GENESENN ผนึกพันธมิตร ‘โรงแรม-คลินิก’ทั่วไทย ดันไทยฮับ Medical & Wellness Tourism แห่งเอเชีย

GENESENN (เกเนเซน) ผู้นำด้านการดูแลสุขภาพเชิงลึกและการแพทย์ฟื้นฟู เปิดตัวโครงการ “Thailand Wellness Gateway by GENESENN” อย่างเป็นทางการ พร้อมผนึกความร่วมมือกับ TRIA Wellness Center และพันธมิตรโรงแรมและคลินิกชั้นนำ 13 แห่งทั่วประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Medical & Wellness Tourism ของเอเชีย ผ่านแนวคิด “สุขภาพองค์รวม” ควบคู่กับการท่องเที่ยวคุณภาพระดับไฮเอนด์

โครงการนี้ เกิดจากความตั้งใจในการพลิกโฉมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจาก “การรักษา” เป็น “การป้องกันและฟื้นฟูแบบยั่งยืน” โดยผสานเทคโนโลยีทางการแพทย์ล้ำสมัย เช่น การใช้ iPSC (Induced Pluripotent Stem Cells) เซลล์บำบัดที่ได้รับรางวัลโนเบล และการใช้เซลล์ต้นกำเนิดชนิด mesenchymal stem cells (MSC) เพื่อรักษาโรคกระดูกพรุน การตรวจ Functional Wellness Check-up และเวชศาสตร์ชะลอวัย รวมถึงบริการฟื้นฟูสุขภาพในรีสอร์ทที่ออกแบบมาเฉพาะ

 นพ.สุจิตร์ บัญญัติปิยพจน์ Chief Medical Officer GENESENN ประธานจัดงาน กล่าวว่า   “Thailand Wellness Gateway คือแพลตฟอร์มที่รวมทั้งวิทยาศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยีระดับโลก และภูมิปัญญาไทย เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของ Wellness Tourism เราภูมิใจที่นำเทคโนโลยีระดับโลก เช่น “IPSC Innovation” หรือ Induced Pluripotent Stem Cell ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล และถูกนำมาต่อยอดโดยบริษัท  HELP Therapeutics Co., Ltd. ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตร iPSC เพื่อการฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจ และยังพัฒนาเซลล์บำบัด (MSCOP)

ซึ่งเป็นความหวังใหม่ในการรักษาผู้ป่วยกระดูกพรุน  เพราะจากสถานการณ์ของโรคกระดูกพรุนพบว่ามีอัตราการเกิดสูงสุดในเอเชียและทวีเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดย Genesenn จึงได้นำนวัตกรรมทั้ง iPSC เพื่อการฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจ และ เซลล์ต้นกำเนิดชนิด mesenchymal stem cells (MSC) เพื่อรักษาโรคกระดูกพรุน เข้ามาเพื่อดูแลสุขภาพคนไทย นับเป็นความก้าวหน้าและเป็นอนาคตทางการแพทย์ ที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่าเดิม. โดย บริษัท HELP Therapeutics ได้แต่งตั้งให้ Genesenn เป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

เราพร้อมที่จะรวมทั้งวิทยาศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยีระดับโลก และภูมิปัญญาไทย เพื่อเปลี่ยน“การรักษา” เป็น “การป้องกันและฟื้นฟูแบบยั่งยืน” พร้อมขยายความร่วมมือไปสู่เครือข่ายโรงแรมและคลินิกชั้นนำทั่วไทย รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวสุขภาพจากทั่วโลก โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น ยุโรป กลุ่มตะวันออกกลาง และผู้สูงวัย (Silver Age) ทั่วโลก”

พันธมิตรรุ่นแรกของโครงการ ผู้กำลังจะสร้างพันธกิจ ร่วมกัน  

• TRIA Wellness Center โดย นพ.วิทิต อรรถเวชกุล CEO รพ.ปิยะเวท ที่มุ่งเน้น Lifestyle Medicine และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน   ได้กล่าวว่า “TRIA เป็นมากกว่าการรักษา แต่คือการดูแลสุขภาพจากต้นเหตุ พร้อมการบำบัดฟื้นฟูแบบบูรณาการ”

• Amataya Wellness Krabi โดย คุณวิชัย พูลวรลักษณ์ CEO รีสอร์ทสุขภาพริมทะเลกระบี่ ใช้ทรัพยากรน้ำพุร้อนเค็มธรรมชาติพัฒนา Pool Villa เพื่อสุขภาพ   กล่าวว่า “เรานำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ร่วมกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้นักท่องเที่ยวสุขภาพ”

• Chayana Resort & Wellness Center โดย คุณชเยนทร์ คำนวณ พัฒนารีสอร์ทสุขภาพในเชียงราย และคลินิกในกรุงเทพฯ ที่เน้นบูรณาการศาสตร์ตะวันตก-ตะวันออก กล่าวว่า “Chayana Resort เชียงราย มุ่งสร้างประสบการณ์ฟื้นฟูสุขภาพกายและใจในธรรมชาติ ส่วนคลินิกใน ลาดพร้าว กรุงเทพฯจะตอบโจทย์ชาวเมือง”

• Prayaa Wellness Group โดย นางศิริญา เทพเจริญ CEO Prayaa Jomtien Wellness Hotel ซึ่งกำลังรีโนเวตโรงแรมขนาด 590 ห้อง สู่ Wellness Hotel เต็มรูปแบบ พร้อมเตรียมขยายสาขาในบางแสน รองรับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั้งไทยและต่างประเทศ  รวมถึงกำลังสร้างจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่าย Wellness Hotel ที่เติบโตควบคู่กับตลาด Medical & Wellness Tourism ของประเทศไทยในอนาคต  ได้กล่าวว่า “ Prayaa Jomtien จะเป็นต้นแบบของ Wellness Hospitality ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ”

• ดร.ชาลี จังวิจิตรกุล CEO EMC พัฒนา Prayaa Wellness Bangsaen Beachfront Condominium ผสมผสานการลงทุนกับสุขภาพระยะยาวภายใต้แนวคิด 15-Year Leaseback Program Investment กล่าวว่า  “Prayaa Wellness Bangsaen ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่คือการลงทุนเพื่อสุขภาพระยะยาวที่มีรายได้ควบคู่”

• คุณพายุ สุวรรณศรี CEO บริษัทสายสมร จำกัด ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ Soft Power จากจีน เตรียมขับเคลื่อนแคมเปญ KOL/KOC เชื่อมโยงคนจีนกับบริการสุขภาพในไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ กล่าวว่า ”เรามีหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญที่จะนำเสนอ “Thailand Wellness Gateway” สู่หัวใจของผู้คนในเอเชีย เราจะใช้พลังของ KOL และ KOC ในการ ถ่ายทอดประสบการณ์ และกระจายข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อทำให้คนจีนรู้จักและเชื่อมั่นในศักยภาพการดูแลสุขภาพและ Wellness แบบองค์รวมของไทยด้วย Soft Power นี้ ผมมั่นใจว่าไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางสุขภาพและ Wellness ระดับภูมิภาคได้ครับ”
 
Thailand Wellness Gateway ได้เริ่มเปิดให้บริการแล้วบางส่วน และอยู่ระหว่างขยายเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวสุขภาพจากทั่วโลก โดยตั้งเป้าให้ไทยก้าวสู่การเป็น “Wellness Destination of Asia” อย่างแท้จริง ผู้สนใจ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: www.genesenn.com

ทลายแก๊งหลอกลวงข้ามชาติตุ๋นเหยื่อทั่วโลกสูญกว่า 2 พันล้านบาท

DSI เปิดปฏิบัติการ Operation Shadow Bay ทลายขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ จับแก๊งครูต่างชาติปลอม สร้างกว่า 2,000 เว็บปลอม หลอกเหยื่อทั่วโลกกว่า 20 ประเทศสูญเงินกว่า 2,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ร้อยตำรวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณีผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้ร่วมกัน แถลงข่าวการปฏิบัติการ Operation Shadow Bay ทลายขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ หลอกให้ซื้อสินค้าหรือบริการที่ ไม่มีอยู่จริงผ่านเว็บไซต์ปลอมกว่า 2,000 เว็บไซต์ หลอกเหยื่อทั่วโลกกว่า 20 ประเทศ มูลค่าความเสียหายกว่า 800 ล้านบาท

โดยเมื่อวานนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2568) พันตำรวจตรี ยุทธนาฯ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มอบหมายให้ ร้อยตำรวจเอก วิษณุฯ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และร้อยตำรวจเอก เขมชาติฯ  ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศนำกำลังเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเข้าทำการตรวจค้นจับกุมขบวนการสแกมเมอร์และกลุ่มเครือข่ายชาวต่างชาติ ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพ นครปฐม กาญจนบุรี จันทบุรี และกระบี่ โดยปฏิบัติการพร้อมกัน 11 จุดทั่วประเทศ

ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 5 จุด นครปฐม 2 จุด กระบี่ 2 จุด กาญจนบุรี 1 จุด และจันทบุรี 1 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ จำนวน 9 ราย ได้แก่ นายลีวินุส (Mr.Livinus) สัญชาติไนจีเรีย นายเดอริค (Mr.Derrick) สัญชาติแคเมอรูน นายกอง (Mr.Ghong) สัญชาติแคเมอรูน นางสาวจิตรภัสร์ (สงวนนามสกุล) นายธนิชภพ (สงวนนามสกุล) นายอนุชาติ (สงวนนามสกุล) นางสาวจันทรัตน์ (สงวนนามสกุล) นางสาวปณัสยา (สงวนนามสกุล) และนางสาวอรวรรณ (สงวนนามมสกุล) สัญชาติไทย ในข้อหากระทำความผิดฐาน ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนด้วยการแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ได้แก่ วอลเล็ท (กระเป๋าเงินดิจิทัล) 2 กระเป๋า รถยนต์ 3 คัน รถจักรยานยนต์ 3 คัน วัตถุมีลักษณะคล้ายทองแดง ประมาณ 15 ตัน โทรศัพท์มือถือ 18 เครื่อง แท็บเล็ต 1 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 13 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 21 เล่ม และพยานวัตถุอื่น ๆ

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ยึดและอายัดทรัพย์สิน รวมทั้งได้ประสานงานธนาคารพาณิชย์ให้อายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดกว่า 500 บัญชี รวมมูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงครั้งนี้    สูงกว่า 2,000 ล้านบาท ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ทางธุรกิจและความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตานานาชาติ โดยทรัพย์สินที่ยึดอายัดทั้งหมด กรมสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการประสานงานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปี พ.ศ.2563  กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการหลอกลวงให้ซื้อถุงมือยางทางการแพทย์ หน้ากากอนามัยผ่านเว็บไซต์ขายสินค้ากว่า 40 ราย ต่อมากองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้จัดตั้งชุดสืบสวนเพื่อติดตามข้อเท็จจริง พบว่าการหลอกลวงดังกล่าวเป็นแผนการของแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ จำนวนกว่า 30 คน โดยกลุ่มบุคคลเหล่านี้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยวจากนั้นจะพยายามหาวิธีอยู่ต่อในราชอาณาจักรอย่างถาวร เช่น การสมรสกับหญิงไทย แล้วอาศัยสถานะสมรสเพื่อขอต่อวีซ่าหรือสมัครงานเป็นครูอัตราจ้างในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน หรือจัดตั้งบริษัทประกอบธุรกิจในลักษณะบังหน้า เพื่อใช้ฟอกเงินและใช้เป็นเหตุในการขออยู่ต่อในราชอาณาจักร

ในขบวนการสแกมเมอร์นี้ส่วนใหญ่เป็นชาวแคเมอรูน ไนจีเรีย และอินเดีย ที่แฝงตัวเป็นครูสอนภาษาในโรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชนในไทยหลายแห่ง มานานกว่า 15 ปี และใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทปลอมกว่า 100 แห่ง พร้อมเปิดบัญชีม้าสำหรับรับโอนเงินกว่า 500 บัญชี จากนั้นมีการสร้างเว็บไซต์ปลอม หลอกจำหน่ายสินค้าและบริการจำนวนกว่า 2,000 เว็บไซต์ นำไปก่อเหตุหลอกลวงให้ผู้เสียหาย ที่มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ให้หลงเชื่อว่าเป็นสินค้าและบริการของคนไทย ก่อนหลอกให้โอนเงินและส่งเงินกลับประเทศต้นทาง หรือนำเงินไปฟอกด้วยการซื้อเหรียญดิจิทัล

นอกจากจะให้ภรรยาชาวไทยเปิดบริษัทปลอมขึ้นแล้วยังได้หลอกลวงชักชวนประชาชนให้มาเปิดบริษัทพร้อมเปิดบัญชีธนาคารให้ โดยอ้างว่าจะแบ่งปันผลประโยชน์ให้หากมีผลประกอบการที่ดี ทำให้มีประชาชนหลงเชื่อเป็นจำนวนมาก ซึ่งบริษัทปลอม 1 บริษัท จะมีการเปิดบัญชีธนาคารควบคู่กันด้วย 5-8 บัญชี เพื่อเตรียมไว้ใช้รับโอนเงิน หลังจากนั้นสมาชิกของแก๊งที่ทำหน้าที่สร้างเว็บไซต์ปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือว่ามีการประกอบธุรกิจจริง จะโพสต์โฆษณาเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปเข้ามาเลือกซื้อสินค้าและบริการ อาทิเช่น สินค้าจำพวกเครื่องยนต์เรือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ อาหาร ฯลฯ และให้โอนเงินมายังบัญชีธนาคารของบริษัทฯ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้มีการส่งมอบสินค้าและบริการแต่อย่างใด และยังมีการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลการทำธุรกรรมการเงินของบริษัทคู่ค้าและโอนเงินเข้าบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหา
               

พฤติการณ์และการกระทำความผิดของกลุ่มเครือข่ายชาวต่างชาติดังกล่าวมีความซับซ้อน และมีความพยายามตัดความเชื่อมโยงของพยานหลักฐาน โดยการสร้างหรือแอบอ้างบุคคลหรือนิติบุคคล เข้ามาใช้ในการกระทำความผิดมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดข้ามชาติที่สำคัญ หรือเป็นการกระทำขององค์กรอาชญากรรมที่มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านการเงิน ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ทำให้คนไทยเสียโอกาสทางธุรกิจ และถูกแจ้งเตือนในเว็บไซต์ต่างประเทศหลายเว็บ ให้ระมัดระวังในการติดต่อซื้อขายกับบริษัทห้างร้านในประเทศไทย

กรมสอบสวนคดีพิเศษขอแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว สามารถเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ณ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร หรือสามารถติดต่อผ่าน สายด่วน DSI โทร. 1202   (โทรฟรีทั่วประเทศ) หรือเว็บไซต์กรมสอบสวนคดีพิเศษ www.dsi.go.th เพื่อให้ข้อมูลและส่งมอบหลักฐานประกอบการดำเนินคดี ทั้งนี้ ข้อมูลทุกอย่างจะได้รับการเก็บรักษาเป็นความลับอย่างเคร่งครัด

งบฯ มา…ปลา “ผุด”..เร่งจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อเลี้ยง-บ่อร้าง ควบคุมการแพร่ระบาด

แม้ภาครัฐจะเปิดโครงการรับซื้อปลาหมอคางดำ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่การเร่งจับปลากลับมาคึกคักทุกครั้งและจับปลาได้จำนวนมากในหลายจังหวัดเฉพาะ “ช่วงที่มีงบประมาณ” เท่านั้น ทั้งที่การควบคุมพันธุ์ต่างถิ่นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องและจริงจังจากเกษตรกรทุกพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่มีบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำและบ่อร้างในบริเวณใกล้เคียง หากพบปลาหมอคางดำในพื้นที่ของตน ไม่ควรรอรอบโครงการรับซื้อปลาของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเร่งจับหรือแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐทันที เพื่อหยุดยั้งวงจรการขยายพันธุ์ และลดปริมาณปลาในระบบนิเวศธรรมชาติให้เหลือน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม จากกรณีการจับปลาหมอคางดำที่เขตบางขุนเทียน ได้มากกว่า 1,300 กิโลกรัม ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงข้อมูลจากภาคสนามในหลายจังหวัด พบข้อเท็จจริงที่น่ากังวล คือ ปลาหมอคางดำจำนวนมากไม่ได้มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งมาจากบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร นั่นหมายความ ว่า ยังมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ปล่อยให้ปลาหมอคางดำเจริญเติบโตในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของตนเองโดยไม่จับปลาออก แม้จะตระหนักถึงอันตรายต่อระบบนิเวศและความพยายามของรัฐในการควบคุมก็ตาม

มาตรการรับซื้อปลาหมอคางดำของรัฐในราคากิโลกรัมละ 15 บาท มีเป้าหมายชัดเจน คือ สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนช่วยกันจับปลาต่างถิ่นชนิดนี้ออกจากระบบน้ำธรรมชาติ แต่เมื่อกลายเป็นว่า บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำและบ่อร้างจำนวนมากยังคงมีการสะสมและปล่อยให้ปลาหมอคางดำขยายพันธุ์อย่างเงียบๆ โดยไม่ดำเนินการกำจัดหรือกรองน้ำเข้าบ่ออย่างรัดกุม ก็เท่ากับว่าเกษตรกรที่ปล่อยปละละเลยเหล่านี้กำลัง “ปล่อยปลาเพื่อรอเงิน” มากกว่าจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา

พฤติกรรมลักษณะนี้อันตรายยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ทำให้การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำไม่สิ้นสุด แต่ยังส่งสัญญาณผิดไปยังนโยบายของรัฐว่า “ยิ่งแจก ยิ่งมีแรงจูงใจในการเก็บปลาไว้เพื่อขายในอนาคต” เกษตรกรบางรายเก็บเงียบ ไม่แจ้งกรมประมง ไม่จัดการบ่อร้าง และรอเพียงรอบต่อไปของโครงการรัฐที่จะกลับมาเปิดรับซื้ออีกครั้ง

จุดอ่อนของระบบ คือ บ่อร้างจำนวนมากในพื้นที่เกษตรเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เงียบและเป็นจุดเสี่ยงสูงสุด แต่กลับอยู่นอกสายตาเจ้าหน้าที่ ด้วยเหตุผลทางกรรมสิทธิ์และการขาดกลไกติดตามเชิงรุก บ่อเหล่านี้กลายเป็น “อ่างฟักไข่ตามธรรมชาติ” ของปลาหมอคางดำ — เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจากบ่อเหล่านี้ไหลเข้าสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่มีการกรอง ไม่มีการกำจัดตัวเต็มวัยหรือลูกปลา จึงกลายเป็นแหล่งแพร่ระบาดชั้นดีของปลาหมอคางดำ ยิ่งตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า ตราบใดที่รัฐยังต้องรอความร่วมมือโดยสมัครใจ และไม่มีมาตรการบังคับทางกฎหมายหรือกลไกติดตามจริงจัง ปลาหมอคางดำจะไม่มีวันหมดจากระบบนิเวศของไทย

ถ้ามีการคิดใหม่ร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชนและชุมชน ด้วยการเปลี่ยน “การช่วยเหลือ” เป็น “ความรับผิดชอบร่วม” เกษตรกรคือ ผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในแนวหน้าของการควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่น เปลี่ยนการสนับสนุนที่จะกลายเป็นช่องทางเรียกร้องผลประโยชน์ซ้ำซาก หรือควรเปลี่ยนแนวทางไปสู่การมีส่วนร่วมเชิงรุกและรับผิดชอบร่วมกันในการกำจัดปลาออกจากแหล่งน้ำและร่วมกันกู้สมดุลธรรมชาติให้กลับคืนมา 

เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำตามอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามเป้าหมายที่กำหนดในปี 2567- 2570 กำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมและกากชา รวมถึงการปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง และปล่อยปลาผู้ล่าในแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 5 ล้านตัว ในพื้นที่เป้าหมาย 16 จังหวัด มุ่งเน้นการจัดหาพันธุ์ปลาผู้ล่าที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ รัฐควรพิจารณามาตรการเหล่านี้อย่างเร่งด่วน :

• กำหนดให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนสัตว์น้ำในบ่อ หากพบปลาหมอคางดำในบ่อ ต้องมีแผนควบคุมและต้องมีบทลงโทษ และต้องกำจัดปลาให้หมดภายในระยะเวลาที่กำหนด
• เจ้าหน้าที่ประมงท้องถิ่นสุ่มตรวจบ่อร้างและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่เสี่ยงสูง พร้อมรายงานต่อหน่วยงานจังหวัด
• รัฐต้องมีระบบติดตามและตรวจสอบเชิงรุก
• ตัดสิทธิ์โครงการสนับสนุน สำหรับผู้ที่พบว่ามีการเก็บปลาหมอคางดำไว้โดยไม่แจ้งหรือไม่ดำเนินการจัดการตามที่ตกลง
• ส่งเสริมระบบ “การจัดการประชากรปลา” ให้ต่ำพอที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ แทนการรับซื้อซ้ำซ้อน เช่น การนำไปใช้ผลิตอาหารสัตว์ หรือปุ๋ยชีวภาพ โดยไม่มีแรงจูงใจทางการเงินเฉพาะหน้า

การจัดการปัญหาปลาหมอคางดำ ทุกฝ่ายในระบบเกษตรกรรมและทรัพยากรน้ำของประเทศต้องทำหน้าที่ร่วมกัน หากเกษตรกรยังเลือกจะนิ่งเฉย ปล่อยปลาไว้ในบ่อหวังขายต่อไป คงไม่มีโครงการใดในโลกนี้ที่จะจัดการปลาหมอคางดำได้สำเร็จ ความร่วมมือที่แท้จริงต้องเริ่มจากความรับผิดชอบซึ่งไม่ใช่เพียงการรอคิวขายปลา หากแต่คือเมื่อไหร่ก็ตามที่เจอปลา ต้องจับและแจ้งให้หน่วยงานรัฐเข้าไปดำเนินการตามหลักวิชาการ ให้ระบบจัดการและกำจัดปลาหมอคางดำเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมให้อยู่ในพื้นที่จำกัดและไม่ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น./

โดย : บดินทร์ สิงหาศัพท์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม 

ชายแดนตากระอุ!ผู้อพยพหนีภัยสงครามทะลักไทยไม่หยุด ทหารเพิ่มกำลังดูแลเข้ม

“บุเรงนอง” พ่าย  ถูกทหารกะเหรี่ยง  ตีแตก  ตั้งอยู่ชัยภูมิบนยอดเขาสูง   เคยได้ชื่อว่า “ฐานที่มั่นไม่เคยแพ้”-ผู้อพยพ หนีภัย เข้ามาฝั่ง ไทย  533 คน

เมื่อวันที่  30  พฤษภาคม 2568.  ทหารกองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง – Karen National Liberation Army  หรือ KNLA  บูรณาการกำลังร่วมกับทหารกะเหรี่ยง องค์การป้องกันชาติกะเหรี่ยง – Karen National Defence Organisation  หรือ  KNDO   ในสังกัดของ  สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ กะเหรี่ยงเคเอ็นยู  – The Karen National Union หรือ KNU

สามารถบุกเข้าโจมตีและยึดที่ตั้งทหารเมียนมา ฐานบุเรงนอง ได้เป็นผลสำเร็จ โดยที่ ฐานบุเรงนอง นั้น ถือว่าเป็นฐานที่มั่นของทหารเมียนมาที่มีชัยภูมิดีที่สุด เนื่องจากตั้งอยู่บนยอดภูเขาสูงถึง 1,268 เมตร สามารถตรวจการณ์พื้นที่ได้ทุกทิศทาง ในรอบหลายสิบปีผ่านมา กกล.KNLA เคยพยายามนำกำลังเข้าโจมตีหลายครั้งแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ  เคยได้ชื่อว่า “ฐานที่มั่นไม่เคยแพ้”  

สำหรับฐาน “บุเรงนอง” ของทหารเมียนมา นั้นตั้งอยู่บริเวณด้านตรงข้าม บ้านพะดี หมู่ .2 ต.รวมไทยพัฒนา  อ.พบพระ จ.ตาก ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 3 กิโลเมตร  สำหรับทหารเมียนมาฐานบุเรงนอง ส่วนที่เหลือได้ทำการถอนตัวออกจากฐาน   การเหตุการณ์สู้รบส่งผลให้มีผู้หนีภัยความไม่สงบ  จากการสู้รบ ชาวเมียนมา    ได้อพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว ในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก จำนวน 4 แห่ง รวม 533 คน

ประกอบด้วย   1. พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราววัดมอเกอร์ไทย ม.1 ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก จำนวน 361 คน 2. พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราววัดบ้านหมื่นฤาชัย ต.พบพระ อ.พบพระ จ.ตาก จำนวน 20 คน ,3. พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวคริสตจักรบ้านหมื่นฤาชัย ต.พบพระ อ.พบพระ จ.ตาก จำนวน 36 คน ,4. พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว โกดังเอกพันธ์ บ้านมอเกอร์ไทย ม.1 ต.วาเลย์ อ.พบพระ จ.ตาก จำนวน 116 คน

โดย พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจราชมนู  ซึ่งดูแลรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา 5 อำเภอชายแดน (อ.แม่สอด-พบพระ-ท่าสองยาง-อุ้มผาง และ อ.แม่ระมาด)  สั่งการให้ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู  กองกำลังนเรศวร , ตำรวจตระเวนชายแดน 34 ,ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พบพระ ,ฝ่ายปกครอง  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูแลความปลอดภัย และให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม

โดยหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร เพิ่มเติมกำลังลาดตระเวน และเฝ้าตรวจในพื้นที่ นำอาวุธยิงสนับสนุนเข้าที่ตั้งตามแผนเผชิญเหตุ เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของกองกำลังติดอาวุธต่างชาติ และดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน อย่างเต็มกำลังตลอด 24 ชั่วโมง

เตรียมจัดยิ่งใหญ่ ”เทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ” ปลุกท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ

จังหวัดศรีสะเกษเตรียมจัดงานเทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษแปลกใหม่เย็นฉ่ำพร้อมชม ชิม ช้อป อย่างสุขใจในอัตลักษณ์และรสชาติทุเรียนภูเขาไฟ GI ศรีสะเกษแท้ๆ

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.68  ที่บริเวณสวนทุเรียนจันหอม  ตำบลละลาย  อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ  นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  ได้จับมือส่วนราชการและภาคเอกชน ประกอบด้วย นายสุชาติ กลิ่นทองหลาง เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ และ นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนและผู้สนใจได้รับรู้ถึงความพร้อม เตรียมจัดงานเทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ

อนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ 

ปีนี้จัดแปลกใหม่ภายในโดมเย็นฉ่ำ พร้อมชม ชิม ช้อป อย่างสุขใจกับอัตลักษณ์และรสชาติทุเรียนภูเขาไฟ GI ศรีสะเกษแท้ๆ  เนื้อทุเรียนแห้ง เส้นใยละเอียด หวานละมุนลิ้น กลิ่นไม่ฉุน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างมาก คาดการณ์ว่าปีนี้ จะมีทุเรียนเกือบ 20,000 ตัน

วิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ

โดยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเกือบ 8,000 ตัน หรือมากกว่าร้อยละ 60  โดยผลผลิตทุเรียนหากเฉลี่ยต่อไร่จะอยู่ที่ 1,500 กิโลกรัม ผลผลิตทุเรียนจะตัดออกตลาดแบ่งเป็นหลายรุ่น เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงปลายเดือนสิงหาคม ผลผลิตจะออกมากที่สุด ในช่วงเดือนปลายเดือนมิถุนายน ประมาณร้อยละ 30  และ ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมอีกราวๆ ร้อยละ 20  

  สุชาติ กลิ่นทองหลาง เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ      

ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  กล่าวว่า เทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ เริ่มจัดมาตั้งแต่ปี 2534 และจัดมาอย่างต่อเนื่องมาทุกปี สร้างรายได้ให้ชาวสวน และ สร้างรายได้เข้าจังหวัดศรีสะเกษปีละหลายร้อยล้านบาท สำหรับปีนี้จังหวัดศรีสะเกษกำหนดจัดงาน “เทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ปี 2568” ระหว่างวันที่ 19 – 23 มิถุนายน 2568 รวม 5 วัน ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ ความพิเศษเทศกาลทุเรียนภูเขาไฟปีนี้ โดมจะติดแอร์เย็นชุมฉ่ำ ให้นักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจได้ “ ชม ชิม ช้อป อย่างสุขใจ”

พร้อมการต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวชมงาน รับประกันความปลอดภัย พร้อมความสุขใจ และประทับใจ ที่สำคัญ เมื่อเกิดประทับใจแล้ว อย่าลืมนำไปบอกต่อความประทับใจแก่กับคนที่เรารู้จัก เป็นการช่วยเชิญชวนให้เขาได้มาเที่ยวชมเทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษด้วยตัวเองให้ได้นั่นเอง

ขณะเดียวกัน ภายในงาน ยังมีเจ้าหน้าที่สารวัตรทุเรียนคอยอำนวยความสะดวก และ ให้คำแนะนำในการเลือกซื้อทุเรียนแก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย ยังไม่พอ ยังมีบริการรับส่งทุเรียนของบริษัท ไปรษณีย์ไทย สาขาศรีสะเกษ สามารถจัดส่งทุเรียนไปทั่วประเทศได้อย่างมั่นใจอีกด้วย

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

กรมการข้าวจัดใหญ่ วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2568 เทคโนโลยีเกษตรกรรม ก้าวหน้า ทำนายุคใหม่

กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญพี่น้องเกษตรกรและผู้สนใจร่วมชม “งานวันข้าว และชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” ภายใต้ธีมงาน “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำนายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลข้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

โดยการจัดงานในครั้งนี้เพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีต่อกิจการข้าวและชาวนาไทยที่พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการ ผลิตข้าว การลดต้นทุนการผลิตข้าว และการเพิ่มผลผลิตการยกระดับคุณภาพให้เกษตรกร ให้ได้มีความรู้ความ เข้าใจลดต้นทุนการผลิตข้าวที่เหมาะสม รวมไปถึงตระหนักถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาและต่อยอด สร้าง โอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิต

ในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กร ชาวนา ร่วมจัดกิจกรรมและนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ ภายในงานพบกับนิทรรศการ โครงการพระราชดำริ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิร เกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งเป็นการ รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ บพิตร รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการด้านข้าวและขาวนาของไทย ร่วมเรียนรู้และชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

การแสดงผลงาน และเชิดชูเกียรติเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 4 สาขา ประกอบด้วยเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำ นา ประจำปี พ.ศ. 2568 สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขากลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ประจำปี พ.ศ. 2568 สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนดีเด่น ประเภทข้าวหอมมะลิ ประจำปี พ.ศ. 2568 และสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ดีเด่น ประเภทข้าวอื่นๆ ประจำปี พ.ศ. 2568 เติมเต็มความรู้ใหม่ ๆ พบกับเวทีเสวนาในหัวข้อที่เกี่ยวกับการ ลดต้นทุนการผลิต

และการยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าว กับการเสวนา ในหัวข้อ “เกษตรปลอดการเผา เพื่อเรา เพื่อโลก เพื่อรองรับภาวะโลกร้อน” และ“การปรับตัวของชาวนาเพื่อรองรับสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงของราคาข้าวที่รวดเร็ว” ชื่นชมวิถีชาวนาไทยด้วยการแสดงวิถีชีวิตชาวนาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้อง การสาธิตนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากข้าวรูปแบบใหม่ ๆ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวและสินค้าที่ หลากหลายจากทั่วประเทศกว่า 120 ร้านค้า การแสดงวัฒนธรรม การแสดงจากศิลปินดัง มาให้ได้รับฟังกัน ตลอดการจัดงาน

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ารัฐบาลมีนโยบาย ใกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ด้วยการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลง สู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญด้านการวางระบบการผลิต การตลาด และการ บริหารจัดการ เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้แก่ขาวนา อย่างยั่งยืน เพื่อสนองความต้องการของตลาด พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวและพัฒนาชาวนา รวมทั้งสร้างความมั่นคงให้แก่ขาวนาและการ พัฒนาข้าวไปสู่สากลรวมทั้งเป็นการให้เกียรติชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชนและสร้าง ขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ ที่จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่ว ประเทศได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเสริมว่า งานปีนี้เน้นถ่ายทอดนวัตกรรมและ เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการปรับตัวสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งมี กิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และสัมผัสวิถีขาวนาอย่างใกล้ชิด โดยงาน “วันข้าวและ ขาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำ นายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน” ประกอบด้วยนิทรรศการต่าง ๆ มากมายที่อยากให้เข้า มาเดินชมกัน

ภายในงานนอกจากโซนนิทรรศการและกิจกรรมหลากหลายแล้ว ยังมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการผลงาน โครงการ ให้ความรู้ นำเสนอนวัตกรรมการเกษตรต่างๆ รวมทั้ง การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องชื่อดัง ได้แก่ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง ตรี ชัยณรงค์ เพชร คฑาวุธ มาร่วมสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าร่วมชมงาน และพลาดไม่ได้กับการลุ้นรางวัลสร้อยคอทองคำกลับบ้าน ทุกวัน พร้อมทั้งมีจุดให้บริการจัดส่งสินค้าผลิตภัณฑ์จากข้าวที่จำหน่ายภายในงานถึงบ้านอีกด้วย

กรมการข้าวขอเชิญทุกท่านร่วมชม ชิม ช้อป เช็คอิน ในงาน “วันข้าวและขาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568″ ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายนนี้ เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนา อาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัด พระนครศรีอยุธยา

สสส.หนุนตั้ง “คลินิกเลิกบุหรี่” หวังลดผู้สูบวัยทำงาน เผย “บุหรี่-บุหรี่มือสอง” ทำคนไทยเสียปีสุขภาวะกว่า 5.3 แสนปี

ประธานรัฐสภาเร่งผลักดันสภาไทยไร้ควัน ปลอดบุหรี่ 100%  ชวนคนไทยลด ละ เลิกสูบบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า ชี้เป็นภัยร้ายคร่าชีวิต สิ้นเปลื้องงบฯ กว่าหมื่นล้าน/ปี สสส.หนุนตั้ง “คลินิกเลิกบุหรี่” หวังลดผู้สูบวัยทำงาน เผย “บุหรี่-บุหรี่มือสอง” ทำคนไทยเสียปีสุขภาวะกว่า 5.3 แสนปี แซงหน้าออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อังกฤษ

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “สภาไทยไร้ควัน : พื้นที่ต้นแบบปลอดบุหรี่สู่สังคม” เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม ประจำปี 2568 จัดโดย คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ณ บริเวณห้องโถง ชั้น 1 อาคารรัฐสภา

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวปาฐกถาว่า ในวาระพิเศษของ “วันงดสูบบุหรี่โลก” ประจำปี 2568 ว่า รัฐสภาไทยขอแสดงจุดยืนเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100% เพื่อเป็นต้นแบบให้แก่หน่วยงานราชการอื่น ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมที่ใส่ใจสุขภาพ และห่วงใยอนาคตของลูกหลาน เพราะ “บุหรี่” ไม่ใช่สิ่งเสพติดธรรมดา แต่เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขปีละประมาณ 10,137 ล้านบาท รัฐสภาไทยในฐานะองค์กรนิติบัญญัติ ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับภารกิจนี้ ผ่านบทบาทในการออกกฎหมาย กำหนดนโยบาย และร่วมสนับสนุนทุกภาคส่วนในการควบคุมการบริโภคยาสูบ โดยอาคารรัฐสภาแห่งนี้จึงได้กำหนดให้เป็นเขตปลอดบุหรี่ มีการจัดสรรสถานที่ที่เอื้อต่อสิ่งแวดล้อมปลอดควัน มีป้ายประชาสัมพันธ์ที่มองเห็นได้เด่นชัด และมีการจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่เกี่ยวกับโทษของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า มีการสื่อสารทุกช่องทางทั้งภายในและภายนอก เพื่อส่งเสริมความตระหนักและสร้างพฤติกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

“ผมอายุยืนเพราะไม่สูบบุหรี่ ตั้งใจเลิกเพราะอยากอายุยืน 100 ปี เพราะมีตัวอย่างคือท่านอดีตนายกรัฐมนตรี มหาธีร์ โมฮัมหมัด ที่จะอายุครบ 100 ปี ในเดือน ก.ค.นี้ ท่านไม่สูบบุหรี่ รักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย กินอาหารที่เป็นประโยชน์ ผมอยากให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเลิกบุหรี่ การเลิกบุหรี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาอดทน แต่คือความกล้าหาญที่จะเลือกสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง และคนที่เรารัก เป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น เพราะตราบใดที่เรายังสูบบุหรี่ แต่ไปห้ามลูกหลานไม่ให้สูบบุหรี่ ควันบุหรี่มือสองของเรายังคงไปทำร้ายลูกหลานของเราอยู่ดี” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ตระหนักถึงอันตรายของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นภัยอันตรายสำคัญที่เป็นบ่อนทำลายสุขภาพของทั้งผู้สูบและผู้ที่อยู่รอบข้างอย่างต่อเนื่อง บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร นำไปสู่โรคเรื้อรังมากมาย เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ และโรคทางเดินหายใจ ฯลฯ ขณะที่ บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า แท้จริงแล้วก็ยังคงมีสารพิษและนิโคตินที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่กำลังถูกชักจูงเข้าสู่พฤติกรรมเสพติดในรูปแบบใหม่อย่างน่าเป็นห่วง คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขฯให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนเป็นอันดับแรก ในการสนับสนุนการออกกฎหมาย ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ ทั้งในเรื่องของการควบคุมการโฆษณา การจำกัดพื้นที่สูบ และการป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ มุ่งเน้นขับเคลื่อนนโยบายด้านการควบคุมยาสูบ เพื่อให้พื้นที่รัฐสภาเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100% สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการ ลด ละ เลิกบุหรี่ผ่านรูปแบบต่างๆ รวมถึงการจัดตั้ง “คลินิกเลิกบุหรี่” ที่เป็นการทำงานร่วมกันในระยะยาว เพื่อให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่อยากเลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาด เนื่องจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ระบุว่า กลุ่มวัยทำงาน อายุ  25-59 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่เป็นประจำสูงสุด ร้อยละ 39.8 ไม่เฉพาะผู้สูบเองที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง หรือเรียกว่า “ควันบุหรี่มือสอง” จะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพโรคเรื้อรังที่ตามมา เช่น มะเร็ง ปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ เส้นเลือดในสมองตีบ

“ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่า แต่ละปีทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากบุหรี่เฉลี่ยปีละ 8 ล้านคน ในจำนวนนี้ พบว่า มีประมาณ 1.2 ล้านคนที่เสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง สำหรับในประเทศไทย พบคนไทยเสียชีวิตจากควันบุหรี่มือสองสูงถึงปีละ 20,688 ราย เมื่อคำนวณภาระโรคจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง โดยพิจารณาจากค่าการสูญเสียปีสุขภาวะ หรือจำนวนปีที่เสียไปเพราะสุขภาพไม่ดี พิการ หรือเสียชีวิตก่อนวัย พบว่า การได้รับควันบุหรี่มือสองทำให้คนไทยสูญเสียปีสุขภาวะถึง 534,186 ปี เมื่อเปรียบเทียบการสูญเสียปีสุขภาวะทั่วโลก พบว่า ภาระโรคจากควันบุหรี่มือสองของไทยอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย อยู่ที่ 117.1 ปีต่อแสนประชากร, ญี่ปุ่น 221.69 ปีต่อแสนประชากร และอังกฤษ 154.48 ปีต่อแสนประชากร” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

ปะทะเดือดแนวชายแดนช่องบกปมทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงก่อน ไทยต้องตอบโต้

เหตุการณ์ปะทะทหารกัมพูชาบริเวณชายแดนช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี พบทหารกัมพูชาได้เข้าใจผิดและเปิดฉากเริ่มใช้อาวุธก่อน ฝ่ายไทยจึงตอบโต้กลับไป

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุการณ์ปะทะทหารกัมพูชาบริเวณชายแดนช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว อยู่ระหว่างรอการเจรจา

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าได้รับรายงานจากกองกำลังสุรนารีเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เวลา 05.30 น. โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี ได้รับการรายงานว่ามีทหารกัมพูชาเข้ามาวางกำลังในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลง ฝ่ายไทยจึงจัดชุดประสานงานเพื่อเข้าพูดคุยเจรจาตามแนวทางการปฏิบัติที่เคยกระทำมา เมื่อถึงบริเวณดังกล่าว กำลังส่วนระวังเหตุของทหารกัมพูชาได้เข้าใจผิดและเริ่มใช้อาวุธ ฝ่ายไทยจึงใช้อาวุธตอบโต้กลับไป โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที

ต่อมาเวลา 05.55 น. พลตรี ทล โซะวัน รองผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 ฝ่ายกัมพูชา ได้โทรศัพท์ประสานงานกับพันเอก บุญเสริม บุญบำรุง รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายยุติ โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงหยุดยิงและตรึงกำลังบริเวณจุดปะทะ

โดยกองทัพบกขอยืนยันว่า กำลังพลฝ่ายไทยปลอดภัย ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ดีเดย์จับจริง 1 มิ.ย.68 ไม่สวมกันน็อก ปรับหนักทั่วประเทศ ทั้งคนขี่-คนซ้อน

คิกออฟ 1 มิ.ย.ทั่วประเทศ ตำรวจเข้ม “โครงการถนนปลอดภัย” บังคับใช้กฎหมายป้องกันอุบัติเหตุ 100% กับจักรยานยนต์ โดยเฉพาะการสวมหมวกนิรภัย ใครไม่ใส่โดนปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท จัดหนักเพิ่มหากคนโดยสารหรือซ้อนท้ายไม่สวมหมวกคนขี่ถูกปรับ 2 เท่า ส่วนพื้นที่บังคับใช้ ให้ท้องที่พิจารณาถนนสายสำคัญหรือถนนที่มีการฝ่าฝืนกฎจราจรจำนวนมาก หรือถนนที่มีอุบัติเหตุในเส้นทางบ่อยครั้ง หรือถนนที่มีที่ตั้งสถานศึกษาอยู่หลายแห่ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและสร้างวินัยจราจร

ตำรวจเข้ม “โครงการถนนปลอดภัย” บังคับใช้กฎหมายป้องกันอุบัติเหตุ โดยเฉพาะการสวมหมวกนิรภัย คิกออฟ 1 มิ.ย. ทั่วประเทศ เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 พ.ค. พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่งการทุกหน่วยจัดทำ “โครงการถนนปลอดภัย” ให้เสริมสร้างวินัยจราจรและสร้างความปลอดภัยทางถนน เพื่อให้การบริหารงานจราจรเป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีประสิทธิภาพ สั่งการให้ดำเนินโครงการ “โครงการถนนปลอดภัย” ให้กองบังคับการ/ตำรวจภูธรจังหวัดทุกพื้นที่พิจารณาเลือกถนนสายสำคัญในพื้นที่ หรือถนนที่มีการฝ่าฝืนกฎจราจรจำนวนมาก หรือถนนที่มีอุบัติเหตุในเส้นทางบ่อยครั้ง หรือถนนที่มีที่ตั้งสถานศึกษาอยู่หลายแห่ง เพื่อรณรงค์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องปฏิบัติตามกฎหมายจราจรทุกมิติ โดยเฉพาะการสวมหมวกนิรภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย 100%

ผบช.ศ. กล่าวต่อว่า ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 122 กำหนดให้ผู้ขี่รถจักรยานยนต์ และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกนิรภัยเพื่อป้องกันอันตรายในขณะขี่และโดยสาร หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และมีโทษปรับเป็น 2 เท่า หากผู้ขี่รถจักรยานยนต์ขี่ในขณะที่คนโดยสารมิได้สวมหมวกนิรภัย ให้บังคับใช้กฎหมายจราจรทางบกและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถหรือการใช้ทางบนถนนดังกล่าวอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและสร้างความปลอดภัยในการสัญจร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 68

“จูดาห์” แปลงสัญชาติ เตรียมลุยซีเกมส์ เริ่มทดสอบฝีเท้า ที่พิจิตร

“จูดาห์ ธอมป์สัน” นักปั่นดาวรุ่งลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงสัญชาติกับทางสหพันธ์จักรยานนานาชาติ (ยูซีไอ) มาเป็นสัญชาติไทยเรีอบร้อยแล้ว พร้อมบัตรไลเซ่น เตรียมสู้ศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในนามทีมชาติไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยจะประเดิมทดสอบฝีเท้าในการแข่งขันจักรยานประเภทถนนและเสือภูเขาชิงแชมป์ประเทศไทยฯ สนามที่ 4 ที่ จ.พิจิตร ก่อนจะร่วมทัพนักปั่นทีมชาติไทยไปแข่งขันรายการ ทัวร์ ออฟ เยลโล่ 2025 ระหว่างวันที่ 14-15 มิ.ย. ที่ประเทศจีน

“เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (เอซีซี), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (เอซีเอฟ)  และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาจักรยานฯ ร่วมกับจังหวัดพิจิตร, องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร, องค์การบริหารส่วนตำบลวังทับไทร จัดการแข่งขันจักรยานประเภทถนนชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์ภูมิพล” และจักรยานประเภทเสือภูเขาชิงแชมป์ประเทศไทยชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2568 สนามที่ 4 ที่จังหวัดพิจิตร ระหว่างวันที่ 6-8 มิถุนายน ศกนี้ โดยสนามนี้ นายจูดาห์ ธอมป์สัน นักปั่นดาวรุ่งลูกครึ่งไทย-อเมริกัน วัย 21 ปี ซึ่งเป็นนักกีฬาความหวังอีกคนหนึ่งของไทยในการสู้ศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ปลายปีนี้ จะลงแข่งขันประเภทถนนด้วย

พลเอกเดชา กล่าวว่า กรณีของ นายจูดาห์ ธอมป์สัน ได้ดำเนินการเรื่องการเปลี่ยนสัญชาติกับทางสหพันธ์จักรยานนานาชาติ (ยูซีไอ) เสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากที่ได้ยื่นเรื่องและเอกสารไปยังยูซีไอเพื่อขอเปลี่ยนสัญชาติในฐานข้อมูลมาเป็นสัญชาติไทย ซึ่งทางยูซีไอดำเนินการแล้วเสร็จไปเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้จูดาห์สามารถร่วมทีมชาติไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีหนังสือเดินทางไทยและบัตรประชาชนเรียบร้อยแล้ว ล่าสุด จูดาห์ได้เดินทางมายังประเทศไทย เมื่อช่วงสายของวันที่ 27 พฤษภาคม ด้วยสายการบิน EVA AIR เที่ยวบิน BR075 แล้วเดินทางต่อไปเข้าแคมป์เก็บตัวนักกีฬาทีมชาติไทยที่วังยาว รีสอร์ต จังหวัดนครนายก ทันที

“เสธ.หมึก” กล่าวอีกว่า สำหรับ จูดาห์ จะลงแข่งขันจักรยานประเภทถนนชิงแชมป์ประเทศไทยฯ สนามที่ 4 ที่จังหวัดพิจิตร ทั้งรายการไทม์ไทรอัลและโรดเรซ นอกจากนี้จูดาห์จะร่วมทัพนักปั่นทีมชาติไทยไปแข่งขันจักรยานประเภทถนน รายการ ทัวร์ ออฟ เยลโล่ 2025 ระหว่างวันที่ 14-15 มิถุนายน ที่ประเทศจีน ต่อด้วยการแข่งขันประเภทลู่นานาชาติ โคเรีย แทร็ค คัพ ที่เมืองหยางหยาง ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม ซึ่งเขามีความถนัดแข่งขันได้ทั้งประเภทถนนและประเภทลู่

พลเอกเดชา เปิดเผยอีกว่า ด้านการเตรียมสนามแข่งขันจักรยานประเภทถนนและเสือภูเขาชิงแชมป์ประเทศไทยฯ สนามที่ 4 โดยประเภทถนนแข่งขันที่สนามจักรยานสราญจิตมงคลสุข ภายในบึงสีไฟ ส่วนประเภทเสือภูเขาแข่งขันที่จุดชมวิวเขาดิน ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก เวลานี้สมาคมกีฬาจักรยานฯ ได้มอบหมายให้สตาฟฟ์โค้ชเสือภูเขาทีมชาติไทยไปดำเนินการปรับปรุงสนามแข่งขันที่จุดชมวิวเขาดินร่วมกับผู้นำชุมชนและชาวบ้านตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก ซึ่งจะมี จ.อ.เสรี เรืองศิริ ดูแลสนามครอสคันทรี่และอิลิมิเนเตอร์ ส่วน จ.ส.อ.สิทธิชัย เกตุแก้วมณี ดูแลการทำสนามดาวน์ฮิล เพื่อให้สนามมีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด และยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีของชาวบ้านตำบลวังทับไทร ที่เป็นแหล่งส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมากที่สุดของประเทศไทย

“สมาคมกีฬาจักรยานฯ ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านในชุมชนเป็นอย่างดี รวมทั้งผู้นำชุมชนอย่าง นายสมัย คำลือชา นายก อบต.วังทับไทร, นายปณวัฒน์ ศรีมะเดื่อ กำนันตำบลวังทับไทร, นางสุคนธรส จุลกะระวิ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 และผู้นำชุมชนคนอื่น ๆ พร้อมกับชาวบ้านที่ได้ร่วมแรงรวมใจกันปรับปรุงสนามแข่งขันจักรยานเสือภูเขา เป็นการสร้างความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน โดยมี นายศุภกิจ กัยกิจ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองคะเชนทร์ พร้อมทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร ที่สนับสนุนเจ้าหน้าที่และเครื่องจักร ซึ่งการแข่งขันจักรยานประเภทเสือภูเขา จะมีพิธีเปิดการแข่งขันในวันที่ 7 มิถุนายน เวลา 08.30 น. ณ จุดชมวิวเขาดิน โดยได้รับเกียรติจาก นายกฤษฏ์ เพ็ญสุภา นายกองค์การบริหารส่วนพิจิตร เป็นประธานในพิธี” พลเอกเดชา กล่าว

พลเอกเดชา กล่าวต่อไปว่า ส่วนการแข่งขันจักรยานประเภทถนนที่สนามจักรยานสราญจิตมงคลสุข (บึงสีไฟ) รายการไทม์ไทรอัล วันที่ 6 มิถุนายน มีพิธีเปิดการแข่งขัน ณ บริเวณหอชมนก เวลา 08.30 น. โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นเกียรติในการมอบโล่ขอบคุณหน่วยงานต่าง ๆ ที่ให้การสนับสนุน ส่วนการแข่งขันรายการโรดเรซ วันที่ 8 มิถุนายน มีพิธีเปิดการแข่งขันเวลา 07.30 น. ได้รับเกียรติจาก นายสิงหราช วงษ์เสงี่ยม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร เป็นประธานในพิธี ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ช่องหลักหมายเลข 3 เวลา 14.00-16.00 น.

นายกสองล้อไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันสมาคมกีฬาจักรยานฯ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), จังหวัดพิจิตร และองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร จัดกิจกรรมขี่จักรยาน “ปั่นเพื่อสุขภาพ Bike for Life-TCA GREEN CYCLING” ในวันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน ที่สนามจักรยานสราญจิตมงคลสุข ระยะทาง 10.28 กิโลเมตร โดยได้รับเกียรติจาก นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิจิตร เขต 2 เป็นประธานเปิดกิจกรรมเวลา 15.00 น. ซึ่งจะมีพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดพิจิตรมาร่วมกิจกรรมปั่นจักรยานกว่า 500 คน สำหรับกิจกรรม “ปั่นเพื่อสุขภาพ Bike for Life-TCA GREEN CYCLING” เป็นการสนับสนุนกิจกรรมกีฬาสีเขียว เน้นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นกิจกรรมรณรงค์ตามโครงการคนไทยไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า โดยการสนับสนุนจาก สสส. และมูลนิธิการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ (มสบ.) เพื่อให้ประชาชนและเยาวชนเห็นโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า

พลเอกเดชา กล่าวเสริมว่า การแข่งขันจักรยานชิงแชมป์ประเทศไทยฯ สนามที่ 4 นี้ จะเป็นสนามคัดเลือกนักปั่นประเภทถนนรุ่นเยาวชนที่ฝีมือดีให้มาเป็นตัวแทนทีมชาติไทยไปสู้ศึกเอเชี่ยน ยูธเกมส์ 2025 ที่ประเทศบาห์เรน ระหว่างวันที่ 22-31 ตุลาคมนี้ หลังจากที่เราได้คัดเลือกนักปั่นมาแล้วบางส่วน จากเดิมที่กำหนดช่วงอายุ 14-17 ปี แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเปลี่ยนมาเป็นอายุระหว่าง 15-17 ปี ซึ่งทางสมาคมฯ จะต้องรอความชัดเจนในเทคนิคอลไกด์ รวมถึงกำหนดการเรื่องการส่งชื่อนักกีฬา Entry Form By Number และ Entry Form By Name หากเป็นช่วงเวลาหลังจากการแข่งขันจักรยานประเภทถนนชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์ภูมิพล” ประจำปี 2568 สนามที่ 5 ที่เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ระหว่างวันที่ 8-10 สิงหาคม สมาคมกีฬาจักรยานฯ ก็จะใช้สนามที่ 5 เป็นสนามสุดท้ายในการคัดเลือกนักปั่นเยาวชนทีมชาติไทยสู้ศึกเอเชี่ยน ยูธเกมส์ต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันจักรยานประเภทถนนและเสือภูเขาชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2568 สนามที่ 4 สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ของสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ www.thaicycling.or.th ถึงวันที่ 4 มิถุนายน ก่อนเวลา 12.00 น. หรือสมัครได้ที่กองอำนวยการจัดการแข่งขัน ประเภทถนน ณ อาคารชุ่มน้ำบึงสีไฟ, ประเภทเสือภูเขา ณ จุดชมวิวเขาดิน อำเภอสากเหล็ก โดยติดตามรายละเอียดที่เฟซบุ๊กของสมาคมฯ Thailand cycling Association หรือสอบถามได้ที่ โทร.0-2719-3340-2 ในวันและเวลาราชการ.