโรงในภายหลัง โดยแต่ละรังจะมีการจดบันทึกการเก็บน้ำผึ้งไว้ เพื่อสะดวกในการบริหารจัดการ

“พื้นที่เดิมที่ อ.วัดเพลง มีจำกัด เลยขยายมาที่สวนยางแห่งนี้ ซึ่งเจ้าของที่ดินเปิดโอกาสให้ทดลองเลี้ยง พอเห็นชันโรงพันธุ์พื้นถิ่นบินหากินอยู่ จึงมั่นใจว่าเลี้ยงได้” นางไพรินทร์ กล่าว

ปัจจุบันมีการเลี้ยงชันโรงกว่า 600 รังในสวนยาง และอีกกว่า 600 รังที่ อ.วัดเพลง โดยมีทั้งหมด 6 สายพันธุ์ เช่น โทราซิก้า, ปากแตรใหญ่, อิตาม่า, ขนเงิน, ไข่แผง และเอพิคาริจ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเด่นด้านสี ลำตัว และรสชาติน้ำผึ้งที่แตกต่างกัน เช่น พันธุ์ขนเงินจะหวานนำเปรี้ยวตาม ส่วนพันธุ์อิตาม่าให้รสเปรี้ยวนำหวานตาม

การเก็บน้ำผึ้งจะทำปีละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 50% ของปริมาณในรัง โดยเฉลี่ยแล้วจะได้ปีละประมาณ 50 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 1,500 บาท หรือบรรจุขวดราคาตั้งแต่ 600–1,500 บาท แล้วแต่ขนาดและสายพันธุ์ โดยจำหน่ายผ่านหน้าเพจเฟซบุ๊ก “รินชูชันโรงบ้านบางกล้วย” ตลาดโอ๊ะป่อย อ.สวนผึ้ง และเครือข่ายเกษตรอินทรีย์

น้ำผึ้งชันโรงมีคุณค่าทางสุขภาพสูง มีสารฟลาโวนอยด์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อรา เสริมภูมิคุ้มกัน และมีโพรไบโอติกช่วยดูแลระบบย่อยอาหาร ช่วยให้หลับง่าย ฟื้นฟูร่างกาย ลดอาการไอ เจ็บคอ และเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง
ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

เฟซบุ๊ก: รินชูชันโรง บ้านบางกล้วย  
โทรศัพท์ : 095-585-9298, 063-149-4467

โดย…พันธุ์-จรรยา แก้วนุ้ย 

ชาวสวนโอดมะนาวราคาดิ่งเหวเหลือลูกละ 20 สตางค์ ตกต่ำสุดรอบหลายสิบปี

จากสถานการณ์ราคาพืชผัก ผลไม้หลายชนิดที่ จ.ราชบุรี มีราคาตกต่ำเริ่มตั้งแต่ แตงโม องุ่น มะม่วง ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม  ล่าสุดชาวสวนมะนาวในพื้นที่  อ.เมือง อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี มีชะตากรรมไม่แตกต่างเช่นกัน  โดยเฉพาะสวนมะนาว บริเวณหมู่  5 ต.โคกหม้อ อ.เมือง   ของนายไพฑูรย์  วรรณฤมล  ซึ่งได้เช่าพื้นที่ปลูกมะนาวสายพันธุ์แป้นพวง อยู่ประมาณ  60 ไร่  และที่อำเภอดำเนินสะดวกอีก 40 ไร่  ซึ่งมะนาวกำลังออกผลเต็มต้น ขณะนี้ได้รับความเดือดร้อนหนักเรื่องผลผลิตราคาตกต่ำสุด ซึ่งแต่ละสัปดาห์จะต้องใส่ปุ๋ย ฉีดยาบำรุงรักษาดูแลเรื่องศัตรูพืชของมะนาว และยังจะต้องมีค่าจ้างแรงงานแต่ละครั้งในการเก็บมะนาวหลักหมื่นบาท

นายไพฑูรย์  เจ้าของสวนมะนาว กล่าวว่า ที่ผ่านมาราคามะนาวไม่เคยตกต่ำมากมายขนาดนี้ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา  ราคาต่ำสุดเคยขายได้ลูกละ 1 บาทเศษ ก็ยังพอสู้ไหว แต่มาปีนี้ราคาตกต่ำหนักที่สุด   ขณะที่สถานการณ์ราคามะนาวช่วงหน้าแล้งหลายพื้นที่ทั่วประเทศมีราคาแพงมาก เคยขายตามตลาดนัด ตลาดสด แพงสุดลูกละ 7-10 บาทมาแล้ว

นายไพฑูรย์ เจ้าของสวนมะนาว กล่าวอีกว่า  ตอนนี้ไซซ์จัมโบ้ลดเหลือผลละ 20 สตางค์  ไซซ์รองเหลือ 10 สตางค์ ถ้าชั่งกิโลขายก็เหลือกิโลกรัมละ 10 – 20 บาท  มีการคัดขนาด 2-3 ไซซ์  เมื่อช่วง 2 ปีที่แล้ว  ประมาณเดือนมีนาคม  – เมษายน  ผลละ 2 บาท   พื้นที่นี้จะปลูกไว้   3,000 ต้น  ประมาณ 60 ไร่   ปีนี้เก็บมะนาวมาได้  2,200 ลัง ได้เงิน  61,000  บาท  ขาดทุนค่าแรงงานเก็บมะนาวไปอีก 30,000 บาท  ค่าปุ๋ย ค่ายายังไม่ได้คิด เพราะได้ขาดทุนไปแล้ว  จะมีหน่วยงานไหนเข้ามาช่วยได้บ้าง เพราะเกษตรกรก็จะต้องทำอาชีพนี้อยู่แล้ว ถ้าขายไม่ได้ก็ต้องเททิ้ง   เพราะเรื่องราคาขึ้นอยู่กับกลไกของตลาด  ซึ่งเก็บผลทุก 1 เดือนต่อครั้ง  

“หากจะนำไปแปรรูปมองว่าไม่มีความสามารถทำได้ เพราะจะต้องมีเรื่องอุปกรณ์ สถานที่เข้ามาเกี่ยวข้องอีก    ตั้งแต่ปลูกมะนาวมาไม่เคยมีปัญหาราคาตกต่ำแบบนี้มาก่อน ช่วงโควิดยังเป็นช่วงที่ตกต่ำแต่ก็พอขายได้ลูกเป็นบาท  พอมาปีนี้ลดเหลือลูก 20 สตางค์ ไม่ถึงบาท   อยากให้ภาครัฐพยุงราคาพืชผลทางเกษตรที่ตกต่ำ ขณะนี้เทศบาลตำบลหลักเมืองได้มาซื้อเพื่อนำไปแจกให้กับผู้สูงอายุ ไม่มาก  แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยทิ้ง”นายไพฑูรย์  กล่าว

ด้านนายสินาด รุ่งจรูญ  นายกเทศมนตรีตำบลหลักเมือง กล่าวว่า  อยากให้ภาครัฐบาล   เข้ามาดูแลหน่อย เผื่อมีแนวทางที่จะช่วยไปยังภาคเกษตร ตลาดนัดต่าง ๆให้เกษตรกรที่ปลูกมะนาวอยู่ได้ ที่ ต.โคกหม้อ อ.เมือง เป็นแปลงปลูกมะนาวที่ใหญ่ที่สุดประมาณ 60 ไร่ ได้ให้ความสำคัญ เพราะเป็นพื้นที่ภาคการเกษตร ทั้งมะพร้าว มะม่วง  อะไรที่ช่วยเหลือได้ก็จะพยายามช่วยเหลือกัน อย่างวันนี้มีโรงเรียนผู้สูงอายุของเทศบาลมีอยู่กว่า 100 คน จึงมาอุดหนุนนำมะนาวไปแจกให้กับโรงเรียนผู้สูงอายุเอาไปทำกับข้าวในครัวเรือน อย่างน้อยก็ช่วยเป็นกำลังใจกันดีกว่าเอาไปทิ้ง

อย่างไรก็ตามวันนี้นายกเทศมนตรีตำบลหลักเมืองได้เข้ามาช่วยอุดหนุนรับซื้อมะนาวประมาณ 2,500 ลูก เป็นเงิน 1,000  บาท  เพื่อนำไปแจกให้กับกลุ่มผู้สูงอายุในเขตพื้นที่ เป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของผู้สูงอายุ และยังได้ช่วยเหลือชาวสวนมะนาวอีกทางหนึ่งด้วย

“บิ๊กเต่า”จ่อจับพระสมณศักดิ์สูงกว่าคดี “สีกากอล์ฟ” ทุจริตเรี่ยไรหลายร้อยล้าน-มั่วสีกา

ผบช.ก.เผยเร่งรวบรวมหลักฐานเอาผิดพระชั้นผู้ใหญ่สมณศักดิ์สูงกว่า “คดีสีกากอล์ฟ” มีพฤติกรรมพัวพันสีกา -ทุจริตเรี่ยไรเงินสร้างศาสนสถานหลายร้อยล้าน 

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวถึงกรณีมีพระที่สมณศักดิ์ชั้นผู้ใหญ่มีความเกี่ยวข้องสีกา แต่เป็นคนละเคสกับสีกากอล์ฟ ว่า เรื่องนี้มีการร้องเรียนเข้ามาในศูนย์ทำนุบำรุงศาสนานานแล้ว โดยเกี่ยวกับพระชั้นผู้ใหญ่ทุจริตเงินขอบริจาคสร้างศาสนสถานแต่ยังไม่เสร็จ โดยเป็นเงินหลายร้อยล้าน อีกทั้งยังมีความเกี่ยวข้องกับสีกา ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่ตำรวจได้เปิดปฏิบัติการมาได้สักพักแล้ว ซึ่งพบว่ามีความผิดถึงขั้นปราชิก แต่ตำรวจอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานที่จะดำเนินคดีในทางอาญา โดยจะต้องมีหลักฐานชัดเจน

“พระรูปนี้มีสมณศักดิ์สูงกว่าคดีสีกากอล์ฟ ส่วนจะเป็นวัดไหนหรือพระรูปใด ขอยังไม่ระบุ แต่มั่นใจว่าจะดำเนินการเข้าตรวจค้นกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้” รอง ผบช.ก. กล่าว

ศรีราชาเตรียมจัดใหญ่ “สับปะรดหวานฉ่ำ” กระตุ้นศก.ฐานราก-บูมท่องเที่ยว

อำเภอศรีราชา ร่วมกับ ส.อบจ.ชลบุรี, เกษตรอำเภอ, พัฒนาชุมชน, กลุ่มผู้ปลูกสับปะรด และภาคีเครือข่าย พร้อมจัดงาน “สับปะรดหวานฉ่ำ ตลาดชุมชนพืชผลทางการเกษตร จังหวัดชลบุรี ประจำปี 2568” อย่างยิ่งใหญ่ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้ให้เกษตรกร และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นายวีกิจ มานะโรจน์กิจ นายอำเภอศรีราชา เปิดเผยว่า  อำเภอศรีราชาเตรียมจัดงาน “สับปะรดหวานฉ่ำ ตลาดชุมชนพืชผลทางการเกษตร จังหวัดชลบุรี ประจำปี 2568” ระหว่างวันที่ 1-12 สิงหาคม 2568 ณ ลานสนามบินเครือสหพัฒน์ ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การประกวดสับปะรดและพืชผลทางการเกษตร, การประกวดธิดาและหนูน้อยสับปะรด, การแข่งขันร้องเพลงลูกทุ่ง, การออกร้านจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรโดยตรงจากเกษตรกร และสินค้า OTOP จากชุมชนต่างๆ ใน อ.ศรีราชา

จึงขอเชิญชวนประชาชนชาวศรีราชา และพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงนักท่องเที่ยว ร่วมสัมผัสความอร่อยของ “สับปะรดศรีราชา” ที่มีรสชาติหวานฉ่ำเป็นเอกลักษณ์ พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน คาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างการหมุนเวียนรายได้ในชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

BYD หนุนฟุตบอลทีมชาติไทย-ไทยลีก ขับเคลื่อนวงการลูกหนังด้วยพลังงานแห่งอนาคต

ก้าวสู่ยุคใหม่ของวงการฟุตบอลไทย บริษัท BYD Rêver (บีวายดี เรเว่) ผู้นำด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ประกาศก้าวสำคัญครั้งใหม่ในการสนับสนุนวงการกีฬาไทย โดยเข้าร่วมเป็น ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ ฟุตบอลทีมชาติไทย และการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก ทุกระดับ พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “BYD ชาร์จพลังบอลไทย” อย่างเป็นทางการ ในงานแถลงข่าว ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 

ภายงานแถลงข่าวในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายหยู่ปิน เคอ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย คุณประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Rêver Group , “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมถ์ , เอกพล พลนาวี เลขาธิการสมาคมฯ , ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน อุปนายกสมาคมฯ , ยุทธนา หยิมการุณ อุปนายกสมาคมฯ , นาวาอากาศเอก ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน กรรมการกลางและโฆษกสมาคมฯ และบรรดานักฟุตบอลทีมชาติไทย และตัวแทนนักเตะจากไทยลีก 1, 2 และ 3 ที่มาร่วมสร้างสีสันในงานและถ่ายภาพร่วมกันอย่างคึกคัก

นายหยู่ปิน เคอ เปิดเผยถึงการเข้ามาร่วมสนับสนุนครั้งนี้ ว่า “การตัดสินใจเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของวงการฟุตบอลไทย เป็นคำมั่นจาก บีวายดี ว่าเรามีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสิ่งดีๆ ให้กับประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแค่การลดมลพิษ ผ่านการนำรถยนต์พลังงานใหม่มาทำตลาดเท่านั้น แต่ยังร่วมขับเคลื่อนวงการกีฬาไทย ไปพร้อมกับการเติมเต็มประสบการณ์ใหม่ ให้กับแฟนบอลชาวไทยทุกคน”

ด้าน คุณประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Rêver Group ซึ่งร่วมกันประกาศพันธกิจในการยกระดับวงการฟุตบอลไทยไปพร้อมกับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจาก BYD กล่าวว่า “เรเว่ ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมขับเคลื่อนวงการฟุตบอลไทยสู่ยุคใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของบริษัทฯ ในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม ซึ่งนั่นไม่ได้จำกัดเพียงแต่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังหมายถึงแง่อื่นของสังคมไทยอีกด้วย โดยในส่วนของการสนับสนุนฟุตบอลไทยในครั้งนี้ เรามุ่งหวังที่จะร่วมส่งเสริมวงการกีฬาไทย ให้เติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน”

“มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ “ในฐานะที่ BYD เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านยานยนต์ไฟฟ้า เชื่อว่าจะเข้ามาสนับสนุน และ เติมเต็มให้วงการฟุตบอลไทย ก้าวไปสู่อีกระดับ ทั้งฟุตบอลทีมชาติไทย และ ฟุตบอลไทยลีก ขอขอบคุณ BYD ที่เล็งเห็นคุณค่า การเติบโตของวงการฟุตบอลไทย ซึ่งเป็นกีฬาที่คนไทย รับชมมากที่สุดถึง 70% โดยเป็นผู้สนับสนุนรายแรกในประวัติศาสตร์ ที่เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนฟุตบอลไทยลีก ครบทุกระดับ และ มั่นใจว่าฤดูกาล 2025/26 จะเต็มไปด้วยคุณภาพ ความเข้มข้น และ ความสนุกที่เพิ่มมากขึ้น”

สำหรับ ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้ BYD ไม่เพียงเข้ามาสนับสนุนทีมชาติไทยเท่านั้น แต่ยัง ร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันฟุตบอลอาชีพในประเทศอย่างเป็นทางการ ครอบคลุมทั้ง 3 ลีก พร้อมการตั้งชื่อการแข่งขันใหม่เพื่อเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าหลักของแบรนด์

● ไทยลีก 1 ภายใต้ชื่อใหม่ “BYD SEALION 6 ลีกหนึ่ง” (บีวายดีซีไลอ้อนซิกซ์ลีกหนึ่ง)                                                                            
ด้วยสมถรรนะ SEALION 6 รถยนต์ SUV พรีเมียม พละกำลังสูง เทคโนโลยีขับเคลื่อน 4 ล้อ อัจฉริยะ ทรงพลัง เหมาะกับ ลีกสูงสุดของไทย ที่ต้องการสมรรถนะสูงสุดทั้งในเกมและการบริหารทีม มีความเร็ว ความแม่นยำ และการแข่งขันเข้มข้นระดับท็อป

● ไทยลีก 2 ภายใต้ชื่อ “BYD SEAL 5 ลีกสอง” (บีวายดีซีลไฟว์ลีกสอง) กับซีดานไฟฟ้าหรู สปอร์ต  เด่นเรื่องความสมดุลระหว่าง Performance และ Efficiency เหมาะกับ ลีกที่กำลังเติบโต เป็นเวทีพัฒนานักเตะและสโมสร เปรียบเหมือนรถที่พร้อมจะขึ้นระดับไปสู่ความเป็นผู้นำในอนาคต

● ไทยลีก 3 ภายใต้ชื่อ “BYD DOLPHIN ลีกสาม” (บีวายดอลฟินลีกสาม)  BYD DOLPHIN เป็นรุ่น Entry-Level สุดชาญฉลาด ประหยัด คล่องตัว ขับสนุก เป็นมิตรกับเมืองและสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก ไทยลีก 3 คือเวทีของคนจริงและพลังชุมชน เปรียบเหมือน Dolphin ที่ขับเคลื่อนง่าย เข้าถึงง่าย แต่เต็มไปด้วย “พลังแห่งการเริ่มต้น”

โดยการตั้งชื่อการแข่งขันในแต่ละระดับนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจาก รุ่นรถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยมของ BYD ที่มีจุดเด่นเรื่องสมรรถนะ เทคโนโลยี และดีไซน์อันล้ำสมัย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการ “ขับเคลื่อนพลังใหม่ให้กับวงการฟุตบอลไทย” อย่างแท้จริง

จากพลังงานรูปแบบใหม่ของ BYD ที่เปลี่ยนโลกของการขับเคลื่อน วันนี้แบรนด์เตรียมส่งต่อพลังรูปแบบใหม่สู่สนามฟุตบอลไทย ไม่ใช่แค่พลังแบตเตอรี่ แต่คือพลังใจ พลังสร้างสรรค์ และพลังแห่งความเป็นไปได้

BYD x Football มากกว่าสปอนเซอร์ คือพลังใหม่ของทุกแมตช์ การสนับสนุนครั้งนี้จะไม่ใช่แค่การติดโลโก้บนเสื้อ หรือปรากฏชื่อในสนาม แต่คือการเข้ามา เติมเต็มประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับแฟนบอล นักเตะ และทุกคนที่รักเกมลูกหนัง ผ่านกิจกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อนในฟุตบอลไทย:

● “ชาร์จเสียงเชียร์ให้กึกก้อง”
เติม Energy และสีสันในทุกแมตช์เดย์ ด้วยกิจกรรมสนุกจาก BYD ทั้งในสนามและออนไลน์ เพื่อให้ทุกเกมคือความสุขของแฟนบอล

● “ชาร์จพลังให้นักฟุตบอลไทย”
 เชื่อมโยง Culture ของฟุตบอลกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ผ่านแคมเปญสร้างแรงบันดาลใจ กิจกรรมพบปะแฟนคลับ และการร่วมมือกับผู้เล่นระดับชาติ

●“ชาร์จพลัง ส่งต่อโอกาส”
 BYD จะจัดกิจกรรมเพื่อสังคมตลอดฤดูกาล เช่น การส่งต่ออุปกรณ์กีฬาและทุนการศึกษาให้น้องๆ ที่ขาดแคลนทั่วประเทศ

แคมเปญ “BYD ชาร์จพลังบอลไทย” คือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้น การเริ่มต้นยุคใหม่ (New Energy New Era)  ที่ BYD พร้อมเดินเคียงข้างฟุตบอลไทยในทุกมิติตั้งแต่ ทีมชาติไทย, สโมสรอาชีพ, ไปจนถึง แฟนบอลทั่วประเทศ เพื่อร่วมยกระดับประสบการณ์ของวงการลูกหนังไทยอย่างยั่งยืน

โดย BYD เตรียมกิจกรรมสุดเซอร์ไพรส์ไว้ตลอดทั้งฤดูกาล ทั้งในสนาม–นอกสนาม  เติมพลัง เติมสีสัน ให้ทุกแมตช์ของแฟนบอลไทยพิเศษยิ่งกว่าที่เคย!

‘ซีพี-อูโอริกิ’ ปักหมุดร้านอาหารญี่ปุ่นนั่งทานได้แห่งแรกใน 7-Eleven ประเทศไทย สาขาประสานมิตร

“ซีพี-อูโอริกิ” ปักหมุดร้านอาหารญี่ปุ่นนั่งทานได้แห่งแรกใน 7-Eleven ประเทศไทย สาขาประสานมิตร ชูจุดแข็งอาหารญี่ปุ่น-ซูชิ ระดับพรีเมียม เสิร์ฟตรงถึงผู้บริโภค ตั้งเป้าปูพรม 53 จุดจำหน่ายในปี 68

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดให้บริการร้านอาหาร CP-Uoriki (ซีพี-อูโอริกิ) ที่ชั้น 2 ร้าน 7-Eleven สาขาประสานมิตร เป็นสาขาแรกในประเทศไทยที่เปิดให้นั่งรับประทานในร้าน (eat in)  พร้อมจัดกิจกรรมเสิร์ฟซูชิพรีเมียมให้กับลูกค้าฟรี 100 คำ และโปรโมชั่นพิเศษในโอกาสฉลองการเปิดสาขาแรก CP-Uoriki ให้ลูกค้าที่ซื้อเซ็ตสินค้า และรีวิวใน Google Review รับฟรีซูชิ 3 คํา

โดยภายในงานนี้มีนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร พร้อมด้วยนายสุจริต มัยลาภ ผู้บริหารสูงสุดสายงานการค้า ซีพีเอฟ นายเสริมชัย สกุลโรจนวงศ์ ประธานผู้บริหารฝ่ายการเงิน ธุรกิจอาหารและจัดจำหน่ายในประเทศ บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ดโซลูชั่น จำกัด (CPFGS)  นายเมธี เจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการขาย CPFGS  นายจตุพล ตันติสุนทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท CP-Uoriki  นายทัพพ์เทพ จีระอดิศวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.ซีพี ออลล์   นางสาวนฤชา กาญจนสุทธิรักษ์ ผู้จัดการทั่วไป นางสาวเสาวลักษณ์ ด่านวิรุฬวานิช ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส นายนัฐกรณ์ เตชะวิเศษ รองผู้จัดการทั่วไป เข้าร่วมพิธี

นายจตุพล กล่าวว่า การเปิดร้านอาหาร CP-Uoriki ใน 7-Eleven สาขาประสานมิตร ถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ CP-Uoriki ที่จะยกระดับประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นในรูปแบบใหม่ ที่ให้ลูกค้าได้ “นั่งทานซูชิพรีเมียมแบบทำสดใหม่ทุกจาน” ภายในร้านสะดวกซื้อครั้งแรกในประเทศไทย

จุดเด่นของร้าน CP-Uoriki สาขานี้ ถือเป็น “ร้านอาหารญี่ปุ่นทำสดแบบนั่งทาน”  ที่ได้ออกแบบพื้นที่ภายในร้านให้สะดวก สะอาด สะท้อนกลิ่นอายญี่ปุ่น ทันสมัย และรองรับลูกค้าที่ต้องการสัมผัสรสชาติสดใหม่

“ ซูชิและซาชิมิที่ร้าน CP-Uoriki ทำสดใหม่ทุกจาน ด้วยวัตถุดิบระดับคุณภาพ คัดสรรจาก ตลาดปลาโทโยสุ ซึ่งเป็นตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น รังสรรค์โดย Head Chef ชาวญี่ปุ่น ที่ควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนและที่สำคัญเมนูพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้จริง”

 นายจตุพล กล่าวถึงทิศทางธุรกิจว่า ขณะนี้ CP-Uoriki ได้เปิดจุดจำหน่ายแล้วทั้งหมด 36 จุดทั้งใน Lotus Makro 7-Eleven และ Tops โดยบริษัทมีแผนเปิดครบ 53 จุด ภายในสิ้นปีนี้  ซึ่งจะขยายผ่านร้านค้าปลีกชั้นนำ ทั้งร้าน 7-Eleven  21 จุด  Makro  20 จุด และ Lotus  12 จุด เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงอาหารญี่ปุ่นแท้ได้สะดวกในทุกช่องทาง

“ด้วยความเชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบทะเลและอาหารญี่ปุ่นกว่า 100 ปีของ Uoriki ประเทศญี่ปุ่น มาผนึกกำลังกับซีพีเอฟ ในฐานะผู้นำด้านอาหารของไทย ภายใต้ความตั้งใจเดียวกันที่จะนำวัตถุดิบญี่ปุ่นคุณภาพสูงมาสู่ผู้บริโภคชาวไทย ให้เข้าถึงง่าย อร่อยได้ทุกวัน จึงตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพอาหาร”

ทั้งนี้ เมื่อปี 2566 CPFGS ผู้จัดจำหน่ายอาหารสดและอาหารแปรรูปในกลุ่ม ซีพีเอฟ ได้ร่วมทุนกับ บริษัท อูโอริกิ จำกัด ผู้จำหน่ายปลารายใหญ่ที่เก่าแก่อายุ 100 ปี จากญี่ปุ่น จัดตั้ง “บริษัท ซีพี-อูโอริกิ จำกัด” เพื่อนำเข้าปลาสดหลากหลายสายพันธุ์จากตลาดปลาทั่วประเทศญี่ปุ่น

หลังจากนั้นซีพี-อูโอริกิ ได้จัดจำหน่ายสินค้าอาหารทะเลสดแช่เย็น-แช่แข็ง ซูชิ ซาชิมิ มากิ และเครื่องปรุงรสต่างๆ รวมทั้งสินค้าแปรรูปจากอาหารทะเล ที่มีคุณภาพสูงระดับพรีเมียม โดยได้เปิดบริการสาขาแรกที่โลตัส สุขุมวิท 50 ไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2566 และขยายบริการจัดหน่ายเป็นรูปแบบแพ็คที่ร้าน 7-Eleven จนได้รับความนิยมมากขึ้น

#CPUORIKI #ซีพีอูโอริกิ #CPF #สดใหม่ระดับญี่ปุ่น #ฉลองปีใหม่ #ซูชิ #ซาชิมิ #ปลาดิบ

ตำรวจบุก รวบ’เสือปุ่น’ หัวหน้าแก๊งปล้น 3.4 ล้าน จนมุมย่านปทุมธานี

สืบนครบาลรวบแล้ว “เสือปุ่น” หัวหน้าแก๊งพร้อมลูกน้องอีก 1 หลัง ปล้นเงิน 3.4 ล้านบาท ตุ๋นแลกคริปโต จนมุมบ้านเช่า จ.ปทุมธานี

จากกรณีแก๊งเสือปุ่นกับพวกรวม 7 คน ก่อเหตุปล้นทรัพย์ เงินสด 3.4 ล้านบาท โดยใช้อาวุธมีดจี้ ข่มขู่ผู้เสียหาย 3 คน ที่มาซื้อเงินคริปโตเคอร์เรนซี่ สกุลเงิน USDT จำนวน 100,000 ดอลล่า ภายในลานจอดรถศูนย์การค้าชื่อดังย่านลาดพร้าว แขวงและเขตจตุจักร กทม. เมื่อช่วงเวลา 19.30 น. ของวันที่ (30 มิ.ย.) ภายหลังติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 4 ราย คือ 1.นายเฌอพัชญ์ ดีดวงพันธ์ หรือหนาว อายุ 25 ปี  สาวประเภท 2 ทำหน้าที่เป็นเอเย่น และ 2. น.ส.นานา มุกข์ประดับ หรือนานาอายุ 31 ปีตามหมายจับศาลอาญา รัชดา ที่ จ.3836,3837 /2568 ลงวันที่ 1 ก.ค.68 ตามลำดับ ข้อหาปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธในเวลากลางคืน

โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด ได้ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งใน อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เมื่อช่วงตี 1 วันที่( 1 ก.ค.) ต่อมาศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาอีก 5 ราย ประกอบด้วย 1.นายรุ่งนิรันดร์ โฉมพัตร อายุ 32 ปี หรือโบ้ 2.นายบอล เหล่าบุญมา หรือบอล อายุ 35 ปี  3.นายนนทวัฒน์ สอนส่งกลิ่นหรือสอง อายุ 28 ปี 4.นายวรวัฒน์ เชื่อมแก้ว หรือเสือปุ่น(หัวหน้าแก๊ง) อายุ 43 ปี และ 5.นายอนันต์ชัย มณีโชติ อายุ 26 ปี ไอซ์ ทั้งหมดถูกออกหมายจับในข้อหา “ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป” ก่อนติดตามไปจับกุมอีก 2 ราย โดย นายนนทวัฒน์ หรือสอง ส่วน นายอนันต์ชัย หรือไอซ์ ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจ สภ.บางศรีเมือง  ตามที่เสนอข่าวให้ทราบนั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 18.00น.วันที่18ก.ค. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลือวิไล ผบก.สส.บชน.พร้อมชุดสืบสวนร่วมกันจับกุมตัวนายวรวัฒน์ หรือ เสือปุ่น หัวหน้าแก๊งปล้นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา และนายบอล ผู้ต้องหาคดีเดียวกัน ตามหมาจับศาลอาญาเช่นกัน โดยจับกุมตัวได้ที่บ้านเช่า ในหมู่บ้านพูนผล ซอยบุญคุ้ม ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ขณะหลบหนีมากบดาน พร้อมด้วยของกลางปืนสั้นพกแบบแม็กกาซีนขนาด.365 เครื่องกระสุน 29 นัด เงินสด 3 พันบาท รถเก๋งฮอนด้า แอคคอร์ด สีดำ ทะเบียนกค 4520 พิจิตร ซึ่งเป็นทะเบียนปลอม กระเป๋าหลุยส์ วิตตองค์ 2 ใบ จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 รายเข้าไปสอบสวนที่ บก.สส.บชน.

จากการสอบสวนนาย(เสือปุ่น) ให้การว่า สาเหตุที่ลงมือปล้นเงิน เพราะคิดว่าเป็นเงินเทา ผู้เสียหายจะไม่กล้าแจ้งความ ส่วนเงินที่ได้ส่วนแบ่งไปกว่า1ล้านบาท เอาไปใช้ซื้อยาบ้ามาเสพ ตระเวนกิน เที่ยว และย้ายที่พักหนีตำรวจไปเรื่อยจนเงินหมด เหลือติดตัวแค่3พันบาท ส่วนกระเป๋าหลุยส์เสือปุ่นอ้างว่าเพื่อนให้มา

อย่างไรก็ตามยังเหลือนายโบ้ เพียงคนเดียวที่ยังหลบหนี โดยชุดสืบสวนอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป