คึกคัก!สมาคมผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการจัดแข่ง “เปตอง การกุศล สมุทรปราการ โอเพ่น” ครั้งที่ 1

สมาคมผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับ ชมรมเปตองสมุทรปราการ จัดการแข่งขันกีฬา เปตอง “สมุทรปราการ โอเพ่น ครั้งที่ 1 ชิงถ้วยรางวัล นายศุภมิตร ชิณศรี  ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ณ.สนามเปตอง แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

การแข่งขันมีด้วยกัน 3 ประเภท ประกอบด้วยประเภท ประชาชนทั่วไป (โอเพ่น)  , ประเภทอาวุโส , ประเภทเยาวชน  ประชาชนทั่วไป(โอเพ่น) ชนะเลิศได้รับถ้วยรางวัลของ นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 รับถ้วย พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับถ้วย พร้อมเงินรางวัล 3,000 บาท , รองชนะเลิศอันดับ 3 รับถ้วยพร้อมเงินรางวัล 1,000 

โดยมี นายวรพจน์ ศรีใย ปลัดอำเภอเจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ อำเภอพระสมุทรเจดีย์  ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการแช่งขัน  นายคเณศ กมลพันธ์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยนางสาวฐิติพรญ์ เศรษฐลักษณ์  การฝ่ายกิจการพิเศษและมวลชนสัมพันธ์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ , ดร.วิชัย จันทร์จำรูญ ที่ปรึกษาสมาคม ฯ , พล.ต.ต.วสันต์ บุญเจริญ เลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการ , นายปิยะพันธ์ เต่าทอง ประธานชมรมเปตองสมุทรปราการ เข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขัน

นายคเณศ กมลพันธ์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวรายงาน วัตถุประสงค์ การจัดกิจกรรมการแข่งขันครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและจิตใจ พัฒนาทักษะกีฬา และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ ช่วยให้เยาวชนและประชาชนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้ประชาชนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ให้เยาวชนและประชาชนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ส่งเสริมให้ประชาชนและเยาวชนพัฒนาทักษะกีฬาเปตอง นำรายได้เป็นสวัสดิการ  ส่งเสริมการปฏิบัติงานพัฒนาคุณภาพผู้สื่อข่าวของสมาคมฯ มอบอุปกรณ์กีฬา ให้กับ โรงเรียนที่ขาดแคลน และผู้ด้อยโอกาส ในจังหวัดสมุทรปราการ

จากนั้น นายวรพจน์ ศรีใย ปลัดอำเภอเจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ กล่าว เปิดการแข่งขัน รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาร่วมงานการแข่งขัน กีฬาเปตอง สมุทรปราการ โอเพ่น ครั้งที่ 1 และได้เห็นความเจริญก้าวหน้าของการกีฬาเปตอง แพร่หลายออกไปสู่ ประชาชน นักเรียน และเยาวชนอย่างแท้จริง ในโอกาสนี้ ขอให้นักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันทุกคน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ แสดงความสามารถ พบความสำเร็จ ขอบคุณคณะกรรมการดำเนินการ  และที่สำคัญคือนักกีฬาทุกคน ที่ร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ขออำนวยพรให้นักกีฬาและผู้มีเกียรติทุกท่านจงมีความสุข ความเจริญในหน้าที่การงานและในชีวิตส่วนตัวต่อไปในอนาคต

สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาจังหวัดสมุทรปราการ ขอขอบพระคุณผู้ให้การสนับสนุน นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรราการ , นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ,  พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ , ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ , การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โรงไฟฟ้าพระนครใต้ , บริษัท อิมพีเรียลพลาซ่า จำกัด , บริษัท ธนากร ผลิตน้ำมันพืช จำกัด( กุ๊ก), บริษัท ปิยะซันต์กรุ๊ป จำกัด , บริษัท เก็ท บิลเดอร์ จำกัด (ตลาดนัดเรือบิน) , สมาคมตำรวจโรงงาน , ดร.กิตติ ยงค์สงวนชัย ประธานบริหารกิตตินครกรุ๊ป , มูลนิธิโรงเรียนป้วยฮั้ว , มูลนิธิหลักเมืองสมุทรปราการ , มูลนิธิร่วมกุศลสมุทรปราการ , เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ , ดร.กัญฐณัฐ ฉลอง ผอ.โรงเรียนบางพลีพัฒนาศึกษาลัย ม7 ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ , บริษัท เอเชียวอเตอร์มาร์ท จำกัด จ.สมุทรปราการ ทำให้แข่งขันครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ด้วยดี

สรุปผลการแข่งขัน ประเภทประชาชนทั่วไป(โอเพ่น)

ชนะเลิศได้แก่ทีมทีม กม. 4 ได้รับถ้วยรางวัลของ นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท รองชนะเลิศ อันดับ 1 ทีมสมหมาย 1 รับถ้วย พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท รองชนะเลิศ อันดับที่ 2ร่วม ทีม สมหมาย-4, ทีม น้องแจม รับถ้วย พร้อมเงินรางวัล 3,000 บาท

ประเภท อาวุโส  ชนะเลิศได้แก่ ทีม ครูพจน์ ได้รับถ้วยรางวัลของ นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ รองชนะเลิศอันดับที่1 ได้แก่ทีม ครูพจน์-2 รองชนะเลิศอันดับที่2รวม ทีม ผู้การเรือเร่ , ทีม ขุนเดช

ประเภทเยาวชน17ปี ชนะเลิศได้แก่ ทีม ปลากัดนักสู้ -1  รับถ้วยรางวัล ของ พลต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ รองชนะเลิศอันดับที่1ได้แก่ ทีม ปลากัดนักสู้-2 รองชนะเลิศอันดับที่2รวมได้แก่ ทีม ท่าเรือ-2 , ทีม ลูกสังวาล

ล่องชายแดนใต้ แวะชิมทุเรียนหลายสายพันธุ์ “โคกโพธิ์-หลาดใหญ่ยะลา”

มารู้จักทุเรียนแต่ละสายพันธุ์ที่นิยมปลูกกันในแถบอ.โคกโพธ์และตามอำเภอต่างๆชายแดนใต้ บางสายพันธุ์นำมาจากแหล่งอื่นนำมาปลูกจนเจริญเติบโต ออกผลวางขายในตลาดชุมชนอีกมากมาย ที่ผู้บริโภคอาจไม่เคยรู้จัก

ถ้านึกถึงแหล่งปลูกทุเรียนต.ทรายขาว ถือว่าเป็นแหล่งใหญ่อีกแหล่งของจ.ปัตตานี เนื่องมีภูมิประเทศและสภาพดินร่วน อากาศร้อนชื้น  พื้นที่ติดกับเทือกเขาสันคาราคีรี บางช่วงอากาศค่อนข้างเย็นสบาย ชุ่มชื้นตลอดเกือบทั้งปี

อีกทั้งพื้นที่มีอาณาเขตบริเวณใกล้เคียง อย่างเขตเทศบาลนาประดู่ ต.ป่าบอน บ้านนาค้อ ห้วยบอน ปากหล่อ ต.บางโกระ ต.ห้วยเงาะ  และต.นาเกตุ ชาวสวนนิยมปลูกกันมาก แต่เป็นสวนข้างบ้าน ปลูกไว้ให้ญาติพี่น้อง และลูกหลานได้ทานกัน ส่วนใหญ่ที่นิยมปลูกกันมากคือสายพันธุ์หมอนทอง ชะนี ก้านยาว พวงมณี  ส่วนกบชายน้ำ นกหยิบ กระดุมทองปลูกกันประปราย ที่หาดูยากจะมีสายพันธุ์เบญจพรรณ ชมพูสี บางแห่เริ่มทดลองปลูกมูซังคิง โซฮีหนามดำกันบ้างแล้ว

ที่ขึ้นชื่อระดับประเทศ  จนได้รับฉายาราชาทุเรียนใต้ อย่าง “ทุเรียนหมอนทองทรายขาว”  ลักษณะเนื้อเยอะ สีเหลืองอ่อนแห้ง ไร้เสี้ยน รสหวานมันกรอบ   แถมยังเป็นทุเรียน Gi (แหล่งบ่งบอกทางภูมิศาตร์) นอกจากนี้ ยังมีทุเรียนพื้นเมือง ทางใต้เรียก “ทุเรียนบ้าน” ชอบขึ้นตามป่า เชิงเขา ลูกขนาดเล็กๆไม่โตมาก แต่เมล็ดทุเรียนจะโต เยื่อน้อย ส่วนความอร่อย รสหวาน กลิ่นหอมแรง นิยมนำมาทำทุเรียนกวน

แต่ละสายพันธุ์ของทุเรียนทรายขาว ถ้าสังเกตจะต่างกันรูปทรงลูก หนาม สี เนื้อเยื่อ ก้าน รวมทั้งขนาดผลทุเรียน ที่ผู้บริโภคนิยมทานกันมาก  หมอนทอง ก้านยาว ชะนี  พวงมณี (ลูกเล็ก หนามยาว เนื้อเหลืองทอง) รวมทั้ง มูซังคิง เนื้อนุ่ม เนียนเหมือนครีม รสชาติอร่อย ผลสีเขียวเหลือง แต่ราคาอาจแพงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ

ยิ่งปีนี้หลายๆแหล่งขายทุเรียนปีนี้ แถบชายแดนใต้ ทุเรียนจะเริ่มมออกชุกกันราวปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ปัจจุบันราคาทุเรียนยังไม่ปรับราคาสูงมาก อย่างหมอนทอง ทรายขาว เกรดพรีเมี่ยม ระดับ 180-200 บาท แถวตลาดใหม่ยะลา ราคาอาจลดลงบ้าง ถ้ามาจากแหล่งมาจากอ.บันนังสตา ต.ยุโป ส่วนมูซังคิง มาจากเบตง ราคาระดับ 200 กว่าบาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับเกรด ขนาด ความสมบูรณ์ของแต่ละลูก ที่ชาวสวนคัดมาพิเศษ

การคัดเลือกทุเรียนที่ดี ผู้บริโภคดูเนื้อจะต้องสวย เนื้อมีความละเอียดคล้ายครีม ไม่มีเส้นใยมาก รสชาติหวานมัน (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) กลิ่นจะหอม ชวนชิม แต่ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ด้วย ส่วนทุเรียนรสชาติดี หวานมันที่สำคัญปริมาณ น้ำในเยื่อทุเรียน จะไม่แซะ หรือ  เนื้อเละจนเกินไป และจะต้องไม่แห้งจนกลายเป็นทุเรียนตายนึ่ง (ภาษาใต้เรียกกัน) คือ เนื้อจืดแข็ง

ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรเคาะผลทุเรียนดู ถ้าเสียงหลวมๆ แสดงว่าแก่จัด  ถ้าเสียงหนักและเบา ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และอายุ เพราะว่าทุเรียนถ้าแก่จัดจากต้น จะร่วงหล่นลงมา คนที่เลือกทุเรียนเก่ง ต้องอาศัยประสบการณ์ และความชำนาญ มีความรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร

อยากเชิญชวน เดินทางมาเที่ยวภาคใต้ตอนล่าง เดือนกรกฎคม-สิงหาคมนี้ เป็นช่วงฤดูกาลที่ชาวสวน นำทุเรียนมาขายกันจำนวนมาก ตามท้องถิ่น ชุมชน และตลาดนัดต่างๆ ทุกพื้นที่มีแต่ทุเรียน ราคาไม่แพงอย่างที่คิด อย่างน้อยช่วยพี่น้องชาวสวนทุเรียนใต้ ได้มีลมหายใจสร้างรายได้สู่ชุมชนและครอบครัว

ชวนเกษตรกรทั่วไทย ร่วมงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนเกษตรกรทั่วประเทศ ร่วมงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 นับเป็นมหามงคลพิเศษยิ่งนี้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ระดับประเทศ ระหว่างวันที่ 17 – 18 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช  และระดับจังหวัด อีก 76 จังหวัด กำหนดจัดงานในห้วงระหว่างวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2568 เป้าหมายเกษตรกรรวมกว่า 8,900 ราย

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ภาพรวมการจัดงานคลินิกเกษตรฯ ที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรสามารถนำความรู้ คำแนะนำไปใช้ประโยชน์ ส่งผลให้สามารถแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และมีประสิทธิภาพ เช่น องค์ความรู้ การปรับปรุงบำรุงดิน การดูแลรักษา โรคและแมลงศัตรูพืช การเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น รวมถึงการนำปัจจัยการผลิตไปใช้ประโยชน์ เช่น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์น้ำ วัคซีนและชีวภัณฑ์ในสัตว์ สารปรับปรุงบำรุงดิน เป็นต้น ส่งผลให้เกษตรกรมีอาหารบริโภคในครัวเรือน สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ลดปัญหาโรคและแมลงศัตรู รวมทั้งช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน 

สำหรับการจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ระดับประเทศ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 18 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี โดยจะเปิดให้ประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร รับชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้บริการคลินิกเกษตรจากหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 11 คลินิก

ประกอบด้วย คลินิกดิน คลินิกพืช คลินิกข้าว คลินิกปศุสัตว์ คลินิกประมง คลินิกชลประทาน คลินิกสหกรณ์ คลินิกบัญชี คลินิกกฎหมาย คลินิกหม่อนไหม คลินิกส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่นๆ รวมกว่า 20 หน่วยงาน รวมทั้งมีกิจกรรมพิเศษเปิดให้บริการเจาะลึกองค์ความรู้พืช โดยเน้นการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูของพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดนครศรีธรรมราช (ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และไม้ผล) ที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ การปลูก การดูแลรักษา จนถึงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ควบคู่ไปกับกิจกรรมสาธิต/ฝึกอบรมระยะสั้น 

จากคลินิกส่งเสริมการเกษตร และคลินิกอื่นๆ กว่า 10 หลักสูตร เช่น การขยายพันธุ์พืชที่เหมาะสม การขยายและการใช้สารชีวภัณฑ์อย่างง่าย การเลี้ยงผึ้งโพรงและชันโรง การทำยาหม่องจากผลิตภัณฑ์ผึ้ง การเพาะผักงอกเพื่อสร้างรายได้ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อโค การแปรูปข้าว การแปรรูปมังคุด การจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เป็นต้น รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรต่างๆ เช่น พืชพันธุ์ดี สารชีวภัณฑ์ พันธุ์สัตว์น้ำ วัคซีนและเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ และพันธุ์พืชอาหารสัตว์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการ Live จำหน่ายมังคุดคุณภาพของจังหวัดนครศรีธรรมราช และผลผลิต ผลิตภัณฑ์คุณภาพ ของเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมทั้งการสาธิตการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเชิญชวนเกษตรกรและประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานและขอรับบริการ คำปรึกษา คำแนะนำ เกี่ยวกับงานด้านการเกษตรได้ตามสถานที่ที่แจ้ง สนใจสามารถตรวจสอบกำหนดการ หรือสถานที่จัดงานใกล้บ้านท่านได้ที่ https://clinickaset.doae.go.th

เจ้าคณะจังหวัดพิจิตรลาสิกขาแล้วท่ามกลางบรรยากาศวัดท่าหลวงที่เงียบเหงา

จากกรณีที่มีภาพและคลิปฉาวของ พระเทพวัชรสิทธิเมธี เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร และเจ้าอาวาสวัดท่าหลวง  ซึ่งตกเป็นข่าวฉาวว่าเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องกับสีกากอล์ฟตามที่เป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมานั้น

เมื่อวันที่  15 กรกฎาคม  2568 ความคืบหน้าจากภาพและคลิปฉาวของ พระเทพวัชรสิทธิเมธี เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร และเจ้าอาวาสวัดท่าหลวง  ซึ่งตกเป็นข่าวฉาวว่าเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องกับสีกากอลฟ ล่าสุด ผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักยังคงเฝ้าติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เจ้าคณะจังหวัดพิจิตรจะตัดสินใจหรือดำเนินการตามวินัยสงฆ์อย่างไร

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปหาที่กุฎิก็ไม่พบตัว ทราบจากพระลูกวัดว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาท่านเข้ามาอาบน้ำแล้วก็นั่งรถออกไปกับลูกศิษย์คนสนิท จากนั้นก็ติดต่อไม่ได้อีกเลย ผู้สื่อข่าวพบเห็นประตูกุฎิใส่กุญแจปิดไฟมืด โดยพยายามมองส่องผ่านช่องผ้าม่านประตูก็มองเห็นว่าสิ่งของและทรัพย์สินซึ่งส่วนใหญ่พุทธรูปอยู่บนโต๊ะหมู่บูชายังอยู่ครบเพียงแต่หาตัวไม่เจอเท่านั้น

ในส่วนของบรรยากาศโดยรอบวัดท่าหลวง พระอารามหลวง วันนี้มีแต่ความเงียบเหงา พระ-เณร ต่างเก็บตัวกันเงียบอยู่ในกุฎิไม่มีเดินพลุกพล่านให้เห็นเหมือนอย่างที่เคยๆ  ส่วนบริเวณหน้าพระอุโบสถวัดท่าหลวง พระอารามหลวง ที่เป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อเพชร บริเวณลานจอดรถหรือจุดจำหน่ายดอกไม้ธูปเทียน บริเวณร้านค้าแผงจำหน่ายล็อตเตอรี่ก็เงียบเหงาเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวเหมือนอย่างที่ผ่านๆมา 

ล่าสุดมีรายงานว่าเมื่อเวลา 09.39 น. ท่านเจ้าคุณพระเทพวัชรสิทธิเมธี ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้า เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร  และเจ้าอาวาสวัดท่าหลวง พระอารามหลวง ได้ทำการขอลาสิกขา กับ พระเทพปัญญาภรณ์ ริด วัดตากฟ้า และพระสงฆ์เป็นสักขีพยาน ที่ วัดตากฟ้า พระอารามหลวง จ.นครสวรรค์ จากนั้นทิดวิรัช ได้กล่าวขออโหสิกรรม และจะไม่ถือโทษโกรธเคืองใครให้ถือว่าเป็นไปตามวาระกรรมของข้าพเจ้าดังกล่าว

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/จ.พิจิตร/

เร่งยกระดับการผลิต–แปรรูป “สมุนไพรไทย”สู่พืชศก.ใหม่ สู่ฮับอาเซียน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เดินหน้าปั้น “สมุนไพรไทย” สู่พืชเศรษฐกิจใหม่ เสริมแกร่งเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ ยกระดับมาตรฐานการผลิต–แปรรูป พร้อมดันไทยสู่ศูนย์กลางสมุนไพรคุณภาพในอาเซียน

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ท่ามกลางกระแสรักสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สมุนไพรไทยไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกด้านการรักษาโรค แต่ยังกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับชุมชน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงเดินหน้าผลักดันสมุนไพรไทย สู่การเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ภายใต้โครงการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร ประจำปี 2568 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรและยกระดับธุรกิจสมุนไพรให้แข็งแกร่งทั่วประเทศ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “ขับเคลื่อนเครือข่ายความเข้มแข็งและพัฒนาธุรกิจพืชสมุนไพร” ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2566–2570) โดยตั้งเป้าหมายให้มูลค่าของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพในประเทศเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1 เท่าตัว พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกสมุนไพรชั้นนำในระดับภูมิภาคอาเซียน ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าววางอยู่บนกรอบยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการผลิตและแปรรูปวัตถุดิบสมุนไพรให้ได้มาตรฐาน, การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมสมุนไพรตลอดห่วงโซ่อุปทาน, การส่งเสริมตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพร, การบริโภคอย่างเหมาะสมและยั่งยืน และการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ มุ่งเน้นดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่ 1 ซึ่งครอบคลุมมาตรการพัฒนาเครือข่ายเกษตรกร สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้ได้ผลผลิตสมุนไพรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน โดยตั้งเป้าเพิ่มผลผลิตวัตถุดิบสมุนไพรที่ได้รับรองมาตรฐานไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 และเพิ่มมูลค่าการผลิตไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ทั้งนี้ เพื่อยกระดับสถาบันเกษตรกรให้เป็นกำลังสำคัญในการผลิตและพัฒนาสมุนไพรไทยที่ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และความยั่งยืน

ทั้งนี้ จากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงเดินหน้าส่งเสริมองค์ความรู้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้สามารถผลิตสมุนไพรที่มีคุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค พร้อมต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่า และพัฒนาศักยภาพการแข่งขันทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ โดยได้คัดเลือกพืชสมุนไพรเป้าหมายที่มีศักยภาพโดดเด่นจำนวน 15 ชนิด แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสมุนไพรศักยภาพ เช่น กระชายดำ กวาวเครือขาว ขมิ้นชัน มะขามป้อม และใบบัวบก กลุ่มสมุนไพรที่มีความต้องการในตลาด เช่น ไพล ขิง ว่านหางจระเข้ มะระขี้นก เพชรสังฆาต กระชาย และฟ้าทะลายโจร และกลุ่มสมุนไพรที่เป็นนโยบายของรัฐบาล ได้แก่ กัญชง กัญชา และกระท่อม โดยสมุนไพรเหล่านี้ถูกส่งเสริมให้ปลูกในพื้นที่ “เมืองสมุนไพร” จำนวน 16 จังหวัดทั่วประเทศ เช่น เชียงราย อุดรธานี สกลนคร พิษณุโลก สุรินทร์ จันทบุรี สงขลา เป็นต้น ซึ่งแต่ละจังหวัดล้วนเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมและมีศักยภาพในการเพาะปลูก เพื่อสร้างแหล่งผลิตวัตถุดิบที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ

“สำหรับปีงบประมาณ 2568 กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับสถาบันเกษตรกร เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจสมุนไพรอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งด้านการผลิตตามมาตรฐาน GAP/เกษตรอินทรีย์ ด้านการลดต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ด้านการแปรรูปและวางแผนการตลาด และด้านการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อขยายตลาดและเพิ่มมูลค่า ปัจจุบันมีสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1,460 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 2,265 ไร่ ในสถาบันเกษตรกร 73 แห่ง กระจายอยู่ใน 32 จังหวัดทั่วประเทศ สะท้อนถึงความตั้งใจจริงของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการส่งเสริมพืชสมุนไพรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวหน้าในอนาคต” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ศึกเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษเดือด!”ภูมิใจไทย VS เพื่อไทย” ใครแพ้ใครชนะ ต้องลุ้น

สนามเลือกตั้งซ่อม เขต 5 จังหวัดศรีสะเกษ เดือดพล่าน  หลัง 2 ทายาทนักการเมืองชื่อดัง “อาจารย์อีฟ” ลูกสาว “ธีระ ไตรสรณกุล” อตีด  สส. พรรคภูมิใจไทย ได้เปิดศึกชิงเก้าอี้กับ “กุ้ง” ลูกสาว “อมรเทพ สมหมาย” พรรคเพื่อไทย ผู้ได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างกะทันหัน เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2568 ทำให้ตำแหน่ง ส.ส. เขตนี้ว่างลง

โดยมีพื้นที่ครอบคลุม 2 อำเภอ ได้แก่ ขุนหาญ และภูสิงห์ ซึ่งล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำจังหวัดศรีสะเกษ ได้ประกาศจัดการเลือกตั้งซ่อมในเขตดังกล่าว โดยเปิดรับสมัครผู้สมัครระหว่างวันที่ 14 – 18 กรกฎาคม 2568 ที่ว่าการอำเภอขุนหาญ และ กำหนดวันเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม 2568

โดยพรรคภูมิใจไทย ได้ส่ง“นางสาวจินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล” หรือ “อาจารย์อีฟ” บุตรสาวคนเก่งของ “นายธีระ ไตรสรณกุล” อดีต ส.ส.หลายสมัย  ซึ่งเคยพ่ายแพ้ให้กับนายอมรเทพในศึกเลือกตั้งที่ผ่านมา ลงสนามครั้งนี้ในนามพรรคภูมิใจไทยอย่างเต็มตัว ขณะที่พรรคเพื่อไทย ได้ส่ง “นางสาวภูริกา สมหมาย” หรือ “กุ้ง” ลูกสาวคนเดียวของนายอมรเทพ เปิดศึกเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะเธอเป็นที่รู้จักในพื้นที่ และ เคยร่วมกิจกรรมการเมืองเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้เป็นพ่อมาอย่างต่อเนื่อง

การรับสมัครเลือกตั้ง นายธนัชกฤศ บุดดีเสาร์ ปลัดอาวุโสอำเภอขุนหาญ ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดศรีสะเกษ ได้ชี้แจงทำความเข้าใจแก่ผู้รับสมัครทั้งสองราย พร้อมตกลงให้มีการจับสลากในการจับเบอร์ ปรากฎว่า นางสาวภูริกา สมหมาย” หรือ “กุ้ง” ลูกสาวคนเดียวของนายอมรเทพ ได้เบอร์ 1 ขณะที่“นางสาวจินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล” หรือ “อาจารย์อีฟ” บุตรสาวคนเก่งของ “นายธีระ ไตรสรณกุล ได้เบอร์ 2

โอกาสนี้ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขานุการพรรคเพื่อไทยได้นำ สส. ในพื้นที่และแกนนำร่วมให้กำลังใจอย่างอบอุ่น ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีระกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อม สส.ในพื้นที่และแกนนำต่างพร้อมใจร่วมเชียร์ “นางสาวจินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล” หรือ “อาจารย์อีฟ”

เลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงถือเป็น “ศึกทายาทการเมือง” ระหว่างลูกสาวของอดีตคู่แข่งทางการเมือง ที่เคยขับเคี่ยวกันมาหลายสมัย และ ในครั้งนี้ เป็นการสานต่อบทบาททางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ภายใต้ชื่อของสองตระกูลใหญ่แห่งศรีสะเกษ ท่ามกลางกระแสการเมืองที่กำลังเข้มข้นทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ  

ด้านนายเอกฤกษ์ พร้อมชัยอนันต์ ผู้อำนวยการ กกต.จังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงาน กกต. มีความพร้อมเต็มที่ในทุกด้าน ทั้งสถานที่ บุคลากร รวมถึงการจัดอบรมเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ผู้สมัคร และประชาชน เพื่อให้เข้าใจในกฎหมายเลือกตั้ง  โดยอำเภอขุนหาญมี 150 หน่วยเลือกตั้ง อำเภอภูสิงห์มี 86 หน่วยเลือกตั้ง รวม 236 หน่วยเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 127,770 คน คาดว่า จะผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งประมาณร้อยละ 70

ทั้งนี้ ศึกเลือกตั้งซ่อมเขต 5 ศรีสะเกษ ในครั้งนี้ น่าจะกลายเป็นเวทีสำคัญที่ถูกจับตาจากทั้งประชาชนในพื้นที่และระดับประเทศ ด้วยความเข้มข้นของการขับเคี่ยวระหว่างสองขั้วการเมืองใหญ่ ที่มีฐานเสียงแน่นแฟ้น และประวัติศาสตร์การเมืองยาวนานในพื้นที่ศรีสะเกษ 10 สิงหาคม 2568 จะรู้คำตอบ

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

คันกั้นลำน้ำก่ำล้นปริงเวย์ท่วมนาข้าวสกลนคร เสียหายกว่า 3,000ไร่

เกษตรกรสกลนครระทมนาข้าวจมน้ำนานกว่าเดือน ได้รับความเสียหายแล้วกว่า  3,000 ไร่ สาเหตุเกิดจากคันกั้นลำน้ำก่ำล้นสปีลเวย์ทะลักเข้าท่วมต่อเนื่อง

นายบัญญัติ ทอนฮามแก้ว นายก อบต.โคกก่อง อ.เมือง จ.สกลนคร พาผู้สื่อข่าว ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในทะเลสาบหนองหาร เขตรอยต่อตำบลโคกก่อง อ เมืองสกลนคร ตำบลนาตงวัฒนา ตำบลเชียงสือ ตำบลบ้านโพร อ.โพนนาแก้ว และตำบลด่านม่วงคำ อ.โคกศรีสุพรรณ ซึ่งในบริเวณนี้พื้นที่การเดฝกษตร (นาข้าว) ถูกน้ำท่วมนานกว่า 1 เดือน ได้รับความเสียหายแล้วกว่า 3,000 ไร่

โดยเฉพาะตำบลโคกก่อง ได้รับความเสียหาย 1,500 ไร่ จนต้องประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแล้ว 7 หมู่บ้าน สาเหตุเกิดจากคันกั้นลำน้ำก่ำ ซึ่งรับน้ำที่ระบายออกจากหนองหารเพื่อลงไปสู่แม่น้ำโขงระบายได้ช้าเนื่องจากน้ำในแม่น้ำโขงไหลย้อนกลับ ทำให้น้ำในประตูน้ำสุรัสวดี บ.บึงศาลา ต.นาตงวัฒนา ปริมาณน้ำเกิดการสะสมและล้นสปีลเวย์ ซึ่งแสดงว่าระดับน้ำในหนองหารอยู่ที่ 107 เปอร์เซ็นต์แล้ว

นายบัญญัติ กล่าวว่า ขณะนี้ การระบายน้ำออกจากประตูน้ำสุรัสวดี ต้องยกบานขึ้น 3.5 เมตร น้ำก็จะค่อยๆระบายออก แต่หากยกบานขึ้น 5 เมตร น้ำที่ไหลออกจากหนองหารไปที่ลำน้ำก่ำซึ่งแคบเป็นระยะทางยาว 126 เมตร กว่าจะถึงแม่น้ำโขงที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ปริมาณน้ำก็จะทะลักส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านล่างท้ายเขื่อน

ฉะนั้นการบริหารจัดการน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรจะมีการพร่องน้ำหนองหารให้เหลือเพียง 70 เปอร์เซ็นต์ หรือ 153 รทก.จากปริมาณเก็บกัก 157 รทก.หากมีฝนตกลงมาอีก ก็จะสามารถระบายได้โดยไม่ต้องกระทบทั้งด้านบนและด้านท้ายประตูน้ำ ปัญหาทุกอย่างก็จะไม่เกิด 

คอหวยไม่พลาด!แห่กราบไหว้ขอเลขเด็ดเจ้าแม่เรือตะเคียนอายุกว่า 200 ปี

อุทัยธานี – ชาวบ้านได้เลขสวยเสี่ยงโชค!!พิธีอัญเชิญเจ้าแม่เรือตะเคียน อายุมาก กว่า 200 ปี ค่อนข้างสมบูรณ์ ก่อนนำไปตั้งที่วัด

ยิ่งใกล้กับวันหวยออกได้พบกับชาวบ้านในพื้นที่และต่างพื้นที่ เดินทางมาร่วมงานพิธีอัญเชิญเจ้าแม่เรือตะเคียน ที่บ้านวังตอยาง หมู่ 5 ต.เขากวางทอง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี พร้อมกับเหล่าบรรดาแม่ค้าพ่อค้าขายแผงหวย หลังจากทราบข่าวว่า มีหนุ่มเมืองกาญจนบุรี รับจ้างขับรถแบ็คโฮ ขุดลอกเจอเรือตะเคียนในน้ำ บริเวณคลองทับเสลา อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี

คาดว่าจะมีอายุมากกว่า 200 ปีขึ้น มีความยาวประมาณ 12 เมตร จึงเป็นที่ฮือฮาให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก เนื่องจากชาวบ้านเคยเห็นแต่เป็นลำต้นตะเคียนที่อยู่ใต้น้ำ แต่ครั้งนี้แปลก เจอเป็นลำ และเป็นเรือตะเคียนมีหัวมีท้าย ค่อนข้างสมบูรณ์ ชาวบ้านเชื่อว่าเจ้าแม่น่าจะอยากขึ้นมาจากน้ำเต็มที จึงดลบันดาล.ให้คนขับรถแม็คโคได้พบเจอเรือตะเตียนดังกล่าว

ล่าสุดชาวบ้านได้อัญเชิญพระ มาทำพิธี โดยนำธูปเทียน ดอกไม้พวงมาลัย ผลไม้ ขนม น้ำแดง ทำพิธีกราบไหว้อัญเชิญเจ้าแม่เรือตะเคียนให้ไปอยู่ที่วัดป่าคา ต.ประดู่ยืน อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี

ระหว่างทำพิธีแล้วเสร็จ ชาวบ้านต่างพากันนำแป้งมาทาถู ส่วนไม่พลาดเลขที่ท้ายเรือตะเคียน ชาวบ้านเห็นเป็นเลข 22 23 บางคนเห็น 235 พร้อมกับเห็นเลขเงาของไม้ลำเรือ เลข 98 ส่วนเลขธูปได้เลข 117 พร้อมกับเลขรถแบ็คโฮที่ขุดเจอเรือตะเคียน เลข 210 ส่วนเลขรถบรรทุกขนย้ายไปที่วัดเลข 80-3420 ชาวบ้านจะนำเลขที่ได้ไปเสี่ยงดวงในวันหวยออก

พิษภาษี”ทรัมป์”ฉุดออเดอร์ส่งออกเครื่องเงินเมืองน่านเดี้ยง วอนรัฐเร่งต่อลมหายใจ

น่าน- ผู้ประกอบการเครื่องเงิน โอดหนัก ออร์เดอร์ส่งออกหายเกลี้ยง หลังเจอพิษกำแพงภาษีสหรัฐฯ วอนรัฐบาลช่วยเหลือ หนุนซอร์ฟพาวเวอร์จริงจัง – ขยายฐานตลาด

ปัจจุบันผู้ประกอบการเครื่องเงินเมืองน่าน ได้รับผลกระทบหนัก จากการที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2568 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผลิตส่งออกและต้องประคับประคองธุรกิจให้ดำเนินต่อไปโดยเฉพาะการแบกรับค่าจ้างค่าแรงงานทักษะฝีมือ

นาง พิมพร รุ่งรชตะวาณิช  รองประธานกรรมการ บริษัท ดอยซิลเวอร์ แฟคตอรี่ จำกัด  ตั้งอยู่ที่ 201 หมู่ 1 บ้านนาป่าน ตำบลสถาน อำเภอปัว จังหวัดน่าน  ซึ่งเป็นโรงงานผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์งานเครื่องเงินรายใหญ่แห่งหนึ่งของจังหวัดน่าน  เปิดเผยถึงผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของประเทศไทย  ในอัตรา 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2568 ถือเป็นวิกฤตมากที่สุดในรอบ 40 ปี ตั้งแต่ดำเนินธุรกิจเครื่องเงิน

เนื่องจากส่งผลให้ยอดออร์เดอร์สั่งซื้อจากตลาดต่างประเทศขณะนี้ถูกยกเลิกทั้งหมด  ทำให้สภาพเงินหมุนเวียนและสภาพคล่องในการบริหารธุรกิจชะงัก กระทบถึงการจ้างงานของแรงงานในโรงงานด้วย โดยขณะนี้ยังต้องแบกรับภาระค่าจ้างค่าแรงงาน ต้องมีการพักวันทำงานและสลับวันทำงาน เพื่อลดค่าใช้จ่าย

นอกจากร้านดอยซิลเวอร์ แฟคตอรี่ แล้ว ผู้ประกอบการเครื่องเงินเมืองน่านรายอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน   จึงต้องการให้รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและมีงบประมาณที่ได้จัดสรรไว้ ให้ลงมาช่วยเหลือผู้ประกอบการ  โดยให้มีโครงการที่ส่งเสริมสนับสนุนให้เครื่องเงินเมืองน่าน

รวมถึงผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมอื่นๆ เป็นซอร์ฟพาวเวอร์ของจังหวัดน่านอย่างจริงจัง   เพิ่มฐานตลาดทั้งในและต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น และอยากให้มีโครงการที่กระตุ้นการซื้อของกลุ่มลูกค้าภายในประเทศด้วย

โดย….ระรินธร   เพ็ชรเจริญ  ผู้สื่อข่าวจังหวัดน่าน

“โค้ชวัง” ตั้งเป้าพาทีมคว้าแชมป์อาเซียน ก่อนลุยชิงแชมป์เอเชีย

นักฟุตบอลชายทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ได้ออกเดินทางไป กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี 2025 ASEAN U-23 Championship) ระหว่างวันที่ 15-29 กรกฎาคม 2568 

การเดินทางครั้งนี้นำโดย “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล พร้อมด้วยสตาฟโค้ช และนักกีฬาทั้งหมด 23 ราย นำโดย เสกสรรค์ ราตรี กัปตันทีม

ก่อนการเดินทาง โค้ชวัง กล่าวว่า “ตอนนี้ความพร้อมของเราใกล้จะร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว การที่เราได้ร่วมตัวและฝึกซ้อมกันมา 4-5 วัน รวมถึงได้มีการอุ่นเครื่องกับโปลิศ เทโร ซึ่งมีประโยชน์มากทำให้นักเตะเข้าใจแทคติกการเล่นที่มากขึ้น และด้วยความที่เทโรเล่นหลังสามด้วย เป็นผลที่ดีให้กับเราเตรียมความพร้อมในการเข้าทำและการป้องกันก่อนเล่นนัดแรกกับติมอร์ เลสเต ซึ่งเล่นระบบนี้เช่นกัน”

“การที่เราไปถึงอินโดนีเซียก่อน 5 วัน ทำให้มีเวลาปรับตัวและเติมรายละเอียดอีกเล็กน้อยให้กับนักเตะ บางคนอาจจะไม่ได้เล่นตำแหน่งของตัวเอง ซึ่งเราได้คุยกับน้องๆหลังเกมอุ่นเครื่องแล้ว เราต้องลองปรับเปลี่ยนบางตำแหน่งเพื่อให้เหมาะสมที่สุดกับตัวนักเตะที่มีอยู่ในเวลานี้ ชุดตัวจริงกับตัวสำรองอาจจะทดแทนกันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องทำให้ทีมมีความสมบูรณ์ที่สุด เราอาจจะขาดบางจุดที่ไม่ใช่ธรรมชาติของเขา แต่เราต้องปรับแก้เพื่อให้ทุกคนเล่นร่วมกันให้ได้ทั้งเกมรุกและเกมรับ”

“ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ครั้งแรกในการคุมทีมชาติ และมีเวลาระยะสั้นในการเตรียมทีม แต่ได้คุยกับทีมงานและถามข้อมูลจากโค้ชของน้องๆในแต่ละสโมสร ซึ่งถือเป็นความร่วมมือที่ดีมากในเรื่องข้อมูลของผู้เล่น เราอาจจะมีเวลาน้อยแต่เชื่อว่าข้อมูลที่เราได้มาจะช่วยเสริมให้ทีมแข็งแกร่งได้”

“เด็กไทยทุกๆ ยุค มีความสามารถเฉพาะตัวที่ดี เมื่อวานได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์หรั่ง (ชาญวิทย์ ผลชีวิน) ตอนที่ท่านเข้ามาชมเกมอุ่นเครื่องและได้พูดคุยกันว่าเด็กไทยมีความสามารถเฉพาะตัวดีแต่จะทำอย่างไรให้เขาแสดงออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ฉะนั้นเราจะต้องไม่จำกัดขีดความสามารถของเขามากเกินไป แต่จะวางกรอบให้เขานิดหน่อย”

“เราได้ดูบางเกมที่ติมอร์เล่น ตอนนี้พอจะมีข้อมูล แต่ว่าข้อมูลของทีมเมียนมา อาจจะยังมีไม่มากพอ แต่เราจะได้เห็นเกมแรกของกลุ่ม ที่ ติอร์มอ เจอ เมียนมา ถือเป็นโอกาสที่จะได้ไปดูระบบการเล่นของเขา แต่ถึงอย่างไรเราจะต้องเล่นในแบบแผนของทีมที่ซ้อมกันมา” 

“ส่วนเรื่องที่กังวลมีบางเพราะเราเพิ่งเก็บตัวกันไม่นาน บางสโมสรเพิ่งจะปรีซีซั่นทำให้เรื่องพลกำลังน้องๆ บางคนอาจจะยังไม่ดี แต่เราได้เสริมโปรแกรมให้ทุกคนมีความพร้อมมากที่สุดก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์”

“อินโดนีเซีย, เวียดนาม , มาเลเซีย เขาเป็นทีมที่ใกล้เคียงกับเราอยู่แล้ว หากเราผ่านรอบแรกไปแล้วได้เห็นข้อมูลของคู่ต่อสู้ด้วย เชื่อว่าเราจะพร้อมที่จะเก็บชัยชนะ ผมเข้ามาทำทีมชุดนี้แน่นอนว่าต้องการแชมป์อาเซียนอยู่แล้ว ส่วนชิงแชมป์เอเชียเป็นอีกสเต็ปต่อไป”

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลรายการดังกล่าว ทีมชาติไทย U23 อยู่ร่วมสายกับ เมียนมา และ ติมอร์ เลสเต โปรแกรมการแข่งขันดังนี้

#Matchday1

🇹🇱 ติมอร์ เลสเต U23 พบ ไทย U23 🇹🇭
📆 19 กรกฎาคม 2568
⏱ 20.00 น.
🏟️ แพทริออต สเตเดียม

#Matchday2

🇹🇭 ไทย U23 พบ เมียนมา U23 🇲🇲
📆 22 กรกฎาคม 2568
⏱ 20.00 น.
🏟️ แพทริออต สเตเดียม

โดยการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มจะนำทีมแชมป์กลุ่มทั้งสามกลุ่ม และอันดับ 2 ที่ผลงานดีที่สุด 1 จาก 3 กลุ่มผ่านเข้ารองต่อไป โดย รอบรองชนะเลิศ และ รอบชิงชนะเลิศ จะแข่งขันกันในวันที่ 25 และ 29 กรกฎาคม ณ เกโลรา บุง การ์โน สเตเดียม 

#FAThailand #ฟุตบอลทีมชาติไทย #ทีมชาติไทย #U23 #ASEANU23