“บิ๊กเต่า”เผยมหาเถรสมาคมเตรียมเรียกพระพัวพัน”สีกากอล์ฟ”เข้าพบและจับสึก

“บิ๊กเต่า” พร้อมคณะเข้าพบสมเด็จพระพุฒาจารย์ หารือแนวทางดำเนินการกับพระที่มีสัมพันธ์กับ “สีกากอล์ฟ” และยังหลบหนีไม่ยอมสึก ผลการหารือ มหาเถรสมาคมเตรียมออกหนังสือเรียกตัวพระสงฆ์เหล่านั้นมาพบและจับสึก

เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2568 นายภูมิวิศาล เกษมศุข เป็นเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. พร้อมด้วย พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รักษาราชการแทนรองเลขาฯ ป.ป.ท., พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. เดินทางเข้าพบสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย ที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหากรณีพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หลายรูปกระทำผิดวินัยสงฆ์อย่างร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก

ด้วยการมีความสัมพันธ์กับสีกากอล์ฟเกิน 20 รูป แล้วพบว่าจนถึงขณะนี้อีกอย่างน้อย 4-5 รูปที่ยังหลบหนีออกจากวัดไม่ยอมเข้าสู่การลาสิกขาบท มีความพยายามในการหลบหนีและใช้ช่องทางทางกฎหมายปฏิเสธการเข้าพบและให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบการทุจริต

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า มีการประสานกันระหว่างมหาเถรสมาคมกับเจ้าหน้าที่ในกรณีดังกล่าว ถึงแนวทางการดำเนินการกับพระทั้งหมดที่กระทำผิด

ภายหลังจากการหารือร่วม 1 ชั่วโมง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า การหารือในวันนี้เป็นไปด้วยดี ซึ่งหลังจากนี้ฝ่ายสงฆ์จะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว ก่อนที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ และคณะจะเดินทางกลับ บก.ปปป.ในทันที เพื่อสอบปากคำ พระครูสิริวิริยธาดา หรือ “ทิดแล” อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร ซึ่งในวันนี้เดินทางเข้าให้ข้อมูลที่ บก.ปปป.เกี่ยวกับสีกากอล์ฟ

ทางนี้มีรายงานจากแหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ทางมหาเถรสมาคมมีความกังวลในเรื่องดังกล่าว หลังพบพระสงฆ์ระดับชั้นผู้ใหญ่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ประกอบกับก่อนหน้านี้มีภาพข่าวทางสื่อมวลชนว่า ตำรวจบุกจับพระสึก ซึ่งเป็นภาพที่สร้างความเสียหาย ความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนา

ดังนั้น ในการหารือวันนี้ ทางมหาเถรสมาคมจะเป็นผู้ดำเนินการออกหนังสือเรียกตัวพระที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและยังคงหลบหนี มาดำเนินการตามขั้นตอนโดยใช้ข้อบังคับของสงฆ์โดยเร็วที่สุด

ร้านพี่ญาคนรุม เปิดพื้นที่ให้เกษตรกร นำผลผลิตมาจำหน่ายแบบไม่ผ่านคนกลาง

เพราะราคาพืชผักผลไม้ขายส่งราคาค่อนข้างต่ำ มีน้องๆ ที่เป็นชาวสวนติดต่อมาค่อนข้างเยอะ พี่ญาก็เลยได้คัดสินค้าที่จะเข้ามาจำหน่ายให้มีคุณภาพ ราคาที่สวนมีกำไร คนซื้อก็จ่ายไหว ของไม่ให้ซ้ำกัน จะได้ขายดีไปด้วยกัน

แต่ละวันจึงมีสินค้าหมุนเวียนกันไป ได้ของถูกและดี อย่างข้าวโพด กิโลละ 8 บาท มังคุด 6 กิโลร้อย ยังมีฝรั่ง ฟักทอง ฟักเขียว ทุเรียน รวมถึงสินค้าอื่นๆ ที่พ่อค้าแม่ค้าตั้งใจมาเปิดตลาดที่โกดังพี่ญาคนรุม

ทุกคนพรุ่งนี้ทุเรียนป่าละอู ของแท้มี ใบGIรับรองและมีใบGAPรับรอง


  
ตัดสดๆจากสวนลงจากภูเขาป่าละอู ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

มาที่โกดังพี่ยานะมีแค่ 100 ลูกนะใครได้กินถือว่าโชคดีนะจ๊ะแล้วก็มีกล้วย แล้วก็พืชผลจากป่าละอูมีหลายอย่างมาดูกันนะของแท้แน่นอนทุกคนรีบมานะจ๊ะหมดเร็วมาก

สำหรับใครที่สนใจนำผลิตภัณฑ์มาจำหน่าย ให้ติดต่อเข้ามาที่ร้านพี่ญาทางเพจ พี่ญาคนรุม ก่อนจะเดินทางมานะคะ

ร้านพี่ญาคนรุม อยู่ปากซอยคลองสาม 26 ม.13 13/3-1 (เกียรติบุตร) ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานีร้านเปิดทุกวันเวลา 08.00-17.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์)

“ฐานอุเกรทะ” ทหารเมียนมาแตก หนีข้ามมาฝั่งไทย เกือบ 100 คน

“ฐานอุเกรทะ” ทหารเมียนมาแตก หนีข้ามมาฝั่งไทย เกือบ 100 คน ฉก.ราชมนูเพิ่มเติมกำลัง ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ , นำอาวุธยิงสนับสนุนเข้าที่ตั้งตามแผนเผชิญเหตุ เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม .2568  สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา  ทหารกะเหรี่ยง กองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง  Karen National Liberation Army –KNLA   ได้รวมกำลังเข้าตีที่ตั้งของทหารเมียนมา ฐานอุเกรทะ ด้วยการใช้โดรนโจมตีทิ้งระเบิด และนำกำลังเข้าประชิดฐาน โดย ทหารเมียนมาพยายามยิงต่อสู้และร้องขออาวุธยิงสนับสนุนเพื่อป้องกันฐาน แต่ไม่สามารถต้านทานได้

ส่งผลให้ทหารเมียนมา จำนวนเกือบ 100 คน ได้ทำการถอนตัวออกจาก ฐานอุเกรทะ อ.ซูการี จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมาข้ามมายังฝั่งไทย บริเวณ บ.วาเล่ย์ใต้ ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก

 โดยทหาไทย หน่วยเฉพาะกิจราขมนู (ฉก.ราชมนู) กองกำลังนเรศวร  ได้ทำการควบคุมตัว, ปลดอาวุธ,ตรวจสอบความปลอดภัย ,รักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ, ให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม และดำเนินกรรมวิธีตามขั้นตอนต่อไป

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีผู้หนีภัยความไม่สงบจากการสู้รบ ชาวเมียนมา   ข้ามมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว อ.พบพระ จ.ตาก จำนวน 467 คน โดยหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร ร่วมกับฝ่ายปกครอง , เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ตร.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูและความปลอดภัย และให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม

ทั้งนี้ หน่วยเฉพาะกิจราขมนู (ฉก.ราชมนู) กองกำลังนเรศวร  ยังคงเพิ่มเติมกำลัง ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ , นำอาวุธยิงสนับสนุนเข้าที่ตั้งตามแผนเผชิญเหตุ เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของกองกำลังติดอาวุธต่างชาติ และดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน อย่างเต็มกำลังความสามารถตลอด 24 ชั่วโมง

กระบี่รวบนักค้ายาลอบขนส่งยาบ้าผ่านบริษัทส่งพัสดุเอกชน 1.3 แสนเม็ด

ผู้ว่าฯ กระบี่ นำทีมแถลงผลการจับกุมยาบ้า 130,000 เม็ด ที่ลักลอบขนส่งผ่านบริษัทขนส่งเอกชน แต่ไม่รอดพ้นสายตาเจ้าหน้าที่ จับได้ พร้อมผู้ต้องหา 1 คน รถจักรยานยนต์ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ที่กองร้อย ตชด.ที่ 426 ต.กระบี่ใหญ่ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วย พ.ต.ต.ณรงค์ อ่อนทอง ผู้บังคับกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 426 (ผบ.ร้อย ตชด.426 ) กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 42 (กก.ตชด.42) นายศิริวัฒนา ชาติภิรมย์ ผู้อำนวยการส่วนบังคับใช้กฎหมาย สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 8 ผู้แทนนายอำเภอเมืองกระบี่และผู้แทนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดกระบี่ (กอ.รมน.กระบี่) ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุม นายชิติพัทธ์ หรือบังต๊ะ อายุ 23 ปี พร้อมยาบ้า จำนวน 130,000 เม็ด รถจักรยานยนต์ 1 คัน และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง เหตุเกิดที่ร้านขายของชำ หมู่ที่ 4 ต.คลองประสงค์ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

โดยพฤติการณ์ก่อนการจับกุมผู้ต้องหาในคดีนี้เจ้าหน้าที่ (จนท.) ชุดจับกุม ได้รับแจ้งจากสายลับ ว่ามีการลักลอบส่งยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ผ่านบริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.ปากน้ำ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่  จึงเดินทางไปยังศูนย์กระจายสินค้าบริษัทดังกล่าว เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้จัดการสาขาบริษัทขนส่งเอกชน และขอตรวจสอบกับกล่องพัสดุต้องสงสัย จำนวน 4 กล่อง จากการตรวจสอบพบยาบ้ารวมทั้งหมด จำนวน 130,000 เม็ด และ ทราบว่ากล่องพัสดุดังกล่าวส่งมาจากจังหวัดนครปฐม ต่อมา เจ้าหน้าที่จึงให้พนักงานบริษัทดังกล่าวติดต่อไปยังผู้รับของที่หน้ากล่องพัสดุ เมื่อติดต่อเรียบร้อยแล้ว เจ้าของพัสดุ บอกให้นำพัสดุดังกล่าวไปฝากไว้ที่ร้านขายของชำ ม.4 ต.คลองประสงค์ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ (จุดเกิดเหตุ) ต่อมา จนท.ได้สืบทราบว่าเจ้าของพัสดุชื่อว่านายต๊ะ เป็นพนักงานเติมน้ำมันที่ปั๊มแห่งหนึ่งในตัวเมืองกระบี่

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งได้เฝ้าสังเกตการณ์ไว้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ขับรถตามรถของบริษัทขนส่งไปยังร้านดังกล่าวเมื่อพนักงานส่งของได้นำพัสดุไปวางไว้ที่ร้านดังกล่าวแล้ว และได้โทรฯแจ้งให้กับเจ้าของพัสดุทราบ ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่ปั๊มน้ำมัน เห็นนายต๊ะกำลังขับรถจักรยานยนต์ออกจากปั๊มน้ำมัน จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมทั้งหมดทราบ และได้ขับรถตามนายต๊ะมาห่าง ๆ ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่บริเวณใกล้ ๆ กับร้านขายของชำ ได้เห็นนายต๊ะ ใส่เสื้อเป็นพนักงานปั๊มน้ำมันขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่ร้านค้าและได้นำพัสดุที่วางอยู่หน้าร้าน ขนขึ้นรถจักรยานยนต์ จนท.ชุดจับกุมจึงได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวไว้พร้อมด้วยของกลางยาบ้าทั้งหมด

จากการสอบถามนายต๊ะ ให้การรับสารภาพว่าตนเองมีอาชีพเป็นพนักงานเติมน้ำมันภายในปั๊มแห่งหนึ่งในตัวเมืองกระบี่ โดยให้การรับว่ายาบ้าดังกล่าว นายโด้ ซึ่งอยู่ที่หมู่ 2 ต.คลองประสงค์ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ ซึ่งเป็นญาติกัน เป็นคนสั่งให้ตนมารับกล่องพัสดุดังกล่าวโดยว่าจ้างเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท รับและนำยาบ้าไปส่งให้กับนายโด้ แต่ถูกจับกุมเสียก่อน จากการตรวจสอบประวัติคดีอาญาของนายโด้ (เจ้าของยาบ้า) ปรากฏว่า เคยถูกจับกุมในคดียาเสพติด มาแล้ว 4 ครั้ง และเพิ่งพ้นโทษออกมา เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่านายชิติพัทธ์ หรือบังต๊ะ ว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และจะได้สืบสวนขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป พร้อมทั้งใช้มาตรการยึดทรัพย์ด้วย

นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ในการปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมทั้งบุหรี่ไฟฟ้าของจังหวัดกระบี่ ได้มีการทำงานกันเป็นทีมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และ ป.ป.ส. ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่หลักสิบ หลักหมื่นและหลักแสนเม็ด เป็นการดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล หากพี่น้องประชาชนพบเห็นเบาะแสสามารถแจ้งได้ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และ ป.ป.ส. ในส่วนของบริษัทขนส่งเอกชน ต้องขอความร่วมมือในการเก็บบันทึกข้อมูลของผู้ส่ง-ผู้รับพัสดุให้ละเอียด ครบถ้วนไว้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 180 วัน

และก่อนรับส่งพัสดุทุกครั้งต้องขอตรวจสอบพัสดุก่อนส่งด้วย หากพบพัสดุต้องสงสัยต้องโทร.แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ในส่วนของพี่น้องประชาชนหากมีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีการให้ใช้ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และหมายเลขบัญชีธนาคาร แก่ผู้ค้ายาเสพติดก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสติดด้วย

หญิงแกร่งนนทบุรี หนีน้ำท่วมบ้านเกิด มาทำไร่ทุเรียนไร้หนามที่ทองผาภูมิ

กำลังฮือฮากล่าวขานไปทั่ว หญิงแกร่งคนนนทบุรี หนีน้ำท่วมจากบ้านเกิด มาทำไร่ทุเรียนไร้หนามอยู่ทองผาภูมิ!! แนวคิดจากทุเรียนทั่วไป โดยมีการปรับทุเรียนสายพันธุ์ก้านยาว และหมอนทอง มาเป็นทุเรียนไร้หนามไร้หนามนานกว่า 5 ปี ให้แปลกจากทุเรียนทั่วไป และได้ผลดีเป็นที่พอใจ ที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

อำเภอทองผาภูมิ เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์มากๆ อำเภอหนึ่ง และขึ้นชื่อเป็นพื้นที่แหล่งปลูกผลไม้หลากหลายสายพันธุ์คุณภาพไม้แพ้ในจังหวัดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน สายพันธุ์ก้านยาว หมอนทอง ซึ่งเวลานี้มีการปรับแต่งให้เป็นทุเรียนไร้หนาม สายพันธุ์ก้านยาวนนทกาญจน์  อีกทุเรียนกลางน้ำต้นแรกของโลก นอกจากนี้ยังมีเงาะโรงเรียนที่หวานกรอบขึ้นชื่อแก่ผู้บริโภค ส้มโอ ลองกอง ฯลฯ. มากมาย ส่วนอำเภอทองผาภูมิจัดงานเทศกาลผลไม้ ปีนี้แรงซื้อมีน้อยมากต่างกับที่ผ่านมา ประกอบกับผลผลิตมีออกมากกว่าทุกปีด้วย

 “สวนไร่ เรือนขุนแผน” ตั้งอยู่ในสหกรณ์นิคมทองผาภูมิ หมู่ที่ 5 เจ้าของคือ คุณยุพิน  ฉ่ำสุขติ เจ้าของไร่เรือนขุนแผน บ้านเกิดเป็นชาวนนทบุรี ต้องหนีปัญหาบ้านเกิดถูกน้ำท่วมเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งบรรพบุรุษ เป็นชาวสวนปลูกทุเรียน เมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมบ่อย จึงทิ้งบ้านเกิดมาหาพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ มีอยู่กว่า 10 ไร่ แล้วทำการปลูกทุเรียนสายพันธุ์ ก้านยาว สายพันธุ์หมอนทอง ที่มีชื่อของนนทบุรี มาปลูก เมื่อผลผลิตออกมา เจ้าของสวนได้ทำการปรับแต่งให้แปลกจากสายพันธุ์เดิม คือทุเรียนไร้หนาม จนเวลา 5 ปี ที่ผ่านมาได้ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เป็นจุดขายอีกแบบหนึ่งจากทุเรียนทั่วไป

คุณยุพิน  ฉ่ำสุขติ  เรียนจบเกษตร เคยทำงานกับบริษัทดังของประเทศญี่ปุ่น มานานหลายปี เกิดอยากมีพื้นที่เพื่อหันมาประกอบอาชีพเป็นของตนเอง จึงได้ลาออกจากบริษัทที่ทำงานอยู่ หันมาทำการปลูกทุเรียนสายพันธุ์ก้านยาว กับ หมอนทอง และคิดว่าหากปลูกโดยทั่วไปมันก็ไม่ได้เกิดแรงจุงใจอะไร จึงหันมาทำการแปลให้เกิดแปลกว่าทุเรียนปกติ คือทำเป็นทุเรียนไร้หนาม และที่ทำมากว่า 5 ปี แล้วก็เกิดความสำเร็จเป็นที่พอใจตามที่ตนเองคิดไว้

แต่การทำลูกทุเรียนไร้หนาม มันต้องเอาใจใส่ดูแลมากกว่าทุเรียนปกติ ในแต่ละวันตนเองปีนต้นทุเรียนทำลูกผลทุเรียนไร้หนาม ในแต่วันละไม่ต่ำกว่า 300 ลูก โดยการปีนด้วยตนเอง เอาใจใส่อยู่กับทุเรียน โดยที่สวนจะไม่ใช้เคมีแม้แต่ครั้งเดียว โดยใช้ธรรมชาติบำบัด ปลูกพืชที่สามารถไล่แมลงชนิดต่างๆ ไม่ให้ไปรบกวนในสวนทุเรียน เมื่อทุเรียนให้ผลผลิต ก็ปีนขึ้นไปตัดลูกทุเรียนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งที่ได้พบเห็นจริงๆ กับเจ้าของสวนทุเรียนไร้หนามแห่งนี้

โอกาสนี้คุณยุพิน  ฉ่ำสุขติ เจ้าของ “สวนไร่เรือนขุนแผน” ได้เปิดเผยอย่างแบบไม่หมดเสียทั้งหมด ทุเรียนในปัจจุบันมีมากมาย ในอนาคตทุเรียนน่าจะเกิดปัญหาล้นตลาดแน่นอน เพราะปลูกกันมาก ตนเองจึงคิดอยากต่อยอดผลผลิตขึ้นมา ไม่ให้ซ้ำแบบใคร เพราะทุเรียนมันเหมือนกันทุกสวน และตนเองได้เกิดความคิดที่ไม่ให้เหมือนกับสวนทั่วไป จึงหันมาทำทุเรียนไร้หนามมาได้กว่า 5 ปี คุณภาพออกมาก็โอเค เนื้อสีอาจจะยังไม่โอเค แต่ความหวานหอม ไม่แตกต่าง แต่ในปีนี้ธรรมชาติฝนมาเร็วกว่าทุกปี คุณภาพอาจแตกต่างไปจากปีที่ผ่านมา การดูแลจึงอยากกว่าทุกปี เนื้อสีจึงไม่สวยเพราะที่ “ไร่สวนเรือขุนแผน” ไม่ได้ใช้สารเคมี จะใช้ธรรมชาติบำบัดเท่านั้น

จากการที่ตนเองได้ศึกษาดูแลมากว่า 5 ปี ถือว่าประสบผลสำเร็จในระยะหนึ่ง สายพันธุ์ทุเรียนไร้หนามจบแล้ว แต่ยังต้องมีการปรับปรุง เรื่องสีของเนื้อทุเรียน ปัจจุบันแม้สีจะไม่สวยเหมือนกับทุเรียนทั่วไป แต่ความรสชาดความหวานไม่ได้แตกต่างกัน เพราะเราไม่ได้ใช้สารเคมี แต่ใช้ธรรมชาติบำบัดกันเอง ส่วนราคาของทุเรียนไร้หนาม ก็ไม่สูงมากกว่าผลผลิตที่วางจำหน่ายก็ไม่ได้แตกต่างกับทุเรียนทั่วไป อาจจะต่ำกว่าด้วย เพราะเขาไม่ใช้สารเคมี
 
สำหรับในอำเภอทองผาภูมิ ได้จัดงานผลไม้ของดีทองผาภูมิ ในปีนี้ภายในงานเจ้าของสวนนำผลผลิตออกไปร่วมงานต่างมีเสียงบ่นกันหนาหูว่า แรงซื้อจากนักท่องเที่ยว น้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา ประกอบกับในปีนี้ผลผลิตในพื้นที่มีออกมามากกว่าทุกปีด้วย ราคาเงาะจำหน่ายกันอยู่ที่ 3 กิโลกรัม 100 บาท ส่วนทุเรียนมีตั่งแต่กิโลกรัมละ 90 ไปถึง 150 บาท เท่านั้น แรงซื้อน้อยมากกว่าทุกปีจริงๆ เจ้าของสวนร้องฝากผ่านสื่อมา

โดย…ปรีชา   ไหลวารินทร์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคกาญจนบุรี

ททท.ต่อยอดความสำเร็จแห่เทียนพรรษาลุยปลุกเที่ยวอุบลฯคึกคักต่อเนื่อง

หลังผ่านพ้นประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานีอย่างยิ่งใหญ่อลังการนักท่องเที่ยวทั่วสารทิศเข้าร่วมกิจกรรมหลายหมื่นคนในช่วง วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 แห่เทียนภาคกลางวัน 2 วัน คือ กลางวันวันที่ 10 – 11 กรกฎาคม 2568 และแห่เทียนภาคกลางคืน 2 คืน คือ คืนวันที่ 10 – 11 กรกฎาคม 2568 รวมเป็น 4 รอบไปเป็นที่เรียบร้อยนั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ยังเดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดอุบลราชธานี

นางธนภร พูลเพิ่ม ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี เปิดเผยว่าง านประเพณีแห่เทียนพรรษา จ.อุบลราชธานี ในปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-31 กรกฎาคม 2568  นี้  มีความพิเศษหลายประการ  โดย ททท. ให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ สืบสาน รักษา และต่อยอด งานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ทั้งยังบูรณาการร่วมกับ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี จัดกิจกรรม โครงการขบวนเทียน “มหัศจรรย์ ศรัทธา เรืองแสง” เพื่อร้อยเรียงงานประเพณีแห่เทียนพรรษาเมืองอุบลฯเข้ากับจุดเด่นของอุบลราชธานี

ศรีศิลป์ ด้วยการจัดทำขบวนเทียนเรืองแสงภายใต้แนวคิด “มหัศจรรย์ ศรัทธา เรืองแสง” นำเสนออัตลักษณ์ของจังหวัดอุบลราชธานีในรูปแบบใหม่ผ่านงานประเพณีแห่เทียนพรรษา การออกแบบงานศิลป์แบบผสมผสานและนำเอานวัตกรรมสีเรืองแสงมารังสรรค์ให้ขบวนเทียนมีความแปลกใหม่และแตกต่างแต่คงไว้ซึ่งประเพณีดั้งเดิม พร้อมชุดการแสดงเรืองแสงสุด Amazing ที่จะนำเสนอแก่นักท่องเที่ยวในขบวนแห่เทียนภาคกลางคืน และเพื่อเน้นจุดขายเมืองศรีศิลป์ผนวกกับประเพณีแห่เทียนพรรษาเมืองอุบลฯ ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้กำหนดจัดกิจกรรม Vijit Gastronolight @ อุบลราชธานีศรีศิลป์ โดยเป็นการประดับตกแต่งไฟ 11 จุดสำคัญในเมืองอุบล ระหว่างวันที่ 7-16 กรกฎาคม 2568 รวมทั้งเสนอขายร้านอาหารเด็ดเมืองอุบลฯ พร้อมการแสดงบริเวณศาลหลักเมืองเพื่อเพิ่มแรงดึงดูดต่อนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ททท.สำนักงานอุบลราชธานี ได้ร่วมกับสวนสัตว์อุบลราชธานี จัดเตรียม Amazing ทุ่งดอกเทียนเรืองแสง ณ สวนสัตว์อุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 4 กรกฎาคม -15 สิงหาคม 2568  ให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนอุบลในช่วงนี้ได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมืองศรีศิลป์อย่างเต็มอิ่ม สามารถเข้าชมความงดงามได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

นอกจากนี้เพื่อขยายวันพักและเสริมสร้างวัฒนธรรมการทำเทียนของชาวอุบลฯ ททท.สำนักงานอุบลราชธานี   ซึ่งเป็นกรรมการฝ่ายกิจกรรมเยือนชุมชน คนทำเทียน ยังได้เสริม “กิจกรรมเยือนชุมชน ชมวิถีทำเทียน” ซึ่งมีกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม 2568  ที่คุ้มวัดต่าง ๆ ดังนี้  วัดพลแพน วัดมหาวนารามวัดไชยมงคล  วัดแจ้ง วัดบูรพา วัดพระธาตุหนองบัว วัดศรีประดู่ วัดสุปัฏนาราม และวัดผาสุการาม โดยนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมชม และมีส่วนร่วมในการทำเทียนของชาวอุบลฯ

สำหรับกิจกรรมสำคัญ ในงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา จ.อุบลราชธานี ประจำปี 2568 มีดังนี้

15 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม 2568   

– กิจกรรมเยือนชุมชน ชมวิถีทำเทียน   
 
7 – 16 กรกฎาคม 2568 

  – VIJIT  GASTRONOLIGHT @อุบลราชธานีศรีศิลป์

 9 กรกฎาคม 2568
  – วันรวมเทียน  ถนนรอบทุ่งศรีเมือง

10 – 11 กรกฎาคม 2568

 – ขบวนแห่เทียนภาคกลางวันถนนชยางกูร

  – การแสดงแสงสีเสียงประกอบการแห่เทียนภาคกลางคืนถนนชยางกูร
 
 4 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568   
– Amazing 

ทุ่งดอกเทียนเรืองแสง ณ สวนสัตว์อุบลราชธานี

 13 – 31 กรกฎาคม 2568        

– เทียนอุบล ยลได้ตลอดเดือน ณ วัดพระธาตุหนองบัว
 
 พร้อมด้วยกิจกรรมอื่น ๆ มากมาย

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ททท.อุบลราชธานี ร่วมกับสภาขับเคลื่อนธุรกิจสังคมอุบลราชธานี 

ขอมอบสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่จองที่นั่งชมขบวนเทียนภาคกลางคืน ด้วยส่วนลด 100 บาท จากราคา  ที่นั่งละ 500 บาท เหลือพียง 400 บาท จำกัดที่ 300 ที่นั่ง  

ทั้งหมดนี้คือกิจกรรมดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี 2568 นับเป็นความงาม ความศรัทธา และภาคภูมิใจของชาวอุบลราชธานี ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนมาโดยตลอดและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะขอเชิญชวนทุกท่านมาเที่ยว และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานประเพณีอันยิ่งใหญ่นี้

#สุขทันทีที่เที่ยวอีสาน
#ประเพณีสีอีสานวิถีแห่งศรัทธา
#เสน่ห์ชุมชนอีสาน

ออเดอร์สุด!เงาะโรงเรียนบ้านวังไทรทอง ‘หวาน กรอบ ล่อน’เก็บขายแทบไม่ทัน

ที่สวนเงาะโรงเรียน ของ นายสมส่วน ด้วงคำจันทร์ อายุ 66 ปี อยู่บ้านเลขที่94 บ้านวังไทรทองหมู่ 1 ตำบลซับเปิบ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ เมื่อผลผลิตในสวน ที่กำลังสุกงอม แดงเต็มต้น ต่างได้รับความสนใจจากผู้บริโภค เข้ามาสั่งซื้อสั่งจองถึงหน้าสวน และผ่านช่องทางออนไลน์ จนแทบเก็บขายไม่ทัน คาดผลผลิตปีนี้ เกินเป้า ไม่ต่ำกว่า 5 ตัน

นายสมส่วน  บอกว่า แรกเริ่มเดิมที พื้นที่ตรงนี้ รวม 25 ไร่เศษ ซึ่งอยู่ติดกับเชิงเขาปู่ จะใช้สำหรับเพาะปลูกข้าวโพด ซึ่งในแต่ละปี ก็พอได้เงินเลี้ยงครอบครัว แต่ว่าการปลูกข้าวโพดนั้น ต้องใช้ต้นทุนสูง ประกอบกับมีความเสี่ยงต่อสภาพดินฟ้าอากาศ จึงคิดหาแนวทางปลูกพืชอย่างอื่น ประกอบกับตนเองนั้น เป็นคนชอบกินเงาะโรงเรียนมาก เลยคิดอยากลองปลูก จึงไถปรับพื้นที่บางส่วน พร้อมสั่งซื้อต้นพันธุ์เงาะโรงเรียน มาทดลองปลูกดูก่อน จำนวน 50 ต้น แล้วก็หมั่นดูแล รดน้ำ บำรุงรักษาควบคู่ไปกับทำข้าวโพดเช่นเดิม

จนกระทั่งเงาะที่ปลูกไว้ เริ่มให้ผลผลิต สามารถเก็บกิน เก็บขายได้ และที่สำคัญ เงาะที่ปลูก ก็มีเอกลักษณ์ รสชาติเฉพาะตัว เนื้อหนากินได้ “หวาน กรอบ ล่อน อร่อยดี” เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค จึงตัดสินใจขยายพื้นที่เพาะปลูก อีกประมาณ 5 ไร่ แล้วตอนนี้ปลูกเงาะโรงเรียนไว้ ทั้งหมด 110 ต้น และพื้นที่ส่วนที่เหลือ ก็เลิกทำข้าวโพด แล้วเปลี่ยนมาปลูกไม้ผลทั้งหมด เช่น ส้มโอ ลองกอง ทุเรียน ลำไย มะขามหวาน เป็นต้น

นายสมส่วน กล่าวอีกว่า ปกติเป็นคนชอบกินเงาะมาก จึงคิดอยากปลูก เลยได้ไปดูสภาพพื้นที่แถวจันทบุรี ซึ่งมีทั้งภูเขา ที่เนิน ที่ราบ คล้ายกับพื้นที่บ้านตนเอง จึงทดลองนำต้นพันธุ์เงาะโรงเรียนมาปลูกก่อน 50 ต้น แทนพื้นที่ปลูกข้าวโพดเดิม ซึ่งเป็นพืชเชิงเดี่ยว ทุกปีต้องลงทุนสูง ผลปรากฎว่า เงาะที่ปลูกไว้ ออกลูก เนื้อหนา กินได้ รสชาติ “หวาน กรอบ ล่อน อร่อยดี” จึงขยายพื้นที่เพิ่มเติม เป็น 5 ไร่ ปลูกเพิ่มรวมทั้งหมด110 ต้น และก็ได้เก็บผลผลิตขายเรื่อยมาทุกปี

โดยเฉพาะปีนี้ ฟ้าฝนดี เงาะดกมาก คาดว่าผลผลิตที่ได้ ไม่ต่ำกว่า 5 ตัน เปิดขายในราคาเดียว กิโลกรัมละ 35 บาท หรือ3 กิโล 100บาท ตั้งขายหน้าบ้านตนเอง  ซึ่งมีผู้บริโภค สั่งซื้อสั่งจองเข้ามาไม่ขาดสาย จนเก็บไม่ทัน ลูกค้าบางคนต้องเดินทางเข้าซื้อที่สวนเลย บางคนถึงต้องลงทุนขึ้นต้นเก็บเลย     เงาะโรงเรียนของตนที่ปลูกไว้ที่มันออกลูกดกตนเองไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีแต่ตนได้ใช้ปุ๋ยชีวภาพฉีดทางใบ ปลอดสารพิษ

ด้าน นายวิชิต ใจเฉื่อย เกษตรอำเภอวังโป่ง เผยว่า ทางเกษตรอำเภอ ก็ได้เข้ามาร่วมให้คำแนะนำ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ในการผลิต การดูแลรักษา ผลผลิตในสวนเงาะ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และ ในเรื่องของการตลาด ก็มีการช่วยประชาสัมพันธ์ เปิดช่องทางขายตามหน่วยงาน ผ่านทางเฟส ทางไลน์ และตลาดออนไลน์

แต่ขณะนี้ พบว่าแค่ตลาดในชุมชน ผลผลิตก็แทบไม่เพียงพอต่อความต้องการแล้ว เพราะเงาะที่สวนนี้ มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เนื้อหนา “หวาน กรอบ ล่อน อร่อยดี” ในส่วนของทางเกษตรจะมีแนวทางเกษตรกรปลูกผลไม้ปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการทำพืชไร่มาปลูกผลไม้สร้างมูลค่าสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรหนึ่งพื้นที่

บุกสแกนดิเนเวีย! “ธำรงไทยไวกิ้ง” ส่งทีม U12 ลุยแข้งที่สวีเดน-เดนมาร์ก

“ธำรงไทยไวกิ้ง” สโมสรฟุตบอลที่เดินหน้าปั้นเด็กอย่างถูกวิธีต่อเนื่องจากอดีตถึงปัจจุบันยังคงเดินหน้าอย่างมุ่งมั่นในการสานฝันและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยบนเส้นทางสายลูกหนัง นอกเหนือจากการฝึกซ้อมที่ต่อเนื่องแล้วยังมีการเพิ่มประสบการณ์ให้กับนักกีฬาจากเกมการแข่งขันจริงตามความเหมาะสมและเติมเต็มเกมการแข่งขันระดับนานาชาติเพื่อสร้างความคุ้นเคยในการเติบโตของนักฟุตบอล

โดยในปีนี้ “ธำรงไทยไวกิ้ง” ได้ส่งทีมเยาวชนอายุ 12 ปีเข้าร่วมแข่งขันฟตบอลยุวชนโลก “โกเธียคัพ” ที่ประเทศสวีเดน และฟุตบอลเยาวชนนานาชาติ “ดาน่าคัพ” ที่ประเทศเดนมาร์ก หลังจากปีที่แล้ว ได้สร้างความประทับใจทั้งการเล่นในสนาม และการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยทั้งสองทัวร์นาเมนต์ ทำให้ ธำรงไทย กลับมาเป็นที่รู้จักในทวีปยุโรปอีกครั้งหลังจากห่างหายจากการแข่งขันไปกว่าสองทศวรรษ 

ซึ่งก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ได้รับเชิญให้มีแมทช์อุ่นเครื่องกับ อคาเดมี่ของทีม Bk hacken ทีมชั้นนำของสวีเดน ซึ่งมีทีมชุดใหญ่เล่นอยู่ในลีกสูงสุดของประเทศ และเคยลงเล่นในฟุตบอลสโมสรยุโรปหลายรายการ นอกจากนั้นในอนาคตยังมีโครงการที่จะส่งเยาวชนไทยมาฝึกซ้อมกับทีมแห่งนี้

ทั้งนี้ ทีมนักเตะธำรงไทยไวกิ้ง ได้ออกเดินทางจากประเทศไทย วันที่ 10 ก.ค.68 เพื่อร่วมแข่งขันรายการ “โกเธียคัพ” วันที่ 13-19 ก.ค .68 ณ เมืองโกเตนเบิร์ก ประเทศสวีเดน หลังจากนั้นจะนั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามประเทศต่อไปยังรายการ “ดาน่าคัพ” ณ เมืองยอร์ริ่ง ประเทศเดนมาร์ก วันที่ 21-26 ก.ค.68

“กอล์ฟ” อาจพล ระดมเล็ก ตำนานสโมสรธำรงไทย หัวหน้าผู้ฝึกสอน กล่าวว่า ทีมได้ตั้งเป้าหมายจะทำผลงานในการแข่งขันให้ดีกว่าปีที่แล้ว แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือเราต้องการสร้างแรงบันดาลใจและประสบการณ์ให้กับเยาวชนไทยในเส้นทางฟุตบอลอาชีพ รวมไปถึงโอกาสที่จะมาค้าแข้งในทวีปยุโรปในอนาคต 

สำหรับรายชื่อนักเตะและทีมงานธำรงไทย รุ่น 12 ปี ประกอบด้วย ด.ช. ภูมิรพี แพงพุย, ด.ช. นพัฐกรณ์ เมฆถาวรสวัสดิ์, ด.ช. วิเรี๊ยก วินเนอร์ แท็บ, ด.ช. อณิษฐ์ กิตติธรรมรัตน์, ด.ช. ฐิติ สิมะกุลธร, ด.ช. โชติภัทร ชื่นแสนสุข, ด.ช. ดังตั้งใจ ยางนอก, ด.ช. ณัฐนันท์ เขียวพันธ์, ด.ช. ชาคริต กิตติธรรมรัตน์, ด.ช. ปวรปรัชญ์ รัตนจันทรานนท์, ด.ช. วรัญญู บุญมาหล้า, ด.ช. ภคพงษ์ วุฒินภาพงษ์, ด.ช. สรวิชญ์ หมื่นหาญ, พลระดม ระดมเล็ก (ผู้จัดการทีม), จิรัชยา ทองมั่น (ผู้ช่วยผู้จัดการทีม), ฐากร เณรจิ๋ว (ผู้ฝึกสอน), ลำเนา หมื่นหาญ ( เจ้าหน้าที่ทีม), พรทวี แพงพุย (เจ้าหน้าที่ทีม), ณัฐพงศ์ เขียวพันธ์ (เจ้าหน้าที่ทีม)

หลากหลายปัจจัยบวกดัน SMEs ชายแดนใต้เติบโต-ปัตตานีโดดเด่นมากสุด

เศรษฐกิจ การค้า  SMEs 3 จังหวัดชายแดนใต้ยังไปได้ ปัจจัยซัพพอร์ตเพียบ รัฐบาล กลไกรัฐ แรงงานในและต่างประเทศ สิทธิพิเศษเต็มพิกัดดึงนักลงทุน เศรษฐกิจตัวเด่นอุตสาหกรรมประมง อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน  ส่วนทุเรียน  ยางพารา อ่อนตัวแต่ไม่ส่งผลกระทบมากหนัก

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบส่งเสริมสินค้าการเกษตร จ.พัทลุง เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ประกอบการ กลุ่ม SMEs  ร้านค้า ค้าปลีก โชว์ห่วย ยังมีทิศทางไปได้ดีในระดับพื้นที่เพราะมีปัจจัยตัวหนุนที่สำคัญ คือการลงทุนภาครัฐ และกลไกของรัฐ โดยเฉพาะศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) หน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและโดยเฉพาะภาคเอกชนทั้งสายสามัญศาสนา ให้การสนับสนุนส่วนภาครัฐโดยมีนโนยบายส่งเสริมไปทุกส่วนทั้งสาขาอาชีพ และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ภาครัฐทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร ตำรวจ  ฯลฯ ที่อยู่ในพื้นที่หลายหมื่นคนทั้งประจำพื้นที่และสลับหมุนเวียน ซึ่งต่างที่มีกำลังซื้อที่ดี

แหล่งข่าว กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกนั้นจะเป็นแรงงานจาก 3 จังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ที่เดินทางไปประกอบอาชีพและทำงานยังต่างประเทศ เช่น ประเทศมาเลเซีย และต่างจังหวัด เช่น อ.หาดใหญ่ อ.สะเดา จ.สงขลา ชายแดนไทย มาเลเซีย รัฐเคาดาห์ ปะลิส ที่มีปริมาณมาก จึงเป็นแรงหนุนที่ดีได้ทอนเงินหมุนสะพัดกลับเข้าสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจากธุรกิจการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจากประเทศ เช่น มาเลเซีย เข้ามาท่องเที่ยวด้วยเป็นจำนวนมากตามเทศกาลสำคัญ

“นอกนั้นยังมีปัจจัยหนุนเรื่องการลงทุนภายในท้องถิ่น เรื่องภาษี เรื่องซอฟโลน ที่ช่วยสนับให้มีการลงทุนในท้องถิ่นเองขยายตัวเพิ่มขึ้น”

แหล่งข่าว รายเดิมยังกล่าวอีกว่า ส่วนความไม่สงบที่เกิดขึ้นนั้นส่วนคนภาย ผู้ประกอบการ ประชาชนในท้องถิ่นไม่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ เป็นไปตามสภาพปกติ แต่การลงทุนจากภายนอกมีอุปสรรค

แหล่งข่าวจากสมาชิกหอการค้า จ.ยะลา ผู้ประกอบการการเกษตรยาง ปาล์มน้ำมันและทุเรียน เปิดเผยว่า สภาพเศรษฐกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่โดดเด่นมีเศรษฐกิจ เช่น จ.ปัตตานี เดิมเศรษฐกิจอุตสาหกรรมประมง ท่าเรือประมงรายใหญ่ของ จ.ภาคใต้  โรงงานแปรรูปอาหารทะเลส่งออก โดยได้เปลี่ยนแปลงไป โดยหันมาเศรษฐกิจธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นหลัก

ส่วน จ.นราธิวาส เศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยวชายแดนไทย มาเลเซีย ระหว่างด่าน อ.สุไหงโกลก กับรัฐกลันตัน เปรัค และเคดาห์ นอกนั้นยังเป็นเศรษฐกิจการเกษตรยาง ปาล์มน้ำมัน และทุเรียนและ จ.ยะลา เศรษฐกิจธุรกิจการท่องเที่ยวการค้าชายแดนไทย มาเลเซีย พืชเศรษฐกิจที่สำคัญคือ ยางพารา และผลไม้ และแหล่งปลูกทุเรียนรายใหญ่ และทุเรียนชื่อเสียงมูซันคิง

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการยางพารา จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า เศรษฐกิจการค้า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ภาวะเศรษฐกิจการค้า SMEs  ไซซ์ขนาดเล็กไปได้ดีโดยจะเป็นนักลงทุนท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มแปรรูปอาหารเป็นหลัก
ส่วน SME ที่เป็นไซซ์ขนาดใหญ่และกลุ่มนักลงทุนจากภายนอก จะยังไม่เข้าไปลงทุน ปัจจัยเป็นเรื่องโลจิสติกส์ เรื่องความสงบเป็นสำคัญ

การลงทุน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีทิศทางที่ดี เพราะรัฐบาลมีมาตรการนโยบายสนับสนุนที่ต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีสิทธิพิเศษเรื่องของภาษี เรื่องของซอฟโลน การลงทุนจึงมีเพียงแต่นักลงทุนในท้องถิ่น นักลงทุนจากภายนอกก็ยังไม่สามารถจะดึงลงมาได้

“เศรษฐกิจที่เป็นหลักสำคัญ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่าง จ.ปัตตานี อุตสาหกรรมประมง เรือประมง ท่าเรือปัตตานี ก็ถดถอยไปมากมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี เริ่มแรกจากมาตรการ IUU เรื่องร่องน้ำลึกท่าเรือที่เรือขนาดใหญ่มีไม่สามารถเข้าจอดเทียบท่าได้ กลุ่มเรือประมง อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลต้องชะลอตัวและยุติไปแล้วราว 50 %”

แหล่งข่าว ยังกล่าวอีกว่า นอกนั้นเศรษฐกิจตัวหลักคืออุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน อุตสาหกรรมยาง และทุเรียนรายและธุรกิจการค้าการท่องเที่ยวชายแดนไทย มาเลเซีย ตอนนี้ไม่แน่นอนสูงมาก เพราะส่วนหนึ่งจะขึ้นกับปัจจัยกลไกการตลาดและส่วนหนึ่งเรื่องการค้าการท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องของความสงบ

“สำหรับในพื้นที่ขณะนี้เรื่องของความไม่สงบที่มีเรตติ้งเพิ่มขึ้นมีผล แต่สำหรับในพื้นที่เป็นเรื่องปกติ ยกเว้นนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากภายนอก” แหล่งข่าว ระบุ 

แหล่งข่าวจากอดีตเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่เคยปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวเสริมต่อว่า ประการสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดกำลังซื้อใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นกำลังซื้อที่ดีจากภาครัฐ จากการลงทุนพัฒนาของรัฐ บุคลากรของรัฐที่ได้เข้าไปทำงานในพื้นที่ และอีกส่วนมากหลายหมื่นคนที่เข้าไปคอยดูแลเรื่องของความสงบ

“เป็นส่วนที่ส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้ดี เพราะมีกำลังซื้อที่ดี  ส่งผลต่อเศรษฐกิจการต่อภาพรวม”  แหล่งข่าว ระบุ

นายกร สุริยะพันธุ์ ประธานสมาพันธ์ SMEs ไทยกลุ่มภาคใต้ชายแดน (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา สตูล) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจธุรกิจการค้า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จะเป็นเศรษฐกิจการค้าหมุนสะพัดภายใน

“จะไม่อิงอยู่กับการส่งออกและการท่องเที่ยวหรือจะอิงแต่ก็ค่อนข้างจะเป็นส่วนน้อย อีกทั้งธุรกิจเรื่องการค้าเรื่องการตลาดการแข่งกันก็แทบจะไม่มี โดยเฉพาะกลุ่ม SME เมื่อมีโปรดักซ์ของท้องถิ่นเองก็ไปได้”

นายกร กล่าวอีกว่า ส่วนการขยายตัวของการลงทุนนั้นก็จะต้องมีปัจจัยหนุนขึ้นอยู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของประชากรและการท่องเที่ยว และการลงทุนก็จะเป็นนักลงทุนท้องถิ่นกันเองส่วนในประเด็นกำลังซื้อก็ได้ทั้งจากบุคลากรภาครัฐ อีกทั้งแรงงานใน 3 จังหวัดที่ได้ออกไปทำงานต่างจังหวัด

ด้านนายณัฐนนท์ พงษ์ธัญญะวิริยา ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดชายแดน  (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส)  และประธานหอการค้าจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยภาพรวมแล้วยังจะขึ้นอยู่กับรัฐบาลเรื่องของการลงทุนโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ 

“ในปี 2568 เศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือว่ามีปัจจัยหนุนเรื่องราคายางที่อยู่ในเกณฑ์ดี  และยังมีเทศกาลสำคัญที่สร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจได้ เช่น เทศกาลฮารีรายอ และการการท่องเที่ยวภายใน  3 จังหวัด  ยังมีความนิยมการท่องเที่ยวภายในและรับประทานอาหารนอกบ้านด้วย”

นายณัฐนนท์  กล่าวอีกว่า อย่าง จ.ปัตตานี ธุรกิจการค้าที่เด่น ๆ คือการประมง  แต่การประมงซบเซาด้วยหลายปัจจัย ทางจังหวัดและภาคเอกชนจึงหันมาสนับสนุนส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยว.

กองกำลังทหารไทยยกระดับคุมเข้มตลอดแนวชายแดนตากหลังเมียนมาสู้รบดุเดือด

ผบ.กองกำลังนเรศวร – ผบ.ฉก.ราชมนู  ตรวจชายแดนสั่งคุมเข้ม หลังทหารกะเหรี่ยงใช้โดรนทิ้งระเบิดลงคลังกระสุนปืนใหญ่ทหารเมียนมาเสียงก้องถึงไทย

พล.ต.ไมตรี ชูปรีชา ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร  พร้อม พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจราชมนู ดูแลพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา 5 อำเภอชายแดนจังหวัดตาก ( อ.แม่สอด- พบพระ-อุ้มผาง-ท่าสองยาง-อ.แม่ระมาด)  เดินทางมาตรวจแนวชายแดน และสั่งกำลังทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร  เฝ้าระวังชายแดนอย่างเข้มข้น เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ และรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนไทยตามแนวชายแดน

ภายหลังที่แนวชายแดนไทย-เมียนมา ตรงข้าม อ.พบพระ จ.ตาก ได้มีการสู้รบระหว่าง กองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง  Karen National Liberation Army –KNLA บูรณาการร่วมกับ องค์การป้องกันชาติกะเหรี่ยง – Karen National Defence Organisation –KNDO  ในสังกัดสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงอิสระ Karen National Union: KNU  และ กองกำลังปกป้องพิทักษ์ประชาชน  People’s Defence Force: PDF  หรือ กลุ่มต่อต้านการรัฐประหารในเมียนมา  บริเวณกองบังคับการยุทธวิธีที่ 1 ค่ายทีตาแหล่ บ้านทีตาแหล่ อ.วาเล่ย์ใหม่ จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง  สหภาพเมียนมา

ด้านตรงข้าม บ้านวาเล่ย์เหนือ หมู่ 3 ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก ได้มีการสู้รบกันอย่างต่อเนื่อง และยืดเยื้อมาจนถึงขณะนี้ หลังจากที่ฝ่ายต่อต้านเปิดยุทธการยึดค่ายคืนจากทหารเมียนมา ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 68 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ แต่ฝ่ายกะเหรี่ยงไม่ละความพยายามในการเข้าโจมตี

โดยใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรนทิ้งระเบิดลงใส่ค่ายทีตาแหล่ และมีระเบิดตกลงไปที่คลังเก็บกระสุนปืนค.120 และกระสุนขนาดอื่นๆ ทำให้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวก้องมาถึงเขตไทย  คาดว่าในช่วงระยะเวลานี้ จะมีการสู้รบระหว่างทหารรัฐบาลเมียนมา กับพันธมิตร กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมา