สลด! ลิฟต์หนีบคนเสียชีวิต ในอาคารพาณิชย์ บริษัทฯย่านบ้านบาตร

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 68  ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรณีที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู ได้รับแจ้งอุบัติเหตุลิฟต์หนีบศีรษะหญิงเสียชีวิต ที่อาคารพาณิชย์ย่านถนนบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม. จึงประสาน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ เข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ติดกัน 3 คูหา ประกอบกิจการร้านขายอะไหล่รถ ที่ชั้นลอยของตัวอาคารเจ้าหน้าที่พบร่างผู้เสียชีวิต เป็นหญิง 1 ราย ทราบชื่อคือ น.ส.ก้อย อายุประมาณ 45 ปี เป็นพนักงานของร้านดังกล่าว สภาพถูกลิฟต์หนีบบริเวณศีรษะ ร่างติดอยู่ระหว่างตัวลิฟต์ และผนังอาคารเจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้อุปกรณ์ตัดถ่างเข้าช่วยเหลือนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาจากช่องลิฟต์

เผยสาเหตุ ลิฟต์หนีบศีรษะ หญิงวัย 45 สียชีวิตสลดคาชั้นลอย ลิฟต์เกิดขัดข้องหนีออกมาไม่ทัน

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าลิฟต์ดังกล่าวเป็นลิฟต์ที่ใช้สำหรับขนของ โดยก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิตและเพื่อนพนักงานชายอีกคนกำลังใช้ลิฟต์ขนของลงมาจากชั้นบนของอาคาร แล้วลิฟต์เกิดขัดข้อง เพื่อนพนักงานหนีออกมาทัน ส่วนผู้เสียชีวิตก้าวพลาดหนีออกมาไม่ทันจึงถูกลิฟต์หนีบเข้าที่ศีรษะเสียชีวิตดังกล่าว

บุกรวบอาตี๋หนีคดีเข้าไทย แถมรับปลอมบัตร ปชช. ให้คนจีน

จากกรณีที่ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุขและ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ  รอง ผบช.สตม. สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดยกระดับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะความผิดที่เกี่ยวกับคนเข้าเมือง เช่น หลบหนีเข้าเมือง อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด หรือ overstay และชาวต่างชาติที่มีลักษณะเป็นอาชญากร หรือเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบหลักของ สตม. โดยสั่งการและกำชับให้เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบบังคับใช้กฎหมาย  โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่รับผิดชอบงานสืบสวนเน้นลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวอย่างต่อเนื่อง  

ล่าสุด พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์  ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ระพีพัฒน์ อุตสาหะ รองผู้บังคับการฯ รับผิดชอบงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการจับกุมคนร้ารายสำคัญ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้รับข้อมูลว่ามีบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน ลักลอบหนีหมายจับจากประเทศจีน เข้ามากบดานในไทย และรับทำบัตรประชาชนปลอม หรือหนังสือเดินทางปลอม ให้กับคนจีนที่อยู่ในประเทศไทย  

หลังทราบข้อมูล พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผกก.สืบสวน บก.ตม.1, พ.ต.ท.สุริยะ พ่วงสมบัติ รองผู้กำกับการสืบสวนฯ พร้อมชุดปฏิบัตินำโดย พ.ต.ท.ทวีทรัพย์ ชัยภูมิ และ พ.ต.ท.ธงไทย ไพเราะ สว.กก.สืบสวน บก.ตม.1 เรียกประชุมชุดสืบสวนในการลงพื้นที่สืบสวนจนจับกุมตัวได้

ซึ่งการจับกุมในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ก.ค.68 เวลาประมาณ 06.00 น. หลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง สังกัด บก.ตม.1 ชุดสืบสวน ได้นำกำลังลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวในพื้นที่ซอยวิภาวดี 4 – 8 ซึ่งได้รับข้อมูลจากสายลับว่าบุคคลต่างด้าวที่เป็นเป้าหมายมักจะใช้เป็นเส้นทางหลบเลี่ยงการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระจายกำลังกันสังเกตการณ์เนื่องจากชุดสืบสวนเชื่อว่า บุคคลต่างด้าวเป้าหมายจะต้องมาปรากฏตัว

จนกระทั่งเวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่ได้พบบุคคลต่างด้าวลักษณะใกล้เคียงกับบุคคลต่างด้าวเป้าหมาย มีตำหนิรูปพรรณใกล้เคียงกับที่สายลับแจ้ง ขับรถยนต์ติดฟิล์มทึบ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เป็นชุดสืบสวนจึงได้ขับรถเข้าสกัด และแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและแสดงบัตรประจำตัวให้ดูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้ขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวหรือหนังสือเดินทางของผู้ถูกจับ

ผลการตรวจสอบทราบชื่อผู้ถูกจับคือ MR.WANG MING สัญชาติจีน อายุ 40 ปี แสดงหนังสือเดินทางของผู้อื่น แต่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าหน้าไม่ตรงกัน จึงขอตรวจค้นรถ ผลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบใบขับขี่ทั้งไทย และสากล รวมถึงหนังสือเดินทางเล่มอื่น ซึ่งเชื่อว่าปลอม จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การปฏิเสธว่าไม่ใช่ของตน ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”

ตรวจสอบประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศพบว่า MR.WANG MING เป็นบุคคลที่มีหมายจับ และเป็นที่ต้องการตัวในประเทศจีน โดยได้กระทำความผิดฐานนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นมาปลอมแปลงบัตรประชาชน หนังสือเดินทาง และใบขับขี่ กระทำความผิดฐานเปิดบ่อนการพนันโดยผิดกฎหมาย และขัดคืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล ก่อนหลบหนีออกจากประเทศมากบดานในประเทศไทยอีก เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและควบคุมตัวผู้ถูกจับมาที่ กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. เพื่อทำบันทึกจับกุมและนำตัวผู้ถูกจับส่ง พงส. กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ตม.จว.กาญจนบุรี สกัดจับรถขนคนต่างด้าวผิดกฎหมาย

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช./ผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย

รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตม.จว.กาญจนบุรี ลงพื้นที่ซุ่มติดตาม ตรวจสอบรถยนต์ ตามลักษณะที่ทราบจากสายลับ (ไม่ประสงค์ออกนาม) ว่ามีรถกระบะโตโยต้า รุ่น Revo สีขาว มีสติกเกอร์สีแดงติดบริเวณซุ้มล้อ ไม่ทราบเลขทะเบียน และรถกระบะโตโยต้า รุ่น Revo สีเทาไม่ทราบเลขทะเบียน มีการลักลอบขนบุคคลต่างด้าวจาก อ.สังขละบุรี จว.กาญจนบุรี ชุดจับกุมจึงได้วางแผน ออกตรวจในเส้นทางที่คาดว่า เป้าหมายจะเดินทางมาถึง
          
กระทั่ง วันนี้ ( 18 ก.ค.68 ) มีรถกระบะลักษณะตรงกับที่สายลับแจ้ง ขับตามกันมาทั้ง 2 คัน จึงได้ขับติดตามและแสดงสัญญาณให้หยุดรถ โดยรถหยุดบริเวณริมถนนแสงชูโต ปากซอยท่าล้อ 28 ต.ท่าล้อ อ.ท่าม่วง จว.กาญจนบุรี พร้อมแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารประจำตัว พบ นายเมย ไม่มีชื่อสกุล อายุ 42 ปี สัญชาติเมียนมา (ผู้ขับขี่ รถทะเบียน กทม.)  พร้อมบุคคลต่างด้าวจำนวน 10 คน และนายสมปอง ไม่มีชื่อสกุล อายุ 45 ปี บุคคลไม่มีสัญชาติ (ผู้ขับขี่ รถทะเบียน กจ.) พร้อมบุคคลต่างด้าวจำนวน 10 คน

สถานที่จับกุมบริเวณริมถนนแสงชูโต ปากซอยท่าล้อ 28 ต.ท่าล้อ อ.ท่าม่วง จว.กาญจนบุรี โดยผู้ขับขี่ 2 ราย ข้อกล่าวหาว่า “ช่วยเหลือ ซ้อนเร้น ด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฏหมายนั้นพ้นจากการจับกุม” และบุคคลคนต่างด้าว 20 ราย ข้อกล่าวหาว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”
          
ในชั้นจับกุม ผู้ถูกจับให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้นำตัวไปยัง ตม.จว.กาญจนบุรี ทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าม่วง เพื่อดำเนินคดีต่อไป 

ทลายโกดังซุกยากันยุงเถื่อนขายออนไลน์อันตรายต่อสุขภาพ

ตำรวจสอบสวนกลางลุยตรวจค้นโกดังส่งขายยากันยุงเถื่อน ไร้ฉลากไทย ไร้อย. พบลอบขายออนไลน์ เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.2 บก.ปอศ. ร่วมกันจับกุม นายกันติทัตฯ  อายุ 19 ปี เพื่อดำเนินคดีในความผิดฐาน “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร” อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ

พร้อมกับตรวจยึดของกลาง รวมกว่า 2,400 กล่อง ดังนี้
1. ยากันยุงตรา Laojun รูปเด็กอ่อน จำนวน 600 กล่อง
2. ยากันยุงตราเสือ กล่องสีแดง จำนวน 1200 กล่อง
3. ยากันยุงตรา Goldeer รูปกวาง กล่องสีฟ้า จำนวน 600 กล่อง

สถานที่จับกุม ที่อาคารพานิชย์แห่งหนึ่งในพื้นที่ หมู่ 2 ตำบลอ้อมน้อย  อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร

พฤติการณ์  สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 2 บก.ปอศ ได้ดำเนินกวาดล้าง ตรวจค้นจับกุมสินค้าที่มีการลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ ประเภทยากันยุง ซึ่งอาจมีสารอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา โดยพบว่ามีสินค้ายากันยุงที่ลักลอบนำเข้าจากประเทศจีนส่วนใหญ่เป็นยี่ห้อที่มีสัญลักษณ์ รูปเด็กอ่อน, รูปกวาง และรูปเสือ มีการเสนอจำหน่ายในสื่อโซเชียล ทางแพลตฟอร์มออนไลน์อยู่อย่างแพร่หลาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริโภค เนื่องจากมีส่วนผสมที่อาจเป็นอันตรายหากนำไปใช้งาน เจ้าหน้าที่จึงได้สืบสวนติดตาม ทางแอปพลิเคชัน และโซเชียลมีเดียต่างๆ จึงพบสินค้าที่เป็นยากันยุงนำเข้าจากประเทศจีน ราคาต่ำกว่ายากันยุงที่มีการซื้อขายกันในประเทศ

 จากการตรวจสอบพบว่าไม่มีฉลากที่เป็นภาษาไทย และไม่มีเครื่องหมายที่แสดงการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อทำการสืบสวนต่อเนื่องจึงพบว่าสินค้าเหล่านี้มีสถานที่จัดส่งมาจากอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ในจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขอหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเข้าทำการตรวจค้น อาคารดังกล่าว

ผลการตรวจค้นพบสินค้าประเภทยากันยุง ที่มีฉลากข้างกล่องเป็นภาษาจีนมีแหล่งที่มาจากต่างประเทศ  หลากหลายยี่ห้อ เก็บไว้ในอาคารดังกล่าวเพื่อเตรียมส่งออกให้กับลูกค้า จำนวน 2,400 กล่อง ตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบเอกสารการนำเข้าและการชำระภาษีศุลกากรใดๆ จึงได้ตรวจยึดและดำเนินคดีกับผู้ต้องหา พร้อมกับตรวจยึดของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ.2 บก.ปอศ. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยจะมีการขยายผลถึงผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป  

“เพชรบุรี Fresh เกษตรกลางเมือง” ยกของดีสินค้าดังจากท้องถิ่นสู่ใจกลางกรุง

โครงการพัฒนาภาคเกษตรสู่ความมั่นคง ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี กิจกรรมหลัก ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพสับปะรดเพื่อบริโภคผลสด กิจกรรมย่อย การประชาสัมพันธ์ตลาดสินค้าเกษตรและตลาดเกษตรกร “จัดงานมหกรรมตลาดสินค้าเกษตรเชื่อมโยงสู่ตลาดภายนอกจังหวัด   “เพชรบุรี Fresh เกษตรกลางเมือง” ยกของดีจากท้องถิ่นสู่ใจกลางกรุงเทพฯ โครงการพัฒนาภาคเกษตรสู่ความมั่นคง ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

จังหวัดเพชรบุรี โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี ร่วมดำเนินการจัดกิจกรรม มหกรรมตลาดสินค้าเกษตรเชื่อมโยงสู่ตลาดภายนอกจังหวัด “เพชรบุรี  Fresh เกษตรกลางเมือง” ระหว่างวันที่ 16–21 กรกฎาคม 2568ณ ศูนย์การค้า JJ Mall (เจเจมอลล์) เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนจากจังหวัดเพชรบุรี เพิ่มโอกาสทางรายได้แก่เกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน พร้อมทั้งสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นต่อสินค้าเกษตรคุณภาพสู่ผู้บริโภคในเมือง

ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ สินค้าแปรรูป และผลิตภัณฑ์เด่นจากวิสาหกิจชุมชนกว่า 30 บูธ อาทิ ขนมหม้อแกงเมืองเพชร น้ำตาลโตนด ดอกเกลือทะเล และสับปะรดเพชรบุรีหรือที่รู้จักกันในนามสับปะรดฉีกตาและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากภูมิปัญญาท้องถิ่น อีกทั้งยังจัดให้มีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ อาทิ การสาธิต การจำหน่าย และนิทรรศการเกี่ยวกับผลิตผล / ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปจากเพชรบุรี “เมืองสามรส สินค้าเกษตรเพชรบุรี จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ” กิจกรรมไฮไลต์ ได้แก่ “หิ้วถุงผ้าแลกของดีเมืองเพชร” กิจกรรม “นาทีทอง” สำหรับเลือกซื้อสินค้าราคาพิเศษ และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง “ก้านตอง ทุ่งเงิน” เพื่อสร้างสีสันและความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน

โดยในวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 จะมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานในพิธี นายวันชัย นิลวงศ์ เกษตรจังหวัดเพชรบุรี กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ เกษตรกร และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีศักยภาพทางการตลาด สร้างความมั่นคงทางอาชีพให้เกษตรกร พร้อมทั้งส่งเสริมการบริโภคสินค้าคุณภาพ ปลอดภัย สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี

ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรของดีจากจังหวัดเพชรบุรีได้ภายในงาน “เพชรบุรี Fresh เกษตรกลางเมือง”ระหว่างวันที่ 16–21 กรกฎาคม 2568 ณ ลานกิจกรรมชั้น 1 ศูนย์การค้า JJ Mall จตุจักร กรุงเทพมหานคร ได้ทุกวัน

สวย น่ารัก สุดเท่ห์ “ผู้กองมายด์” นางฟ้าตำรวจจราจร สวยตรงปกไม่จกตา

กลายเป็นภาพไวรัลฮือฮาในโลกโซเชียล หลังผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Pisut Waiyarattananukornkit” ช่างภาพชื่อดังจาก จ.นครราชสีมา โพสต์ภาพตำรวจจราจรหญิงสุดสวยขณะปฏิบัติหน้าที่ พร้อมแคปชั่นเด็ดโดนใจ “ผมรักตำรวจครับ ฝากตัวและหัวใจเลยครับแบบนี้” งานนี้ทำเอาหนุ่มๆ แห่แชร์สนั่น พร้อมคอมเมนต์กันรัวๆ ยอมโดนจับ ข้อหาอะไรก็ยอม พร้อมตามหาวร์ปความน่ารักกันเป็นแถว

หลังภาพไวรัลออกไปไม่นาน ก็มีชาวเน็ตตาดีตามสืบจนรู้ว่าเธอคือ “ร.ต.อ.หญิง พัชรมณฑ์ ทองนำ” หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “ผู้กองมายด์” รองสารวัตร (จราจร) สภ.เมืองนครราชสีมา บัณฑิตจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 73 ที่ทั้งสวย เก่ง เป๊ะทุกองศา แถมดีกรีไม่ธรรมดา อยู่ในเครื่องแบบมากว่า 13 ปีแล้ว

ไม่ใช่แค่สวยสะดุดตาเท่านั้น แต่ “ผู้กองมายด์” ยังเป็นตำรวจหญิงที่ทุ่มเทสุดหัวใจ วันจันทร์ถึงศุกร์จะเห็นเธอปฏิบัติหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง ทั้งขับรถนำรถรางรับส่งนักเรียน ดูแลการจราจรหน้าโรงเรียน และยังรณรงค์ให้สวมหมวกกันน็อกอีกด้วย

ตอนนี้ “ผู้กองมายด์” กลายเป็นขวัญใจหนุ่มไทยทั้งประเทศ หลายคนยกให้เธอเป็น “นางฟ้าจราจรแห่งเมืองย่าโม” ไปเลยแบบไม่มีใครค้าน หนุ่มๆ แห่สมัครใจโดนจับ

สำหรับภารกิจประจำของผู้กองมายด์นั้น ในช่วงเช้าและเย็นวันจันทร์ – ศุกร์ ก็จะปฏิบัติหน้าที่ขับรถนำรถรางสำหรับรับส่งนักเรียน หลังจากส่งนักเรียนเสร็จแล้วก็จะมาปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจรบริเวณหน้าโรงเรียนเป็นประจำพร้อมกับคอยประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ประชาชนสวมหมวกกันน็อกเป็นประจำในระหว่างขับขี่รถจักรยานยนต์

ผู้กองมายด์  บอกว่า รูปที่เห็นนั้นเป็นรูปที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจรในงานเทศกาลแห่เทียนพรรษาของจังหวัดนครราชสีมา ก่อนที่จะโดนช่างภาพภายในงานถ่ายก่อนที่จะเอาไปโพสต์ลงโซเชียล ซึ่งพอเห็นภาพตัวเองในโซเชียลก็รู้สึกงง ๆ และตกใจ เนื่องจากมีคนเข้ามาแชร์ภาพของตนไปเป็นจำนวนมาก และรู้สึกขอบคุณคอมเมนต์ทุกคนที่เข้ามาชื่นชม

ผู้กองมายด์กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะที่ปฏิบัติหน้าที่รองสารวัตรจราจร อยากฝากไปยังผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์อยากให้ช่วยสวมหมวกกันน็อกในขณะขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณถนนด้านหน้าของโรงเรียนที่มีการรณรงค์ถนนปลอดภัยสวมหมวกนิรภัย 100% เพื่อความปลอดภัย

สาวโรงงาน ชีวิตพังทลายหลังฉีด วัคซีนโควิด ครบ3เข็ม โรครุมเร้า

สาวโรงงาน ร้องทุกข์ ชีวิตพังทลายหลังฉีด วัคซีนโควิด ครบ 3 เข็ม หลายโรครุมเร้า จากที่เคยแข็งแรง กินยาเยอะจนไตเสื่อม ต้องพบหมอ 4 ครั้งต่อเดือน ชีวิตอัตคัต

เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2568 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องทุกข์ชาวบ้านมีหญิงสาวรายหนึ่งเป็น สาวโรงงาน ภูมิลำเนาอยู่พื้นที่ ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ไม่รู้จะพึ่งพาใครหลังฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิค-19 แล้วชีวิตเธอและครอบครัวต้องพลิกผัน

เริ่มจากคนที่ร่างกายปกติแข็งแรงต้องกลับกลายกลายมาล้มป่วยหลายโรครุมเร้า นับเริ่มจากป่วยเป็นโรคพุ่มพวง โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง กระดูกทับเส้น กำลังติดตามด้วยโรคความดัน เบาหวาน และไตเสื่อมหลังจากกินยามาก

ชีวิตตอนนี้ต้องวนเวียนไปกลับระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลในเดือนหนึ่ง ๆ ไปหาหมอ 3-4ครั้ง/เดือน บางครั้งต้องขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านไปหาหมอที่โรงพยาบาลกบินทร์บุรี ต้องพักข้างทาง 2-3 ครั้ง จึงขับรถไปต่อได้ เนื่องจากมีอาการวูบหน้ามืดตาลาย จนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนการรักษามาที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรตามสิทธิประกันสังคม

น.ส.นันทนา ไชโย อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 259 หมู่ 5 กล่าวว่า ตนป่วยเมื่อปี 2564 หลังจากที่ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ตามที่ทางรัฐบาลกำหนดให้ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ตนฉีดวัคซีนครบ 3 เข็ม

ต่อมากลับกลายมีอาการแขนขาอ่อนแรงและโรคแทรกซ้อน จากคนปกติต้องล้มป่วยมาเป็นระยะ ๆ เดินไม่สะดวก หน้าตาที่สดใสกลายมาเป็นดำคล้ำ ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ ทำให้ประสบปัญหาในการทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง แต่ทางผู้จัดการใจดียังคงให้ทำงานตามแต่จะมีแรงทำ อาทิตย์หนึ่งไปทำงานได้ 1-2 วันเท่านั้น

หลังจากล้มป่วย สามีก็นำลูก 2 คนไปเลี้ยงดูที่กรุงเทพฯ และแยกทางกันอยู่ ตนอาศัยปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่ติดกับแม่ มีแม่คอยดูแลในยามเจ็บป่วย บางครั้งไม่มีเงินที่จะไปหาหมอ ต้องขอหยิบยืมญาติและเพื่อนบ้านครั้งละ 100 บาทค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์ บางครั้งมีเงินเติมน้ำมัน 50 บาทก็ต้องไปหาหมอ

ล่าสุดหมอนัดผ่าตัดกระดูกทับเส้นแต่เงินประกันสังคมได้ใช้เกินไม่มีจ่ายไม่มีเงินค่าผ่าตัด และตนก็แพ้ยาด้วย ยอมรับว่าทุกวันนี้ชีวิตอัตคัดขัดสนสุด ๆ บางเดือนต้องหยิบยืมเงินจากญาติและเพื่อนบ้านมาจ่ายค่าไฟ ค่าน้ำ การกินอยู่ก็กินตามอัตภาพเท่าที่มีอด ๆอยาก ๆ แต่ก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ให้ได้ หมอให้ยามาทานที่บ้านแต่ละครั้งครั้งละมาก ๆ

หากใครมีความประสงค์จะช่วยเหลือเงินไว้ติดตัวไว้เป็นค่ารักษาตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ โอนเงินค่ารักษาได้ที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาตลาดอุดมสุข กบินทร์บุรี หมายเลขบัญชี 041-162119-7 หรือโทรศัพท์ 062-498-0660

“แคบหมูกากไก่บ้านดอนกรูด ครบุรี” อาชีพพื้นบ้านสร้างรายได้หลักแสน

กลุ่มชาวบ้านดอนกรูด ต.แชะ อ.ครบุรี โคราช สืบทอดอาชีพทำแคบหมู-กากไก่ มานานกว่า 30 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกในกลุ่มมากกว่า 20 ครัวเรือนผลิตส่งขายทั่วประเทศ สร้างรายได้เข้าชุมชนกว่า 6 ล้านบาทต่อเดือน

หนึ่งในนั้นคือ “เจ๊ลี” อัญชลี อิ่มกระโทก ที่รับออเดอร์จากลูกค้าให้ผลิตวันละ 300 พวง ใช้วัตถุดิบวันละ 300 กก. และยังแปรรูปน้ำมันทอดขายได้เพิ่มอีกวันละ 2,800 บาท พร้อมจ้างคนในชุมชนช่วยงาน ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ มีรายได้เฉลี่ยคนละไม่ต่ำกว่า 300 บาทต่อวัน

ส่วนใครสนใจแคบหมูแสนอร่อยจากชุมชนแท้ๆ ติดต่อเจ๊ลี โทร. 082-8711929

“วิเชษฐ์”จี้รบ.เร่งช่วยเหลือเกษตรกรจริงใจให้ปั๊มแจกผลไม้แทนแถมน้ำแก้ราคาตกต่ำ

“วิเชษฐ์” เรียกร้องรัฐบาลเร่งช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงใจให้ปั๊มน้ำมันเปลี่ยนแจกน้ำหันมาแจกผลไม้ตามฤดูกาลที่ตกต่ำแทนแทน เพื่อช่วยเกษตรกรก่อนจะตายกันหมดประเทศ

นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี อดีตประธานกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกโรงเรียกร้องแบบตรงไปตรงมา ขอให้บรรดาปั๊มน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ปตท., พีที และบางจาก เปลี่ยนแนวทางการแจกของแถมจากน้ำดื่ม เป็น “สินค้าเกษตรที่ราคาตกต่ำ” เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด และมันสำปะหลัง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยที่กำลังประสบภาวะวิกฤตหนัก

“ทุกวันนี้เกษตรกรกำลังจะตายกันหมดแล้ว! ค่าปุ๋ยก็แพง ค่าแรงก็ถูก แถมยังถูกสินค้าต่างประเทศตีตลาด สินค้าเกษตรของไทยจึงถูกกดราคาอย่างน่าเวทนา” นายวิเชษฐ์กล่าว

นายวิเชษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันราคาผลไม้หลายชนิดในตลาดตกต่ำจนน่าใจหาย เช่น มังคุดบางพื้นที่ราคาต่ำกว่า 10 บาท/กิโลกรัม ทุเรียนคุณภาพดีแต่ขายไม่ได้ เงาะเน่าในสวน มันสำปะหลังราคาต่ำกว่าต้นทุน ขณะที่เกษตรกรต้องกัดฟันสู้กับต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่ว จนแทบเอาตัวไม่รอด

ทั้งนี้ รัฐบาลโดยเฉพาะ กระทรวงพลังงาน ควรเห็นความสำคัญของปัญหานี้ และผลักดันให้สถานีบริการน้ำมันใช้ “พื้นที่หน้าปั๊ม” เป็นพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกร เช่น การตั้งจุดแจกหรือจำหน่ายผลไม้ราคาถูก หรือรับซื้อผลผลิตเกษตรมาแจกให้ประชาชนแทนน้ำเปล่าขวดละ 10 บาทที่แจกกันจนชิน

“อย่าแจกแต่น้ำ แจกของที่มีคุณค่ากับเกษตรกรบ้าง! กระทรวงพาณิชย์ต้องร่วมมือกับกระทรวงพลังงานผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนอดตายก่อน แม้ผมจะไม่ได้มีตำแหน่งในรัฐบาลแล้ว แต่ในฐานะอดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรีฯ ยังห่วงใยประชาชน และไม่อาจนิ่งดูดายต่อความเดือดร้อนของคนในชาติ ผมพูดด้วยความหวังดี ไม่ใช่เพราะอยากเด่นหรือเรียกร้องอะไร แต่เพราะมันเจ็บปวดที่ต้องเห็นพี่น้องเกษตรกรล้มละลายกันทั้งประเทศ ขณะที่รัฐบาลยังแจกน้ำดื่มอยู่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” นายวิเชษฐ์กล่าว

นายวิเชษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากรัฐไม่รีบขยับ ครั้งหน้าที่ผลไม้ล้นตลาดอีก ก็ไม่ต้องโทษใคร เพราะโอกาสในการช่วยเหลือมีอยู่แล้ว แต่อยู่ที่ใครจะกล้าลงมือทำ อย่ากลัวแต่นายทุนต้องสั่งนายทุน ช่วยเหลือเกษตรกรเจ้าของคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่เลือกพวกท่านมาทำงานบ้าง

“แพทองธาร”พร้อมคณะเยี่ยม 3 พลทหารเหยียบกับระเบิดช่องบกชายแดนไทย-กัมพูชา

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม พร้อม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม เดินทางไปเยี่ยมกำลังพลทหาร 3 นายที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหยียบกับระเบิดในพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน ณ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี⁣

น.ส.แพทองธาร แสดงความนับถือ และยกย่องความเสียสละของทหารกล้า ได้แก่⁣

พลทหานธนพัฒน์ หุยวัน⁣
พลทหารณัฐวุฒิ ศรีเข้ม⁣
ส.อ.ปฏิพัทธิ์ ศรีลาศักดิ์⁣

”ดิฉันขอแสดงความเคารพนับถือในความเสียสละที่มีต่อประเทศชาติของกำลังพลทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อพี่น้องประชาชนอยู่ในขณะนี้ ตลอดจนได้ทราบว่าทางกระทรวงกลาโหมกำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงเก็บกู้กับระเบิดในพื้นที่อย่างเร่งด่วน ที่สำคัญจะมีมาตรการเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้อย่างเต็มที่“ น.ส.แพทองธาร กล่าว⁣