“ทุนวิจิรพงศ์พันธุ์” ทุ่ม 533 ล.สร้างสังคมดี ผ่านพนักงานจิตอาสา

ชีวิตที่มีคุณค่าไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ยังรวมไปถึงการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ส่งต่อสิ่งดี ๆ กลับคืนสู่สังคม นี่คือแนวคิดที่ ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ สะท้อนออกมาผ่านโครงการ “ทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์” ที่วันนี้ได้เปิดโอกาสให้พนักงานในองค์กรได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นผู้ให้ และสร้างคุณค่าทางใจทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง

ทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์ ก่อตั้งขึ้นจากเจตนารมณ์ของ ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ที่ตั้งใจมอบเงินทุนส่วนตัวเพื่อส่งเสริมการศึกษา บำรุงศาสนา และพัฒนาสังคม โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 16 ปี ได้มอบเงินสนับสนุนให้กับองค์กรต่าง ๆ แล้ว 112 องค์กร เป็นเงินกว่า 533 ล้านบาท โดยในปี 2568 ได้มอบทุนกว่า 21 ล้านบาท ให้แก่ 30 หน่วยงาน แบ่งเป็นด้านการศึกษา 16 หน่วยงาน ศาสนา 1 หน่วยงาน และสังคม 13 หน่วยงาน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

ความงดงามของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน หากแต่อยู่ที่วิธีดำเนินงานที่เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้มีส่วนร่วมในฐานะ “สะพานบุญ” ผ่านการเป็นจิตอาสาเพื่อลงพื้นที่ไปสำรวจความต้องการของแต่ละชุมชน มีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด ไปจนถึงการเป็นผู้เสนอหน่วยงานที่เหมาะสมที่จะได้รับทุน วิธีการนี้นับว่าสอดคล้องกับแบรนด์ดีเอ็นเอของพฤกษาภายใต้แนวคิด WORK LIFE WELL-LIVED ชีวิตอย่างดี…ที่พฤกษา” ที่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านศักยภาพในด้านการงานและชีวิตส่วนตัว ให้ทุกคน “อยู่ดี มีสุข” ที่พฤกษา

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผมเชื่อว่าชีวิตที่ดีไม่ใช่แค่การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานหรือชีวิตส่วนตัว แต่ต้องรวมถึงการได้ส่งต่อสิ่งที่ดีและมีคุณค่าให้กับผู้อื่นด้วย โครงการทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์เริ่มต้นมาจากความตั้งใจของผมที่จะมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนทั้งด้านการศึกษา ศาสนา และสังคม แต่วันนี้โครงการได้สะท้อนความตั้งใจของพนักงานด้วย ผมรู้สึกดีใจที่พนักงานพฤกษาได้เข้ามาร่วมกันเป็นผู้ให้ และเชื่อว่าเมื่อคนในองค์กรดี องค์กรก็จะเติบโตดีไปด้วย พฤกษาจึงเป็นพื้นที่การทำงานที่ไม่ใช่มุ่งแค่เป้าหมาย แต่คือความหมายที่เราร่วมสร้างไปด้วยกัน”

หนึ่งในพนักงานจิตอาสาในโครงการทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์ นายณรงค์ฤทธิ์ พิมพ์มา ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ได้ถ่ายทอดความรู้สึกในการเข้าร่วมโครงการว่า “การเป็นจิตอาสาไม่ใช่แค่การช่วยเหลือผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาจิตใจ สร้างวินัย และขัดเกลาความเป็นมนุษย์ของเราให้ละเอียดขึ้น ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน งานจิตอาสาคือพื้นที่ให้เราได้เห็นสังคมอีกมุมนึง ได้เตือนสติและชะลอความเร่งรีบนั้น ให้กลับมาเติมตัวเองด้วยการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน และน่าอยู่ยิ่งขึ้นได้”

ประสบการณ์การลงพื้นที่ของณรงค์ฤทธิ์โดยเฉพาะกับโครงการโรงเรียนเด็กก่อสร้างเคลื่อนที่และครูข้างถนนของมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ทำให้เข้าใจนิยามของคำว่า “บ้าน” ผ่านสายตาของเด็ก ๆ ที่ชีวิตไม่ได้มีความมั่นคงอย่างที่เราคิด “ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งแม้เพียงกำลังเล็ก ๆ ที่ช่วยต่อเติมโอกาสในชีวิตให้กับเด็กเหล่านี้ได้” ณรงค์ฤทธิ์ยังกล่าวต่อว่า “เมื่อก่อนมองว่าชีวิตคือการแข่งขัน แต่วันนี้ผมเชื่อว่าชีวิตที่มีความหมาย คือ การนำพาใครสักคนไปถึงจุดที่เขาไม่เคยคิดว่าจะไปถึง นั่นต่างหากคือความสำเร็จของชีวิต”

ในอีกมุมหนึ่ง นางสาวภาวิณี เอมศิลปี CSR Specialist บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ได้แบ่งปันประสบการณ์จากการร่วมเป็นจิตอาสาว่า “เราเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง แต่สิ่งที่เรามีคือจิตใจที่อยากช่วยเหลือ การเป็นจิตอาสาให้กับโครงการทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์ ทำให้เราได้เป็นทั้งผู้ให้ในฐานะสะพานบุญ และได้เป็นผู้รับความสุขจากรอยยิ้มของผู้คนที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ประสบการณ์การลงพื้นที่ทำให้ภาวิณีพบว่า ตัวเองได้รับพลังบวกกลับมามากกว่าที่ให้ไป และได้มีโอกาสพบกับประสบการณ์ใหม่ที่ไม่อาจหาได้จากการทำงานในออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นการได้พบกับนักศึกษาจากจังหวัดสตูลที่มีความมุ่งมั่นจะกลับไปพัฒนาชุมชนบ้านเกิด หรือแนวคิดการสร้างความยั่งยืนของมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงที่ใช้เงินทุนไปต่อยอดสร้างอาชีพให้นักศึกษา

กิจกรรมนี้ได้เปลี่ยนมุมมองของเธอต่อการดำเนินชีวิต ทั้งในเรื่องของการเปลี่ยนทัศนคติต่อการตัดสินผู้อื่น เพราะได้เรียนรู้และเห็นมุมมองของคนในบทบาทต่าง ๆ และการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ

จิตอาสาทั้งสองคนเห็นพ้องกันว่าแนวคิด “WORK LIFE WELL-LIVED” ได้รับการถ่ายทอดอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกิจกรรมเหล่านี้ ซึ่งช่วยพัฒนาศักยภาพ สร้างประสบการณ์นอกเหนือจากงานประจำ และส่งเสริมให้พนักงานมีชีวิตที่สมดุล ทั้งในด้านอาชีพและจิตใจ

“ทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์” จึงไม่เพียงสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับการศึกษา ศาสนา และสังคม แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่หล่อหลอมจิตใจ สร้างพลังแห่งการให้ และเติมเต็มความหมายของการทำงานในแบบที่ “พฤกษา” เชื่อมั่นว่า “เมื่อคนอยู่ดี องค์กรก็ยิ่งดี”

#Pruksa # WorkLifeWellLive #พฤกษา #LiveWellStayWell #อยู่ดีมีสุข #ชีวิตอย่างดีที่พฤกษา

“ฮักหลาย…มหาสารคาม” ชิม ชิล แช๊ะ แชร์ สินค้าดี มีคุณภาพ

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดมหาสารคาม ขอเชิญชวนคนกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง ชิม ชิล แช๊ะ แชร์ เลือกซื้อสินค้าดี มีคุณภาพส่งตรงจากผู้ประกอบการ OTOP SMEs จังหวัดมหาสารคาม ภายในงานจะได้พบกับสินค้า OTOP SMEs คุณภาพเยี่ยม ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีจากใจกลางอีสานและเพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนในการเพิ่มช่องทางการตลาดได้อย่างแพร่หลาย ซึ่งนำสินค้า ของกิน ของใช้และของประดับ กว่า 43 คูหา อาทิ เสื้อกกทองใบเต่างอย ปากหม้อในหลีบ

กลุ่มผ้าฝ้ายย้อมครามหมักโคลน กลุ่มมันแกว GI ตานัน กลุ่มทอผ้าบ้านดอนงัว สุรภากระเป๋าหนังแท้ แบ๊กสมุนไพร สาระพันธุ์ข้าว และนางเล็ด 7 ชุมชน ฯลฯ มาร่วมจัดแสดงภายในงาน “ ฮักหลาย…มหาสารคาม 160 ปี สร้างชุมชนสู่การพัฒนา สร้างสรรค์ภูมิปัญญา ก้าวไกลสู่สากล” ครั้งที่ 2  ณ ลานกิจกรรมชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ระหว่างวันที่ 26-30 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.30 น.

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดลุ้นรับของรางวัล ช่วงนาทีทองทุกวัน และพลาดไม่ได้การแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องที่มีชื่อเสียงตลอดงาน โดยในวันที่ 26 มิถุนายน 2568  พบกับการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้อง “นัท มานิสา”

แล้วพบกัน ณ ลานกิจกรรมชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ระหว่างวันที่ 26-30 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.30 น.

นักท่องเที่ยวชาวไทย-มาเลเซียแห่ชมแสงสีทองยามเช้า สัมผัสทะเลหมอกอัยเยอร์เวง

ยะลา-นักท่องเที่ยวชาวไทยและมาเลเซียแห่ชมแสงสีทองยามเช้า สัมผัสทะเลหมอกอัยเยอร์เวง แบบ 360 องศา พร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์กลางป่าฮาลา-บาลา

บรรยากาศการท่องเที่ยวที่ Sky Walk ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา คึกคักตั้งแต่เช้ามืด นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลั่งไหลขึ้นไปสัมผัสทะเลหมอกยามเช้า และแสงแรกของวัน ท่ามกลางอุณหภูมิที่เย็นสบาย 19-20 องศาเซลเซียส จุดชมวิวแห่งนี้นับเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสุดอันซีนของแดนใต้ ด้วยไฮไลต์คือทะเลหมอกสีขาวที่ลอยเหนือผืนป่าเขียวขจี และเมื่อแสงอาทิตย์สาดกระทบหมอกในยามเช้า กลายเป็นทะเลหมอกสีทองอร่ามงดงามราวภาพวาด นักท่องเที่ยวต่างใช้สมาร์ทโฟนและกล้องถ่ายภาพเก็บภาพความประทับใจ ก่อนแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย

Sky Walk อัยเยอร์เวง ตั้งอยู่บนระดับความสูงกว่า 2,038 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล โดยสร้างเป็นหอคอยชมวิวสูง 6 ชั้น แบ่งพื้นที่ใช้งานหลากหลาย ได้แก่

ชั้นที่ 1 เป็นจุดเช็กอินและจำหน่ายบัตร คนไทย 40 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท พร้อมบริการถุงหุ้มรองเท้าราคา 30 บาท เพื่อป้องกันพื้นกระจกเสียหาย

ชั้นที่ 2 เป็นห้องประชุมของหน่วยป่านันทนาการ

ชั้นที่ 3 มีทางเดินกระจกยาว 63 เมตร ปลายทางเป็นระเบียงวงกลมพื้นกระจกใส ยื่นออกจากหน้าผา สามารถมองเห็นวิวโดยรอบได้แบบ 360 องศา และชมวิวทะลุลงพื้นเบื้องล่างใต้เท้า

ชั้นที่ 4-6 เป็นจุดชมวิวที่มีระเบียงกระจกยกสูงแบบสี่เหลี่ยม สำหรับชมทัศนียภาพแบบพาโนรามา โดยเฉพาะชั้น 6 ซึ่งเป็นจุดชมวิวสูงสุด มองเห็น Sky Walk ได้ชัดเจนที่สุด นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสามารถเลือกจุดชมวิวได้ตามความสะดวก ทั้งยังมีลิฟต์และบริการรถเข็นอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการอีกด้วย ทั้งนี้ หากมีนักท่องเที่ยวหนาแน่น ทางเจ้าหน้าที่จะจัดรอบเข้าชมรอบละ 10 นาที เพื่อความปลอดภัย

นายสรธร เพชรแก้วเพชร หัวหน้าป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง เปิดเผยว่า จุดชมวิว Sky Walk ถือเป็นแลนด์มาร์กที่ได้รับความนิยมต่อเนื่อง สามารถมองเห็นทะเลหมอกได้ทุกฤดู โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ทะเลหมอกมีความชัดเจนและต่อเนื่องยาวนาน โดยทั่วไปพระอาทิตย์จะขึ้นในช่วงเวลา 06.00-07.30 น. และทะเลหมอกจะยังคงอยู่ถึงราว 08.00 น. และหลังจากหมอกเริ่มจาง นักท่องเที่ยวจะสามารถชมวิวของ ผืนป่าฮาลา-บาลา ได้อย่างชัดเจน

ซึ่งถือเป็นผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์แห่งสุดท้ายของภาคใต้ เป็นต้นน้ำของทะเลสาบเขื่อนบางลาง ทัศนียภาพที่เห็นได้จาก Sky Walk ครอบคลุมป่าเขียวขจีเรียงรายสลับซับซ้อน สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่มีความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว ทั้งในด้านความสะอาด การดูแลความปลอดภัย และการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้มาเยือนทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ที่น่าจดจำในดินแดนใต้สุดของไทย

ภาพ/ข่าว: เจษฎา สิริโยทัย อ.เบตง จ.ยะลา

“อาฒยา ควง หยิน” ลงป้องกันแชมป์ทีม “ดาว แชมเปียนชิพ” ที่มิชิแกน

“จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล ควง หยิน ยัวหนิง จากจีน ลงป้องกันแชมป์กอล์ฟทีม “ดาว แชมเปียนชิพ” ที่รัฐมิชิแกน ระหว่างวันที่ 26-29 มิถุนายน นี้ พร้อมทั้งนักกอล์ฟสาวไทยอีก 8 คน รวมทั้งสองพี่น้องจุฑานุกาล แชมป์ปี 2021 และ จัสมิน สุวัณณะปุระ แชมป์ปี 2019 ร่วมล่าแชมป์ชิงเงินรางวัลรวม 107.8 ล้านบาท ประชันกับยอดนักกอล์ฟระดับโลกรวมทั้งหมด 72 ทีม

การแข่งขันกอล์ฟทีมสองคน “ดาว แชมเปียนชิพ” ครั้งที่ 6 ที่มิดแลนด์ คันทรี คลับ เมืองมิดแลนด์ รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 26-29 มิถุนายน 2568 ชิงเงินรางวัลรวม 3.3 ล้านดอลลาร์ หรือราว 107.8 ล้านบาท มีนักกอล์ฟ 144 คน จำนวน 72 ทีม แข่งขันแบบสโตรกเพลย์ 72 หลุม รูปแบบการแข่งขันนั้นรอบแรก และรอบสามเล่นแบบโฟรซัมส์ (สลับกันตี) ส่วนรอบสอง และรอบสี่เล่นแบบโฟรบอล (ต่างคนต่างเล่นลูกตัวเอง) และหากการตัดสินแชมป์ด้วยการเล่นเพลย์ออฟจะเล่นแบบโฟร์ซัมส์หลุมต่อหลุม โดยมี “จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล มือ 2 ของโลก ประกบคู่กับ หยิน ยัวหนิง จากจีน แชมป์เมื่อปีที่แล้ว กลับมาป้องกันแชมป์อีกครั้ง

สัปดาห์นี้ มีนักกอล์ฟไทยร่วมแข่งขันด้วย 9 คน ได้แก่ “จีโน” อาฒยา ฐิติกุล, “เม” เอรียา จุฑานุกาล, “พราว” ชเนตตี วรรณแสน, “แพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ, จัสมิน สุวัณณะปุระ, “เปียโน” อาภิชญา ยุบล, “โม” โมรียา จุฑานุกาล, “แหวน” พรอนงค์ เพชรล้ำ และ”ว่าน” จารวี บุญจันทร์  

“จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล เจ้าของแชมป์อาชีพแอลพีจีเอ ทัวร์ 5 รายการ จะเล่นคู่กับ หยิน ยัวหนิง จากจีนเป็นปีที่สองติดต่อกัน หลังจากคว้าแชมป์เมื่อปีที่แล้ว และสถิติการเล่นในทัวร์ปีนี้ อาฒยา เล่น 11 รายการจบลงใน 10 อันดับแรก 7 รายการ รวมทั้งแชมป์ มิซูโฮ อเมริกา โอเพ่น และล่าสุดจบอันดับ 4 ร่วม วีเมนส์ พีจีเอ แชมเปียนชิพ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 

 “แพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ แชมป์เมเจอร์จะเล่นครั้งแรก โดยคู่กับ เจนนิเฟอร์ จาง จากสหรัฐ โดยปีนี้เล่นในทัวร์ 10 รายการจบลงใน 10 อันดับแรกหนึ่งรายการ

“เม” เอรียา จุฑานุกาล แชมป์อาชีพแอลพีจีเอ 12 รายการ และ “โม” โมรียา จุฑานุกาล พี่สาวเจ้าของแชมป์อาชีพ 3 รายการ จะลงเล่นด้วยจะเป็นครั้งที่ห้า หลังจากที่เคยจบอันดับ 3 ร่วมในครั้งแรก ก่อนจะคว้าแชมป์ในปี 2021 แต่ไม่ผ่านตัดตัวปี 2022 และอันดับ 32 ร่วมปีที่แล้ว โดยผลงานในทัวร์ปีนี้ เอรียา เล่น 9 รายการจบใน 10 อันดับแรก 4 ครั้ง ขณะที่ โมรียา เล่น 11 รายการ จบใน 10 อันดับแรกหนึ่งรายการ 

“พราว” ชเนตตี วรรณแสน แชมป์อาชีพแอลพีจีเอ 2 รายการจะเล่นเป็นครั้งที่สาม และคู่กับ “ว่าน” จารวี บุญจันทร์ ครั้งที่สองติดต่อกัน หลังจากปีที่แล้ว จบอันดับ 8 ร่วม ส่วนปี 2023 เล่นคู่กับ “เปียโน” อาภิชญา ยุบล ไม่ผ่านตัดตัว เช่นเดียวกับ จารวี ปี 2023 คู่กับ จีนา คิม จากสหรัฐไม่ผ่านตัดตัว

จัสมิน สุวัณณะปุระ เจ้าของแชมป์อาชีพแอลพีจีเอ ทัวร์ 3 รายการ จะเล่นเป็นครั้งที่ 6 ติดต่อกัน โดยครั้งนี้จะเล่นคู่กับ คัง เฮจี จากเกาหลีใต้ และในสี่ครั้งแรกนั้น เล่นคู่กับ ซีดนีย์ แคลนทัน โปรสาวชาวอเมริกันคว้าแชมป์ในครั้งแรกของรายการนี้เมื่อปี 2019 จากนั้น อันดับ 2 ในปี 2021 แต่ไม่ผ่านตัดตัวในปี 2022 อันดับ 21 ร่วมปี 2023 ก่อนจะเล่นคู่กับ แปร์กรีน เดอลากูร์ จากฝรั่งเศสเมื่อปีที่แล้วจบลงอันดับ 27 ร่วม ส่วนผลงานในทัวร์ปีนี้ เล่นมา 14 รายการสถิติดีที่สุด อันดับ 27 ร่วมแบล็ค เดสเซิร์ต แชมเปียนชิพ 

“เปียโน” อาภิชญา ยุบล จะเล่นเป็นครั้งที่สาม และเล่นคู่กับ “แหวน” พรอนงค์ เพชรล้ำ เป็นครั้งที่สองติดต่อกัน หลังจากจบอันดับ 29 ร่วมเมื่อปีที่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้เธอเล่นคู่กับ “พราว” ชเนตตี วรรณแสน เมื่อปี 2023 ไม่ผ่าตัดตัว ขณะที่ พรอนงค์ จะเล่นเป็นครั้งที่ 6 ติดต่อกัน สถิติดีที่สุดอันดับ 15 ร่วมเมื่อปี 2022 คู่กับ ปวริศา ยกทวน โดยที่ผลงานในทัวร์ปีนี้ อาภิชญา เล่น 11 รายการสถิติดีที่สุดจบอันดับ 9 ร่วมเม็กซิโก ริเวรา มายา โอเพ่น ส่วน พรอนงค์ เล่น 8 รายการ

สำหรับนักกอล์ฟชื่อดังคู่อื่นๆ ลิเดีย โค จากนิวซีแลนด์ คู่กับ เดเนียล คัง จากสหรัฐ, อายากะ ฟูรุเอะ  จากญี่ปุ่น คู่กับ อานา นาริน จากเกาหลีใต้, เจนนิเฟอร์ คัพโช จากสหรัฐ คู่กับ เลโอนา แม็กไกวร์ จากไอร์แลนด์, ชายแอนน์ ไนท์ และ อลิซาเบธ โซโคล จากสหรัฐแชมป์ปี 2023 และ คู่แฝด ชิซาโตะ และ อากิเอะ อิวาอิ จากญี่ปุ่น เป็นต้น 

เครดิตภาพ: LPGA/Getty Images

รบเดือด!เครื่องบินเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มบ้านเรือนเสียหายยับเยิน

ชายแดน ยังสู้รบหนัก – ทหารเมียนมาร่วมกับอาสาสมัครพม่าทหารปาโอ กลุ่ม PNO บุกเข้าสู้รบกับกลุ่ม KNDF และ PNLA (ปาโอฝ่ายต่อต้านรัฐบาล) ในเมืองแผ่โข่ง หรือฝายขุ่น เขต จ.สี่แส่ง รัฐฉานติดกับรัฐคาเรนนี มีการสู้รบอย่างหนักขณะที่เครื่องบินของเมียนมาถล่มบ้านเรือนราษฎรเสียหายยับเยิน

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 แหล่งผู้นำระดับสูงของกองทัพกะเหรี่ยงคาเรนนี KA   กล่าวถึงสถานการณ์ ชายแดนไทย-เมียนมา ถึงการสู้รบในพื้นที่เมืองแผ่โข่ง / ฝายขุ่น เขต จังหวัดสี่แสง รัฐฉานที่ติดกับรัฐคาเรนนี / รัฐคะยาห์   โดยทหารเมียนมาจำนวนหลายกองพัน ได้เสริมกำลังพร้อมกับอาสาสมัครปาโอกลุ่ม PNO รวมกำลังประมาณ 1,000 นาย บุกเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งมีกองกำลังของ กองทัพป้องกันแห่งชาติคาเรนนี KNDF ที่สนธิกำลังกับ กลุ่มปาโอ PNLA ที่มี พ.อ.ตูเหร่ง เป็นผู้นำ เคลื่อนไหวในพื้นที่ดังกล่าว

โดยทหารเมียนมาร่วมกับอาสาสมัครปาโอกลุ่ม PNO ได้สู้รบกับกองกำลัง KNDF และ โอ PNLA อย่างหนักหน่วง ซึ่งในขณะที่มีการสู้รบกันอยู่นั้น ทางด้านกองทัพอากาศเมียนมา ได้ส่งเครื่องบินรบมาทิ้งระเบิดตกใส่บ้านเรือนและวัด ทำให้เกิดไฟไหม้ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง การปะทะกันเกิดขึ้นในหมู่บ้านริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำแผ่โข่งหรือฝายขุ่น 
การสู้รบดังกล่าวทำให้ราษฎรชาวปาโอและไทยใหญ่ จำนวนไม่ต่ำกว่า 15,000 คน ต้องหลบหนีออกจากพื้นที่ดังกล่าวไปยังสถานที่ที่ปลอดภัยกว่า

รายงานข่าวแจ้งว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา ด้านจังหวัดตาก กองกำลังกะเหรี่ยง KNU ยึดค่ายทีกาเปอร์สำเร็จ หลังเปิดปฏิบัติการบุกยืดเยื้อนานกว่า 2 สัปดาห์ ควบคุมพื้นที่โดยรอบ พร้อมยึดอาวุธจำนวนมาก | เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 แหล่งข่าวด้านความมั่นคงรายงานว่า กองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union: KNU) ร่วมกับกองกำลัง KNDO (Karen National Defense Organization) และ KTLA (Kawthoolei Army) ได้ปฏิบัติการทางทหารเข้ายึด “ค่ายทีกาเปอร์” ของกองทัพเมียนมาร์ได้สำเร็จ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอวาเล่ใหม่ รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมาร์ ตรงข้ามกับบ้านหนองหลวง ตำบลหนองหลวง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก

การยึดค่ายทีกาเปอร์ครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของปฏิบัติการรุกคืบของฝ่ายกะเหรี่ยง ที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมีการปะทะอย่างต่อเนื่องระหว่างกองกำลังทั้งสองฝ่าย ท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่ซับซ้อน และการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากหน่วยความมั่นคงฝั่งไทย
.
แหล่งข่าวระบุว่า หลังปฏิบัติการที่ยืดเยื้อกว่าสองสัปดาห์ กองกำลังของ KNU สามารถเข้าควบคุมค่ายทีกาเปอร์ได้ทั้งหมด พร้อมยึดอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากจากกองทัพเมียนมาร์ ขณะเดียวกันรายงานเบื้องต้นระบุว่า ทหารเมียนมาร์มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่มีการยืนยันตัวเลขอย่างเป็นทางการจากฝ่ายรัฐบาลเมียนมา

การยึดค่ายทีกาเปอร์ครั้งนี้ เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของ KNU ที่มุ่งผลักดันกองทัพเมียนมาร์ออกจากพื้นที่แนวชายแดนติดกับประเทศไทย โดยที่ผ่านมา กองกำลังกะเหรี่ยงสามารถยึดค่ายทหารเมียนมาร์ในพื้นที่แนวชายแดนได้แล้วรวมทั้งสิ้น 4 แห่ง ได้แก่
.
1.ฐานคะเนแร – ตรงข้ามบ้านหารผ่านศึก หมู่ที่ 4 ต.รวมไทยพัฒนา อ.พบพระ จ.ตาก
2.ค่ายทีบาโบ – ตรงข้ามบ้านหมื่นหรือตำบลพะละ อ.พบพระ จ.ตาก
3.ค่ายบุเรงนอง – ตรงข้ามบ้านพระดี ตำบลวาเล่ห์ อ.พบพระ จ.ตาก
4.ค่ายทีกาเปอร์ – ตรงข้ามบ้านหนองหลวง อ.อุ้มผาง จ.ตาก 
.
การเคลื่อนไหวของ KNU และกองกำลังพันธมิตรในระยะหลังสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของสถานการณ์ในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเสถียรภาพของพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันตกของไทย โดยเฉพาะในจังหวัดตากที่มีพื้นที่ติดต่อกับรัฐกะเหรี่ยงเป็นแนวยาว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเมียนมาร์ หรือคำตอบโต้จากกองทัพเมียนมาร์ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่ทางการไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเรื่องผลกระทบต่อความมั่นคงชายแดน และการเตรียมความพร้อมรับมือในกรณีที่มีผู้อพยพข้ามแดนเข้ามาในฝั่งไทย
.
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่ชายแดนที่ยืดเยื้อมานานนับปี หลังรัฐประหารในเมียนมาร์ปี 2564 ที่ส่งผลให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ รวมถึง KNU กลับมาเคลื่อนไหวทางทหารอย่างเข้มข้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงยึดมั่นในสิทธิในการปกครองตนเอง

“เลี้ยงไก่ไข่…เปลี่ยนชีวิต” นักเรียน รร.บ้านร้านตัดผม ชุมพร

ที่โรงเรียนบ้านร้านตัดผม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ช่วงเช้าๆของทุกวัน คึกคักเป็นพิเศษ เพราะเด็กๆมีภารกิจเข้าไปดูแลไก่ไข่ที่โรงเรียนเลี้ยงไว้

“น้องปันปัน-กิตติพัศ ถิ่นวงค์เกลอ” นักเรียนชั้น ป.6 กับเพื่อนๆ นัดรวมตัวกันที่โรงเรือนไก่ไข่ในทุกๆเช้า ก่อนเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ เพื่อมาให้อาหารแม่ไก่ไข่ที่กำลังรอคอยพวกเขาอยู่  นี่ไม่ใช่แค่กิจกรรมพิเศษ แต่เป็นภารกิจประจำวันของชุมนุม “เลี้ยงไก่ไข่” ที่น้องปันปัน และเพื่อนๆ ป.4-6 ทั้ง 15 คน ช่วยกันดูแลอย่างตั้งใจ

ก่อนหน้านี้ โรงเรียนบ้านร้านตัดผมมีเพียงแปลงผักและโรงเพาะเห็ดเล็กๆ ต้องซื้อไข่และเนื้อสัตว์จากตลาดเพื่อ  ทำอาหารกลางวันให้นักเรียนกว่า 550 คน แต่ตั้งแต่ปี 2565 ทุกอย่างเปลี่ยนไป

โครงการ “เลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน” ของมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบทและซีพีเอฟ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโรงเรียน ที่มาพร้อมกับโรงเรือนไก่ใหม่เอี่ยม แม่ไก่สาว 150 ตัว และอาหารสำหรับเลี้ยงไก่ 1 รุ่น

น้องปันปัน เล่าว่า ไก่พวกนี้กินอาหารแค่วันละมื้อเดียว…แต่มื้อนี้สำคัญมาก ต้องคำนวณปริมาณอาหารเป๊ะๆ ตามจำนวนตัวแม่ไก่ ให้อาหารกระจายทั่วถึงทุกตัว พร้อมกับเช็คระบบน้ำให้ไหลดีไม่ขาดหยด และต้องไม่ลืมเปิดพัดลมระบายอากาศให้ไก่

“ตอนแรกเรากลัวไก่ ไม่กล้าจับเลย” น้องปันปัน สารภาพพร้อมหัวเราะ “แต่พี่ๆ ซีพีเอฟมาสอนละเอียดมากๆ จนตอนนี้จับไม่กลัวแล้วและยังอยากมาดูแลไก่ทุกๆวัน”

 ผลจากความตั้งใจของชุมนุมเลี้ยงไก่ไข่ ทำให้ทุกวันโรงเรียนมีไข่สดๆ วันละ 120-130 ฟอง ส่งตรงเข้าโรงครัวสำหรับทำเมนูไข่อร่อยๆ อย่าง “ไข่พะโล้” ที่เป็นของโปรดของเด็กทั้งโรงเรียน

ไม่เพียงแค่ได้ไข่กินเอง เด็กๆ ยังช่วยกันจัดการมูลไก่ นำไปตากแห้งเป็นปุ๋ยใช้ในสวนปาล์ม 300 ต้นของโรงเรียน และใช้กับแปลงผักปลอดสารที่ปลูกไว้สำหรับทำอาหารกลางวันอีกด้วย

 “น้องแอม – จิรัชญา แก้วกอง” เพื่อนร่วมชั้นของน้องปันปัน บอกว่า “หนูชอบทำบัญชี บันทึกจำนวนไข่ นับเงินรายได้ เพราะไข่ที่เหลือเรานำไปขายให้ผู้ปกครอง ในราคาประหยัดช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน ตอนนี้มีเงินเก็บของโครงการถึง 150,000 บาทแล้ว จะได้มีทุนเลี้ยงไก่รุ่นต่อไป

“หนูดีใจมากที่ได้มาดูแลแม่ไก่ ทำให้ทุกคนมีไข่ไก่ทานทุกวัน แถมโรงเรียนเรายังเปิดเป็น “ศูนย์เรียนรู้” ให้ผู้ปกครองและชาวบ้านมาเยี่ยมชมได้ พ่อแม่ผมก็เคยมาดู บอกว่าภูมิใจที่ลูกชายช่วยเลี้ยงไก่เก่งแบบนี้” น้องแอม บอกด้วยรอยยิ้ม

สิ่งที่เด็กๆ ได้รับไม่ใช่แค่ไข่ไก่หรือเงินทุนเท่านั้น แต่ยังได้ฝึกทำงานเป็นทีม ฝึกคิดเลข จดบันทึก และเรียนรู้ระบบการเลี้ยงสัตว์อย่างมืออาชีพ เหมือนเจ้าของฟาร์มตัวน้อยๆ

น้องปันปันและเพื่อนๆ อาจไม่รู้ว่า ตอนนี้มีโรงเรียนทั่วประเทศถึง 988 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการเดียวกัน มีนักเรียนกว่า 223,000 คน ได้ประโยชน์เหมือนกัน และภายในปี 2568 จะเพิ่มเป็น 1,018 โรงเรียนอีกด้วย

สำหรับโรงเรียนไหนที่อยากมีฟาร์มไข่สดเหมือนบ้านร้านตัดผม ก็สามารถติดต่อมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท โทร. 063-871-6545 หรือ 092-870-0783

ไข่ไก่ฟองเล็กๆ ที่ออกมาจากฟาร์มของเด็กๆ โรงเรียนบ้านร้านตัดผม ไม่ใช่แค่ “อาหารกลางวัน” แต่ยังเป็นบทเรียนชีวิตที่สอนให้พวกเขารู้จักความรับผิดชอบ การวางแผน และการพึ่งพาตนเองไปพร้อมๆ กัน

หนุ่มใหญ่เครียด ไม่มีเงินเดินทางไปรักษาดวงตาลั่นไกยิงหน้าอกซ้ายตัวเองดับ

อุทัยธานี-หนุ่มใหญ่เครียด ไม่มีเงินเดินทางไปรักษาดวงตา คิดสั้น ลั่นไกยิงหน้าอกซ้ายตัวเองดับ ทิ้งจดหมายลาตาย ไว้ในกระเป๋ากางเกง จับใจความว่าขอโทษด้วย

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.68 ที่ผ่านมา สถานีตำรวจภูธรสว่างอารมณ์ ได้รับแจ้งเหตุว่ามีชายลั่นไกยิงตัวเองดับ ที่หมู่ 4 บ้านหนองหลวง ต.หนองหลวง อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี จึงได้ประสานไปยังกู้ภัยอุทัยธานี จุดสว่างอารมณ์ พร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาล สว่างอารมณ์และพิสูจน์หลักฐานจังหวัดอุทัยธานีมายังที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิตเป็นชาย อยู่ในสภาพนอนหงายจมกองเลือดอยู่บริเวณบ้านหลังบ้าน ที่พักอาศัยไว้เก็บข้าวเปลือก ใกล้กันพบปืนลูกซองยาว ตกอยู่ใกล้กับผู้ตายในที่เกิดเหตุ และพบจดหมายลาตายอยู่ในกระเป๋ากางเกงของผู้ตาย คาดว่าผู้ตายได้ลงมือก่อเหตุลั่นไกยิงตัวเองดับ โดยก่อเหตุใช้อาวุธปืนลูกซองยาว คาดว่าผู้ตายน่าจะใช้ปืนสัมผัสเหนี่ยวไกกับบริเวณช่วงนิ้วโป้งเท้า ของผู้ตายเอง แล้วลั่นไกใส่หน้าอกข้างซ้ายตนเองจนดับ พบกระสุนฝังใน 9 เม็ดที่ท้ายทอยศรีษะ และพบบาดแผลที่บริเวณอกข้างซ้าย 1 แผลเป็นรู

ทราบต่อมาว่าผู้ตายที่ลั่นไกยิงตัวเองดับ ชื่อนายสังเวียน นุ่มวาที อายุ 78 ปี จากการสอบถามนายประเสริฐ  อายุ 76 ปี ซึ่งเป็นน้องชายของผู้ตาย ได้เปิดเผยว่าผู้ตายเป็นพี่ชาย ได้มีอาชีพรับจ้างทั่วไป โดยมาพักอาศัยอยู่กับตนเอง ล่าสุดผู้ตายได้มีอาการปวดประสาทดวงตา จึงได้ไปทำการรักษาที่โรงพยาบาลในจังหวัด แห่งหนึ่ง โดยทางแพทย์โรงพยาบาลนั้นได้มีความเห็นว่า ให้ผู้ตายไปรักษาลอกดวงตาที่ต่างจังหวัด โดยให้ผู้ตายเลือกว่าจะไปรักษาที่จังหวัดไหน แต่ผู้ตายเลือกจะไปรักษาที่จังหวัดนครปฐม แล้วจะเริ่มเดินทางไปในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ที่จะถึง  แต่ผู้ตายไม่มีเงิน และค่าเดินทาง หลังๆมาผู้ตายมักจะบ่นกับเพื่อนฝูงว่าเครียด ว่าไม่มีเงินไปรักษา

จนกระทั่งวันนี้ช่วงเช้า ตนเองซึ่งเป็นน้องชายของผู้ตาย ยังได้กินข้าวร่วมกินกับผู้ตายอยู่เลย พร้อมกับเล่าความฝันให้ผู้ตายฟังว่า ตนเองได้ฝันว่ามีงานฌาปนกิจสวดศพแต่ในความฝันไม่รู้ศพใคร จนกระทั่งช่วงเย็นมา ก็ไม่เห็นผู้ตาย ออกมากินข้าว และผิดเวลาของผู้ตาย จนทำให้ตนเองอดเป็นห่วงไม่ได้ จึงได้ออกตามหากับเพื่อน จนกระทั่งไปเจอผู้ตาย ยิงตนเองเสียชีวิตแล้ว หลังบ้านพักที่เก็บข้าวเปลือก พร้อมกับพบจดหมายลาตายของผู้ตายอยู่ในกระเป๋ากางเกงของผู้ตาย

ทั้งนี้ตนเองซึ่งเป็นน้องชายและญาติๆก็ไม่ได้ติดใจการเสียชีวิตในครั้งนี้ เนื่องจากทราบรายละเอียดจากพี่ชายมาก่อนหน้านี้ว่าเคยเครียดอะไรบ้าง  อยู่ระหว่างรอรับศพผู้ตายมาทำพิธีทางศาสนาต่อไป

กว่า 100 ชีวิตรำบวงสรวงรำลึกบุญคุณเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

ปราจีนบุรี – ผอ.โรงพยาบาลนำขบวนรำร่วม 100ชีวิต -บวงสรวงรำลึกบุญคุณเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม)อดีต ผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบองและสมุหเทศาภิบาลมณฑลบูรพาคนสุดท้ายของไทยที่กัมพูชา   เปิดงาน 84 ปี โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร     

เมื่อวันที่  24 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  (เพิ่มเติม )    ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 84 ปีแห่งการสถาปนาอย่างยิ่งใหญ่ โดยในช่วงเช้า มีพิธีทำบุญตักบาตร บวงสรวง และ รำถวายแด่ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ใช้ขบวนนางรำคณะกลองยาวเป็นเจ้าหน้าที่แพทย์-พยาบาล พนักงานทั้งหมดของโรงพยาบาลฯ นับ 100 คน นำโดย พญ.ชนิดา สยุมภูรุจินันท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นหัวหน้านางรำถวาย-บวงสรวงด้วยเอง  เพื่อเป็นการรำลึกถึงบุญคุณท่าน  ที่ทำให้มีโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรในวันนี้ ณ ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

จากนั้นได้มีพิธีเปิดการประชุมวิชาการการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ครั้งที่ 2 ควบคู่กับ “มหกรรมคุณภาพโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร” โดยมีนางจารณี  กาวิล รอง ผวจ.ปราจีนบุรีกล่าวต้อนรับ  ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 6 เป็นประธานในพิธี นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมอาคารสารสกัดสมุนไพรด้วย

ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  เป็นผู้สร้างตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  ความรักชาติ รักแผ่นดินของท่านเป็นแรงบันดาลใจในการริเริ่มการพัฒนายาจากสมุนไพรให้กับประเทศไทย จนมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรในวันนี้ โดยได้ใช้โลโก้เป็นตึกเจ้าพระเจ้าพระยาอภัยภูเบศรอันเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคม ซึ่งเหมือนกับการต่อสู้ของยาจากสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองของไทยกับยาฝรั่ง ที่เราพึ่งตนเองไม่ได้เลย ในโอกาสครบรอบ 84 ปี ของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร นี้ เราขอน้อมรำลึกถึงท่านและจะมุ่งมั่นให้มียาจากสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองต่อไป

และกล่าวต่อไปว่า   ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  ก่อตั้งขึ้น ในปี พ.ศ. 2452 โดยท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ผู้ที่มีความกตัญญูต่อแผ่นดิน ซื่อสัตย์ และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์เป็นยิ่งนัก  ทั้งนี้ภายหลังจากท่านได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะเสด็จประพาสเมืองปราจีนบุรี ในปี พ.ศ. 2451 ก่อนหน้านั้นยังไม่มีที่ประทับ  จึงได้สร้างตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ด้วยต้องการให้เพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   มีสถานที่ประทับแรมแรมอย่างสมพระเกียรติหากพระองค์เสด็จปราจีนบุรีอีกครั้ง

ประวัติเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) เป็นเจ้าเมืองพระตะบองคนสุดท้าย ท่านเลือกที่จะทิ้งเมืองพระตะบองอันเป็นบ้านเกิดเดินทางมายังปราจีนบุรีเมื่อปี พ.ศ.2450 เมื่อไทยต้องยกเมืองพระตะบองให้กับฝรั่งเศสเพื่อแลกเอาเมืองตราดกลับมาสมัยลัทธิล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส

ในวันที่ 23 มีนาคม 2449 (ยึดปี พ.ศ. ตามปฏิทินไทยในขณะนั้น ที่กำหนดเอาวันที่ 1 เมษายน เป็นวันเปลี่ยน พ.ศ. ใหม่) สยามก็ต้องลงนามใน “หนังสือสัญญาระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามกับเปรสิเดนต์แห่งรีปับลิคฝรั่งเศส” ซึ่งทำกันที่กรุงเทพฯ  ยกมณฑลบูรพา อันได้แก่ พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ  ซึ่งเป็นดินแดนที่ขึ้นตรงต่อสยามมาแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ให้แก่ฝรั่งเศส  แลกกับดินแดน ของเมืองตราดและเกาะต่าง ๆ ในเขตสยามคืน

ก่อนหน้า  ประเทศไทยเสียดินแดนให้จักวรรดินิยมในสมัยล่าอาณานิคม 13 ครั้ง(ไม่รวมเขาพระวิหาร) ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 12 เป็นครั้งเดียวของการเสียดินแดนที่เจ้าเมือสมัครใจที่จะกลับคืนสู่พระราชอาณาจักรแบบชนิดที่เรียกว่าตายเป็นตาย ไม่ขอเป็นข้าแก่ผู้ใด

เจ้าพระยาคทาธรฯ  ถึงเมืองปราจีนบุรี ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2450  ปลายปีที่อพยพกลับสยาม  พระยาคทาธรธรณินทร์ (ชุ่ม) ผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบองและสมุหเทศาภิบาลมณฑลบูรพาคนสุดท้าย    ก็ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น เจ้าพระยาอภัยภูเบศร บรมนเรศร์สวามิภักดิ์ สมบูรณ์ศักดิ์สุกุลพันธ์ ยุติธรรม์สุรภาพอัธยาศรัยอภัยพิริยบรากรมพาหุ    

อนึ่ง ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรหลังนี้เคยเป็นหอผู้ป่วยหลังแรกของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปัจจุบันตึกหลังนี้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดปราจีนบุรีที่ทรงคุณค่าทั้งความงดงามด้านสถาปัตยกรรมและคุณค่าทางประวัติศาสตร์   ภญ.ดร.สุภาภรณ์กล่าวในที่สุด

###  มานิตย์ สนับบุญ – ข่าว / ณัฐนันท์ – ภาพ / ปราจีนบุรี  ###

อร่อยยกจังหวัด !! ผู้ว่าฯปทุมธานี โชว์ทำเมนู “ขนมจีนน้ำยากะทิปลาดุกเม็ดบัว” ในเทศกาล “มหัศจรรย์อาหารเมืองปทุม”

อร่อยยกจังหวัด !! ผู้ว่าฯปทุมธานี โชว์ทำเมนู “ขนมจีนน้ำยากะทิปลาดุกเม็ดบัว” ในเทศกาล “มหัศจรรย์อาหารเมืองปทุม” 23 – 27 มิ.ย. 68 นี้ ที่ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ

ผู้ว่าฯ ปทุมธานี โชว์ฝีมือปรุง “ขนมจีนน้ำยากะทิปลาดุกเม็ดบัว” ชูอัตลักษณ์วัตถุดิบเมืองปทุม “เม็ดบัว” คู่กับ “ปลาดุกโอเมกา 3 พลัส”  พร้อมเชิญชวนตามรอยของอร่อย เมนูเด็ด  จากเมืองปทุมกว่า 100 ร้านค้าได้ ในงาน เทศกาลมหัศจรรย์อาหารจังหวัดปทุมธานี ถึง 27 มิถุนายน 2568 นี้

วันที่ 24 มิ.ย.68 เวลา 15.30 น. นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานเปิดงานเทศกาลมหัศจรรย์อาหารจังหวัดปทุมธานี (Pathumthani Gastronomy Tourism) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร และยกระดับอาหารท้องถิ่นสู่สากล โดยมี น.ส.แสงจันทร์ แก้วประทุมรัสมี ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปทุมธานี กล่าวรายงานการจัดงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาคเอกชน ผู้ประกอบการร้านอาหาร เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 (ฝั่งทิศเหนือ) อาคาร B ศูนย์ราชการฯแจ้งวัฒนะ

นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า จังหวัดปทุมธานี อุดมไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และชาติพันธุ์ ทั้งไทย จีน มอญ และมุสลิม ซึ่งล้วนสะท้อนออกมาในรูปแบบของอาหารการกินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รสชาติอร่อย และมีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่เบื้องหลังอาหารแต่ละจาน การจัดงานครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการรวมเมนูเด็ดจากชุมชนต่าง ๆ ทั่วจังหวัดมานำเสนอแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ สนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดปทุมธานีในฐานะ “เมืองอาหารอร่อย ใกล้กรุง” ด้วย

น.ส.แสงจันทร์ แก้วประทุมรัสมี ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปทุมธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานครั้งนี้มีร้านค้า ร้านอาหาร นำเสนออาหารคาวหวาน ของว่าง และอาหารพื้นถิ่นที่มีชื่อเสียง รวมถึงเมนูหายากจากชุมชนต่าง ๆ ที่แสดงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมทั้งไทย มอญ จีน อิสลาม เข้าร่วมงานกว่า 100  ร้านค้า  เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ด้วยเสน่ห์ของอาหาร วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยหวังว่างานนี้จะช่วยส่งต่อคุณค่าอันงดงาม และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชนในปทุมธานีต่อไป

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิด ผู้ว่าฯ ได้โชว์ทำเมนู “ขนมจีนน้ำยากะทิปลาดุกเม็ดบัว” ด้วย โดยมีเชฟจั่นเจา หรือ นายจิรายุทธ์ เชื้อดี เป็นผู้ให้คำแนะนำ และในวันที่ 25 มิถุนายน เวลา 12.00 น. เชฟจากัวร์ ธีรวีร์ ดิษยะไชยพงษ์ ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ สมาพันธ์เชฟประเทศไทย จะมาสาธิตการทำเมนู “ผัดพริกขิงปลาดุกฟูโบราณ” ให้ได้ชมและชิมกัน เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมเปิดประสบการณ์ความอร่อย รวมทั้งชมกิจกรรมความบันเทิงต่างๆ ภายในงานได้ ถึง 27 มิถุนายน 2568 นี้  ที่ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ ตั้งแต่เวลา 7.00 – 17.00 น.

เริ่มแล้ว !! “OTOP ปทุมธานี มหานครแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน”

เริ่มแล้ว !!  “OTOP ปทุมธานี มหานครแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน”  ช้อปจุใจ ถึง 27 มิ.ย. 68 นี้ ที่ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ

สายช้อป สายกิน ห้ามพลาด !! ปทุมธานียกทัพสินค้าดี สินค้าเด่น มาให้ช้อปแบบจัดเต็มกว่า 120 ร้านค้า ทั้งของกิน ของใช้ ในงาน “OTOP ปทุมธานี มหานครแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน” โดยกำหนดจัดระหว่างวันที่ 23 – 27 มิถุนายน 2568  รวม 5 วัน

วันที่ 24 มิ.ย.68 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 (ฝั่ง ตม.) อาคาร B ศูนย์ราชการฯแจ้งวัฒนะ นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานเปิดงาน “OTOP ปทุมธานี มหานครแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน” หรือ PATHUM THANI CREATIVE CITY 2025

โดยมี นายคเชนทร์ชัย แพงจันทร์ พัฒนาการจังหวัดปทุมธานี กล่าวรายงานการจัดงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการจังหวัด ผู้แทนภาคเอกชน ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ OTOP ของปทุมธานีมีความโดดเด่นทั้งในด้านคุณภาพ รูปแบบ และเอกลักษณ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่หลากหลาย ได้รับการพัฒนาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ สอดคล้องกับวิถีชีวิตและทรัพยากรในท้องถิ่น

การจัดงานในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญช่วยสะท้อนภาพลักษณ์ของปทุมธานี ในฐานะ “เมืองสร้างสรรค์” ที่รวมพลังจากฐานราก ชุมชน และนวัตกรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน และถือเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และและยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ให้ก้าวสู่ตลาดที่กว้างขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

นายคเชนทร์ชัย แพงจันทร์ พัฒนาการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดปทุมธานี ได้ดำเนินโครงการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน/OTOP และเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรเชื่อมโยง สู่ช่องทางการตลาดในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ตามแนวคิด “การตลาดนำการผลิต” การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน/OTOP/สินค้าทางการเกษตร และของดีจังหวัดปทุมธานี ในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จัดทำขึ้น   เพื่อเผยแพร่ของดีของจังหวัดปทุมธานีให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น  โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานกว่า 120 ร้านค้า ประกอบด้วย  ผลิตภัณฑ์ OTOP  ทั้ง 5 ประเภท OTOP ชวนชิม สินค้าเกษตรแปรรูป ตลอดจนของดีพื้นถิ่น และนวัตกรรมสินค้าชุมชน

ทั้งนี้ หลังจากงานครั้งนี้แล้ว สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดปทุมธานียังมีกำหนดจัดงานในครั้งที่สองระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต เพื่อขยายช่องทางการตลาดและสร้างการรับรู้ในวงกว้างอย่างต่อเนื่องด้วย