เกษตรกรเกาหลีใต้เรียกร้องรัฐบาลงดปราบปรามผีน้อยช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต

เกษตรกรชาวเกาหลีใต้กว่า 5,000 คน ชุมนุมเรียกร้องกับรัฐบาล ขอให้งดการปราบปรามผีน้อยในช่วงนี้ไปก่อน เพราะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร และที่เกาหลีขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรอย่างหนัก ต้องใช้ผีน้อยทั้งนั้น

อย่างไรก็ตามแรงงานไทยที่อยู่เกาหลีใต้ออกมาเตือนคนไทยที่จะมาเป็นแรงงานผิดกฎหมายที่นี่อย่ามา!! พวกชาวนา ชาวสวนที่ชอบใช้แรงงานผิดกฎหมาย เพราะ ชอบแรงงานราคาถูก ที่สามารถจ่ายค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบัน (ปี 2025 ค่าแรงขั้นต่ำคือ 10,030 วอน/ ชม. หรือ 2,096,270 วอน ต่อเดือน )และยังบอกอีกว่าจ้างแรงงานถูกกฎหมายไม่ได้เพราะไม่มีค่าดำเนินการวีซ่าสปอนเซอร์

นอกจากนี้ตัวแรงงานเองจะโดนโกงค่าจ้างได้ง่าย และเรียกร้องอะไรไม่ได้เลยถ้าเจ็บป่วย บาดเจ็บ เพราะไม่มีประกันสุขภาพรองรับแรงงานผิดกฎหมาย ถ้าเจ็บป่วยคือจ่ายเต็ม 

ทั้งนี้เจ้าของสวนเรียกร้องให้ทางการยกเลิกการตามจับแรงงานผิดกฎหมายช่วง high season (ฤดูร้อนคือฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต) ในมุมมองของเราคือ คนพวกนี้เห็นแก่ตัวมาก เพราะ มันหมายถึงถ้าแรงงานโดนจับหลังเก็บเกี่ยวเสร็จ ค่อยให้มาจับ (เจ้าของสวนลอยตัวไม่ต้องจ่ายเงินค่าแรงใช่มั้ย?) 

ปัจจุบัน แรงงานผิดกฎหมายคนไทย ทำงานให้ฟาร์มเลี้ยงหมู อาศัยในเพิงที่ไม่มีมนุษย์คนไหนควรได้อยู่อาศัย แกน่าจะอยู่ที่ฟาร์ม 7-10 ปีแล้ว จำไม่ละเอียด แกป่วยและตายที่นั่น เจ้าของฟาร์มกลัวความผิด เอาร่างแกไปทิ้งบนเขา
อย่ามาทำแบบผิดกฎหมาย ตั้งใจเรียนภาษา หางานผ่านกรมจัดหาแรงงานของรัฐเท่านั้น

ศาลปกครองสูงสุดสั่ง “ยิ่งลักษณ์” ชดใช้ 10,028 ล้าน คดีจำนำข้าว

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ชดใช้คดีจำนำข้าว 10,028 ล้านบาท ให้กระทรวงการคลัง ชี้ ปล่อยปละละเลยประมาทเลินเล่อร้ายแรง

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 13.30 น. ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่กระทรวงการคลังยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่สั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 135/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการ เป็นเงิน 35,717,273,028 บาท

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ในคดีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ และนายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามี ร่วมกันยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงคลัง กรมบังคับคดี อธิบดีกรมบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร กรณีที่ร่วมกันมีคำสั่งดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ ศาลได้เปิดโอกาสเป็นครั้งแรกให้สื่อมวลชนเข้าเก็บภาพได้ประมาณ 5 นาที

หลังศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น มีผลสรุปเบื้องต้นโดยสั้นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปล่อยปละละเลยประมาทเลินเล่อร้ายแรง ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ถูกร้องที่ 6 (กระทรวงการคลัง)ในอัตราร้อยละ 50 ของการประมาณข้าวโดยวิธีการขายแบบ G2G (20,057,723,761.66 บาท) คิดเป็นเงินที่ผู้ถูกร้องที่หนึ่งต้องชดใช้จำนวน 10,028,861,880.83 บาท หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

อุทัยธานีเช้านี้หมอกลงจัด หลังฝนโปรยปราย อากาศหนาวเย็นสบาย

อุทัยธานี-สภาพอากาศแปรปรวน เช้านี้หมอกลงจัด!!หลังฝนตกหนัก ทำอากาศหนาวเย็น ทำให้ถนนสัญจรไปมาค่อนข้างลำบาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ติดชายเขาและป่า

เช้านี้ วันที่ 22 พ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ในช่วงนี้หลายพื้นที่ยังคงมีฝนตกโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีอากาศที่มืดครึ้มและอากาศเย็นลง โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี  มีอากาศที่เย็นลงและมีหมอกลงหนาในช่วงเช้า ทำให้ถนนสัญจรไปมาค่อนข้างลำบาก

เนื่องจากเป็นพื้นที่ติดชายเขาและป่า ซึ่งประชาชนในพื้นที่ต้องเปิดไฟหน้ารถเพื่อช่วยในการสัญจรไปมา ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อป้องกันอันตรายและอุบัติเหตุจากการจรไปมา ส่วนอีกมุมมองทำให้ได้เห็นความงามตามธรรมชาติในยามหมอกลง แต่พอสายมาหมอกก็เริ่มจางลง

จากการสอบถามสอบถามแม่ค้าขายของชำติดกับถนนสาย อ.ลานสัก ได้เปิดเผยว่า ช่วงวานนี้ ตลอดช่วงบ่ายได้เกิดฝนตกลงมาอย่างแรง ต่อเนื่อง จนถึงค่ำคืน ทำให้อากาศหนาวเย็นเกิดหมอกขึ้นในตอนเช้า ทำให้รถสัญจรไปมาต้องเปิดไฟหน้ารถเพื่อบอกสัญญาน

ทั้งนี้ ช่วงฝนตกส่งให้หลายพื้นที่เกิดน้ำขังตามถนน และตามชุมชน ขณะนี้น้ำเริ่มระบายไหลออกลงสู่ลำคลอง

พาณิชย์เสริมเขี้ยวเล็บเอกชนถึงทิศทางการปกป้องและตอบโต้ทางการค้าในยุคระเบียบการค้าโลกใหม่

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เดินหน้าจัดงานการจัดสัมมนาและการประชุมเชิงปฏิบัติการ ในหัวข้อ “Navigating the new trade order : ทิศทางการปกป้องและตอบโต้ทางการค้าในยุคระเบียบการค้าโลกใหม่” หวังเตรียมความพร้อมและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการค้าไม่เป็นธรรมและปกป้องอุตสาหกรรมภายในของไทยมาโดยตลอด ทั้งในด้านการใช้มาตรการปกป้องและตอบโต้ทางการค้าเพื่อแก้ไขปัญหาจากการค้าไม่เป็นธรรมและปัญหาสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันพบว่าปัญหาสินค้านำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นและเข้ามาขายแข่งขันกับผู้ประกอบการไทยอย่างไม่เป็นธรรมได้เพิ่มความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งระบบตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ไทย และผู้บริโภค กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เดินหน้าจัดงานการจัดสัมมนาและการประชุมเชิงปฏิบัติการ ในหัวข้อ “Navigating the new trade order : ทิศทางการปกป้องและตอบโต้ทางการค้าในยุคระเบียบการค้าโลกใหม่” วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม บี โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

นายพิชัย กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบงานด้านมาตรการปกป้องและตอบโต้ทางการค้าที่ได้ดำเนินการอย่างจริงจังมาอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทภารกิจในการอำนวยความสะดวก และให้ข้อมูลคำแนะนำกับภาคเอกชนเกี่ยวกับมาตรการ จึงจัดอบรมให้ความรู้เชิงเทคนิคกับภาคเอกชนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (Anti-Circumvention: AC) และมาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard: SG) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาสินค้านำเข้าดังกล่าวในการเตรียมข้อมูลและความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อยื่นขอใช้มาตรการและเข้าสู่กระบวนการไต่สวน นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมความพร้อมและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก

ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จัดงานสัมมนาและการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้มีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยมากมาย อาทิ การบรรยายถึงมาตรการปกป้องและตอบโต้ทางการค้า (AD/CVD/SG/AC) จากผู้แทนกองปกป้องและตอบโต้ทางการค้า และผู้แทนกรมการค้าต่างประเทศ รวมไปถึงร่วมเสวนา Trade Diversion ทั้งจากรัฐและเอกชนที่ผนึกกำลังรับมือสงครามการค้า โดยมีผู้แทนภาคเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ เหล็ก อะลูมิเนียม ปิโตรเคมี ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงนักวิชาการ เพื่อมาช่วยกันระดมสมองเพื่อหาแนวทางการรับมือ นอกจากนี้ยังมีบรรยายมาตรการปกป้องและตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐอเมริกา และการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “มาตรการตอบโต้การอุดหนุนภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์” โดยผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการการค้าทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้กรมการค้าต่างประเทศยังเตรียมจัดงานสัมมนาดังกล่าวในต่างจังหวัดในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 อีกด้วย

“เชื่อว่าการผนึกกำลังครั้งสำคัญทั้งภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันหาแนวทางการรับมือและสร้างความเข้าใจกับทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ส่งออก ที่มีผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง โดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พร้อมยืนเคียงข้างและจับมือฝ่าวิกฤตอันท้าทายนี้ไปด้วยกัน ร่วมเสริมสร้างความเข้มแข็งผู้ส่งออก สนับสนุนการหาตลาดใหม่ ใช้ประโยชน์จาก FTA รวมถึงป้องกันผลกระทบจากการเบี่ยงเบนทางการค้าโดยเฝ้าระวังการนำเข้าอย่างเข้มงวด และแบ่งปันประสบการณ์ในการแก้ต่างเมื่อผู้ส่งออกไทยถูกต่างประเทศไต่สวนมาตรการเยียวยาทางการค้า เพื่อให้การแก้ต่างของผู้ส่งออกไทยมีประสิทธิภาพสูงสุด” นางอารดา กล่าวทิ้งท้าย

“ไอ้แบงค์” เปิดปาก ฆ่าพยาบาลสาว อ้างไม่ตั้งใจ ขอรับกรรมที่ทำ

สุราษฎร์ธานี – “ไอ้แบงค์” เปิดปาก ฆ่าพยาบาลสาวในห้องพัก ที่เกาะสมุย อ้างไม่ตั้งใจ แต่บุกเข้าห้องเพราะเห็นประตูเปิดอยู่  ขอรับกรรมที่ทำ

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.68 พ.ต.อ. เด่นดวง ทองศรีสุข ผกก สภ.บ่อผุด เปิดเผยว่า ได้นำกำลังตำรวจชุดสืบสวนเข้าทำการจับกุมนายสุวัฒน์ หรือแบงค์ อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุฆาตกรรมพยาบาลสาวโรงบาลเอกชนแห่งหนึ่งบนเกาะสมุย

โดยตำรวจสืบสวนสืบทราบว่า ผู้ต้องหาหลบซ่อนตัวบริเวณอ่าง กักเก็บน้ำพลุเฉวง หมู่ที่ 2 ต.บ่อผุด จึงได้นำกำลังไปจับกุมได้ ซึ่งผู้ต้องหาอยู่ในสภาพอิดโรย

หลังจับกุมจึงนำตัวมาสอบปากคำ ในเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ว่า ได้ใช้มือและผ้ารัดคอผู้ตายจริงโดยที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน คืนเกิดเหตุพบว่าประตูด้านหลังห้องของผู้ตายเปิดอยู่ จึงได้เข้าไป แต่เมื่อผู้ตายเห็นจึงได้ร้องโวยวาย จึงเกิดการต่อสู้ จึงใช้มือและผ้ารัดคอจนเสียชีวิต และหลบหนีออกจากห้อง ซึ่งตนไม่ได้ตั้งใจที่จะฆ่า แต่โมโหที่คนตายกัดนิ้ว ทำให้ขาดสติ

โดยนายแบงค์ บอกว่า ขอโทษกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น พร้อมชดใช้กรรมที่ก่อ

“กลุ่มจักสานไม้ไผ่บ้านมาบป่าแฝก”พลิกภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างรายได้มั่นคง

ต้นไผ่ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญ ที่สามารถใช้หน่อเป็นอาหาร ใช้จัดตกแต่งสวน โดยเฉพาะส่วนของไม้ไผ่ที่นำมาใช้ในงานหัตถกรรม ซึ่งไม้ไผ่เป็นไม้เนื้อแข็ง มีคุณสมบัติด้านความเหนียว น้ำหนักเบา ยืดหยุ่น และดัดโค้งงอได้ จึงได้รับความนิยมในการทำเครื่องมือเครื่องใช้หลายประเภท โดยปัจจุบันมีการคิดค้นสร้างสรรค์ลวดลายใหม่ๆ เพื่อให้มีความสวยงาม ทันสมัย และตอบสนองการใช้งาน ซึ่งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มจักสานไม้ไผ่บ้านมาบป่าแฝก จังหวัดตาก ถือเป็นหนึ่งในชุมชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจักสานไม้ไผ่มาอย่างยาวนาน

นางน้อย มิ่งทองโต ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านมาบป่าแฝก บอกว่า เดิมทีงานจักสานไม้ไผ่เป็นเพียงอาชีพเสริมหลังฤดูเก็บเกี่ยว โดยชาวบ้านใช้เวลาว่างมาสานตะแกรง กระจาด และเครื่องใช้พื้นบ้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความต้องการของตลาดก็เปลี่ยนไปด้วย จึงได้มีการพัฒนารูปแบบการจักสานใหม่ ๆ อาทิ ตะกร้าหกเหลี่ยม ชั้นวางของ โตกวางของ คอนโดวางของ และของใช้หลากหลายรูปแบบที่เหมาะสมกับการใช้งานและสอดคล้องกับความต้องการของคนยุคปัจจุบัน จุดเด่นของผลิตภัณฑ์จักสานจากกลุ่มจักสานไม้ไผ่บ้านมาบป่าแฝก คือความแข็งแรง ความประณีต ราคาถูก และผลิตจากฝีมือของคนในชุมชนเอง

หลังจากสานเสร็จ จะมีการอบไม้เพื่อป้องกันแมลง เพิ่มอายุการใช้งาน อีกทั้งยังสามารถปรับโทนสีตามความต้องการของลูกค้าได้ ไม่ว่าจะเป็นสีธรรมชาติหรือโทนสีเข้มเพื่อเพิ่มความทันสมัย ทั้งนี้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ได้เข้ามาสนับสนุนด้านการตลาด พร้อมขยายโอกาสทางการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์และการออกบูธในงานต่าง ๆ ทำให้ชุมชนสามารถผลิตงานจักสานออกมาได้อย่างต่อเนื่องและมีลูกค้าเพิ่มขึ้น ในอนาคตทาง ส.ป.ก.ตาก ยังมีแผนพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ อาทิ แจกันจากไม้ไผ่ปล้องเดียว และการนำหวายเทียมมาใช้ร่วมกับงานสานไม้ไผ่เพื่อเพิ่มความหลากหลาย พร้อมเปิดพื้นที่เรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาศึกษาเรียนรู้การสานไม้ไผ่ได้ที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มจักสานไม้ไผ่บ้านมาบป่าแฝก

“ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันชุมชนให้ก้าวต่อไปได้” ป้าน้อยกล่าว พร้อมย้ำว่า งานจักสานไม่ใช่แค่อาชีพ แต่เป็นความตั้งใจที่จะสร้างโอกาส ส่งต่อแรงบันดาลใจ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนในชุมชนบ้านมาบป่าแฝกอีกด้วย

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มจักสานไม้ไผ่บ้านมาบป่าแฝก ไม่เพียงจักสานไม้ไผ่ให้กลายเป็นของใช้  แต่ยังช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน และอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ผู้ที่สนใจสามารถติดตามและสั่งซื้อสินค้าได้ทางเพจ “แม่น้อยเครื่องสาน” หรือโทรสั่งตรงได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 065-831-6545

กรมอุตุฯเตือน 23-27 พ.ค. “ฝนตกหนักถึงหนักมาก”ทั่วไทย อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน

“กรมอุตุนิยมวิทยา” ประกาศฉบับ 3 เตือน 23-27 พ.ค. 2568 ทั่วไทย “ฝนตกหนักถึงหนักมาก” อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2568 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเรื่อง “ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย” มีผลกระทบในช่วงวันที่ 23-27 พฤษภาคม 2568 ฉบับที่ 3 โดยระบุว่า ในช่วงวันที่ 23-27 พฤษภาคม 2568 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับจะมีร่องมรสุมพาดผ่านประเทศไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน โดยจังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก มีดังนี้

วันที่ 23 พฤษภาคม 2568
ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี รวมทั้ง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568
ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง

วันที่ 25-27 พฤษภาคม 2568
ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่

ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้ สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันจะมีกำลังแรงขึ้น โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองในช่วงวันดังกล่าวไว้ด้วย

ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างระมัดระวัง จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

สมกับการรอคอย 17 ปี ไก่ไล่จิกผี 1-0 ผงาดคว้าแชมป์ยูโรป้า

การแข่งขันฟุตบอลศึก ยูโรป้า ลีก รอบชิงชนะเลิศ  ที่สนาม ซาน มาเมส ประเทศ สเปน ทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดวลกับ “ไก่เดือยทอง” สเปอร์ส คู่แข่งร่วมพรีเมียร์ลีก  เมื่อคืนวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา

เปิดเกมมาช่วงครึ่งชั่วโมงแรก รูปเกมนั้นเป็นไปอย่างสูสี ผลัดกันเปิดเกมรุก แต่สุดท้ายยังแทบหาโอกาสจบสกอร์ไม่ได้ จน กระทั่งท้ายครึ่งแรกนาที 41 กลายเป็น สเปอร์ส ที่มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0  จากจังหวะที่ ป๊าป ซาร์ เปิดบอลจากฝั่งซ้ายเข้ามาในกรอบเขตโทษ เบรนแนน จอห์นสัน โฉบเข้ามาซัดบอลไปแฉลบ ลุค ชอว์ เข้าประตูไปตัวเองไป แจบครึ่งแรกที่ ซาน มาเมส สเปอร์ส ออกนำ แมนฯยู 1-0

เปิดเกมมาครึ่งหลัง เข้าสู่ครึ่งหลังนาที 67 แมนฯยู พลาดโอกาสทองสุดๆ จากจังหวะเปิดเข้าไปในกรอบเขตโทษ วิคาริโอ ปัดบอลไม่ดีมาเข้าทาง ฮอยลุนด์ ได้โขกเน้นๆ บอลจะเข้าประตูอยู่แล้ว แต่ ฟาน เดอ เฟ่น สกัดทิ้งออกจากเส้นแบบหวุดหวิด

เตรียมจัดยิ่งใหญ่ “วันเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี”บูมศก.ผู้บริโภคพบชาวสวนโดยตรง

ปราจีนบุรี – แถลงข่าวงานวันเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี หรือ งานชาวสวน ครั้งที่ 59 ประจำปี 2568 ส่งเสริมการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจให้ผู้บริโภคพบชาวสวนผลไม้โดยตรง ลิ้มรสผลไม้ลือเลื่องจากสวน อาทิ ทุเรียน GI เงาะล่อน กระท้อนพันธุ์ยักษ์  มังคุด ลองกอง ส้มโอ การจำหน่ายกิ่งพันธุ์  การประกวดธิดาเกษตร ธิดาจำแลง และ นิทรรศการด้านการเกษตรระหว่างวันที่ 28 พ.ค. 8 มิ.ย.68

เมื่อเวลา 15.30 น.วันนี้ 21 พ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี ที่หอประชุม จ.ปราจีนบุรี นายวีระพันธุ์   ดีอ่อน ผวจ.ปราจีนบุรี เป็นประธานกิจกรรม “ผู้ว่าฯพบสื่อ” เพื่อรับฟังปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนที่ร้องเรียนผ่านตัวแทนสื่อมวลชน รวมถึงเผยแพร่กิจกรรมของจังหวัด ตลอดจนชี้แจงนโยบายของรัฐบาลและของจังหวัดให้สื่อมวลชนรับทราบและนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

พร้อมจัดแถลงข่าว  การจัดงานวันเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี ครั้งที่ 59 ประจำปี 2568 พร้อมถ่ายทอดสดผ่านเฟชบุคไลฟ์ของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปราจีนบุรี  โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วย นายนายธนาธิป  โคกมณี รอง ผวจ.ปราจีนบุรี ประธานแถลงข่าว , นายอรุณ   เหมือนตา เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี , พ.ต.อ.ประสงค์ ศิริทิพย์วานิชรอง ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี , นางวันดี  เผื่อนอุดม ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานนครนายก และ นายมนัส  ฮวดจึง ตัวแทนเกษตรกรชาวสวน จ.ปราจีนบุรี

นายนายธนาธิป  กล่าวว่า จากที่ จ.ปราจีนบุรีมีคำขวัญ .. “ศรีมหาโพธิ์คู่บ้าน ไผ่ตงหวานคู่เมือง ผลไม้ลือเลื่อง เขตเมืองทวารวดี” … เป็น คำขวัญประจำ จ.ปราจีนบุรี ทำให้เห็นความเป็นตัวตนของปราจีนฯ  เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารมี 3 อุทยานแห่งชาติเป็นมรดกโลก คือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาตทับลาน และ อุทยานแห่งชาติปางสีดา มีแหล่งน้ำ แม่น้ำปราจีนบุรีไหลผ่านหล่อเลี้ยง  มีพื้นที่กว่า 2,970,000 กว่าไร่  สำหรับทำการเกษตร 78,3000 ไร่ ทั้งนาข้าว ทำไร่ ทำสวน

ประชาชนมีอาชีพหลักทำการเกษตรกรรม และ เป็นแหล่งผลผลิตนาข้าว , แหล่งผลิตผลไม้เลื่องชื่อ อาทิ ทุเรียน ,ส้มโอ ที่ผ่านมาตฐาน GAP และ ได้ขึ้นทะเบียนทุเรียน GI หรือ Geographical Indication  ที่หมายถึงสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และ  ยังเป็นเครื่องหมายที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา สำหรับใช้กับสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่เฉพาะเจาะจง จึงเปรียบเสมือนเป็นแบรนด์ของท้องถิ่นที่บ่งบอกถึงคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้าได้เป็นอย่างดี มีพันธุ์ทุเรียนเลื่องชื่อพันธุ์หมอนทอง ,พันธุ์ก้านยาว และ พันธุ์ชะนี้ รวมถึง มังคุด เงาะ กระท้อน ลองกอง หน่อไม้ไผ่ตง  รวมถึงผลผลิตทางการเกษตรหลากหลาย

เพื่อให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายให้กับประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยว  และ  กระตุ้นเศรษฐกิจให้ชาวสวนพบผู้บริโภคโดยตรง จึงกำหนดจัดงานวันเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี หรือ งานชาวสวนเดิม  ครั้งที่ 59 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 28 พ.ค. 8 มิ.ย.68 บริเวณหน้าลานอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ต.หน้าเมือง อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี ขึ้น

ด้านนายอรุณ   เหมือนตา เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า  จัดผลผลิตทางการเกสรโดยเฉพาะผลไม้ อาทิ ทุเรียน ส้มโอ มังคุดเงาะ กระท้อน ลองกอง ไผ่ตงหวาน  ในงานงานวันเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี กิจกรรมประกวดผลไม้ ผลผลิตทางการเกษตรผลไม้ ใหญ่ ยักษ์ ยาว เป็นสีสัน ประกวดผลไม้คุณภาพ การประกวดไม้ดอกไม้ประดับ   ประกวดสินค้าการเกษตร  นิทรรศการวิชาการทางการเกษตร การประกวดธิดาเกษตร ธิดาจำแลง  การจำหน่ายผลผลิตจากชาวสวน  การบันเทิงของศิลปิน” นายอรุณ   กล่าว

ขณะที่ พ.ต.อ.ประสงค์ ศิริทิพย์วานิชรอง ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี ในการบริการนักท่องเที่ยวทั่วไทย ดำเนินการรักษาความปลอดภัย รวมถึงการจราจรตลอดงาน โดยจัดระเบียบการไป – มา  ขอให้รักษากฎวินัยจราจรเพื่อลดปัญหาการเดินทาง และ ให้คำมั่นว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวจะปลอดภัย

ด้าน นางวันดี  เผื่อนอุดม ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานนครนายก   ททท.เชิญผู้สื่อข่าวจากสมาคมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , พร้อมจัดบริษัททัวร์นำนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวชมสวนตามสวนต่าง ๆ ททท.ได้จัดรายการเพื่อโปรโมทสวนได้เที่ยวชมสวน 20 สวนในตัวเมืองปราจีนบุรี  ในการซื้อทุเรียน ระหว่างวันที่18 พ.ค.21 พ.ค. 68  ได้เข้ามาเที่ยวชมสวนและงานวันเกษตรปราจีนบุรี รวมถึงได้มาพักค้างท่องเที่ยวตามโรงแรมที่พัก – ไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวอื่นอีก อาทิ สปาของ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี  พร้อมบริการท่องเที่ยวโดยรถไฟท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ มาท่องเที่ยวปราจีนบุรี เพื่อมาท่องเที่ยวงานวันเกษตรอีกด้วย  นอกจากนี้มีแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงอื่นอีก อาทิ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นางวันดี  กล่าว

ด้าน นายมนัส  ฮวดจึง ตัวแทนเกษตรกรชาวสวน จ.ปราจีนบุรี  กล่าวว่า  ผลผลิตชาวสวน ทุเรียน จ.ปราจีนบุรี นั้น ทุเรียนปราจีนบุรี มี 3 รุ่น รุ่นแรกตัดผลผลิตแล้ว  ช่วงปลายเดือน พ.ค. เป็นรุ่นที่ 2  เกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ยาวในรุ่นนี้  ปีนี้ไม่มีปัญหาภัยแล้ง ทุเรียนมีคุณภาพรุ่นนี้จะแก่จัดแห้ง ส่วนมังคุด และเงาะ  เพิ่งเริ่มผลผลิตได้ประมาณ 20 วัน

ในงานมั่นใจมีผลผลิตเพียงพอบริการแก่นักท่องเที่ยว  และ ในสวนผลไม้ที่เปิดให้ดุการผลิต   ชาวสวนพร้อมให้เที่ยวชมสวนที่มีอายุมากกว่า 40 – 50 ปี  พิถีพิถันเรื่องการผลิต การเก็บเกี่ยว เนื่องจากมีเนื้อที่น้อยระหว่าง 5 – 20 ไร่  จึงดูแลง่าย  นายมนัส  กล่าวในที่สุด

โดย… มานิตย์  สนับบุญ – ข่าว/ณัฐนันท์ – ศุภชัยวัฒน์  ภาพ / ปราจีนบุรี  

TIME Consulting-Palo Alto Networks เสวนา AI Risks & Governance สร้างความเข้าใจเรื่องความเสี่ยง เสริมกลไกธรรมาภิบาล AI ภาครัฐไทย

บริษัท ไทม์ คอนซัลติ้ง จำกัด และ Palo Alto Networks จับมือร่วมกันเสวนาภายใต้หัวข้อ“AI Risks & Governance: Building Responsible AI Ecosystem for Government” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการนำ AI มาใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบในภาครัฐ ทั้งในเชิงนโยบาย โครงสร้าง และแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย

ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณจักรกฤษณ์ สังกิตติวรรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทม์ คอนซัลติ้ง จำกัด มากล่าวเปิดงานพร้อมสะท้อนให้เห็นทิศทางของ AI ที่ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 19% ต่อปี พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ภาครัฐต้องเตรียมความพร้อมให้รอบด้าน ทั้งในเชิงรับมือความเสี่ยงและการวางระบบที่เชื่อถือได้ และได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมบรรยายหลายท่าน

โดยช่วงเปิดเวทีการบรรยายได้รับเกียรติจาก พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ซึ่งได้กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ ภาพรวมนโยบายด้าน AI Governance ทั้งในระดับโลก ระดับอาเซียน และบริบทของประเทศไทยเนื้อหาการบรรยายได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแต่ละประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยี AI ควบคู่ไปกับหลักธรรมาภิบาล (Governance)

สำหรับประเทศไทย พลอากาศตรี อมร ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อน กรอบจริยธรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ (Thailand AI Ethics Guidelines) ที่วางรากฐานไว้ด้วยหลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ความปลอดภัย (Safety) ความเป็นธรรม (Fairness) ความโปร่งใส (Transparency) และ การเคารพสิทธิมนุษยชน (Human Rights Respect) การบรรยายในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเสริมสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ในการบรรยายช่วงที่สอง ได้รับเกียรติจาก ดร. ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ซึ่งเจาะลึกในประเด็น AI Risks ที่กำลังเป็นปัญหาเร่งด่วนในภาครัฐ พร้อมเสนอแนวทางพัฒนา AI Governance Framework ที่สอดคล้องกับโครงสร้างภาครัฐไทย ซึ่งประกอบด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่ โครงสร้างองค์กร (Structure), ยุทธศาสตร์ (Strategy), และการปฏิบัติ (Operations)รวมถึงเครื่องมือที่สนับสนุนการประเมินความพร้อม เช่น AI Readiness Scan, Risk Assessment Toolkit และ Job Redesign Guideline

ปิดท้ายด้วยการเสวนา (Panel Discussion) ที่ผสานมุมมองจากผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ ดร. ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) , คุณรัตนพล วงศ์นภาจันทร์ ประธานกรรมการฝ่ายบริหาร บริษัท สยามเอไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ ดร. ธัชพล โปษยานนท์ Country Director Palo Alto Networks Thailand and Vietnam โดยหัวข้อการเสวนาครอบคลุมประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อน AI ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นทิศทางของงานวิจัย AI ในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า จุดแข็งของภาครัฐไทยในด้านโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพบุคลากร ความท้าทายของการพัฒนา Sovereign AI Cloud ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางไซเบอร์ ตลอดจนแนวทางการกำกับดูแล AI ที่เหมาะสมในระดับประเทศ

จากการเสวนาในหัวข้อดังกล่าวทำให้เห็นได้ชัดว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘ความท้าทาย’ ที่ภาครัฐและสังคมต้องเผชิญพร้อมกัน ซึ่งภัยคุกคามจาก AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป  ดังนั้น การพัฒนา AI ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในภาครัฐ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและมีเป้าหมายร่วม จะช่วยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งวางรากฐานให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยี AI ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีอธิปไตยทางดิจิทัลเป็นของตนเองอย่างแท้จริง