สมาคมฯ ประกาศ “จังหวัดกาญจนบุรี” คว้าสิทธิ์เป็นเจ้าภาพฟุตบอลคิงส์คัพ ครั้งที่ 51

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศผลการคัดเลือก เจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลคิงส์คัพ ครั้งที่ 51 ในงาน FA Thailand Awards 2024/25 ผลปรากฎว่าสิทธิ์ตกเป็นของ จังหวัดกาญจนบุรี ณ สนามกีฬากลางจังหวัดกาญจนบุรี (กลีบบัว) ความจุ 7,800 ที่นั่ง จากการพิจารณาของคณะกรรมการที่ สมาคมฯ ตั้งขึ้น

ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานถ้วยรางวัล “คิงส์คัพ” สำหรับการแข่งขันฯ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2511 และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานถ้วยรางวัล “คิงส์ คัพ” ในการแข่งขันฯ ครั้งที่  48 ประจำปี 2565 เป็นต้นมา โดยปัจจุบันจึงนับว่าถ้วยพระราชทานนี้มีความเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย และเก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของทวีปเอเชีย

โดย นายสิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย นายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ให้เกียรติรับมอบสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ ครั้งที่ 51 ประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงปฏิทิน ฟีฟ่า เดย์ ระหว่างวันที่ 1-9 กันยายน 2568 เป็นการแข่งขันแบบทัวร์นาเมนต์ 4 ทีม แข่งขันทีมละ 2 นัด ในรูปแบบน็อคเอาท์ รอบรองชนะเลิศ และ รอบชิงชนะเลิศ โดยทุกนัดจะเป็นการแข่งขันในระดับ International ‘A’ Match นำผลการแข่งขันไปคำนวณในการจัดฟีฟ่าแรงกิ้ง

การแข่งขันครั้งนี้ มี 4 ชาติ เข้าร่วม ประกอบด้วย “แชมป์เก่า” ทีมชาติไทย อันดับ 102 ของโลก, ทีมชาติอิรัก อันดับ 58 ของโลก , ทีมชาติฮ่องกง อันดับ 147 ของโลก และ ทีมชาติฟิจิ อันดับ 150 ของโลก ส่วนประกบคู่แข่งขัน จะมีการจับสลากเพื่อแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

สำหรับ จังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นครั้งแรกที่ได้สิทธ์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน และถือเป็นการกระจายกระแสฟุตบอลสู่แฟนบอลในจังหวัดหัวเมืองของประเทศไทยให้เกิดความนิยมมากขึ้น เช่นเดียวนโยบายของสมาคมฯ ที่ต้องการยกระดับ ปรับปรุง สาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น สนามแข่งขัน สนามซ้อม ให้กับสนามกีฬาจังหวัด ซึ่งส่งผลต่ออนาคตที่ประเทศไทยจะมีสนามที่ได้มาตรฐานนานาชาติ ตามที่สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ระบุไว้มากขึ้น

1ปีได้กินครั้งเดียว!”กวนขนมอาซูรอ”สืบสานประเพณีโบราณของชาวมุสลิม

ยะลา -ชาวบ้านชุมชนจาเราะกางา ร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมกิจกรรมกวนขนมอาซูรอ หรือ บูโบร์ซูรอ ประเพณีโบราณของชาวมุสลิม 1 ปี มีเพียงครั้งเดียวใช้เวลากวนติดต่อยาวนานแบบไม่พักถึง 6 – 7 ชั่วโมง

นายสมบูรณ์ ดือรือมอ ประธานชุมชนบ้านจาเราะกางา อ.เบตง จ.ยะลา ได้นำคณะกรรมการชุมชน ผู้นำศาสนา กลุ่มสตรี และกลุ่มเยาวชน  ร่วมกิจกรรมกวนอาซูรอซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่นโบราณของชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะทำขึ้นในเดือนมุฮัรรอม อันเป็นเดือนแรกของฮิจเราะห์ศักราชตามศาสนาอิสลาม  ที่ 1 ปี จะมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และใช้เวลากวนติดต่อยาวนานแบบไม่พักถึง 6 -7 ชั่วโมง   โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ชาวบ้านชุมชนบ้านจาเราะกางา ร่วมแรง ร่วมใจกัน ทั้งหั่นและปอก พร้อมทั้งช่วยกันใช้ไม้พายกวนส่วนผสมของขนมอาซูรอในกระทะใบใหญ่ ทั้ง 4 กระทะให้เข้ากัน

