สนองนโยบายรัฐบาล “สบอ.1 ปราจีนบุรี”ระดมล้างบางแก๊งค้าลิงแสมข้ามชาติยึดของกกลาง 38 ตัว

ปราจีนบุรี- สบอ.1 ปราจีนบุรีระดมกวาดล้างค้าลิงแสมข้ามชาติรวบผู้ต้องหาพร้อมของกลางได้ 38 ตัว รมว.ทส. สั่งด่วน! ขยายผลทลายเครือข่ายค้าลิงแสมสระแก้ว กำชับดูแลสวัสดิภาพสัตว์ใกล้ชิด

เมื่อเวลา 08.45  น.วันที่17 มีนาคม 2569   ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่1ปราจีนบุรี (สบอ.1 ปราจีนบุรี) แจ้งว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการด่วนให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งขยายผลขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ หลังได้รับรายงานผลการจับกุมผู้ต้องหาลักลอบขนย้ายลิงแสมจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ย้ำต้องสาวให้ถึงตัวการใหญ่และผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า   ได้รับรายงานจาก นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) ถึงผลปฏิบัติการเชิงรุกในการสกัดกั้นการลักลอบค้าสัตว์ป่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ที่ผ่านมา

โดยคณะเจ้าหน้าที่ประกอบด้วย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.บช.ก) ร่วมกับหน่วยพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า (เขาพรานนุช เขาหัวกันตรอง และอ่างรัตนโกสินทร์) ได้เข้าจับกุม นายสุพจน์ พร้อมของกลาง ลิงแสมจำนวน 38 ตัว และรถยนต์ที่ใช้ในการกระทำผิด ณ พื้นที่บ้านใหม่ถาวร หมู่ 2 ต.สระขวัญ อ.เมือง จ.สระแก้ว

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า “ท่านรัฐมนตรีฯ ได้สั่งการกำชับเป็นกรณีพิเศษ ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการขยายผลการจับกุมในครั้งนี้อย่างละเอียด เพื่อทำลายวงจรเครือข่ายค้าสัตว์ป่าที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่ โดยให้ประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ท่านรัฐมนตรีฯ ยังมีความห่วงใยในสวัสดิภาพของลิงแสมของกลางทั้งหมด จึงได้สั่งการให้จัดทีมสัตวแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดก่อนส่งมอบให้สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่ากระบกคู่ จ.ฉะเชิงเทรา รับไปดูแลต่อตามระเบียบ”

สำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่ มีนายสมฤกษ์ ศุภมิตรกฤษณา ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า และ นายวัชรพงษ์ ศรลัมพ์ เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน เป็นผู้ประสานงานหลักในการดำเนินคดีและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อส่งมอบให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาดต่อไป

โดย… มานิตย์  สนับบุญ/ปราจีนบุรี ###

ผบช.ภ.5 โชว์ผลกวาดล้างยาเสพติด 4 คดี ยึดยาบ้าล็อตใหญ่กว่า 17 ล้านเม็ด-ไอซ์เกือบ 600 กิโลกรัม

ตำรวจบุกรวบขบวนการค้ายาบ้า คาบ้านเช่าใน อ.แม่ริม ด้าน ผบช.ภ.5 เปิดแถลงผลกวาดล้างยาเสพติด 4 คดี ยึดยาบ้ากว่า 17 ล้านเม็ด ไอซ์เกือบ 600 กิโลกรัม ขยายผลยึดทรัพย์เครือข่ายค้ายากว่า 50 ล้านบาท


 .
คลิปวิดีโอเหตุการณ์จากกล้องของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ บันทึกเหตุการณ์ระทึกขณะเข้าทำการบุกชาร์จจับกุมกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดในบ้านเช่าพื้นที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ขณะที่กลุ่มผู้ต้องหา 7 คน กำลังล้อมวงแพ็กยาบ้า 14 ล้านเม็ดลงกล่องพัสดุ ซึ่งเครือข่ายนี้ใช้รถยนต์ 11 คัน สลับกันขับลำเลียงยาเสพติดจากจังหวัดเชียงรายเข้ามา โดยอำพรางไปกับพืชผลทางการเกษตรเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ แต่ถูกทางเจ้าหน้าที่สืบทราบและทลายจับกุมได้เสียก่อน 

ขณะที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงผลการกวาดล้างยาเสพติดรายสำคัญ 4 คดี โดยหนึ่งในนั้นคือคดีที่เกิดขึ้นในคลิปดังกล่าว จากความร่วมมือภายใต้การขับเคลื่อนของหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ หรือ นบ.ยส.35 

นอกจากนี้ยังมีคดีที่เกิดขึ้นในจังหวัดพะเยา เจ้าหน้าที่ตรวจยึดไอซ์น้ำหนัก 597 กิโลกรัม ที่ซุกซ่อนมากับถุงขยะสีดำบรรจุของเพื่อเตรียมส่งไปจังหวัดลพบุรี ต่อเนื่องด้วยการสกัดจับรถกระบะตู้ทึบที่ด่านตรวจปูแกง จังหวัดเชียงราย พบยาบ้าอีก 2,034,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ใต้กองต้นกระเทียมสดที่เริ่มเน่าส่งกลิ่นเหม็น และปิดท้ายที่ด่านตรวจแม่พริก จังหวัดลำปาง เจ้าหน้าที่ใช้ระบบอุโมงค์เอกซเรย์ตรวจพบยาบ้า 1,530,000 เม็ด ซุกซ่อนในรถบรรทุกที่พยายามขับย้อนศรหนีการตรวจค้น 

โดยการจับกุมทั้ง 4 คดีนี้ เกิดขึ้นในสัปดาห์เดียวกัน สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 12 คน ยึดยาบ้ารวม 17,564,000 เม็ด ไอซ์ 597 กิโลกรัม อายัดทรัพย์สินทั้งรถยนต์ 14 คัน เงินสด และที่ดิน รวมมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท

ทางด้าน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า แม้เจ้าหน้าที่จะยกระดับการกวาดล้างอย่างหนัก แต่แหล่งผลิตในพื้นที่ชายแดนยังคงเดินเครื่องผลิตยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องการระดมทุนมหาศาลเพื่อนำไปเร่งพัฒนาเขตปกครองและชุมชนของตนเอง ส่งผลให้ปริมาณยาเสพติดถูกผลิตออกมาเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว 

เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มมาตรการสกัดกั้นและเฝ้าระวังเครือข่ายอย่างใกล้ชิดทุกมิติ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู่สังคมไทยไปมากกว่านี้ สรุปยอดรวมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นมา ตำรวจภูธรภาค 5 สามารถสกัดกั้นยาบ้าไปได้แล้วกว่า 240 ล้านเม็ด และยึดทรัพย์สินได้รวมมูลค่าสูงถึง 508 ล้านบาท

Cr.เชียงใหม่ CM108 ข่าวเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่.

น้ำมันเริ่มตึงตัว ปั๊มน้ำมันขุขันธ์ทุกแห่งติดป้ายน้ำมันหมดหลังโดนหั่นโควต้าลดฮวบ

สถานะการณ์น้ำมันในอำเภอ “ขุขันธ์”ปรากฏ “โควต้าน้ำมันลดลง” น้ำมันดีเซลเริ่มตึงตัวแล้ว แต่สินค้ายังไม่ปรับราคา” ปั๊มเล็กในอำเภอพยุห์ติดป้ายบอกน้ำมันหมด แต่สามารถเติมได้ครั้งละ 500 บาท

ที่อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายปกครองลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิด หลังพบการจัดสรรน้ำมันจากคลังลดลง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่มีความต้องการสูงในตลาด

ภายใต้การอำนวยการของ นายสุวรรณ เนตรเนติกุล นายอำเภอขุขันธ์ มอบหมายให้ฝ่ายความมั่นคงอำเภอขุขันธ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและราคาสินค้าในพื้นที่ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

จากการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ พบว่า สถานีบริการน้ำมัน ปตท. หจก.พรสิทธิ์ก่อสร้างน้ำมัน ได้รับการจัดสรรโควต้าน้ำมันจากคลังในปริมาณลดลง เหลือไม่เกินประมาณ 8,000 ลิตรต่อวัน จากเดิมในช่วงสถานการณ์ปกติที่เคยได้รับ 10,000–20,000 ลิตรต่อวัน

ขณะที่ สถานีบริการน้ำมันบางจาก สาขาหจก.สิริธนาปิโตเลียม ผู้ประกอบการให้ข้อมูลว่า บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จะเป็นผู้พิจารณาจัดสรรน้ำมันให้แต่ละสาขาให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่
ส่วน สถานีบริการน้ำมัน PT สาขาขุขันธ์ ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้จัดสรรน้ำมันให้ โดยปริมาณที่ได้รับลดลงเช่นกัน โดยเฉพาะ น้ำมันดีเซล ที่มีความต้องการสูงในตลาด ขณะที่น้ำมันเบนซินยังไม่มีปัญหาในการจำหน่าย

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบร้านค้าสินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่ เช่น ร้านบิ๊กส่องแสงโฮลเซลส์ และร้านค้าของชำในบ้านสนวน พบว่า ราคาสินค้ายังไม่มีการปรับขึ้น และยังไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันในขณะนี้

ทั้งนี้ อำเภอขุขันธ์ยืนยันจะ ติดตามสถานการณ์น้ำมันและราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลไม่ให้เกิดการกักตุนสินค้า หรือฉวยโอกาสขึ้นราคา พร้อมดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ตามแนวทาง “อำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน.

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

“ไซมิส แอสเสท” เปิดตำรับ “ข้าวแช่ชาววัง 8 เครื่องเคียง” ที่ร้าน “มารี กีมาร์”

เมื่อฤดูร้อนเวียนกลับมาอีกครั้ง ร้านอาหารไทย “มารี กีมาร์” หนึ่งในธุรกิจอาหารของ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SA ชวนสัมผัสเมนูคลายร้อนแบบไทยแท้กับ “ข้าวแช่ตำรับมารี กีมาร์ 2569” ถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยชาววังผ่านความประณีตในทุกขั้นตอน โดย เชฟปิ๊ก – คณิน สินพันธ์ Executive Chef ของร้าน ที่คัดสรรวัตถุดิบจากหลายจังหวัดทั่วประเทศมารังสรรค์เป็นสำรับอาหารฤดูร้อนที่งดงามทั้งรสชาติและเรื่องราว

ร้านอาหาร “มารี กีมาร์” ยังเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพอาหารไทยแท้ในระดับสากล ขณะที่เมนู “ข้าวแช่ตำรับมารี กีมาร์” ถือเป็นหนึ่งในเมนูประจำฤดูร้อนที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รอคอยของลูกค้าในทุก ๆ ปี

ในโอกาสนี้ คุณอายุษกร อารยางกูร Group F&B Director บริษัท ไซมิส เทสท์ จำกัด และ เชฟปิ๊ก คณิน สินพันธ์ ได้ร่วมต้อนรับสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติให้ร่วมสัมผัสเมนูข้าวแช่ตำรับพิเศษดังกล่าว ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารไทยโบราณผ่านการจัดสำรับอย่างพิถีพิถัน

ข้าวแช่ปีนี้ถูกจัดเสิร์ฟอย่างประณีตใน ภาชนะรักษ์โลกจากจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินท้องถิ่น สะท้อนความงดงามของศิลปหัตถกรรมไทยผ่านภาชนะที่ใช้เสิร์ฟอาหาร พร้อมลำดับการรับประทานแบบโบราณ แบ่งออกเป็น 3 สำรับ

สำรับแรก : ของว่างคลายร้อนจากตำรับอยุธยา

เริ่มต้นมื้อด้วยเมนูโบราณ “แตงโมหน้าปลาแห้ง” ของว่างขึ้นชื่อมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยคัดเลือกแตงโมเนื้อหวานจากจังหวัดสุพรรณบุรี รับประทานคู่กับปลาแห้งที่ใช้ปลาช่อนแดดเดียวจากจังหวัดสิงห์บุรี นำมาย่างด้วยเตาถ่าน ก่อนโขลกให้ฟูและผัดจนแห้ง ปรุงรสด้วยน้ำตาลดอกมะพร้าวจากจังหวัดสมุทรสงคราม ดอกเกลือ และหอมเจียว

สำรับที่สอง : ข้าวแช่ตำรับไทยกับเครื่องเคียง 8 อย่าง

หัวใจสำคัญของเมนูคือ ข้าวแช่ ที่เชฟปิ๊กเลือกใช้ข้าวพันธุ์ “เจ๊กเชย” จากจังหวัดสระบุรี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความหอมและเม็ดข้าวที่สวยงาม นำมาหุงอย่างพิถีพิถัน ก่อนแช่ใน น้ำแร่จากอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ที่ผ่านการต้มและพักในโอ่งดินเผา จากนั้นลอยด้วยดอกไม้หอม 4 ชนิด ได้แก่ ชมนาด กระดังงาไทย กุหลาบมอญ และดอกมะลิ ก่อนอบควันเทียนให้เกิดกลิ่นหอมละมุน

เสิร์ฟคู่กับ เครื่องเคียงโบราณ 8 อย่าง ได้แก่
• ลูกกะปิหอมชุบไข่ทอด รับประทานคู่กระชายอ่อนแกะสลักเป็นดอกจำปา
• หอมแดงสอดไส้ปลา
• พริกชี้ฟ้าแห้งสอดไส้ปลา
• พริกหยวกสอดไส้หมูผัดห่อไข่ เอกลักษณ์ของร้านมารี กีมาร์
• ปลาช่อนแดดเดียวฉาบหวาน
• ไชโป๊วผัดหวานน้ำมันหมู
• หมูฝอยทอดกรอบ
• ไข่เค็มชุบแป้งทอด รับประทานคู่มะม่วงเขียวเสวยและผักแนมตามตำรับ

สำรับสุดท้าย : ของหวานฤดูร้อน

ปิดท้ายสำรับด้วยของหวานฤดูร้อน “ส้มฉุนมะยงชิด” ที่ใช้มะยงชิดสดใหม่จากจังหวัดนครนายก โรยด้วยหอมเจียวและขิงอ่อนซอย เพิ่มมิติรสชาติหวานอมเปรี้ยว สดชื่น เหมาะสำหรับฤดูร้อน

นอกจากนี้ทางร้านยังมี ชุดตะกร้าข้าวแช่สำหรับซื้อกลับบ้าน สำหรับ 2 ท่าน พร้อมขนมทองมารี 1 กล่อง ในราคา 1,299 บาท

เมนู “ข้าวแช่ตำรับมารี กีมาร์ 2569” ให้บริการในราคา 999++ บาทต่อสำรับ (รับประทานที่ร้านเท่านั้น) ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 15 พฤษภาคม 2569

ผู้ที่สนใจสามารถมาลิ้มลองสำรับข้าวแช่ตำรับไทยได้ที่ ร้านอาหารมารี กีมาร์ ชั้น 28 โรงแรม Wyndham Bangkok Queen Convention Centre Hotel เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00 – 21.00 น. สอบถามข้อมูลหรือสำรองที่นั่ง โทร 090-234-5822 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.marieguimarbkk.com

วิกฤตน้ำมันลามถึงตลาดผักรถส่งของติดคิวปั๊มผักถึงตลาดสายพ่อค้าแม่ค้าครวญต้นทุนพุ่ง

บรรยากาศภายใน ตลาดค้าส่งผักและผลไม้ ตลาดศรีเมืองทอง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น อนข้างเงียบเหงากว่าปกติ หลังรถบรรทุกผักจากแหล่งผลิตทยอยเดินทางมาถึงตลาดล่าช้ากว่ากำหนด เนื่องจากต้องเสียเวลาต่อคิวเติมน้ำมันหลายแห่ง ส่งผลให้ลูกค้าที่ตั้งใจมาซื้อสินค้าบางส่วนต้องหันไปหาซื้อจากตลาดอื่นแทน

นายยศพล ศรีนาง พ่อค้ารถขนส่งผักในตลาดศรีเมืองทอง เปิดเผยว่า ปกติรถขนส่งผักจากต้นทางมายังจังหวัดขอนแก่นจะใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง แต่ในช่วงนี้การเดินทางล่าช้ากว่าปกติ เนื่องจากสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งจำกัดวงเงินการเติมต่อครั้ง ทำให้ต้องแวะเติมน้ำมันหลายปั๊ม

บางปั๊มให้เติมได้เพียง 500-1,000 บาท ทั้งที่ปกติเราจะเติมเต็มถังครั้งเดียวให้วิ่งไป-กลับได้เลย แต่ตอนนี้ต้องแวะหลายปั๊ม เสียเวลาต่อคิวกันยาว ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และของก็มาถึงตลาดช้า พอมาสายก็ขายยาก” นายยศพลกล่าว

นายยศพล ระบุอีกว่า หากสถานการณ์ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่องและยังเติมได้ยาก อาจต้องพิจารณาหยุดวิ่งรถขนส่งชั่วคราว เพราะหากฝืนวิ่งต่อก็จำเป็นต้องปรับราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุน ซึ่งก็เกรงว่าลูกค้าจะรับภาระไม่ไหว

ด้าน น.ส.รุ่งทิพย์ วงศ์ษา แม่ค้าผักในตลาดศรีเมืองทอง กล่าวว่า เมื่อวานต้องรอเติมน้ำมันเป็นเวลานานกว่าชั่วโมง เนื่องจากรถส่งน้ำมันเข้าปั๊มยังมาไม่ถึง ทำให้เสียเวลามากและส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้า

“ตอนแรกคิดว่าบ้านเราคงไม่ได้รับผลกระทบ แต่พอไปถึงปั๊มก็ต้องรอนาน เด็กปั๊มบอกว่ารถส่งน้ำมันยังมาไม่ถึง พอผักมาช้า ลูกค้าก็ไม่รอซื้อ ร้านก็ขายยาก” น.ส.รุ่งทิพย์ กล่าว

นอกจากนี้ การขนส่งผักในแต่ละรอบที่เคยบรรทุกได้ประมาณ 15 ตัน ปัจจุบันต้องลดปริมาณลงเหลือเพียง 12-13 ตัน เพื่อประหยัดน้ำมัน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยรถบรรทุก 6 ล้อต้องเติมน้ำมันประมาณ 2,500 บาท ส่วนรถเล็กต้องเติมครั้งละ 500-1,000 บาท และบางครั้งต้องแวะเติมถึง 3 ปั๊มกว่าจะเดินทางถึงปลายทาง

“อยากให้รัฐบาลช่วยดูแลเกษตรกรและประชาชนที่ทำมาหากินจริง ๆ อย่าช่วยแต่นายทุน เพราะคนธรรมดาตอนนี้ลำบากมาก หากราคาน้ำมันแพงขึ้นและหาเติมยากจริง ๆ ก็อาจต้องหยุดวิ่งไปก่อน” น.ส.รุ่งทิพย์ กล่าว

ขณะที่ นายอนุชิต พันธะไชย เจ้าของร้านค้าส่งผัก “เทพพัฒนา” ในตลาดศรีเมืองทอง กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนคาดการณ์ได้ว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน

“ไม่ใช่แค่ค่าขนส่งเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนอื่น ๆ ก็ขยับตาม ทั้งราคาปุ๋ย ค่าบรรจุภัณฑ์ แม้แต่ตะกร้าพลาสติกก็ขึ้นราคา สุดท้ายราคาผักก็ต้องปรับขึ้นตาม แต่ปัญหาคือเศรษฐกิจตอนนี้ไม่ดี กำลังซื้อของประชาชนก็ลดลง จึงอยากให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและดูแลราคาพลังงานอย่างจริงจัง” นายอนุชิต กล่าว

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างจับตาความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เพราะหากยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะผักและผลไม้ ปรับตัวขึ้นตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง

ข่าว/ภาพ ” จักรพันธ์ นาทันริ ผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น

เย้ยรัฐบาล”อนุทิน”มะม่วงเขมรทะลักไทยปมเจ้าหน้าที่เอื้อนายทุนแลกผลประโยชย์

ศรีราชา-“มะม่วงแก้วขมิ้น” จากเขมรนับแสนตันส่งขายตลาดไทยโลละไม่ถึงบาท ตัดราคามะม่วงไทยที่กำลังออกสู่ตลาด พบนำเข้าทางทะเลชลบุรีแสนง่ายผลพวงจากเจ้าหน้าที่เอื้อนายทุนลักลอบนำเข้าาแลกกับผลประโยชน์

“มะม่วงแก้วขมิ้น” จากกัมพูชา กำลังทะลักเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่มะม่วงสดจากกัมพูชา เป็นสิ่งต้องห้ามนำเข้าตามพระราชบัญญัติกักพืชของไทยเนื่องจากเป็นพืชที่กำหนดให้เป็นพาหะเสี่ยง โดยมักไม่อนุญาตให้นำเข้าอย่างเป็นทางการตามประกาศกรมวิชาการเกษตร

ทั้งนี้การลักลอบนำเข้าถือเป็นความผิดลักลอบหนีภาษี และ กัมพูชา ก็ได้ออกประกาศห้ามนำเข้าผักและผลไม้ รวมทั้งสินค้าทุกชนิดจากไทยในช่วงที่กำลังมีข้อพิพาทแนวชายแดน ซึ่งผลกระทบจากการปิดด่านชายแดน ทำให้มะม่วงในไทย (โดยเฉพาะพันธุ์แก้วขมิ้น) มีราคาสูงขึ้นเนื่องจากขาดแคลนสินค้าจากกัมพูชา

ขณะที่ในฝั่งกัมพูชา กำลังประสบปัญหามะม่วงล้นตลาดและราคาตกต่ำเพราะส่งออกมาไทยไม่ได้ จนเกิดการลักลอบนำเข้ามะม่วงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลักลอบนำเข้าทางทะเล โดยมีเจ้าหน้าที่ไทยบางกลุ่มเอื้อประโยชน์ให้นายทุนในการนำเข้า โดยไม่คำนึงผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกรไทย

ขณะนี้ มะม่วงแก้วขมิ้นจากเขมร ทะลักเข้าไทยแล้วหลายแสนตัน และมีการลำเลียงเข้ามาทางทะเลใน จ.ชลบุรี โดยมีเจ้าหน้าที่ไทยบางกลุ่มคอยอำนวยความสะดวกในการลำเลียงไปยังตลาดไทย โดยมีต้นทุนขายที่กิโลกรัมละไม่ถึง 1 บาท ถือเป็นการทุบตลาดมะม่วงไทยที่กำลังออกสู่ตลาดอย่างรุนแรง

“ท่อส่ง-โรงกลั่นน้ำมัน”ร้างหลุมพรางฐานที่มั่นขีปนาวุธ-แท่นยิง “ลับลวงพรางวิบัติ”

“ลับ ลวง พราง” สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ฐานขีปนาวุธ แท่นยิง หลุมคลังอาวุธ ท่อส่งน้ำ ท่อส่งน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมันถอดระวาง เนรมิตเป็นอาวุธ “ลับลวงพรางวิบัติ”

แหล่งข่าวจากผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนา จ.พัทลุง กล่าวว่า สถานการณ์สงครามในกลุ่มตะวันออกกลางหลังจากนี้จะขยายผลเข้าสู่สถานการณ์สงครามจรยุทธทำลายล้างผลประโยชน์ของผู้รุกรานไม่จำเฉพาะในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางแต่ขยายผลไปยังกลุ่มผู้รุกราน ทั้งผลประโยชน์ และส่วนบุคคลด้วยวิธีการเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามจังหวะโอกาสซ่องสุมรอยคอยยาวนาน

แหล่งข่าว ยังกล่าวอีกว่า สถานการณ์สู้รบในระยะยาวตั้งแต่เริ่มต้นในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง กลุ่มผู้รุกรานได้ทำลายด้วยอาวุธทันสมัยทำลายล้างสูงต้นทุนสูง แต่ในทางกลับกันกลุ่มผู้ปกป้องมาตุภูมิ กลับต่อสู้เพื่อปกป้องมาตุภูมิได้อย่างเข้มข้นเพื่อปกป้องมาตุภูมิจากกลยุทธจรยุทธซ่อนเร้นอำพรางอันวิจิตรพิศดารเพริดแพร้วว อยากแก่การคาดคำณวน

“หลุมพรางตั้งฐานอาวุธ ฐานแท่นยิง หลุมคลังอาวุธ และอาวุธด้วยการแต่งแต้มเสริมสรรเสมือนจริงลับลวงพราง จริง ๆ เท็จ ๆ”

แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า  อาวุธสร้างผลิตจากท่อ แป๊บโรงกลั่นน้ำมัน ท่อส่งน้ำมันที่ถอดระวางแล้ว  ระเบิดสร้างจากภาชนะ หลากหลายเศษเหล็กขวดของทิ้งนำมาสะสมผลิต ทั้งนี้เพื่อเป็นเป้าล่อต่อเทคโนโลยีทันสมัยที่ยามค้นหาเป้าหมายแล้วจับได้ที่จะเข้าจู่โจมทำลายล้า

แหล่งข่าว ระบุว่า และจากการเข้าหาค้นหาเป้าหมายเพื่อทำลายโดยใช้อาวุธทำลายล้างเป้าหมายที่มีต้นทุนสูงจากฝ่ายผู้รุกราน แล้วทางฝ่ายผู้ปกป้องมาตุภูมิจะมีการคำนวนอาวุธที่ใช้เข้าทำลายจำนวนเท่าใด พร้อมทำวิศวะย้อนกลับเพื่อออกแบบวางกลยุทธยุทธวิธีในการการสู้รบและรับ

“เป็นกลยุทธจรยุทธที่วิจิตรพิศดารเพริดแพร้วอยากแก่คาดคำนวณเพื่อทอนกำลังทางอาวุธ ทอนกำลังพล ทอนกำลังทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคม ทั้งหมดจะเป็นงบประมาณอย่างมหาศาลที่ต้องสูญหายในการสู้รบ ที่จะส่งผลให้เงินของผู้เสียภาษีที่จะนำไปพัฒนาสร้างชาติและสวัสดิการของประชาชนต้องประสบกับความบกร่องบกพร่อง และยังจะสร้างหนี้สินให้พันธนาการตนเองไปในที่สุด ยิ่งยาวนานยิ่งรอคอยและสร้างความหายนะอยากแก่การคำนวณ”

และสำหรับผู้ผู้ปกป้องมาตุภูมิ แหล่งข่าว กล่าวว่า ทางด้านแหล่งอาวุธ ฐานทัพอาวุธ ต่างวางรูปแบบจรยุทธแยกกันเราอยู่ ไม่รวมหมู่ก่อให้เกิดเสียหายหมู่และถูกทำลายหมู่ และทั้งหมดต่างมีฐานลับ ลับลวงพรางใต้ดินใต้ภูเขาลึก

“ฐานลับฐานใต้ดินใต้ภูเขาไม่เฉพาะสมรภูมิหนึ่ง อาวุธอันทรงแสนยานุภาพ ต่างได้กระจายแยกย้ายจรยุทธลับลวงพราง จริง ๆ เท็จ ไปยังรหัสปลาหมึกยักษ์ในทุกพื้นที่ที่เป็นชัยสมรภูมิ หุบเหวถ้ำภูเขาฐานใต้ดินใต้ภูเขา บางชัยสมรภูมิได้ดำเนินการจัดทำออกแบบและสร้างมากว่า 40 ปี” แหล่งข่าว ระบุ 

ผู้ปกป้องมาตุภูมิมีการศึกษาเป็นชนชั้นมันสมองและแทบทุกคนจะเรียนไปทางแผนกวิทยาศาสตร์ จึงมีความเชี่ยวชาญทางวิศวะกรรมอาวุธ และเทคโนโลยี และยังสามารถถอดถอนอุปกรณ์นิวเครียร์ได้ และขณะนี้อาวุธยังมีอยู่ในฐานลับใต้ภูเขา พร้อมทั้งโรงงานอุตสาหกรรมทหาร ทั้งนี้เนื่องจากเขามีคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์ตามลายแทงและพยากรณ์ว่าต้องมีเหตุการณ์เผชิญหน้าสงครามสู้รบทำลายล้างที่จะต้องหลีกเลี่ยงไม่ได้และจะต้องมีการประสบพบเห็นอย่างรุนแรง พวกเขาจึงสำรองกักตุนความพร้อมมาเป็นขั้นตอนและระยะยาวแล้ว

แหล่งข่าว ยังกล่าวถึงแรงงานจำนวนหนึ่งจากประเทศไทย ว่า ในสถานการณ์สงครามในประเทศตะวันออกกลางในขณะนี้มีแรงงานจำนวนหนึ่งจากต่างประเทศที่เข้าไปทำการรับจ้างทำไร่การเกษตรซึ่งขณะวันเกิดเหตุเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จนถึงขณะนี้ยังต้องอาศัยอยู่ในหลุมหลบภัย ซึ่งไม่สามารถททำงานในไร่ได้ เพราะว่ามีอาวุธบินข้ามหัวทั้งกลางวันและกลางคืน  แต่ในพื้นที่ไร่เกษตรไม่มีการทำลายล้าง

“ส่วนในเขตเมือง เขตเมืองกรุง พื้นที่เป้าที่ถูกทำลายล้าง ไม่ทราบได้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะไม่รู้จักไม่รู้พื้นที่และไม่เคยได้เข้าไปอยู่แต่ในไร่” แหล่งข่าว ระบุ

แหล่งข่าว ยังกล่าวว่า แรงงานยังอยู่ในพื้นที่สงครามในไร่ขอผู้รุกรานยังไม่ยอมออกมาและบ้านได้ แม้พ่อแม่ญาติ ทางบ้านโทรศัพท์ไปหาอ้อนวอนให้เดินทางกลับบ้าน แต่เขาก็ปฎิเสธไม่ยอมเดินทางกลับ

โครงการ 197 ล.สร้างประตูระบายน้ำวังจิกกั้นน้ำแม่น้ำยมพิจิตรเสร็จทันใช้ฤดูน้ำหลาก

พิจิตร-กรมชบประทานการันตีโครงการ 197 ล้านบาทสร้างประตูระบายน้ำวังจิกกักกั้นเก็บน้ำแม่น้ำยมเพื่อการเกษตรมั่นใจแล้วเสร็จทันใช้ฤดูหน้าหลากปี 2569 แน่นอน

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นายทรงสิทธิ์ สุขพานิช  ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 3 กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน มอบให้ นายธนัท ต้นประสงค์ หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างที่ 2 ให้ข้อมูลรายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้าง ปตร.วังจิก ซึ่งตั้งอยู่ในแม่น้ำยม ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ว่า จากอดีตที่เคยล่าช้าเหตุเพราะผู้รับเหมาทิ้งงาน ปัจจุบันมีผู้รับเหมารายใหม่ในสัญญาการว่าจ้างงบ 197 ล้านบาทเศษ ระยะเวลาตั้งแต่ 7 มกราคม 68 ถึง 1 เมษายน 69 

ทรงสิทธิ์ สุขพานิช  ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 3

ซึ่งผู้รับจ้างรายใหม่นี้ทำงานดีมีคุณภาพ จึงทำให้การก่อสร้าง ปตร.บ้านวังจิก รุดหน้าไปแล้วถึง 75% โดยงานโครงสร้างคอนกรีตประตูระบายน้ำเสร็จสมบูรณ์แล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมทั้งมีการติดตั้งเครื่องกว้านและบานระบายทั้ง 5 ชุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยฤดูน้ำหลากปี 69 นี้ ก็จะสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการทำการเกษตรได้แล้ว

ในส่วนของการทำงานในช่วงนี้ กรมชลประทานกำลังเร่งดำเนินการ งานป้องกันการกัดเซาะในลำน้ำยมอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ในส่วนของภูมิทัศน์ต่างๆเสร็จทันตามแผนงานภายในวันที่ 1 เมษายน 2569 นี้แน่นอน

โดยเมื่อ  ปตร.บ้านวังจิก แห่งนี้ สร้างแล้วเสร็จ จะสามารถจะสามารถกักเก็บน้ำในแม่น้ำยมและลำน้ำสาขาได้ถึง 6.17 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมได้ประมาณ 37,397 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ต.บ้านนา อ.วชิรบารมี , ต.รังนก ต.เนินปอ อ.สามง่าม และ ต.วังจิก ต.ไผ่รอบ ต.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อีกด้วย

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร/

สส.ลุตฟี พรรคกล้าธรรมนราธิวาส เข้าถึงประชาชน ร่วมละศิลอดเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ

สส.ลุตฟี พรรคกล้าธรรมนราธิวาส เข้าถึงประชาชน ร่วมละศิลอด ข้าราชการ นักศาสนา ประชาชน เดือนรอมฎอนอันประเสริฐ

ที่บริเวณด้านหน้า บาลาซะกรายี(อาคารละหมาด) บ้านสุไหงบาลา ต.มะนังตายอ อ.เมือง จ.นราธิวาส นายอับดุลฮาดี หะยีมะปีเย๊าะ ผู้ใหญ่บ้านบ้านสุไหงบาลา ม.5 ต.มะนังตายอ อ.เมืองนราธิวาส และทีมงาน  ได้จัดให้มีจัดกิจกรรม ละศีลอดรอมฎอนสัมพันธ์ ประจำปี 2569  ณ บาลาเซาะบ้านกราหยี(บ้านย่อย) 

โดยมีนายลุตฟี หะยีอีแต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ เขต 1 นราธิวาส พรรคกล้าธรรม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการ นักศาสนา เยาวชน และประชาชน  ในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมละศิลอด อย่างคับคั่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ซึ่งมีรอยยิ้มอาธศรัย แลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์ ในเดือนอันประเสริฐ และเมื่อถึงเวลา ทุกคนร่วมละศิลอด ด้วยอินทผลัมและอาหาร ก่อน จะร่วมกันละหมาดในบาลาซะกรายี โดยพร้อมเพรียงกัน

หลังละหมาดมักริบร่วมกัน นายลุตฟี หะยีอีแต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ เขต 1 นราธิวาส พรรคกล้าธรรม ได้กล่าวพบปะ ขอบคุณประชาชนทุกคน ที่มาร่วมงาน กิจกรรมรอมฎอนอันประเสริฐในครั้งนี้ และรู้สึกดีใจที่มีส่วนร่วม กับกิจกรรมเดือนแห่งการถือศิลอด ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม 

ซึ่งมุ่งเน้นให้ทุกคนทำความดีให้มากที่สุด โอกาสนี้ขอบคุณทุกคนที่ทุ่มเท่ เลือกตนมาเป็น ส.ส.และตนจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเคียงข้างประชาชน  และหามีสิ่งใด ที่ประชาชนเห็นสมควรแก้ปัญหา เพื่อพื้นที่ประชาชน ก็สามารถนำเสนอได้เสมอ เพื่อนำสู่การแก้ไขให้ดีขึ้นต่อไป

สำหรับรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์เป็นเดือนที่ 9 ในปฏิทินจันทรคติของอิสลาม เป็นเดือนแห่งการถือศีลอด การสักการะ การปฏิบัติศาสนกิจ การรวมตัวกันในชุมชน และการพัฒนาทางจิตวิญญาณ การถือศีลอดในเดือนรอมฎอนเป็นหนึ่งในห้าเสาหลักของศาสนาอิสลาม เนื่องจากมี 12 เดือนจันทรคติซ้อนทับกับ 12 เดือนสุริยคติ เดือนรอมฎอน  รอมฎอนสัมพันธ์ที่ดีคือการสร้างความใกล้ชิดกับอัลลอฮ์และกระชับความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ผ่านการถือศีลอด, อ่านกุรอาน, ละหมาดตะรอเวี๊ยะห์, และละศีลอดร่วมกัน 

ทั้งในครอบครัว ชุมชน และการเอื้อเฟื้อต่อผู้ยากไร้ เพื่อเพิ่มพูนความบะรอกัต (ความจำเริญ) และความอดทนในเดือนอันประเสริฐนี้ แนวทางการสร้างรอมฎอนสัมพันธ์ที่ดี ครอบครัวสัมพันธ์: ร่วมรับประทานอาหารซูโฮร (มื้อก่อนรุ่งสาง) และละศีลอด (อิฟฏอร) พร้อมหน้ากัน, พาครอบครัวไปละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ที่มัสยิด, และทำกิจกรรมอ่านอัลกุรอานร่วมกัน

ชุมชนและมิตรสหายร่วมละศีลอดกับเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้อง, เชิญชวนคนรอบข้างมาร่วมรับประทานอาหาร, หรือแจกจ่ายอาหารละศีลอดให้เพื่อนบ้าน สังคมเอื้อเฟื้อ อาทรต่อกัน: บริจาคทาน (ซอดะเกาะฮ์) ให้ผู้ยากไร้และคนด้อยโอกาส เพื่อย้ำเตือนความกตัญญูและเห็นใจผู้อื่น

การพัฒนาตนเอง: ใช้เวลาในการขอดุอาอ์ (วิงวอนขอพร) ในเวลาที่ถูกตอบรับ, ศึกษาความหมายของอัลกุรอาน, และตั้งเป้าหมายพัฒนาตัวเอง

สุขภาพกายและใจ: พักผ่อนให้เพียงพอ, ดื่มน้ำให้เพียงพอ, หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด/ไขมันสูง, และรักษาสุขภาพเพื่อให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างเต็มที่  
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 19 มีนาคม ทางสำนักงานจุฬาราชมนตรี ได้กำหนดให้ดูดวงจันทร์ หากเห็นดวงจันทร์ ในวันที่กำหนดดังกล่าว ก็จะถือวันสิ้นสุด เดือนรอมฎอน และจะเป็น วันเฉลิมฉลอง วันฮารีรายออิดลิฟิตรี ของชาวไทยมุสลิมในประเทศไทย.

โดย….แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส  

20 ลูกเรือ”มยุรี นารี”เดินทางถึงไทยแล้ว บริษัทยันจ่ายค่าจ้างเต็ม บวกเงินพิเศษพื้นที่สงคราม

20 ลูกเรือ ‘มยุรี นารี’ จากโอมานเดินทางถึงไทยแล้ว ก.แรงงาน – กต. จัดทีมต้อนรับ อำนวยความสะดวก เผยบริษัทจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวน พร้อมค่าตอบแทนพิเศษทำงานพื้นที่สงคราม

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายพงศ์เทพ เพชรโสม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล และนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และคณะ ให้การต้อนรับลูกเรือไทยทั้ง 20 คน ที่เดินทางกลับจากโอมาน โดยทันทีที่เดินทางถึงประเทศไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้เข้าต้อนรับดูแลอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิด ณ สนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ

ด้าน นายพงศ์เทพ เพชรโสม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับบริษัทเจ้าของเรือในเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ลูกเรือจะได้รับ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากรบริษัทเจ้าของเรือเป็นอย่างดี ในด้านสิทธิประโยชน์ ลูกเรือทุกคนจะได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน รวมถึงค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการทำงานในพื้นที่สงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่วันเริ่มงานจนถึงวันที่เดินทางกลับถึงกรุงเทพมหานคร ส่วนอีก 3 รายเร่งประสานงานช่วยเหลือ

โดยบริษัทจะดำเนินการโอนค่าจ้างเข้าบัญชีธนาคารของลูกเรือแต่ละรายภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือนตามปกติ พร้อมทั้งได้รับการชดเชยทรัพย์สินส่วนตัวที่สูญเสียจากเหตุการณ์ ดังกล่าว ในส่วนของทรัพย์สินส่วนตัวที่ลูกเรือต้องทิ้งไว้บนเรือ บริษัทจะดำเนินการชดเชยค่าเสียหายเต็มจำนวนให้แก่ลูกเรือแต่ละรายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ บริษัทได้ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะรักษาการจ้างงานของลูกเรือทุกคน และพร้อมรับลูกเรือกลับเข้าปฏิบัติงานทันทีเมื่อมีความพร้อมและมีความประสงค์ที่จะกลับมาปฏิบัติงานอีกครั้ง

ทั้งนี้ ภายหลังการเดินทางกลับถึงประเทศไทยบริษัทได้ดำเนินการดูแลสวัสดิภาพของลูกเรือตามความเหมาะสมโดยจัดให้มีการตรวจสุขภาพเพื่อดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจของลูกเรือโดยผู้เชี่ยวชาญ