ทหารเร่งฟื้นฟู 4 ชุมชน‘แม่สาย’ อุดรอยรั่วป้องกันน้ำท่วมซ้ำ ‘ผู้ว่าฯ’สั่งตั้งศูนย์เตือนภัย 24 ชั่วโมง

หลังจากที่ได้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ 4 หมู่บ้าน ริมแม่น้ำสาย เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา และขณะนี้น้ำได้ลดลงเป็นปกติ ทำให้หลายหน่วยงานต้องเร่งกำจัดดินโคลน และช่วยฟื้นฟูบ้านเรือนของประชาชน เพื่อให้สามารถอยู่อาศัยได้ และดินโคลนไม่ขวางทางน้ำหากเกิดฝนตกลงมาอีกครั้ง

ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการแบ่งโซนในการฟืนฟูบ้านเรือนของประชาชนไว้ 4 คือ โซน A ชุมชนสายลมจอย – ปกครอง อส.รับผิดชอบ , โซน B ชุมชนเกาะทราย – มทบ.37 , โซน C ชุมชนไม้ลุงขน – ฉก.ทัพเจ้าตาก และ โซน D ชุมชนเหมืองแดง –  อปท. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รับผิดชอบ

ทั้งนี้ หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย (ผวจ.เชียงราย) ได้ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอำเภอแม่สาย เพื่อเร่งจัดการและเตรียมรับมือกับปริมาณน้ำในช่วงฤดูฝน โดยทางกรมการทหารช่างได้อุดรอยรั่วที่ทำให้น้ำเข้าชุมชนทั้ง 2 จุด ได้เรียบร้อย รวมถึงเสริมแนวป้องกันสูงขึ้นกว่าเดิม ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ทั้งเครื่องสูบน้ำของกรมการทหารช่าง โดยมีสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเข้ามาเสริม

ด้านในพื้นที่ได้มีการกระจายกำลังพลของ มทบ.37 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง และ อส. เข้าไปช่วยเหลือประชาชนทั้งน้ำ และดินโคลน ที่เข้าไปยังบ้านเรือนของประชาชน ส่วนประปาได้มีการเดินเครื่องจ่ายน้ำแล้ว ดินโคลนที่ชำระล้างออกมาจากบ้านได้มาอยู่รวมกันที่ถนน ซึ่งจะมีการจัดการตามลำดับ

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์เฉพาะกิจ ที่ อ.แม่สาย  ดูแลทุกด้าน โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการแจ้งเตือนภัย และขอให้มีการเตือนภัยผ่านช่องทางต่างๆ  ทั้งรถประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่ และให้เปิดหอกระจายข่าว ไม่ว่าจะเกิดเหตุกี่โมง เช่น ตี 2 ตี 3 ก็ต้องเปิดแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบทันที และต้องเตรียมการไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ 

สตม.รวบสาวไทยคาสนามบินสุวรรณภูมิคดีพนันออนไลน์-ฟอกเงิน

สตม.รวบสาวไทยตามหมายจับคดีพนันออนไลน์-ฟอกเงิน กลางสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะเดินทางกลับจากเวียดนาม

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 68 เจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 (กก.สส.ปป.บก.ตม.2)  สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม (กก.3 บก.ป.) และฝ่ายพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ จับกุมตัว นางสาวจตุประภา อายุ 34 ปี สัญชาติไทย ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1101/2566 ลงวันที่ 10 เม.ย.66 ได้สำเร็จ ขณะเดินทางกลับประเทศไทยด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG551 เส้นทางโฮจิมินห์-กรุงเทพฯ

ผู้ต้องหารายนี้ตกเป็นผู้ต้องหาคดีสำคัญในข้อหา “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์โดยผิดกฎหมาย สมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน” โดยถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในเครือข่ายที่ร่วมกันกระทำความผิดระหว่างปี 2559 ถึง ปี 2560 ผ่านเว็บไซต์การพนันออนไลน์ชื่อดัง เช่น sbobet, ibcbet, fifa55 และ ambbet พร้อมกันนี้ยังพบข้อมูลทางการเงินว่าผู้ต้องหาเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับโอนเงินจากกลุ่ม “บัญชีม้าเว็บ” เป็นเงินจำนวนถึง 1,500,000 บาท

หลังจากได้รับการประสานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปราม เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ชุดปฏิบัติการที่ 1 กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ได้วางแผนและจัดกำลังเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณพื้นที่ตรวจผู้โดยสารขาเข้าภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสามารถระบุตัวผู้ต้องหาได้เมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. จากนั้นจึงได้เข้าทำการจับกุม พร้อมแสดงหมายจับ และแจ้งสิทธิตามกฎหมายให้แก่ผู้ต้องหา

ภายหลังการจับกุม นางสาวจตุประภา ถูกควบคุมตัวไปยังจุดปฏิบัติการของ ตม. และส่งมอบให้เจ้าหน้าที่กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

การจับกุมครั้งนี้เป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีเหตุรุนแรงหรือการขัดขืนใด ๆ โดยเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เน้นการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ฝนถล่มอุทัยธานีน้ำท่วม 8 อำเภอ นายกเทศมนตรีเร่งช่วยเหลือเหยื่ออุทกภัย

อุทัยธานี -ฝนตกหนักต่อเนื่องไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนหลายพื้นที่โดยครอบคลุมทั้ง 8 อำเภอในจังหวัดอุทัยธานี ด้านนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานีเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้น

จากกรณีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 68 เวลาตั้งแต่ 18.00 นได้มีฝนกระหน่ำตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีครอบคลุมหลายพื้นที่ทำให้เกิดน้ำทะลักไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนทั้ง 8 อำเภอรวมทั้งอำเภอบ้านไร่มีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้รับคลิปจากนายสิทธิพรอำสุพรรณซึ่งเป็นสื่อมวลชนท้องถิ่นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำเข้าท่วมอยู่บ้านเลขที่ 203/2-4 ถนนวงศาโรจน์ซอย 13/1 ตำบลอุทัยใหม่อำเภอเมืองจังหวัดอุทัยธานีเป็นเจ้าของบ้านได้อัดคลิประบายว่าเกิดฝนตกอย่างหนักทำให้น้ำสะสมรอการระบายไม่ทันน้ำไหลทะลักเข้าท่วมบ้าน อย่างหนักทำข้าวของเสียหายเนื่องจากยกของขึ้นที่สูงไม่ทัน และไม่คาดคิดว่าฝนจะตกหนักและนานทำให้น้ำสะสมรอการระบายไม่ทันจึงได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

เนื่องจากบ้านตนเองอยู่ในที่ลุ่มต่ำกว่าถนนหลังจากน้ำไหลทะลักเข้ามากมีความสูงถึง 60 ซมจนถึงเวลา 23.45 นฝนจึงค่อยๆหยุดตกแต่ในบ้านยังถูกน้ำขังอยู่ไม่มีทางระบายออกจะท่วมประมาณ 3-4 วันถึงจะลดถ้าฝนไม่ตกอีก ในส่วน พื้นที่โดยรอบในตลาดสด น้ำรอการระบายไม่ทัน บางแห่งท่วมสูงถึง 30–40 ซ.ม ส่วนในที่ลุ่มก็จะท่วมมีความสูงแตกต่างกันไป บางบ้านร้องขอให้ช่วยด้วยยกของหนีน้ำไม่ทัน บางส่วนก็ลอยตามน้ำออกไป

ในเบื้องต้น น.ส ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี พร้อมเจ้าหน้าที่ได้นำเครื่องสูบน้ำ เข้าเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ในพื้นที่ อย่างเร่งด่วน และออกสำรวจยังพบโอ่งมังกรลอยตามน้ำม่าปิดกันทางเดินน้ำจึงให้เจ้าหน้าเร่งนำออก

นอกจากนี้มประกาศเตือน ประชาชน ในช่วงวันที่ 23-27 พฤษภาคม 2568 ขอให้ประชาชนในบริเวณจังหวัดอุทัยธานีและใกล้เคียง ระวังอันตรายจากฝนที่เพิ่มขึ้น ฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเสียงการเดินทางผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเส้นทางที่มีปีปัญหา

โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดนำท่วมขังในระยะสั้นได้ เนื่องจากมรสุมตะวันตกเอียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับจะมีร่องมรสุมพาดผ่านประเทศไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน
ขอให้ประชาชนยกของขึ้นที่สูงและระวังอันตรายจากกระแสไฟฟ้า

โดย น.ส ปานัดฌา  ไทยเศรษฐ์ ได้กล่าวต่อว่า ในส่วนตัวกำลังเตรียมการรับมือและแก้ไข ร่วมกับท่าน ส.ส. ชาดา ไทยเศรษฐ์ และจะรายงานสถานการณ์ให้ทราบเป็นระยะๆ

อพช.เร่งผลักดันโนนกอก ถิ่นย้อมผ้าดอกบัวแดง เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรม

อพช. เยือนโนนกอก ถิ่นย้อมผ้าดอกบัวแดง เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรม เตรียมพร้อมเป็น 1 สีสัน โครงการยกระดับภาพลักษณ์ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี สืบสานประเพณีท้องถิ่น

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมการดำเนินโครงการยกระดับภาพลักษณ์ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี สืบสานประเพณีท้องถิ่น ณ ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี หมู่ที่ 18 ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยมีนายพิสดาร ประดา ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยนายภควัตร คำพวง พัฒนาการจังหวัดอุดรธานี และผู้อำนวยการกลุ่มงาน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอุดรธานี ให้การต้อนรับ

ในการนี้ นายอภิชาติ พลบัวไข ผู้ใหญ่บ้านโนนกอก/ประธานคณะกรรมการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านโนนกอก หมู่ที่ 18 ตำบลหนองนาคำ ได้นำเสนอความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมการดำเนินโครงการ ซึ่งมีกิจกรรมประกอบด้วยการแห่ขบวนบั้งไฟ การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้าจากชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี จังหวัดอุดรธานี

บ้านโนนกอกเป็นชุมชนที่มีชื่อเสียงในการทอผ้าโบราณ ประยุกต์ลวดลายผ้าจากลายหมอนขิดอีสาน ขิดลายนาค ลายกนกประตูโบสถ์วัดบ้านหนองนาคำ ลายขอเล็บแมว และลายขอขิดเกียง นำสายบัวแดง ดอกบัวแดงและเกสรบัวแดง มาย้อมเส้นไหมที่ใช้ทอ ซึ่งดอกบัวแดงที่นำมาย้อม เกิดขึ้นในลำห้วยเชียงรวงที่ไหลผ่านในหมู่บ้านโนนกอก มาผสมผสานแนวคิดเทคนิคสร้างสรรค์ เกิดผืนผ้าขิดที่มีความประณีต และความงดงาม นำโดยนายอภิชาติ พลบัวไข พัฒนาให้ปราชญ์ชาวบ้านได้นำภูมิปัญญาการทอผ้าแบบดั้งเดิมของคนในตำบลหนองนาคำ โดยการใช้กี่ทอผ้าโบราณ มาสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน มีการจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้กลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเด็กเยาวชน ประชาชนที่สนใจมากกว่า 1,000 คนต่อเดือน

“บ้านโนนกอก” ชุมชนแห่งการทอผ้าโบราณที่ยังคงอนุรักษ์การทอแบบโบราณ ย้อมสีธรรมชาติจากดอกบัวแดง เป็นชุมชนที่ถวายงานเรื่องการทอผ้าโบราณที่มีเรื่องราว มีตำนาน ผสานกับนวัตกรรมสมัยใหม่ที่สร้างให้เกิดมูลค่าและคุณค่าในทุกมิติ มีอาหาร ที่รสชาติอร่อยตกแต่งอย่างวิจิตรสวยงาม มีการแสดงศิลปวัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างงดงาม ด้วยการผสานพลังของ ผู้นำ “พลังบวร” และเครือข่าย ขับเคลื่อนที่เข้มแข็ง คนในชุมชนมีความสุข มีความรักสามัคคี มีการอนุรักษ์ สืบสานศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นอย่างเหนียวแน่น เหมาะสมกับที่ได้รับรางวัลมากมาย สมดังสโลแกนที่ชุมชนได้ร่วมกันกำหนดขึ้นว่า “เที่ยวโนนกอก ออนซอนอาหารท้องถิ่น สืบสานงานศิลป์ ผ้าพื้นถิ่นย้อมดอกบัวแดง”

บ้านโนนกอก เริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ. 2558 มีพื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร คนในชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา เกษตรกร มีการรวมกลุ่มจัดตั้งกลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก ที่อนุรักษ์การทอผ้าขิด ผ้าไหม ผ้าฝ้าย โดยตนได้เริ่มต้นพัฒนาให้ปราชญ์ชาวบ้านโนนกอก ได้นำภูมิปัญญาการทอผ้าแบบดั้งเดิมของคนในตำบลหนองนาคำ มาสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและ ปัจจุบันได้จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้กลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก มีพิพิธภัณฑ์รวบรวมลายผ้าทอโบราณและหมอนขิดเก่าแก่ เช่น ลายขิดเกียง ซึ่งเป็นลายผ้าห่อคัมภีร์โบราณ รวมถึงผ้าทอโบราณอื่นๆ ที่หาดูได้ยาก มีการสาธิตภูมิปัญญาและการเรียนรู้การมัดย้อม/การย้อมผ้าจากดอกบัวแดง และสายบัวแดง ในชุมชนมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ คือ พระธาตุโพนทอง

ทั้งนี้งเป็นที่สักการะบูชาของชาวขอมในสมัยนั้น ถือเป็นวัดที่มีความสำคัญมีพระพุทธรูปที่โดดเด่นและสวยงามอยู่หลายองค์ เป็นที่เคารพของประชาชนทั้งในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง” ทั้งนี้ ชุมชนดังกล่าวพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนาและวัฒนธรรมอีกมากมาย ได้แก่ ศูนย์ทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก วัดใหม่ไชยมงคล สวนตาลคู่ ป้องดินฟาร์มเห็ด พระธาตุโพนทอง วัดศิริสุขาภิบาล (วัดบ้านโก่ย) นาคำวิลล่า นอกจากนี้ ยังมีสถานที่พัก โรงแรม และรีสอร์ท พร้อมต้อนรับอำนวยความสะดวกอีกมากมาย ด้านมัคคุเทศน์ก็มีบริการให้ความรู้และนำชมในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ อีกด้วย

สมัยที่ 7!บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผงาดคว้าแชมป์ ช้าง เอฟเอ คัพ อย่างยิ่งใหญ่

“มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยลีก จำกัด เป็นประธานพิธีมอบถ้วย และ เงินรางวัลแชมป์ฟุตบอล ช้าง เอฟเอ คัพ ประจำฤดูกาล 2024/25 ให้แก่ สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หลังเอาชนะ เมืองทอง ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์ 3-2 ที่สนาม ธรรมศาสตร์ สเตเดียม จังหวัด ปทุมธานี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 พร้อมรับเงินรางวัล 5,000,000 บาท

ภายในพิธีนำโดย “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมฯ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยลีก พร้อมด้วย สุรพล อุทินทุ ผู้บริหารน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง, แพทริค หอรัตนชัย ผู้อำนวยการ ผู้บริหารสายงานกิจการองค์กร ประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง, ชลันดา ชอบจิตร ผู้อำนวยการกองบริหารงานและประเมินผลกีฬาอาชีพ การกีฬาแห่งประเทศไทย, นิติพงษ์ ยวนตระกูล ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด (มหาชน) และ ก่องกานต์ กาทอง ผู้จัดการฝ่ายขายในประเทศ บริษัท มอลเทน (ไทยแลนด์)

สำหรับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ ช้าง เอฟเอ คัพ ครั้งนี้เป็นสมัย 7 ของสโมสร พร้อมเงินรางวัล 5 ล้านบาท ส่วน เมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมรองแชมป์ ได้รับเงินรางวัล 1 ล้านบาท

ส่วนรางวัลพิเศษ Chang Sportsmanship Award สำหรับนักฟุตบอลผู้มีน้ำใจนักกีฬายอดเยี่ยมตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ ตกเป็นของ ธีราทร บุญมาทัน ผู้เล่น สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

เปิดประตูหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านเมืองน่านสู่สายตาชาวโลก

จังหวัดน่าน ดินแดนแห่งขุนเขาและวัฒนธรรมล้านนาตะวันออก กำลังก้าวสู่หน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ ด้วยการถูกเสนอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก ในสาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน หากความมุ่งมั่นนี้สำเร็จ น่านไม่เพียงแต่จะได้รับการยกย่องในระดับโลก แต่ยังจะได้รับโอกาสในการพัฒนาเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในหลากหลายด้านอย่างยั่งยืน การได้รับสถานะเมืองสร้างสรรค์จากยูเนสโก จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของน่าน คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของจังหวัดจะเติบโตไม่น้อยกว่า 4% และอัตราความยากจนจะลดลงกว่า 10% ภายในปี 2572 การส่งเสริมหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าท้องถิ่น สร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชน และเสริมสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของน่าน

น่านไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน การส่งเสริมหัตถกรรม จะช่วยลดผลกระทบจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว และสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จังหวัดน่านมีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่ป่า 3% ภายในปี 2570 และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ โดยใช้วัตถุดิบธรรมชาติในการผลิตหัตถกรรม เช่น ฝ้าย ไม้ไผ่ หวาย และพืชที่ให้สีธรรมชาติ น่านจะกลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน การผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรม จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ น่านจะเชื่อมโยงกับเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ทั่วโลก แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ และนำเสนอ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นของน่านสู่สายตาชาวโลก

หากน่านได้รับการรับรองเป็นเมืองสร้างสรรค์จากยูเนสโก จะเกิดโครงการสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนน่านและจังหวัดน่านในหลายด้าน ประการแรก คือ การฟื้นฟูระบบนิเวศธรรมชาติ เพื่อให้มีวัตถุดิบสำหรับการผลิตหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านอย่างยั่งยืน โครงการนี้จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนที่พึ่งพิงการผลิตหัตถกรรมจากทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และสร้างแหล่งอาหารและรายได้เสริมจากป่า

ประการที่สอง คือ การสร้างช่างฝีมือรุ่นใหม่ เพื่อสืบสานมรดกทางหัตถกรรมของน่านอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะทักษะและความรู้ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ โครงการนี้จะรักษาภูมิปัญญาและศิลปะดั้งเดิมของน่าน สร้างอาชีพที่มั่นคงและมีคุณค่าให้กับคนรุ่นใหม่ ส่งเสริมความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น และพัฒนาทักษะและความคิดสร้างสรรค์ของช่างฝีมือรุ่นใหม่

ประการที่สาม คือ การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อให้ได้มาตรฐานทั้งในระดับท้องถิ่นและสากล ตอบสนองความต้องการของตลาดที่หลากหลาย โครงการนี้จะเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ขยายโอกาสทางการตลาด และส่งเสริมการสร้างแบรนด์และการออกแบบผลิตภัณฑ์

ประการที่สี่ คือ การจัดตั้งแพลตฟอร์ม ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการบริการด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านในทุกระดับ โครงการนี้จะสร้างพื้นที่ให้ช่างฝีมือ ศิลปิน ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างเครือข่าย ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ จำหน่าย และกระจายสินค้าและบริการ และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน

และประการสุดท้าย คือ การจัดงานแสดงสินค้าและการประชุม เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์หัตถกรรมของน่าน และสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ โครงการนี้จะสร้างโอกาสทางการตลาด ดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้สนใจ ส่งเสริมภาพลักษณ์ของน่าน และสร้างความร่วมมือกับเมืองสร้างสรรค์อื่นๆ และองค์กรระหว่างประเทศ

โดยรวมแล้ว โครงการเหล่านี้จะส่งผลดีต่อคนน่านและจังหวัดน่านในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ในด้านเศรษฐกิจ จะสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ กระตุ้นการท่องเที่ยว และส่งเสริมการลงทุน ในด้านสังคม จะลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และสร้างความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น ในด้านวัฒนธรรม จะอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม สร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ และเผยแพร่วัฒนธรรมน่านสู่สากล และในด้านสิ่งแวดล้อม จะฟื้นฟูระบบนิเวศ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ด้วยโครงการเหล่านี้ น่านจะกลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ น่าเที่ยว น่าลงทุน และเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาค การที่น่านจะก้าวไปสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกได้สำเร็จนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มาร่วมกันสนับสนุนและขับเคลื่อนน่าน เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและงดงามสำหรับเมืองของเรา

“เมล่อน”พืชเศรษฐกิจมาแรง ผลตอบแทนสูง กำไรงาม พลิกชีวิตเกษตรกรไทย

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานที่ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ได้พบกับนายพงษ์ชนะ อินทร์ไพร วัย 47 ปี อดีตพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ หันกลับมาบ้าน ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว โดยเริ่มศึกษาการปลูกพืชในโรงเรือน และทดลองการปลูกผัก มะเขือเทศ ก่อนจะค้นพบว่า เมล่อน คือพืชที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด

ขั้นตอนการปลูก จะเลือกปลูกเมล่อนในโรงเรือน โดยขั้นตอนการปลูกคล้ายๆกับการปลูกองุ่นในไร่ ใช้เทคโนโลยีระบบน้ำและปุ๋ยอัตโนมัติ พร้อมติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้ในการลดต้นทุนและประหยัดแรงงาน นำโดยพันธุ์เมล่อนหลายสายพันธุ์

ได้แก่ โกลเด้นธันเดอร์โกล จันทร์ฉาย โกลเด้นควีน และพันธุ์ผิวตาข่าย แต่ละพันธุ์จะมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละสายพันธุ์ และเริ่มลงปลูกในกระบะยกพื้น เริ่มจากการเพาะกล้า 10-15 วัน ก่อนย้ายลง ไปที่กระบะอีกที พร้อมกับใช้ระบบน้ำหยดให้วันละ 2 ครั้ง ใช้เวลา 50-70 วันต่อรุ่น ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ต่างๆ

ทั้งนี้ หากผลเมล่อนยังไม่ได้มามาตรฐาน ทางเราจะไม่ตัดส่งจำหน่าย และที่ผ่านมาทางเราได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร และได้รับคัดเลือกเป็นสินค้า โอทอป 5 ดาว ของจังหวัดอุทัยธานี พร้อมกับมีการส่งขายทางออนไลน์ ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท โดยส่งขายทั่วไทย

สุดเศร้า!ชาวบ้านชุมพวง ผูกวัวเลี้ยงไว้ใต้ต้นไม้ กลางทุ่งนา ถูกฟ้าผ่าตายเรียบ 8 ตัว

เจ้าของฝูงวัวเมืองชุมพวงสุดเศร้า! ผูกวัวเลี้ยงไว้ใต้ต้นไม้ กลางทุ่งนา ถูกฟ้าผ่าตายเรียบ 8 ตัว เจ้าของช็อกไม่คาดคิดเพราะพากันนำวัวมาผูกไว้จุดนี้เป็นประจำ และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เข้าสู่ฤดูฝนหลายพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา ได้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา มีฟ้าคะนองและฝนตกลงมาหนัก ที่บ้านหนองแดง ตำบลสาหร่าย อำเภอชุมพวง และได้เกิดเหตุฟ้าผ่าวัวของชาวบ้านที่ผูกเลี้ยงไว้กลางทุ่งนา ทำให้วัวของชาวบ้านตายทันทีถึง 8 ตัว

โดยในคลิปที่เพจ “กู้ภัยสว่างเมตตาฯ เขต สภ.ชุมพวง” และผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “New Pongpat” ได้โพสต์ลงในโซเชียลฯ จะเห็นว่า มีวัวนอนตายเกลื่อน ดูน่าเศร้าอย่างมาก เป็นวัวของชาวบ้านหลายคนที่นำมาผูกเชือกให้หากินบริเวณนี้ สภาพแต่ละตัวนอนตายก่ายกันอย่างน่าสงสาร บางตัวกระเด็นตกลงไปตายในสระน้ำ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน

โดยหลายปีที่ผ่านมา นำวัวมาผูกไว้ใต้ต้นไม้กลางทุ่งจุดนี้เป็นประจำ แต่ไม่เคยเกิดเหตุอะไรที่สร้างความสูญเสียได้มากขนาดนี้ แต่ละคนต่างพากันงง ไม่คาดคิดว่าจะมีฟ้าผ่าลงมาที่จุดนี้ ซึ่งซากวัวทั้ง 8 ตัว ที่ตายกะทันหันพร้อมกับแบบนี้ เจ้าของวัวรู้สึกเสียใจอย่างมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องรีบติดต่อพ่อค้าคนกลาง ให้มาซื้อซากวัวไปขายต่อเพื่อชำแหละเนื้อขายให้ แม้จะได้ราคาไม่มากนัก แต่ยังดีกว่าปล่อยทิ้งไว้สูญเงินเปล่า

“ภูมิธรรม”รมว.กลาโหม นำคณะล่องใต้ทอดผ้าป่าวัดปิเหล็ง เจาะไอร้อง-ลุยดับไฟใต้

“ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง นราธิวาส ร่วมทอดผ้าป่าสามัคคี พร้อมพบปะสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ รองปลัดกระทรวงกลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคง แห่งชาติ (สมช. ) พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปยัง วัดปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง   จ.นราธิวาส เพื่อร่วมทอดผ้าป่าสามัคคี และพบปะพูดคุยให้กำลังประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้พูดคุยกับ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 มาโดยตลอด ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีมายาวนานและสลับซับซ้อน เป็นหน้าที่เราต้องเร่งบูรณาการ หามาตรการแก้ไขปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่โดยเร็วพี่น้องประชาชนชนต้องได้รับการดูแล ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด

การลงมาครั้งนี้เพื่อมารับฟังความเห็นจากผู้ปฏิบัติงานโดยตรง โดยเฉพาะผู้บังคับกองพัน และผู้กำกับทุกสถานี รวมนายอำเภอทุกอำเภอ นักธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง ประมวลภาพให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเชื่อว่าหลังจากการรับฟังครั้งนี้น่าจะมีข้อสรุปอะไรที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ดีที่สุด และจะทำให้ประชาชนเข้าถึงการบริการภาครัฐได้ง่ายขึ้นและมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้ง เพราะเรามีหน้าที่ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ประชาชน และในการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2 วันนี้ จะได้ทราบข้อมูลต่างๆ อย่างชัดเจน

หลังจากนี้จะลงพื้นที่มาเลเซียเพื่อร่วมหารือกับทุกภาคส่วน หาแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ตามแนวชายแดนให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจ้างงาน การสาธารณสุข และการสร้างอาชีพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่ พร้อมยืนยันอุทิศตนทำงานให้รัฐบาล สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลประชาชน ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าว

จากนั้น ได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติหน้าที่ยังฐานปฎิบัติการ กองร้อยทหารพรานที่ 4803 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 ต.มะรือโบออก อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส พร้อมมอบของ อุปโภค-บริโภค เป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ย้ำกำลังพล ดูแลพื้นที่ ดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด

นอกจากนี้ยังได้พบปะพูดคุยกับ นายตัรมีซี มามะเร อิหม่ามประจำมัสยิดราชพัฒนา และประชาชนในพื้นที่ โดยกล่าวว่า รัฐบาลรับรู้เข้าใจ พร้อมแก้ไขปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ หากมีเรื่องอะไรที่ไม่สบายใจ หรืออยากเสนอแนะใดๆ รัฐบาลพร้อมช่วยเหลือในทุกๆเรื่อง จากนั้นได้มอบของ อุปโภค-บริโภค แก่อิหม่ามประจำมัสยิดฯ

จากนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจทหารใหม่ ที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 151 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ต.มะรือโบออก อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปภาพรวมและผลดำเนินการฝึกทหารของหน่วยในห้วงที่ผ่านมา และได้มอบของ อุปโภค-บริโภค เป็นขวัญกำลังใจทหารใหม่ ภายในกองพันฯ ก่อนเดินทางต่อไปยังกองพลทหารราบที่ 15 ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย  อ.หนองจิก  จ.ปัตตานี เพื่อรับฟังความเห็นจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์ในพื้นที่ รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานในห้วงที่ผ่านมา

โดย….แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

ตำรวจบุกจับพระนักพัฒนาวัดดังย่านดอนเมืองตั้งวงมั่วสุมเสพยาคากุฎิ

พระนักพัฒนาวัดดังย่านดอนเมือง ถูกตร.บุกซุ่มจับคากุฏิ หลังถูกร้องเรียนมั่วสุมเสพยาในวัดพร้อมของกลางอุปกรณ์การเสพ

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 พ.ต.อ.ภูวดล อุ่นโพธิ ผกก.สน.ดอนเมือง สั่งการให้ พ.ต.ท.อำนาจ ฉ่ำชะเอม รอง ผกก.สส.สน.ดอนเมือง พ.ต.ต.ชยพัทธ์ หีบทอง สว.สส.สน.ดอนเมือง จับกุมนายชัยฤกษ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 54 ปี และนายพิชัยบัญชา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี พร้อมของกลางอุปกรณ์การเสพ โดยจับกุมได้ที่หน้ากุฎิ 3 วัดแห่งหนึ่งย่านดอนเมือง

ก่อนการจับกุมทางเจ้าหน้าที่ได้รับหนังสือร้องเรียนจากประขาชน ว่าที่กุฏิ 3 หลังเมรุ วัดแห่งนี้ มีพระรูปหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มักจะชอบชวนบุคคลอื่น รวมถึงเด็กวัดมาเสพยาในกุฏิ จนกลายเป็นแหล่งมั่วสุม ทางพ.ต.อ.ภูวดล อุ่นโพธิ ผกก.สน.ดอนเมือง จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.อำนาจ ฉ่ำชะเอม รอง ผกก.สส.สน.ดอนเมือง โดย พ.ต.ต.ชยพัทธ์ หีบทอง สว.สส.สน.ดอนเมือง ร.ต.อ.สมโชค คงตำหนิ รอง สว.สส.สน.ดอนเมือง นำกำลังฝ่ายสืบสวนเข้าไปตรวจสอบเฝ้าสังเกตุการ และได้พบพระสงฆ์รูปหนึ่งยืนอยู่กับชายอีกคนซึ่งน่าจะเป็นลูกศิษย์ ที่หน้ากุฏิ ทราบชื่อคือพระชัยฤกษ์ และนายพิชัยบัญชา

เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมแสดงบัตร ปปส. เพื่อขอตรวจสอบ และตรวจค้นที่ตัวไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่จากการเข้าตรวจสอบในกุฎิ พบอุปกรณ์การเสพ และถุงซิปมีคราบยาเสพติดติดอยู่ จากการสอบถามพระชัยฤกษ์ ได้ให้การยอมรับว่าตนเองได้เสพยาไอซ์ไปตั้งแต่เมื่อคืน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เชิญตัวพระชัยฤกษ์ และนายพิชัยบัญชา มาที่สน.ดอนเมือง เพื่อขอตรวจสารเสพติดเบื้องต้น พบทั้ง 2 คนมีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย และได้ส่งปัสสาวะไปตรวจยืนยันผลที่สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี รพ.ธัญญารักษ์ พบว่ามีสารเสพติดในร่างกายจริง

เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัวพระชัยฤกษ์ ไปดำเนินการสึกจากการเป็นพระ และทำบันทึกการยินยอมการสึกโดยสมัครใจที่วัดเวฬุวนาราม ( วัดไผ่เขียว ) โดยมีเจ้าอาวาสวัดเวฬุวนาราม ( วัดไผ่เขียว ) รองเจ้าคณะแขวงสีกัน เป็นผู้ทำการสึก ก่อนจะนำตัวกลับมาดำเนินคดีในข้อหา “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) ส่งพนักงานสอบสวนสน.ดอนเมือง ดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ทางผู้ร้องเรียนยังระบุด้วยว่านายชัยฤกษ์ หรือ อดีตพระชัยฤกษ์ ยังมีพฤติกรรมในการโพสภาพถ่ายเปลือยของตนเองขณะเป็นพระลงในกลุ่มในโซเชียล ซึ่งจากการเปรียบเทียบสถานที่กับภาพถ่ายพบว่าพนังห้อง และที่นอนในกุฎิของอดีตพระชัยฤกษ์ เป็นสถานที่เดียวกันตามที่ผู้ร้องเรียนส่งมาให้ ซึ่งทางอดีตพระชัยฤกษ์ ไม่ได้ปฎิเสธว่าไม่ใช่รูปตัวเอง แต่ระบุเพียงว่าไม่ได้เข้ากลุ่มโซเขียลดังกล่าวนานแล้ว

อย่างไรก็ตามมีรายงานข่าวระบุว่าสำหรับอดีตพระชัยฤกษ์ บวชเป็นพระมาประมาณ 30 พรรษา มีหน้าที่คอยดูแลเรื่องต่างๆภายในวัด โฆษกวัดและหัวเรือใหญ่ในการจัดงานต่างๆในวัด หรือแม้แต่การร่วมกิจกรรมต่างๆกับวัดข้างเคียง จึงถือว่าอดีตพระชัยฤกษ์ เป็นพระนักพัฒนา รูปหนึ่งที่มีลูกศิษย์ลูกหาทั้งในพื้นที่และต่างพื้นที่ นับหน้าถือตาเป็นจำนวนมาก