นายโมฮัมหมัดอิดริส บาฮา ผู้นำศาสนาในพื้นที่ เล่าว่า สืบเนื่องจากได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในสมัยศาสดานุฮ์  หนึ่งในศาสดาของศาสนาอิสลาม ซึ่งจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกมีการนำสัตว์เป็นคู่ๆขึ้นเรือใหญ่ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ไร่นาของประชาชนและสาวกของศาสดานุฮ ทำให้เกิดสภาพขาดแคลน ผู้คนทั่วไปอดอาหาร ท่านศาสดานุฮ  จึงประกาศให้ผู้ที่มีสิ่งของเหลือพอจะรับประทานได้ ให้เอามากองรวมกัน และให้เอาของเหล่านั้นมากวนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนได้รับประทานอาหารกันโดยทั่วหน้า

นอกจากนี้ยังผลให้เกิดความสามัคคี กลมเกลียวในหมู่ชน และคำว่า “อาซูรอ” มาจากภาษาอาหรับ แปลว่า “การผสม” หรือ “การรวมกัน” ซึ่งหมายถึงการนำส่วนผสมต่างๆ ทั้งของคาวและของหวาน มาปรุงรวมกันในกระทะใบใหญ่ การกวนอาซูรอ จึงเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความสามัคคี เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความร่วมไม้ร่วมมือของคนในชุมชน และการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชุมชน

ด้านนายสมบูรณ์ ดือรือมอ ประธานชุมชนบ้านจาเราะกางา กล่าวว่า การกวนขนมอาซูรอ หรือ บูโบร์ซูรอ ต้องอาศัยความร่วมมือและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนในชุมชน โดยชาวบ้านจะนำส่วนผสมต่างๆ ที่รับประทานได้ เช่น เผือก มัน ฟักทอง กล้วย ข้าวสาร ถั่ว เครื่องแกงต่างๆ (ข่า ตะไคร้ หอมแดง กระเทียม พริกไทย ฯลฯ) และกะทิ มาเตรียมไว้ เมื่อส่วนผสมพร้อมแล้ว ชาวบ้านจะนำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงในกระทะใบใหญ่ ตั้งไฟ และช่วยกันกวนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ไม้พายในการกวน . การกวนต้องใช้เวลาพอสมควร อาจใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมง

หรือมากกว่านั้น เพื่อให้อาซูรอมีลักษณะเหนียวและแห้งได้ที่ ให้เป็นเนื้อเดียวกันคล้ายขนมเปียกปูน และเมื่ออาซูรอสุกได้ที่แล้ว จะตักใส่ถาด โรยหน้าด้วยไข่เจียวหั่นฝอย หรืออาจจะโรยหน้าด้วยสมันกุ้ง หรือ สามาอูแด แล้วแต่ความชอบของแต่ละท้องถิ่น แล้วตัดเป็นชิ้น ๆ แจกจ่ายให้คนในชุมชนและผู้ที่มาร่วมงานได้รับประทานกัน ซึ่งเป็นการสะท้อนส่งเสริมความสามัคคีและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในพื้นที่ ปลูกฝังเยาวชนให้เกิดความสามัคคีปรองดอง และร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นของพี่น้องไทยมุสลิมและสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง

โดย….เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

ลงแขกดำนา ลดต้นทุนผลิต กระชับสัมพันธ์ชุมชน ฟื้นฟูวิถีชีวิตชนบทคนอีสาน

วัดพระธาตุหมื่นหินร่วมตำรวจสภ.เขาวง ฝ่ายปกครอง ลงแขกปักดำนา สืบสานประเพณีวิถีชีวิตชาวนาไทย ท่ามกลางบรรยากาศเฮฮา สนุกสนาน

วัดพระธาตุหมื่นหิน อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมตำรวจสภ.เขาวง นายอำเภอเขาวง ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน จัดกิจกรรมลงแขกปักดำนา เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นอีสาน และเสริมสร้างวิถีชีวิตชาวนาไทย และเป็นคลังอาหาร เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน จากภัยพิบัติต่างๆในพื้นที

ที่แปลงนาภายในวัดพระธาตุหมื่นหิน อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ พ.ต.อ. สมชาย ภูกองชนะ ผกก.สภ.เขาวง นำข้าราชการตำรวจในสังกัด พร้อมด้วยครอบครัวตำรวจ สภ.เขาวง ร่วมกับนายสิทธิโชค ศรีเจริญ นายอำเภอเขาวง พร้อมด้วยปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่กู้ภัยหมื่นหิน (มูลนิธิหลวงปู่ศิลา สิริจันโท) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ร่วมกันลงแขกปักดำนาข้าวเหนียวเขาวง

ทั้งนี้สำหรับกิจกรรมดังกล่าวทางวัดพระธาตุหมื่นหินได้ร่วมกับส่วนราชการ และผู้นำชุมชนจัดขึ้นเพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นอีสาน และเสริมสร้างวิถีชีวิตชาวนาไทย และปักดำนา เพื่อที่จะนำผลผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ และนำไปสู่บุญประทายข้าวเปลือกวัดพระธาตุหมื่นหิน อีกทั้งยังเตรียมเป็นคลังอาหารไว้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน จากภัยพิบัติต่างๆในพื้นที่

นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้หน่วยงานของส่วนราชการ วัด ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อที่จะบูรณาการทำงานร่วมกันต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการสร้างความรัก ความสมัครสมาน สามัคคีของทุกภาคส่วนให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เศรษฐกิจแย่ -วงการสงฆ์ฉาวโฉ่ฉุดยอดขายไข่ต้มแก้บนหน้าวัดโสธรฯซบเซา

ฉะเชิงเทรา –เศรษฐกิจย่ำแย่ กระแสข่าววงการพระสงฆ์ฉาวโฉ่ ซ้ำเติมพ่อค้าแม่ค้าขายไข่ต้มแก้บนหน้าวัดโสธรฯ เงียบเหงาหนัก ยอดขายวันธรรมดาที่เคยมี 20-30 ตระกร้า เหลือไม่ถึง 10 ตระกร้าต่อวัน บางรายนั่งขายทั้งวันได้แค่ 3 ตระกร้า ส่วนรายใหญ่แม้จะพออยู่ได้แต่ก็ยอมรับคนทำบุญน้อยลง

บรรยากาศการค้าขายบริเวณหน้าวัดโสธรวราราม วรวิหาร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา พบว่าเงียบเหงากว่าปกติ โดยเฉพาะบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่เปิดร้านขายไข่ต้มแก้บน ที่บริเวณริมถนนเทพคุณากร เส้นทางผ่านหน้าวัดโสธรฯ ยิ่งเงียบเหงา ซึ่งผู้ค้าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจที่ทรุดหนักและเมื่อเจอกระแสข่าวพระฉาวเกี่ยวข้อง สีกากอล์ฟ ยิ่งทำให้กระแสการเข้าวัดทำบุญของพุทธศาสนิกชนลดลงเป็นอย่างมาก

นางสุจิตรา อดีตข้าราชการครูวัย 75 ปี เจ้าของร้านขายไข่ต้มแก้บน “ครูจ้อย” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากทางถนนเทพคุณากรขาเข้า เส้นทางผ่านหน้าวัดโสธรฯ บอกว่า สภาพเศรษฐกิจในขณะนี้ทำให้ยอดขายไข่ต้มแก้บนในช่วงวันธรรมตกลงบ้างแต่ก็ยังไม่หนักมากเท่ากับช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา ที่ยอดขายลดลงอย่างน่าในหาย จากจำนวนประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามากราบไหว้ขอพรองค์หลวงพ่อ ลดลง

“ ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะผู้คนเก็บเนื้อเก็บตัวและเก็บเงินมากขึ้นจากปัญหาเศรษฐกิจ ประกอบกับข่าวไม่ดีเกิดขึ้นในวงการสงฆ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพระระดับชั้นผู้ใหญ่ที่ทำให้ประชาชนหันไปทำบุญด้านอื่นแทน อีกทั้งยังได้ยินผู้คนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่อยากใส่บาตรพระ” ซึ่งเรื่องนี้กระทบต่อพระดีๆ ก็ยังมีอยู่”

นางสุจิตรา ยังบอกอีกว่าในช่วงปกติทางร้านจะขายไข่ต้มขนาดตะกร้าละ 100 ฟองได้ประมาณวันละ 20 ตะกร้า ส่วนในช่วงวันหยุดหรือเทศกาลต่างๆ จะขายได้ถึงวันละ 30 ตะกร้า แต่ปัจจุบันยอดขายได้ไม่เกินวันละ 10 ตะกร้า โดยเฉพาะในวันนี้ที่ใกล้จะหมดวันแล้วทางร้านเพิ่งขายได้แค่เพียง 9 ตะกร้าเท่านั้น

กกล.นเรศวร ตรึงกำลังคุมเข้มชายแดน เมียนมาสู้รบเดือนตรงข้าม อ.พบพระ

ทหารไทยตรึงกำลังเข้ม หลังทหารเมียนมาใช้เครื่องบิน YAK-130 จำนวน 2 ลำ ปูพรมทิ้งระเบิดถล่ม KNLA ที่ถูกปิดล้อมและเข้าโจมตีตั้งฐานทีตาแหล่ ตรงงข้าม อ.พบพระ จ.ตาก

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา ด้านตรงข้าม จังหวัดตาก ทหารเมียนมา ได้ใช้อากาศยาน (แบบ YAK-130) จำนวน 2 ลำ ทิ้งระเบิด  บริเวณโดยรอบที่ตั้งฐานทีตาแหล่ บ้านทียะริ อ.วาเลย์ใหม่ จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง  สหภาพเมียนมา  ด้านตรงข้าม บ้านวาเล่ย์เหนือ ม.3 ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก  ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 3  กม.

เนื่องจากปัจจุบันฐานที่มั่นดังกล่าวถูก กองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง  Karen National Liberation Army –KNLA   ทำการปิดล้อมและเข้าโจมตีอย่างหนัก จึงพยายามใช้อากาศยานมาสนับสนุนทั้งการส่งกำลังบำรุง และการสนับสนุนการโจมตีทางอากาศอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันฐาน 

ทางด้านทหารไทย หน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร ยังคงตรึงกำลังลาดตระเวนอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของกองกำลังติดอาวุธต่างชาติ และดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นยังคงมีผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา อพยพข้ามมาอาศัยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว บ.วาเลย์เหนือ อ.พบพระ จ.ตาก จำนวน 324 คน

ทุบสถิติ! ครึ่งปีแรกปี’68นักท่องเที่ยวต่างชาติทะลักญี่ปุ่นทะลุ 22 ล้านคน

ต่างชาติแห่เดินทางไปเยือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 21.5 ล้านคนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังคงแข็งแกร่งแม้จะอยู่นอกช่วงฤดูท่องเที่ยว

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติญี่ปุ่น (JTNA) ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงหกเดือนแรกของปี 2568 สูงกว่าสถิติเดิมที่ 17.78 ล้านคนเมื่อปีที่แล้ว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนมิถุนายนมีจำนวนรวม 3.38 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 จากปีก่อนหน้า และสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนนี้

เมื่อจำแนกตามประเทศและภูมิภาค เกาหลีใต้มียอดนักท่องเที่ยวสูงสุดในช่วงครึ่งปีแรก ที่ 4.8 ล้านคน ตามมาด้วยจีนที่ 4.7 ล้านคน และไต้หวันที่ 3.3 ล้านคน ในทุกตลาดมียอดนักท่องเที่ยวสูงกว่าปีก่อนหน้า โดยจีนมียอดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดถึงร้อยละ 53.5 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสร้างความท้าทายหลายประการให้กับญี่ปุ่น รวมถึงปัญหาการท่องเที่ยวล้นเกิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชาวญี่ปุ่นในจุดหมายปลายทางยอดนิยม

ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาสเดือนเมษายน-มิถุนายนมีมูลค่ารวมประมาณ 2.5 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ตามการประมาณการของสำนักงานการท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยนักท่องเที่ยวจีนมียอดใช้จ่ายสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 20.4 ของยอดรวมทั้งหมด ที่ 5.16 แสนล้านเยน รองลงมาคือชาวอเมริกันที่ 3.57 แสนล้านเยน และชาวไต้หวันที่ 2.92 แสนล้านเยน

นักท่องเที่ยวที่ไปญี่ปุ่นใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 239,000 เยนต่อคน โดยชาวอังกฤษใช้จ่ายมากที่สุดที่ประมาณ 444,000 เยน รองลงมาคือชาวอิตาลีที่ 398,000 เยน และชาวเยอรมันที่ 396,000 เยน

“ต๊ะ – นารากร”นำเหยื่อแจ้งความผิดแก๊งคอลฯตุ๋นสูญเงินกว่า 10 ล้านบาท

“ต๊ะ – นารากร”พิธีกรรชื่อดัง นำทีมผู้เสียหายเข้าแจ้งความเอาผิดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 16 กรกฏาคม ต๊ะ – นารากร ติยายน พิธีกรรายการเคลียร์ชัดชัด นำทัพผู้เสียหายหลายราย เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโ ลยี (ผบช.สอท.) กรณีถูกหลอกลวงทำธุรกรรมทางออนไลน์ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท

ต๊ะ นารากร เปิดเผยว่า ตนเองต้องการที่จำนำเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ส่วนตัวไปขายให้กลุ่มขายสินค้ามือสอง จากนั้นเจอเพจขายสินค้ามือสองจึงได้ทักไปสอบถามในข้อความทางเฟสบุ๊ค ก่อนที่แอดมินจะให้แอด Line Official ซึ่งตนกฌไม่ได้เข้าทันที กระทั่งผ่านไป 2-3 อาทิตย์ไม่เข้า แอดมินก็ทักมาเรื่อย ๆ เพื่อให้ตนแอดไปยัง Line Official ตนจึงตัดสินใจแอดเข้าไปในกลุ่มก็พบง่ามีการพูดคุยแลกเปลี่ยซื้อขายสินค้ากันจริง ๆ มีผู้ขายและ ผู้รับซื้อ มีการส่งสลิปการโอนเงินจริง  ตนจึงได้ตัดสินใจโพสต์ขายรองเท้า และมีคนทักมาขอซื้อรองเท้าจริง ตนก็ได้ผู้คุยส่วนตัวกับทางผู้ซื้อต่อรองราคาเหมือนการซื้อขายทั่วไป

จากนั้นผู้ซื้อก็อ้างว่าตนต้องมีรหัสร้านให้ไปขอกับทางแอดมิน เมื่อทักไปก็ต้องสมัครสมาชิกเพื่อเอารหัสมาโดยจะเสียค่าสมัครอยู่ที่ 193 บาท  เมื่อได้รหัสร้านค้าทางแอดมินก็โอนเงินมาคืนในจำนวน 255 บาท จากนั้นก็เอารหัสร้านค้าไปให้ผู้ซื้อ ผู้ซื้อโอนเงินมาในราคา 2990 บาท แต่ตนยังถอนไม่ได้ ตนจึงขอที่อยู่กับทางผู้ซื้อผู้ซื้ออ้างว่าจะต้องไปของกับทางแอดมินเท่านั้น ตนจึงทักไปขอที่อยู่และนั้นคือจุดเริ่มต้นของการฉ้อโกงครั้งนี้ เพราะแอดมินแจ้งว่าจะต้องทำภารกิจและแบบทดสอบทำให้ตนมีการโอนเงินเข้าไปเพื่อทำภารกิจจำนวนมากก่อนจนทราบภายหลังว่าถูกหลอกจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สำหรับกรณีดังกล่าวนั้นคือแผนประทุษกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้จิตวิทยาและความไว้ใจของคนไทยในการหลอกลวง จากตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าบัญชีที่ทางผู้เสียหายมีการโอนไปนั้นถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาบัญชีม้ามาแล้วจำนวน 30 คดีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงให้ทำภารกิจ อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อหลอกลวงประชาชน ซึ่งแก๊งคอลเซ็นคอลเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่จะมีหลากออฟฟิศในการทำงานโดยจะมีการแบ่งหน้าที่หลอกลวงแต่บะประเภทแตกต่างกันไป

ทั้งนึ้ฝากประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนอาชญากรรมออนไลน์ยังดำรงคงอยู่ และมีผู้เสียหายวันละไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย สูญเสียรายได้เงินทองเฉลี่ยวันละ 70 ล้านบาท ขอให้ประชาชนมีการตรวจสอบก่อนทำธุรกรรมทางการเงิน ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน

เศร้า!รถบรรทุกฝ่าไฟแดงพุ่งชนตำรวจน้ำดีดับคาที่ย่านพัฒนาการ

จากกรณี Pages สวนหลวงวันนี้  เผยแพร่เรื่องราว เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสน. คลองตัน ประสบอุบัติเหตุ เฉี่ยวชน ถูกรถบรรทุกตัดหน้า โดยระบุข้อความว่า

ขณะนั้ในเวลา 05.50 น.  รับแจ้งมีอุบัติเหตุ แยกธาวรธวัช (พัฒนาการ25) มีผู้เห็นเหตุการแจ้งว่ามีรถบรรทุกชนรถจักรยานยนต์เจ้าหน้าที่ จราจร สน.คลองตัน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บสาหัส หมดสติ อยู่ระหว่างทำ CPR ขอให้ปลอดภัยครับ

ล่าสุดเวลา ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ยังสถานีตำรวจนครบาลคลองตัน บรรยากาศที่สน.เป็นไปด้วยความเศร้าโศกของเพื่อนพี่น้องและผู้บังคับบัญชา ของ ร้อยตำรวจโท พงษ์ศักดิ์ ศรีวรมณ์ รอง สว.จร. สน. คลองตัน โดยระหว่างผู้สื่อข่าวลงพื้นที่หาข้อมูลก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับ พันตำรวจโท ปรีชากรณ์ เหมาอำพมาศ รอง.ผกก.จร.สน. คลองตัน เปิดเผยว่า ขณะประสบอุบัติเหตุนั้น หมวดโม วัย57ปี อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ตรวจตราถนนเส้นพัฒนาการ ว่ามีอุบัติเหตุหรือรถติดค้างการจราจรติดขัดหรือไม่ 
ก่อนที่จะออกเวร อีก10นาที ขณะนั้นผู้หมวดได้ขับรถจยย.ของราชการจากแยกคลองตันจะผ่านสี่แยกพัฒนะ ตามปกติ ขณะนั้นได้ชนกับรถหกล้อเล็ก ทะเบียน บท6087 นนทบุรี โดยมี นายดาวรุ่ง แสนแก้ว อายุ 68 ปี เป็นผู้ขับขี่ได้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร เป็นเหตุให้ ร.ต.ท.พงษ์ศักดิ์ฯ ได้รับบาดเจ็บสาหัส กู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลวิภาราม แล้วเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ทางด้านผู้ก่อเหตุได้ทีแรกก็ได้มีการอ้างว่าขับมาตามปกติสัญญาณไฟจราจรเป็นสีเขียว  แต่จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดcctvพบว่าสัญญาณไฟจราจรสีเขียวนั้นเป็นสัญญาณทางตรง ส่วนทางเลี้ยวขวายังเป็นสัญญาณจราจรไฟสีแดงอยู่ ทำให้ชนกับรถจักรยานยนต์ของ ร.ต.ท.พงษ์ศักดิ์ฯ ที่ขับมาทางตรง

โดย ร.ต.ท.พงษ์ศักดิ์ฯ เคยได้รับรางวัล ตำรวจดีเด่นสน. คลองตันสองครั้ง จะคอยอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนอย่างดี ปฏิบัติงานกลางคืน และขณะนั้นก็อยู่ระหว่างปฎิบัติหน้าที่จริงๆและมีการรายงานการจราจรตามความเป็นจริง

 ทั้งนี้ขอฝากถึงผู้ใช้รถใช้ถนนว่าอย่าขับรถโดยประมาท หรือการฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร เพราะอาจจะทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ทรงผลกระทบมีผลเสียหายต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย และคนข้างหลังของเขาด้วยไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือประชาชน

เบื้องต้น ได้แจ้งข้อกล่าวหา  นายดาวรุ่ง แสนแก้ว อายุ 68 ปี 3ข้อหา 1. ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร 2. ขับรถประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต 3. ขับรถประมาทหวาดเสียว นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สืบนครบาลทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ ยึดของกลางกว่า 20 ล้านบาท

ตำรวจสืบสวนนครบาล ร่วมกับ อย. บุกทลายเครือข่ายลักลอบนำเข้ายาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทจากกัมพูชา พร้อมยึดของกลางมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท ผู้ต้องหาสารภาพสั่งยาจากเว็บไซต์ต่างประเทศ นำมาขายผ่านโซเชียลมีเดีย

กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าตรวจค้นบ้านพัก 2 หลังใน ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี หลังแรกเปิดเป็นร้านจัดส่งพัสดุบังหน้า ส่วนอีกหลังใช้เป็นโกดังเก็บสินค้า จากการตรวจค้น พบยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทจำนวนมากที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศกัมพูชา อาทิ อัลปราโซแลม มอร์ฟีน โดมิคุม รวมกว่า 82,000 เม็ด และยาน้ำกว่า 1,900 ขวด

นอกจากนี้ ยังพบกัญชาประเภทช่อดอกผสมผงเห็ดขี้ควาย (เห็ดเมา) ซึ่งจัดเป็นยาเสพติดประเภท 5 และใบกัญชาอีกจำนวนหนึ่ง รวมมูลค่าของกลางที่ตรวจยึดได้กว่า 20 ล้านบาท เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวนายสุทธินันท์ หรือเบนซ์ อายุ 31 ปี ซึ่งรับสารภาพว่าเป็นเจ้าของยาผิดกฎหมายทั้งหมด โดยให้การว่าสั่งซื้อยาและวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวจากประเทศกัมพูชาผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ผิดกฎหมาย ก่อนจะนำมาจำหน่ายให้กับลูกค้าในกลุ่มปิดผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์

พลตำรวจโทสยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า การจับกุมในครั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ตำรวจนักเรียนหลักสูตรสืบสวนคดีอาญารุ่นที่ 116 ได้ปลอมตัวแฝงสืบหาข่าวทางออนไลน์จนพบเว็บไซต์ลักลอบจำหน่ายยาผิดกฎหมาย จึงได้ประสาน อย. เพื่อร่วมตรวจสอบและเฝ้าติดตามการสั่งซื้อ จนทราบปลายทางที่บ้านพักใน ต.คูคต จึงรวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลออกหมายค้นเข้าตรวจค้นจับกุม

ด้านพลตำรวจตรีโชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องทางการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศว่า ยาเหล่านี้ถูกสำแดงเท็จว่าเป็นสินค้าประเภทอื่น ทำให้เล็ดลอดเข้ามาในประเทศไทยได้ จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาดำเนินการลักษณะนี้มานานกว่า 2 ปี หลังจากนี้จะขยายผลจากเส้นทางการเงินเพื่อหาผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีเพิ่มเติม

นายธนกฤต จิตอารีย์รัตน์ เลขาธิการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ข้อมูลว่า จากของกลางที่ยึดได้ มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าถูกส่งมาจากประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะยาในกลุ่มอัลปราโซแลม ซึ่งเป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องจำหน่ายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายใต้การอนุญาตของ อย. เท่านั้น การจำหน่ายโดยผิดกฎหมายนี้ถือเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและเข้าข่ายมูลฐานการฟอกเงิน อย. จะร่วมกับตำรวจขยายผลไปถึงต้นตอในประเทศกัมพูชาและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจากเส้นทางการเงิน

ยาที่ลักลอบจำหน่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้มีราคาสูงกว่าท้องตลาดถึง 10 เท่า ซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญที่บ่งชี้ว่าเป็นการซื้อขายยาที่ผิดกฎหมาย จึงขอเตือนประชาชนว่า หากจำเป็นต้องใช้ยา ควรเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอรับคำแนะนำและใบสั่งยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น สำหรับผู้ที่ลักลอบนำยาที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทไปใช้ในทางที่ผิด จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งตำรวจจะขยายผลจากรายชื่อผู้สั่งซื้อยาที่พบในข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้ต้องหาเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป

กรมส่งเสริมสหกรณ์ออก 3 มาตรการรับมือผลไม้ปี 2568 เจาะตลาดใน-ต่างประเทศ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ออก 3 มาตรการรับมือผลไม้ปี 2568 หนุนตลาดใน-ต่างประเทศ ดันสหกรณ์เป็นศูนย์กลางกระจายผลผลิต

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้วาง 3 มาตรการบริหารจัดการผลไม้ของสถาบันเกษตรกรในปี 2568 เพื่อเตรียมรับมือกับปริมาณผลผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีการจัดการผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1. มาตรการด้านการผลิตและรวบรวม กรมฯ ได้ดำเนินโครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยการส่งเสริมความรู้และมาตรฐานเกษตรปลอดภัยแก่สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พร้อมทั้งโครงการสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรและอาหาร โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรปลอดภัย

นอกจากนี้ยังมีโครงการส่งเสริมสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรท้องถิ่นและการสนับสนุนอุปกรณ์การตลาด เพื่อให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและกระจายผลผลิต 2. มาตรการด้านการเงิน กรมฯ สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) โดยตั้งเป้าหมายให้สหกรณ์ใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 37 สหกรณ์ ได้รับวงเงินรวม 87 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจรวบรวมและจำหน่ายผลไม้ 3.มาตรการด้านการตลาดส่งเสริมการกระจายผลผลิตคุณภาพผ่านขบวนการสหกรณ์

โดยสนับสนุนการค้าผลไม้ทั้งในตลาด Offline และ Online รวมถึงโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้เพื่อยกระดับราคาผลไม้ โดยให้การสนับสนุนเงินอุดหนุนมูลค่า 4,730,000 บาท เพื่อจัดซื้อบรรจุภัณฑ์ตะกร้าผลไม้ในการรวบรวมและกระจายผลผลิต นอกจากนี้ ยังได้จัดงานส่งเสริมการบริโภคผลไม้ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออก จังหวัดตราด (2–3 มิถุนายน 2568) ภาคเหนือ จังหวัดอุตรดิตถ์ (13–22 มิถุนายน 2568) ภาคกลาง ลานคนเมืองกรุงเทพฯ (17–21 กรกฎาคม 2568) และภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช (กรกฎาคม-สิงหาคม 2568)

นายวิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศได้รวบรวมและจำหน่ายผลไม้รวม 12,788.02 ตัน มูลค่า 462.83 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2568) โดยผลไม้ที่มีการรวบรวม ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย เงาะ ลองกอง มะม่วง สับปะรด ส้มโอ มะพร้าว แตงโม และอื่นๆ ซึ่งช่องทางการตลาดรวมถึงการค้าภายในประเทศและการส่งออกผ่านเครือข่ายสหกรณ์และตลาดออนไลน์ โดยภาคตะวันออก มีการจัดคาราวานผลไม้ “KICK OFF การกระจายผลไม้คุณภาพภาคตะวันออกสู่เครือข่ายพันธมิตร” ณ จังหวัดตราด ซึ่งได้มีการส่งผลไม้จากสหกรณ์ในจังหวัดตราด จันทบุรี และระยอง ไปยังเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ จนถึงปัจจุบันได้กระจายผลผลิตมากกว่า 50 ตัน ขณะที่ภาคใต้ สถาบันเกษตรกรในจังหวัดนครศรีธรรมราช ระนอง และชุมพร กระจายผลผลิตมังคุดจำนวนกว่า 150 ตัน

ส่วนภาคเหนือ คาดว่าในฤดูกาลผลิตปี 2568 ผลผลิตลำไยจะเพิ่มขึ้น โดยกรมฯ มีแผนกระจายผลผลิตจากจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน น่าน พะเยา และเชียงราย รวมทั้งสิ้น 11,237.50 ตัน โดยแบ่งเป็นการรวบรวมผ่านกลไกตลาดปกติ 9,823.50 ตัน และผ่านสหกรณ์ 1,414 ตัน การกระจายจะใช้เครือข่ายของสถาบันเกษตรกรในการนำผลผลิตสู่ตลาดปลายทางและผู้บริโภคใน 73 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพฯ

“มาตรการทั้ง 3 ด้านข้างต้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับคุณภาพผลผลิตตามมาตรฐาน GAP สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร อีกทั้งส่งเสริมการเชื่อมโยงสินค้าเกษตร โดยมีสหกรณ์เป็นกลไกในการขับเคลื่อนส่งเสริมสหกรณ์ให้มีบทบาทในการจัดการผลผลิตและการตลาดแก่สมาชิก รวมถึงส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรเป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตของเกษตรกร เพื่อให้สินค้าเกษตรมีตลาดรองรับที่แน่นอนในราคาที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ การรณรงค์ให้ประชาชนคนไทยหันมาบริโภคผลไม้คุณภาพภาคตะวันออก เพื่อช่วยกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดภายในประเทศ จึงเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจฐานรากให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรอย่างมั่นคง” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว