พระเกจิชื่อดังภาคอีสาน 7 รูป นั่งปรกอธิษฐานจิต–เสริมดวงชะตาเมือง“ครบรอบ 99 ปี” สมาคมชาวอีสาน 7 ก.ค.ศกนี้

สมาคมชาวอีสานร่วมกับเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร กำหนดจัดงาน “มหาพิธีพุทธาภิเษก องค์พระธาตุ” และเจริญพระพุทธมนต์เสริมดวงชะตาดวงเมือง เนื่องในโอกาสครบรอบ 99 ปีของสมาคมชาวอีสานในปีนี้  โดยนิมนต์พระเถราจารย์ 7 รูปนั่งปรกอธิษฐานจิต ในการนี้ ทางสมาคมฯ ได้เชิญบุคคลสำคัญ มาเป็นเกีรติร่วมงานดังนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคอีสาน , ผู้บังคับหน่วยทหารและตำรวจในภาคอีสาน

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, สมาชิกวุฒิสภา,รัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรี มาร่วมพิธีกรรมเพื่อเป็นเกียรติมหาพุทธาภิเษก  ซี่งรายได้ที่เกิดขึ้น ทางสมาคมฯ จะนำไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์มอบให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ที่ขาดแคลน, มอบทุนคณะสงฆ์ที่ศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรมในโรงเรียนวัดธาตุพนม , ช่วยเหลือพี่น้องชาวอีสานที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ และให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนผู้ด้อยโอกาส นอกจากนี้เรายังมีเป้าหมายต้องการให้ประชาชนบูชาวัตถุมงคลของสมาคมชาวอีสานในครั้งนี้เก็บไว้เพื่อความเป็นสิริมงคล

วันนี้ (7  มิถุนายน 2568) พลอากาศตรี  ณัฏฐอรรจน์ ถวิลหวัง นายกสมาคมชาวอีสาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดงาน มหาพิธีพุทธาภิเษก องค์พระธาตุ เนื่องในโอกาสครบรอบ 99 ปีของสมาคมฯ ว่า  ตามที่ ทางสมาคมชาวอีสาน  ได้รับอนุญาตจากพระเดชพระคุณพระธรรมวชิระโสภณ  ที่ปรึกษาคณะภาค 10 เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร  ให้ดำเนินการจัดสร้างวัตถุมงคล องค์พระธาตุพนม  ทั้งนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลของพุทธศาสนิกชนสมาคมชาวอีสาน โดยทางสมาคมฯ ได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อให้การจัดสร้างวัตถุมงคลองค์พระธาตุพนมสำเร็จลุล่วงตามเป้าวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ

พิธี “พลีกรรม”เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลา 15.15 น. ณ พระธาตุพนม…พลอากาศตรี  ณัฏฐอรรจน์ ถวิลหวัง นายกสมาคมชาวอีสาน พร้อมด้วยคณะกรรมการ สมาคมฯ ร่วมงาน พิธี”พลีกรรม” ขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิในการนำมวลสารสำคัญมาใช้ในการสร้างพระ ในพิธีมหาพุทธาภิเษก องค์พระธาตุพนม ในวันที่ 7 กรกฏาคม 2568…งานนี้ นอกจากจะทำบุญสร้างพระแล้ว ยังเป็นการทำบุญ ครบรอบ 99 ปีสมาคมชาวอีสาน และเป็นการทำบุญประเทศ ครั้งยิ่งใหญ่.

สำหรับวันประกอบพิธี “มหาพุทธาภิเษก และเจริญพระพุทธมนต์เสริมชะตาดวงเมือง” กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 16 -18:00 น  ณ พระอุโบสถ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม  จังหวัดนครพนม  ซึ่งจะเริ่มพิธีนั่งปรกอธิษฐานจิต ในเวลา 17.17 น. ณ ลานพุทธมณฑล ฯ  โดยได้นิมนต์เกจิอาจารย์ ภาคอีสาน 7 รูปได้แก่ พระราชวัชรธรรมโสภณ  (หลวงปู่ศิลา). พระครูวินับธรตีบ(หลวงปู่คีบฯ) พระครูสภณวินับวัฒน์(หลวงปู่เวินฯ). พระธรรมวชิรโสภณ (หลวงปู่สำลีฯ). พระครูธรรมคุณาภรณ์(หลวงปู่ประเสริฐ).พระราชวัชราวิทยาคม (หลวงพ่อต้อมฯ) และพระราชวชินปัญญาภรณ์(หลวงปู่สุริยันต์ฯ)

 “ ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 จะมีงานสำคัญอยู่ 3 งาน ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันประกอบด้วย -การทำบุญใหญ่ประเทศไทย ที่เราได้ยินคำว่าเจริญพระพุทธมนต์เสริมดวงชะตาเมือง , การเชิดชูเกียรติปราชญ์อีสานหรือ “ออนซอนปราชญ์อีสาน” และสุดท้ายเป็นพิธีมหาพุทธาภิเษก ..ในการนี้ ทางสมาคมฯ ได้เรียนเชิญบุคคลสำคัญมาร่วมพิธีกรรมเพื่อเป็นเกียรติมหาพุทธาภิเษก มีรายนามดังนี้ .ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคอีสาน 20 จังหวัด , ผู้บังคับหน่วยทหารและตำรวจในภาคอีสาน 20 หน่วย(20 จังหวัด) ,-สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, สมาชิกวุฒิสภา,รัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรี “นายกสมาคมกล่าวและว่า

 สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานก่อนจะถึงพิธีพุทธาภิเษก จะเป็นงาน ”พิธีพลีกรรม” เป็นพิธีบวงสรวงและบูชามวลสารศักดิ์สิทธิ์..ที่จะไปสู่โรงหลอมเพื่อผลิตเหรียญ, พระผงปิดตาออกมา พร้อมทั้งนำเหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์พร้อมด้วยมวลสารต่างๆ ไปเพื่อขอขมาในพิธีกรรมด้วย โดยจัดขึ้นไปเมือวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ..หลังพิธี”พลีกรรม”ขอขมากรรมพระธาตุพนมแล้ว

เราจะเตรียมความพร้อมในส่วนของการจองวัตถุมงคลสมาคมชาวอีสานและวัดพระธาตุพนม สร้างวัตถุมงคลเพื่อให้ประชาชนนำไปบูชามีหลายรุ่นในรูปแบบให้เลือกได้แก่ พระปิดตาพระผงผงพระปิดตาจินดามณี ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์เครื่องรางของขลังในอนาคต รวมทั้งเหรียญต่างๆมีอยู่ 2 รุ่นได้แก่รุ่นดวงเศรษฐีและรุ่นมหาบารมีกับมหาเศรษฐี

“ขณะนี้งานสำเร็จไปแล้ว 60% เนื่องจากเราต้องใช้วิธีที่รอบคอบและเป็นไปตามหลักพุทธศาสนาเพื่อให้เป็นสิริมงคล ซึ่งทางสมาคมฯ จะทำให้ดีที่สุดโดยเจตนาดี วัตถุประสงค์ดีและรูปเหรียญพระต่างๆก็จะออกมาสวยงาม ซึ่งพระเกจิอาจารย์ที่ได้นิมนต์มาครั้งนี้ นับเป็นสุดยอดเกจิอาจารย์ของภาคอีสาน”

ทั้งนี้ รายได้ที่เกิดขึ้น ทางสมาคมฯ จะนำไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์มอบให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ที่ขาดแคลน, , มอบทุนคณะสงฆ์ที่ศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรมในโรงเรียนวัดธาตุพนม , ช่วยเหลือพี่น้องชาวอีสานที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ และให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนผู้ด้อยโอกาสซึ่งเราทำเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้เรายังมีเป้าหมายต้องการให้ประชาชนบูชาวัตถุมงคลของสมาคมชาวอีสานในครั้งนี้เก็บไว้เพื่อความเป็นสิริมงคล

ในโอกาสพิเศษนี้ สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานจำนวน 300 ท่านแรก ทางสมาคมฯ จะได้มอบเหรียญปฐมฤกษ์  พระปิดตา จินดามณี เนื้ออิฐ พระธาตุพนม  รุ่น“ดวงเศรษฐี” จำนวนท่านละ  1 องค์  เพื่อความเป็นสิริมงคล  “กรุณาแสดงหลักฐานการลงทะเบียน” เพื่อรับพระได้ ณ บริเวณวัดพระธาตุพนม ในวันและเวลาดังกล่าวสำหรับผู้ที่มีความประสงค์เข้าร่วมงาน สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://rb.gy/z9n339

ท่านสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับทีมงานของสมาคมฯ ได้ทาง Line OA โดย เพิ่มเพื่อน Line : @609tuzoq   หรือคลิ๊กที่ ลิงค์   https://lin.ee/cFiRWpP

ชายแดนศรีสะเกษตึงเครียด! ชาวบ้านภูมิซรอล ซ่อมหลุมหลบภัย-ตั้งกรุ๊ปไลน์แจ้งเหตุ

ที่บ้านภูมิซรอล ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย หมู่ที่ 12 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายวีระยุทธ์ ดวงแก้ว กำนันตำบลเสาธงชัย นำชาวบ้านในพื้นที่ช่วยกันซ่อมแซมบังเกอร์ (หลุมหลบภัย) หลังจากถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์มานานกว่า 10 ปี ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันหากเกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชา ชาวบ้านในพื้นที่จะได้ใช้ประโยชน์ในการเข้ามาหลบภัย ซึ่งเคยเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาแล้วเมื่อปี2554 ทำให้ชาวบ้านมีความตื่นตัวต่างออกมาช่วยกันอย่างคึกคัก

โดยในวันนี้ผู้นำชุมชนได้ประกาศเสียงตามสาย ขอความร่วมมือ และขอสนับสนุนจากชาวบ้าน นำเครื่องไม้เครื่องมือ อาทิ จอบ เสียม และกระสอบเปล่า นำมาสบทบช่วยกันกรอกกระสอบทรายจัดเรียงซ่อมแซมเพิ่มความแน่นหนา เพื่อสร้างความปลอดภัยและความอุ่นใจ ให้กับชาวบ้านหากเกิดสถานการณ์ก็พร้อมสามารถเข้าหลบภัยได้ชั่วคราว

ด้าน นางลำไพ อัมพร อายุ 39 ปี ชาวบ้านภูมซรอล กล่าวว่า วันนี้มาร่วมด้วยช่วยกันกับชาวบ้านที่ว่างเว้นงานจากการทำไร่ ทำเกษตร ต่างออกมาช่วยทำความสะอาด ช่วยกันนำกระสอบทรายจัดวางเรียงให้เหมาะสม ขุดดินที่ไหลเข้าไปภายในท่อออกมา ช่วงต้องใช้งานก็จะได้มีพื้นที่ปลอดภัย รอฟังข่าวจากทางผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ทางราชการ รวมถึงหน่วยงานความมั่นคง อย่างใกล้ชิด เมื่อมีสถานการณ์หรือต้องอพยพ จะได้ปฏิบัติตัวได้ถูก ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่ยังคงเป็นปกติ ชาวบ้านในพื้นที่ใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็ไม่อยากให้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นแต่อย่างใด แต่หากมีความจำเป็น ก็เป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย

นายวีระยุทธ์ ดวงแก้ว กำนันตำบลเสาธงชัย เปิดเผยว่า ชาวบ้านในพื้นที่มีความพร้อมร่วมด้วยช่วยกันช่วยเหลือกันเองในพื้นที่ ทางจังหวัดและอำเภอมอบหมายให้ ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยกันดูแลพื้นที่ ช่วยกันเฝ้าระมัดระวังเหตุการณ์ ห่วงใยชาวบ้าน ขณะนี้เหตุการณ์ยังเป็นปกติ และด้วยประสบการณ์ของชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนอยู่แล้ว ในวันนี้ก็ได้ช่วยกันทยอยทำความสะอาดหลุมหลบภัย ซ่อมแซมกระสอบทรายที่มีอยู่เดิมให้แข็งแรงปลอดภัย ชาวบ้านไม่ตื่นตระหนก

ขณะที่ภาพรวมบรรยากาศในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดศรีสะเกษ ยังคงเป็นปกติดี ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงออกไปทำไร่ทำนา ค้าขายในพื้นที่กันตามปกติ บางโรงเรียนในระดับประถมมีการปิดการเรียนการสอนเป็นบางช่วงวัน มีการแจ้งผ่านกลุ่มไลน์ผู้ปกครอง ไม่มีผลกระทบต่อการเรียนการสอน และยังคงเฝ้าติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ชาวมุสลิมในเบตงออกจับจ่ายซื้อของเฉลิมฉลองวันฮารีรายออีดิ้ลอัฎฮาบางตา

ยะลา – ชาวมุสลิมในอำเภอเบตง จังหวัดยะลาออกจับจ่ายซื้อของรับรับวันฮารีรายออีดิ้ลอัฎฮาอย่างบางตา เน้นซื้อผักผลไม้ และของใช้เท่าที่จำเป็น

บรรยากาศก่อนวันอีฎิ้ลอัดฮา (Eid Al-Adha) ใน อ.เบตง จ.ยะลา ปีนี้จุฬาราชมนตรีประกาศวันตรุษอิดิ้ลอัฎฮาตรงกับวันที่ 7 มิ.ย.2568 และถือเป็นวันหยุดราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยบรรยากาศทั่วไปมีประชาชนออกมาจับจ่ายซื้อสินค้าใหม่เพื่อต้อนรับเทศกาลกันอย่างบางตา ทั้งร้านเสื้อผ้า ร้านเครื่องประดับ โดยส่วนใหญ่มุ่งไปซื้อของเพื่อเตรียมเลี้ยงฉลองและประกอบอาหาร เนื่องจากเทศกาลในครั้งนี้มีการเชือดวัวทำกุรบาน เพื่อเป็นการให้ทานแก่ผู้ยากจน เด็กกำพร้าในแต่ละพื้นที่ รวมถึงแต่ละครัวเรือนมักประกอบอาหารเฉลิมฉลองในครอบครัวพร้อมกับญาติพี่น้องที่เดินทางกลับบ้านในช่วงนี้

ขณะที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง มีประชาชนออกมาจับจ่ายซื้อของกันบางตา ขณะที่ราคาสินค้าของสดมีปรับราคาบ้าง รวมถึงอาหารทะเล แต่ส่วนใหญ่ยังต้องซื้อแต่ซื้อเท่าที่จำเป็น

ส่วนราคาวัวที่ทำกุรบาน 1 ตัวอยู่ที่ตัวละ 70,000 บาท(ขึ้นอยู่กับน้ำหนักวัว) และจะต้องแบ่งให้ได้ 7 ส่วน 2 ส่วน เพื่อนำไปบริจาคแจกจ่ายให้กับคนชรา เด็กกำพร้า คนยากจน และผู้ยากจน เพื่อแสดงถึงการเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้กับคนที่ไม่ได้ทำกุรบานได้รับประทาน และอีก 1 ส่วน จะไว้รับประทานเลี้ยงกันภายในครอบครัว ญาติพี่น้อง โดยเนื้อสัตว์ที่ได้จากการกุรบานนี้จะนำไปขายไม่ได้ โดยในปีนี้ราคาวัว 1 ส่วน ราคาเริ่มต้น 5,000 บาท ราคาอยู่ที่ขนาดของวัว และต้นทุนค่าขนส่ง หากคนที่มีเงินก็สามารถทำทั้ง 1 ตัว ที่จะแบ่งเนื้อออกได้ 7 ส่วน

น.ส. อาซีซะ  เดชดี  แม่ค้าขายเนื้อ เปิดเผยว่า ภาพรวมก่อนวันอีฎิ้ลอัดฮา เงียบโดยปีที่ผ่านมาจะทำวัวประมาณ 5 ตัว แต่ปีนี้ทำเพียง 2 ตัวเพราะบางคนมาซื้อก่อนแล้วและตามหมู่บ้านมีการเชือดวัวด้วยทำให้ในตลาดสดตามแผงขายเนื้อวัวเงียบ รวมถึงเศรษฐกิจที่ทำให้คนมีแรงซื้อน้อยลง เนื้อวัวขายในราคากิโลกรัมละ 280 บาท เพราะต้นทุนการมาแพงแล้วจะปรับขึ้น กิโลกรัม 300 บาท ไม่กล้าขึ้นกลัวขายไม่ได้

ด้านนายจรัส  บันนา พ่อค้าขายเนื้อ เปิดเผยว่า ช่วงนี้ก็เป็นแบบนี้เงียบลูกค้าบางตา เพราะพึ่งจะเปิดเทอม ส่วนยางพาราก็ราคาตกอยู่ที่กิโลกรัม 50 กว่าบาท และยังมีฝนทุกวันทำให้ออกไปกรีดยางไม่ได้ และปีนี้วันอีฎิ้ลอัดฮามาตรงกับช่วงเปิดเทอมพอดี ทำให้การซื้อขายวัวทำกรุบานลดลง

โดย..เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

คนปราจีนบุรีไม่ทน!ร้องตรวจสอบรง.ปล่อยกลุ่มควันและสงกลิ่นเหม็นคลุ้งกระทบสุขภาพ

ปราจีนบุรี – ชาวบ้านร้องทุกข์ขอให้ตรวจสอบโรงงานปล่อยกลุ่มควันและส่งกลิ่นเหม็นมีรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อจอด10-20คันจอดกีดขวางอยู่บนถนนที่ประชาชนใช้สัญจรไปมา อุตสาหกรรม –อบต.นาดี ได้มีคำสั่งให้บริษัทฯ ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายและดำเนินการ จนกว่าจะได้รับอนุญาตจึงจะประกอบกิจการต่อไปได้

ชาวบ้านร้องทุกข์ว่าที่หน้าบริษัทหลอมพลาสติก และอบโลหะส่งกลิ่นเหม็นรบกวน เสียงดัง ปล่อยน้ำเสียลงคลองสาธารณ  มีรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อจอด10-20คันจอดกีดขวางอยู่บนถนนที่ประชาชนใช้สัญจรไปมาระหว่างหมู่บ้าน จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่ามีรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อจอดอยู่บนถนนเป็นแถวยาวเกือบ 20 คันเพื่อรอคิวเข้าไปในโรงงานทำให้ประชาชนสัญจรไปมาไม่สะดวก

นายวัชรพล ศรีอวน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาดี (อบต.) อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า   จากกรณีที่มีชาวบ้านร้องเรียนกรณีประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมของบริษัท จอย ไอรอน แอนด์เมทัล จำกัด ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 ต.นาดี อ.นาดี จ.ปราจีนบุรีก่อให้เกิดกลุ่มควันในเวลากลางคืน มีกลิ่นเหม็นส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และอาจมีการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ

จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบประกอบกิจการดังกล่าวให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด , อำเภอนาดี , องค์การบริหารส่วนตำบลนาดี (อบต.) และ องค์การบริหารส่วนตำบลสัมพันตา (อบต.)  เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 

ขณะตรวจสอบพบว่า ภายในอาคารโรงงานมีการติดตั้งเครื่องจักรเพื่อประกอบกิจการหลอมพลาสติก และอบโลหะประเภทหรือชนิดของโรงงานลำดับที่ 53 (5) (9) และ 64 (11) ซึ่งไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงานลักษณะดังกล่าว

จึงเป็นการประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต โดยไม่แจ้งเป็นหนังสือต่อสำนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และการประกอบกิจการหลอมพลาสติกไม่มีในระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ 

พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้มีคำสั่งให้บริษัทฯ ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายและดำเนินการ จนกว่าจะได้รับอนุญาตจึงจะประกอบกิจการต่อไปได้ โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีจะได้กำกับดูแลการประกอบกิจการของโรงงานพร้อมให้คำปรึกษาแนะนำอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรีได้มีหนังสือแจ้งให้บริษัทฯดำเนินการตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 อย่างเคร่งครัด ในส่วนเรื่องน้ำเสียที่ปล่อยลงคลองสาธารณะนั้นจากการตรวจสอบ ยังไม่พบว่ามีการปล่อยน้ำเสียลงคลองสาธารณะแต่อย่างใด  นายวัชรพล กล่าวในที่สุด

โดย… มานิตย์   สนับบุญ –ข่าว / ทองสุข สิงห์พิมพ์ – ภาพ / ปราจีนบุรี  ###

ผู้ว่าชลบุรีรุดตรวจสอบเหุตน้ำมันรั่วกลางทะเลยืนยันรั่วเพียงเล็กน้อยควบคุมได้แล้ว

เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลา 12.00 น. ศูนย์ปฏิบัติการวิศวกรรม โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมเร่งด่วนเพื่อวางแนวทางแก้ไขสถานการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเล พร้อมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำมันรั่วไหลในทะเลพื้นที่อำเภอศรีราชาและอำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี

สำหรับเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลฯ เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 6 มิถุนายน 2568 พื้นที่ทะเลบริเวณศรีราชาและเกาะสีชังประสบกับพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง โดยมีความเร็วลมเกินกว่า 50 ไมล์ทะเลต่อชั่วโมง ส่งผลให้เชือกผูกหัวเรือของเรือบรรทุกน้ำมันขาด 2 เส้น และทำให้หัวเรือเบนออกจากทุ่นผูกเรือ (SBM 2) จนท่อขนถ่ายน้ำมันแยกตัวออกจากกัน เป็นเหตุให้น้ำมันดิบที่ค้างอยู่ในท่อรั่วไหลลงสู่ทะเลประมาณ 8 ตัน

ทั้งนี้ โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ฯ ได้ดำเนินการเร่งด่วนในการล้อมพื้นที่ด้วยทุ่นกักเก็บน้ำมัน (Oil Boom) และสามารถกักเก็บน้ำมันได้ประมาณ 2-3 ตัน ส่วนที่เหลือประมาณ 4-5 ตัน แผ่กระจายออกเป็นวงกว้างรัศมี 5-8 กิโลเมตร

กรมเจ้าท่าได้ตั้งศูนย์ประสานงานและศูนย์ปฏิบัติการขจัดมลพิษทางน้ำจากน้ำมันร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับการสนับสนุนจากทัพเรือภาคที่ 1 และศรชล. ในการจัดส่งเรือและอากาศยาน รวมทั้งเรือปฏิบัติการทั้งจากภาครัฐและเอกชน จำนวนรวม 13 ลำ ได้แก่ เรือหลวงตาชัย เรือ ต.883 เรือตรวจการณ์เจ้าท่า 804 เรือชลธารานุรักษ์ เรือเจ้าท่า 173 และเรือสนับสนุนจากภาคเอกชน รวมถึงการประสานความร่วมมือจากสมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน IESG ในการสนับสนุนอุปกรณ์และบุคลากร

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรียืนยันว่า น้ำมันที่รั่วเป็นเพียงปริมาณเล็กน้อยและควบคุมได้แล้ว โดยมั่นใจว่าคราบน้ำมันจะถูกกำจัดหมดภายในวันนี้ พร้อมย้ำไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวในพื้นที่แต่อย่างใด

ผู้นำต้องทำก่อน เปิดจวนผู้ว่าฯกระบี่ ปลูกผักสวนครัว ต้นแบบสร้างความมั่นคงทางอาหาร

แม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกระบี่ ร่วมกับเครือข่าย พช.เปิดจวนผู้ว่าฯ จัดกิจกรรม “จวนผู้ว่า วิถีพอเพียง เมืองยั่งยืน” ร่วมปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารเป็นแบบอย่างผู้ต้องทำก่อน

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน  นางศรินทิพย์ ศีลาเทวากูล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกระบี่ นำทีมสมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกระบี่ ร่วมกับ เครือข่ายโคก หนอง นา จังหวัดกระบี่ และเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจังหวัดกระบี่ ทำกิจกรรม “เครือข่าย พช. ประสานใจ แม่บ้านมหาดไทย” ผู้นำต้องทำก่อน เปิดจวนผู้ว่าฯ จัดกิจกรรม “จวนผู้ว่า วิถีพอเพียง เมืองยั่งยืน” ภายใต้ โครงการการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่ปฏิบัติการปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ อำเภอเมืองกระบี่

นางศรินทิพย์ กล่าวว่า จังหวัดกระบี่ โดยชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกระบี่ได้น้อมนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติในระดับครัวเรือน พร้อมทั้งน้อมนําแนวพระราชดําริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยนายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกระบี่ เป็นผู้นำปลูกผักสวนครัวและผักพื้นบ้าน ตามแนวทางการดำเนินงาน “ผู้นําต้องทำก่อน”

ทั้งนี้ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกระบี่ ได้พบปะทำความรู้จัก และร่วมแลกเปลี่ยน สร้างเครือข่าย และความสัมพันธ์อันดี กับเครือข่ายโคก หนอง นา จังหวัดกระบี่ และเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจังหวัดกระบี่ เพื่อหนุนเสริมบทบาทการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่โดยการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ในการนี้ สมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยได้ร่วมกันหิ้วปิ่นโตมาเพื่อร่วมรับประทานอาหารกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ ในวันนี้ด้วย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายหลักสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี 2568 ในด้านสมาคมแม่บ้านมหาดไทยห่วงใยใส่ใจสิ่งแวดล้อม และด้านการสร้างการรับรู้และสร้างความสัมพันธ์อันดีภายในและภายนอกองค์กร

สำหรับ ผักสวนครัวและผักพื้นบ้านที่นำมาปลูก ประกอบด้วย ต้นพิลังกาสา ต้นกาแฟโรบัสต้า ต้นเสาวรส ต้นถั่วพูล ต้นแตงกวา ต้นพริก ต้นถั่วฝักยาว ต้นมะนาว ต้นมะกรูด ต้นชะมวง ชะอม ต้นข่า ขมิ้น กะเพรา โหระพา ผักบุ้ง แมงลัก ตะไคร้ ฯลฯ นอกจากนี้ ได้มีการมอบพันธุ์พืชพันธุ์ผักให้แก่ ชุมชนบ้านนา หมู่ที่ 7 ตำบลห้วยน้ำขาว อำเภอคลองท่อม ซึ่งเป็นครัวเรือนต้นแบบหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2567 ตามโครงการขับเคลื่อนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบอีกด้วย

ชาวกัมพูชาตรงข้ามพนมดงรักแห่เที่ยวปราสาทตาเมือนธมมากเป็นพิเศษ

ชาวพนมดงรักหวั่นวิตกสงครามปะทุแต่ต้องออกทำไร่สวน และกรีดยาง ขณะที่ชาวกัมพูชาแห่เที่ยวปราสาทตาเมือนธมมากเป็นพิเศษ

ภายหลังเกิดสถานการณ์ข้อพิพาทย์ชายแดนไทยกับกัมพูชา บรรยากาศในพื้นที่บ้านหนองคันนา ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์   พบว่าชาวบ้านยังคงดำเนินชีวิต ออกไปทำไร่ทำนา กรีดยางกันตามปรกติ แม้จะรู้สึกวิตกกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ตาม

แต่ก็จำเป็นต้องดำเนินชีวิตเพื่อหารายได้มาเลี้ยงจุนเจือครอบครัว และต่างก็ไม่อยากให้เกิดสงครามเหมือนในอดีต อยากให้กองทัพและรัฐบาลทั้งสองฝ่ายเจรจากันอย่างสันติวิธี ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังโรงเรียนบ้านหนองคันนา พบว่ามีหลุมหลบภัยอยู่ภายในโรงเรียน 1 แห่ง มีการปรับปรุงตัดหญ้าทำความสะอาดเพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ไว้ก่อนแล้ว

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังปราสาทตาเมือนธม ต.ตาเมียงฯซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านหนองคันนาออกไปประมาณ 4 กิโลเมตรครึ่ง  พบว่ามีประชาชนชาวไทยทยอยเดินทางไปเที่ยวชมตัวปราสาทและให้กำลังใจ จนท.ทหารตลอดทั้งวันอย่างไม่ขาดสาย ในระยะนี้ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกของ จนท.ทหารไทยอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกันกลับพบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวกัมพูชา ไม่เว้นแต่พระสงฆ์พากันเดินทางขึ้นมาเที่ยวชมตัวปราสาทอย่างคึกคักเป็นพิเศษเช่นกัน  โดยมีทหารกัมพูชาที่ขึ้นมาสังเกตุการณ์และอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาบนตัวปราสาทตาเมือนธมเช่นเดียวกัน 

โลว์ซีชั่น“ทัวร์-มัคคุเทศก์”อ่วมงานลด นทท.ต่างชาติฮิตเที่ยวเองพุ่ง 30-40 %

โลว์ซีชั่น“ทัวร์-มัคคุเทศก์”อ่วมงานลด  นักท่องเที่ยวต่างชาติเปลี่ยน นิยมเดินทางเที่ยวส่วนตัวเพิ่ม 30-40 % ยกเว้นเทศกาลกรุ๊ปทัวร์ นักท่องเที่ยวจีน ทะลักมาเลเซีย แชร์นักท่องเที่ยวจีนกรุงเทพ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ ชูจุดขาย โปรโมชั่นอาหาร ภาษา และต้นทุนการท่องเที่ยวต่ำกว่า 30 %  ระบุ แหล่งท่องเที่ยวช๊อฟ “เซเว่นอิเลฟเว่นใหญ่” หาดใหญ่ขยายขั้น 7 แห่ง

นายทรงชัย มุ่งประสิทธิชัย นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ภาวการณ์ท่องเที่ยว จ.สงขลา ระยะนี้เป็นช่วงไม่มีเทศกาลจะมีนักท่องเที่ยวอยู่ในระดับหลักร้อยหลักพัน ต่างกับห่วงเทศกาลต่าง ๆ เช่น ปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ สำหรับของไทย และเทศกาลของประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ด้วย จะมีนักท่องเที่ยวในระดับหลักหมื่นและบางเทศกาลจนห้องพักในพื้นที่เขตเทศบาลนครหาดใหญ่จะไม่พอ

นายทรงชัย กล่าวอีกว่า พฤติกรรมการท่องเที่ยว จ.สงขลา จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศปัจจุบันได้มีพฤติกรรมเปลี่ยนโดยจะมาท่องเที่ยวส่วนตัวและส่วนครอบครัวเพิ่มขึ้น  ทั้งมารถส่วนบุคคล รถเก๋ง รถตู้ ในการสั่งจองห้องพัก ฯลฯ ก็ใช้บริการทางออนไลน์  กามรเดินทางช๊อปก็นำทางโดยระบบ GPS  นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะถึง 30-40 %

“จากนักท่องเที่ยวพฤติกรรมการท่องเที่ยวเปลี่ยน ได้ส่งผลประทบต่อผู้ประกอบการทัวร์ และมัคคุเทศก์ต่อรายได้ไป ค่าบริการ” นายทรงชัย กล่าว และว่านักท่องเที่ยวมาส่วนตัวส่วนหนึ่ง นอกจากจะมาท่องเที่ยวยัง จ.สงขลาแล้วจะเดินทางนอกจาก จ.สงขลาแล้ว เดินทางต่อไปท่องเที่ยวไป จ.พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช ภูเก็ต  ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวกระจายไปยังแหล่งท่องเที่ยวจะส่งผลต่อรายได้กับประเทศชาติเป็นภาพรวมด้วย ส่วนผู้ประกอบการทัวร์ มัคคุเทศก์ก็น่ากังวลในอาชีพ จะต้องมีการปรับตัว

นายวิทยา แซ่ลิ่ม มัคคุเทศก์อาชีพจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ภาวะธุรกิจการท่องเที่ยว จ.สงขลา นักท่องเที่ยวหลักชาวมาเลเซีย ชาวสิงคโปร์ ซึ่งขณะนี้การเดินทางท่องเที่ยวจะไม่หันมาพึ่งพาบริการกลุ่มผู้ประกอบการทัวร์ และมัคคุเทศก์มากขึ้นได้ส่งผลกระทบกับทัวร์ และมัคคุเทศก์ จะขาดรายได้ไป เช่น การจำหน่ายตั๋วเดินทางทั้งสายการบิน รถโดยสาร ห้องพัก และบริการการท่องเที่ยว ฯลฯ  ซึ่งนักท่องเที่ยวได้หันไปใช้บริการของกลุ่มบริการทางออนไลน์

นายวิทยา ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ได้รับการบอกเล่าจากกลุ่มผู้ประกอบการนำเที่ยว และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ได้นิยมเข้าท่องเที่ยวในประเทศมาเลเซียเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในกรุงกัวลาลัมเปอร์ และปินัง  โดยเนำจุดจุดขายและทำโปรโมชั่นเรื่องอาหาร เรื่องภาษาวัฒนธรรม

นอกนั้นการบริการอำนวยความสะดวกภาพรวมแล้วราคาจะต้นทุนการท่องเที่ยวจีนจะมีต้นทุนใกนารท่องเที่ยวต่ำกว่าของไทยประมาณ 30 %   โดนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้าท่องเที่ยวยังประเทศมาเลเซีย ก็จะเป็นการแชร์ตลาดการท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่จะเป็นกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา และเชียงใหม่ ส่วนหาดใหญ่ จ.สงขลา ไม่มีผลกระทบนักท่องเที่ยวส่วนนี้

“และท่องเที่ยวหาดใหญ่สงขลา ก็จะมีโอกาสด้วยในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน หากมีโปรแกรมการท่องเที่ยวมายังหาดใหญ่สงขลา เพราะยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ดีอยู่มากแต่ต้องมีการบริหารจัดการทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ ภาครัฐอำนวยความสะดวกขั้นตอน ส่วนภาคเอกชนระหว่างฝ่ายท่องเที่ยวคือผู้ประกอบการกับฝ่ายนำเที่ยวคือบริษัททัวร์และมัคคุเทศก์ ที่จะต้องเอื้ออำนวยต่อกัน”

นายวิทยา กล่าวต่อว่า ขณะนี้ปรากฎว่าหาดใหญ่มีจุดเด่นการท่องเที่ยวจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก 1 จุด ที่บริษัททัวร์ในประเทศมาเลเซีย บรรจุอยู่ในโปรแกรมทัวร์ คือร้านเซเว่นอิเลฟใหญ่ เมื่อมาหาดใหญ่จะต้องเข้าร้านเซเว่นอิเลฟเว่นใหญ่

“เซเว่นอิเลฟเว่นใหญ่ คือขนาดร้าน 5 ยูนิต ที่มิสนค้าให้ช๊อปมากและหลากหลายซึ่งเปิดบริการอยู่ 1 ร้าน  และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการอีกประมาณ 7 แห่ง ทั่วจุดทำเลทองหาดใหญ่ ส่วนเซเว่นอิเลฟเว่นเล็กคือขนาด 2 ยูนิต 3 ยูนิต”

“ฐิติวัฒน์-อภิษฎา”นักชกทีมชาติฉลุย ศึกมวยสากลชิงแชมป์ประเทศไทยปี 68

ฐิติวัฒน์ โพล้งอุไร นักมวยทีมชาติชุดเอ  สังกัดราชนาวี  เจ้าของเหรียญทองแดง ไทยแลนด์โอเพ่น ยังมีอาการเจ็บหัวไหล่แต่กัดฟันต่อย ชนะแต้ม รังสิโรจน์ เพ็งกระโจม นักมวยสังกัดมาบตาพุด ผ่านเข้ารอบก่อนรองฯในรุ่น48กก. ขณะที่ อภิษฎา ทันท่าหว้า นักชกสาวทีมชาติไทยชุดเอ ดีกรีเหรียญทองแดงไทยแลนด์โอเพ่น สังกัดทหารอากาศ โชว์ฟอร์มสมราคาทีมชาติ ไล่ทุบ วิลาวัณล์ สันติพงษ์ไพบูลย์ นักชกสาวจาก มกช.มหาสารคาม ก่อนชนะอาร์เอสซี เพียงแค่ยกแรก ในรุ่น57กก.หญิง ศึกมวยสากลชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2568 ที่ศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติมวกเหล็ก จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.เป็นการแข่งขันวันที่สอง ผลการแข่งขันมีดังนี้

คู่เอก รุ่น48กก.ฐิติวัฒน์ โพล้งอุไร นักมวยทีมชาติชุดเอ  สังกัดราชนาวี  เจ้าของเหรียญทองแดง ไทยแลนด์โอเพ่น พบ รังสิโรจน์ เพ็งกระโจม นักมวยสังกัดมาบตาพุด ตลอด3ยก ฐิติวัฒน์ ออกหมัดได้จะแจ้งเป็นฝ่ายชนะคะแนน5-0ผ่านเข้ารอบไปอย่างง่ายดาย

หลังการชก นักมวย”ตะหานน้ำ”กล่าวว่า หลังจากได้เหรียญทองแดงไทยแลนด์โอเพ่น ก็ชกต่อเนื่องยังไม่ได้พัก สำหรับรายการนี้ตั้งเป้าจะคว้าแชมป์ แม้มีอาการเจ็บหัวไหล่ยังรบกวน แต่เชื่อว่าจะเอาเหรียญทองให้ต้นสังกัดได้

รุ่น51กก.พงศกร ไพโรจน์วิฬุร(ลูกประดู่) ชนะคะแนน ฟิตรีย์ มามุ(มกช.ยะลา)5-0,รักชาติ มะพอ(มกช.สุโขทัย)ชนะอาร์เอสซี ภัทรภณ เชื้อหลง(มกช.อ่างทอง)ยกแรก,ธนกฤต โตพุนพิน)ราชนาวี) ชนะคะแนน ทวีวุฒิ เกตุแก้ว(กองทัพบก)3-2,ธานี นะรินรัมย์(กองทัพภาค2) ชนะอาร์เอสซี วรวุฒย์ ศุภศร(มกช.กรุงเทพ)ยก2 ,ธวิช ธรรมบุตรกุล(ส.กฬ.แม่ฮ่องสอน) ชนะอาร์เอสซี อัครชัย แสนสว่าง(มกช.อุดรธานี)ยกแรก ,อาทิตย์ ฉ่ำพรมราช(มทร.พระนคร)แพ้คะแนน เกียรติศักดิ์ สุขวี(สำนักงานตำรวจแห่งชาติ)0-5

รุ่น64กก.สหรัฐ เต๊ะหิรัญ(ม.ปทุมธานี) แพ้คะแนน ธนวิทย์ มะณีวัน(กองทัพภาค1)0-5,ณัฐพร บุญศิริ(มกช.ยะลา) แพ้อาร์เอสซี  นพสินธิ์ พิกุลพวง(มกช.สุโขทัย)ยกแรก ,ทัศไนย ศรีเมธาโภไคยานนท์(พ.เพชรพิทักษ์) แพ้อาร์เอสซี  ชูศักดิ์ ติดใจดี(กองทัพบก)ยกแรก ,ธวัชชัย คงสมฤทธิ์(มกช.อุดรธานี) แพ้คะแนน ศักดา รวมธรรม(สำนักงานตำรวจแห่งชาติ)0-5,ชลสิทธิ์ คชสิทธิ์(มทร.พระนคร)ชนะคะแนน เอกชัย จำปาเรือง(กองทัพภาค2)5-0,สุพจน์ คงสุขโอฬาร(ลูกประดู่) ชนะผ่าน เนื่องจาก วิชรัตน์ ขุนทนะ(ราชนาวี)ยอมแพ้ยก2,สุจิณโณ ดอกหอม ชนะน็อค พิทยุตม์ ชัยมงคลวรกุล(ส.กฬ.จ.แม่ฮ่องสอน)ยกแรก,พรเทพ ดียิ่ง(มกช.อ่างทอง) แพ้คะแนน วิวิธวินท์ เลนทำมี(ทหารอากาศ)0-5

รุ่น67กก.พัชรพล พุทธละ(มกช.อุดรธานี)แพ้ อาร์เอสซี ณัฐพล แสนกล้า(ราชนาวี)ยก2 , สุรพงศ์ บุญจินดา(มกช.ยะลา) ชนะอาร์เอสซี วรากร เนตรถาวร(กรมตำรวจ)ยก2,ฐิติกร รัตนกุล(ลูกประดู่) ชนะคะแนน  บุญช่วย โพนสูงเนิน(กองทัพบก)5-0

รุ่น71กก.ธนากร กลางสาธร(กรมตำรวจ) ชนะคะแนน ภานุวัฒน์ บุสจันทร์(กองทัพบก)4-1 ,เพชรกล้า ภูหัวดอน(มกช.มหาสารคาม) ยอมแพ้ ปลื้ม หวังคละกลาง(สำนักงานตำรวจแห่งชาติ)ยก2

รุ่น75กก. ธนัญชัย เพิ่มทรัพย์(ทหารอากาศ) ชนะคะแนนทกล้า แสงภักดี(กองทัพบก)5-0

ประเภทประชาชนหญิง

คู่เอก รุ่น 57กก.หญิง อภิษฎา ทันท่าหว้า นักชกสาวทีมชาติไทยชุดเอ ดีกรีเหรียญทองแดงไทยแลนด์โอเพ่น สังกัดทหารอากาศ พบ วิลาวัณล์ สันติพงษ์ไพบูลย์ นักชก มกช.มหาสารคาม ผลปรากฎว่า เพียงแค่ยกแรก อภิษฎา โชว์ฟอร์มสมราคาทีมชาติเป็นฝ่ายออกหมัดรัวจนคู่ต่อสู้เปิดตำรารับไม่ทัน กรรมการเห็นท่าไม่ดี ยุติการชก ทำให้อภิษฎา ชนะอาร์เอสซีเพียงแค่ยกแรก ผ่านเข้ารอบอย่างง่ายดาย

กัญญารัตน์ นุน้อย(ม.ปทุมธานี) แพ้คะแนน สุดารัตน์ มุ่งซ้อนกลาง(ผู้ครองฟ้า)0-5,จิติมา พรมเสน(ราชนาวี) ชนะอาร์เอสซี อรทัย ซื่อรัมย์(พ.เพชรพิทักษ์)ยกแรก ,วรรณกานต์  คนซื่อ(มกช.อุดรธานี) ชนะคะแนนสายธาร พวงมาก(มกช.กรุงเทพ)5-0

รุ่น48กก.หญิง เกวลิน นรสิงห์(ชมรมมวยสากลจ.ศรีสะเกษ) แพ้คะแนน ลลิตา ชัยณรงค์(ราชนาวี)0-5,ปัณฑิตา ปุ้มกระโทก(ทหารอากาศ) ชนะผ่าน หลัง สุทธิดา สีทาแก(มกช.อุดรธานี)ยอมแพ้ในยกที่2 ,ฐิตวันต์ หร่ายสกุล(สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ชนะอาร์เอสซี พรปวีณ์ เดชฤทธิ์(มกช.กรุงเทพ)ยกแรก

โจ๋ทาสยาเสพติดอาละวาดทุบโกฏิเจดีย์ธาตุภายในวัดทั่วเมืองขุขันธ์นำเงินซื้อยาเสพ

ลูกหลานที่เห็นภาพในกล้องวงจรปิด ได้สาปแช่งชาย ที่เข้ามาในวัดเขียนบูรพาราม และอีกหลายวัด ในอำเภอขุขันธ์ มาทุบโกฏิเจดีย์ธาตุ นับร้อย ขโมยเงินในโกฏิ นำไปซื้อยาเสพติด เททิ้งกองกระดูกไว้เกลื่อนข้างเจดีย์ธาตุ

ที่ วัดเขียนบูรพาราม ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ พระครูสมุห์ดนัย เขมวิโว พระเลขานุการเจ้าคณะตำบลห้วยเหนือ เจ้าอาวาสวัดเขียนบูรพาราม พร้อมด้วยไวยาวัจกรวัดฯ ผู้ใหญ่บ้านพราน หมู่ที่ 4 ตำบลห้วยเหนือ รวมทั้งญาติของผู้วายชน ที่ถูกหัวขโมย แอบเข้ามาทุบทำลายโกฏิเจดีย์ธาตุ ที่บรรดาญาติๆ ได้นำมาติดตั้งไว้ในแถบรั้ววัด เพื่อใช้เป็นที่เก็บกระดูกของบรรพบุรุษ บิดา – มารดา ปู่ – ย่า – ตา – ยาย ตามประเพณีนิยม เพื่อให้ดวงวิญญาณได้อยู่อย่างสงบ ร่มเย็น อยู่ภายในวัด อยู่ใกล้พระสงฆ์ ได้มีโอกาสได้รับฟังเสียงพระสวดมนต์ทุกวัน และหากดวงวิญญาณใดยังไม่สงบ ก็จะได้รับฟังพระธรรมเทศนา

ซึ่ง อาจจะได้ถึงซึ่งความสงบ ร่มเย็นตลอดไป ตามความเชื่อ โดยภายในโกฎิเจดีย์ธาตุ ที่ตั้งเรียงรายกันตามแนวรั้วของวัด นับร้อย ภายในโกฏิเจดีย์ธาตุ ที่เก็บกระดูก ญาติๆ ยังได้ใส่เงิน ซึ่งมีทั้งเงินแบงค์ เงินเหรียญ เงินของจริง ตามความเชื่อ ความศรัทธาว่า เงินที่ใส่ไปไว้ให้ผีปู่ย่า – ตายาย พ่อแม่ ได้นำไปใช้ในภพภูมิที่อยู่ข้างหน้า แม้จะมองไม่เห็น ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่ แต่ประเพณีนิยมทำ ก็ทำมาโดยตลอด ซึ่งวันนี้กลับกลายเป็นว่า ไม่สงบ หลายครอบครัว ที่ผีปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ ไปเข้าฝัน ว่ามีคนมาทำร้ายดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ จึงได้พากันออกมาวัด เพื่อมาทำบุญอุทิตส่วนกุศลไปให้

แต่เมื่อมาถึง และไปดูที่โกฎิเจดีย์ธาตุ กลับพบว่า ถูกทุบทำลาย แกะเปิดโกฎิเจดีย์ธาตุ เงินที่ถูกใส่ไว้ให้ผีปู่ย่า ตายาย หายเกลี้ยง เททิ้งซึ่งเป็นกระดูก ของบรรพบุรุษ ไว้เกลื่อนเต็มพื้นดิน สร้างความเจ็บปวดหัวใจ ให้กับบรรดาญาติๆ เป็นอันมาก จึงไปฟ้องพระครู เจ้าอาวาสวัด เดือนร้อน ขอไปเปิดกล้องวงจรปิดวัดดู ซึ่งก็พบว่า มีชายขับขี่รถจักรยานยนต์ มาวนเวียน ก่อนที่จะจอด และแอบเข้าไปข้างรั่วที่มีโกฎิเจดีย์ธาตุ และทุบเจาะช่องหน้าต่างเจดีย์ธาตุ เปิดโกฎิฯ ขโมยเงินทำบุญให้ผีไป และเชื่อว่า น่าจะนำไปซื้อยาเสพติด ชนิดยาบ้า เสพ และครั้งนี้ไม่ใช้ครั้งแรก และไม่ใช้วัดแรกวัดเดียว ทำมาแล้วหลายครั้ง หลายวัด ในเขตอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เดินทางมาตรวจสอบ เก็บรวบรวมหลักฐาน เก็บภาพจากกล้องวงจรปิด และติดตาม สืบสวนหาคนร้ายมารับโทษตามกฎหมายต่อไป

นายสุรศักดิ์ ทองมนต์ อายุ 72 ปี ไวยาวัจกรวัดเขียนบูรพาราม เปิดเผยว่า ในส่วนโกฏิเจดีย์ธาตุ ของพ่อผมก็ถูกทุบเหมือนกัน มันก็เจาะเอาเงินไปเหมือนกัน ผมก็ได้สาปแช่งมันเหมือนกัน ว่า อย่าให้มันได้ไปผุดไปเกิด ขอให้มันเป็นหนี้เป็นสินไปตลอดทุกชาติไป ผมก็สาปแช่งหัวขโมยมันเหมือนกับคนอื่นๆ ที่โดน ซึ่งเป็นธาตุเจดีย์ของพ่อผมเอง มีหลายคนที่มาเล่าให้ฟังว่าญาติ ผีญาติๆ ไปเข้าฝัน ว่าโกฎิเจดีย์ธาตุ ถูกงัดเอากระดูกมาเททิ้งกองทิ้งกับพื้น ก่อนเอาเงินไป มาบอกลูกหลานในฝันว่า อยู่ไม่สบายแล้ว ให้มาดูธาตุหน่อย ซึ่งก็ไปเข้าฝันเป็นบางคน เพราะมันมีเยอะ หลังจากที่ไปเข้าฝันลูกหลานๆ ก็มาทำพิธีขอขมา มาทำบุญเลี้ยงพระ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ ซึ่งทุกคนก็เชื่อว่าดวงวิญญาณยังอยู่นี่ แต่ก็ไปเข้าฝันเพียงบางคน ซึ่งทุกคนก็มาทำบุญอุทิศไปให้

ขณะที่ นายสุรสิทธิ์ มีกุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บ้านพราน ตำบลห้วยเหนือ ที่ดูแลปกครองเขตวัดเขียนบูรพาราม แห่งนี้ เล่าว่า ทุกคนที่เอาธาตุมาไว้ที่วัด ทุกปีก็ได้มาไหว้ มาเคารพบูชา แสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ซึ่งในชนเผ่าเขมรแถบนี้ เขาเรียก ประเพณีแซนโฎนตา ทำทุกปี เป็นการทำบุญให้ผีปู่ย่าตาทวด ผีบรรพบุรุษ ที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งตอนนี้ที่หัวขโมย ได้รียกว่าตะเวน ไปทุบโกฎิเจดีย์ธาตุ ตามวัดต่างๆ อธิ วัดบก, วัดไทย, วัดเจ๊ก, สระ และวัดเขียนบูรพาราม รวมตอนนี้ 5 วัดแล้ว ช่วงนี้ก็เกิดต่อๆ กัน ทุบทำลายเจดีย์ธาตุ เปิดโกฎิ เอาเงินไป

ซึ่งบางธาตุก็มีเงินน้อยมาก นับตั้งแต่ 100 – 300 – 400.-บาท มีทั้งเงินเหรียญบาท เหรียญ 5.-บาท เหรียญ 10.-บาท มีแบงค์ 20.- แบงค์ 100.-บาท โดยหัวขโมยก็จะมาเปิดงัดทุบเอาไปเฉพาะเงินไป กระดูก็เทกองทิ้งกับพื้นข้างเจดีย์ เมื่อญาติฟ ไปพบเจอ ส่วนใหญ่ก็พากันร้องไห้ ต่อดวงวิญญาณของบรรพบุรุษกัน ต้องมาทำบุญใหม่ เก็บอัฐิธาตุใหม่ ก็อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็ว ด้วย ดวงวิญญานผู้ถูกกระทำจะได้สงบจริงๆ

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน