“สองล้อ”เดินหน้าพัฒนาเสือภูเขาเป้าหมายคว้าตั๋วไปโอลิมปิกเกมส์

“สองล้อ” เดินหน้าพัฒนายกระดับมาตรฐานจักรยานเสือภูเขาของไทย โดยการสนับสนุนจากกองทุนสงเคราะห์โอลิมปิก และสหพันธ์จักรยานนานาชาติ (UCI) ระหว่างปี 2569-2571 ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปถึงระดับทีมชาติไทย เพื่อเป้าหมายในการควอลิฟายไปโอลิมปิกเกมส์ให้ได้ในอนาคต ขณะที่ “โกเมธ สุขประเสริฐ” นักปั่นประเภทบีเอ็มเอ็กซ์ และ “นรเศรษฐ์ธาดา บุญมา” นักปั่นประเภทลู่ มีผลงานเข้าตา อยู่ในข่ายที่ศูนย์ฝึกจักรยานโลก (WCC) จะเชิญเข้าร่วมเก็บตัวฝึกซ้อมระยะยาวเพื่อคัดเลือกโอลิมปิกเกมส์ 2028 ต่อไป

“เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (ACF) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาจักรยานฯ ได้จัดทำโครงการพัฒนายกระดับมาตรฐานจักรยานเสือภูเขา โดยการสนับสนุนจากกองทุนสงเคราะห์โอลิมปิก หรือ โอลิมปิกโซลิดาริตี้ ร่วมกับสหพันธ์จักรยานนานาชาติ (UCI) ซึ่งจะเป็นแผนระยะยาว โดยช่วงแรกจะใช้เวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ.2026 ไปจนถึงโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลีส ประเทศสหรัฐอเมริกา

พลเอกเดชา กล่าวว่า จากการหารือกับผู้แทนยูซีไออย่างต่อเนื่อง ในประเด็นการพัฒนากีฬาจักรยานเสือภูเขาในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งผลงานในโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีนักปั่นเอเชียผ่านควอลิฟายได้โควตาเพียงญี่ปุ่น 1 คนในประเภทชาย และญี่ปุ่นกับจีนชาติละ 1 คนในประเภทหญิง อีกทั้งผลงานการแข่งขันก็ยังห่างไกลจากนักปั่นชาติอื่น ๆ ซึ่งการหารือรอบล่าสุด ผู้แทนยูซีไอเสนอที่จะผลักดันให้สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ พัฒนานักปั่นเสือภูเขาของไทยให้ขึ้นมาในระดับนานาชาติ เนื่องจากในรอบเวลานับตั้งแต่โอลิมปิกเกมส์ 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนทางยูซีไอพบว่านักปั่นไทยในประเภทถนน บีเอ็มเอ็กซ์เรซซิง และประเภทลู่ ต่างก็พัฒนาจนสามารถควอลิฟายเข้าสู่การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์อย่างต่อเนื่อง 

“โดยเฉพาะมหกรรมโอลิมปิกเกมส์ 2024 นักปั่นไทยสามารถควอลิฟายได้ทั้งประเภทถนนชาย ถนนหญิง บีเอ็มเอ็กซ์เรซซิง และประเภทลู่ในรายการคีรินและสปรินท์ชาย แสดงถึงมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่สำหรับจักรยานเสือภูเขายังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนา ซึ่งจะต้องส่งเสริมกันตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับนักกีฬาทีมชาติเพื่อเป้าหมายในการควอลิฟายเข้าสู่โอลิมปิกเกมส์ให้ได้ในอนาคต” พลเอกเดชา กล่าว

พลเอกเดชา กล่าวต่อไปว่า โครงการที่จะเริ่มต้นในปี พ.ศ.2569 นั้น ทางยูซีไอโดยศูนย์ฝึกจักรยานโลก (WCC) จะสนับสนุนด้วยการส่งวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจักรยานเสือภูเขา เข้ามาเปิดอบรมผู้ฝึกสอนไทยในระดับ Level 2 พร้อมกันนั้นก็จะเปิดโครงการเทรนนิ่งแคมป์สำหรับนักกีฬาเสือภูเขาเข้ามาร่วมการฝึกซ้อม ซึ่งนักปั่นคนไหนที่มีศักยภาพและมีแววที่จะพัฒนาฝีเท้ายกระดับขึ้นไปได้ ก็จะเรียกตัวให้ไปฝึกซ้อมและตระเวนแข่งขันกับ WCC เช่นเดียวกับผู้ฝึกสอนที่มีผลงานก็จะได้รับโอกาสไปเรียนโค้ชในระดับ Level 3 กับทางศูนย์ฝึกจักรยานโลกต่อไปในอนาคต โดยโครงการดังกล่าวสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ จะได้จัดทำโครงการส่งไปให้ยูซีไอพิจารณาก่อนที่จะส่งต่อให้คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) พิจารณาทุนการดำเนินการต่อไป 

“ผู้แทนยูซีไอระบุว่าโครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในโครงการระยะยาวที่ทางยูซีไอหวังจะให้ไทยเป็นศูนย์กลางจักรยานเสือภูเขาในภูมิภาคเอเชียในอนาคต เป้าหมายเพื่อร่วมกันพัฒนามาตรฐานจักรยานเสือภูเขาในภูมิภาคเอเชียในอีกทางหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ผู้แทนยูซีไอยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผลงานโดดเด่นของสองนักปั่นทีมชาติไทย ทั้ง ส.ท.โกเมธ สุขประเสริฐ แชมป์เอเชียบีเอ็มเอ็กซ์เรซซิง 3 สมัย และ จ.ต.นรเศรษฐ์ธาดา บุญมา นักปั่นประเภทลู่ รองแชมป์เยาวชนโลกสปรินท์ อยู่ในข่ายที่ศูนย์ฝึกจักรยานโลกจะเชิญเข้าร่วมเก็บตัวฝึกซ้อมระยะยาวเพื่อคัดเลือกโอลิมปิกเกมส์ 2028 อีกด้วย” พลเอกเดชา กล่าวทิ้งท้าย.

ชาวนาอ.ธวัชบุรีมีรอยยิ้ม “นาข้าวได้ปุ๋ยดี-น้ำถึง” ใบเขียวขจีเต็มทุ่ง

ชาวนามีรอยยิ้ม นั่งมองท้องทุ่งธรรมชาติสวยงาม หลังที่เริ่มปลูกข้าวมาได้ระยะหนึ่ง ได้ทำการใส่ปุ๋ยรอบแรก “ต้นข้าว” มีการเจริญเติบโตแข็งแรง ใบเขียวขจี สร้างความใจชื้นให้ชาวนาแถวอำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ดอย่างมาก ซึ่งท้องทุ่งแห่งนี้ เลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ไทยกรีน ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ  ยังเป็นที่นิยมของเกษตรกรในพื้นที่

ยิ่งปีนี้ฝนตกลงมาอย่าหนัก สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับท้องนา ยิ่งต้นข้าวเมื่อได้รับน้ำฝน และปุ๋ยจะอุดมสมบูรณ์ งอกงามสวยงามขึ้นมาทันตา เนื่องจากว่า “ปุ๋ยไทยกรีน” มีเหล็กและแมกนีเซียม ช่วยให้บำรุงใบต้นข้าวออกยอดอ่อนเขียวขจี มีการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ตอนนี้ชาวนาเริ่มหันมาใช้โดรน เพื่อพ่นฉีดทางอากาศป้องกันแมลงมากินใบ

สำหรับวิธีการใส่ปุ๋ยนาข้าว สูตรปุ๋ยอินทรีย์ ไทยกรีน ตอนทำเทือกจะต้องใช้ 300 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อที่จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เตรียมดินระหว่างการทำเทือกก่อนหว่านเมล็ดพันธุ์ หรือปักดำ 1-14 วัน ซึ่งท้องนาแปลงดังกล่าวได้ทำการใส่ปุ๋ยมาแล้วร่วม 2-3 เดือนกว่า จะเห็นว่าใบต้นข้าวเขียวขจีทันตา คาดว่าปีนี้น่าจะออกรวงข้าวอย่างสมบูรณ์  พร้อมเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตกันอย่างเต็มที่

อนึ่ง ปุ๋ยอินทรีย์ ไทยกรีน ให้โอกาสเกษตรกรได้ร่วมผ่อนชำระได้ 6 เดือน สนใจติดต่อ อาจารย์ทัตต์เทพ โทร. 093-3506178

มติศาลรัฐธรรมนูญ “9 ต่อ 0” รับคำร้อง “7 ต่อ 2” สั่ง “นายกฯอิ๊งค์” หยุดปฏิบัติหน้าที่

ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์รับคำร้องคดี สว. ร้องถอดถอน “แพทองธาร ชินวัตร” ปมคลิปเสียงสนทนา “ฮุน เซน” มีมติ 7 ต่อ 2 สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันนี้

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เริ่มประชุมปรึกษาคดีประจำสัปดาห์เพื่อพิจารณาคำร้องต่างๆ

จากกรณีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ยื่นคำร้องของ 36 สว.ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่มีเนื้อหาพาดพิงแม่ทัพภาคที่ 2 รวมถึงมีพฤติกรรมบ่งบอกเป็นคนทรยศขายชาติ ทำให้กระทบอธิปไตยไทย กองทัพ ประชาชน

พร้อมขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 71 ประกอบข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 ข้อ 40 (8)

โดย ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 9 ต่อ 0 ให้รับคำร้องและมีมติ 7 ต่อ 2 ให้นายกฯหยุดปฎิบัติหน้าที่

“ธีรรัตน์” ประชุม คกก.สุขภาพแห่งชาติ มุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมยกระดับการดูแลสุขภาพประชาชน เพื่อสร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน

น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในฐานะประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล 

การประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบการดำเนินงานสานพลังพื้นที่เข้มแข็ง (Area Strengthening Alliance: ASA) ซึ่งเป็นการจัดตั้ง “ภาคีอาสา” 9 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นพื้นที่ (บพท.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช. 

โดยมีคณะทำงานในระดับพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด คือ เชียงราย นครสวรรค์ ขอนแก่น ตราด และพัทลุง รวมถึงรับทราบการเตรียมการจัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2568 ระหว่างวันที่ 27 – 28 พ.ย. 68 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ภายใต้ประเด็นหลัก (Theme)  “เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน” พร้อมทั้งประกาศประเด็นที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นระเบียบวาระสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18

ได้แก่ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์, การสร้างโอกาสและมูลค่าเพิ่มในเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy), ภูมิรัฐศาสตร์โลกกับระบบสุขภาพไทยและระบบสุขภาพชายแดน, ระบบสุขภาพในภาวะวิกฤตการจัดการภัยพิบัติ และกลไกร่วมการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อรองรับระบบสุขภาพระดับพื้นที่/ชุมชนท้องถิ่น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความก้าวหน้าการจัดสมัชชาสุขภาพกรุงเทพมหานคร และการจัดสมัชชาสุขภาพเมืองพัทยา พ.ศ. 2568 

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาเห็นชอบรายชื่อคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน เขตพื้นที่ 1-13 ตามที่คณะกรรมการสรรหากรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน เสนอ 

“อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัด มท. เร่งยกระดับต่อต้านการทุจริต ย้ำ คนมหาดไทยต้องมีคุณธรรม มุ่งมั่นขับเคลื่อน 3D

“อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัด มท. เปิดสัมมนายกระดับต่อต้านการทุจริต ย้ำ คนมหาดไทยต้องมีคุณธรรม มุ่งมั่นขับเคลื่อน 3D : Dream-Define-Drive ไปให้ถึง Goal เดียวกัน เป็นองค์กรแห่งความโปร่งใส ปลอดการทุจริตทุกรูปแบบ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบของกระทรวงมหาดไทย ประจำปี 2568 ณ ห้องกรุงธนบอลล์รูม โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ โดยมี นางขนิษฐา จิรพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต มท. พร้อมด้วยคณะวิทยากรจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และบุคลากรของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค กรม และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย รวม 200 คน ร่วมสัมมนา

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมุ่งปลูกฝังค่านิยมให้กับผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในทุกระดับ ในการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบและช่วยกันเป็นหูเป็นตาป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตในหน่วยงานขึ้น โดยย้ำกับบุคลากรทุกคนให้คำนึงเสมอว่า “เงินเดือนที่กระทรวงมหาดไทยนำมาใช้จ่าย ทั้งเงินเดือน เงินค่าจ้างพนักงาน บุคลากรทุกคน คือเงินภาษีของประชาชน” ดังนั้น ผู้รับเงินในส่วนนี้จึงต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่ดี มีความโปร่งใส ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนผู้เป็นเจ้าของภาษี ด้วยการกำหนดตัวชี้วัด เพื่อทำทุกกระบวนงานให้มีความโปร่งใส สะท้อนผ่านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ซึ่งในปีล่าสุด กระทรวงมหาดไทยอยู่ในลำดับที่ 6 ขณะเดียวกันในด้านการปราบปราม หากพบบุคลากรกระทำความผิดฐานทุจริต ก็ได้ดำเนินการลงโทษอย่างจริงจัง ทั้งทางวินัย ทางละเมิด และทางอาญา ไม่มีละเว้น

“ขอให้ข้าราชการทุกคนได้นึกถึงตั้งแต่วันที่เรารับราชการวันแรกที่พวกเราตัดสินใจมารับราชการ เราตั้งใจมาทำงานเพื่อส่วนรวม มาเป็นฟันเฟืองในการทำหน้าที่ที่ดีให้กับจังหวัด หรือหน่วยที่ปฏิบัติงาน ทำหน้าที่ให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เป็นผู้ประสานงาน เป็นสตาฟของผู้ว่าราชการจังหวัด ของผู้บริหารระดับสูง ที่ท่านต้องเรียกใช้ตลอด ลูกน้องที่ดีต้องทำงานเก่ง ทำงานเร็ว หนักเอาเบาสู้ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ มีความเสมอต้นเสมอปลาย มีความกตัญญูรู้คุณที่ถือเป็นคุณธรรม (Moral) พื้นฐาน จนเป็นที่ไว้วางใจของผู้บริหารระดับสูง เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเราเติบโตในหน้าที่เป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัด เป็นผู้บริหารหน่วย เราต้องมีความเป็นธรรมเพราะ “ความเป็นธรรมเป็นหัวใจของทุกเรื่อง” และแน่นอนว่า การที่เราจะมาถึงวันนี้เราก็อาจจะเคยผิดหวังหลายครั้ง แต่ความเสียใจเดี๋ยวมันก็ผ่านไป เราทำงานอยู่ตรงไหนก็ทำให้ดีที่สุด และต้อง “อย่าไปคิดว่าเราได้รับมอบหมายงานอะไรมาแล้วมันไม่ใช่ เพราะบางทีมันอาจจะเป็นโอกาสทอง โอกาสสำคัญของชีวิตก็ได้” จึงขอให้ทุกคนตั้งใจทำงาน ตั้งใจทำความดี แล้ววันหนึ่งคนที่อยู่รอบข้างที่เราอาจจะนึกไม่ถึง จะมาเป็นคนคอยช่วยเราในยามที่เรามีปัญหา ท้อแท้ เพราะความดีที่เราเคยทำมา เราต้องเชื่อว่า มันจะอยู่คู่กับเรา เพราะการเป็นคนดีจะทำให้คนนึกถึงสิ่งที่ดีของเรา นอกจากนี้ สิ่งสำคัญของการทำงาน นั้นคือ ต้องพูดคุยกัน เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับรู้รับทราบ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน เมื่อทุกคนรู้ด้วยกัน เข้าใจด้วยกัน โครงการหรือกิจกรรมหรืองานต่าง ๆ จะทำไปในทิศทางเดียวกัน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าชีวิตพวกเราอาจจะไม่ชอบแข่งขัน แต่ถ้ามีการแข่งขัน เราในฐานะคนมหาดไทยจะแพ้ไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ในขณะนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. มีตัวชี้วัดในเรื่อง ITA หรือการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ เราต้องมี Goal เดียวกันที่จะต้องไปให้ถึง ด้วยการดำเนินการ 3D ได้แก่ DREAM (ฝัน) DEFINE (ทำความเข้าใจ) และ DRIVE (ดำเนินการขับเคลื่อน) เราต้องไดรฟ์เพื่อตอบสนองความฝัน ทำให้องค์กรมหาดไทยเป็นองค์กรแห่งความโปร่งใส ปลอดการทุจริตทุกรูปแบบ อุดช่องโหว่ข้อที่ยังมีปัญหา ส่วนสิ่งที่ดีอยู่แล้วก็ทำอย่างต่อเนื่องให้ดีขึ้นไป เพื่อจะทำให้เรามี ITA ที่เป็นเลิศ ติดอันดับ TOP5 ระดับชาติ และเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลต่อไป

นางขนิษฐา จิรพิทักษ์ กล่าวว่า การสัมมนาเชิงปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้เจตนารมณ์ของกระทรวงมหาดไทยที่มุ่งมั่นเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และยืนหยัดไม่ทนต่อการทุจริต โดยเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้อง ส่งเสริมพฤติกรรมในการต่อต้านการทุจริต พร้อมทั้งพัฒนาทักษะด้านการบริหารงานบุคคลอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม การวิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงการทุจริตในการบริหารโครงการและการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากร และการขับเคลื่อนกลไกการต่อต้านการทุจริตในระดับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ โดยจัดขึ้น 2 วัน ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2568 โดยมีกิจกรรม ได้แก่ การถอดบทเรียนการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น “การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ และการดำเนินโครงการตามสภาวการณ์การทุจริตในพื้นที่”, การรับฟังการอภิปรายในหัวข้อ “การสร้างเครือข่ายและการขับเคลื่อน STRONG องค์กรพอเพียงต้านทุจริต”, การรับมือและแนวทางการป้องกันปราบปรามระบบการให้-รับสินบนในระดับพื้นที่, การบริหารงานบุคคลในยุคราชการ 4.0, ปัญหาและแนวทางการบริหารงานบุคคลและการขับเคลื่อนการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตจังหวัด, การขับเคลื่อนงานด้านจริยธรรม และการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนการประเมินความเสี่ยงการทุจริต

“ธีรรัตน์” ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ

“ธีรรัตน์” ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ และการสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรไทยและไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป มีผลใช้บังคับแล้ว

น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 67 ที่ได้อนุมัติหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ โดยให้บุตรของคนต่างด้าวที่เกิดในราชอาณาจักรไทย และไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ซึ่งบิดาหรือมารดาเป็นบุคคลที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีตถึง ปี พ.ศ. 2542 และที่สำรวจเพิ่มเติมภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล ระหว่างปี 2548 – 2554 และมีลักษณะตามเงื่อนไขที่กำหนดได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป

น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวว่า ตนได้ลงนามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ และการสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรไทยและไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับแล้ว ตามที่กระทรวงมหาดไทยโดยกรมการปกครองเสนอ ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามประกาศนี้ และให้มีอำนาจวินิจฉัยปัญหา และแก้ไขอุปสรรคเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามประกาศฯนี้ และได้กำหนดระยะเวลาการใช้บังคับประกาศฯ เป็นระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป เว้นแต่ ครม. จะมีมติให้ขยายระยะเวลาใช้บังคับออกไป รวมทั้งการกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การขอสัญชาติไทยของกลุ่มเป้าหมายตามมติ ครม. ดังกล่าว

ในประกาศฯ ฉบับนี้ ได้กำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง เป็นผู้พิจารณาและสั่งให้ลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎร ของผู้ยื่นคำขอในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และนายอำเภอ กรณีผู้ยื่นคำขอนอกพื้นที่กรุงเทพมหานคร และกำหนดให้อธิบดีกรมการปกครองเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ตามประกาศฯ รวมทั้งให้ที่ทำการปกครองจังหวัด ได้ประสานกับตำรวจภูธรจังหวัดเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งนายตำรวจที่มีตำแหน่งระดับผู้กำกับการในท้องที่ผู้ยื่นคำขอเป็นผู้รับรองความประพฤติ และยังกำหนดให้เจ้าพนักงานตามกฎหมายเป็นผู้เสนออธิบดีกรมการปกครองเพิกถอนสัญชาติของผู้ที่ได้รับสัญชาติตามประกาศฯ นี้ กรณีมีพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือมีพฤติกรรมที่ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ

นอกจากนี้ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ได้ลงนามประกาศกรมการปกครอง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการขอมีสัญชาติไทย การตรวจสอบภายหลังการได้มาซึ่งสัญชาติไทย ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ และการสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรไทยและไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดขั้นตอน วิธีการและแบบฟอร์มการดำเนินการ อีกด้วย

โปรดเกล้าฯ“แพทองธาร 2” ตรวจรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่

โปรดเกล้าฯ “ครม.แพทองธาร 2” ประกาศ แต่งตั้งรัฐมนตรีแพทองธาร 2 ไม่พลิกนายกฯควบรมว.วัฒนธรรม “ภูมิธรรม”ผงาดตามโผคุมกระทรวงมหาดไทย

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.68 มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแพทองธาร ชุดใหม่ สมัยที่ 1 ปรับคณะรัฐมตรีครั้งที่ 1 แล้ว โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ควบ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม ขณะที่ แต่งตั้งตำแหน่ง รมว. กระทรวงกลาโหม เว้นว่างไว้ไม่มีการแต่งตั้งใคร แทนนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่โยกไปเป็น รมว. กระทรวงมหาดไทย

โดยรัฐมนตรีที่มีการโยกสลับกระทรวง และตำแหน่ง ประกอบด้วย
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ควบ รมว.วัฒนธรรม 
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงมหาดไทย
นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.กระทรวงมหาดไทย
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ
นางสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

สำหรับ รัฐมนตรีใหม่ ประกอบด้วย
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.กระทรวงพาณิชย์
นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.กระทรวงแรงงาน
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 
นายสุชาติ ตันเจริญ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รมช.กระทรวงพาณิชย์
นายชัยชนะ เดชเดโช รมช.กระทรวงสาธารณสุข
นายอนุชา สะสมทรัพย์ รมช.กระทรวงสาธารณสุข
นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.กระทรวงศึกษาธิการ
น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.กระทรวงศึกษาธิการ

สร้างฝันเยาวชน “อิชิอิ” ควง “ธีราทร-พรรษา-ศุภณัฏฐ์” ฝึกทักษะลูกหนัง

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศและเครื่องฟอกอากาศชั้นนำระดับโลก เดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยที่รักในกีฬาฟุตบอล จัดกิจกรรม “Daikin Kids Football Fest” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ณ สนาม บุรีรัมย์ ซิตี้ สเตเดียม จังหวัดบุรีรัมย์

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับ ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของทีมชาติไทย เพื่อส่งเสริมทักษะด้านฟุตบอล พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ ฝึกฝน และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในสนามจริง ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันเยาวชนไทยสู่เส้นทางนักเตะอาชีพในอนาคต

โดยนาย ไดสุเกะ มุราคามิ ผู้จัดการใหญ่ สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ผู้มีความเชื่อมั่นที่จะยกระดับวงการกีฬาฟุตบอลไทย ร่วมเป็นประธานภายในงาน อีกทั้งยังได้รับเกียรติจากหัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย “มาซาทาดะ อิชิอิ” พร้อมด้วย “โค้ชเอ็กซ์” วสพล แก้วผลึก และนักเตะทีมชาติไทยชื่อดังอย่าง ธีราทร บุญมาทัน,พรรษา เหมวิบูลย์ และ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา มาร่วมถ่ายทอดทักษะฟุตบอลให้แก่เยาวชนที่ชื่นชอบในกีฬาฟุตบอลได้มาเรียนรู้เทคนิควิธีการทั้งในสนามและนอกสนามอย่างถูกต้องเพื่อก้าวสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพระดับประเทศ

นาย ไดสุเกะ มุราคามิ ผู้จัดการใหญ่ สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “จากแนวคิด Perfecting the Air ซึ่งมุ่งเน้นที่จะสร้างอากาศดีเพื่อคุณ ไปพร้อมกับการพัฒนาเยาวชน กีฬา และสังคมไปพร้อมๆกัน อย่างยั่งยืน  เราเชื่อว่า ‘อากาศดี’ คือจุดเริ่มต้นของ ‘พลังที่ดี’ ซึ่งสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย โดยเฉพาะเยาวชนไทยที่มีใจรักในกีฬาฟุตบอล”

“ด้วยบทบาทในฐานะ ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของทีมชาติไทย ไดกิ้นจึงไม่เพียงร่วมผลักดันวงการกีฬาไทยในระดับประเทศเท่านั้น แต่ยังต้องการเป็นแรงผลักดันให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ผ่านกิจกรรมที่มีคุณค่า ‘Daikin Kids Football Fest’ จึงถือกำเนิดขึ้นจากความร่วมมือกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะ ฝึกฝนกับโค้ชและนักเตะระดับประเทศอย่างใกล้ชิด”

“เราหวังว่าโครงการนี้จะเป็นมากกว่าการฝึกซ้อมฟุตบอล แต่คือการจุดประกายความฝัน สร้างแรงบันดาลใจ และเป็นประตูบานแรกสู่อนาคตในวงการลูกหนังของเด็กไทยทั่วประเทศ”

สำหรับกิจกรรมตลอดทั้งวัน เยาวชนที่เข้าร่วมจะได้สัมผัสประสบการณ์สุดเข้มข้น อัดแน่นไปด้วยการฝึกพื้นฐานด้านฟุตบอลอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น การยิงประตูอย่างแม่นยำ การเลี้ยงบอลอย่างคล่องแคล่ว การส่งบอลอย่างถูกวิธี ไปจนถึงการลงสนามแข่งจริงในรูปแบบทีม เพื่อเสริมสร้างทั้งทักษะและการทำงานร่วมกัน

นอกจากทักษะในสนามแล้ว ยังมีฐานกิจกรรมเสริมสร้างแรงบันดาลใจ อาทิ การเรียนรู้มารยาทในการเชียร์ฟุตบอลอย่างสร้างสรรค์, การทดลองเป็นผู้ประกาศและนักพากย์กีฬา, และ การถ่ายภาพสไตล์นักฟุตบอลมืออาชีพ ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สัมผัสบรรยากาศเบื้องหลังในวงการลูกหนังอย่างรอบด้าน

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ที่เล็งเห็นความสำคัญของการวางรากฐานความฝันให้กับเยาวชนไทย ผ่านโครงการที่ไม่ได้มอบแค่โอกาส แต่ยังจุดประกายความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง สู่เส้นทางของการเป็นนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต

เปิดเบื้องลึก! “เจ้าคุณอาชว์”ลาสึกสายฟ้าแลบพิษนารี “พิฆาต”

จากกรณี พระเทพวชิรปาโมกข์ (อาชว์ อาชฺชวปเสฏฺโฐ) หรือ เจ้าคุณอาชว์ อดีตเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพวรวิหาร และเจ้าคณะภาค 14–15 (ธรรมยุต) ลาสิกขาที่ จ.หนองคาย อย่างปริศนา เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นมีรายงานว่าข้ามไปที่ สปป.ลาวทันที

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2 มีรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แจ้งว่า มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ เจ้าคุณอาชว์ ต้องลาสิกขาจากความเป็นพระมาจากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับสีการายหนึ่ง ลักษณะเรื่องราวคล้ายกับกรณีของ ทิดแย้ม หรือ พระธรรมวชิรานุวัตร (แย้ม กิตฺตินฺธโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง

จากข้อมูลที่รับทราบว่า เมื่อปี 2565 ได้มีสีกา ก. (นามสมมติ) อายุ 35 ปี หญิงสาวหน้าตาดีรายหนึ่ง เข้ามาทำทีตีสนิทเจ้าคุณอาชว์ จากนั้นทั้งคู่เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ จนกลายเป็นความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวแบบลับๆ กระทั่งเมื่อกลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ปรากฎข่าวกรณี ทิดแย้ม ถูกจับดำเนินคดี จากกรณียักยอกเงินวัดเลี้ยงดูหญิงสาว ทำให้ เจ้าคุณอาชว์ เกิดความกังวล พยายามตีตัวออกห่างสีกาคนสนิท เพราะเกรงว่าหากปล่อยไว้ตัวเองจะถูกเปิดโปงขึ้นสักวัน

เมื่อสีกาเริ่มรับรู้ถึงพฤติกรรมและท่าทีที่เปลี่ยนไปของ เจ้าคุณอาชว์ ที่พยายามตีตัวออกห่าง จึงเกิดความไม่พอใจ กุเรื่องอ้างว่าตัวเองตั้งครรภ์ขึ้นมา เพื่อข่มขู่เรียกเงิน โดยส่งข้อความไปหาเจ้าคุณอาชว์ ในเชิงข่มขู่ ยื่นข้อเสนอขอเงินก้อน เพื่อขอค่าเลี้ยงดูลูก 7,680,000 บาท มีการแจกแจงรายละเอียด อ้างเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ สำหรับเลี้ยงดูลูกแต่ละเดือน นับตั้งแต่คลอดจนถึงอายุ 20 ปี เฉลี่ยตกเดือนละ 32,000 บาท

แต่ภายหลัง เจ้าคุณอาชว์ ทราบความจริงว่า สีกาคนนี้ไม่ได้ตั้งครรภ์ตามที่กล่าวอ้าง จึงตัดสินใจปฏิเสธที่จะจ่ายเงินให้กับสีกาตามข้อเรียกร้อง ทำให้สีกาคนนี้เกิดความไม่พอใจ พยายามนำเรื่องความสัมพันธ์ของตนเองกับเจ้าคุณอาชว์ ไปบอกให้พระรูปหนึ่งทราบ โดยมีคลิปหลักฐานเป็นภาพคลิปวิดีโอของ เจ้าคุณอาชว์ ขณะกำลังยืนแต่งตัวสวมสบงท่อนล่าง ส่วนท่อนบนเปลือยเปล่า อยู่ในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่ง โดยมีเสียงของสีกาพูดแทรกอยู่ในคลิปตลอดเวลาในเชิงบ่งบอกว่า ทั้งคู่อยู่ในห้องร่วมกันลำพังสองต่อสอง และหลักฐานคลิปวิดีโอคอลพูดคุยกับสีกาในลักษณะให้คำสัญญาว่าจะมั่นหมาย เพื่อแสดงความรับผิดชอบ รวมถึงแชตสนทนาพูดคุยเชิงชู้สาวของทั้งสอง เพื่อหวังสร้างแรงกดดันให้ เจ้าคุณอาชว์ ยอมจ่ายเงินตามข้อเรียกร้อง หากไม่อยากให้เรื่องบานปลายไปมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม จากการที่ สีกาคนนี้นำเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับเจ้าคุณอาชว์ ไปเปิดโปงให้กับพระรูปหนึ่งทราบ เรื่องราวของทั้งคู่ก็เริ่มถูกเผยแพร่ปากต่อปาก ส่งต่อกันไปมาจนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวในแวดวงสงฆ์ระดับสูง ก่อนมีพระผู้ใหญ่บางรูปทนรับพฤติกรรมดังกล่าวไม่ไหว นำเรื่องพร้อมหลักฐานยื่นร้องไปยังสำนักงานตำรวตแห่งชาติให้ช่วยตรวจสอบ หลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบเรื่องดังกล่าว จึงเตรียมประสานให้เจ้าคุณอาชว์ เข้าให้ข้อมูล แต่ปรากฏว่าระหว่างนั้นเจ้าคุณอาชว์ เกิดรู้ตัวก่อนรีบชิงลาสิกขา แล้วเดินทางหนีข้ามไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้านในทันที

แม้ขณะนี้ เจ้าคุณอาชว์ ยังไม่มีการติดต่อเข้าให้ข้อมูลกับตำรวจ แต่เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับวัดทาง ตำรวจ บก.ปปป. พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. และ ป.ป.ช. จึงได้เดินทางไปเข้าพบ ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพ ฯองค์ปัจจุบัน เพื่อร่วมตรวจสอบทรัพย์สินต่างๆ ของทางวัด ว่ามีเงินหรือทรัพย์สินมีค่าต่างๆของวัดสูญหายไปบ้าง

ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้สัมภาษณ์ ว่า ตนก็ได้ติดตามเรื่องนี้ แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่สึกคืออะไร 

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่า อาจจะซ้ำรอยกับกรณีของวัดไร่ขิง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ผู้อำนวยการ พศ.กำลังตรวจสอบอยู่ แต่ตนมองว่า เรื่องนี้มีความผิดปกติ ได้สั่งไปตั้งแต่ตอนเช้าวันเดียวกันว่า ให้ตรวจสอบเรื่องนี้ว่าเป็นอย่างไร เป็นเรื่องผิดปกติที่ต้องตรวจสอบ 

 เมื่อถามว่า อาจจะเป็นเรื่องเงินหรือเรื่องของสีกาหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ตนยังไม่รู้รายละเอียด จึงไม่ควรไปคาดการณ์ เพราะจะทำให้เสียหาย รอตรวจสอบให้แน่นอนก่อน ตนไม่สามารถไปตรวจสอบเองได้ จึงต้องให้ผู้อำนวยการ พศ.ดูว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร คาดว่า จะทราบข้อเท็จจริงในเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจจะเป็นเย็นนี้ หรือเช้าวันที่ 1 ก.ค.

ตำรวจบุกรวบเพิ่ม 2 ผู้ต้องหา แก๊งวางแผนร่วมกันจ้างวาน อันธพาล กระทืบคน

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับกราปราบปราม (บก.ป.) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ป.
 
ร่วมกันจับกุม
1. นายวงศ์วริศ หรือ เฮง อาย 53 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 3423/2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส”
2. นายดำรงศักดิ์ หรือ ต๋อง อายุ 53 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 3422/2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส”

สถานที่จับกุม ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร
 
พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.67 ได้มีกลุ่มผู้ก่อเหตุ จำนวน 4 คน ประกอบด้วยนายวัชรพงศ์ หรือโป้ง พร้อมพวก ใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเดินทางไปบ้านที่เกิดเหตุ ในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านของผู้เสียหาย โดยได้ข่มขู่บังคับให้ผู้เสียหายส่งมอบทรัพย์สินให้ ซึ่งนายวัชรพงศ์ หรือโป้งฯ ได้ใช้อาวุธปืนพกสั้น ขึ้นลำอาวุธปืน ลักษณะพร้อมที่จะยิง จ่อไปที่บริเวณลำคอใกล้เคียงกับศีรษะของผู้เสียหาย ต่อหน้าภรรยาและบุตรชายของผู้เสียหาย

โดยหลังก่อเหตุกลุ่มผู้ก่อเหตุ ได้นำรถยนต์ที่จอดอยู่ในบริเวณบ้านผู้เสียหายขับขี่หลบหนีไปพร้อมรถยนต์ที่ใช้เดินทางมาก่อเหตุ จากนั้นผู้เสียหายจึงได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป. ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าว

ต่อมาวันที่ 2 พ.ค.68 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ป. ได้เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นและสามารถจับกุม นายวัชรพงศ์ หรือโป้ง พร้อมพวก ที่ลงมือก่อเหตุในวันดังกล่าวได้จำนวน 4 ราย นอกจากนี้ยังมีการตรวจยึดอาวุธปืนจำนวน 20 กระบอก และกระสุนปืนอีก 4,000 นัด

ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมจนทราบว่า นายวัชรพงศ์ หรือโป้ง หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในคดีดังกล่าว มีพฤติกรรมวางแผนร่วมกับบุคคลอื่นอีกหลายคน ในการใช้จ้างวาน ให้กลุ่มนักเลงอันธพาลไปทำร้ายร่างกายผู้อื่น โดยมีการเตรียมการ และจัดหาผู้ลงมือ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าให้ดำเนินการเอาให้เป้าหมาย “ไม่ต้องให้ถึงตาย แต่เอาให้แขนขาหักก็พอ” เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 และ กก.4 บก.ป.

จึงได้ร่วมกันสืบสวนขยายผลจนมีพยานหลักฐานแน่ชัดว่า นายวัชรพงศ์ หรือโป้ง ซึ่งถูกจับกุมตัวไปก่อนหน้าแล้วนั้น มีการร่วมกันวางแผนในการดำเนินการดังกล่าวจริง จากนั้นจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย คือ นายวัชรพงศ์ หรือโป้ง (ปัจจุบันผู้ต้องหาอยู่ระหว่างคุมขัง หลังจากถูกจับกุมเมื่อวันที่ 2 พ.ค.68) , นายวงศ์วริศ หรือ เฮง  และนายดำรงศักดิ์ หรือ ต๋อง

กระทั่งวันที่ 28 มิ.ย.68 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ป. จึงได้นำหมายค้นเข้าตรวจค้นในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อจับกุมตัว นายวงศ์วริศ หรือ เฮงฯ (ผู้ต้องหาตามหมายจับ) พร้อมกับนำหมายค้นเข้าตรวจค้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อจับกุมตัว นายดำรงศักดิ์ หรือ ต๋อง (ผู้ต้องหาตามหมายจับ) นอกจากนี้ยังมีการตรวจยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกบางส่วน นำส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ในส่วนของผู้ที่มีส่วนร่วมกับกลุ่มขบวนการของนายวัชรพงศ์ หรือโป้ง พร้อมพวกนั้น ทางเจ้าหน้าทีี่ตำรวจจะเร่งสืบสวนและติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป