สนธิกำลัง 3 ฝ่ายคุม 4 ผู้ต้องสงสัยคาดเชื่อมโยงคดียิงนายกทต.รือเสาะเสียชีวิต 7 พ.ย.67

เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 4 ราย คาดเชื่อมโยงคดียิงนายกเทศมนตรีตำบลรือเสาะ เมื่อ 7 พฤศจิกายน 2567

วันนี้ (24 พฤษภาคม 2568) เวลาประมาณ 03.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายตรวจค้นเป้าหมายในพื้นที่บ้านนาดา-บ้านสะโลว์ ตำบลรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส รวม 11 แห่ง โดยได้เชิญผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และเครือญาติของบุคคลต้องสงสัย เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทุกขั้นตอน ซึ่งผลจากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจำนวน 4 ราย พร้อมสิ่งของต้องสงสัยที่คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับเหตุลอบยิง นายวิเชษฐ์ ไทยทองนุ่ม (นายกอาร์ม) นายกเทศมนตรีตำบลรือเสาะ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ภายในโรงงาน HAND IN HAND บ้านยาแลเบาะ หมู่ที่ 5 ตำบลรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส

โดยควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัย จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย นายอาฟาน (สงวนนามสกุล) , นายอารีฟ (สงวนนามสกุล) , นายรุสลัน (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี , นายรอซาลี (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี ซึ่งทั้งหมดถูกเชิญตัวมาซักถามและขยายผล  ณ  ศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ได้เร่งรัดติดตามความคืบหน้าในทุกคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างจริงจังและไม่ละเลย ทุกคดีจะได้รับการติดตามอย่างรอบคอบและเท่าเทียมตามหลักกฎหมาย เพื่อให้ผู้กระทำความผิดถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด โดยทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงานดำเนินไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม ยึดหลักสิทธิมนุษยชน และเปิดโอกาสให้ครอบครัวและญาติของผู้ต้องสงสัยรับทราบขั้นตอนการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบบุคคลต้องสงสัยเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ สามารถแจ้งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์สายตรง แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 โทร 061-1732999 หรือเบอร์สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 สน. 1341 และหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งขอเรียนให้ทราบว่าผู้ให้การสนับสนุนผู้กระทำผิดด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การนำพาซ่อนเร้น การให้การสนับสนุนที่พักพิง หรือการสนับสนุนเสบียงอาหาร จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

ส.ป.ก. สุพรรณบุรีหนุนวิสาหกิจชุมชน “พริกแกงหอมสุพรรณ”สร้างรายได้เกษตรกรมั่นคง

ส.ป.ก. สุพรรณบุรี สนับสนุนวิสาหกิจชุมชน “พริกแกงหอมสุพรรณ” ยกระดับรายได้เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. สู่ความมั่นคง

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยส.ป.ก.สุพรรณบุรี ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีข้อจำกัดในการทำงานหนัก จึงได้เกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ โดยมุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมาสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า โดยผลิตภัณฑ์หลักของกลุ่ม คือ พริกแกงหอมสุพรรณ ซึ่งมีจุดเด่น คือ “พริกหอมสุพรรณ” พริกพื้นเมืองของจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว สีสวย และรสชาติเข้มข้น

ทั้งนี้วัตถุดิบทั้งหมดได้มาจากเกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน เช่น ข่า ตะไคร้ กระชาย ลูกมะกรูด หอมแดงไทย และกระเทียมไทย ซึ่งล้วนเป็นพืชสมุนไพรที่มีคุณภาพสูง ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพริกแกงหอมสุพรรณ ยังดำเนินการผลิตแบบดั้งเดิมโดยใช้แรงงานคนในชุมชน เป็นการสร้างงานและกระจายรายได้ให้ครัวเรือนโดยตรง

วิสาหกิจชุมชนพริกแกงหอมสุพรรณ ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. นำโดย นางสาวอรภัสสร์ จันทร์สุวรรณ ซึ่งได้ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพริกแกงหอมสุพรรณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ให้สามารถมีอาชีพที่เหมาะสม และสามารถสร้างรายได้จากที่บ้าน

นอกจากการสนับสนุนด้านการผลิตแล้ว ส.ป.ก. สุพรรณบุรี ยังได้ส่งเสริมในด้านการตลาด โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพริกแกงหอมสุพรรณ เข้าร่วมงานแสดงสินค้าในพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมทั้งมีแผนสนับสนุน เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพริกแกงหอมสุพรรณ ยังมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพิ่มเติมในอนาคต เช่น ลูกประคบสมุนไพร โดยใช้วัตถุดิบที่ปลูกในพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพแก่เกษตรกร และพัฒนาให้เป็น โรงงานวิสาหกิจชุมชน ที่มีสมาชิกจากชาวบ้านในพื้นที่ ส.ป.ก. ร่วมดำเนินงานอย่างครบวงจร เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน และยกระดับผลิตภัณฑ์ไทยสู่มาตรฐานสากล

หากผู้ที่สนใจอยากสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนพริกแกงหอมสุพรรณ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 087-994-5850

ฝนถล่ม น้ำทะลักท่วมแม่สายกลางดึก อพยพสิ่งของหนีโกลาหล

แม่สายวิกฤต! ฝนตกหนักน้ำสายทะลักเอ่อท่วมชุมชนกลางดึก ชาวบ้านเร่งขนของหนีอลหม่าน ระดับน้ำในบางจุดสูงถึง 0.5-1.0 เมตร ซัดเข้าท่วมบ้านเรือนแบบไม่ทันตั้งตัว

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน สถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กลับมาวิกฤตอีกครั้ง หลังฝนตกหนักเกือบตลอดคืน ทำให้ระดับน้ำใน แม่น้ำสาย เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนตั้งแต่เวลาประมาณ 02.00 น.ที่ผ่านมา

น้ำจากแม่น้ำสายได้ทะลักล้นแนวกระสอบทรายบิ๊กแบ็กที่กั้นอยู่บนถนนลอดใต้ สะพานพรมแดนไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 ส่งผลให้น้ำไหลหลากเข้าท่วมหลายชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ ชุมชนบ้านถ้ำผาจม, ตลาดสายลมจอย, ตลาดน้อยเหมืองแดง, ชุมชนเหมืองแดง, ชุมชนไม้ลุงขน และชุมชนเกาะทราย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างหนักเมื่อปีที่ผ่านมา

ระดับน้ำในบางจุดสูงถึง 0.5-1.0 เมตร ซัดเข้าท่วมบ้านเรือนกลางดึกแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้ชาวบ้านต้องตื่นมาขนย้ายข้าวของมีค่าหนีน้ำกันอย่างเร่งรีบและอลหม่านตลอดคืน

ขอบคุณภาพ เพจ ชุมชนแม่สาย

คณะกรรมาธิการการศาสนาฯร่วมกิจกรรม “ศาสนิกสัมพันธ์ ปลูกต้นไม้ ปลูกธรรม ปลูกอนาคต”

คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม ร่วมกิจกรรม “ศาสนิกสัมพันธ์ ปลูกต้นไม้ ปลูกธรรม ปลูกอนาคต” ร่วมส่งเสริมพื้นที่สีเขียว สร้างเครือข่ายศาสนิกชน ๕ ศาสนา เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันนี้( 23 พ.ค. 2568) คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม นำโดย นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วราวุธ ตีระนันทน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม นางอารีย์ บรรจงธุระการ รองโฆษกคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยคณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ร่วมกิจกรรม “ศาสนิกสัมพันธ์ ปลูกต้นไม้ ปลูกธรรม ปลูกอนาคต” ณ สำนักงานเขตบึงกุ่ม

นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการ

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนนโยบายการปลูกต้นไม้ล้านต้นของกรุงเทพมหานคร เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดปัญหามลภาวะทางอากาศ รวมถึงสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน 

จุดเด่นของกิจกรรมในครั้งนี้ คือ “ศาสนิกสัมพันธ์” ซึ่งได้เชิญผู้แทนจาก ๕ ศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงพลังความสามัคคีของศาสนิกชนในการร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสร้างจิตสำนึกร่วมในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม

ในโอกาสนี้ นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการได้มอบอุปกรณ์กีฬาเปตองให้แก่ผู้อำนวยการเขตบึงกุ่ม และผู้อำนวยการโรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ พร้อมทั้งร่วมกิจกรรมโยนลูกปตองกับนักกีฬาเปตอง เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายและจิตใจแก่เยาวชนในชุมชน 

นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้ร่วมปลูกต้นไม้และเยี่ยมชม ศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการมูลฝอยและสิ่งแวดล้อม เขตบึงกุ่ม ซึ่งเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ

กิจกรรมนี้นับเป็นตัวอย่างของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และศาสนิกชนหลากหลายศาสนา ซึ่งร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งหวังให้เกิดสังคมที่มีความร่มเย็นทางสิ่งแวดล้อม อบอุ่นทางจิตใจ และมั่นคงทางคุณธรรมจริยธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างสมดุลในทุกมิติ

สกพอ.เดินหน้ายกระดับภูมิปัญญาอาหารฉะเชิงเทรา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากพื้นที่อีอีซี

สกพอ. เดินเครื่องโครงการยกระดับภูมิปัญญาสู่การรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทราต่อยอดอัตลักษณ์อาหาร สร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานรากพื้นที่อีอีซี

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เป็นประธานเปิดตัว โครงการยกระดับภูมิปัญญาสู่การรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา พร้อมลงนามความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์, สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา, มูลนิธิฉะเชิงเทราเพื่อการพัฒนา, โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล, โรงแรมสัปปายะ, โรงแรมบ้านนายถึก และโรงแรมเฮฟเว่น ฉะเชิงเทรา โดยมีผู้ประกอบการร้านอาหาร ปราชญ์ชุมชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ อาคาร NT Tower บางรัก กรุงเทพฯ

ดร.จุฬา สุขมานพ เปิดเผยว่า จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มีศักยภาพทั้งในด้านเศรษฐกิจและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะต้นทุนทางวัฒนธรรมด้านอาหาร ซึ่งอาหารไทยถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เนื่องจากอาหารไทยมีความเป็นเอกลักษณ์และมีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ร่วมกับการยกระดับภูมิปัญญาอาหารอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ก่อให้เกิดการสร้างรายได้ สร้างงาน และสร้างอาชีพในชุมชน ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างเข้มแข็งและเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ สกพอ. ได้ดำเนิน โครงการยกระดับภูมิปัญญาสู่การรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา ร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม โดยศึกษาข้อมูลองค์ความรู้ ภูมิปัญญาด้านอาหาร ของชุมชนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และนำเข้าฐานข้อมูลองค์ความรู้ชุมชน และต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่สามารถตอบสนองภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และนักท่องเที่ยวในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังเป็นการยกระดับและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหารให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกช่วงวัยในชุมชน ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทรา

“โครงการยกระดับภูมิปัญญาสู่การรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา มุ่งเน้นการค้นหาแหล่งกำเนิดขององค์ความรู้ ภูมิปัญญาด้านอาหาร ปราชญ์ชุมชนด้านอาหาร และเมนูอาหารสะท้อนอัตลักษณ์ของ 11 อำเภอ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเมนูอาหารที่เบื้องต้นได้รับการเสนอว่าเป็นเมนูแห่งฉะเชิงเทราที่โดดเด่น อาทิ ต้มยำกุ้ง อำเภอบางคล้า หมูหงส์ อำเภอแปลงยาว บ้าบิ่นมะพร้าวน้ำหอม อำเภอคลองเขื่อน แกงส้มไหลบัวปลาสลิด อำเภอบางน้ำเปรี้ยว เป็นต้น ซึ่งจะนำไปพัฒนาและยกระดับภูมิปัญญาสู่การรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา เพื่อสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่ม (Value) ตลอดจนการต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจ เชื่อมโยงสู่ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม และชุมชนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ให้เติบโตและสร้างความอย่างยั่งยืนแก่ประชาชนในพื้นที่” ดร.จุฬา กล่าว 

สำหรับโครงการยกระดับภูมิปัญญาสู่การรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา จะจัดการแข่งขันใน 2 ประเภท คือ 1. การแข่งขันรังสรรค์เมนูอาหารภูมิปัญญาดั้งเดิมแห่งฉะเชิงเทรา (Traditional Menu) และ 2. การแข่งขันรังสรรค์เมนูอาหารสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาแห่งฉะเชิงเทรา (Creative Menu) ซึ่งการแข่งขันจะจัดขึ้นในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ณ ลานโปรโมชัน หน้า Tops ชั้น 1 ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ฉะเชิงเทรา โดยผู้ที่จะสมัครเข้าร่วมการแข่งขันต้องเป็นผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงเรียนสอนทำอาหาร สถาบันอาหาร หรือ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหารที่ตั้งอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งรางวัลสำหรับผู้ชนะการแข่งขันแต่ละประเภท แบ่งเป็น รางวัลชนะเลิศ จำนวน 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัล, รองชนะเลิศ อันดับที่ 1 จำนวน 5,000 บาท พร้อมโล่รางวัล, รองชนะเลิศ อันดับที่ 2 จำนวน 4,000 บาท พร้อมโล่รางวัล และรางวัลชมเชย 5 รางวัล จำนวน 2,500 บาทต่อรางวัล มูลค่าเงินรางวัลรวมกว่า 63,000 บาท

สำหรับคณะกรรมการตัดสิน ประกอบด้วย เชฟชุมพล แจ้งไพร คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์และประธานคณะกรรมการอนุกรรมการด้านอุตสาหกรรมอาหาร, ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), นายจรงค์ศักดิ์ รองเดช พิธีกรรายการภัตตาคารบ้านทุ่ง, นายดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์พิเศษด้าน Food Stylist ระดับประเทศ, รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ และ ดร.ดารินันท์ นันทวงค์ ผู้แทน สกพอ.

โดยเกณฑ์การตัดสินหลัก ๆ ได้แก่ ความถูกต้องในการประกอบอาหารแบบมืออาชีพ ความคิดสร้างสรรค์และนำเสนอผลงาน และสามารถนำไปจำหน่ายได้จริง วัตถุดิบมีแหล่งที่มาจากในจังหวัดฉะเชิงเทราและสามารถเชื่อมโยงไปถึงวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากชุมชน สามารถบอกเล่าเรื่องราวระหว่างวัตถุดิบเชื่อมโยงแหล่งที่มาจากชุมชนได้ (Storytelling) และรักษารสชาติพื้นฐานและอัตลักษณ์ของเมนูนั้น ๆ ได้อย่างถูกต้อง อาหารมีรสชาติที่เหมาะสมสอดคล้องกับเครื่องปรุงรส มีรสชาติและสีสันที่ดี และสอดคล้องกับมาตรฐานอาหารในยุคปัจจุบัน

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการยกระดับภูมิปัญญาสู่การรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา ได้ที่ QR Code / Link กติกาและใบสมัคร https://forms.gle/quvtqbDKnRLPY1aC6 ตั้งแต่วันนี้-20 มิถุนายน 2568 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 095-318-7085 คุณสุวัจนี นาคอาจหาญ

แม่ฮ่องสอนเตรียมความพร้อมรับมือ ‘อุทกภัย-น้ำป่าไหลหลาก-ดินโคลนถล่ม’

ทุกภาคส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ กำหนดแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำปี 2568

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมขุนลุมประพาส ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน มอบหมายให้ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 2/2568 เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ และพิจารณากำหนดแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

โดยที่ประชุมติดตามการคาดหมายลักษณะอากาศ/ปริมาณน้ำฝน ปี2568 การติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำ พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย และการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปี2568

ทั้งนี้ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม ประจำปี 2568 ในด้านการเตรียมความพร้อม ได้แก่ การจัดตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์  , การทบทวน ปรับปรุง จัดทำแผนเผชิญเหตุ , การตรวจสอบอาคาร สถานที่ ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้าสิ่งก่อสร้างให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรง , การตรวจสอบต้นไม้ กิ่งไม้ที่มีความเสี่ยงตัดแต่งเพื่อป้องกันและลดผลกระทบในกรณีที่มีพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง , การเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อให้สามารถรับรองน้ำฝนและน้ำจากท่อระบายน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ , การเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่เครื่องมือ เครื่องจักรกลสาธารณภัย ในการให้ความช่วยเหลือประชาชน , การเฝ้าระวังติดตามข้อมูลสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำและเหตุที่อาจส่งผลให้เกิดสาธารณภัยในช่วงฤดูฝน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งเตือนและสร้างการรับรู้ในแก่ประชาชน

ด้านการเผชิญเหตุ ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ และศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน ในระดับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น , การเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์และการประสานการปฏิบัติในด้านการมอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบ , การจัดชุดปฏิบัติการเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์และสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือในระดับพื้นที่ รวมทั้งการรายงานสถานการณ์ และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อกองอำนวยการ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะยุติ

ด้านการฟื้นฟู โดยเมื่อเกิดสถานการณ์อุทกภัยขึ้นในพื้นที่ โดยให้อำเภอองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจตรวจสอบความเสียหายและเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทุกด้านตามอำนาจหน้าที่และระเบียบของทางราชการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะด้านการดำรงชีพตามวงจรอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

ทหารไทยตรึงเข้มป้องรุกล้ำอธิปไตยหลังกะเหรี่ยงเปิดศึกสู้รบเดือดตรงข้ามชายแดนพบพระ

ทหารกะเหรี่ยง กกล.KNLA ปะทะ เมียนมา ต่อเนื่องเพื่อโจมตีฐานเจดีย์ขาวตรงข้าม อ.พบพระ จ.ตาก หวังยึดให้ได้

เมื่อวันที่  23 พฤษภาคม  2568 สถานการณ์ชายแดนไทย=เมียนมา ตรงข้าม อ.พบพระ จ.ตาก กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง – Karen National Liberation Army – KNLA  ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงอิสระ The Karen National Union – KNU ได้ใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ทิ้งระเบิดเป็นระยะ ๆ ตลอดทั้งคืน จนถึงเช้า พร้อมนำกำลังเข้าประชิดฐาน ใช้ปืนกล จรวด และปืนซุ่มยิง โจมตีทหารเมียนมา กองพันทหารราบที่ 8 ฐานเจดีย์ขาว บ.เบอโด้ อ.ซูการี จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมาซึ่งอยู่ด้านตรงข้าม บ้านห้วยน้ำนัก หมู่.4 ต.พบพระ อ.พบพระ จ.ตาก ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 1 กิโลเมตร

โดย พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจราชมนู สั่งการให้ทหาร หน่วยเฉพาะกิจราชมนู , หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 กองกำลังนเรศวร และหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 34 จัดกำลังเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวน  จัดกำลังเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวน ,นำอาวุธยิงสนับสนุนเข้าที่ตั้งตามแผนเผชิญเหตุ เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของกองกำลังติดอาวุธต่างชาติ.

ซึ่งหน่วยเฉพาะกิจราชมนู  กองกำลังนเรศวร  ยังได้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพิ่มกำลังในการลาดตระเวน ,นำอาวุธยิงสนับสนุนเข้าที่ตั้งตามแผนเผชิญเหตุ เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของกองกำลังติดอาวุธต่างชาติ และดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถตลอด 24 ชั่วโมง

เริ่มแล้ววันนี้!!!!มหกรรมแสดงสินค้า“ฮักหลาย…มหาสารคาม”ขาช็อบห้ามพลาด

เริ่มแล้ววันนี้!!!!สายช็อบ “ ห้ามพลาด  ”สำนักงานพาณิชย์จังหวัดมหาสารคาม ขอเชิญชวน ช็อป  ชิม  ชิล  แช๊ะ  แชร์  “ฮักหลาย…มหาสารคาม” 160 ปี สร้างชุมชนสู่การพัฒนา สร้างสรรค์ภูมิปัญญา ก้าวไกลสู่สากล

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดมหาสารคาม ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งเมืองมหาสารคาม และร่วมเข้าชมนิทรรศการที่จะทำให้คุณหลงใหล และเพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนในการเพิ่มช่องทางการตลาดได้อย่างแพร่หลาย พร้อมกันนี้ภายในงานยังจัดกิจกรรมร่วมสร้างธุรกิจและการเจรจาเชื่อมโยงธุรกิจการค้า ( Business Matching) ไปกับผู้ประกอบการ OTOP SMEs เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพและยกระดับการค้า การลงทุน ให้กับผู้ประกอบการสินค้า OTOP SMEs ให้เป็นที่ยอมรับของตลาดสากล และตลาดดิจิทัลมากขึ้น

ภายในงานท่านจะได้พบกับความบันเทิงและกิจกรรมสุดฮิตติดเทรนด์  สัมผัสใกล้ชิดกับศิลปินลูกทุ่งขวัญใจทุกวันที่มาร่วมสร้างสรรค์ความบันเทิงให้กับผู้เข้าร่วมช็อป  ชิม  ชิล  แช๊ะ  แชร์  อาทิเช่น เอิ้นขวัญ  วรัญญา เพชร  คทาวุธ , นัท  มาลิสา, จ่อย รวมมิตร และ เอิร์น  สุรัตน์ติกานต์  นอกจากนี้ยังมีสินค้าหลากหลายมากมายที่ขนมาร่วมสร้างสรรค์มนต์เสน่ห์แห่งเมืองมหาสารคามให้ท่านได้ช๊อบ กันแบบฉ่ำเพลิน อาทิ ผลิตภัณฑ์ ระดับ 5 ดาว ผ้าไหมมัดหมี่ซึ่งเป็นผ้าทอมือที่มีมาตั้งแต่สมัยปู่ยาตายาย ทอเพื่อสวมใส่และเป็นของฝาก มีการคิดพัฒนาลายผ้าให้ทันตามยุคตามสมัย ร่วมกันสานต่อวัฒนธรรมการทอผ้าไหมของชาวอีสานให้คงอยู่ และต่อยอดงานศิลปะการมัดหมี่ ย้อมไหม ด้วยสีธรรมชาติเพื่อให้มีรายได้สู่ชุมชนบ้านเกิด

และผลิตภัณฑ์ระดับ 4 ดาว สหกรณ์การเกษตรบรบือ กลุ่มข้าวหอมมะลิ “ ตักสิลา” ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพสูง เป็นข้าวที่มีรสหวานธรรมชาติ มีความสดใหม่เนื่องจากสภาพดินปลูกมีความเค็ม จึงทำให้เมล็ดข้าวที่ปลูกในแปลงนาดินเค็ม เมื่อนำมาหุงสุกและรับประทานจะให้รสชาติที่อร่อยและกลิ่นหอมซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นในแบบของตัวเอง พร้อมกันนี้ยังมีสินค้าและอาหารเลิศรสอีกมากมายให้ท่านได้เพลิดเพลินไปกับการ ช็อป  ชิม  ชิล  แช๊ะ  แชร์  ณ ลานกิจกรรมชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลระยอง  อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ระหว่างวันที่ 23-27 พฤษภาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.30 น.

กลุ่มผู้เสียหายกว่า 30 รายบุกบช.ก.ทวงคดีบริษัทลวงลงทุนทองคำสูญกว่า 700 ล้าน

ผู้เสียหายจากการซื้อขายทองคำรายย่อยจากทั่วประเทศกว่า 30 ราย จากการซื้อขายกับร้านทองชื่อดัง ย่านเยาวราช (บริษัท ซินเนอร์จี้ คอมโมดิตี้ส เทรด จำกัด (SCT GOLD) )พร้อมนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เข้าติดตามความคืบหน้าคดีฉ้อโกงซื้อขายทองคำ ที่ศูนย์แจ้งความกองบัญชาการสอบสวนกลาง         

นายปานเทพ  เปิดเผยว่า ขณะนี้รวมมูลค่าความเสียหายจาการซื้อขายทองคำกับร้านทองชื่อดัง พุ่งไปกว่า 700 ล้านบาทแล้ว โดยกลุ่มผู้เสียหายมีหลายรูปแบบ ทั้งกลุ่มที่ซื้อทอง /กลุ่มที่ฝากเงิน /และกลุ่มที่ซื้อทองและฝากเงิน นอกจากนี้จะยื่นคำร้องขอให้สอบสวนเพิ่มเติมสอบกับ 8 บุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทและบริษัทในเครือ พิจารณาดำเนินคดีความอาญากับผู้เกี่ยวข้องในคดีที่ผู้เสียหาย ซื้อทองไม่ได้ทอง ขายทองไม่ได้เงิน ฝากทองไม่ได้คืน ลงทุนไม่ได้อะไร กับบริษัทดังกล่าว และต้องการให้ออกหมายจับผู้กี่ยวข้องทั้งหมด เนื่องกลัวจะมีการหลบหนี

ส่วนการอ้างโฆษณาว่า ร้านรับซื้อทองคำให้ราคาสูงกว่าร้านอื่น การซื้อขายแต่ไม่ได้ทอง มองว่ามีเจตนาชัดเจนอยู่แล้ว การอ้างขาดสภาพคล่อง แต่ยังเปิดแอปพลิเคชั่นให้ประชาขนมาซื้อขายทองคำต่อได้อย่างไร ส่วนที่ผ่านมาทางร้านมีความพยายามเคลียร์กับผู้เสียหายรายย่อย มีการจ่ายเงินคืนไปแล้วบางรายไม่ถึงล้านบาท  และตอนนี้ไม่สามารถติดต่อได้แล้ว มองว่าเป็นแทคติกที่ต้องการเปลี่ยนเป็นสัญญา เพื่อหลีกเลี่ยงจากคดีอาญาเป็นคดีแพ่งแทน  พร้อมตั้งข้อสังเกตสมาคมค้าทองคำก็เงียบไม่มีความเคลื่อนไหวออกมาชี้แจงหรือมีการตรวจสอบหรือไม่

ขณะที่นายเกรียงศักดิ์ ผู้เสียหายซื้อทองแท่งเล่าว่า ช่วงโควิดค้าขายไม่ดีเริ่มแย่  เพื่อนชีกชวนลงทุนทองแท่งเนื่องจากราคาพุ่งมีกำไร จึงสั่งซื้อทางออนไลน์ ซื้อขายใหม่ๆ ไม่มีปัญหาอะไร แต่มาพักหลังมีการผลัดผ่อนให้เครดิตขอส่งมอบทองแท่งให้ลูกค้า ภายใน 6 วัน ซึ่งล่าสุดสั่งซื้อพร้อมเพื่อนๆ รวม 200 ล้านบาททอง เงินสดประมาณเกือบ 10 ล้านบาท  แต่เมื่อไปรับทองกลับไม่ได้ทอง ทางร้านอ้างว่า มีปัญหาทางต่างประเทศเลยทำให้ส่งทองล่าช้า และผลัดไปเรื่อยๆ จนได้ข่าวว่าร้านปิด เลยไปดูที่ร้านก็ปิดร้านจริงๆ จึงไม่รู้จะทำอย่างไรดี ขณะนี้เดือดร้อนหนักมาก

ด้านนายนิด ผู้เสียหายเจ้าของร้านทอง จ.สระบุรี เล่าว่า รู้จักร้านทองร้านนี้เพราะมีพนักงานมาเชิญชวนถึงร้านว่า เป็นร้านขายส่งอยู่ในสมาคมค้าทองคำ จูงใจให้ราคารับซื้อดีกว่าที่ร้านอื่น โดยซื้อขายกับร้านนี้มานานกว่า 10 ปี แล้วไม่มีปัญหาอะไร โดยเอาทองรูปพรรณเก่าไปขายแล้วก็ได้เงินเลย แต่ล่าสุดนำทองไปขายประมาณกว่า 1 กิโลกรัม ประมาณ มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท  ทางร้านนัดให้ไปรับเงินวันที่ 26 มีนาคม แต่พบว่าร้านปิดตัวไปแล้ว  เมื่อสอบถามทางออนไลน์อ้างแต่ว่าขาดสภาพคล่อง ต้องการให้ทางร้านชดใช้คืนทั้งหมด 

เกษตรกรเกาหลีใต้เรียกร้องรัฐบาลงดปราบปรามผีน้อยช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต

เกษตรกรชาวเกาหลีใต้กว่า 5,000 คน ชุมนุมเรียกร้องกับรัฐบาล ขอให้งดการปราบปรามผีน้อยในช่วงนี้ไปก่อน เพราะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร และที่เกาหลีขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรอย่างหนัก ต้องใช้ผีน้อยทั้งนั้น

อย่างไรก็ตามแรงงานไทยที่อยู่เกาหลีใต้ออกมาเตือนคนไทยที่จะมาเป็นแรงงานผิดกฎหมายที่นี่อย่ามา!! พวกชาวนา ชาวสวนที่ชอบใช้แรงงานผิดกฎหมาย เพราะ ชอบแรงงานราคาถูก ที่สามารถจ่ายค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบัน (ปี 2025 ค่าแรงขั้นต่ำคือ 10,030 วอน/ ชม. หรือ 2,096,270 วอน ต่อเดือน )และยังบอกอีกว่าจ้างแรงงานถูกกฎหมายไม่ได้เพราะไม่มีค่าดำเนินการวีซ่าสปอนเซอร์

นอกจากนี้ตัวแรงงานเองจะโดนโกงค่าจ้างได้ง่าย และเรียกร้องอะไรไม่ได้เลยถ้าเจ็บป่วย บาดเจ็บ เพราะไม่มีประกันสุขภาพรองรับแรงงานผิดกฎหมาย ถ้าเจ็บป่วยคือจ่ายเต็ม 

ทั้งนี้เจ้าของสวนเรียกร้องให้ทางการยกเลิกการตามจับแรงงานผิดกฎหมายช่วง high season (ฤดูร้อนคือฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต) ในมุมมองของเราคือ คนพวกนี้เห็นแก่ตัวมาก เพราะ มันหมายถึงถ้าแรงงานโดนจับหลังเก็บเกี่ยวเสร็จ ค่อยให้มาจับ (เจ้าของสวนลอยตัวไม่ต้องจ่ายเงินค่าแรงใช่มั้ย?) 

ปัจจุบัน แรงงานผิดกฎหมายคนไทย ทำงานให้ฟาร์มเลี้ยงหมู อาศัยในเพิงที่ไม่มีมนุษย์คนไหนควรได้อยู่อาศัย แกน่าจะอยู่ที่ฟาร์ม 7-10 ปีแล้ว จำไม่ละเอียด แกป่วยและตายที่นั่น เจ้าของฟาร์มกลัวความผิด เอาร่างแกไปทิ้งบนเขา
อย่ามาทำแบบผิดกฎหมาย ตั้งใจเรียนภาษา หางานผ่านกรมจัดหาแรงงานของรัฐเท่านั้น