ส่งตรงจากไร่สวน ขายที่งาน “มหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก” ณ ตลาด อ.ต.ก.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมด้วย องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล จัดกิจกรรมส่งเสริมเกษตรและผลไม้ไทยภาคตะวันออกทั้งสด – แปรรูป จัดแสดงพร้อมจำหน่ายในงาน “มหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก” ณ ตลาด อ.ต.ก. เพิ่มช่องทางการตลาด ส่งเสริมช่องทาง E-Commerce  กระจายผลผลิตคุณภาพในช่วงฤดูกาล ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศ สร้างโอกาสเพิ่มรายได้ สู่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสถาบันเกษตรกร

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตผลไม้ 4 ชนิด ได้แก่ ลำไย มะม่วง ทุเรียน และมังคุด ในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ปี 2568 ที่มีจำนวน 3.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 2.78 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 22% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและต้นไม้มีความสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ จะเป็นช่วงที่ผลผลิตทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ออกสู่ตลาดมากที่สุด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรไทยผลิตผลไม้คุณภาพได้มาตรฐาน สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนโยบายที่มุ่งเน้นสนับสนุนการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร เพิ่มช่องทางการตลาด และส่งเสริมช่องทาง E-commerce

อย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลไม้ภาคตะวันออกซึ่งกำลังอยู่ในช่วงฤดูกาลออกผลผลิตจำนวนมาก เป้าหมายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสถาบันเกษตรกร มีคุณภาพชีวิตที่ดีและรายได้ที่มั่นคง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมมือกับ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดงานแสดงสินค้าพร้อมจำหน่ายสินค้าคุณภาพสู่ผู้บริโภค ภายในงาน “มหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก” ระหว่างวันนี้ – 31 พฤษภาคม 2568 บริเวณตลาดสด อ.ต.ก.เขตจตุจักร กรุงเทพฯ  เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อผลไม้สดใหม่และผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพจากเกษตรกรภาคตะวันออกโดยตรง อีกทั้งเตรียมขยายงานแสดงสินค้าสู่ภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป 

กอ.รมน.ศรีสะเกษ ตั้งหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองป้องกันภัยความมั่นคงทุกรูปแบบ

กอ.รมน.ศรีสะเกษ ฝึกจัดตั้งหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในหมู่บ้าน และป้องกันภัยความมั่นคงในทุกรูปแบบ

นายอนุพงศ์  สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ/ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองประจำปี 2568 ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย พันเอก โถมวัฒน์ สว่างวิทย์ รอง ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดศรีสะเกษ (ฝ่ายทหาร ) ผู้นำท้องที่ – ท้องถิ่น ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองยาว เข้าร่วมพิธีเปิดการฝึกอบรมจัดตั้งหมู่บ้าน อพป. บ้านหนองยาง หมู่ 7 ต.ท่าคล้อ อ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ 

อนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

การจัดฝึกอบรมจัดตั้ง และทบทวนหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองครั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2  และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีจิตสำนึกด้านความมั่นคง และให้ความร่วมมือในการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง มีความรักถิ่นฐาน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา และป้องกันตนเอง ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ จัดตั้งเครือข่ายภาคประชาชนในการรักษาความมั่นคง และสงบเรียบร้อยภายใน  เพื่อฝึกกำลังทุกภาคส่วนในการพัฒนาเสริมสร้างความมั่นคงในหมู่บ้านอาสาพัฒนา และป้องกันตนเอง สามารถป้องกันภัยความมั่นคงทุกรูปแบบ และเพื่อให้ประชาชนมีความจงรักภักดี เทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบันหลักของชาติ


      
โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดศรีสะเกษ พิจารณาคัดเลือกหมู่บ้านหนองยาง หมู่ที่ 7 ตำบลท่าค้อ อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ในการฝึกจัดตั้งหมู่บ้านอาสาและพัฒนาตนเอง ประจำปี 2568 โดยกำหนดอบรม ระหว่างวันที่ 24 – 31 พฤษภาคม 2568 ณ ศาลาประชาคมบ้านหนองยาง ซึ่งมีผู้เข้ารับการอบรมเป็นราษฎร จำนวน 40 คน เป็นการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นให้ราษฎรมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการ อพปร. แห่งชาติ การพัฒนาสังคมและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน บทบาทของคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ การป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน การรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน การตั้งจุดตรวจ การตรวจค้น การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การใช้อาวุธปืน และยิงปืนลูกซองยาว

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เผย ปี’67 ใช้งบกว่า 511 ล้าน ตั้งเป้าปี’68 ต่อยอดปณิธาน“ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แถลงผลดำเนินงาน ปี 2567 ใช้งบฯ กว่า 511 ล้านบาท ขับเคลื่อนปณิธาน “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ประกาศเป้าหมายเชิงรุกปี 2568 ต่อยอดปณิธาน พร้อมเปิดความคืบหน้าและวาระมหามงคลศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว พุทธสถานประวัติศาสตร์แห่งความศรัทธา

เมื่อวันที่  26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำทีมคณะกรรมการมูลนิธิฯ จัดแถลงผลการดำเนินงานประจำปี พ.ศ. 2567 พร้อมเผยภารกิจปี 2568 เดินหน้าเชิงรุกตามปณิธาน “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” โดยมีหน่วยงานในเครือร่วมขับเคลื่อนปณิธาน ซึ่งงานแถลงข่าวในปีนี้ มูลนิธิฯ ได้เปิดเวทีให้ผู้บริหารหน่วยงานในเครือ ประกอบด้วย โรงพยาบาลหัวเฉียว คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว  (คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว) และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ร่วมแถลงผลการดำเนินงานเพื่อสังคม

ภายในงาน ยังจัดให้มีจุดบริการตรวจรักษาโรคทั่วไป โดยหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมถึง ตรวจรักษาโรคโดยศาสตร์การแพทย์แผนจีน จาก คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียวแก่ประชาชน โดยมีสื่อมวลชน ผู้มีอุปการคุณ แขกผู้มีเกียรติ ผู้มีจิตศรัทธา ภาคีเครือข่ายร่วมงาน ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ได้ถ่ายทอดสด [live] ผ่านเฟซบุ๊ค แฟนเพจ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง[facebook.com/atpohtecktung] เพื่อให้สาธุชน ผู้มีจิตศรัทธาได้ทราบและเชื่อมั่นว่า “ทุกบาท ทุกสตางค์ ที่ท่านบริจาค สามารถร่วม ช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิต นับล้านชีวิต” โดยมีผลการดำเนินงานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเป็นที่ประจักษ์

นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เผยว่า  ในปี พ.ศ.2567 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ใช้งบประมาณในการช่วยเหลือประชาชน กว่า 511 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากปีพ.ศ.2566  ซึ่งใช้งบประมาณราว 501 ล้านบาท โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ด้าน ตามปณิธานของมูลนิธิฯ  ดังนี้

ด้านการ “ช่วยชีวิต” มูลนิธิฯ มี “ทีมบรรเทาสาธารณภัยและฌาปนกิจสุสาน พร้อมด้วยอาสาสมัครฯ” ออกปฏิบัติการช่วยเหลือ โดยมีการประสานงานทั่วประเทศ  และรับแจ้งเหตุผ่าน “สายด่วนและแอปพลิเคชัน ป่อเต็กตึ๊ง 1418” รวมถึงให้การสนับสนุนงานนิติเวช และมี “สุสานมูลนิธิฯ ฝากฝังศพไร้ญาติ” ที่จังหวัดสมุทรสาคร รวมถึงให้การสงเคราะห์โลงศพแก่ผู้ยากไร้ รวมถึงผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ 

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังมี “แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์” ที่ให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบสาธารณภัยต่างๆ  อาทิ เมื่อปี 2567  ประเทศไทยได้เกิดเหตุมหาอุทกภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือ และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มูลนิธิฯ ได้บูรณาการทั้งทีมบรรเทาสาธารณภัย และทีมสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์  ได้บูรณาการความช่วยเหลือครอบคลุมการช่วยชีวิตเมื่อประสบเหตุ และฟื้นฟู เยียวยา นอกจากนี้ “แผนกฝึกอบรม” ของมูลนิธิฯ ยังคงเดินหน้าเผยแพร่องค์ความรู้ เพื่อป้องกัน และลดการสูญเสีย แก่หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน รวมงบประมาณในด้านการ “ช่วยชีวิต” เป็นจำนวนเงินกว่า 166 ล้านบาท มีผู้ได้รับการช่วยเหลือ จำนวน 491,905 คน

ด้านการ “รักษาชีวิต” มูลนิธิฯ มีหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนให้บริการตรวจรักษาประชาชนทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงถิ่นทุรกันดาร และยังสนับสนุนห้องผ่าตัด อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ขาดแคลน รวมถึงการช่วยเหลือผู้ป่วยโดยร่วมกับหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ โรงพยาบาลหัวเฉียว  คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว รวมงบประมาณด้านนี้กว่า 38.4 ล้านบาท

ด้านการ “สร้างชีวิต” มูลนิธิฯ จัดโครงการต่างๆ กว่า 10 โครงการ ครอบคลุมด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการดำรงชีพ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน รวมถึงขยายขอบข่ายการช่วยเหลือโครงการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคมในปัจจุบัน รวมงบประมาณด้านการสร้างชีวิต และการดำเนินงานอื่นๆ ของมูลนิธิฯ กว่า  278 ล้านบาท มีผู้ได้รับการสงเคราะห์จำนวน 956,645 คน

หลังจากนั้น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้เปิดเวทีให้หน่วยงานในเครือได้กล่าวถึงภารกิจเพื่อสังคม โดย แพทย์หญิงมนนภา  ขุนณรงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลหัวเฉียว  ได้กล่าวถึงรายละเอียดโครงการในด้านช่วยเหลือสังคมรวม 7 โครงการ รวมจำนวนการช่วยเหลือกว่า 29 ล้านบาท โดยในปี 2567 โดยโครงการที่มูลนิธิฯ ได้ให้สนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยฟอกไต (กว่า12 ล้านบาท) รถ X-Ray Digital Mobile เพื่อบริการชุมชน ที่มูลนิธิฯ มอบให้กับโรงพยาบาลหัวเฉียวเมื่อปี 2566  โดยในปี 2567 ได้ลงพื้นที่ออกบริการประชาชน ซึ่งมูลนิธิฯ ได้สนับสนุนงบประมาณในส่วนนี้กว่า 7.4 ล้านบาท และโครงการสงเคราะห์ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วย (กว่า2 ล้านบาท)

นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ผู้อำนวยการคลินิกการประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว และคณะกรรมการมูลนิธิฯ เปิดเผยว่า คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว นอกจากจะให้บริการทางการแพทย์แผนจีนครบวงจร ในราคาที่เป็นธรรม ไม่แสวงหาผลกำไร ยังเป็นศูนย์กลางการแพทย์แผนจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในประเทศไทย มีโครงการเพื่อสังคมที่ดำเนินการหลากหลายมิติ อาทิ โครงการสงเคราะห์ผู้นำครอบครัวที่ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง โครงการเผยแพร่ความรู้การดูแลสุขภาพแก่ภาคประชาชน การออกหน่วยตรวจรักษาและให้คำปรึกษาทางด้านการแพทย์แผนจีน และร่วมแจกชาสมุนไพรจีน ผลิตภัณฑ์หย่างเซิงเสริมสร้างสุขภาพ ฯลฯ เป็นต้น โดยในปี 2567 ให้บริการรักษา ป้องกัน ส่งเสริม และฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วย รวมกว่า 325,720 ราย

รองศาสตราจารย์ ดร.อุไรพรรณ  เจนวาณิชยานนท์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยฯ ได้ขับเคลื่อนพันธกิจตอบโจทย์ “การสร้างชีวิต” ผ่าน 4 มิติเด่นเพื่อสังคม ได้แก่ [1] หลักสูตรใหม่ตอบโจทย์สังคม โดยจัดให้มี 3 หลักสูตรใหม่ ตอบโจทย์สังคมและโครงการนักศึกษาแลกเปลี่ยน 5 ประเทศ กว่า 1,500 คน [2] ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อสังคม บ่มเพาะจิตอาสา! กว่า 50 รายวิชา ช่วยเหลือชุมชน และทุนการศึกษา กว่า 30 ล้านบาท [3] วิจัยเพื่อพัฒนาสังคม สร้างงานวิจัยโดยใช้ “นวัตกรรม” พัฒนาชุมชนสมุทรปราการ “สร้างสรรค์เศรษฐกิจ รักษ์สิ่งแวดล้อม และดูแลสุขภาพ” และ [4] การบริการสังคม กว่า 40 โครงการ บริการสังคม ตอกย้ำปณิธาน “การให้”

ต่อมา นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กล่าวรายงานผลความคืบหน้าการก่อสร้างศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว พุทธสถานประวัติศาสตร์แห่งการรวมพลังศรัทธาของหลวงปู่ไต้ฮง อันเป็นที่ประดิษฐานองค์ไต้ฮงกงหินหยกขาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งผลความคืบหน้าล่าสุด ณ วันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2568 โดยรวมแล้วดำเนินการไปกว่า 96.25% ส่วนของโครงสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์ 100 % งานตกแต่งลวดลายประเพณีจีน รวมถึงประติมากรรมจีนต่างๆ ดำเนินการไปแล้วกว่า 90 %  นอกจากนี้  ในส่วนของงานปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ดำเนินไปกว่า 76%  โดยศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวแห่งนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้สาธุชนได้เข้ากราบไหว้สักการะภายในปี 2568 นี้

โดยเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568 ปีมะโรง ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้จัดพิธีเบิกเนตร (ไคกวง) องค์ไต้ฮงกงหยกขาว องค์พระโพธิสัตว์กวนอิม และพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ (ตี่จั่งอ้วง) และเทพเจ้าประจำศาลเจ้า โดยมี พระคณาจารย์จีนธรรมวชิรานุวัตร เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส(เล่งเน่ยยี่) พร้อมพระสงฆ์จีนนิกาย 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ทั่วทั้งศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว ล่าสุดในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ได้มีการจัดพิธีพุทธาภิเษกอันศักดิ์สิทธิ์  โดยสมเด็จอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงโปรดให้คณะกรรมการมูลนิธิฯ อัญเชิญไฟพระฤกษ์ประกอบพิธี เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นผู้ต่อไฟพระฤกษ์ จุดเทียนชัย

และอธิษฐานจิต ในพิธีช่วงบ่าย นายฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้างานโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ประกอบพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์ พระคณาจารย์จีนธรรมวชิรานุวัตร (เย็นงี้) เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส พร้อมคณะสงฆ์จีนนิกาย 15 รูปเจริญพุทธมนต์ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม จุดเทียนชัยพระมหามงคล พระราชาคณะ พระครูสัญญาบัตร และพระมหาเปรียญ จำนวน 73 รูป เจริญพุทธมนต์  พระภาวนาจารย์รวม 21 รูป เมตตานั่งปรกอธิษฐานจิต พระคณาจารย์จีนธรรมวชิรานุวัตร  เป็นผู้ดับเทียนชัย

ทั้งนี้ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว จะกลายเป็นศูนย์รวมความศรัทธาที่ยิ่งใหญ่  พร้อมเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของมูลนิธิฯในด้านกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมเพื่อสังคม มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตกุศล ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจารึกประวัติศาสตร์ในการสร้างพุทธสถาน สืบสานพลังศรัทธา ร่วมทำความดี เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

กว่า 115 ปี  ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำต้นแบบของการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ เชื้อชาติหรือศาสนา ของหลวงปู่ไต้ฮง ซึ่งได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความดีไว้บนผืนแผ่นดินจีน ก่อร่างสร้างตัวเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ให้มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งสามารถดำเนินภารช่วยเหลือได้ ครอบคลุมทุกมิติชีวิตบนผืนแผ่นดินไทย ดั่งปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #สายด่วนและแอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

เตือนระวัง !!! ผู้แอบอ้างเรียกเก็บเงินเกษตรกรล่วงหน้าหลอกขายปุ๋ย

อีกหนึ่งโครงการ “ต่อลมหายใจเกษตรกรไทย” เพื่อนำปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง “ยี่ห้อไทยกรีน” ที่เลือกใช้วัตถุดิบส่วนประกอบสำคัญจากขบวนการผลิตเยื่อกระดาษ จากภาคอุตสาหกรรมของ SCG สู่พี่น้องเกษตรไทย นำไปต่อยอดความยั่งยืนของชุมชนชาวเกษตรกร เพื่อลดตต้นทุนในการเลือกใช้ปุ๋ยในราคาที่แพง ส่งผลให้ต้องแบกภาระต้นทุนที่สูง โดยช่วยเหลือเกษตรกรให้เครดิตผ่อนชำระ 6 เดือน 

แต่หลังที่มีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ไทยกรีนรายหนึ่ง  แถวภาคอีสาน ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีการจัดวางจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ตราไทยกรีนในราคากระสอบละ 600 บาท ขนาดน้ำหนัก 50 กิโลกรัมต่อกระสอบ ให้เครดิตลูกค้าในการชำระหนี้ค่าปุ๋ยให้กับเกษตรกรผู้ซื้อปุ๋ยระยะเวลา 6 เดือน

ปรากฏว่า ขณะนี้มีเกษตรกรแถวภาคอีสาน บางจังหวัดมีความสนใจที่สั่งซื้อปุ๋ยกันเป็นจำนวนมาก แต่ยังมีกลุ่มบุคคลได้มีการแอบอ้าง เพื่อฉวยโอกาส โดยการสวมรอย ว่าเป็นสมาชิกหรือตัวแทนจำหน่าย เพื่อไปเรียกเก็บเงินค่าปุ๋ยจากเกษตรกรล่วงหน้าไปก่อนในราคากระสอบละ 100 บาท จากนั้นขอเรียกเก็บเพิ่มอีก 250 บาท เพื่อหลอกขายปุ๋ยราคาถูก แต่บางคนเชิดเงินหนีไปก่อน  กลลวงแบบนี้สร้างความสับสนให้พี่น้องเกษตรกร ซึ่งผู้แอบอ้างดังกล่าวเข้าข่ายหลอกลวง

ทางด้านผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับสิทธิ์ถูกต้อง ได้มีร้องเรียนผ่านสื่อมาว่า ทางเราไม่มีนโนบายหรือดำเนินการจำหน่ายปุ๋ยในวิธีการดังกล่าว พร้อมกำชับไว้ว่า ถ้าเจอกลุ่มบุคคลที่แอบอ้าง หากมีการพาดพิง การกระทำในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่งที่สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับบริษัทตัวแทนผู้จัดจำหน่ายปุ๋ย จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ดังนั้น เพื่อความชัดเจน ถ้าต้องการซื้อปุ๋ยผ่านตัวแทนถูกต้อง  ติดต่อ …อาจารย์ทัตต์เทพ โทร. 093-3506178  

ชาวบุรีรัมย์ผวาโจรซอยจุ๊อาละวาดบุกชำแหละวัวถึงคอก วอนตำรวจเร่งล่าตัว

เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวในบุรีรัมย์กำลังเผชิญกับความหวาดผวา หลังเกิดเหตุคนร้ายบุกเข้าไปในคอกวัวของชาวบ้าน แล้วชำแหละเอาเนื้อไปอย่างอุกอาจ สร้างความสะเทือนใจและกังวลใจให้กับผู้เลี้ยงสัตว์อย่างมาก ชาวบ้านเปรียบเทียบพฤติกรรมคนร้ายว่าน่ากลัวราวกับ “ผีกระสือ” หรือ “ซีอุย” วอนเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามจับกุมมาดำเนินคดีโดยเร็ว เพราะนับวันยิ่งขยายพื้นที่ก่อเหตุ

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานเหตุการณ์คนร้ายบุกขโมยวัวถึงในคอก แล้วลงมือเชือดชำแหละเนื้อในระยะห่างจากคอกเพียง 15 เมตร ในพื้นที่ตำบลลุมปุ๊ก อำเภอเมืองบุรีรัมย์ ซึ่งวัวตัวดังกล่าวอยู่ในช่วงตั้งท้อง ทำให้เจ้าของรู้สึกสงสารจับใจ ยิ่งไปกว่านั้น ชาวบ้านยังแปลกใจที่คนร้ายชำแหละวัวไปแล้ว 2 ขา แต่กลับทิ้งเนื้อไว้ ไม่ยอมนำไปด้วย โดยก่อนหน้านี้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในพื้นที่ตำบลหินโคน อำเภอลำปลายมาศ คนร้ายได้ชำแหละลูกวัวเพศผู้อายุ 2 เดือน โดยทิ้งหัววัวไว้ให้ดูต่างหน้า สร้างความสะเทือนใจอย่างแสนสาหัสแก่เจ้าของ

นายบรรจง ประสุรัมย์ อายุ 75 ปี อยู่บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 10 บ้านสะแกโพรง ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เกษตรการผู้เลี้ยงวัว เล่าว่าตนเองเลี้ยงวัว 5 ตัว ตอนนี้กังวลใจ หลังมีคนร้ายออกอาละวาดมาขโมยวัว และชำแหละทิ้งซากไว้ให้เจ้าของดู ช่วงนี้ตนได้แค่ป้องกันนำวัวกลับเข้าคอกที่บ้าน และระมัดระวังเป็นพิเศษส่วนพฤติกรรมของคนร้ายยอมรับว่าโหดเหี้ยม ต่างกับในอดีตคนร้ายเมื่อขโมยวัวไปแล้วจะจูงวัวไปชำแหละที่อื่น  ตอนนี้อยากเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว เนื่องเพราะก่อเหตุอุกอาจไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง

ส่วนทางด้านคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.หนองสองห้อง และ สภ.ลำปลายมาศ ได้มีการไล่เช็คกล้องวงจรปิดตามเส้นทางของคนร้าย และมีการเชิญตัวผู้ต้องสงสัย มาสอบปากคำบ้างแล้ว โดยคาดว่าน่าจะได้ตัวคนร้ายมาดำเนินคดีภายในเร็วๆนี้ 

ชาวสวนจันทบุรีน้ำตาตก ช้างป่า บุกโค่นต้นทุเรียนล้มระเนระนาดเสียหายหลายแสนบาท

ชาวสวนจันทบุรีจุกอก ช้างป่า บุกโค่นต้นทุเรียนล้มระเนระนาด กินผลผลิตใกล้เก็บเกี่ยว สูญร่วม 4 ตัน ค่าเสียหายหลายแสนบาท วอนภาครัฐเร่งแก้ไข ยกเป็นวาระแห่งชาติ

เกษตรกรสวนผลไม้ พื้นที่หมู่ 6 บ้านคลองตะเคียน ต.พลวง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี  เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงหลังมโขลงช้างป่า บุกเข้ามาหากิน โค่นต้นทุเรียนล้มเสียหายเกือบ 30 ต้น ผลผลิตใกล้เก็บเกี่ยวอีกไม่กี่วันสูญร่วม 4 ตัน ค่าเสียหายหลายแสนบาท

เมื่อเดินทางไปถึงได้พบกับ น.ส.พีรานุช กิจพิบูลย์ อายุ 33 ปี และ นายอนุวัฒน์ อรรถวิล อายุ 33 ปี สองสามีภรรยาเจ้าของสวนผลไม้ และยังรับข้าราชการครูประจำโรงเรียนในพื้นที่ อ.ขลุง  ได้พาผู้สื่อข่าวเข้าไปดูความเสียหายภายในสวน ที่ปลูกแบบสวนผสมมีทั้ง ทุเรียน มังคุดเงาะและลองกอง 

จากการตรวจสอบพบมีต้นทุเรียนอายุกว่า 12 ปี ถึง 20 ปี อยู่ในสภาพโค่นล้มระเนระนาด ถอนรากถอนโคน จำนวนกว่า 20 ต้น โดยบนพื้นรอบต้นมีเศษเปลือกทุเรียน และรอยเท้าช้างป่าขนาดใหญ่ ตลอดจนกองมูล และรอยทางเดินจนป่าราบวนเวียนไปทั่วสวน นอกจากนี้ยังพบมีต้นลองกอง และกล้วยไข่ ถูกช้างโค่นหักกินเสียหายด้วยเช่นกัน   

จากการสอบถาม คุณพีรานุช และ คุณอนุวัฒน์ เจ้าของสวน บอกว่า ตั้งแต่พ่อมาบุกเบิกทำสวนผลไม้ตรงจุดนี้ ไม่เคยมีช้างป่าเข้ามาหากิน แต่เมื่อต้นเดือน พฤษภาคมปีนี้ ช่วงระยะ 4- 5 วัน ที่ผ่านมา ได้มีช้างป่า เริ่มบุกเข้ามาหากินในสวน โดยการโค่นต้นทุเรียนล้มไปแล้วกว่า 20 ต้น ล่าสุดคืนที่ผ่านมา ( 24 พ.ค. 68) ช้างป่าตัวเดิม ได้บุกเข้ามาในสวนโค่นต้นทุเรียนล้มไปอีก 4 ต้น รวมแล้ว 25 ต้น มีผลผลิตทุเรียนที่จะตัดขายได้ในอีกไม่ถึง 7 วันข้างหน้า เสียหายไปแล้วร่วมกว่า 3-4 ตัน มูลค่าประมาณ 4.4 แสนบาท ซึ่งคิดจากราคาขายอยู่ในตลาด ขณะนี้ที่ กิโลกรัมละ 100 -110 บาท  

โดยเจ้าของสวนบอกอีกว่า หลังเกิดเรื่องได้ร้องขอไปทาง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง ตลอดจนเจ้าหน้าที่อุทยาน เข้ามาช่วยเหลือผลักดัน แต่ช้างป่าก็ยังวนเวียนกลับเข้ามาหากินในสวนอีก ซึ่งล่าสุดคืนที่ผ่านมาได้บุกเข้ามาหากิน ห่างจากบ้านพักเพียง 100 เมตร เกรงว่าหากปล่อยไว้ อาจจะทำให้คนในบ้านและชาวบ้านในพื้นที่ได้รับอันตราย

ทั้งนี้อยากฝากถึงรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกปัญหาเรื่องช้างป่าเป็นวาระแห่งชาติ และเร่งหาทางแก้ไขเป็นรูปธรรมในระยะยาว เพื่อให้ช้างและคนอยู่ร่วมกันได้ต่อไป

เกาเหลาเครื่องในโกเส้ง สูตรจีนแต้จิ๋ว อร่อยคู่เมืองตรังกว่า 70 ปี

หากนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเมืองตรัง ผู้ที่ชื่นชอบทานเกาเหลารสเด็ด อร่อยโดนใจ ขอแนะนำให้ไปรับประทานที่ร้านเกาเหลาเครื่องในหมูโกเส้ง เมืองตรัง ที่เปิดขายมากว่า 70 ปี สืบทอดสูตรจีนแต้จิ๋วจากรุ่นสู่รุ่น เน้นใช้เครื่องในสดใหม่ทุกวัน พร้อมน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวจนกลมกล่อม ทำให้ลูกค้าแน่นร้านทุกเช้า

ร้านเกาเหลาเครื่องในหมูโกเส้ง ตั้งอยู่ใกล้กับสมาคมฮกเกี้ยน บนถนนกันตัง ตำบลทับเที่ยง ในเขตเทศบาลนครตรัง ซึ่งมี “โกเส้ง” หรือ “นายสมพร ชุณหโกวิท” คุณลุงวัย 60 ปี เป็นเจ้าของ โดยทุกๆ เช้าบรรยากาศในร้านจะคราคร่ำไปด้วยลูกค้าที่พากันมาทานเกาเหลาเครื่องใน และก๋วยเตี๋ยวเครื่องใน จนเรียกได้ว่า มีลูกค้าแน่นร้านทุกวัน ยิ่งช่วงเช้าก่อนเวลาทำงาน บรรยากาศจะเหมือนกำลังเล่นเก้าอี้ดนตรีเลยทีเดียว

เมนูที่ขายดีคือ เกาเหลาเครื่องในหมู และเส้นหมี่หุ้น (เส้นหมี่ขาว) เครื่องในหมู เพราะใช้เครื่องในหมูสดใหม่ ซื้อวันต่อวัน และน้ำซุปที่ได้จากการตุ๋นกระดูกหมู จนได้รสชาติกลมกล่อม หวานน้ำต้มกระดูก ซึ่งแต่ละวัน โกเส้ง จะใช้เงินซื้อกระดูกหมูถึง 500 บาท และใช้เครื่องในหมู เนื้อหมู เลือดหมู รวมกว่า 40 กิโลกรัม ส่วนลูกค้าที่ไม่ทานเครื่องใน ก็สามารถสั่งแบบหมู-กระดูกหมู ได้เช่นกัน

โกเส้ง เล่าว่า เกาเหลาร้านของตนเป็นสูตรแบบจีนแต้จิ๋ว ขายมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ เฉพาะรุ่นของตนขายมากว่า 20 ปีแล้ว แต่หากนับรวมตั้งแต่รุ่นคุณพ่อก็ยาวนานมาถึง 70 ปี ความแตกต่างและความพิเศษของเกาเหลาเลือดหมู ของร้านตน คือ เครื่องในต้องสดใหม่ ซื้อวันต่อวัน เมื่อได้เลือดหมูมา ก็ต้องล้างทำความสะอาด แบบล้างแล้วล้างเล่า จนไม่เหลือกลิ่นสาบ ส่วนน้ำซุปต้องเคี่ยวจากกระดกหมูล้วนๆ จนได้ความหอมหวาน ให้รสชาติแบบเฉพาะตัว

ขณะที่การปรุง หรือการลวกเครื่องใน หรือชิ้นส่วนหมูของ โกเส้ง ก็ไม่ตายตัว ต้องสังเกตตามลักษณะของวัตถุดิบในแต่ละวัน ตามกรรมวิธีที่ซึมซับมาจากรุ่นคุณพ่อ โดยต้องกะเวลาให้พอเหมาะ หรือในเวลาที่ไม่เท่ากัน สำหรับ ก๋วยเตี๋ยว หมี่หุ้น บะหมี่ ขายราคาชามละ 60 บาท พิเศษ 70 บาท เกาเหลา ชามละ 70 บาท พิเศษ 80 บาท ข้าวสวย ถ้วยละ 10 บาท ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 06.30 น. และขายหมดประมาณ 10.30 น. โดยร้านปิดทุกๆ วันพระ

โดย…เมธี เมืองแก้ว/ตรัง

เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงคุมเข้มโรงเรียนชายแดนใต้พื้นที่เสี่ยงป้องคนร้ายป่วนเมือง

ยะลา – เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงใน อ.เบตง จ.ยะลา คุมเข้ม โรงเรียนพื้นที่เสี่ยง เพิ่มความระมัดระวัง ในมาตรการการรักษาความปลอดภัยครู และนักเรียน เพื่อป้องกันการก่อเหตุทุกรูปแบบ

บรรยากาศตามโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา 3  ผู้ปกครอง ได้ทยอยนำบุตร หลาน มาส่งที่โรงเรียนกันอย่างคึกคัก โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงนำกำลังคุมเข้ม โรงเรียนพื้นที่เสี่ยง ตามมาตรการการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ เพิ่มความระมัดระวัง ในมาตรการการรักษาความปลอดภัยครู และนักเรียน เพื่อป้องกันการก่อเหตุทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับครู บุคลากร นักเรียน และ ผู้ปกครอง

ขณะเดียวกันนายสราวุธ ยอดรักษ์ ผอ.สพป.ยะลา เขต 3 ได้มอบหมายให้คณะกรรมการตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 3 เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักเรียน ผู้ปกครอง ว่าโรงเรียนในสังกัดทุกแห่งมีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยมุ่งเน้นการดูแลคุ้มครองนักเรียนในทุกมิติ เพื่อให้การเปิดเรียนเป็นไปอย่างมีความสุขและปลอดภัยตามแผนการตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในสังกัดทั้งหมด

ทั้งนี้ยังครอบคลุมประเด็นการตรวจสอบด้านความปลอดภัยของอาคารสถานที่ การเตรียมความพร้อมด้านการจัดการเรียนการสอน และมาตรการคุ้มครองดูแลครู และนักเรียน   ส่วนในพื้นที่เสี่ยงนั้นก็จะให้ครูฝ่ายสถานที่นำชมตามจุดต่างๆที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา 3 กำหนดไว้เกี่ยวกับความปลอดภัยและความพร้อมของอาคารและสถานที่

โดย…เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

นทท.แห่ชิม ช้อป ทุกเรียน ที่สวน”ลุงเกษม”ดันยอดขายพุ่งวันละ 2.5 แสนบาท

สวน “ลุงเกษม” ต.ไม้เค็ด อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เป็นส่วนกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่สวน GAP ประกอบด้วย ทุเรียนพันธุ์ก้านยาว พันธุ์หมอนทอง พันธุ์ชะนี พันธุ์กระดุมทอง และพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ ที่มีเนื้อแห้ง หนา เส้นใยน้อย หวานมัน มีการทำสวนปลูกผลไม้ตามฤดูกาล อาทิ ทุเรียน มังคุด ลองกอง เงาะ ในขณะนี้ผลไม้ทุกชนิดกำลังออกผล ทางสวนได้นำออกวางขายทั้งปลีกและส่ง ที่บริเวณริมถนนสายสุวินทวงศ์ ต.ไม้เค็ด อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทอง กำลังเป็นช่วงที่พีคที่สุด เนื่องจากมีเนื้อแข็ง แห้ง หอมหวานมันที่กำลังสุกและรับประทานได้อร่อย

จากการที่เป็นทุเรียน GAP จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของสวนลุงเกษม ทำให้ลูกค้าที่เคยซื้อไปรับประทานจนติดใจในรสชาติ ต้องขับรถไปซื้อที่บริเวณร้านแผงลอยริมถนนเป็นจำนวนมาก และจากที่เป็นสวนทุเรียน GAP ทำให้บรรดาแม่ค้าในต่างจังหวัดโทรมาสั่งจองวันละหลายราย โดยเฉพาะแม่ค้าในตลาด อ.ต.ก. และแม่ค้าทั่วไป ทางสวนลุงเกษม ต้องตัดส่งให้กับลูกค้าสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 1,000 กก. และที่พีคสุดทางสวนลุงเกษมยังมีลูกค้าต่างประเทศที่แกะส่งขายไปยังประเทศเยอรมนีอีกด้วย

ส่วนที่แผงหน้าร้าน ยังคงวางขายให้กับลูกค้าขาประจำที่มาจากต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ที่ขับรถเดินทางมาซื้อด้วยตนเองทุกวัน เฉลี่ยทางร้านต้องแกะขายใส่กล่องขายให้กับลูกค้าวันละกว่า 100 กล่อง โดยขายกิโลกรัมละ 500 บาท หากลูกค้าที่ต้องการซื้อเป็นลูก ทางร้านจะขายทุเรียนหมอนทอง กก.ละ 230 บาท ชะนี กก.ละ 350 บาท ก้านยาว กก.ละ 300 บาท รวมแล้วร้านสวน “ลุงเกษม” สามารถขายทุเรียนสร้างรายได้วันละกว่า 250,000 บาท

“หงส์แดง”ฉลองแชมป์ พรีเมียร์ลีก 2024-25 ยิ่งใหญ่ คว้าโทรฟี่ลีกสูงสุดสมัยที่ 20

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 20 ไปครองได้สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางแฟนบอลที่เข้ามาฉลองกันอย่างชื่นมื่นเต็มความจุสนาม แอนฟิลด์ กว่า 6 หมื่นคน ในเกมที่เสมอกับ คริสตัล พาเลซ 1-1 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ลิเวอร์พูล จะมีการแห่ฉลองแชมป์ ทั่วเมือง ลิเวอร์พูล ในช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีเหล่า เดอะ ค็อป ทั่วโลกเดินทางมาร่วมฉลองในครั้งนี้กว่า 1 ล้านคน 

สรุปผลพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้าย ฟูแล่ม 0-2 แมนฯ ซิตี้ ,ฟอเรสต์ 0-1 เชลซี ,แมนฯ ยูฯ 2-0 แอสตัน วิลล่า , ลิเวอร์พูล 1-1 คริสตัล พาเลซ , นิวคาสเซิล 0-1 เอฟเวอร์ตัน ,สเปอร์ส 1-4 ไบรท์ตัน , เซาธ์แฮมป์ตัน 1-2 อาร์เซน่อล

บทสรุป พรีเมียร์ ลีก ฤดูกาล 2024/25

แชมป์ พรีเมียร์ ลีก  : ลิเวอร์พูล

เตะ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก  :  ลิเวอร์พูล (1) ,อาร์เซน่อล (2) ,แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (3) ,เชลซี (4) ,นิวคาสเซิล (5) ,สเปอร์ส (แชมป์ ยูโรป้า ลีก)

เตะ ยูโรป้า ลีก  : แอสตัน วิลล่า (6) , คริสตัล พาเลซ (แชมป์ เอฟเอ คัพ)

เตะ ยูโรป้า คอนเฟอเรนซ์ลีก  :  น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (7)

3 ทีมตกชั้น : เลสเตอร์ ซิตี้ ,อิปสวิช ทาวน์ ,เซาธ์แฮมป์ตัน

3 ทีม เลื่อนชั้น :  ลีดส์ ยูไนเต็ด , เบิร์นลี่ย์ ,ซันเดอร์แลนด์

ดาวซัลโว : โมฮาเหม็ด ซาลาห์ 29 ประตู (ลิเวอร์พูล)

แอสซิสต์ : โมฮาเหม็ด ซาลาห์ 18 ครั้ง (ลิเวอร์พูล )

ถุงมือทองคำ : ดาบิด ราย่า 13 นัด (อาร์เซน่อล) ,มัตต์ เซลล์ 13 นัด (น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์)

นักเตะยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล : โมฮาเหม็ด ซาลาห์