ทหาร11ประเทศครึ่งพัน ร่วมชิงชัยมวยไทยทหารโลกครั้งที่1

ประเทศไทยเฮ! “มวยไทย” ได้บรรจุในกีฬาทหารโลก 2027 ชิงชัยที่สหรัฐฯ “สุทิน คลังแสง” เปิดศึกมวยไทยทหารโลก ครั้งแรกสุดยิ่งใหญ่ พร้อมคู่พิเศษ “บัวขาว บัญชาเมฆ” ขึ้นเวทีปะทะ “ซุปเปอร์บอน สิงห์มาวิน” สุดเดือด!

วานนี้ ( 10 กรกฎาคม 2568) ณ พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ได้มีพิธีเปิดการแข่งขันกีฬามวยไทยทหารโลก ครั้งที่ 1 รายการ 1st CISM Military Muaythai Challenge โดยมี ดร.สุทิน คลังแสง นายกสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย) เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย พันเอก โคโลเนล นิลสัน โกเมส โรลิม ฟิลโฮ ประธานสหพันธ์กีฬาทหารโลก (CISM), พล.อ.ท.ธีรพล สนแจ้ง เจ้ากรมกำลังพลทหาร และ พล.ต.พงษ์ภัทร ทรงสุนทร ผู้อำนวยการสำนักสวัสดิการทหาร ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดการแข่งขัน, นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านกีฬา, ดร.วนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และ ดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ ประธานสหพันธ์สมาคมมวยไทยนานาชาติ (IFMA) รวมทั้งคณะนักกีฬา, ผู้ฝึกสอน, ผู้ตัดสิน และเจ้าหน้าที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ภายในพิธีเปิดการแข่งขันเริ่มต้นจากการนำขบวนธงและคณะนักกีฬาเดินเข้าสู่สนาม ประกอบด้วย ขบวนป้ายการแข่งขัน 1st  CISM Military Muaythai Challenge และวงโยธวาทิต กองดุริยางค์ สำนักสวัสดิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย (ดย.สสก.ทหาร), ขบวนธงชาติ, ธง วปร., ธง สท. และธงสหพันธ์กีฬาทหารโลก (CISM) ตามด้วยขบวนคณะนักกีฬาของแต่ละประเทศ ก่อนเชิญธงชาติไทย และธง CISM ขึ้นตามลำดับ และร่วมขับร้องเพลงชาติไทย และเพลง CISM จากนั้นเป็นชุดการแสดงโชว์มวยไทยอย่างยิ่งใหญ่อลังการ และปิดท้ายด้วยการแข่งขันมวยไทยสมัครเล่นคู่พิเศษ ระหว่าง บัวขาว บัญชาเมฆ vs ซุปเปอร์บอน สิงห์มาวิน ซึ่งขึ้นสังเวียนประชันแม่ไม้มวยไทยกันอย่างดุเดือดเรียกเสียงเชียร์สุดกระหึ่ม

การแข่งขันกีฬามวยไทยทหารโลก ครั้งที่ 1 รายการ 1st CISM Military Muaythai Challenge นั้น เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกองบัญชาการกองทัพไทย ร่วมกับสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย) ในการเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการแข่งขันโดยมีสหพันธ์สมาคมมวยไทยนานาชาติ (IFMA) มอบหมายให้สมาคมกีฬามวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ ดูแลมาตรฐานการแข่งขัน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ผ่านสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย กกท. และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์เรื่องกีฬามวยไทย รวมไปถึงได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน), สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งการแข่งขันกำหนดจัดขึ้น ที่พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กทม. ระหว่างวันที่ 10-13 กรกฎาคม 2568 ซึ่งนอกเหนือจากการจัดการแข่งขันมวยไทยทหารโลกแล้ว ยังมีการสอนไหว้ครู และแม่ไม้มวยไทยอีกด้วย

ทั้งนี้เป็นการตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งส่งเสริม “ซอฟต์พาวเวอร์” ของประเทศ โดยเฉพาะ “มวยไทย” ซึ่งเป็นทั้งศิลปะการต่อสู้ และมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเชื่อมสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยบนเวทีโลก จึงให้ความสำคัญกับการใช้กีฬาในบริบทของการทูตทางทหารผ่านกีฬา (Military Diplomacy) เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และมิตรภาพระหว่างกองทัพทั่วโลก ภายในสหพันธ์กีฬาทหารโลก (CISM) ปัจจุบันมีประเทศสมาชิก 141 ประเทศ เป็นการส่งเสริมกีฬามวยไทยในระดับนานาชาติ โดยกลุ่มกองกำลังพลเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สามารถสร้างและพัฒนาให้ยั่งยืน ซึ่งล่าสุด CISM ตัดสินใจบรรจุกีฬามวยไทยเข้าแข่งขันกีฬาทหารโลก ปี 2027 (CISM Summer World Games 2027) สหรัฐอเมริกา อย่างเป็นทางการแล้ว โดยทางสหพันธ์เห็นถึงความตั้งใจ และมุ่งมั่นในการพัฒนากีฬามวยไทยไปสู่ระดับนานาชาติ

ดร.สุทิน คลังแสง นายกสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของทางรัฐบาล ซึ่งตนก็ได้เล็งเห็นว่า มวยไทยเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ทุกคนเห็นตรงกันว่ามีคุณค่า การผลักดันมวยไทยไปสู่ระดับโลก และมีมูลค่า ขณะเดียวกันก็เห็นว่ากองทัพมีความพร้อม และมีอัตลักษณ์วิถีที่สอดคล้องกัน จึงจะผลักดันกีฬามวยไทยผ่านช่องทางทหาร และได้มอบนโยบายให้กองทัพไทยให้ทำกีฬามวยไทยในทหารอย่างจริงจัง และผลักดันไปสู่ระดับโลกให้ได้ ซึ่งกองทัพไทยได้เดินหน้าผลักดันด้วยความมุ่งมั่นต่อเนื่อง ส่วนตัวนั้นก็ได้ก่อตั้งสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร และก็ได้จัดการแข่งขันกีฬามวยไทยทหารโลกครั้งแรกนี้ขึ้นโดยความร่วมมือ และสนับสนุนจากหลายภาคส่วนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นเส้นทางไปสู่การบรรจุในกีฬาทหารโลกตามที่เราตั้งความหวังเอาไว้

ดร.สุทิน คลังแสง กล่าวอีกว่า การจัดครั้งแรกนี้ถือว่าได้กระแสการตอบรับที่ดี หลายประเทศเข้าร่วมแข่งขัน และประเทศมหาอำนาจใหญ่ๆ ก็ส่งคนมาเข้าร่วมสังเกตุการณ์ด้วย โดยครั้งต่อไปในปีหน้าที่ประเทศตุรกี จะยิ่งใหญ่มากขึ้น และมีประเทศเข้าร่วมมากยิ่งขึ้นกว่านี้ ขณะเดียวกัน ถือเป็นข่าวดีมาก หลังจากที่เรายังจัดครั้งนี้ไม่จบ ก็ได้รับการแจ้งจากทางประธานสหพันธ์กีฬาทหารโลกว่า ในการแข่งขันกีฬาทหารโลก ในปี 2027 ที่สหรัฐอเมริกา ได้มีการบรรจุกีฬามวยไทยอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้วเป็นชนิดกีฬาที่ 26 ซึ่งเป็นความสำเร็จอย่างยิ่ง และส่วนตัวก็ยังมีความหวังลึกๆ ว่า ถ้ามวยไทยเราไปสู่กีฬาทหารโลกได้ การผลักดันสู่โอลิมปิกเกมส์ก็เข้าไปใกล้ไปทุกที ฉะนั้นเราก็อาจจะมีโอกาสได้เห็นกีฬามวยไทยในโอลิมปิกสากล เพราะเราใกล้เข้าไปทุกขณะแล้ว

ขณะที่ นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านกีฬา กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งได้นำมวยไทยเป็นนโยบายเรือธงในการสนับสนุน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มวยไทยเราได้เข้าร่วมบรรจุในการแข่งขันกีฬาทหารโลก 2027 โดยทางคณะอนุกรรมการฯ ก็ยินดีที่จะสนับสนุนในเรื่องต่างๆ อย่างเต็มที่ ตามวัตถุประสงค์ก็คือให้ระบบนิเวศของมวยไทย ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ได้มีรากฐานที่แข็งแรง และได้เป็นที่นิยมไปทั่วโลกต่อไป การที่มวยไทยได้บรรจุในกีฬาทหารโลกก็เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งในการจัดกีฬามวยไทยทหารโลกครั้งแรกนี้ก็ถือเป็นการจัดการแข่งขันนำร่องว่าเราจัดได้อย่างเข้มแข็ง

สำหรับการแข่งขันกีฬามวยไทยทหารโลก ครั้งที่ 1 รายการ 1st CISM Military Muaythai Challenge มีนักกีฬามวยไทยทหาร 11 ประเทศเข้าร่วมกว่า 500 คน ประกอบด้วย ศรีลังกา, อุซเบกิสถาน, เบลเยียม, ปาเลสไตน์, ตุรกี, ซาอุดีอาระเบีย, โปแลนด์, คาซัคสถาน, อิหร่าน, บาห์เรน และไทย โดยในส่วนของนักกีฬามวยไทยทีมนักกีฬากองทัพไทย เข้าร่วมชิงชัยทั้งหมด 15 รุ่น แบ่งเป็น นักกีฬาชาย 10 รุ่น และนักกีฬาหญิง 5 รุ่น แข่งขันไปจนถึงวันที่ 12 กรกฎาคม ที่พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน เปิดให้ชมฟรี 

‘กล้วยตะนาวศรี’ สู่งานจักสาน เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ชุมชนอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จ.ราชบุรี ผนึกกำลังกับชาวบ้าน ต่อยอด “กล้วยตะนาวศรี” พันธุ์พื้นถิ่นของ อ.บ้านคา นำกาบกล้วยมาแปรรูปเป็นงานจักสานและสิ่งทอตกแต่งบ้าน สร้างรายได้เสริมและต่อยอดสู่การอนุรักษ์พืชท้องถิ่น ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช (อพ.สท.) ตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

กล้วยน้ำว้าตะนาวศรี เป็นพันธุ์พื้นถิ่นในเขตเทือกเขาตะนาวศรี มีลักษณะเด่นคือ ลำต้นสูงใหญ่ ใบหนา ทนแล้งได้ดี โดยนำส่วนกาบกล้วยที่มักถูกทิ้ง มาฉีกเป็นเส้น ตากแห้ง แล้วนำมาทอเป็นเสื่อ ที่รองจาน กระเป๋า และของใช้ภายในบ้าน โดยใช้สีธรรมชาติจากใบไผ่ตงและดอกทองกวาวในการย้อม เพิ่มความสวยงามและมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์

อาจารย์ ดร.รัชนิดา รอดอิ้ว คณะวิทยาการจัดการ ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง เปิดเผยว่า โครงการนี้เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบเหลือใช้ในชุมชน เพื่อสร้างรายได้และส่งเสริมการอนุรักษ์พันธุ์พืชอย่างยั่งยืน โดยนอกจากผลกล้วยที่จำหน่ายได้อยู่แล้ว ยังต่อยอดใช้ต้นและกาบกล้วยมาแปรรูปเพื่อไม่ให้สูญเปล่า

ผลิตภัณฑ์ที่ได้ เช่น เสื่อทอกว้าง 50 ซม. ยาว 2 เมตร มีความหนา นุ่ม มีกลิ่นหอมธรรมชาติของกล้วยตากแห้ง หรือกระเป๋าที่บุด้วยผ้าฝ้ายสวยงาม โดยสินค้า 1 ชุด เช่น ชุดจานรอง 2 ใบ ที่รองแก้ว 2 อัน และที่ใส่ช้อนส้อม 1 ชุด วางจำหน่ายในราคาชุดละ 700 บาท ส่วนกระเป๋าจำหน่ายตั้งแต่ 500–1,000 บาท โดยวางจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊ก ลาซาด้า และแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่

นางธนัชญา อบมายันต์ ประธานกลุ่มโอท็อปบ้านไร่อบมายันต์ และวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์จากใบสับประรด เผยว่า โครงการนี้เสริมกับหลักสูตรท้องถิ่นเดิมของโรงเรียนบ้านร่องเจริญ ที่สอนเด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึง ป.6 ให้รู้จักการทอเสื่อจากใบสับปะรด ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของชุมชน

นายสุรพล อบมายันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านร่องเจริญ กล่าวว่า การสอนทักษะจักสานจากวัสดุธรรมชาติเป็นการปลูกฝังให้เด็กเยาวชนรักและภูมิใจในท้องถิ่นของตน เชื่อมโยงความรู้สู่อาชีพ สร้างรายได้ และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊กของโรงเรียนบ้านร่องเจริญ

ฝนถล่มเมือง ‘น่าน’อ่วมหนัก น้ำหลากท่วมฉับพลันหลายพื้นที่

ฝนตกหนักน้ำหลากท่วมหลายพื้นที่จังหวัดน่าน ถนนสาย 101 รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ เตือนฝนตกหนักและยังคงตกต่อเนื่อง ขอให้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน/น้ำป่าไหลหลาก/ดินโคลนถล่ม

เมื่อเวลา 07.20 น. วันที่ 11 ก.ค. 68  เพจเฟซบุ๊ก ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน รายงานว่า เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่ อ.เวียงสา จ.น่าน เกิดน้ำป่าหลากหลายจุด ทำน้ำท่วมขังถนนสาย 101 บริเวณหน้าป้อมตำรวจทางหลวง ต.อ่ายนาไลย รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ ขณะนี้ได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหา

ขณะที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอส่งข้อความ Cell Broadcast ให้กับประชาชนในพื้นที่ จ.น่าน พบว่าพื้นที่ อ.เวียงสา, ต.เชียงของ ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย,ต.น้ำปลาย อ.แม่จริม และต.พงษ์ อ.สันติสุข มีฝนตกหนักและยังคงตกต่อเนื่อง ขอให้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน/น้ำป่าไหลหลาก/ดินโคลนถล่ม วันที่ 11 ก.ค. 68 โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ ให้ยกของขึ้นที่สูง ดูแลกลุ่มเปราะบาง และติดตามข่าวสารจากทางราชการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด 

สิงคโปร์ มอบ “เงินช่วยเหลือธุรกิจ” เอกชนได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์

สิงคโปร์เปิดตัวโครงการ “เงินช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวทางธุรกิจ” วงเงิน 2 ปี หนุนผู้ประกอบการสู้ศึกการค้ารอบใหม่ หลังเจอผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ ชี้ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังยืดเยื้อ

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นาย กัน คิม หยง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ แถลงเปิดตัว “โครงการเงินช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวทางธุรกิจ” (Business Adaptation Grant) มีกำหนดเริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคม 2568 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภาษีศุลกากร โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ

 โครงการนี้จะดำเนินเป็นระยะเวลา 2 ปี สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปรับตัวของภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก การขยายตลาด และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงบริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย สัญญา การปฏิบัติตามข้อกำหนดการค้า และข้อตกลงการค้าเสรี สำหรับผู้ประกอบการภาคการผลิต ทั้งที่ตั้งฐานในสิงคโปร์และต่างประเทศ จะได้รับการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายในการขนส่งและการจัดเก็บสินค้า เพื่อลดภาระในช่วงเศรษฐกิจผันผวน

นอกจากนี้ นายกัน คิมหยง  ยังได้ เตือนว่า การขึ้นภาษีศุลกากรรอบล่าสุดของสหรัฐฯ จะเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว และอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการนี้ประกาศขึ้นระหว่างการแถลงความคืบหน้าของ คณะทำงานเพื่อความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและแรงงานในการรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ รัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่าได้เตรียมออกมาตรการเสริม อาทิ การขยายการเข้าถึงบริการแนะแนวอาชีพ และการสนับสนุนเงินทุนเพื่อยกระดับมาตรฐานทรัพยากรบุคคลเบื้องต้น.

สุดยิ่งใหญ่อลังการ!ขบวนแห่เทียนพรรษาอุบลฯภาคกลางคืน นทท.แห่ชมคึกคัก

จังหวัดอุบลราชธานี ได้จัดแสดงแสง สี เสียง ประกอบขบวนแห่เทียนพรรษาภาคกลางคืนเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อชุดการแสดง “ราชธานี ศรีศิลป์ ถิ่นไทยดี”ณ บริเวณหน้าวัดศรีอุบลรัตนาราม อำเภอเมืองอุบลราชธานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี 2568

โดยมีนายภพ ภูสมปอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ให้การต้อนรับ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้าส่วนราชการ องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงอาคันตุกะจากต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศภูฏาน เวียดนาม อินเดีย และ สปป.ลาว จากแขวงสะหวันนะเขต จำปาสัก และสาละวัน พร้อมด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าร่วมชมการแสดงเป็นจำนวนมาก

สำหรับการแสดงแสงเสียงประกอบขบวนแห่เทียนพรรษาในครั้งนี้ มีทั้งหมด 14 ชุดการแสดง อาทิ ชุด “ฮุ่งแสง แญงธรรม”, “มหัศจรรย์ศรัทธาเรืองแสง”, “แตกบ้าน”, “ผู้ใหญ่ลี”, “เซิ้งกะลอ”, และ “บูชา 9 จอมกษัตริย์นาคา” เป็นต้น โดยมีการนำเสนอผ่านแสง สี เสียง และขบวนการแสดงอย่างตระการตา

ไฮไลท์ของงานในปีนี้คือ “ขบวนเรือพนมพระ” จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เดินทางมาเข้าร่วมขบวนด้วย สะท้อนถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างภาคใต้กับภาคอีสาน ซึ่งร่วมกิจกรรมกันมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้คำกล่าวที่ว่า “เข้าพรรษาที่อุบล ออกพรรษาที่สุราษฎร์ธานี”

งานแสดงแสงเสียงผ่านต้นเทียนพรรษาได้นำเสนอเรื่องราวทางพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ตลอดจนประวัติความเป็นมาของประเพณีชาวอีสานที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ต่อไป โดยในปีนี้ถือเป็นปีที่ 124 ของการจัดงาน

สำหรับต้นเทียนพรรษาที่เข้าร่วมงานมีจำนวนทั้งสิ้น 45 ต้น โดยมี 8 ต้นที่นำมาแสดงประกอบแสงเสียง แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทแกะสลัก, ประเภทติดพิมพ์ และเทียนโบราณ ซึ่งเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของชุมชนและคุ้มวัดต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคี และถือเป็น Soft Power หนึ่งเดียวในโลกที่สร้างความประทับใจให้ผู้เข้าชมอย่างล้นหลาม

เคร:สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุบลราชธานี

ทับลาน ระดมกำลังจนท.เพิ่ม พร้อมด้วยโดรนผลักดันโขลงช้างคืนสู่ผืนป่ามรดกโลก

ปราจีนบุรี-อุทยานฯทับลาน ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เพิ่ม พร้อมด้วยอากาศไร้คนขับ (โดรน) 4 ลำ ผลักดันช้างป่ากลับสู่ผืนป่ามรดกโลกอย่างต่อเนื่องแจงเหตุช้างได้แตกโขลงประมาณ 5 ตัว หลุดออกจากแนวเฝ้าระวังเข้าไปบริเวณวัดวังทองวนาราม และได้รื้อเพิงพักคนงานในสวนป่ายูคาลิปตัส  โดยคาดการณ์ว่าช้างป่าอาจได้กลิ่นเครื่องปรุงรส จึงทำการรื้อเพื่อค้นหาและรื้อทำลายบริเวณถังขยะ    หัวหน้าอุทยานได้สั่งการเจ้าหน้าที่จัดชุดกำลังเข้าเฝ้าระวังประจำบ้านเรือนราษฎร ที่อยู่ด้านในแนวเฝ้าระวังเพื่อให้ความปลอดภัยและความอุ่นใจให้แก่ราษฎร

เมื่อวันที่ 11 ก.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  สถานการณ์ความคืบหน้าจากกรณีโขลงช้างป่าอุทยานแห่งชาติทับลานมรดกโลกออปนอกผืนป่า มีโขลงช้างป่าทับลานแม่ลูกอ่อน 5 ตัวยกพลบุกพังเพิงพักคนงานกลางดึกเละ รื้อเสบียงหาอาหารในตู้เย็น-ตู้กับข้าวเสียหายและบางโขลงได้บุกเข้าโรงเรียนและยังบุกเข้าโครงการอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้เขื่อนห้วยสโมง หมู่ 3  บ้านวังไอ้ป่อง ต.แก่งดินสอ  อ.นาดี นับเป็นวันที่ 6 ที่ออกจากทับลานหากินนอกพื้นที่ตามที่ได้นำเสนอรายละเอียดแล้วก่อนนี้  นั้น

นายประวัติศาสตร์  จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ได้รายงานสรุปสถานการณ์ระบุว่า   สืบเนื่องจากคืนวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ขณะผลักดันช้างป่าประมาณ 35 ตัว ซึ่งออกมาในพื้นที่ชุมชน หมู่ 3  บ้านวังไอ้ป่อง ต.แก่งดินสอ  เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการผลักดัน จึงทราบภายหลังว่าช้างได้แตกโขลงประมาณ 5 ตัว หลุดออกจากแนวเฝ้าระวังเข้าไปบริเวณวัดวังทองวนาราม และได้รื้อเพิงพักคนงานในสวนป่ายูคาลิปตัส  โดยคาดการณ์ว่าช้างป่าอาจได้กลิ่นเครื่องปรุงรส จึงทำการรื้อเพื่อค้นหาและรื้อทำลายบริเวณถังขยะ  

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลานจึงได้สั่งการเจ้าหน้าที่จัดชุดกำลังเข้าเฝ้าระวังประจำบ้านเรือนราษฎร ที่อยู่ด้านในแนวเฝ้าระวังเพื่อให้ความปลอดภัยและความอุ่นใจให้แก่ราษฎร

โดยวันที่ 10 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมาตั้งแต่เวลา 14.00 น. คณะเจ้าหน้าที่ได้เปิดยุทธการผลักดันโขลงช้างป่าจำนวน 32 ตัวให้กลับเข้าสู่ป่าธรรมชาติ โดยปรับแผนแบ่งกำลังออกเป็น 4 ชุด เพื่อเฝ้าระวังและสกัดกั้นบริเวณทางออก (exits point) ตามแนวขอบชายป่า ด้วยการสุมกองไฟจะให้เกิดควัน ตามพิกัดที่ 
1. 47P 823619E 1562301N
2. 47P 823930E 1562225N
3. 47P 176319E 1562011N

และได้ใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) บินเพื่อตรวจการณ์ จนกระทั่งเวลาประมาณ  18.00 น. ได้ยินเสียงช้างป่าและตรวจพบโขลงช้างประมาณ 32 ตัว เคลื่อนตัวไปทางด้านทิศตะวันตก พิกัดที่ 47P 822842E 1562353N ท้องที่หมู่ที่ 2 บ้านท่าสะตือ  จึงได้ติดตามไปผลักดันให้เข้าป่า จนโขลงช้างได้เคลื่อนที่กลับเข้าป่าธรรมชาติ แต่ก็ยังพบช้างป่า พยายามแยกเป็นกลุ่มย่อยและหันหน้าออกจากพื้นที่ป่า  เจ้าหน้าที่ก็ได้จัดชุดกำลังเข้าผลักดันและเฝ้าระวังในพื้นที่อย่างต่อเนื่องจนถึงเวลาปัจจุบัน

ทั้งนี้คืนวันที่ 10 ยังไม่พบว่ามีฝนตกหนักในพื้นที่ การปฎิบัติการยังสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง คณะเจ้าหน้าที่จะทำการเฝ้าระวังผลักดันช้างป่าให้เป็นผลสำเร็จต่อไป

โดย…มานิตย์   สนับบุญ  / ปราจีนบุรี 

พุทธศาสนิกชนชาวไทย-มาเลเซีย แห่ทำบุญตักบาตรเนื่องวันเข้าพรรษา ประจำปี 2568

พุทธศาสนิกชนชาวไทยและมาเลเซียร่วมกันทำบุญตักบาตร เนื่องในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ประจำปี 2568 เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นการอนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม

ที่วัดพุทธาธิวาส อำเภอเบตง จังหวัดยะลา  นายอิสสะมาแอ ยาโกะ นายอำเภอเบตง ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร ข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป เนื่องในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษาประจำปี 2568 เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นการอนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม สร้างขวัญกำลังใจแก่พระภิกษุ สามเณร และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่  โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ พุทธศาสนิกชนชาวไทยและมาเลเซียเข้าร่วม

โดยในช่วงบ่าย พุทธศาสนิกชนจะร่วมขบวนรถแห่เทียนพรรษา ตั้งแต่ ถ.นาคราชบำรุง ถึงวัดพุทธาธิวาสฯ ร่วมกันเวียนเทียน เพื่อความเป็นสิริมงคล และน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคุณพระรัตนตรัย

สำหรับวันอาสาฬหบูชา ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 คือ วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดพระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี เป็นผลให้พระโกณฑัญญะบรรลุโสดาปัตติผล กลายเป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกของพระพุทธศาสนา ทำให้พระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

ส่วนวันเข้าพรรษา ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถือเป็นวันเริ่มต้นของการจำพรรษา 3 เดือน ซึ่งพระสงฆ์จะพำนักอยู่ที่วัดแห่งใดแห่งหนึ่งตลอดช่วงฤดูฝน เพื่อละเว้นการจาริกในฤดูที่ชาวบ้านประกอบการเพาะปลูก อันเป็นการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เพื่อป้องกันการเบียดเบียนพืชผลของประชาชน กิจกรรมในวันนี้นับเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าทางพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งเป็นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไป

โดย…เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

คลื่นศรัทธา!พุทธศาสนิกชนทั่วสารทิศแห่เวียนเทียนเนื่องวันอาสาฬหบูชา

ปราจีนบุรี –  ผู้ว่าฯปราจีนบุรีนำพุทธศาสนิกชนกว่า 500 คน ร่วมเวียนเทียนเนื่องวันอาสาฬหบูชา รอบพระพุทธทวารวดีศรีปราจีนสิรินธรโลกนาถพระปางนาคปรกใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เมื่อเวลา 18.00 น. วันนี้ 10 ก.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรีในวันอาสาฬหบูชาที่พุทธอุทยานโลกบนวนอุทยานน้ำตกเขาอีโต้ ตำบลเนินหอม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี. นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีนำพุทธศาสนิกชนกว่า 500 คน ร่วมเวียนเทียนรอบพระพุทธทวารวดีศรีปราจีน สิรินธรโลกนาถ พระปางนาคปรก ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีขนาดหน้าตักกว้าง 14.9 เมตร และสูงกว่า 34 เมตร.เป็นการแสดงความเคารพและระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย พิธีเจริญพระพุทธมนต์ /การแสดงพระธรรมเทศนา/พิธีถวายเทียนพรรษาแก่พระสงฆ์วัดต่าง ๆใน จ.ปราจีนบุรี /พิธีเวียนเทียน /พิธีเจริญจิตตภาวนาถวายเป็นพระราชกุศลแค่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระครูภาวนาธรรมธารี (สัมพันธ์ ปญฺญาปทีโป ,ดร. เจ้าคณะอำเภอเมืองเจ้าอาวาสวัดป่ามะไฟ ได้เทศนาความสำคัญของวันอาสาฬหบูชา   เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่ตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8)เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” โปรดปัญจวัคคีย์ ทำให้เกิดพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นวันที่ชาวพุทธควรทบทวนตนเองและระลึกถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ถือศีล 5 หรือศีล 8 เพื่อขัดเกลากิเลสและฝึกจิตใจให้สงบ

จากนั้นได้มีการเวียนเทียนรอบพระพุทธทวารวดีศรีปราจีน   เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงพระพุทธทวารวดีศรีปราจีน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดปราจีนบุรีผู้ร่วมพิธีจะเดินเวียนเทียน 3 รอบ โดยรอบแรกจะนึกถึงพระพุทธคุณ รอบที่สองจะนึกถึงพระธรรมคุณ และรอบที่สามจะนึกถึงพระสังฆคุณการเวียนเทียนเป็นการแสดงความเคารพและศรัทธาต่อพระรัตนตรัย และยังเป็นการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส

สำหรับพระพุทธทวารวดีศรีปราจีนสิรินธรโลกนาถพระปางนาคปรกใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนี้  สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 60 พรรษา เมื่อปี พ.ศ. 2558. พระพุทธรูปองค์นี้ถอดแบบมาจากพระพุทธรูปสมัยทวารวดีที่ขุดพบในจังหวัดปราจีนบุรี

โดย…มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ณัฐนันท์ –จุฑารัตน์ – ภาพ/ ปราจีนบุรี

สกพอ. เปิดเวทีแข่งขัน “รังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา” สร้างต้นแบบเมนูท้องถิ่นสู่สากล

สกพอ. เปิดเวทีแข่งขัน “รังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา” สร้างต้นแบบเมนูท้องถิ่นสู่สากล ชู Soft Power ด้านอาหาร เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ EEC

สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จัดกิจกรรม การแข่งขันรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา ภายใต้ โครงการยกระดับภูมิปัญญาสู่การรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวฉัตรประอร นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดงาน โดยมี  ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย เชฟชุมพล แจ้งไพร คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์และประธานคณะกรรมการอนุกรรมการด้านอุตสาหกรรมอาหาร, ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), นายจรงค์ศักดิ์ รองเดช พิธีกรรายการภัตตาคารบ้านทุ่ง, นายดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์พิเศษด้าน Food Stylist ระดับประเทศ, รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ และ ดร.ดารินันท์ นันทวงค์ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่และชุมชน 1 กพอ. รวมทั้งภาคีเครือข่าย ปราชญ์ชุมชน ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ฉะเชิงเทรา

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ.

ดร.จุฬา สุขมานพ เปิดเผยว่า สกพอ. ได้ดำเนินโครงการยกระดับภูมิปัญญาสู่การรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา ร่วมกับภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม โดย มุ่งเน้นการศึกษาข้อมูลภูมิปัญญาและองค์ความรู้ด้านอาหารของชุมชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อนำเข้าสู่ฐานข้อมูลองค์ความรู้ชุมชนและต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ทั้งในมิติของการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และสร้างให้เกิดมูลค่าต่อห่วงโซ่อุปทานและความต้องการของวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมให้อาหารท้องถิ่นมีอัตลักษณ์และมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์อยู่แล้ว ยังมุ่งเข้าพัฒนาผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่ให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น อันจะนำไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน 

การแข่งขันรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา เป็นกิจกรรมในโครงการยกระดับภูมิปัญญาสู่การรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา เริ่มดำเนินโครงการและเปิดรับสมัครตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2568 ได้รับการตอบรับที่ดี สามารถสร้างความตื่นตัวและความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ที่ต้องการสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาด้านอาหารของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีผู้สมัครประกอบด้วยผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงเรียนสอนทำอาหาร สถาบันอาหาร กลุ่มชุมชน และประชาชนทั่วไปที่มีใจรักในการประกอบอาหาร และร่วมขับเคลื่อนเมืองฉะเชิงเทราให้เป็นเมืองแห่งวิทยาการอาหาร เข้าร่วมแข่งขันจำนวนกว่า 30 ทีม

โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. Tradition Menu: การแข่งขันรังสรรค์เมนูอาหารภูมิปัญญาดั้งเดิมแห่งฉะเชิงเทรา เลือก 1 เมนูต้นตำรับ ได้แก่ แกงส้มปลาอีกง อำเภอบางปะกง หรือ แกงส้มไหลบัวปลาสลิด อำเภอบางน้ำเปรี้ยว และ 2. Creative Menu: การแข่งขันรังสรรค์เมนูอาหารสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาแห่งฉะเชิงเทรา เลือก 1 เมนู จาก 11 เมนูอาหารอัตลักษณ์ของ 11 อำเภอ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้แก่ ต้มยำกุ้ง อำเภอบางคล้า, แกงส้มไหลบัวปลาสลิด อำเภอบางน้ำเปรี้ยว, ปลาวงทอด อำเภอท่าตะเกียบ, มะม่วงน้ำปลาหวานปลาช่อนย่างแปดริ้ว อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา, หมูหงส์ อำเภอแปลงยาว, ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ อำเภอพนมสารคาม, ข้าวต้มมัดไส้หมู อำเภอราชสาส์น, ไอศกรีมข้าวไรซ์เบอรี่ อำเภอสนามชัยเขต, แกงส้มปลาอีกง อำเภอบางปะกง, กระยาสารท อำเภอบ้านโพธิ์ และบ้าบิ่นมะพร้าวน้ำหอม อำเภอคลองเขื่อน 

ดร.จุฬา สุขมานพ กล่าวต่อว่า การแข่งขันรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การตัดสินอย่างรอบด้าน โดยพิจารณาจากการจัดวางวัตถุดิบและอุปกรณ์ทำครัวอย่างเหมาะสม ความถูกต้องตามหลักวิชาชีพในการปรุงอาหาร ความสามารถในการจัดการเพื่อให้อาหารเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ความคิดสร้างสรรค์และการนำเสนอผลงาน นอกจากนี้ จุดเด่นที่สำคัญในการแข่งขันคือ การใช้วัตถุดิบจากในจังหวัดฉะเชิงเทราที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวของวัตถุดิบ พร้อมเชื่อมโยงถึงแหล่งที่มาจากชุมชนได้อย่างน่าสนใจ (Storytelling) รวมทั้งการรักษารสชาติพื้นฐานและอัตลักษณ์ของเมนูได้อย่างถูกต้อง สอดคล้องกับมาตรฐานอาหารในยุคปัจจุบันและมีคุณค่าทางโภชนาการ สำหรับเงินรางวัลการแข่งขันในแต่ละประเภท แบ่งเป็น รางวัลชนะเลิศ 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัล, รองชนะเลิศ อันดับหนึ่ง 5,000 บาท พร้อมโล่รางวัล, รองชนะเลิศอันดับสอง 4,000 บาท พร้อมโล่รางวัล และรางวัลชมเชย 5 รางวัล ๆ ละ 2,500 บาท มูลค่าเงินรางวัลรวมกว่า 63,000 บาท    

“เมนูที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา จะได้รับการส่งเสริมและเพิ่มมูลค่า เพื่อต่อยอดให้เป็นเมนูต้นแบบประจำโรงแรมในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมเผยแพร่สูตรอาหารที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขัน เป็นองค์ความรู้ให้กับประชาชนและสามารถใช้เป็นเมนูเพื่อสร้างรายได้ ผ่านการสอนโดยสถาบันการศึกษาในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดและยกระดับมาตรฐานอาหารพื้นถิ่นให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ความสำเร็จจากโครงการยกระดับภูมิปัญญาสู่การรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทราถือเป็นการพัฒนาองค์ความรู้และภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่นให้สามารถเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นโมเดลหลักต่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเมืองให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยชั้นดีอย่างยั่งยืนต่อไป” ดร.จุฬา กล่าวทิ้งท้าย  

คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้ร่วมพิจารณาผลงานของผู้เข้าแข่งขันอย่างรอบคอบและรอบด้าน ภายใต้หลักเกณฑ์การตัดสินที่ครอบคลุมทุกมิติ โดยผลการแข่งขันในแต่ละประเภทมีรายละเอียด ดังนี้

1.ประเภท Tradition Menu : การแข่งขันรังสรรค์เมนูอาหารภูมิปัญญาดั้งเดิมแห่งฉะเชิงเทรา

-รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมคิดเช่นเน เมนูแกงส้มปลาอีกง รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัล

-รองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม In box คาเฟ่ เมนูแกงส้มไหลบัวปลาสลิด รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่รางวัล

-รองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีมครัวร่มไม้ชายคลอง เมนูแกงส้มไหลบัวปลาสลิด รับเงินรางวัล 4,000 บาท พร้อมโล่รางวัล

2.ประเภท Creative Menu : การแข่งขันรังสรรค์เมนูอาหารสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาแห่งฉะเชิงเทรา

-รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Gonie Cafe’ เมนูชีสเค้กคลัมเบิ้ลมะม่วงน้ำปลาหวานปลาช่อนย่าง รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัล

-รองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม Flame and Flavor เมนูปลาช่อนไรซ์เบอร์เกอร์ มะม่วงกรอบ รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่รางวัล

-รองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีมบางคล้าคาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองท์ เมนูเมี่ยงพล่ากุ้งใบชะพลูกระยาสารท  รับเงินรางวัล 4,000 บาท พร้อมโล่รางวัล

แฉวัดพัวพันสีกา ก.ไก่ เกิน 10 วัด พบเส้นเงินเชื่อมโยงมากสุดถึง 7 หลัก

แหล่งข่าวระดับสูงในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเผยวัดที่มีส่วนพัวพันสีกา ก.ไก่ เกิน 10 วัด พบว่ามีเส้นเงินเชื่อมโยง ตั้งแต่เล็กน้อยและมากถึง 7 หลัก

เมื่อวันที่ 10 ก.ค.68 แหล่งข่าวระดับสูงภายในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้ข้อมูลความคืบหน้าล่าสุด ในเรื่องการตรวจสอบบรรดาพระที่ปรากฏในภาพและคลิปที่พัวพันเชิงชู้สาวกับสีกา ก.ไก่ รวมทั้งแชทการสนทนาพูดคุยกัน  โดยระบุว่า ในตอนนี้มีวัดที่มีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับกรณีนี้เกิน 10 กว่าวัดแล้ว แต่ยังไม่ถึง 20 วัด ซึ่งบางกรณีเป็นเพียงแค่การพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึง แต่ยังไม่ยืนยันในเรื่องความสัมพันธ์ ส่วนเส้นทางการเงินจะเป็นเงินทำบุญหรือเงินส่วนตัวนั้น ต้องดำเนินการตรวจสอบ โดยเฉพาะรายการเดินบัญชีหรือ Statement มาประกอบ เบื้องต้น บรรดาทิดที่ลาสิกขาแล้ว พบว่ามีเส้นเงินเชื่อมโยงถึง มีตั้งแต่จำนวนน้อยและจำนวนมากถึง 7 หลัก 

ตอนนี้มีวัดเพิ่มมาอีก 5 วัด ได้แก่ วัดในพื้นที่ จ.พิจิตร 2 วัด วัดในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ จ.ขอนแก่น และ จ.สมุทรสาคร อย่างละ 1 วัด เบื้องต้นพบว่าพระที่เกี่ยวข้องมีทั้งระดับตำแหน่งเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ยันผู้ช่วยเจ้าอาวาส ระดับสมณศักดิ์สูงสุดคือชั้นเทพ แต่ข้อมูลดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียด 

สำหรับประเด็นที่มีหลายเพจในโซเชียลมีเดียอ้างว่า มีพระทยอยลาสิขาหลายรูปนั้น ทางตำรวจอยู่ในระหว่างการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล แต่เชื่อว่าพระบางรูปที่มีสัมพันธ์กับสีกา ก.ไก่ อาจจะไม่มีคลิป เพียงแต่พอเห็นข่าวก็รู้สึกตัวเลยลาสิขา เนื่องจากพฤติการณ์ของสีกา ก.ไก่ นั้น หากพระรูปไหนที่ไม่ได้รู้สึกรักหรือชอบ ก็จะใช้โทรศัพท์ถ่ายคลิป พร้อมพูดจาให้มีเสียงตัวเองเข้าในคลิปหรือในขณะที่ต่างฝ่ายต่างโป๊เปลือย โดยหวังจะใช้คลิปเหล่านั้นเอาไว้แบล็คเมล์ แต่หากพระรูปไหนที่รู้สึกรักและชอบจริง ๆ ก็จะไม่ถ่ายคลิป แต่บางกรณีที่สีกา ก.ไก่ ก็ถ่ายคลิปพระที่ตัวเองรู้สึกรัก 

ทั้งนี้ แนวทางการสืบสวนสอบสวนของทางตำรวจตอนนี้ คือ จะแบ่งพระที่พัวพันกับสีกา ก.ไก่ ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่มีทั้งคลิปภาพและมีเส้นเงิน อีกกลุ่มคือไม่มีคลิปแต่มีเส้นเงิน ซึ่งอดีตพระที่ลาสิขาไปทุกคน จะต้องเรียกมาสอบสวนทั้งหมดเพื่อหาเส้นทางการเงินว่า ที่ผ่านมาใช้เงินส่วนตัวหรือเงินวัดในการโอนให้สีกา ก.ไก่ 

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวพาดพิงว่า เจ้าอาวาสวัดย่านบางชัน เขตคลองสามวา มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีนี้ เบื้องต้นจากข้อมูลพบว่า เจ้าอาวาสไม่อยู่ในรายชื่อของพระที่มีส่วนพัวพันโดยตรงและยังไม่ปรากฏคลิปพัวพันกับสีกา ก.ไก่ แต่ทางตำรวจพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงระหว่างเจ้าอาวาสกับสีกา ก.ไก่ ซึ่งอาจจะเป็นการพูดคุยเพื่อขอความเมตตาขอเงินจากเจ้าอาวาส 

โดยกรณีนี้พระไม่มีความผิด แต่เข้าข่ายเป็นการพูดหลอกขอเงินพระ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีกรณีลักษณะคล้ายคลึงกันกับพระสงฆ์อีกหลายรูป เพราะสีกา ก.ไก่ มักจะไปพูดเพื่อขอเงินพระรูปหนึ่ง โดยอ้างว่าพระอีกรูปที่เคยช่วยเหลือดูแลก่อนหน้านี้ไม่ให้เงินแล้ว คล้ายเป็นการพูดอ้อนขอเงินมากกว่า จึงไม่มีความผิดอะไรในทางกฎหมาย 

สำหรับกรณีวัดชูจิตธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา ข้อมูลของตำรวจพบว่า ไม่มีคลิปการมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างเจ้าอาวาสกับสีกา ก.ไก่ แต่พบแชทการพูดคุยสนทนาในลักษณะเชิงชู้สาว เช่น ใช้คำว่า “พ่อขา” “แม่ขา” “ผัวขา” ซึ่งถือเป็นการพูดคุยที่ไม่เหมาะสม 

ด้านประเด็นที่พระเทพปวรเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กับทิดแย้ม อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงนั้น มีความสัมพันธ์เป็นพี่น้องต่างมารดากันจริง แต่ตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่า ทั้งสองมีเรื่องเงินพัวพันกันหรือไม่ แต่จากข้อมูลแน่ชัดคือ พระเทพปวรเมธีมีคลิปและแชทการพูดคุยสนทนาในเชิงฉันสามีภรรยากับสีกา ก.ไก่ โดยทั้งคู่คบกันได้ 2 ปีและรักกันมาก แม้ว่าไม่มีคลิปที่มีเพศสัมพันธ์กัน แต่ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งมีเส้นทางการเงินระหว่างกัน แต่อยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นเงินของวัดหรือเงินส่วนตัว 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบเส้นเงินที่เกี่ยวข้องระหว่างทิดแย้มและสีกา ก.ไก่ แต่อย่างใด แต่เป็นฝ่ายทิดแย้มที่มีความสัมพันธ์ขัดแย้งกับสีกา ก.ไก่ เพราะเคยด่าสีกา ก.ไก่ และเคยเตือนพระเทพปวรเมธีว่าอย่าไปยุ่งกับสีกา ก.ไก่ 

ส่วนอดีตเจ้าอาวาสวัดพระพุทธฉาย พบว่าคบกับสีกา ก.ไก่ ถึง 2 ปี และรู้ว่าฝ่ายหญิงคบซ้อนมีโลกหลายใบ เลยลงทุนมานอนเฝ้าฝ่ายหญิงเป็นเดือน แต่บางทีฝ่ายหญิงก็แอบออกจากบ้านเพื่อไปมีสัมพันธ์กับพระที่อื่นด้วย 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของวัดใหม่ (ยายแป้น) แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย ที่เจ้าอาวาสเตรียมจะแถลงข่าวตอบโต้นั้น เบื้องต้นพบว่าพระที่มีส่วนพัวพันเป็นระดับผู้ช่วยเจ้าอาวาส ขณะที่กรณีผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา ตอนนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลว่าหลบไปอยู่ที่ใด