“ทรัมป์”ฉุนชาติพันธมิตรเมินช่วยสู้ศึกอิหร่านโวสหรัฐฯมหาอำนาจโลกไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ชาติพันธมิตรไม่เข้ามาช่วยเหลือสหรัฐฯในการทำสงครามกับอิหร่าน แต่สหรัฐฯ มีอำนาจมากที่สุดในโลก ไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร ตรงข้ามกับที่เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่ามี 2-3 ประเทศเตรียมช่วยเหลือ โดยเฉพาะเตรียมช่วยรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ

“จากความสำเร็จทางทหารที่เรามี เราไม่จำเป็นหรือปรารถนาความช่วยเหลือจากประเทศในนาโตอีกต่อไป  เราไม่เคยต้องการเลย! เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือเกาหลีใต้ ในฐานะประธานาธิบดีของสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก เราไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น เราช่วยพวกเขา แต่พวกเขาไม่ช่วยเรา และผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่แย่มาก” ทรัมป์ กล่าว

ขณะที่สื่อสหรัฐฯออกมาแฉว่าคนใกล้ชิดบางส่วนของ ทรัมป์ รู้สึกเสียใจที่คิดผิด เกี่ยวกับการตัดสินใจลุยทำสงครามกับอิหร่านและมีความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆว่ารัฐบาลประเมินความยืดหยุ่นของระบอบการปกครองของเตหะรานต่ำเกินไป

“เจ้าหน้าที่รายสำคัญๆบางส่วน ไม่สู้เต็มใจหรือต้องการเวลาเพิ่มเติม ก่อนเปิดฉากยุทธการโจมตีอิหร่าน แหล่งข่าวคนหนึ่งบอกว่า แต่ในท้ายที่สุด ทรัมป์ เพิกเฉยต่อท่าทีลังเลของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น โดยกล่าวว่า “ผมแค่อยากทำมัน”สื่อสหรัฐฯระบุ

บุกช่วยลุงวัย 66 เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอโอนกว่า 8 แสนบาท อ้างพัวพันคดียาเสพติด

ตำรวจ สน.ยานนาวา บุกบ้านช่วยลุงวัย 66 ปี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงินกว่า 8 แสนบาท อ้างมีคดีพัวพันยาเสพติด

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2569 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. , พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. , พล.ต.ต. ชัยกฤติ โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6 และ พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รอง ผบก.น.6 ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์ ผกก.สน.ยานนาวา ว่า ตำรวจฝ่ายป้องกันปราบปราม และฝ่ายสืบสวน สน.ยานนาวา ลงพื้นที่ไปตรวจสอบบ้านหลังหนึ่ง ถนนเจริญกรุง แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ ช่วยเหลือนายชัย (นามสมมติ) อายุ 66 ปี ผู้เสียหาย หลังถูกแก๊งคอลเซนเตอร์ หลอกให้ทำธุรกรรมการเงิน จนสามารถระงับไว้ได้ทันจำนวนหนึ่ง

การช่วยเหลือครั้งนี้สืบเนื่องจาก พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รอง ผบก.น.6 ได้รับแจ้งว่านายชัย ถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน โดยอ้างว่าผู้เสียหายมีส่วนพัวพันกับคดียาเสพติด จึงประสานสั่งการให้ตำรวจ สน.ยานนาวา ลงพื้นที่ตรวจสอบเข้าช่วยเหลือยับยั้งไม่ให้นายชัย ทำธุรกรรมทางธนาคาร แต่นายชัยแจ้งว่าได้ทำการโอนเงินไปเรียบร้อยแล้ว แต่คนร้ายยังให้ผู้เสียหายติดต่ออยู่

ตำรวจ สน.ยานนาวา จึงช่วยระงับการทำธุรกรรมไว้ได้ก่อน จากการพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้เสียหาย เมื่อตรวจสอบพบว่า ผู้เสียหายได้โอนเงินออกมาจากบัญชีธนาคารไปแล้ว เป็นเงินจำนวนประมาณ 850,000 บาท จึงได้เชิญตัวนายชัย ผู้เสียหาย มายัง สน.ยานนาวา เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป. 

191 รวบพ่อค้า ขายบุหรี่ไฟฟ้า หน้าโรงเรียนดัง ย่านยานนาวา ยึดของกลางมูลค่ากว่า 5 แสน

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ. สั่งการให้ พ.ต.อ.เอกภพ ลิขิตธนสมบัติ ผกก.สายตรวจ โดย พ.ต.ต.ณัฐดนัย บำรุงศรี สว.งานสายตรวจ 2 กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจงานสายสายตรวจ 2 กก.สายตรวจ บก.สปพ.  ร่วมกันจับกุมตัวนายอดิศักดิ์ อายุ 43 ปี พร้อมด้วยรายการของกลาง บุหรี่ไฟฟ้าแบบดูดแล้วทิ้ง จำนวน 780 เครื่อง หัวบุหรี่ไฟฟ้า  จำนวน 1590 หัว เครื่องบุหรี่ไฟฟ้า  จำนวน 70 เครื่อง โดยจับกุมได้บริเวณร้านอาหารตามสั่งหน้าโรงเรียนชื่อดัง ซ.สาธุประดิษฐ์ 15 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพ  เวลาประมาณ 15.00 น. ( 16 มี.ค. ) ที่ผ่านมา

ก่อนจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจ งานสายสายตรวจ 2 กก.สายตรวจ บก.สปพ. ได้รับการร้องเรียนว่ามีการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าให้กับประชาชนบริเวณหน้าโรงเรียนชื่อดัง ย่านยานนาวา ซอยสาธุประดิษฐ์ แขวงยานนาวา และบริเวณใกล้เคียง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการสืบสวน และเดินทางไปยังบริเวณจุดแจ้งเหตุ ซ.สาธุประดิษฐ์ 15 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ พบนายอดิศักดิ์ นั่งอยู่ภายในร้าน โดยมีอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า วางในลักษณะมองเห็นได้อย่างชัดเจน ง่ายต่อการเข้าถึงของเยาวชนและบุคคลทั่วไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และขอตรวจค้นพบ บุหรี่ไฟฟ้าแบบดูดแล้วทิ้ง จำนวน 110 เครื่อง หัวบุหรี่ไฟฟ้า  จำนวน 240 หัว  เครื่องบุหรี่ไฟฟ้า  จำนวน 20 เครื่อง วางอยู่บนโต๊ะบริเวณชั้น 1 และจากการสอบถาม นายอดิศักดิ์ ยังยอมรับว่ามีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าให้กับประชาชนทั่วไปจริง และยังมีบุหรี่ไฟฟ้าอีกบางส่วนซุกซ่อนอยู่บนห้องพักชั้นสองเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอเข้าตรวจค้นพบบุหรี่ไฟฟ้าแบบดูดแล้งทิ้ง จำนวน 670 เครื่อง หัวบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 1,350 หัว และ เครื่องบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 50 เครื่อง  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจยึดเป็นของกลางเพิ่มเติม

เบื่องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา ฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ขายสินค้าที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สั่งห้ามขาย (บุหรี่ไฟฟ้า) ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.บางโพงพาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

บช.ปส.ปูพรมค้น 10 จุดกลางเมืองหาดใหญ่ ทลายเครือข่ายยานรกซุกชุมชน

บช.ปส. เปิดยุทธการเดือด “Big Bang Hatyai” สนธิกำลังปูพรมบุกค้น 10 จุดกลางเมืองหาดใหญ่ ทลายเครือข่ายยานรกซุกชุมชน ประกาศกร้าวกวาดล้างถึงราก ไม่ปล่อยให้ทำลายอนาคตลูกหลาน

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เปิดปฏิบัติการเชิงรุกครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ “Big Bang Hatyai” สนธิกำลังร่วมกับหลายหน่วยงานความมั่นคง เข้าปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายเครือข่ายยาเสพติด 10 จุดสำคัญในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มุ่งเน้นการตัดวงจรผู้ค้ารายย่อยและแหล่งมั่วสุมในเขตเศรษฐกิจ เพื่อคืนความสงบสุขให้แก่พี่น้องประชาชน

ปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยได้รับการอำนวยการและสั่งการอย่างใกล้ชิดจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูง อาทิ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม และ พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.

โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้นในทุกมิติ ตั้งแต่การสืบสวนขยายผล การจับกุมผู้ค้า ไปจนถึงการใช้มาตรการยึดทรัพย์สินเพื่อขุดรากถอนโคนและตัดเส้นทางการเงินของขบวนการค้ายาเสพติดอย่างเด็ดขาด

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. เปิดเผยรายละเอียดว่า เพื่อเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดของยาเสพติดในระดับชุมชน กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 4 (บก.ปส.4) ภายใต้การนำของ พล.ต.ต.ธีระ ทองระยับ ผบก.ปส.4 จึงได้เปิดปฏิบัติการ “Big Bang Hatyai” ขึ้นโดยเป็นการสนธิกำลังร่วมกันระหว่าง ตำรวจปราบปรามยาเสพติด, ตำรวจภูธรภาค 9, สำนักงาน ปปส.ภาค 9, ศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองทัพเรือ ภาค 2, กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า (ชุดภัยแทรกซ้อน) และฝ่ายปกครองในพื้นที่ จัดชุดปฏิบัติการจำนวน 10 ชุด เข้าตรวจค้นพร้อมกัน 10 จุดเป้าหมายในเขตอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้

จากการสืบสวนพบว่ามีกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดฝังตัวอยู่ในชุมชน และมีการรวมกลุ่มมั่วสุมจนสร้างความหวาดระแวงและความเดือดร้อนให้แก่คนในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ ชุมชนเขต 8 และ ชุมชนริมทางรถไฟ ถนนจันทร์วิโรจน์ ซึ่งเป็นแหล่งพักยาและกระจายยาเสพติดรายย่อยที่สำคัญ

จากการปฏิบัติการในช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลตามหมายจับและผู้ต้องหาตามเป้าหมายได้ทั้งหมด 10 เป้าหมาย โดยสรุปผลได้ดังนี้:

การจับกุมยาเสพติด: ดำเนินคดีรวม 6 คดี จับกุมผู้ต้องหาได้ 6 คน โดยสามารถรวบตัวบุคคลตามหมายจับค้างเก่าได้ 4 ราย ของกลางที่ตรวจยึดรวมทั้งสิ้น 31 รายการ ประกอบด้วย ยาบ้า 19 เม็ด และยาไอซ์แบ่งบรรจุซองเล็กจำนวน 29 ซอง (น้ำหนักรวมประมาณ 13.40 กรัม)

ย้ำชัด! “ผู้เสพคือผู้ป่วย ผู้ค้าต้องรับโทษหนัก”

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง กล่าวทิ้งท้ายอย่างดุดันว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการส่งสัญญาณเตือนว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่มีวันผ่อนปรนให้กับผู้ที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด “ยาเสพติดคือภัยร้ายที่กัดกินสังคม เราจะเดินหน้ากวาดล้างทั้งผู้ค้า ผู้สนับสนุน และเครือข่ายทั้งหมดอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย และปกป้องลูกหลานไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้”

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังควบคู่ไปกับนโยบายเมตตาธรรม โดยจะนำตัวผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาตามแนวคิด “ผู้เสพคือผู้ป่วย” เพื่อให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดีของสังคม ส่วนกลุ่มผู้ค้าจะถูกดำเนินคดีขั้นสูงสุดและขยายผลถึงผู้บงการเบื้องหลังต่อไป

ปทส. สกัดจับขบวนการค้าสัตว์ป่า คาสี่แยก ยึด “ลิงแสม” 37 ชีวิต ซุกรถเก๋งเตรียมส่งออก

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.69 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส. พร้อมด้วย รอง ผบก.ปทส. และกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการที่ 4 (สระแก้ว-ปราจีนบุรี-ฉะเชิงเทรา) เข้าสกัดจับขบวนการลักลอบขนย้ายสัตว์ป่าคุ้มครองรายใหญ่
เปิดปฏิบัติการสกัดจับกลางสี่แยก

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมนำโดย พ.ต.อ.ณัฐพล อะกะเรือน ผกก.2 บก.ปทส. และ พ.ต.ท.กรกช ยงยืน รอง ผกก.2 บก.ปทส. ได้วางกำลังเฝ้าระวังบริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 359 จนกระทั่งพบรถยนต์ต้องสงสัยเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อ นิสสัน (NISSAN) รุ่น ทิด้า สีดำ-เทา ขับมาถึงบริเวณสี่แยกสัญญาณไฟจราจรแยกน้ำซับ หมู่ที่ 1 ต.สระขวัญ อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว จึงได้แสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น

ในจังหวะที่เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบ ผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวได้อาศัยความชุลมุนวิ่งหลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวบุคคลที่นั่งบริเวณเบาะข้างคนขับทราบชื่อคือ นายสุพจน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 56 ปี พร้อมทำการตรวจสอบภายในรถ

จากการตรวจสอบภายในรถยนต์อย่างละเอียด เจ้าหน้าที่ตำรวจพบของกลางเป็น ลิงแสม (Macaca fascicularis) ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง จำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ลำดับที่ 153 จำนวนถึง 37 ตัว ถูกยัดใส่ไว้ในถุงตาข่ายสีเขียวและสีฟ้า วางอัดแน่นอยู่ภายในรถคันดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดลิงแสมทั้งหมดและรถยนต์ของกลางไว้เป็นหลักฐาน พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาแก่นายสุพจน์ ในข้อหา “ร่วมกันกับพวกที่หลบหนีครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาต” ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562

อย่างไรก็ตาม ในชั้นจับกุม นายสุพจน์ยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลติดตามตัวผู้ขับขี่ที่หลบหนีเพื่อทลายเครือข่ายค้าสัตว์ป่าข้ามชาติกลุ่มนี้ต่อไป

.

LPP เปิดตัว Service Brand ใหม่ “UP” เดินหน้าสู่ Integrated Property Services Ecosystem ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ทะลุ 2,200 ล้าน

LPP เปิดตัว Service Brand ใหม่ “UP” เดินหน้าสู่ Integrated Property Services Ecosystem รองรับการเติบโตของธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์ ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ทะลุ 2,200 ล้าน

บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) หนึ่งในผู้นำธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย เดินเกมรุกครั้งสำคัญ ประกาศเปิดตัว “UP” (อัพ) ในฐานะ Master Service Brand ใหม่ของบริษัท สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญขององค์กร จากผู้เชี่ยวชาญด้าน Community Management สู่การเป็น Integrated Property Services Ecosystem 

การเปิดตัวแบรนด์ UP ถือเป็นก้าวสำคัญของ LPP ในการปรับบทบาทธุรกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีความต้องการบริการด้านการบริหารและดูแลทรัพย์สินที่หลากหลายและครบวงจรมากขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โครงสร้างธุรกิจของ LPP เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทมีฐานลูกค้าที่ขยายไปสู่กลุ่ม Non-LPN เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ของบริษัทก็ไม่ได้มาจากบริการ Community Management เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ครอบคลุมบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ในอีกหลายมิติ

นายสุรวุฒิ สุขเจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด กล่าวว่า “ทุกวันนี้สิ่งที่ลูกค้าต้องการคือความมั่นใจว่าทุกจังหวะชีวิตจะดำเนินไปอย่างราบรื่น ได้รับการบริหารโดยมืออาชีพ ปัจจุบันธุรกิจของเราได้ขยายไปสู่บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น การเปิดตัว “UP” จึงเป็นการสะท้อนตัวตนใหม่ของ LPP ในฐานะผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์นั้นโดยตรง”

UP – Smooth Up Your Living

แบรนด์ UP ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Smooth Up Your Living” ซึ่งสะท้อนถึงการยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย และการทำให้การบริหารอาคารและทรัพย์สินดำเนินไปอย่างราบรื่น ไร้รอยต่อ และมีประสิทธิภาพ

ภายใต้โครงสร้างใหม่ LPP ทำหน้าที่เป็น Corporate Brand กำหนดทิศทางและกลยุทธ์องค์กร ขณะที่ “UP” ทำหน้าที่เป็น Master Service Brand รวบรวมบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ของ LPP ให้ทำงานร่วมกันเป็น Ecosystem เดียว ส่งต่อความเชื่อมั่น มาตรฐาน และประสบการณ์การบริการของ LPP ที่สั่งสมมากว่า 34 ปี โดยมุ่งเน้นการดูแลอสังหาริมทรัพย์ในทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารชุมชน การบริหารอาคาร งานวิศวกรรมอาคาร ไปจนถึงการบริหารทรัพย์สิน และบริการที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว

9 Services Under “UP”

ภายใต้แบรนด์ “UP” บริษัทได้พัฒนาบริการให้ครอบคลุมทุกมิติของการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ โดยแบ่งออกเป็น 9 บริการหลัก ได้แก่

1.LIVE UP: บริหารจัดการนิติบุคคลอาคารที่พักอาศัย ทั้งคอนโดมิเนียม อาคารชุด หมู่บ้านจัดสรร ด้วยระบบงานที่ชัดเจน เพื่อความมั่นคงในการดำเนินงาน ความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย และคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคนในอาคาร

2.WORK UP: บริหารจัดการอาคารสำนักงานและอาคารเชิงพาณิชย์ ดูแลทุกระบบของอาคารให้พร้อมใช้งาน ลดการหยุดชะงักของธุรกิจ สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

3.BOOK UP: บริหารงานขายและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ดูแลครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้คำปรึกษาด้านการขาย วางกลยุทธ์ เชื่อมโยงศักยภาพทรัพย์สินกับโอกาสทางการตลาด ครบจบทุกขั้นตอน

4.PLAN UP: ที่ปรึกษาและพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ (Development)  บริหารโครงการ (Project Management) ควบคุมงานก่อสร้าง (Construction Management) เพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว 

5.BUILD UP: บริการรับเหมาก่อสร้าง ตกแต่ง ติดตั้งงานระบบประกอบอาคาร ควบคุมคุณภาพจนถึงการส่งมอบโครงการตามกำหนด

6.FIX UP: ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารครบวงจร ครอบคลุมอาคารทรุด-ร้าว กันซึม ทาสี งานระบบสุขาภิบาล ท่อน้ำ เพื่อให้ทรัพย์สินพร้อมใช้งานตลอดเวลา

7.POWER UP: ยกระดับและบริหารระบบอาคารและการจัดการพลังงาน ทั้งระบบไฟฟ้า โซลาร์เซลล์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ลดต้นทุนพลังงาน และสนับสนุนการดำเนินงานอาคารอย่างยั่งยืน

8.SECURE UP: บริหารจัดการระบบความปลอดภัยแบบบูรณาการ ตั้งแต่การรักษาความปลอดภัยบุคคล ดูแลทรัพย์สิน ระบบควบคุมการเข้า-ออกอาคาร พร้อมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (EOC) เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคารรู้สึกปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

9.CLEAN UP: บริหารจัดการงานความสะอาดแบบครบวงจร โดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจความต้องการเฉพาะด้านของแต่ละธุรกิจ ทั้งอาคารสำนักงาน โรงพยาบาล โรงงาน โรงแรม เพื่อความสะอาดถูกสุขลักษณะ เป็นระเบียบ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับทุกคน

บริการทั้งหมดถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันเป็น Integrated Property Services Ecosystem เพื่อสร้างคุณค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่

Living Experience – ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย

Property Performance – เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและดูแลอาคาร

Asset Value – รักษาและเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว

Service from the Heart

นอกจากการพัฒนาโครงสร้างบริการที่ครบวงจร LPP ยังให้ความสำคัญกับ “การบริการด้วยใจ” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมสำคัญขององค์กร บริษัทเชื่อว่าการบริหารชุมชนและอสังหาริมทรัพย์ที่ดีไม่ได้เกิดจากระบบหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากความใส่ใจของบุคลากรที่ดูแลผู้อยู่อาศัยในทุกวัน “หัวใจของธุรกิจบริการคือความใส่ใจ เราต้องการให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกสบายใจและมั่นใจว่าทุกองค์ประกอบของการอยู่อาศัยได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด”

แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ

LPP ยังคงรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจบริการและได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้า LPP มองว่าตลาด Property Services ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความต้องการบริการที่มีมาตรฐานสูงขึ้น การเปิดตัวแบรนด์ UP จึงเป็นกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจของ LPP โดยบริษัทมีแผนยกระดับศักยภาพองค์กรทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี และมาตรฐานบริการ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดในระยะยาว โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 1,832 ล้านบาท และคาดว่าโครงสร้างธุรกิจใหม่ภายใต้ “UP” จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรสู่ระดับ 2,200 ล้านบาท ในปี 2569

“บริการภายใต้ “UP” จะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ของไทย ให้ทุกความต้องการของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคารได้รับการดูแลในทุกมิติ เพื่อการใช้ชีวิตที่ราบรื่นยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด Smooth UP Your Living” นายสุรวุฒิกล่าวปิดท้าย

.

ขยับยกแผง!ไข่ไก่ 5-10 บาท วิกฤตน้ำมันแพงขนส่งพุ่ง-อากาศร้อนจัด

ตลาดตรังขยับยกแผง ไข่ไก่ 5-10 บาท พ่อค้าโอดผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันแพงดันขนส่งพุ่ง-แม่ไก่สู้อากาศร้อนอบอ้าวไม่ไหว

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจแผงขายไข่ไก่ภายในตลาดสดเทศบาลนครตรัง พบว่าราคาไข่ปรับขึ้นทุกเบอร์ 5-10 บาทต่อแผง โดยเบอร์ 0 ราคาแผงละ 144 บาท เบอร์ 1 แผงละ 130 บาท เบอร์ 2  แผงละ 125 บาท เบอร์ 3 แผงละ 120 บาท เบอร์ 4 แผงละ 110 บาท

นายรหัส ประสงค์นิทัศน์ อายุ 74 ปี เจ้าของแผงไข่ กล่าวว่า ตอนนี้ฟาร์มไข่แต่ละที่แจ้งมาทางตนว่าราคาไข่ขึ้น สาเหตุจากปัญหาราคาน้ำมันและสภาพอากาศร้อนไก่ไข่ออกผลผลิตน้อย ลูกค้าที่มาซื้อไข่ที่ร้านต่างก็บ่นถึงราคาสินค้าที่ขึ้นหลายอย่าง แต่ก็จำเป็นต้องซื้อ อนาคตยังไม่ทราบว่าจะมีการปรับราคาลงหรือไม่ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบ แต่ไข่ไม่ขาดตลาดแน่นอน

อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือราคาไข่ไก่สดที่ปรับขึ้นลงในช่วงนี้เพื่อไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และสินค้าบริโภคอื่นๆ ที่จำเป็นในครัวเรือน

กัมพูชาส่อวิกฤต!รมว.พลังงานแอ่นอกรับมีน้ำมันสำรองไม่ถึง 30 วัน

นายแก้ว รัตนัค รมว.พลังงานของกัมพูชา ออกกมายอมรับว่า กัมพูชามีปริมาณน้ำมันสำรองประมาณ 3 สัปดาห์ ผลกระทบจากตลาดน้ำมันโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนหลังจากเกิดสงครามตะวันออกกลาง

“เรามีปริมาณน้ำมันสำรองน้อยกว่า 30 วันเล็กน้อย” รมว.พลังงานกัมพูชา กล่าวกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กและเสริมว่าทางการกำลังดำเนินการเพื่อรักษาการนำเข้าอย่างต่อเนื่องจากแหล่งต่างๆ

ขณะเดียวกันรัฐบาลกัมพูชาเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการซื้อกักตุน โดยเน้นย้ำว่าสินค้ายังมีจำหน่ายทั่วประเทศ โดยในวันอังคาร (17)​ น้ำมันเบนซิน 92 มีราคาอยู่ที่ 5,500 เรียลต่อลิตร (44.63 บาท) ขณะที่น้ำมันดีเซลมีราคาอยู่ที่ 6,550 เรียล (53.15 บาท).

ทลายเครือข่ายฟอกเงิน “แตงไทย” มือธุรกรรมสแกมเมอร์ข้ามชาติ ยึดทรัพย์กว่า 60 ล้าน

ตำรวจไซเบอร์เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายฟอกเงิน “แตงไทย” มือธุรกรรมสแกมเมอร์ข้ามชาติ ยึดทรัพย์รวมกว่า 60 ล้าน พบเส้นเงินโยงใยเว็บพนัน-องค์กรอาชญากรรมหมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่ บก.สอท.2 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมคณะแถลงผลการจับกุมเครือข่ายฟอกเงินรายใหญ่ นำโดย “น.ส.แตงไทย” ตัวการสำคัญในการผ่องถ่ายเงินจากเว็บพนันออนไลน์ “G2GGO” และสแกมเมอร์ข้ามชาติ พบประวัติพัวพันคดีฟอกเงินของ ปปง. มูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านบาท

ตามนโยบายของรัฐบาลในการเร่งปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และคณะผู้บังคับบัญชา ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มขบวนการที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.สอท.5 ได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการลักลอบเปิดเว็บไซต์พนันออนไลน์ในชื่อ “G2GGO” ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าเล่นพนันอย่างผิดกฎหมาย จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่าเว็บไซต์ดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนในระบบไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทต่อปี เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานจนศาลอนุมัติออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการรวม 21 ราย

จากการสอบสวนและขยายผลจากผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ พบว่าขบวนการนี้มีวิธีการฟอกเงินที่ซับซ้อน โดยทำหน้าที่นำเงินรายได้จากการพนันออกจากระบบ แล้วนำไปแลกเปลี่ยนเป็น “สกุลเงินริงกิต” (มาเลเซีย) ที่ร้านรับแลกเงินในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อใช้เป็นช่องทางในการนำเงินออกนอกประเทศและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

หลักฐานสำคัญที่มัดตัวกลุ่มผู้ต้องหาคือ ประวัติการแชทผ่านแอปพลิเคชันไลน์ที่เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มของ น.ส.แตงไทย กับเครือข่ายเว็บพนัน รวมถึงเส้นทางการเงินที่ถูกโอนไปยังบัญชีของ นายขวัญชัย, นายสัญญา และ น.ส.ศิรินภา ซึ่งทำหน้าที่เป็นนอมินีในการโอนถ่ายและแปรสภาพทรัพย์สิน

ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.สอท. นำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุดสำคัญในพื้นที่กรุงเทพฯ, นนทบุรี และสงขลา ผลการปฏิบัติการมีดังนี้

จุดที่ 1 และ 2 (เขตดอนเมือง กทม.): จับกุม นายสัญญา (51 ปี), น.ส.ศิรินภา (48 ปี) และ นายขวัญชัย (46 ปี) ตรวจยึดทรัพย์สินมีค่าจำนวนมาก อาทิ เงินสดรวมกว่า 3.9 ล้านบาท, พระเครื่องทองคำ, นาฬิกาหรู, กระเป๋าแบรนด์เนม, ตุ๊กตา Art Toy ยอดฮิต (Pop Mart), รถยนต์ 4 คัน รวมถึงโฉนดที่ดินและอุปกรณ์ไอที

จุดที่ 3 (อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี): เข้าตรวจสอบบ้านพักเป้าหมาย ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

จุดที่ 4 (อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา): จับกุมตัวการใหญ่ น.ส.แตงไทย (50 ปี) พร้อมยึดโน้ตบุ๊ก บัตร ATM และอายัดเงินในบัญชีอีกกว่า 2.1 ล้านบาท
บทสรุปปฏิบัติการ: จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 4 ราย ยึดและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท
ความเชื่อมโยงคดีประวัติศาสตร์ 1.2 หมื่นล้าน

จากการตรวจสอบประวัติเชิงลึกพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า น.ส.แตงไทย เป็นหนึ่งในบุคคลที่คณะกรรมการธุรกรรม (ปปง.) เคยมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ก่อนหน้านี้ตามคำสั่งที่ ย.300-302/2568 ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 12,000 ล้านบาท โดยพบว่าเธอเป็น “มือธุรกรรม” คนสำคัญที่เชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติด การฉ้อโกงประชาชน และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้การสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาหนักในความผิดฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์, สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน” พร้อมนำตัวผู้ต้องหาและของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะขยายผลไปยังผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องที่เหลือ เพื่อถอนรากถอนโคนเครือข่ายอาชญากรรมนี้ต่อไป

ตำรวจบุกรวบ 3 ชายชาวจีนลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายคารีสอร์ทกลางเมืองกาญจนบุรี

ผบก.ตม.3 สนธิกำลังเข้าจับกุม 3 ผู้ต้องหาชายชาวจีนลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาหลบซ่อนตัวตามรีสอร์ทกลางเมืองกาญจนบุรี

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.69 พ.ต.อ.ปริญญา  กลิ่นเกษร รอง ผบก.ตม.3 ในฐานะ โฆษก บก.ตม.3 เปิดเผยกรณี ผบช.สตม. สั่งการให้ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี นำกำลัง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.กาญจนบุรี จับกุมชาวจีน 3 ราย หลบหนีเข้าเมืองฯ ซ่อนตัวตามรีสอร์ทกลางเมืองกาญจนบุรี

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.กาญจนบุรี ตรวจพบบุคคลต่างด้าวต้องสงสัย จึงได้สืบสวนติดตามพบว่าได้เข้าพักบริเวณรีสอร์ท ใน ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ต่อมาได้เข้าตรวจสอบภายในรีสอร์ทดังกล่าว พบ 1.นายหลี่ ตง อายุ 29 ปี 2.นายจู หย่ง หยิน และ 3.นายจัง ฟั่ง หลง สัญชาติจีนทั้งหมด ไม่มีเอกสารแสดงตน จากการสอบถามผู้ถูกจับที่ 1 ได้ให้การว่าพวกตนเป็นบุคคลสัญชาติจีนเดินทางมาจากประเทศเวียดนาม ผ่านประเทศลาว และเดินทางเข้าไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ

โดยมีรถยนต์มารอรับพวกตนที่บริเวณแนวชายแดนไทย-ลาว และมาส่งพวกตน ณ รีสอร์ทดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 มี.ค.69 เวลาประมาณ 07.00 น. ผู้ถูกจับให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ชุดจับกุมจึงได้ทำบันทึกจับกุม พร้อมส่งตัวให้ พงส.สภ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. มีนโยบายป้องกันและปราบคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองและกระทำผิดกฎหมาย โดยให้ สตม. วางมาตรการเชิงรุก สกัดกั้น ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคนต่างด้าว รวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนและชาวต่างชาติในประเทศไทย

.