ศรีสะเกษติดโผ 1ใน 2 จัดหวัดนำร่องเจ้าภาพอวดเมืองปี’69 สู่ เมืองที่ “น่าลงทุน น่าอยู่ น่าเที่ยว”

จังหวัดศรีสะเกษได้รับการพิจารณาให้เป็น 1 ใน 2 จังหวัดที่ได้เป็นจังหวัดนำร่องเจ้าภาพอวดเมือง ประจำปี 2569 สู่การยกระดับให้เป็นเมืองที่ “น่าลงทุน น่าอยู่ น่าเที่ยว”

นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ มอบหมายให้ นายธาตรี สิริรุ่งวนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เข้าร่วมกิจกรรม City Pitch และอวดเมือง Pavilion ในงาน THACCA SPLASH 2025  ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Hall 1 ชั้น G กรุงเทพมหานครฯ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินโครงการ “เพิ่มขีดความสามารถผู้จัดเทศกาลไทย ผู้สร้างสรรค์เทศกาลไทยสู่เวทีนานาชาติ” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับงานเทศกาลประจำจังหวัด สู่ความเป็น “เทศกาลของเมือง” (City Expo) เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยพัฒนาสู่ความเป็นประเทศแห่งเทศกาล (Thailand as a Festival Country)

ที่ชูอัตลักษณ์เมืองและเศรษฐกิจท้องถิ่น มีความโดดเด่นของเทศกาลทางวัฒนธรรมและกิจกรรมด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผลักดันให้เป็นเมืองน่าอยู่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับชุมชนเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีภารกิจเกี่ยวกับการจัดงานเทศกาลและผู้จัดงานเทศกาลไทยในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กับผู้ประกอบการและชุมชนได้อย่างยั่งยืน

 สำหรับจังหวัดศรีสะเกษ ได้รับการพิจารณาให้เป็น 1 ใน 2 จังหวัดนำร่องเจ้าภาพอวดเมือง ประจำปี 2569 สู่การยกระดับให้เป็นเมืองที่ “น่าลงทุน น่าอยู่ น่าเที่ยว” สร้างกลไกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สามารถขับเคลื่อนเมืองในมิติของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคม ได้อย่างมีระบบและยั่งยืน

 โดยมี นางสาวภคนันท์ ศิลาอาสน์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัด หัวหน้าสำนักงานจังหวัด นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด ประธานหอการค้าจังหวัด YEC คณะเจ้าหน้าที่ คณะทำงาน และกองเชียร์ทีมจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมชม เชียร์ และให้กำลังใจ

 เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

“จีน”เสนอคนกลางช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลจีนเรียกร้องให้กัมพูชาและไทยแก้ไขข้อพิพาทชายแดนผ่านการเจรจาฉันมิตร โดยเสนอที่จะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์โดยยึดมั่นในจุดยืนที่เป็นกลางและยุติธรรม 

คำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้เรียกร้องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในการพบหารือกับมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ในวันพฤหัสฯ (10) นอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียนในมาเลเซีย

“จีนยินดีที่จะยึดมั่นในจุดยืนที่เป็นกลางและยุติธรรม และมีบทบาทที่สร้างสรรค์เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างไทยและกัมพูชา” หวัง อี้ กล่าว

ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนพ.ค. หลังจากทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นายจากการยิงปะทะกันสั้นๆ ในพื้นที่พิพาทบริเวณชายแดนของสองประเทศ

เดือนที่แล้ว กัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขข้อพิพาท

หวัง อี้ ยังได้ย้ำถึงความเป็นกลางของจีนในประเด็นชายแดนระหว่างการพบหารือกับ ปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ตามที่กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุในบทสรุปแยกต่างหาก

รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ยังได้เน้นย้ำถึงมาตรการการรักษาความปลอดภัยเพื่อปกป้องชาวจีนและชาวกัมพูชา และเรียกร้องให้มีการดำเนินการที่เข้มงวดยิ่งขึ้นเพื่อกำจัดเนื้อร้ายของอาชญากรรมข้ามพรมแดน เช่นการพนันออนไลน์ การฉ้อโกงทางการสื่อสาร การปลอมแปลงและลักลอบขนสินค้า

พายุลมแรงหมุนวูบเดียวถล่ม อ.เมืองตราด ซัดบ้านเรือนพังยับนับ 10 หลัง

ตราด-พายุฝนหอบลมกระโชกแรง กระหน่ำบ้านฉางเกลือวูบเดียวซัดทำบ้านเรือนในพื้นที่อำเภอเมืองเสียหายนับ 10 หลัง

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 นายสมศักดิ์ เข็มดี นายกอบต.ห้วยแร้ง เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาสายๆของวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 เกิดพายุลมแรงพัดผ่านยังบริเวณที่บ้านหมู่ 6 บ้านฉางเกลือ ต.ห้วยแร้ง อ.เมือง จ.ตราด เป็นเวลาประมาณ 5-6 นาที ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ได้รับความเสียหายหนักเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 10 หลังคาเรือน ท่ามกลางความตกใจของประชาชนที่อาศัยอยู่จำนวนมาก

หลังจากนายสมศักดิ์ เข็มดี นายกอบต.ห้วยแร้งได้ทราบจึงเดินทางออกไปที่บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ พบชาวบ้านหลายคนกำลังช่วยกันเก็บข้อมูลเพื่อให้การช่วยเหลือ ซึ่งลมพายุหมุนได้พัดเข้ามาโดยชาวบ้านไม่รู้ตัว แต่โชคดีที่บ้านเรือนชาวบ้านเสียหายไม่เท่าไร 10 หลังคาเรือนที่เสียหายส่วนใหญ่เป็นหลัวคมที่ปลิวออกไป ซึ่งไม่เหมือนปีที่ผ่านมาที่เสียหายมากกว่านี้ ซึ่งจากนี้ไปจะนำความช่วยเหลือมาให้

นายกอบต.ห้วยแร้ง กล่าวอีกว่า ในส่วนเรื่องของการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมในพื้นที่นั้น ปีนี้ทางหน่วยราชการทั้งอำเภอ และชลประทานตราดมีการเตรียมความพร้อมรับมือไว้ล่วงหน้า ซี่งระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำและประตูน้ำห้วยแร้งระดับน้ำไม่สูง ซึ่งเมื่อคืนฝนตกหนักระดับน้ำในประตูน้ำก็สูงขึ้นมาเพียง 2 เมตรจากระดับ 4 เมตรซึ่งไม่น่าจะมีปัญหา อย่างไรก็ตามได้แจ้งประชาชนไว้ล่วงหน้าแล้ว

นายธวัชชัย สืบสวัสดิ์พัฒนา อายุ 50 ปี เจ้าของลานไม้ ส.สามชัย เปิดเผยว่า เกิดพายุลมแรงที่เป็นพายุหมุน ซึ่งพัดผ่านมาไม่นานแต่มีความรุนแรง ทำให้หลังคาบ้าน เกือบ 10 หลังคาเรือนในบริเวณหลุดและลอยขึ้นไปในอากาศและตกลงมา หลังของที่ทำงานได้รับเสียหายโดยหลังคาหลุดหายไป

ปูพรมค้น 3 จุดทลายเว็บพนัน ‘VIPGAME66’กลางเมืองอุบลฯยึดทรัพย์ กว่า 4 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) กก.3 บก.ปอท.บุกค้น 3 บุกค้น 3 จุด กลางเมืองอุบลราชธานี จับกุมเจ้าของเว็บและแอดมิน เว็บพนัน VIPGAME66 ทั้งหมด  3 ราย คือ 1. นายจักรกฤษณ์ฯ อายุ 32 ปี  (เจ้าของเว็บ) 2. น.ส.สุธารินีฯ  (ฝ่ายบัญชีและเป็นเจ้าของบัญชีขาจ่ายเงินพนัน) และ3. นายโชคชัยฯ อายุ 31 ปี  (แอดมินและเป็นเจ้าของบัญชีขารับแทงพนัน)

ในความผิดฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันในการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน, สมคบโดยการตกลงตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน” โดยสถานที่จับกุม บ้านพักของผู้ต้องหาในพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 

พฤติการณ์ สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ปอท. ได้ทำการสืบสวนเกี่ยวกับเว็บไซต์การพนันออนไลน์ ชื่อ VIPGAME66 โดยการทดลองเล่นในเว็บไซต์การพนันออนไลน์ ซึ่งมีการจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ประเภทต่างๆ เช่น เกมสล็อตออนไลน์ เกมคาสิโนออนไลน์ เป็นต้น จึงได้ทำการตรวจสอบจนทราบบัญชีที่ทำการรับเงินและถอนเงิน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบัญชีต่างๆ ที่อยู่ในกระบวนการ

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้เทคนิคการสืบสวน รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการติดตามบุคคลที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลดิจิทัล เพื่อเก็บพยานหลักฐาน พบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีการฟอกเงินโดยเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินเป็นเงินคริปโทเคอเรนซี่ และ ทรัพย์สินอื่นๆ เช่น รถยนต์

จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถระบุผู้ต้องสงสัยจำนวนหลายราย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเครือข่ายทั้งผู้จัดการระบบ ผู้โอนเงิน และผู้รับเงิน พร้อมขอศาลออกหมายจับและขอหมายค้น เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ประกอบไปด้วย

– นายโชคชัยฯ ผู้เป็นเจ้าของบัญชีม้ารับเงินแทงพนัน ซึ่งทำหน้าที่เป็นแอดมินคอยตอบแชทลูกค้าและเติมเครดิตพนัน

– น.ส.สุธาริณีฯ ผู้เป็นเจ้าของบัญชีม้าจ่ายเงินพนัน ซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายการเงินและบัญชี

– นายจักรกฤษณ์ฯ ผู้ที่รับประโยชน์ ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์พนันออนไลน์ VIPGAME66

ผลการดำเนินการต่อเป้าหมายที่เป็นทรัพย์สิน จากการเข้าปฏิบัติมีดังนี้

ตรวจยึดทรัพย์สินทั้งหมด 17 รายการ มูลค่ารวม 4,000,000 บาท แยกตามประเภทได้ดังนี้

1. รถยนต์ จำนวน 2 คัน

2. คอมพิวเตอร์ จำนวน 3 เครื่อง

3. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 5 เครื่อง

4. นาฬิกาข้อมือ จำนวน 3 เรือน

5. หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้าน และบิลเงินสด 1 ชุด

6. สำเนาใบฝากเงินสด และสมุดบัญชีธนาคาร

7. อายัดเงินในบัญชีธนาคาร 2.8 ล้านบาท และ อายัดเงินในบัญชีคริปโทเคอเรนซี่ 2 แสนบาท

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาและคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยรับว่าได้ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันผ่านเว็บไซต์ VIPGAME66 จริง โดยมีนายจักรกฤษณ์ฯ เป็นเจ้าของเว็บไซต์ นายโชคชัยฯ เป็นแอดมิน
คอยตอบแชทลูกค้า และ น.ส.สุธาริณีฯ เป็นพนักงานฝ่ายบัญชี

ตลุยตลาดเสื้อผ้ามือสอง “กลางเมืองตานี”แหล่ง ช้อปแฟชั่นญี่ปุ่น-เกาหลี

ขึ้นชื่อ “ปัตตานี” จังหวัดชายแดนใต้ที่มีของดีมากมาย ให้นักช้อปเลือกหากัน โดยเฉพาะตลาดเสื้อผ้ามือสองที่โด่งดังมายาวนาน ส่วนใหญ่ยุคนี้ที่ขายผ่านออนไลน์ ขายตามร้านค้าตลาดนัดจตุจักร หรือตามตลาดเปิดท้ายขายของทั่วไป ส่วนใหญ่สินค้ามาจากแห่งตลาดแห่งนี้ ที่พ่อค้า  แม่ค้าได้มาคัดไปขายตามชุมชนต่างๆจนขึ้นชื่อ

แม้แต่ ย่านตัวเมืองปัตตานี ตลาดเสื้อผ้ามือสอง มีให้ช้อปเกือบทุกวัน อย่างตลาดนัดกลางเมืองวันจันทร์ – พฤหัส และช่วงเย็นวันเสาร์ ส่วนเช้าวันอาทิตย์ พ่อค้า แม่ค้าจะย้ายมาขายกันตามตลาดรูสะมิแล หรือตลาดข้างมอ.ปัตตานี ซึ่งพ่อค้าจะเดินสายหมุนเวียนออกไปตามตลาดต่างอำเภอ

ตลาดเสื้อผ้ามือสองเกิดขึ้นมานานร่วม 50 ปี ได้พัฒนาร้านค้ามาเรื่อยๆ จากเคยใช้ร่มแขวนเสื้อผ้าราวโชว์ลูกค้า  ปัจจุบันพ่อค้าจะกางเต้นท์เปิดขายของกัน โดยเลือกแขวนเสื้อกันจนเต็มราว ตั้งแต่เสื้อผ้าวัยรุ่น เสื้อผ้าผู้หญิง เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต กระเป๋ากางเกง เป้ และผ้าเช็ดตัว ราคายุคนี้อาจเพิ่มขึ้นมาบ้าง ตามต้นทุน น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง อย่างเสื้อยืดอเมริกาขึ้นมาตัวละ 35 บาท หรือ 3 ตัว 100 บาท ส่วนเสื้อผ้าแฟชั่นตัวละ 40 บาท แต่โดยรวมราคาสอดรับยุคค่าครองชีพปัจจุบัน

แหล่งเสื้อผ้ากระสอบมือสองยุคนี้ ส่วนใหญ่ส่งมาทางเรือขึ้นท่าประเทศสิงคโปร์ ผ่านมายังประเทศมาเลเซีย พ่อค้าไปรับของตามชายแดนทั่วไป สมัยก่อนเสื้อผ้าเหล่านี้ จะขึ้นเรือที่ชายหาดยะหริ่ง พ่อค้าจะไปคัดกันมาตลาดยะหริ่งริมถนน แต่ด้วยปัจจัยไม่เอื้ออำนวย ลูกค้าเดินทางไปซื้อของน้อยได้เปลี่ยนไป บางครั้งมาเปิดกระสอบขายที่ปัตตานีกัน  

แต่ปีนี้ตลาดเสื้อผ้ามือสอง แถวปัตตานี ยังขายได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่คึกคักเหมือนก่อหน้านี้ พ่อค้าเริ่มหายตาไปหลายราย ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สดใสกำลังซื้อหดหาย ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมไปมาก ประกอบกับตลาดนัดเกิดขึ้นมากมาย ทั้งตลาดยะลา ตลาดนัดในชุมชนท้องถิ่น ขายตามงานประเพณีต่างๆ ทำให้ตลาดในตัวเมืองอาจดูไม่หวือหวามากนัก แต่นักช้อปส่วนใหญ่จะรู้ดี หากอยากได้ของดี ต้องมาเลือกสินค้าที่ตัวเมืองปัตตานีเท่านั้น โดยเฉพาะยุคนี้ เสื้อผ้ามือสอง นำมาจากเกาหลี ญี่ปุ่น แบรนด์ดังๆมีให้เลือกมากมาย ราคายังถูก ส่วนเสื้อยืดจากอเมริกา เสื้อผ้าร่ม เสื้อกันหนาว สินค้าดีๆยังมีหลากหลาย

ที่สำคัญ สินค้าญีปุ่นและเกาหลี ไซน์ค่อนข้างที่ขนาดเท่ากับคนไทยสวมใส่สบาย ไม่ใหญ่ และหลวมจนเกินไป เพราะฉนั้นการเลือกเสื้อผ้ามือสอง ต้องขยันดู ขยันเลือก ตาดีได้ ตาร้ายเสีย แต่ถ้าคอแฟชั่นตัวยง คงง่ายในการเลือกสินค้าแบรนด์เนมดังๆอาจหลงมาในกระสอบเช่นกัน

กลับมาอีกครั้ง!!! “เที่ยวคนละครึ่ง” ชวนประชาชนลงทะเบียนใช้สิทธิ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดการลงทะเบียนสำหรับประชาชนที่ต้องการเข้าร่วมใช้สิทธิ์โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป หลังจากปรับปรุงพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งได้ทางแอปพลิเคชัน Amazing Thailand หรือ https://www.เที่ยวไทยคนละครึ่ง.com พร้อมชี้แจงประเด็นการดำเนินโครงการอย่างโปร่งใสและให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยในการใช้งานของผู้ใช้บริการ

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ตามที่ ททท. ได้มีการแจ้งปิดระบบการลงทะเบียนประชาชนเข้าร่วมโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งเป็นการชั่วคราว เพื่อทำการปรับปรุง พัฒนาระบบในส่วนที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมานั้น ททท. ได้มีการดำเนินการปรับปรุงระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขอเปิดระบบให้ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งได้ทางแอปพลิเคชัน Amazing Thailand หรือ https://www.เที่ยวไทยคนละครึ่ง.com ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคมเป็นต้นไป โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนได้โดยไม่จำกัดจำนวนคน แต่ละคนรับสิทธิ์สูงสุดไม่เกิน 5 สิทธิ์ แบ่งเป็นที่พักในเมืองหลัก 3 สิทธิ์ เมืองน่าเที่ยว 2 สิทธิ์ และประชาชนจะได้รับสิทธิ์ต่อเมื่อมีการชำระเงินค่าที่พักโดยตรงกับทางโรงแรมแล้ว โดยผู้ที่ชำระเงินก่อนจะได้รับสิทธิ์ก่อน ( First Come First Served ) และสามารถใช้สิทธิ์ได้วันละ 1 ห้อง/คืน

ทั้งนี้ สำหรับการจัดทำโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ททท.ได้รับงบประมาณในการดำเนินโครงการจำนวน 1,750 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณทั้งหมดใช้สำหรับการสนับสนุนค่าที่พัก คูปองอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยว ร้อยละ 50 แก่ผู้ประกอบการตามที่นักท่องเที่ยวได้มีการใช้สิทธิ์ในการเดินทาง เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยสำหรับแอปพลิเคชัน Amazing Thailand ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ ททท. มีการดำเนินการอยู่แล้ว โดยได้ร่วมมือกับพันธมิตรในการดำเนินการปรับปรุงพัฒนาให้รองรับโครงการและไม่ได้ใช้งบประมาณของโครงการเพิ่มเติมในการดำเนินการ ซึ่งการที่ ททท. เลือกใช้แอปพลิเคชัน Amazing Thailand ในการลงทะเบียนเที่ยวไทยคนละครึ่ง แทนการพึ่งพาแอปพลิเคชันอื่น ๆ ของทางภาครัฐที่ได้มีการพัฒนามาแล้วนั้น เพื่อให้ ททท.สามารถเข้าถึงข้อมูลด้านพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการวางแผนและทำการตลาดเชิงรุก การพัฒนายุทธศาสตร์การท่องเที่ยว เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวด้วย Data-Driven Strategy

ตลอดจนสามารถขยายโอกาสไปถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Stakeholders’ Ecosystem) ให้สามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต และช่วยให้งบประมาณที่ภาครัฐอุดหนุนลงไปก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย ททท.ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส่และความปลอดภัยในการใช้งานของผู้รับบริการ โดยการใช้ ThaID ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันของภาครัฐในการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ใช้สิทธิ์ นอกจากเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันแล้ว ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการยืนยันตัวตนของภาครัฐ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ป้องกันการสวมสิทธิ์แบบในอดีต และการจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างทั่วถึงและสมเหตุสมผล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการนี้ ทั้งนี้ สำหรับประชาชนที่ได้ทำการจองห้องพักและชำระเงินเพื่อใช้สิทธิ์ในโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งเรียบร้อยแล้ว หากยังไม่มีการยืนยันตัวตันผ่าน ThaID ขอให้ยืนยันตัวตนก่อนการเดินทางใช้สิทธิ์ เพื่อป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์ในการเดินทาง

สำหรับข้อขัดข้องบางประการและความไม่สะดวกในการใช้งานที่ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับในช่วงการเริ่มต้นโครงการ ซึ่งส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการลงทะเบียน ตลอดจนความไม่สะดวกในการเข้ารับบริการของประชาชนและผู้ประกอบการในการใช้สิทธิ์ ททท. ได้เร่งดำเนินการแก้ไขในประเด็นปัญหาต่าง ๆ ทั้งในเรื่องการใช้โดเมนใหม่ในการรองรับการลงทะเบียนโครงการ การปรับ Flow การยืนยันตัวตนให้เกิดขึ้นก่อนขั้นตอนการชำระเงิน เพื่อให้ระบบทำงานได้เสถียรมากขึ้น การเพิ่มจำนวน Contact Center และการรองรับของระบบแชทผ่านช่องทาง Line และเร่งทำให้ระบบมีความเสถียรและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด ซึ่งภายหลังจากการเปิดลงทะเบียนใหม่อีกครั้ง พบว่าสามารถรองรับการเข้าลงทะเบียนของประชาชนและผู้ประกอบการได้ดีขึ้น 

สำหรับประเด็นในเรื่องการร้องเรียนราคาห้องพักที่มีราคาสูงกว่าปกติ ทาง ททท. จะเร่งตรวจสอบราคาห้องพักของผู้ประกอบการ หากพบว่ามีการปรับราคาสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงที่ผ่านมาจะมีการตักเตือนและขอให้แก้ไข และตัดออกจากระบบหากไม่ปฏิบัติตาม โดย ททท. ได้เร่งดำเนินการคัดกรองผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและตรงกับความสนใจของประชาชนเข้ามาในระบบเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกมากที่สุด ทั้งในส่วนของจำนวนและคุณภาพของสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ โดยล่าสุดโครงการได้เปิดให้สถานประกอบการ ประเภทโรงแรม สามารถนำเสนอเรทราคาห้องพักได้สำหรับช่วงวันธรรมดาและวันหยุดเพื่อเป็นทางเลือกในการใช้สิทธิ์ในระบบแก่ประชาชนให้มากขึ้น

สำหรับสถานการณ์ลงทะเบียนของโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 เวลา 8.30 น. มีประชาชนลงทะเบียนสำเร็จจำนวน 1,585,208 ราย จองที่พักและชำระเงินเพื่อใช้สิทธิ์แล้ว 91,008 สิทธิ์ สิทธิ์คงเหลือจำนวน 408,992 สิทธิ์  ขณะที่ผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนและอนุมัติแล้วจำนวน 5,254 ราย แบ่งเป็น โรงแรม/ที่พัก 2,957 ราย ร้านอาหาร 1,968 ราย แหล่งท่องเที่ยว 84 ราย สปา/สุขภาพ 96 ราย สินค้า OTOP 101 ราย และบริการรถเช่า/เรือเช่า 48 ราย

ฝนถล่มตราดทั้งคืนน้ำล้นคลองสะตอ เอ่อล้นท่วม 4 หมู่บ้าน

ตราด-อำเภอเขาสมิงฝนตกหนักตลอดทั้งคืน น้ำล้นคลองสะตอ เอ่อล้นท่วม 4 หมู่บ้านพื้นที่ทางการเกษตรอย่างน้อย 50 ไร่

เมื่อวันที่ 11 ก.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝนตกหนักและพายุลมแรงตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา  ในพื้นที่อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ติดต่อนานกว่า 3 ชั่วโมง โดยสถานีวัดน้ำฝนพื้นที่รวมทั้งอำเภอเขาสมิง วัดปริมาณฝนตกสะสมได้ 197 มม. ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ตำบลสะตอ ถูกน้ำท่วมแล้ว 4  หมู่บ้าน คือ ม.2 ม.3 ม.7 ม.9 และพื้นที่ทางการเกษตรอย่างน้อย 50 ไร่ เสียหายจากน้ำท่วม ขณะที่ประชาชนเตรียมเรือ เพื่อใช้ในเดินทางเข้าออกบ้านไว้แล้ว

จากการสำรวจเบื้องต้น บริเวณสะพานคลองสะตอ พบว่า น้ำในคลองเป็นสีแดง ไหลเชียวกราด เหลืออีกประมาณ 1.5 เมตร น้ำจะติดขอบสะพาน ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ร่วมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

ส่วน ม.7 บ้านทุ่งกระบอก ต.สะตอ ถนนภายในหมู่บ้านถูกตัดขาด หลังน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร พื้นที่ทางเกษตรถน้ำท่วมอย่างน้อย 30 ไร่  ส่วนซอยยาง มีน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ประชาชนใช้รถสัญจรไม่ได้แล้ว ต้องใช้เรือในการสัญจรชั่วคราว ขณะที่ประชาชน ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ

ที่ซอยรื่นรมย์สามัคคี ม.9 ต.สะตอ มีระดับน้ำสูงกว่า 50 เซนติเมตร ท่วมถนนและไหลท่วมบ้านประชาชนอย่างน้อย 5 หลัง ขณะที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หากระดับสูงกว่า 1 เมตร จะทำให้รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจร และจะส่งผลให้ประชาชนกว่า 20 หลัง ต้องใช้เรือในการสัญจรชั่วคราว

ภาพรวมสถานการณ์ล่าสุด ในพื้นที่ตำบลสะตอ นายปราโมทย์ จันทร์กระจ่าง นายก อบต.สะตอ และทีมงานอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหายทั้งหมด เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนให้เข้าเร็วที่สุด ส่วนปัญหาน้ำท่วมตำบลสะตอ ในวันนี้ เป็นครั้งแรกของปี 2568

สกัดตรวจจับหนุ่มขับรถบรรทุกซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้า 22,920 ชิ้น มูลค่ากว่า 8 ล้านบาท

ตำรวจสอบสวนกลาง สกัดจับกุมหนุ่มขับรถบรรทุกซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้า 22,920 ชิ้นในลังกระดาษพันเทปกาวแน่นหนาเต็มคันรถ

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.7 บก.ทล. ร่วมกันจับกุม นายอดิศักดิ์ฯ อายุ 41 ปี ในฐานความผิด “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องก็ดี หรือเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดี ตาม พรบ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 ”

พร้อมตรวจยึดของกลาง 
1.รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลเกิน 7 ที่นั่ง (รถตู้) ยี่ห้อ โตโยต้า สี ขาว จำนวน 1 คัน พร้อมกุญแจรถ จำนวน 1 ดอก
2.ตัวเครื่องบุหรี่ไฟฟ้า (คละกลิ่น) รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,200 ชิ้น
3.ตัวเครื่องบุหรี่ไฟฟ้า (คละกลิ่น) จำนวนทั้งสิ้น 9,720 ชิ้น
4.หัวพอตบุหรี่ไฟฟ้า (คละกลิ่น) จำนวนทั้งสิ้น 12,000 ชิ้น
5.โทรศัพท์ สีเทา 1 เครื่อง

สถานที่จับกุม อำเภอสะเดา มุ่งหน้าอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
พฤติการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงสงขลา ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว ว่ามีขบวนการลักลอบขนบุหรี่ไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซีย เข้ามาในชายแดนพื้นที่ อ.สะเดา เพื่อกระจายให้กลุ่มลูกค้าทั้งในพื้นที่จังหวัดสงขลา และนอกพื้นที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ จึงได้วางแผนเพื่อทำการจับกุม

ต่อมาขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงกำลังออกตรวจสอบเส้นทางที่ใช้การการลักลอบขนสิ่งของผิดกฎหมาย พบรถตู้สีขาว ขับมาจากอำเภอสะเดา มุ่งหน้าอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตรงตามที่แหล่งข่าวแจ้งและมีลักษณะการขับขี่พิรุธต้องสงสัย

จึงได้ขับรถไล่ติดตาม และได้ให้สัญญาณหยุดรถ พบว่ามี นายอดิศักดิ์ฯ ชาวตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดาฯ เป็นผู้ขับขี่ จึงได้ขอตรวจค้นภายในรถ จากการตรวจค้นพบลังกระดาษถูกรัดตึงด้วยเทปกาวจำนวนมากเต็มคันรถ โดยการดัดแปลงเอาเบาะที่นั่งผู้โดยสารออก สุ่มตรวจภายในลัง พบว่าซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมาก หลากหลายชนิด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เชิญตัวนายอดิศักดิ์ฯ พร้อมรถตู้คันดังกล่าวมายัง ที่ทำการ สถานีตำรวจทางหลวง 3 กองกำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจทางหลวง (หาดใหญ่) เพื่อทำการตรวจสอบโดยละเอียด

พบภายในรถบรรทุกลังกระดาษทั้งหมด 57 ลัง ซุกซ่อนบุหรี่ไฟ้ฟ้า นับรวมจำนวนกว่า 22,920 ชิ้น คิดมูลค่าตามท้องตลาดประมาณ 8 ล้านบาท จึงได้ตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าทั้งหมด พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา ตาม พรบ.ศุลกากร ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งลุง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลหานายทุน เครือข่ายผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดี ตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้า ซี่งแพร่ระบาดอยู่ ณ ปัจจุบัน รวมทั้งในกลุ่มเยาวชน

“ธีรรัตน์ – ชัชชาติ”เด้งรับนโยบาย”ภูมิธรรม”เร่งผลักดัน “สุขุมวิทโมเดล”ยกระดับความปลอดภัยคนกรุง

“ธีรรัตน์” – “ชัชชาติ” สนองนโยบาย “ภูมิธรรม” เดินเท้า 5 กิโลเมตร ตรวจความเรียบร้อย “สุขุมวิทโมเดล” มุ่งยกระดับความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อยกระดับชีวิตคนเมือง ลดความกังวล สร้างความสุขที่ยั่งยืนให้กับประชาชน

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 68 ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 20.00 – 22.00 น. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจความเป็นระเบียบเรียบร้อยตามแนวทาง “สุขุมวิทโมเดล” ตั้งแต่ซอยสุขุมวิท 39 ถึงซอยสุขุมวิท 3 พื้นที่เขตวัฒนา และข้ามถนนบริเวณแยกอโศกเดินตรวจตั้งแต่ซอยสุขุมวิท 4 – สุขุมวิท 24 พื้นที่เขตคลองเตย โดยมี นายธวัชชัย นภาศักดิ์ศรี ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร นางสาวสุชิรา ศิลานนท์ ผู้อำนวยการเขตวัฒนา นางสาวเกศจริน สามิภักดิ์ ผู้อำนวยการเขตคลองเตย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่
.
นางสาวธีรรัตน์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ลงพื้นที่ร่วมกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อน “สุขุมวิทโมเดล” เพื่อสร้างความปลอดภัยประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งในมิติการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อสร้างหลักประกันความสุขให้พี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะทำให้ประชาชนไร้ทุกข์ และได้เพิ่มความสุขอย่างยั่งยืน

“ในวันนี้ ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้พาเดินตรวจความเป็นระเบียบเรียบร้อย เส้นถนนถนนสุขุมวิท ตั้งแต่ซอยสุขุมวิท 39 ถึงซอยสุขุมวิท 3 พื้นที่เขตวัฒนา และข้ามถนนบริเวณแยกอโศกเดินตรวจตั้งแต่ซอยสุขุมวิท 4 – สุขุมวิท 24 พื้นที่เขตคลองเตย รวมระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร ซึ่งตลอดเส้นทางได้พบกับพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยได้สำรวจทัศนียภาพตลอดจนสาธารณูปโภคพื้นฐานตามแนวถนน ทั้งพื้นถนน ทางเท้า สายไฟฟ้า สายสื่อสาร กล้อง CCTV ป้ายรถเม ไฟส่องสว่าง ถังขยะ ซึ่งในหลายจุดพบว่ายังมีสภาพปัญหาที่อยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข และในหลายจุดต้องประสานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวที่ถนนสุขุมวิท เพราะมีที่เที่ยวหลากหลาย”

นางสาวธีรรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนจะได้ประมวลสภาพปัญหาและนำแผนปฏิบัติการที่ทางกรุงเทพมหานครนำเสนอรายงานท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อสนับสนุนให้กรุงเทพมหานครได้แก้ไขปัญหา เพราะเป้าหมายของการขับเคลื่อนสุขุมวิทโมเดล จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กรุงเทพมหานคร ได้เป็นเมืองปลอดภัยและปลอดจากสิ่งผิดกฎหมาย พี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ท่องเที่ยวได้อย่างมีความสุข ไร้ความกังวล มีแต่ความสุขที่เพิ่มพูนและเพิ่มเติม ในเมืองแห่งความสุข “กรุงเทพมหานคร”

ด้าน นายชัชชาติ กล่าวว่า บริเวณถนนสุขุมวิทเป็นแหล่งรวมปัญหาต่าง ๆ ทั้งเรื่องร้านกัญชา การลักลอบจำหน่ายยาเสพติด คนขอทาง คนเร่ร่อน การขายของผิดกฎหมาย คนขับรถสาธารณะไม่มีใบอนุญาต รถสามล้อที่เปิดเพลงเสียงดังรวมถึงเสียงดังจากท่อไอเสีย หาบเร่แผงลอยล้ำทางสาธารณะ ความไม่สะอาดและไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย รถจอดในพื้นที่ห้ามจอดส่งผลให้การจราจรติดขัด ไฟส่องสว่างชำรุด กล้อง CCTV ไม่เพียงพอ การรักษาความสะอาด ทางเท้าสำหรับคนพิการชำรุด ระบบไฟส่องสว่างติดบ้างไม่ติดบ้าง สายสื่อสารพันระโยงระยาง ซึ่งหากเราสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ บนถนนสุขุมวิทได้สำเร็จ ก็จะเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อื่น ๆ

“นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการตามแนวทาง “สุขุมวิทโมเดล” โดยมี นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับมอบหมายกำกับดูแลกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมลงพื้นที่ตั้งแต่ Kick off ซึ่งนายภูมิธรรม ยังได้กำชับให้กรุงเทพมหานครได้มีการตั้งศูนย์บัญชาการร่วมเพื่อดูแลความปลอดภัยประชาชนและนักท่องเที่ยว บริเวณทางเท้าตามแนวถนน โดยได้นำเต็นท์และโต๊ะมาวางเพื่อเป็นศูนย์ฯ ชั่วคราว และจะได้มีการออกแบบเพื่อเป็นสถานที่ในการอำนวยการด้านความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อยต่อไป โดยจากสภาพปัญหาที่ได้พบและได้รับเสียงสะท้อนในวันนี้ ตนได้รายงานท่านธีรรัตน์ เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องซึ่งกรุงเทพมหานครได้นำเสนอไปยังท่านรัฐมนตรีแล้วในบางเรื่อง และบางเรื่องก็จะได้บูรณาการร่วมกันอย่างน้อย 8 หน่วยงาน อาทิ กฟน. กสทช. กรมการขนส่งทางบก ในการแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วนและให้เกิดความยั่งยืน เพื่อเป็น “โมเดล” สำหรับเขตอื่น ๆ ต่อไป” นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติม

อร่อยถูกปาก รสชาติโดนใจ วิวหลักล้าน@ร้านเรือนแพเกาะเทโพ

ในพื้นที่ตำบลเกาะเทโพ  อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ขึ้นชื่อว่าเป็นเกาะน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีร้านอาหารที่ติดอยู่ริมแม่น้ำจำนวนกว่า 15 ร้าน โดย 1 ในนั้น คือ ร้านเรือนแพ เกาะเทโพ เลขที่ 34/1 หมู่ที่ 4 บ้านเกาะเทโพ ตำบลเกาะเทโพ  ซึ่งร้านดังกล่าวนี้เป็นร้านเดียวที่เป็นแพที่ทำเป็นร้านอาหารซึ่งยังคงรักษาเอกลักษณ์ไว้มีเพียงร้านเดียวที่ตั้งอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสามารถมองอีกฝั่งหนึ่งได้เป็น อำเภอมโนรมณ์ จังหวัดชัยนาท

คุณวณีวรินทร์ เอี่ยมเชย เจ้าของร้านเรือนแพเกาะเทโพ บอกว่า ร้านแห่งนี้เปิดมากว่า 11 ปีแล้ว โดยวิถีของคนที่ตำบลเกาะเทโพที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาและมีอาชีพหาปลาหรือไม่ก็เลี้ยงปลาในกระชังกัน จึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนข้างนอกหรือนักท่องเที่ยว รู้จักเมนูที่ทำจากปลาที่มีหลากหลายและยังคงรสชาติเป็นเอกลักษณ์รสชาติแบบคนพื้นบ้านตำบลเกาะเทโพแห่งนี้ จึงเป็นที่มาของร้านแห่งนี้และได้คิดเมนูต่างๆเรียกได้ว่าเป็นสูตรของตัวเองและขึ้นชื่อมากคือ ปลาแรดฉุยฉาย ที่มีรสชาติโดดเด่นและเคยได้รับรางวัลที่ 1 การสร้างสรรค์เมนูอาหารพื้นถิ่นมาแล้ว

คุณวณีวรินทร์ บอกต่อว่า เริ่มแรกนำปลาแรดสดๆไปแล่เนื้อออกให้เป็นสี่เหลียมลูกเต๋าจากนั้นจะทอดตัวปลาก่อน จากนั้นก็จะนำเนื้อปลาไปคลุกแป้งทอดกรอบแล้วก็นำลงไปทอดให้กรอบนอกนุ่มในและที่เป็นทีเด็ดคือน้ำราด นำกะทิและน้ำตาลปีบลงไปในกระทะแล้วปรุงรสพอให้แตกมัน จากนั้นนำมาราดลงในตัวปลา และยังมีอีกหลากหลายความอร่อยให้เลือกชิมกัน เช่น ต้มยำปลาคัง ทอดมันปลากราย ปลาเทโพ ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูซิกเนเจอร์ซึ่งในความเป็นมาของเมนูจานเด็ด

เมนูส่วนใหญ่อุดมไปด้วยสมุนไพรไทย เช่น ตะไคร้ ขิง ใบมะกรูด ข่า พริกนำมาผักแล้วราดลงบนปลาเทโพ เป็นอีกหนึ่งจานที่คนมาแล้วไม่พลาดที่จะสั่งกันเพราะมีความหอมสดชื่นของสมุนไพร และยังมีเมนูอีกหลากหลายให้เลือกสำหรับร้านนี้ แต่รสชาตินั้นอย่างที่บอกไว้ยังคงเป็นรักษาไว้ให้รสชาตินั้นเป็นแบบพื้นบ้านชาวเกาะเทโพที่มีวิถีอยู่ไกล้แม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้มาไม่รู้กี่ชั่วอายุคนแล้วนั่นเองและเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยือนร้านแห่งนี้กันอย่างไม่ขาดสาย

ร้านเรือนแพ เกาะเทโพนั้นจะเปิดทำวันตั้งแต่ 09.30-20.00 น.สามารถจองโต๊ะล่วงหน้าที่เบอร์โทรศัพท์ 061-8453665 หรือที่เพจเฟตบุ๊ค “ร้านเรือนแพ เกาะเทโพ” โดยเฉพาะช่วงเย็นนั้นบรรยากาศนั้นลมเย็นสบายผัดผ่านนั่งชมแม่น้ำเจ้าพระยา ชมการเลี้ยงปลาประชัง พร้อมกับกินอาหารที่ขึ้นชื่อว่าหลากหลายที่ทำด้วยปลาอย่างมากกมายและยังมีอาหารตามสั่งอีกด้วยเพื่อเป็นทางเลือกหรือตามใจลูกค้าที่มาเยือนหรือมาอุนหนุน แถมยังรับจัดเลี้ยงผู้ที่มาเป็นหมู่คณะอีกด้วย