นบข.เคาะช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,200 บาท ไม่เกิน 10ไร่ 8.5 แสนครัวเรือน

อนุกรรมการ นบข. (ด้านการผลิต) เคาะช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปี ปี68/69 ไร่ละ 1,200 บาท ไม่เกิน 10ไร่ วงเงินราว 40,000 ล้าน  ส่วนไร่ละ1,000 บาท ช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวนาปรัง ยังมีข้อถกเถียง เตรียมรวบรวมความเห็น ทั้งข้อดีข้อเสีย ส่งนบข. ใหญ่พิจารณาทบทวนและเห็นชอบต่อไป

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต  ที่ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐเอกชนและตัวแทนชาวนาเข้าร่วม  โดยที่ประชุมได้มีการพิจารณามาตรการช่วยเหลือชาวนาในหลายวาระ โดยใช้เวลาประชุม นานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง

นายอรรถกร กล่าวว่าที่ประชุม นบข.ด้านการผลิต ได้มีการอนุมัติโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิต เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/2569 ด้วยการสนับสนุนเงินไร่ละ 1,200 บาท (ครัวเรือนไม่เกิน 10 ไร่) จำนวน 4.6 ล้านครัวเรือน คาดว่าจะใช้งบประมาณราว 40,000 ล้านบาท โดยหลังจากนี้จะส่งเรื่องเข้าสู่สาระการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่จะมีการจัดขึ้นในครั้งถัดไป เพื่อพิจารณารายละเอียดต่อไป 

ส่วนโครงการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปรัง ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ยังคงมีประเด็นทกเถียง และยังต้องพิจารณาตรวจสอบ ที่ประชุมจึงเรวบสนอควาทเห็นทั้ง ข้อดี ข้อเสียของโครงการฯ ตัวเลขชาวนาที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรที่มีประมาณ 850,000 ครัวเรือน และวงเงินงบประมาณที่คาดว่าจะต้องใช้ประมาณ 7,200 ล้านบาท เพื่อส่งต่อให้ที่ประชุมใหญ่ นบข. พิจารณาอีกครั้ง

ด้านปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยกล่าวว่า ยังคงมีความกังวลใจในส่วนของโครงการช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกข้าวนาปรัง ไร่ละ 1,000 บาท จำนวน 8.5 แสนครัวเรือน เพราะยังไม่ได้รับความเห็นชอบในที่ประชุมวันนี้ และยังต้องรอที่ประชุม นบข.ใหญ่ พิจารณาทบทวน ยอมรับไม่พึงพอใจ เพราะไม่รู้ว่าชาวนาจะต้องรออีกนานแค่ไหน เนื่องจากขณะนี้ราคาข้าวตกต่ำต่อเนื่อง ชาวนาขายข้าวขาดทุน 

ทั้งนี้สำหรับโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิต เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต  2568/2569  ตนได้ขอในที่ประชุม ให้การสนับสนุนเงินไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ แต่ที่ประชุมเคราะห์ที่ไร่ละ 1,200 บาท ก็ต้องยอมรับดีกว่า ไม่ได้อะไรเลย อย่างน้อยก็ช่วยให้ชาวนามีต้นทุนการผลิต โดยหลังจากนี้ จะต้องรอ ที่ประชุม นบข. ใหญ่จะพิจารณาอย่างไรต่อไป 

จีนหนุนรัสเซียไม่เปลี่ยน หลัง“ทรัมป์”ขู่รีดภาษีนำเข้าหมีขาว 100 %

รัฐบาลจีนให้คำมั่นสนับสนุนรัสเซียมากยิ่งขึ้น   แม้เป็นหนึ่งในชาติคู่ค้าสำคัญของรัสเซีย ซึ่งถูกผู้นำสหรัฐฯ ขู่รีดภาษีนำเข้า100 % หากประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูตินไม่ยอมลงนามสนธิสัญญาสันติภาพกับยูเครนภายใน 50 วัน

ประธานาธิบดี  สี จิ้นผิง กล่าวกับนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันอังคาร ( 15 ก.ค.) ว่า จีนและรัสเซียมีความไว้วางใจกันอย่าง “ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น” ชาติทั้งสองควร “เสริมสร้างการสนับสนุนซึ่งกันและกันบนเวทีพหุภาคี”

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจรัสเซียอย่างมากระหว่างการประชุมกับนายมาร์ก รุตเต้ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต้ ) ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ ( 14 ก.ค.) และขู่เก็บภาษีในอัตราสูงลิ่วดังกล่าวกับชาติที่ยังคงทำมาค้าขายกับมอสโก โดยทรัมป์เรียกภาษีนำเข้านี้ว่าภาษีรอง (Secondary Tariff) ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ที่ทรัมป์กำลังเปิดศึกกับชาติต่าง ๆ อยู่ในขณะนี้

คำขู่ของทรัมป์เป็นการเพิ่มเดิมพัน เพื่อทำให้เศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยง เนื่องจากสหรัฐฯกับจีนทำสงครามการค้าตอบโต้กันดุเดือดอยู่แล้ว ถึงขั้นเคยประกาศภาษีศุลกากรตอบโต้กันสูงกว่า 100 % ก่อนจะยอมพักรบ 90 วัน

คำขู่ล่าสุดอาจทำให้ปักกิ่งต้องเลือกระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจะยืนหยัดเคียงข้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์อย่างรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ นายลินด์ซีย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกสายเหยี่ยวเคยมีความคิดที่จะเสนอร่างกฎหมายให้ทรัมป์มีอำนาจกำหนดอัตราภาษีศุลกากรสูงสุด 500% ด้วยซ้ำกับชาติที่ยังคงทำการค้ากับรัสเซียได้แก่ จีน อินเดีย และบราซิล แต่ความคิดนี้ได้ถูกระงับไป

จีนและรัสเซียประกาศกระชับ “ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ขณะประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเยือนกรุงมอสโกเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา

ปัจจุบัน จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย โดยมูลค่าการค้าทวิภาคีพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 245,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 ปักกิ่งคัดค้านมาตรการคว่ำบาตรมอสโกแบบ “ฝ่ายเดียว” และเสนอเป็นผู้เจรจาไกล่เกลี่ยให้มีการหยุดยิงในยูเครน

นายลาฟรอฟเยือนจีนเพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ส่วนประธานาธิบดีปูตินจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอด SCO ที่จีนในเดือนกันยายนนี้

เกษตรกรปาดเหงื่อ! มะพร้าวน้ำหอมราคาตกเหลือลูกละ 4 บาท ค้างสต๊อกวันละ 2 ล้านลูก

เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม จ.ราชบุรี เดือดร้อนหนักหลังราคามะพร้าวหน้าสวนตกต่ำเหลือเพียงลูกละ 3–4 บาท จากเดิมเคยขายได้ถึงลูกละ 30–40 บาท ส่งผลให้ผลผลิตค้างสต๊อกกว่า 2 ล้านลูกต่อวัน วอนกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งหาทางช่วยระบายผลผลิตและส่งโรงงานแปรรูป หวั่นเกษตรกรล้มละลายทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2568 ผู้สื่อข่าว รายงาน สถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งถือเป็นแหล่งปลูกใหญ่ของประเทศ พบว่าราคามะพร้าวหน้าสวนตกต่ำอย่างหนัก เหลือเพียงลูกละ 3–4 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ลูกละ 6 บาท ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระขาดทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละวันมีผลผลิตออกมามากถึงวันละกว่า 12 ล้านลูกทั่วประเทศ และเฉพาะ จ.ราชบุรี ค้างสต๊อกมากถึงวันละ 2 ล้านลูก

นางสาวชนัญญา เชวงโชติ เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม เผยว่า ปีนี้ผลผลิตออกมามากจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้ราคาหน้าสวนตกต่ำอย่างรุนแรง ขณะที่ตลาดค้าปลีกยังขายอยู่ที่ลูกละ 40–50 บาท ส่งผลให้เกิดช่องว่างทางราคา และกลุ่มผู้ประกอบการที่เคยซื้อมะพร้าวไปทำเครื่องดื่มต่าง ๆ ต้องเลิกกิจการไป เพราะต้นทุนไม่คุ้มทุน

ขณะเดียวกัน แรงงานในระบบที่เคยทำหน้าที่ปอกและควั่นมะพร้าวหายไปจากระบบมากถึง 4,600 คน เนื่องจากปีก่อนผลผลิตมีน้อย ทำให้โรงงานบางแห่งต้องปิดกิจการ ส่งผลให้ปีนี้แรงงานไม่เพียงพอต่อปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ทำให้ไม่สามารถระบายออกได้ทัน

นายเสน่ห์ ชูนิต ประธานแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมส่งออก ราชบุรี เผยว่า ปัญหาหนึ่งคือการถูกกดราคาจากล้งและผู้นำเข้า เพราะเกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรอง แม้ราคาปลายทางต่างประเทศยังสูงถึงลูกละ 90–115 บาท ขณะที่ราคาหน้าสวนกลับเหลือแค่ 4 บาท พร้อมทั้งระบุว่าขณะนี้ได้ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย หาแนวทางเร่งระบายผลผลิตอย่างเร่งด่วน

ด้านนายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย ระบุว่า ปัจจุบันมีการจำหน่ายมะพร้าววันละประมาณ 6 ล้านลูก ทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ผลผลิตออกมาสูงถึงวันละ 12 ล้านลูก ส่งผลให้ล้นตลาดกว่า 2 ล้านลูกต่อวัน เสนอให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยกระจายผลผลิตไปยังแหล่งท่องเที่ยว และให้ภาคอุตสาหกรรมเร่งรับซื้อมะพร้าวเจาะน้ำเข้าสู่ระบบ

ทั้งนี้ ข้อเสนอสำคัญจากเกษตรกร คืออยากให้รัฐช่วยลดต้นทุนการผลิต หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ลดสารเคมี พร้อมประสานภาคอุตสาหกรรมและพาณิชย์หาแนวทางช่วยเหลืออย่างจริงจัง ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามจนเกษตรกรไม่สามารถแบกรับภาระไหว

โดย…พันธุ์ – จรรยา แก้วนุ้ย / รายงานจาก จ.ราชบุรี

แม่ทัพภาค 2 เยี่ยม 3 ทหารกล้าเหยียบกับระเบิดช่องบก

แม่ทัพภาคที่ 2 รุดเยี่ยมให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหยียบกับระเบิดระหว่างการลาดตระเวนพื้นที่ช่องบก

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ เดินทางไปยังโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เข้าเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล 3 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหยียบกับระเบิดระหว่างการลาดตระเวนพื้นที่ช่องบก เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2568 โดย พลฯ ธนพัฒน์ หุยวัน ได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท้าซ้ายขาด ส.อ. ปฏิพัทธิ์ ศรีลาศักดิ์ และ พลฯ ณัฐวุฒิ ศรีเข้ม มีอาการแน่นหน้าอก ปัจจุบันอาการดีขึ้นโดยลำดับ

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้มอบกระเช้าผลไม้และเงินบำรุงขวัญ พร้อมกล่าวแสดงความห่วงใยจากผู้บัญชาการทหารบกยังกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและครอบครัว พร้อมชื่นชมในความกล้าหาญ ทุ่มเทและเสียสละ ทั้งจะให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวก และดูแลสิทธิประโยชน์ของกำลังพลในทุกด้านอย่างดีที่สุด

ดีลเลอร์รถยนต์หนีตาย โชว์รูมจีนปิดเพียบ ‘เบนซ์’ ส่อโดนปิดเพิ่ม!

“…ธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์ไทยสั่นสะเทือน! ปี 2568 ลุ้นยอดขายรถไม่ถึง 5.5 แสนคัน ขณะที่โชว์รูมทยอยปิดตัวไม่หยุด สต๊อกล้น–ดอกเบี้ยกัดรายได้เลือดซิบ ค่ายญี่ปุ่น–ยุโรปทรุดหนัก เบนซ์ปิดโชว์รูมดัง 2 แห่ง นักลงทุนหันซบแบรนด์จีน แม้เจ็บจากสงครามราคา เทรนด์ชัด “ย้ายค่าย-ลดโชว์รูม-รอดเป็นราย ๆ”…

โชว์รูมอ่วม! ลุ้นตลาดรถไม่ถึง 5.5 แสนคัน

ภาพรวมตลาดรถยนต์ครึ่งปีแรกยังอาการหนัก เผชิญปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งเศรษฐกิจฝืด–แบงก์เข้มปล่อยกู้ ทำยอดขายดิ่ง ส.อ.ท.ปรับลดเป้าผลิตจาก 1.5 ล้านคัน หลัง 5 เดือนแรกยอดผลิตหดกว่า 7% ส่วนยอดขายในประเทศ โตโยต้า–ซูซูกิตรงกัน คาดยอดขายปีนี้แค่ 545,000–600,000 คัน

ดีลเลอร์ทรุด! รายได้หด–ต้นทุนพุ่ง

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดรายได้ดีลเลอร์หดอีก 5.6% ในปี 2568 สะท้อนผลกระทบจากยอดขายตก ต้นทุนสูงทั้งดอกเบี้ย–รถค้างสต๊อก บีบให้ดีลเลอร์ต้องปรับโมเดล ลดการแบกสต๊อก เปลี่ยนไปเป็นเพียงจุดขาย หรือหันซบค่ายจีนเพื่อเอาตัวรอด

โชว์รูมหาย 50 แห่ง – ค่ายจีนขยาย

โชว์รูมในไทยหายไปแล้วกว่า 50 แห่งในปีนี้ ค่ายญี่ปุ่น–ยุโรปหดตัวต่อเนื่อง ตรงข้ามกับค่ายจีนที่เร่งปูพรมขยายโชว์รูมทั่วประเทศ จากเดิม 537 แห่ง เตรียมพุ่งเป็น 580 แห่งในปีหน้า เทียบกับค่ายญี่ปุ่น–ยุโรปที่หดเหลือ 1,566 แห่ง จาก 1,660 แห่ง

สงครามราคา! ดีลเลอร์จีนก็สาหัส

แม้แบรนด์จีนจะโต แต่ก็ใช่ว่ารอด! NETA เจอปัญหาแม่ขาดสภาพคล่อง สะเทือนถึงดีลเลอร์ไทย ยอดขายสะดุด–อะไหล่ขาด–ต้องเร่งระบายรถ เหลือดีลเลอร์ไม่ถึง 20 แห่งจากกว่า 60 แห่ง ขณะที่แบรนด์ใหม่อย่าง “จูนเหยา” ยังรอความชัดเจนอนาคตในไทย ส่วน “ริดดารา” ต้องลดเป้าโชว์รูมจาก 50 เหลือ 40 แห่ง

เบนซ์ 2 รายใหญ่ ปิดโชว์รูม ย้ายซบแบรนด์จีน

ไม่ใช่แค่ค่ายเล็ก แม้แต่ดีลเลอร์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่าง “สตาร์แฟลก” และ “เมโทร ออโต้เฮาส์” ยังต้องปิดตัว–ย้ายค่าย ล่าสุด เมโทรฯ เตรียมเป็นดีลเลอร์แบรนด์ “ซีคเกอร์” และอีกแบรนด์จีนที่ยังไม่เปิดตัว

ค่ายญี่ปุ่นไม่ยอมแพ้! งัดบริการหลังการขายสู้

ในขณะที่แบรนด์จีนเร่งรุก ค่ายญี่ปุ่นอย่างโตโยต้าและซูซูกิหันไปเน้นบริการหลังการขายเต็มสูบ ออกแคมเปญ “Trusted Services” ขยายศูนย์บริการ 2S และ 3S เพิ่ม เพื่อดึงลูกค้าเก่าให้อยู่ต่อท่ามกลางการแข่งขันสุดเดือด

บทสรุป: ตลาดรถยนต์ไทยปีนี้ คือสนามประลองแห่งความอยู่รอด ดีลเลอร์ไทยต้องตัดสินใจให้เร็ว–แม่น–เสี่ยงมากขึ้น บางรายรอด บางรายถอย และบางราย…ย้ายค่ายเพื่ออยู่รอดในสงครามรถไฟฟ้าครั้งใหญ่ที่สุดของทศวรรษ

ไทยตอนบนฝนถล่ม ‘แม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่-เชียงราย-กทม.’หนักสุด 70%

กรมอุตุฯเตือนไทยตอนบนฝนถล่ม 34 จังหวัด “แม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่-เชียงราย-กทม.”หนักสุด 70% ระวังน้ำท่วม น้ำป่าหลาก ส่วนภาคใต้คลื่นแรง เดินเรือด้วยความระมัดระวัง

เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2568 กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม

ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ทั้งนี้เนื่องจากมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเมียนมาตอนบน และประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

อนึ่ง พายุดีเปรสชันบริเวณด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “วิภา”แล้ว และคาดว่าจะเคลื่อนผ่านตอนบนของประเทศฟิลิปปินส์ ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในช่วงวันที่ 19-22 ก.ค.68 ส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ กำลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังค่อนข้างแรงโดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย 06:00 น. วันนี้ ถึง 06.00 น. วันพรุ่งนี้


ภาคเหนือ

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง ตาก และกำแพงเพชร
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ
นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคกลาง

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สระบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออก

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดนครนายก ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก)

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี
อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก)

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ตั้งแต่จังหวัดพังงาขึ้นมา : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตลงไป : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพและปริมณฑล

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ตำรวจล่อซื้อค้าขายบริการหนุ่มคาโรงแรม-รวบพ่อเล้าวัย 27 ค้ากามหนุ่ม

พ.ต.อ.ศานติ กรเกษม ผกก.ดส.บช.น., พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล, พ.ต.ท.วรปรัชญ์ วุฑฒิรักษ์, พ.ต.ท.มโรดม์ ขวัญเมือง รอง ผกก.ดส.บช.น. สั่งการให้ พ.ต.ท.จักรี นารีผล สว.กก.ดส., ร.ต.อ.ภานุพงศ์ สีหามาตย์, ร.ต.อ.ชาญวิทย์ กฤติยาเมธากุล, ร.ต.ท.อรุฬ สวัสดิ์เชิด, ร.ต.ท.ณรงค์พันธ์ มูลเมือง, ร.ต.ท.สมคิด งาเฉลา, ร.ต.ท.โยธิน ไกรเลิศปิยโภคิน รอง สว.กก.ดส พร้อมเจ้าหน้าที่ กก.ดส. และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เข้าจับกุมตัว นายชัยพร  (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี ใน 2 ข้อหา

ดังนี้ 1.พ.ร.บ.การค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบ มาตรา 52 ฐาน “กระทำการเป็นธุระจัดหา พามาจากหรือส่งไปยังที่ใดซึ่งบุคคลผู้มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี อันเป็นการกระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี หรือการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น โดยมิชอบ”

และ 2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 ฐาน “เพื่อสนองความใครของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม อันเป็นการกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี” พร้อมของกลางสำเนา ธนบัตรใช้ล่อซื้อ จำนวน 1 แผ่น และ สำเนารายงานประจำวันธุรการ กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี ลำดับ 6 ลงวันที่  16 ก.ค.2568 เวลา 21.00 น. จำนวน 2 แผ่น โดยจับกุมได้ที่ห้องพักในโรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านแขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม. พร้อมช่วยเหลือเหยื่อ นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ ดส. รับแจ้งจากสายลับว่ามีผู้ใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ชื่อ “ไดม่อน” ทราบภายหลังคือ นายชัยพร ผู้ต้องหา มีพฤติการณ์ จัดหาบุคคลเพศชาย มาขายบริการทางเพศ ต่อมาสายลับจึงนำข้อมูลมาให้เจ้าหน้าที่ ก่อนวางแผนทำการติดต่อล่อซื้อบริการ โดยให้สายลับติดต่อผ่านแอปไลน์ดังกล่าว เพื่อมานั่งดื่ม เอ็นเตอร์เทนและสืบสวนหาข้อมูล จนทราบว่าเหยื่อที่นายชัยพร สามารถจัด หามาบริการทั้งเอ็นเตอร์เทนนั่งดื่ม และค้าประเวณีได้นั้น มีอายุต่ำกว่า 18 ปีจริง

ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนติดต่อให้ขอซื้อบริการทางเพศจากนายชัยพร จำนวน 2 คน ในราคาคนละ 1,500 บาท รวม 3,000 บาท โดยนายชัยพร ได้เป็นผู้จัดหาและพา นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี มาค้าประเวณีและมาส่งนั่งดื่มเอ็นเตอร์เทนด้วย ซึ่งต้องชำระเงินค่าบริการผ่านทางนายชัยพร เจ้าหน้าที่จึงร่วมกับสายลับลงพื้นที่วางแผนทำการล่อซื้อ พบตัวนายชัยพร ได้นำนายเอ (นามสมมุติ) ไปส่งที่ห้องสายลับในโรงแรมดังกล่าว

เมื่อสายลับชำระเงินค่าบริการ และได้นั่งดื่มประมาณ 10 นาที จนนายชัยพร พร้อมให้บริการทางเพศ จึงสั่งให้นายเอ เข้าไปอาบน้ำเตรียมให้บริการ โดยมีเจ้าหน้าที่ซุ่มอยู่หน้าห้องดังกล่าว กระทั่งสายลับส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น จึงเข้าช่วยเหลือเหยื่อ นายเอ อายุ 15 ปี อยู่ในสภาพนุ่งผ้าขนหนูตัวเดียว พร้อมฉีกถุงยางอนามัย

จากการตรวจค้นพบธนบัตรล่อซื้อของกลางอยู่ในกระเป๋าสะพานของนายชัยพร ใบละ 1,000 บาท จำนวน 3 ใบ รวม 3,000 บาท จึงยึดไว้เป็นของกลาง

สอบสวน นายชัยพร รับสารภาพว่า เป็นคนติดต่อให้นายเอ เหยื่อมาค้าประเวณี โดยตนจะได้ส่วนแบ่งจากนายเอ ซึ่งนายเอ จะได้เงินค้าประเวณี 1,000 บาท ส่วนตนจะหักค่าจัดหาเด็ก 500 บาท และยอมรับว่านายเอ เคยมารับงานค้าประเวณีทางเพศแล้ว 7-8 ครั้ง เบื้องต้นจึงถูกเจ้าหน้าที่นำตัวแจ้งข้อกล่าวหานำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ส่วนเหยื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ พม.ดำเนินการเข้าสู่ระบบคัดแยก เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป 

ฝนถล่มปากีสถาน น้ำท่วมฉับพลัน-ตึกถล่ม คร่าชีวิตแล้ว 63 ศพ

ฝนตกหนักในพื้นที่ทางตะวันออกของปากีสถาน ทำให้เกิดน้ำท่วมสูงหลายจุดและอาคารถล่ม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 63 ศพ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า แคว้นปัญจาบ ของประเทศปากีสถาน เผชิญฝนตกหนักมากตั้งแต่ช่วงเช้าวันพุธที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมหลายจุด โดยล่าสุดในวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 63 ศพ ภายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 290 ราย โดย ผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่เสียชีวิตในเหตุอาคารถล่ม ส่วนสาเหตุอื่นๆ มาจากการจมน้ำและถูกไฟฟ้าช็อต

ด้านเจ้าหน้าที่ของเมืองราวัลปินดี ซึ่งอยู่ติดกับเมืองหลวงกรุงอิสลามาบัด ประกาศให้วันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเป็นวันหยุดราชการ เพื่อให้ประชาชนอยู่แต่กับบ้าน ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่ติดกับแม่น้ำซึ่งไหลผ่านกลางเมือง ขอให้อพยพไปยังที่ปลอดภัย เนื่องจากน้ำในแม่น้ำกำลังเอ่อล้นตลิ่ง

ขณะที่ น.ส.มาเรียม นาวาซ มุขมนตรีแคว้นปัญจาบ กล่าวว่า ทางการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในหลายพื้นที่ทั่วแคว้น โดยหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลกำลังทำงานอย่างสุดความสามารถ และขอให้ประชาชนปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัยที่รัฐบาลประกาศไว้

ที่เมืองชากวาล (Chakwal) ถูกน้ำท่วมหลังจากมีฝนตกหนักวัดปริมาณน้ำฝนได้ 400 มม. ในช่วง 1 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เรือในการค้นหาผู้ติดค้างท่ามกลางน้ำท่วม ขณะที่กองทัพใช้เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวน

ทางการแคว้นปัญจาบเตือนด้วยว่า จะมีฝนตกและน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มเติมอีกตลอดช่วงสุดสัปดาห์นี้ และพวกเขาได้ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายพันคนทั่วแคว้นเตรียมพร้อมเพื่อรับมือสถานการณ์แล้ว

ผงะ!ตรวจยึดซากเนื้อแช่ฟอร์มราลีนลอบนำเข้าซุกห้องเย็นย่านคลองหลวง 41 ตัน

ตำรวจสอบสวนกลางบุกตรวจห้องเย็นย่านคลองหลวง ยึดซากเนื้อลอบนำเข้า 41 ตัน พบร่องรอยแช่ฟอร์มาลีน เสี่ยงอันตรายผู้บริโภค

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 และ กก.2 บก.ปคบ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์

พร้อมของกลางที่ตรวจยึด 
1.ซากเนื้อโคแช่แข็งต่างประเทศ และไม่มีบรรจุภัณฑ์ ไม่ทราบแหล่งที่มา จำนวน 41,771.85 กก.(จุดที่ 1), 537 กก.(จุดที่ 2)  
2.วัตถุของเหลวบรรจุในถังพลาสติกสีดำ ฉลากระบุ “สารละลายฟอร์มาลดีไฮด์สำหรับอุตสาหกรรม จำนวน 9 ถัง (จุดที่ 1) 
รวมมูลค่าของกลางทั้งหมดประมาณ 4,230,800 บาท 

สถานที่ตรวจยึด 
1.ห้องเย็นในพื้นที่ ซ.ริสกี ม.4 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
2.ห้องเย็นในพื้นที่ ซ.อะลา ม.5 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท 
กรมปศุสัตว์ ได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นห้องเย็น 4 จุด ในพื้นที่ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่า เป็นแหล่งลักลอบเก็บรักษาและกระจายซากเนื้อสัตว์นำเข้าผิดกฎหมายไปยังตลาดและร้านอาหารในเขตปริมณฑล รวมถึงกรุงเทพมหานคร

ผลการตรวจสอบภายในห้องเย็น พบซากเนื้อโคแช่แข็งจำนวนมากกว่า 41 ตัน มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท จัดเก็บโดยไม่มีเอกสารแสดงแหล่งที่มาและเอกสารแสดงการนำเข้าตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ จากการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์เนื้อสัตว์โดยส่วนใหญ่ระบุแหล่งที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเทศต้นทางที่มีการควบคุมการนำเข้าสินค้าประเภทเนื้อสัตว์อย่างเข้มงวด หากไม่ผ่านการตรวจรับรองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบ ถังน้ำแข็งที่ใช้แช่เครื่องในสัตว์ ซึ่งอยู่ในสภาพผิดปกติ

เมื่อตรวจสอบใกล้เคียง พบถังพลาสติกบรรจุสารละลายฟอร์มาลดีไฮด์สำหรับอุตสาหกรรม (หรือฟอร์มาลีน) วางอยู่ในบริเวณเดียวกัน และจากการเปิดถังน้ำแข็งและตรวจสอบ พบว่าชิ้นส่วนเครื่องในสัตว์มีกลิ่นคล้ายฟอร์มาลีนอย่างชัดเจน ซึ่งไม่ถูกสุขลักษณะ เสี่ยงต่อสุขภาพผู้บริโภค

เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการอายัดซากสัตว์ทั้งหมดไว้ในสถานที่เกิดเหตุ พร้อมแจ้งให้ผู้ครอบครองนำเอกสารแสดงความถูกต้องมาชี้แจงภายใน 15 วัน หากไม่สามารถแสดงเอกสารได้ จะดำเนินการตามกฎหมายทันที โดยการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

รวบหนุ่มอ้างเป็นตำรวจสืบสวนตระเวณฉกมือถือพบก่อเหตุหลายท้องที่

สืบสำราญราษฎร์ รวบ ร.ต.อ.เก๊ แอบอ้างเป็นตำรวจสืบสวน  ลักโทรศัพท์มือถือ พบก่อเหตุหลายท้องที่

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.68 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.น.6 , พ.ต.อ.นริศ ปราถนาพร รอง ผบก.น.6 , สั่งการให้ พ.ต.อ.ประสิทธิ์ วิรัตยาภรณ์ ผกก.สน.สำราญราษฎร์, พ.ต.ท.ภาณุพงศ์ จินดาหลวง รอง ผกก.สส. ,พ.ต.ท.สุวิทย์ หล่มศักดิ์ สว.สส. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.สำราญราษฎร์ ร่วมกันจับกุมนายวิลัย หรือแป้ง พันธ์ศรี อายุ 51 ปี พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ยาไอซ์ 0.4 กรัม และรถจักรยานยนต์ 1 คัน โดยจับกุมตัวได้ที่ห้องพัก โรงแรมแห่งหนึ่ง ถนนลาดหญ้า แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กทม.

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.สำราญราษฎร์  รับแจ้งเหตุลักทรัพย์โทรศัพท์มือถือ บริเวณลานจอดรถหลังศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพบผู้เสียหายขับรถแท็กซี่แจ้งว่ามีคนร้ายอ้างตัวว่าเป็นตำรวจยศ ร.ต.อ. ตำแหน่งรองสารวัตรฝ่ายสืบสวน สน.สมเด็จเจ้าพระยา มาเรียกรถให้ไปส่งที่ตลาดแห่งหนึ่ง ย่านโรงพยาบาลศิริราช  เมื่อมาถึงคนร้ายขอยืมเงิน 1,000 บาทและโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้ติดต่อญาติ ก่อนบอกให้ไปส่งที่บริเวณหลังศาลเจ้าพ่อเสือ ถนนแพร่งสรรพศาสตร์  ขณะคนร้ายเดินพูดคุยโทรศัพท์มือถือ และเมื่อผู้เสียหายเผลอ คนร้ายจึงได้หลบหนีไป

 จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ ทราบตำหนิรูปพรรณคนร้ายและเส้นทางหลบหนี  ซึ่งมีพฤติกรรมก่อเหตุเหมือนเคยจับกุมและทำประวัติไว้ เจ้าหน้าที่จึงติดตามตัวนายวิลัย มาให้ผู้เสียหายดูแล้วยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ก่อเหตุลักทรัพย์มือถือไปจริง

สอบสวนนายวิลัย ให้การว่า ได้ก่อเหตุลักทรัพย์ 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 15-16 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยใช้อุบายแอบอ้างแสดงตัวเป็นตำรวจ ยศ ร.ต.อ. ฝ่ายสืบสวน สน.สมเด็จเจ้าพระยาและ สน.พระราชวัง ขอยืมโทรศัพท์มือถือผู้เสียหายก่อนลงรถเดินหลบหนี และมาเช่าห้องพักที่โรงแรมย่านคลองสาน  กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับกุมตัวได้

จากการตรวจสอบประวัตินายวิลัย พบว่าเคยก่อเหตุลักษณะนี้มาหลายท้องที่ เคยถูกจับในคดีลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และแอบอ้างแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ เมื่อปี 2565 สำหรับรถจักรยานยนต์ที่ผู้ต้องหาใช้ขับขี่นั้น ตรวจสอบพบว่าถูกลักขโมยมาจากพื้นที่ สน.สามเสน เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน จึงนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนสน.สำราญราษฎร์ เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป