นครบาลระดมกวาดล้างจับผู้ต้องหา 129 ราย ปืน 47 กระบอก รถจยย. 49 คัน ยาบ้า 1.42 ล้านเม็ด

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น.ดูแลงานสืบสวน พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผบช.น.ดูแลงานยาเสพติด พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 รองผบก.น.1 – 9 รองผบก.สส.บช.น. รองผกก.สส. – สว.สส. ทั้ง 88 สน. กก.ดส. แถลงระดมกวาดล้างเปิดปฏิบัติการ กรุงเทพปลอดภัย  ตั้งแต่วันที่ 23 – 30 พ.ค.2568 สรุปผลการปฏิบัติระดมกวาดล้างอาชญากรรมในห้วง 7 วัน การปิดล้อมตรวจค้นกลุ่มเป้าหมาย จับกุมผู้กระทําความผิด 129 ราย ยึดอาวุธ 47 กระบอก มี ทะเบียน 12 กระบอก ไม่มีทะเบียน 35 กระบอก สิ่งเทียมอาวุธปืน 3 ชิ้น กระสุน 482 นัด รถยนต์ 4 คัน รถจักรยานยนต์ 49 คัน ยาบ้า 1,420,000 เม็ด ทั้งนี้ ผู้ต้องหาจํานวนทั้งหมดอยู่ระหว่างดําเนินคดีในชั้นสอบสวน และจะทําการสืบสวนขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.ท.สยาม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน มีการรวมตัวตั้งเป็นกลุ่มแก๊ง แต่ละครั้งคนร้ายจะใช้อาวุธปืนข่มขู่หรือทําร้าย ร่างกายเพื่อได้มาซึ่งทรัพย์ สร้างความเดือดร้อน รวมถึงมีการก่อเหตุโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์จนทำในําไปสู่การระดมกวาดล้างอาชญากรรม ตั้งแต่วันที่ 23- 30 พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา มีการปิดล้อมตรวจค้นกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กวาดล้างอาชญากรรม กลุ่มผู้กระทําความผิด เกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด และ กลุ่มผู้กระทําความผิดเกี่ยวกับการโจรกรรมรถยนต์หรือจักรยานยนต์ ทั้งนี้ บช.น. จึงร่วมกันป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนทั่วไป เพื่อร่วมกันสร้างความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ศัยอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และขอประชาสัมพันธ์แก่ประชาชน หากพบเบาะแสผ่านสถานีตํารวจ 88 แห่งในแต่ละพื้นที่ หรือ สายด่วน 191 ได้ต่อไป

สำหรับคดีที่น่าสนใจ จับเครือข่ายยาบ้ามาย บางแวก พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1 พ.ต.ท.ณัฐฐโภคิน เหลืองลักษมี พ.ต.ท.มนูญ กู้เมือง รอง ผกก.สส.บก.น.1 ร่วมกันจับกุมตัวนายคัมภีร์หรือบังตือ หวังพิทักษ์ อายุ 40 ปี และน.ส.สุพิชฌาหรือบอล ช่างกลึงเหมาะ อายุ 38 ปี จับกุมได้ลานจอดรถภายในซอยราษฎร์พัฒนา 10 แขวงราษฎร์พัฒนา เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) 100,000 เม็ด ต่อเนื่องจับกุมนายทศพรหรือมาย โทนวณิก อายุ 29 ปี พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) 320,000 เม็ด รวม 420,000 บาท จับกุมได้ภายในลานจอดรถวัดชัยฉิมพลี ถนนเพชรเกษมซอย48 แขวงบางแวก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. เวลา 21.00 น. ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายใหญ่ จำนวนหลายคดีอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จึงได้สืบสวนขยายผลเรื่อยมา จนทราบว่ามีกลุ่มผู้ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดย่านกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งใช้รถยนต์ยี่ห้อ MG รุ่น ZS สีแดง หมายเลขทะเบียน กธ 2065 สกลนคร มีพฤติกรรมนำยาเสพติดส่งให้กับผู้ค้ารายย่อยในเขตกรุงเทพมหานคร จึงได้สืบสวนอย่างต่อเนื่องต่อมาวันที่ 2 มิ.ย. 2568 เวลาประมาณ 21.00 น. พบรถยนต์คันดังกล่าว ขับขี่เข้ามาจอดลานจอดรถภายในซอยราษฎร์พัฒนา 10 แขวงราษฎร์พัฒนา เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว พบผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาเสพติดและจากการขยายผลรับว่านำยาเสพติดมาจากนายมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้สืบสวนขยายผลจนกระทั่งพบว่า นายมาย บางแวก นำยาเสพติดซุกซ่อนไว้ในรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียน กอ 7756 นครปฐม และขับขี่มาจอดรถทิ้งไว้ภายในวัดชัยฉิมพลี ถนนเพชรเกษมซอย48 แขวงบางแวก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เพื่อรอนำมาจำหน่าย เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าสังเกตุการณ์จนพบนายมายดาวคะนองมาที่รถยนต์คันดังกล่าว จึงทำการแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว พบผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาเสพติด

เบื้องต้นแจ้งข้อหานายคัมภีร์หรือบังตือ อายุ 40 ปี และน.ส.สุพิชฌาหรือบอล “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ( เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า ) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย อันเป็นการกระทำเพื่อค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน,ยาบ้า,ยาไอซ์)โดยผิดกฎหมาย” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.บางชัน และแจ้งข้อหา นายทศพรหรือมาย “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ( เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า ) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ,มีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตไว้ในครอบครอง (ปืนผิดมือ) ,มีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต” สน.บางเสาธง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

อีกคดี สืบนครบาลรวบเครือข่าย วุฒิ หาดใหญ่ 1 ล้านเม็ด พ.ต.อ.สิทธิศักดิ์ นาคามาตย์ ผกก.สส.2 บก.สส.บช.น. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตํารวจ กก.สส.2 บก.สส.บช.น. จับกุมนายศุภสิทธิ์ วุฒิโอฬารกุล อายุ 32 ปี และนายคณิต ทองคํา อายุ 29 ปี พร้อมของกลาง ยาบ้า 1,000,000 เม็ด รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่หอ้ นิสสันรุ่นจูคสีขาวติดแผ่นป้ายทะเบียนขท9943สงขลา 1 คัน รถจักรยานยนต์ ยี่หอ้ ฮอนด้า รุ่น เวฟ ติดแผ่นป้ายทะเบียน 2กญ 7131 สงขลา 1 คัน รถจักรยานยนต์ยี่หอ้ ฮอนด้ารุ่นเวฟติดแผ่นป้ายทะเบียน2ขฆ5819กรุงเทพมหานคร 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง จับกุมได้บริเวณหน้าคอนโดเอลลิโอ เดล มอสส์ พหลโยธิน ซอยพหลโยธิน 34 แขวงเสนานิคม เขต จตุจักร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. เวลาประมาณ 04.30 น.ที่ผ่านมา 

เจ้าหน้าที่ตํารวจ บก.สส.บช.น. ได้ทําการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพ ติดขอ้หาร้ายแรงจํานวนหลายคดีอย่างต่อเน่ืองในพืน้ที่กรุงเทพมหานครจากการสืบสวนขยายผลเร่ือยมาจน ทราบว่ามี นายศุภสิทธิ์ วุฒิโอฬารกุล อายุ 32 ปี ชาวอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ขับขี่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อนิสสัน รุ่นจูค สีขาวติดแผ่นป้ายทะเบียน ขท 9943 สงขลา พฤติกรรมไปรับยาเสพติดบริเวณพื้นที่ จ.สระบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงจะนํายาเสพติดมาพักไว้บริเวณ คอนโดเอลลิโอ เดล มอสส์ พหลโยธิน ซอยพหลโยธิน 34 แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ และจะส่งต่อไปยังพื้นที่ภาคใต้ จึงนํากําลังไปเฝ้าสังเกตุการณ์บริเวณดังกล่าว 

ต่อมา เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2568 เวลาประมาณ 04.00 น. ที่ผ่านมาทระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตํารวจชุดจับกุม ไปเฝ้าสังเกตุการณ์ บริเวณใกล้เคียง คอนโดเอลลิโอ เดล มอสส์ พหลโยธิน ซอยพหลโยธิน 34 แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ตํารวจชุดจับกุมได้พบรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ นิสสัน รุ่น จูค สีขาว ติดแผ่น ป้ายทะเบียน ขท 9943 สงขลา ขับเข้ามาบริเวณหน้าทางเข้า คอนโดเอลลิโอ เดล มอสส์ พหลโยธิน ซอย พหลโยธิน 34 แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ตํารวจชุดจับกุมจึงได้แสดงตัว เป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจ และได้บังคับรถให้หยุดแล้วแสดงตัวเข้าตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว โดยได้แสดงความ บริสุทธิ์ใจ จนเป็นที่พอใจแล้ว จึงทําการตรวจค้น รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ นิสสัน รุ่น จูค สีขาว ติดแผ่นป้าย ทะเบียน ขท 9943 สงขลา ผลการตรวจค้นพบนายศุภสิทธิ์ หรือวุฒิ วุฒิโอฬารกุล ป็นคนขับทและนายคณิต ทองคําทเป็นคนนั่งข้างด้านหน้า ตรวจพบยาบ้าอยู่บริเวณ เบาะคนนั่งแถวที่สองภายในห้องโดยสารของ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ นิสสัน รุ่น จูค สีขาว ติดแผ่นป้าย ทะเบียน ขท 9943 สงขลา

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมตัวจึงได้ควบคุมตัวผู้ถูกจับกุมที่ 1 และผู้ถูกจับกุมที่ 2 พร้อมของกลาง ทั้งหมดพร้อมได้แจ้งสิทธิให้ผถูู้กจับกุมทราบและได้แจง้ว่าจะต้องถูกจับกุมโดยแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับกุม ทราบดังนี้ว่ากระทําความผิดฐาน “ร่วมกันจําหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท1 ( เมทแอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า ) โดยการมีไว้เพื่อจําหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นการกระทําเพื่อการค้า เป็นการ ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และ เป็นการทําให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรอื ความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”

จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย พบว่า
1.นายศุภสิทธิ์ วุฒิโอฬารกุล อายุ 32 ปี มีประวัติคดีอาญา 2 คดี ได้แก่ คดีอาญาที่ 3035/2564 ในความผดิ ตัวการในข้อหาฝ่าฝืนข้อกําหนดห้ามมิให้บุคคลภายออกนอกเคหะ สถานในระยะเวลาที่กําหนดพื้นที่สภ.หาดใหญ่ และคดีอาญาที่581/2566ในความผดิตามพ.ร.บ.อาวุธปืนฯพื้นที่สน.พหลโยธิน และนายคณิต ทองคํา อายุ 29 ปี มีประวัติคดีอาญา 2 คดี ได้แก่ คดีอาญาที่ 115/2564 ในความผิด ตัวการในข้อหามีไว้ในความครอบครอง วึ่งยาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 (พืชกระท่อม) ไม่ถึง 10 กิโลกรัม ของ บช.ปส. และคดีอาญาที่ 3/2566 ในความผิด ผู้สนับสนุนในข้อหาช่วยให้ผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทําความผิด หรือเป็น ผู้ต้องหาว่ากระทําความผิด พื้นที่ สภ.ลําลูกกา ( พนักงานสอบสวนออกหมายจับตามหมายจับศาลจังหวัด ธัญบุรี ที่ 8/2566 ลง 5 ม.ค.66 ผู้ต้องหายังไม่ถูกจับกุม จึงได้จับกุมพร้อมของกลางนําส่งพนักงานสอบสวนบช.ปส.เพื่อดําเนนิคดีตามกฎหมายต่อไป

เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวเบตงคึกคักรับมาเลเซียปิดเทอมเงินสะพัดทั่วเมือง

ยะลา – ชาวมาเลเซียต่างมีความเชื่อมั่นความปลอดภัยในพื้นที่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ถึงแม้จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม ต่างยังคงพาบุตรหลานเข้ามาท่องเที่ยวใน อ.เบตง จ.ยะลา เป็นจำนวนมากในช่วงปิดภาคเรียนของประเทศมาเลเซียและวันฮารีรายออีดิ้ลอัฎฮา ซึ่งเป็นวันหยุดยาวหลายวัน โดยมียอดนักท่องเที่ยวมากเพิ่มขึ้นถึง 60 เปอร์เซ็นต์จากปกติคาดเงินสะพัดช่วงนี้กว่า 15 ล้านบาท

บรรยากาศย่านใจกลางเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเช็กอินสำคัญของ อ.เบตง จ.ยะลา ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่มาเที่ยวชม และแวะเช็กอินที่ตู้ไปรษณีย์เบตงที่สูงที่สุดในประเทศไทย และหาซื้อสินค้าพื้นเมือง ตลอดจนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ส่งผลให้ร้านค้าในย่านตัวเมืองเบตงมีความคึกคักเป็นอย่างมาก

โดยช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในช่วงปิดภาคเรียนมากกว่าในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ จากปกติก่อนหน้านี้มีอัตราการเข้าพักของนักท่องเที่ยวใน อ.เบตง อยู่ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ แต่ในช่วงนี้เป็นช่วงปิดภาคเรียนของสถานศึกษาในประเทศมาเลเซีย นอกจากนี้ยังในช่วงเวันฮารีรายออีดิ้ลอัฎฮา ทำให้มีวันหยุดยาว 10 วัน ทำให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ 40-60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางมาเป็นกรุ๊ปทัวร์ และแบบส่วนตัว เพื่อพาครอบครัวมาท่องเที่ยวในช่วงปิดภาคเรียนคาดเงินสะพัดช่วงนี้กว่า 15 ล้านบาท

และจากการพูดคุยกับไกด์รถบัสที่นำนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเข้ามาท่องเที่ยวในอำเภอเบตง บอกว่า ทางกรุ๊ปทัวร์มาเลเซียได้จัดโปรแกรมท่องเที่ยวใน อ.เบตง จ.ยะลา ในช่วงโรงเรียนในประเทศมาเลเซียปิดเทอม เนื่องจากอำเภอเบตง เป็นอีกเป้าหมายของชาวมาเลเซียที่พาบุตรหลานมาเที่ยว เนื่องจากอำเภอเบตงห่างจากกัวลาลัมเปอร์ ระยะทางเพียง 304.09 กม. ใช้ระยะเวลาเดินทาง 40 นาที โดยประมาณ และเดินทางสะดวก นอกจากนี้บรรดาลูกทัวร์ที่เดินทางมาต่างมีความมั่นใจในการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง เพราะในการเดินทางจะพบด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลความปลอดภัยในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวใน อ.เบตง จ.ยะลาได้

 และ ในช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมทำให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก และยังได้มาจับจ่ายซื้อของทั้งของกินและของฝาก โดยเฉพาะสะตอข้าวของเมืองเบตง วางให้ได้เลือกซื้อกันจำนวนมาก มีทั้งแบบแกะเม็ดขายแบ่งเป็นถุง ถุงเล็กครึ่งกิโลกรัม 300 บาท ถุงใหญ่กิโลกรัมละ 600 บาท โดยมีคนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวไปเลือกซื้อกันอย่างคึกคักก่อนกลับบ้าน ส่งผลให้ในช่วงนี้เศรษฐกิจในอำเภอเบตงดีขึ้นกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะจากชื่อเสียงเรื่องอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวโดยเฉพาะทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ซึ่งหลายคนอยากมาสัมผัสสักครั้งในแดนใต้

แต่เมื่อมาถึงกลับกันอย่างสิ้นเชิง ที่บางคนบอกว่าภาคใต้น่ากลัว แต่เมื่อมาถึงแล้วจะรู้ ว่าสิ่งที่ได้ยินมาตรงกันข้ามกับที่เคยได้ยินมาเลย ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ต่างยิ้มแย้มให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองมาก โดยเฉพาะที่อำเภอเบตง ผู้คนที่นี่น่ารัก เป็นกันเอง ถือว่าได้เดินทางมาพักผ่อนสมองในวันหยุดยาว และยังได้สัมผัสวิถีชีวิตของคนที่อยู่ร่วมกันในสังคมที่หลากหลายที่อยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง ซึ่งห่างไกลจากความขัดแย้งในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสิ้นเชิง

โดย….เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

“ดอกกระเจียวบานช่ำ”บานสะพรั่งท่ามกลางสายหมอกแห่งเทือกเขาป่าหินงาม

ชัยภูมิชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์ “ดอกกระเจียวบานช่ำ” กลางสายหมอกแห่งเทือกเขาป่าหินงาม สู่เทศกาลท่องเที่ยวเชิงนิเวศระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 ฤดูฝนปีนี้ ดอกกระเจียวสีชมพูอมม่วงเริ่มผลิดอกชูช่อบานสะพรั่งกลางป่าเต็งรังกว่า 200 ไร่ ณ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ท่ามกลางสายหมอกยามเช้าที่ปกคลุมผืนป่า กลายเป็นภาพมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่หาชมได้เพียงหนึ่งเดียวในโลก

จังหวัดชัยภูมิเปิดเทศกาล “ดอกกระเจียวบานช่ำ 2568” อย่างเป็นทางการ พร้อมดึงเสน่ห์วิถีถิ่น Soft Power ชูชาวญัฮกุร (มอญโบราณ) สะท้อนอัตลักษณ์พื้นถิ่นผสานการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ชวนชมการแสดงพื้นบ้าน ประเพณีพื้นเมือง นิทรรศการ และการประกวดภาพถ่ายดอกกระเจียว รวมถึงสินค้าชุมชน-OTOP มากมาย เช่น ทุเรียนโอโซน และสมุนไพรท้องถิ่น

นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ พร้อมด้วย นายวรวิทย์ นามมหานวล นายอำเภอเทพสถิต นายสมศักดิ์ กาญจนะคช หัวหน้าอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม นางรุ่งทิพย์ บุกขุนทด ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานนครราชสีมา นางสาวสุรีวรรณ นาคาศัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ และนางธิดารัตน์ อากรตน ประชาสัมพันธ์จังหวัดชัยภูมิ ร่วมจัดงานแถลงข่าว เทศกาลท่องเที่ยวดอกกระเจียวบาน ประจำปี 2568 โดยมีส่วนราชการ ประชาชน ชาวบ้านเทพสถิต เข้าร่วม

ด้านนายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิเผยว่า เทศกาลนี้ไม่เพียงเป็น High Season ของจังหวัด แต่ยังเป็นการผลักดันแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของไทยสู่เวทีระดับโลก ผ่านการบริหารจัดการที่คำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

ขณะนี้ดอกกระเจียวบานแล้วกว่า 30% คาดว่าจะบานเต็มทุ่งภายในสิ้นเดือนมิถุนายน โดยนักท่องเที่ยวสามารถมาเยือนได้จนถึง 31 สิงหาคม 2568

ป่าหินงาม ยังมีจุดเด่นเชิงธรรมชาติอีกมากมาย อาทิ หินรูปร่างแปลกตา จุดชมวิว “สุดแผ่นดิน” ที่สูงกว่า 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล พร้อมทะเลหมอกยามเช้าให้ถ่ายภาพเก็บไว้ในความทรงจำ

เทศกาลนี้จะจัดกิจกรรมพิเศษทุกเสาร์-อาทิตย์ พร้อมบริการรถ OTOP รับ-ส่งนักท่องเที่ยวฟรี เพื่อให้ทุกการมาเยือนคือประสบการณ์อบอุ่น งดงาม และยั่งยืน

โดย…อารยา  ศรีลาวงศ์  ผู้สื่อข่าวภูมิภาคชัยภูมิ

สุดยิ่งใหญ่แห่งปี!งาน“มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก” เฉลิมพระเกียรติฯ 47 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ

โชว์ Soft Power “ผ้าไหมไทย” สุดยิ่งใหญ่แห่งปี เฉลิมพระเกียรติฯ 47 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี วธ. ผนึกกำลังสมาคมส่งเสริมผ้าไหมไทยและวัฒนธรรมไทย กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน “มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 14” ชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ ครม.-ทูต กว่า 88 ประเทศ เดินแฟชั่นโชว์สุดตระการตา อวดโฉมชุดผ้าไหมไทยฝีมือนักศึกษาไทย ในวันที่ 21 มิถุนายน 2568 ณ หอประชุมกองทัพเรือ พร้อมโชว์ชุดผ้าไหมไทย 25 – 29 มิถุนายน 2568 ณ ลาน Eden ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ (CentralWorld)

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่ากระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่างาน “มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 14” และโครงการประกวด The 6th Next Big Silk Designer Contest 2025 โดยมีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ดร.สุมาลี อุทัยเฉลิม ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรมประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หน่วยงานรัฐ เอกชน ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมและสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ห้อง Gallery 5 หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

ภายในงานแถลงข่าวมีการแสดงวัฒนธรรมไทย ชุด “รอยอารยะ” แสดงถึงวิวัฒนาการเครื่องแต่งกายของไทยตั้งแต่ สมัยทวารวดีจนถึงรัตนโกสินทร์ การฉายวิดีทัศน์  โครงการฯ การเสวนาโดยผู้แทนจากคณะกรรมการจัดงาน H.E. Paolo Dionisi เอกอัครราชทูตอิตาลี ตัวแทนจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย มินิแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทย ผลงานนิสิต นักศึกษา ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ โดยได้รับเกียรติจาก เอกอัครราชทูต อุปทูต ตัวแทนสถานทูต กงสุลกิตติมศักดิ์ และตัวแทนสถานกงสุล ร่วมสวมใส่และเดินแบบ นอกจากนี้ บรรดานิสิต นักศึกษา เจ้าของผลงานยังนำชุดผ้าไหม 30 ชุด และผืนผ้าไทย 5 ผืน มาจัดแสดงพร้อมนำเสนอความเป็นมา

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวอีกว่า รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มีนโยบายขับเคลื่อน Soft Power อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยสู่ระดับนานาชาติ เพื่อให้ประชาชนและชุมชนมีอาชีพ รายได้ ส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้ง วธ. เล็งเห็นความสำคัญในการเชิญชวนชาวต่างชาติมาทำความรู้จักกับผ้าไหมไทย สนับสนุนผ้าไหมไทยให้เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม จึงร่วมกับสมาคมส่งเสริมผ้าไหมไทยและวัฒนธรรมไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรมประชาสัมพันธ์ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำประเทศไทย

และหน่วยงานรัฐ เอกชนและเครือข่ายวัฒนธรรม เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 47 พรรษา ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี รวมไปถึงเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาไทย คณะออกแบบแฟชั่นสิ่งทอจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ได้ออกแบบและตัดเย็บชุดผ้าไหมให้กับทูตานุทูต และนางแบบนายแบบกิตติมศักดิ์ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านแฟชั่นในระดับนานาชาติ และยังเป็นการขยายความร่วมมือผ่านเส้นทางทางการทูต ชูผ้าไหม Soft Power ไทยสู่ระดับโลก

ทั้งนี้ งานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ได้จัดมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 16 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ซึ่งปีนี้งานก้าวสู่ปีที่ 16 โดยจะมีการจัดพิธีเปิดงานในวันที่ 21 มิถุนายน 2568 ณ หอประชุมกองทัพเรือ ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่ พิธีถวายพระพรชัยมงคลพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี การเดินแฟชั่นโชว์ชุดผ้าไหมไทย โดย คณะรัฐมนตรี ผู้แทนรัฐบาลไทย เอกอัครราชทูตและคู่สมรสและผู้แทนสถานทูตนานาประเทศกว่า 88 ประเทศ แบ่งออกเป็น 6 องก์ ได้แก่

1. การแสดงชุด “รอยอารยะ” แฟชั่นโชว์จากคณะรัฐมนตรี ตัวแทนรัฐบาลไทย 
2. การแสดงชุด “มรดกแผ่นดินไทย” แฟชั่นโชว์จากเอกอัคราชทูต 
3. การแสดงชุด “เสียงแห่งผ้าไทย” แฟชั่นโชว์จากภรรยาเอกอัครราชทูตและอุปทูต 
4. การแสดงชุด “นาฏยมวยไทย” แฟชั่นโชว์จากตัวแทนสถานทูต 
5. การแสดงชุด “สีสันสยาม สีสันสี่ภาค” แฟชั่นโชว์จากกงสุลกิตติมศักดิ์ 
6.การแสดงชุด “เสียงกลองแห่งแผ่นดิน” แฟชั่นโชว์จากตัวแทนกงสุลกิตติมศักดิ์และนักศึกษา นอกจากนี้ มีพิธีมอบรางวัลชนะเลิศ การประกวดการออกแบบลายผ้าไหมร่วมสมัย พิธีมอบรางวัล “การประกวดชุดผ้าไหมร่วมสมัย” และการจัดนิทรรศการผลงานการประกวด The 6th Next Big Silk Designer Contest 2025 นิทรรศการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจากชุมชนท้องถิ่น และบูธจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ผ้าไหม

นอกจากนี้ ในวันที่ 25 มิถุนายน 2568 จะมีการจัดพิธีมอบรางวัลชมเชยจากการประกวด “The 6th Next Big Silk Designer Contest 2025” และรางวัลการประกวด Social Media เผยแพร่คลิปเกี่ยวผ้าไหมไทย โดนใจกรรมการ การเดินแฟชั่นโชว์ และการจัดนิทรรศการชุดผ้าไหมกว่า 197 ชุด ที่ออกแบบและตัดเย็บโดยนิสิต นักศึกษา การออกร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมกว่า 40 ร้านค้าจาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 29  มิถุนายน 2568 ณ ลาน Eden ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิร์ด (CentralWorld) จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมชมและให้กำลังใจเหล่านิสิต นักศึกษา ชุมชนและผู้ประกอบการผ้าไหมที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว 

“สตาร์ก”ผงาดคว้าแชมป์ “ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น”เมเจอร์แรกในชีวิต–“เอรียา”จบที่ 9 ร่วม

มายา สตาร์ก โปรกอล์ฟสาวจากสวีเดน ผงาดคว้าแชมป์ ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น พรีเซ็นเต็ด บาย แอลลาย ที่รัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจบลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน 2568 แม้จะเสียโบกี้ในสองหลุมสุดท้าย แต่ยังคงมีคะแนนเหนือกว่า เนลลี คอร์ดา มือ 1 ของโลกชาวอเมริกัน และ ริโอะ ทาเคดะ จากญี่ปุ่น อยู่ 2 สโตรก นับเป็นแชมป์เมเจอร์แรกในชีวิต และเป็นการก้าวตามรอยรุ่นพี่ร่วมชาติอย่าง อันนิกา โซเรนสตัม และ ลีเซลอตต์ นอยมันน์ ที่เคยคว้าแชมป์รายการนี้มาแล้ว

ด้าน “เม” เอรียา จุฑานุกาล อดีตแชมป์ปี 2018 เร่งเครื่องในรอบสุดท้าย คว้าอันดับ 9 ร่วม ถือเป็นผลงานที่น่าพอใจสำหรับแฟนกอล์ฟชาวไทย

การแข่งขันครั้งนี้เป็นการจัด ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น ครั้งที่ 80 ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2568 ถือเป็นเมเจอร์ลำดับที่สองของปี ชิงเงินรางวัลรวม 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 391.4 ล้านบาท โดยมีนักกอล์ฟหญิงไทยเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 11 คน และมีเพียงสองคนที่ผ่านการตัดตัวเข้าสู่รอบสุดท้าย ได้แก่ เอรียา จุฑานุกาล และ วิชาณี มีชัย

ในรอบสุดท้าย มายา สตาร์ก ออกสตาร์ตในฐานะผู้นำ ทำเบอร์ดี้ที่หลุม 6 ก่อนเสียโบกี้ที่หลุม 7 จากนั้นกลับมาทำเบอร์ดี้อีกที่หลุม 11 และ 14 แต่พลาดอีกสองโบกี้ในหลุม 17 และ 18 จบรอบด้วยสกอร์อีเวนพาร์ 72 รวมสี่วัน 7 อันเดอร์พาร์ 281 คว้าแชมป์ไปครอง เหนือ คอร์ดา และ ทาเคดะ อยู่ 2 สโตรก ชัยชนะครั้งนี้นับเป็นแชมป์ที่สองของ สตาร์ก ในการเล่นแอลพีจีเอ ทัวร์ ต่อจากรายการ ISPS Handa World Invitational ที่ไอร์แลนด์เหนือเมื่อปี 2022

โปรสาววัย 25 ปี จากเมืองสกูรูป ประเทศสวีเดน เปิดใจหลังคว้าแชมป์เมเจอร์ว่า “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือเรื่องจริง เพราะเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนยังรู้สึกว่าแชมป์เมเจอร์อยู่ไกลเกินเอื้อม สัปดาห์ที่แล้วความมั่นใจก็ลดลงอีก แต่เพื่อนสนิทของฉันบอกให้เชื่อมั่นในตัวเอง ฉันจึงพยายามทำให้ตัวเองและทีมภาคภูมิใจให้ได้”

มายา สตาร์ก คว้าแชมป์แรกของปีนี้ พร้อมเงินรางวัล 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 78.8 ล้านบาท ทำให้ยอดรวมรายได้ในทัวร์ปีนี้อยู่ที่ 2,530,725 ดอลลาร์ หรือประมาณ 83.18 ล้านบาท เธอกลายเป็นนักกอล์ฟสวีเดนคนที่สามที่คว้าแชมป์รายการนี้ ต่อจาก อันนิกา โซเรนสตัม เจ้าของแชมป์ 3 สมัย (1995, 1996, 2006) และ ลีเซลอตต์ นอยมันน์ (1988) และยังเป็นนักกอล์ฟยุโรปคนที่หกที่ได้แชมป์รายการนี้  นอกจากนี้ สตาร์ก ยังเป็นนักกอล์ฟสวีเดนคนที่สามที่คว้าแชมป์แอลพีจีเอ ทัวร์ ปีนี้ ต่อจาก มาเดเลน ซักสตรอม (แมตช์ เพลย์) และ อิงกริด ลินด์บลัด (แอลเอ แชมเปียนชิพ)

เนลลี คอร์ดา พยายามไล่ล่าแชมป์เมเจอร์ที่สามในชีวิต แต่สุดท้ายทำได้เพียง 1 อันเดอร์พาร์ 71 จาก 4 เบอร์ดี้ เสีย 3 โบกี้ รวมสี่วัน 5 อันเดอร์พาร์ 283 คว้าอันดับสองร่วมกับ ริโอะ ทาเคดะ ซึ่งจบรอบสุดท้ายด้วยอีเวนพาร์ 72 ทั้งคู่รับเงินรางวัลคนละ 1.052 ล้านดอลลาร์ หรือราว 34.5 ล้านบาท

ชเว ฮเย-จิน จากเกาหลีใต้ ทำสกอร์ดีที่สุดในวันสุดท้ายที่ 4 อันเดอร์พาร์ 68 จบอันดับ 4 ร่วมกับ หยิน ยัวหนิง จากจีน และ มาโอ ไซโกะ จากญี่ปุ่น แชมป์ เชฟรอน แชมเปียนชิพ เมเจอร์แรกของปี โดยทั้งหมดทำสกอร์รวม 4 อันเดอร์พาร์ 284

ด้านผลงานของนักกอล์ฟไทย เอรียา จุฑานุกาล จบรอบสุดท้ายด้วย 2 อันเดอร์พาร์ 70 จาก 3 เบอร์ดี้ เสีย 1 โบกี้ รวมสี่วัน 2 อันเดอร์พาร์ 286 จบอันดับ 9 ร่วมกับ แองเจิล หยิน จากสหรัฐ และ ลินน์ แกรนท์ จากสวีเดน รับเงินรางวัลคนละ 281,341 ดอลลาร์ หรือประมาณ 9.2 ล้านบาท ถือเป็นการติดท็อป 10 เป็นครั้งที่ 4 ของฤดูกาลนี้

เอรียา เปิดเผยหลังจบการแข่งขันว่า “สนามยากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะวันนี้กรีนแข็งมาก แล้วยังมีลมด้วย โดยรวมถือว่าดีค่ะ เสียโบกี้ที่หลุม 9 ซึ่งยากที่สุดในสนาม ส่วนเบอร์ดี้สองหลุมสุดท้ายต้องบอกว่าฟลุก หลุม 17 พัตต์ไกลลง หลุม 18 ธงตั้งยาก แต่ตีมาอยู่หน้ากรีนแล้วพัตต์ลงสองที ดีใจที่เกมดีขึ้น โดยเฉพาะลูกสั้นในช่วงสองสามสัปดาห์นี้”

สำหรับ แจน – วิชาณี มีชัย อีกหนึ่งตัวแทนไทยในรอบสุดท้าย จบรอบสุดท้ายด้วย 8 โอเวอร์พาร์ 80 รวมสี่วัน 19 โอเวอร์พาร์ 307 จบอันดับ 60 รับเงินรางวัล 25,797 ดอลลาร์ หรือประมาณ 847,947 บาท

เครดิตภาพ: USGA

เปิดท่องเที่ยวแล้ว!น้ำตกรูปหัวใจ “ปิตุ๊โกร”อันซีนอุ้มผาง สูงที่สุดในไทย

นายมาโนช โพธิ์เนียม นายอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก  พร้อมด้วย นายภาคภูมิ มินรินทร์ ประธานชมรมส่งเสริมการท่องท่องเที่ยวและอนุรักษ์อุ้มผาง ผู้ประกอบการ การท่องเที่ยวอุ้มผาง และ กำนันตำบลแม่จัน พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อำเภออุ้มผาง ได้เดินทางมาร่วมเปิดแหล่งท่องเที่ยว  ปิตุ๊โกร น้ำตกรูปหัวใจ  อุ้มผาง จ.ตาก เปิดให้บริการนักท่องเที่ยวแล้วตั้งแตวันนี้

ทั้งนี้เพื่อส่งนักท่องเที่ยวชุดแรก ศึกษาธรรมชาติ เส้นทาง การท่องเที่ยวอำเภออุ้มผาง ซึ่งอำเภออุ้มผาง ได้เปิด “ปิตุ๊โกร” หรือ น้ำตกรูปหัวใจ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญใน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก หนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญของนักเดินป่า ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามธรรมชาติ

ความอันซีน (Unseen) ของ ปิตุ๊โกร นอกจากจะเป็นน้ำตกที่ใหญ่ และอลังการแล้ว ยังเป็นน้ำตกที่มีความสูงที่สุดในประเทศไทย โดยมีความสูงกว่า 500 เมตร ถ้ามองจากด้านล่างขึ้นไปจะเห็นเป็นน้ำตก 2 สายไหลมาบรรจบกันเป็นรูปตัววี หรือรูปหัวใจ ซึ่งถ้าใครได้เห็นความโรแมนติกนี้ต้องประทับใจอย่างแน่นอน

นอกจากจะเป็นน้ำตกที่ใหญ่ และอลังการแล้ว ยังเป็นน้ำตกที่มีความสูงที่สุดในประเทศไทย โดยมีความสูงกว่า 500 เมตร ถ้ามองจากด้านล่างขึ้นไปจะเห็นเป็นน้ำตก 2 สายไหลมาบรรจบกันเป็นรูปตัววี หรือรูปหัวใจ ซึ่งถ้าใครได้เห็นความโรแมนติกนี้ต้องประทับใจอย่างแน่นอน

การเข้าถึงน้ำตกปิตุ๊โกรนั้น ต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง ประมาณ 7 กิโลเมตร ช่วงไฮซีซั่นจะอยู่ในช่วงฤดูฝน เดือนมิถุนายน-เดือนตุลาคม

นายมาโนช โพธิ์เนียม นายอำเภออุ้มผาง จ.ตาก กล่าวว่า ขอชวนเที่ยวน้ำตกรูปหัวใจ  ปิตุ๊โกร น้ำตกรูปหัวใจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเส้นทางท่องเที่ยวฤดูฝน ที่เอาใจนักท่องเที่ยวสายเดินป่าเป็นอย่างมาก หากใครได้เข้าไปพิชิต และสัมผัสความโรแมนติกที่น้ำตกปิตุ๊โกรแล้วต้องประทับใจกันออกมาอย่างแน่นอน

“เปิดฤดู ท่องเที่ยว น้ำปิ๊ตุ๊โกล /น้ำรูปหัวใจ โดย นายมาโนช  โพธิ์เนียม นานอำเภออุ้มผาง  ได้ไปเป็นประธานเปิด การท่องเที่ยวชม น้ำตกปิุ๊ตุ๊โกล /น้ำตกรูปหัวใจ  และเตรียมพร้อม ต้อนรับนักท่องเที่ยว ที่จะมา ท่องเที่ยวในฤดูกาลนี้”

วันนี้เป็นวันแรก ที่มีนักท่องเที่ยว เดินทางเข้าไปชมน้ำตก ประมาณ 400 คน   นายอำเภอ อุ้มผาง จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวนักผจญธรรมชาติ มาเดินป่าศึกษาธรรมชาติ และมาชมน้ำตก ปิ๊ตุ๊โกล / น้ำตกรูปหัวใจ ที่สวยที่สุด และสูงสุดในประเทศไทย

ด้านน.ส.ธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย( ททท.) สำนักงานตาก กล่าวว่า ททท. สำนักงานตาก ได้กระตุ้นการตลาด เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวจาก 4 ภูมิภาค เดินทางมาท่องเที่ยวอำเภออุ้มผาง โดยได้นำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวอุ้มผาง ไปส่งเสริมการตลาดการนำเสนอขายเส้นทางท่องท่องเที่ยวน้ำตกทีลอซู และน้ำตกปิตุ๊โกร ที่ภาคกลางในงานไทยเที่ยวไทย และงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในเดือนมีนาคม

ในเดือนเมษายน และพฤษภาคม ร่วมกับภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม Road Show อีก 3  ภูมิภาค ภาคตะวันออก จากทะเลหมอกสู่ทะเลหวาน ที่ชลบุรี และจันทบุรี ภาคใต้ สิงห์เหนือ พบเสือใต้ ที่หาดใหญ่ และสตูล และ ภาคอีสาน และจากล้านนา สู่ล้านช้าง ที่ เมืองปากเซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สปป.ลาว และจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธรได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้ง 4 ภูมิภาค

สำหรับในการจองแพคเกจท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก และสร้างการรับรู้ และเตรียมพร้อมเดินทางมาท่องเที่ยวอำเภออุ้มผาง ในการเตรียมรองรับการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวนี้

สสว.–สทท. ชวนลงใต้ชิมช้อปตลาดนัด Recharge Market 2025 ที่ตรัง-สงขลา

สสว.ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เตรียมเปิดตลาดนัด Recharge Market 2025 ภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือเยียวยาฟื้นฟู SME จากสาธารณภัย ปี 2567 จัดเต็มกิจกรรมพร้อมบูธจำหน่ายสินค้า SME ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ มิถุนายนนี้ คาดสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 30.93 ล้านบาท

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวว่า จากเหตุการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ปี 2567 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว  ด้วยเหตุนี้ สสว. ได้มองเห็นถึงแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพื่อสร้างโอกาสและช่องทางการตลาดให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

อีกทั้งยังเป็นช่วยสร้างรายได้และกระจายรายได้ในพื้นที่ภูมิภาคได้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น จัดทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือเยียวยาฟื้นฟูเอสเอ็มอีจากสาธารณภัยที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติดังกล่าว ทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยการดำเนินกิจกรรม “ตลาดนัด Recharge Market 2025 เติมพลัง SME เติมพลังโลก” ในพื้นที่ภูมิภาค โดยในเดือนมิถุนายนนี้กำหนดจัดงานในพื้นที่ภาคใต้ 2 ครั้ง ณ จังหวัดตรังและจังหวัดสงขลา มีผู้ประกอบการเข้าร่วมออกร้านงานแสดงสินค้ากว่า 350 ร้าน และเกิดการสร้างพันธมิตรคู่ค้ารายใหม่ทางการตลาด การจับคู่ธุรกิจ (Matching business) ไม่น้อยกว่า 35 ราย  

“ตลาดนัด Recharge Market 2025 เติมพลัง SME เติมพลังโลก ที่จังหวัดตรังและจังหวัดสงขลานี้ จะช่วยสร้างโอกาสและช่องทางการตลาดใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้มีโอกาสสร้างช่องทางการตลาดได้เพิ่มขึ้น และจากกิจกรรมนี้คาดว่าจะเกิดการสร้างรายได้จากเข้าร่วมงานแสดงสินค้าครั้งนี้ ไม่น้อยกว่า 28.125 ล้านบาท ตลอดจนเกิดคำสั่งซื้อจากกิจกรรมจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 2.812 ล้านบาท นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เพิ่มมากขึ้น” รักษาการ ผอ.สสว. กล่าว

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสสว.

นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบที่ประเทศไทยต้องเผชิญทำให้ให้ผู้ประกอบการหลายรายไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ต้องหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งการเปิดตลาดนัด Recharge Market 2025 เติมพลังเอสเอ็มอี เติมพลังโลกที่ผ่านมานั้น เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยการเปิดพื้นที่และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ

 รวมถึงผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกิดการกระจายรายได้ มีพื้นที่จำหน่ายสินค้า และมีช่องทางพบปะผู้บริโภคได้ทั่วถึงมากขึ้น ช่วยให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจในภาวะที่มีการแข่งขันทางการตลาดสูงในปัจจุบัน ซึ่งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเชื่อมั่นว่าจะเกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นได้

สำหรับกิจกรรมภายในตลาดนัด Recharge Market 2025 จะแบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ มีทั้งการเปิดร้านจำหน่ายสินค้า เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้บริโภค การให้ความรู้ กิจกรรม Workshop รวมทั้งพื้นที่พักผ่อนสำหรับผู้มาร่วมงาน มิถุนายนนี้ห้ามพลาด วันที่ 6 – 8 มิถุนายน ณ ลานโปรโมชัน ชั้น 1 ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ จังหวัดตรัง และวันที่ 13 – 15 มิถุนายน ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฯ ม.อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ทต.ธารน้ำทิพย์จัดใหญ่วันไหว้บ๊ะจ่างอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมโบราณคนไทยเชื้อสายจีน

ยะลา – เทศบาลตำบลธารน้ำทิพย์จัดโครงการจัดงานวันไหว้บ๊ะจ่าง ประจำปี 2568  อนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมโบราณของชาวไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่อำเภอเบตง

นายกิตติภณ เปรมรัชชานนท์ ปลัดอาวุโสอำเภอเบตง เป็นประธานเปิดโครงการจัดงานวันไหว้บ๊ะจ่าง ประจำปี 2568 ที่ป้อมกวางหลง หมู่ที่ 1 ต.ธารน้ำทิพย์ อ.เบตง จ.ยะลา  โดยมีนายสมัคร นอระพา นายกเทศมนตรีหัวหน้าส่วนราชการ ประชาชนในพื้นที่และ ชาวมาเลเซีย เข้าร่วม

นายสมัคร นอระพา นายกเทศมนตรี เปิดเผยว่า เทศบาลตำบลธารน้ำทิพย์ ได้จัดโครงการจัดงานวันไหว้บ๊ะจ่าง ประจำปี 2568 ทั้งนี้เพื่ออนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมโบราณของชาวไทยเชื้อสายจีน และเพื่อสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน และกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวของตำบลธารน้ำทิพย์และอำเภอเบตง

โดยกิจกรรมภายในงาน มีพิธีไหว้บ๊ะจ่าง และให้ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประวัติ ความเป็นมา ความสำคัญของเทศกาล วันไหว้บ๊ะจ่าง และการปฏิบัติตนในวันไหว้บ๊ะจ่าง กิจกรรมการแสดงบนเวทีเพื่อประชาสัมพันธ์เทศกาลประเพณีในพื้นที่ กิจกรรมการแข่งขันห่อบ๊ะจ่าง (แจ้งลงทะเบียนหน้างาน) และกิจกรรมการแข่งขันกินบ๊ะจ่าง ประเภทชายหญิง

สำหรับวันไหว้บะจ่างเป็นประเพณีจีนโบราณที่สืบทอดต่อกันมา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของชาวจีน ถือเป็น 1 ใน 3 เทศกาลสำคัญของชาวจีน ได้แก่ เทศกาลตรุษจีน เทศกาลไหว้พระจันทร์ โดยบ๊ะจ่าง เป็นชื่อเรียกอาหารจีนที่ทำมาจากส่วนผสมมากมายมารวมกันได้แก่ ข้าวเหนียว, เห็ดหอม, กุ้งแห้ง, ถั่วลิสง, กุนเชียง, เนื้อหมู, แปะก๊วย, ไข่แดงเค็ม, ซีอิ๊วขาว-ดำ, น้ำตาลทราย และพริกไทยป่น นำทั้งหมดมาผัดให้ข้าวเหนียวสุกจากนั้นตักใส่ลงในใบไผ่ทรงสามเหลี่ยมมัดเชือกแล้วนำไปนึ่งต่อให้เนื้อสัตว์สุกให้ทั่วอีกที

โดย..เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา

เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว!Unlock Cafe & Restaurant บนถนนประเสริฐมนูกิจ

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา Unlock Cafe & Restaurant ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ เลขที่ 29 ถนนประเสริฐมนูกิจ กรุงเทพฯ โดยมีแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ภายในงานเริ่มด้วยการแสดง Solo Saxophone โดยศิลปินแห่งชาติ คุณเทวัญ ทรัพย์แสนยากร พร้อมชมวิดีทัศน์แนะนำสถานที่และคณะผู้บริหาร ก่อนเข้าสู่ช่วงกล่าวเปิดงานโดยประธานในพิธี พลเอกธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และอดีตสมาชิกวุฒิสภา และคำกล่าวขอบคุณจาก คุณวรินทร์ธร ฐานวิจิตรัตน์ ( ประธานบริษัท EK GROUP และประธานของ Unlock Cafe & Restaurant)

พร้อมกันนี้ยังมีการมอบช่อดอกไม้ให้กับตัวแทนกลุ่ม Classic Car Club ที่มาร่วมงาน Grand Opening และได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญเข้าร่วมงาน อาทิ คุณสมชาย สังสิทธิวงศ์ (CEO แอร์พอร์ต ลิงค์ สแควร์ จำกัด) และ คุณสราวุธ ร่มแก้ว (นักธุรกิจและนักส่งเสริมสังคม)

ในโอกาสนี้ ยังมีการเปิดตัว นายตรินัยน์ ธีรเลิศทินันท์ ในฐานะผู้บริหาร Unlock Cafe พร้อมเผยตำแหน่งสำคัญในแวดวงสื่อสารมวลชนและองค์กรสังคม อาทิ ประธานสมัชชาภาคีเครือข่ายสร้างสรรค์สังคมไทย อุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย
และบรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวเอเชียมอร์นิ่ง

บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมรับประทานอาหารร่วมกันในช่วงท้ายของงาน

เกี่ยวกับ Unlock Cafe

Unlock Cafe & Bar บนถนนประเสริฐมนูกิจ คาเฟ่สุดชิลล์ที่ให้คุณนั่งทำงานหรือพักผ่อนได้ทั้งวัน พร้อมคอนเซ็ปต์ “ปลดล็อคทุกสัมผัส” ทั้งสมอง ร่างกาย และอารมณ์ ร้านเปิดบริการ 10.00–24.00 น. และตั้งแต่ 20.00 น. เป็นต้นไป เปลี่ยนโฉมเป็น Pub & Restaurant พร้อมดนตรีสด คาราโอเกะ และ PR สาวสวย พิเศษ! รับส่วนลดอาหาร 20% ช่วง 14.00–19.00 น.

“โอปอล” คนสวยแห่งเมืองไข่มุกอันดามันคว้า “Miss World” รอบ 72 ปี

“ไทย” อีกหนึ่งประเทศ ต้องยอมรับว่ายุคนี้ “สายสะพานแข็ง” ไม่ว่าจะมีการประกวดนางงามเวทีไหนในระดับอินเตอร์ เมืองไทยจะถูกจับตามองมาตลอด และยังคว้าตำแหน่งสาวงามเวทีระดับโลกมาหลายๆครั้ง ทุกๆเวทีที่มีการส่งประกวดมักจะมีชื่อคนไทยติด 1 ใน 5 มาตลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจให้วงการนางงามไทยไม่น้อย
      
วันนี้ชื่อเสียงประเทศไทย จะอยู่หัวใจแฟนๆนางงามทั่วโลกที่ตามเชียร์และให้กำลังใจสาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความที่สาวงามจากเมืองไทย ยุคหลังๆมานี้ นางงามที่มีอัธยาศัยดี สวย ฉลาด เก่ง การใช้ภาษา มีไหวพริบคล่องแคล่วในเรื่องตอบคำตอบ ซึ่งตรงจุดนี้ แสดงถึงความฉลาด หญิงไทยยุคใหม่ กล้าคิด กล้าแสดงออกมากขึ้น

ด้วยความที่ยุคหลังๆมานี้มี “นางามลูกครึ่ง” เริ่มก้าวมาสู่เวทีประกวดมากขึ้น บางคนจบการศึกษามาจากเมืองนอก แต่ละคนล้วนแต่จบการศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง มีความรู้ กล้าแสดงออก  ส่วนเรื่อร์งเรือนร่าง ครบเครื่องสมสัดส่วนตามแบบฉบับนางงาม ที่ผ่านการฝึกฝน เทรนนิ่งกันมาอย่างดี
    
 อย่างล่าสุด  เมื่อคืนวานนี้ “น้องโอปอล-สุชาตา ช่วงศรี” คว้าตำแหน่ง “Miss World 2025” สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการนางามไทย คนแรกที่คว้าตำแหน่งนี้มาได้ในรอบ 72 ปี ตำแหน่งนี้ไม่เพียงแค่ชื่อเสียง เกียรติยศ เธอสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงยุคใหม่

ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า “โอปอล” จะชนะใจกรรมการหน้าเวที เธอเป็นสาวงามตัวแทนในภูมิภาคเอเชีย ที่พกความมั่นใจบินลัดฟ้าไป เมืองไฮเดอราบาด ประเทศอินเดีย หนึ่งในประเทศที่มีสาวงามคว้ามงกุฎมาสุด ขึ้นชื่ออินเดีย วงการนางามต้องยกนิ้วให้ประเทศที่มีนางงาม สวยระดับเบอร์ต้นๆของโลก
     
แต่ “โอปอล” มีความมุ่งมั่น พกความมั่นใจ กล้าที่เดินเฉิดฉายบนเวที “มิสเวิลด์” เพื่อประกาศศักดาให้คนทั่วโลก ได้เห็นสาวงามจากเมืองไทย ที่มีความสวย ความฉลาด และความเก่งของเธอแบบครบเครื่อง  จึงผ่าด่านหินบนเวทีอันทรงเกียรติมาได้สำเร็จ

ยิ่งยุคนี้ “สาวงามที่คว้ามงกุฎมาครอง”ได้ในระดับโลก ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละประเทศที่ส่งประกวด มีทั้งทีตอบคำถามมีแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น  ซึ่งเรื่องความสวยของเธอ เมื่อได้สวมชุดออกแบบ สไตล์ไทยๆ มีความโดดเด่นมากเพื่อไปเผยแพร่สู่ชาวโลก โดยเฉพาะผ้าไทย เธอดูงดงาม มีออร่าเมื่อเทียบในกลุ่มเพื่อนๆนางงามที่มาร่วมทำกิจกรรมก่อนประกวดด้วยกัน
     
สิ่งหนึ่งที่ดีในตัวเธอน่าเป็นแบบอย่างคนรุ่นใหม่นั่น การใช้ภาษา เธอพูดได้ 3 ภาษา ทั้งไทย จีน และอังกฤษ ด้วยความเธอ สมัยเด็กๆเลือกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ จึงบ่มเพาะบ่มความรู้การใช้ภาษาได้คล่องแคล่ว พูดไม่อายเพื่อนนางงามร่วมประกวดเวทีเดียวกัน

ต้องขอชม “โอปอล” เป็นเด็กเรียนแก่ง เนื่องจากเธอเลือกเรียน โรงเรียนอินเตอร์ และจบสายศิลป์-จีน จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จากนั้นเรียนต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  “โอปอล” เติบโคจากเด็กต่างจังหวัด เมืองสาวงาม ไข่มุกแห่งอันดามัน ครอบครัวทำธุรกิจส่วนตัวเป็นเจ้าของโรงแรม “โฮมเพลส โฮเทล” ใจกลางเมืองเก่า ภูเก็ต     

เครดิตภาพ:Miss World 2025