สืบนครบาล 1 ทลายเซฟเฮ้าส์ “ยานรก” ลพบุรี-สระบุรี ยึดยาบ้าล็อตมหึมา 4.29 ล้านเม็ด

บช.น. แถลงผลงานชิ้นโบแดง หลังชุดสืบสวนนครบาล 1 สะกดรอยตามเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ ขยายผลจากลพบุรีสู่สระบุรี รวบ 4 ผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้ากว่า 4.2 ล้านเม็ด เผยรับงานผ่านไลน์ แลกค่าจ้างครั้งละแสน

ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ที่สั่งการให้เร่งรัดกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดสู่ชุมชน ล่าสุด กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (บก.น.1) ประสบความสำเร็จในการทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ภาคกลาง

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 และ พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1 ได้นำกำลังชุดสืบสวนเฝ้าติดตามพฤติกรรมของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดที่มีพฤติการณ์ลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่รอบนอกเข้าสู่กรุงเทพฯ ชั้นใน

เจ้าหน้าที่ได้สะกดรอยตามรถยนต์เป้าหมายตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม จนกระทั่งพบว่ามีการนำยาเสพติดไปพักไว้ที่บ้านเช่าใน ต.บางขันหมาก อ.เมือง จ.ลพบุรี จึงเข้าแสดงตัวเข้าจับกุม นายพีรพล (จูน) อายุ 28 ปี ขณะขับรถออกจากบ้านพัก และขยายผลจับกุม นายเฉลิมพล (เม่น) อายุ 28 ปี ผู้ดูแลเซฟเฮ้าส์ พร้อมของกลางยาบ้าในจุดแรกจำนวน 1,880,000 เม็ด

จากการสอบสวนขยายผล นายพีรพลยอมรับสารภาพว่ากำลังจะเดินทางไปรับยาเสพติดอีกล็อตใหญ่ในพื้นที่ จ.สระบุรี เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบยังปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน ต.ตลิ่งชัน อ.เมือง จ.สระบุรี จนสามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้เพิ่มอีก 2 ราย คือ นายวิชัย อายุ 49 ปี และ นายนิพล อายุ 59 ปี พร้อมตรวจยึดยาบ้าได้เพิ่มอีก 2,410,000 เม็ด รวมของกลางยาบ้าในปฏิบัติการครั้งนี้ทั้งสิ้น 4,290,000 เม็ด

กลุ่มผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า รับงานจากผู้ว่าจ้างผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยจะทำหน้าที่ขนย้ายและเฝ้ายาเสพติดเพื่อรอส่งกระจายให้ลูกค้าตามจุดนัดหมาย ได้รับค่าจ้างครั้งละประมาณ 100,000 บาท นำมาแบ่งกัน โดยทำมาแล้วประมาณ 1 เดือน รวม 2 ครั้งก่อนจะถูกจับกุม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา: “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ” พร้อมตรวจยึดของกลางรถยนต์ 4 คัน และโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลยึดทรัพย์ขบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป

ปราจีนบุรี 3 อำเภอวิกฤต ขึ้นป้ายน้ำมันดีเซลหมดปั๊ม ชาวบ้านเข้าคิวยาว

เมื่อเวลา 22.00  น.วันที่ 16 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี จากการสำรวจสถานการณ์วิกฤติน้ำมันในพื้นที่ ต่าง ๆ ของ จ.ปราจีนบุรี พบปั๊มน้ำมันปตท.ในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรีขึ้นป้ายน้ำมันดีเซลหมด ตั้งแต่เวลา 21.00 น. เหลือบริการเฉพาะปั๊ม Pt บริการเฉพาะน้ำมันเบนซิน 95 ส่วนน้ำมันดีเซลขึ้นป้ายหมดเช่นกันพบรถยนต์ รถุ จยย.พากันต่อแถวรอคิวยาวกลางดึกก่อนปิดปั๊ม

ขณะที่ ริมถนนสายสุวรรณศร (ประจันตคาม – ปราจีนบุรี) หรือ สาย 33 ก่อนแยกเข้าตัวตลาดประจันตคาม  พบปั๊มน้ำมัน Pt .ขึ้นป้ายน้ำมันดีเซล เช่นกัน เหลือเพียงน้ำมันเบนซิน  พบรถยนต์เข้าแถวรอต่อกันล้นออกมานอกปั๊มริมถนนน

พื้นที่ อ.กบินทร์บุรี  ตั้งแต่ช่วงเย็นพบว่า ที่ปั๊มน้ำมัน PTสายมิตรศึกษาริมถนนสายสุวินทวงศ์ (กบินทร์บุรี – ศรีมหาโพธิ) อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พบว่ามีการเขียนป้ายปิดแจ้งบอกลูกค้าทราบว่า น้ำมันดีเซลหมด และ น้ำมันเบนซิน 95หมด

ส่วนปั๊มน้ำมัน PT ปั๊มที่ 2 ห่างจากปั๊มแรก 1 กิโลเมตร ปรากฏว่าน้ำมันดีเซลหมดไม่มีบริการให้ลูกค้าเช่นกัน ยังเหลือแต่น้ำมันเบนซิน 91 แก๊สโซฮอล์ E20

โดย… มานิตย์  สนับบุญ -ข่าว/ณัฐนันท์ – ทองสุข – ภาพ /ปราจีนบุรี    ###

.

ผู้ว่าฯปทุมธานีนำทีมลงพื้นที่ตรวจปั๊มน้ำมันการันตีเพียงพอแต่รอรอบการขนส่ง

ความคืบหน้าการแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลาง จนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงานเชื้อเพลิงที่ยังคงสร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มภาคการเกษตร ขนส่ง ฯลฯ เมื่อปั๊มน้ำมันในหลายจังหวัดประกาศน้ำมันหมดและจำกัดการเติมน้ำมัน

เมื่อเวลา14.30 น. วันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตาม นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย พลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. พื้นที่อำเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี เพื่อขอตรวจสอบปริมาณน้ำมันคงเหลือของสถานีบริการน้ำมัน ว่าน้ำมันแต่ละชนิดหมดจริงหรือไม่ ตามที่สถานีบริการน้ำมันติดป้ายประกาศ พร้อมวางแผนไม่ให้ประชาชนแตกตื่นเรื่องน้ำมันขาดแคลน

นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณน้ำมันของสถานีบริการน้ำมัน โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการลงพื้นที่ในวันนี้ เพื่อขอตรวจสอบปริมาณน้ำมันของสถานีบริการ น้ำมันคงเหลือพอที่จะให้บริการประชาชนหรือไม่ และน้ำมันดีเซลหมดจริงหรือไม่ พบว่าสถานีบริการ น้ำมันดีเซลหมดเกือบทุกปั้ม และรอรอบการขนส่งน้ำมันอยู่

จากการตรวจสอบพบว่าแต่ละปั๊ม น้ำมันดีเซลหมดจริงและรอการส่งน้ำมันอยู่ โดยสถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่น้ำมันไม่เพียงพอ แต่รอการส่งรอบน้ำมันของแต่ละปั๊มเท่านั้น เนื่องจากมีประชาชนมาใช้บริการเติมน้ำมันกันเยอะมากทำให้แต่ละปั๊มน้ำมันหมดไวมากกว่าปกติ โดยให้ทางปั๊มน้ำมันทำความเข้าใจกับประชาชนว่า น้ำมันดีเซลไม่ได้มีการขาดแคลน แต่รอการส่งรอบของน้ำมัน ส่วนน้ำมันประเภทอื่นเช่นแก๊สโซฮอล์ 91 95 และ E20 ยืนยันว่าในพื้นที่ปทุมธานี มีปริมาณเพียงพอให้ประชาชน

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวต่ออีกว่าว่า ปริมาณพลังงานเชื้อเพลิงของประเทศยังคงมีเพียงพอต่อความต้องการใช้งาน แม้จะมีสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย จึงขอให้พี่น้องประชาชนอย่าตื่นตระหนก ไม่จำเป็นต้องกักตุนน้ำมัน และขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การบริหารจัดการพลังงานของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. คลอง3 อำเภอคลองหลวง ปรากฏว่าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 หมดเหลือแต่  น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 นางสาวพรรณรัตน์ เสาร่อน ผู้จัดการสถานีบริการน้ำมันเปิดเผยว่า รถส่งน้ำมันจะมาเติมให้ น้ำมันดีเซลให้รอบละ 8,000 ลิตรต่อวันและเติมน้ำมันเบนซิน91และ 95 ให้รอบละ 5,000 ลิตรต่อวัน พอรถส่งน้ำมันมาส่งเวลา 02.00 ลูกค้าก็มาจ่อคิวเติมน้ำมันแล้ว ทำให้ช่วงนี้มีน้ำมันไม่เพียงพอในการให้บริการ เพราะประชาชนมาเติมน้ำมันกันเป็นจำนวนมากต่อวัน

ต่อจากนั้นเข้าตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันบางจาก อำเภอคลองหลวง พบว่าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินหมดทั้งปั้ม จากการสอบถามผู้จัดการสถานีบริการน้ำมันว่าประชาชนจะนำรถมาเติมน้ำมันได้ในช่วงเวลาใด ซึ่งได้คำตอบจากผู้จัดการสถานีบริการน้ำมันว่า ไม่สามารถกำหนดวันและเวลาของรถขนส่งน้ำมันได้ โดยเมื่อวานรถขนส่งน้ำมันดีเซลให้ 8,000 ลิตร ปรากฏว่าใช้เวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมงน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินทุกชนิดที่สถานีบริการก็หมด

.

เอกชนใต้ชงรัฐบาลเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มแก้วิฤตพลังงาน

นายชัยวัฒน์ โภคาวัฒนา นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง และสมาชิกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง ได้ร่วมหารือเกี่ยวกับปัญหาสถานการณ์ปาล์มน้ำมันในจังหวัดตรัง แผนการรับมือกับผลผลิตที่กำลังจะออกมาเป็นจำนวนมากในอีกประมาณ 1-2 เดือนข้างหน้า และวิกฤติพลังงานน้ำมันที่กำลังเกิดขึ้นจากภาวะสงครามตะวันออกกลางในขณะนี้

นายฉัตรชัย รัตวิวัฒนาพงศ์ รองนายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง กล่าวว่า จากสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้น ส่งผลทำให้เกิดวิกฤติด้านพลังงาน และรัฐบาลประกาศว่าน้ำมันในประเทศไทยยังมีเพียงพอไปอีกประมาณ 60 วัน โดยไม่ขาดแคลน แต่สงครามที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดถึงปัญหาด้านพลังงาน ดังนั้น สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง จึงเสนอให้รัฐบาลใช้ไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น ซึ่งในปัจจุบันคือ B5 และอดีตก็เคยพัฒนาไปเป็น B20 หรือ B100 เพื่อใช้กันมาแล้ว

 แต่วันนี้จากปัญหาสงครามที่ไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อไปถึงไหน จนกำลังส่งผลให้เกิดวิกฤติด้านพลังงานน้ำมันที่ประเทศไทยมีอยู่อย่างจำกัดนั้น สมาคมปาล์มน้ำมันจึงอยากเสนอให้รัฐบาลกลับมาทบทวน เพื่อนำผลผลิตทางการเกษตรที่เรามีเป็นจำนวนมาก และถือเป็นความมั่นคงด้านวัตถุดิบอยู่แล้ว รวมทั้งพัฒนาต่อยอดให้เป็นความมั่นคงด้านพลังงานด้วยคือ น้ำมันปาล์ม ซึ่งก็เป็นไปตามแนวพระราชดำริของในหลวง ร.9 ที่พระองค์ท่านได้เคยคิดค้นไบโอดีเซล โดยให้นำกลับมาใช้ในอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และช่วยเหลือเกษตรกร

 เนื่องจากอีกไม่นานนี้ผลผลิตปาล์มน้ำมันก็จะเกิดภาวะล้นตลาด และน่าจะประจวบเหมาะพอดีที่ประเทศไทยกำลังเกิดวิกฤติด้านพลังงาน จึงควรพลิกวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส โดยการเอาน้ำมันปาล์มมาใช้เพิ่มในสัดส่วนไบโอดีเซล จาก B5 เป็น B10 หรือ  B20 และจากการศึกษาวิจัยพบว่า น้ำมันปาล์มยังสามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมชั้นสูง เช่น เป็นน้ำมันไบโอเจ็ต (ใช้กับเครื่องบินเจ็ต) เป็นน้ำมันหล่อลื่น เป็นสารตั้งต้นผงซักฟอก หรือเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยที่มีภาคเอกชนในระดับโลกก็สนใจจะเข้ามาลงทุนผลิต เพียงแต่รัฐบาล หรือกระทรวงพลังงาน จะต้องให้การสนับสนุน

 ส่วนผลผลิตปาล์มน้ำมันในปีนี้คาดว่า น่าจะออกช้ากว่าทุกปี โดยล่าสุดยังมีสต๊อกอยู่เท่าเดิมประมาณประมาณ 2.8 แสนตัน แต่คาดอีกไม่นานผลผลิตจะออกมาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรด้านราคาที่จะตกต่ำลง รัฐบาลจึงควรใช้โอกาสนี้นำน้ำมันปาล์ในสต็อกมาผลิตเป็นไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น เพราะปัญหาวิกฤติด้านพลังงานน้ำมันที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ นอกจากจะมีการปรับราคาสูงขึ้นแล้ว ยังไม่สามารถขนส่งมายังประเทศไทยได้

 “ฉะนั้น จงอย่ารอให้เกิดวิกฤติจนเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันจริงๆ ทั้งที่เรามีผลผลิตปาล์มน้ำมันเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว โดยช่วงแรกอาจจะเอามาใช้เฉพาะในช่วงสงครามนี้ หรือใช้ในช่วงที่มีสต๊อกน้ำมันปาล์มเกิน แล้วในอนาคตค่อยปรับกันไปให้เหมาะสมต่อไป” รองนายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง กล่าว

โดย…คนิตา สีตอง

CLVG รุกตลาด EV เต็มรูปแบบ เปิดตัวโชว์รูมใหม่ GAC CLVG รามอินทรา กม.10 ชูศูนย์บริการและศูนย์ซ่อมสีตัวถังครบวงจร

CLVG GROUP ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า GAC AION อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดตัวโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจร “GAC CLVG” สาขารามอินทรา กม.10 อย่างเป็นทางการ โชว์รูมรูปแบบ 4S แห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 3,000 ตารางเมตร ในทำเลศักยภาพที่เชื่อมต่อทั้งสนามบิน โครงข่ายทางด่วน และพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออก โดยมุ่งเป้าเป็นศูนย์กลางการให้บริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) ที่ครอบคลุมการดูแลทั้งลูกค้าองค์กรและกลุ่มผู้ขับขี่ (B-end) ไปจนถึงลูกค้ารายย่อย (C-end) 

CLVG%20Ramintra%20Grand%20Opening%20(1)

โชว์รูม GAC CLVG สาขารามอินทรา กม.10 ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “มืออาชีพ มีประสิทธิภาพ อบอุ่น และเหนือระดับ” (Professional, Efficient, Heartwarming, Exclusive) พื้นที่ภายในได้รับการตกแต่งอย่างโอ่อ่า ทันสมัย และโปร่งสบาย เพื่อสร้างความประทับใจและมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมตั้งแต่ก้าวแรก สำหรับลูกค้ารายย่อย (C-end) โชว์รูมนำเสนอประสบการณ์การเลือกซื้อรถยนต์แบบไร้รอยต่อ ด้วยบริการ “นัดหมายคลิกเดียว ทดลองขับถึงบ้าน และซ่อมบำรุงถึงที่” พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกเหนือระดับที่จัดเตรียมไว้อย่างครบครัน อาทิ โซนรับรองลูกค้าวีไอพี (VIP Lounge) มุมกาแฟพักผ่อนหย่อนใจ และพื้นที่สำหรับเด็ก (Kids Zone) เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าครอบครัวอย่างแท้จริง นอกจากนี้ เพื่อยกระดับความมั่นใจสูงสุดตลอดการใช้งาน โชว์รูมแห่งนี้ยังเพียบพร้อมไปด้วยศูนย์บริการและศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง (Body & Paint Center) แบบครบวงจรที่ได้มาตรฐานสากล ซึ่งพร้อมดูแลรักษารถยนต์ของลูกค้าทุกท่านด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ 

CLVG%20Ramintra%20Grand%20Opening%20(3)

ในส่วนของลูกค้ากลุ่มพันธมิตรผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า (B-end) GAC CLVG มุ่งมั่นเป็นผู้ช่วยที่พึ่งพาได้ในทุกเส้นทาง โชว์รูมได้จัดสรรพื้นที่พักผ่อนเฉพาะที่กว้างขวางและเป็นสัดส่วนสำหรับผู้ขับขี่โดยเฉพาะ เพื่อให้เป็นจุดแวะพักเติมพลังระหว่างวัน พร้อมบริการให้คำปรึกษาด้านการดำเนินงานแบบตัวต่อตัวอย่างใกล้ชิด และเพื่อรองรับการใช้งานที่หนักหน่วงของรถยนต์รับจ้าง (Ride-hailing) ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ศูนย์บริการของเรามีบริการซ่อมด่วนที่รวดเร็วทันใจ พร้อมด้วยสถานีชาร์จไฟกำลังสูง (DC Fast Charge) ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนมอบการรับประกันซ่อมบำรุงให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน ทั้งหมดนี้เพื่อช่วยลดระยะเวลาการจอดซ่อม และช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถนำรถกลับไปสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกๆ วัน

CLVG%20Ramintra%20Grand%20Opening%20(4)

คุณ ฉันทวัช นิลประกอบกุล ผู้บริหารจาก CLVG กล่าวว่า “วันนี้ไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจของ CLVG แต่เป็นการยกระดับแนวคิดการบริการของเราอย่างเต็มรูปแบบ โชว์รูมสาขารามอินทราจะเป็นบริการต้นแบบ (Service Benchmark) ของเรา และเราพร้อมที่จะนำโมเดลการบริการคุณภาพสูงนี้ไปขยายผลในเมืองหลักอื่นๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อให้ผู้ใช้ชาวไทยได้รับความสะดวกสบายจากการเดินทางสีเขียวมากยิ่งขึ้น” 

Mr.%20Chantavat%20Ninprakobkul%20-%20CLVG%20Ramintra%20Grand%20Opening%20(7)

ขณะที่ Mr. Changlin Liao ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Hong Kong Yiwei Technology เผยว่า “ความร่วมมือกับ GAC Thailand และ Grab รวมถึงการสนับสนุนจากธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ทำให้เราสามารถริเริ่ม ‘โมเดลสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์พลังงานใหม่’ ซึ่งประสบความสำเร็จในการให้บริการผู้ใช้งานแล้วเกือบ 400 รายในไทย เราพร้อมที่จะกระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับไอซีบีซี (ไทย) อย่างต่อเนื่องในด้านสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเพื่อการเดินทาง และการชำระเงินข้ามพรมแดน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ CLVG”

ทางด้าน Mr. Andrew Wang ประธานกรรมการบริหาร GAC AION Thailand กล่าวว่า “การเปิดตัวโชว์รูม 4S GAC CLVG สาขารามอินทรา ถือเป็นความสำเร็จสำคัญนับตั้งแต่เราเริ่มเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ CLVG ในเดือนมิถุนายน 2568 โชว์รูมแห่งนี้ถือเป็นโชว์รูมต้นแบบแห่งแรกภายใต้โมเดลการดำเนินงานใหม่ที่ผสานบริการซ่อมสีและตัวถัง รวมถึงสถานีชาร์จไว้ด้วยกัน ด้วยการสนับสนุนจาก ICBC (Thai) และ Grab เราได้ส่งมอบรถยนต์รุ่น Y Plus ให้กับผู้ขับขี่ไปแล้วกว่า 300 คันในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี และเรามีแผนที่จะผลักดันรถยนต์พลังงานใหม่กว่า 20,000 คัน เข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใน 2 ปีข้างหน้า ผ่านโมเดล ‘ผลิตภัณฑ์ + บริการ + ระบบนิเวศ’ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การเดินทางสีเขียวของประเทศไทยอย่างยั่งยืน” 

ด้าน Mr. Xiaobo Li ตัวแทนผู้บริหารจาก ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงวิสัยทัศน์ความร่วมมือว่า “ไอซีบีซี (ไทย) และ CLVG ได้ร่วมกันสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมแบบครบวงจรที่ครอบคลุม ‘การจัดซื้อ + การจัดหาเงินทุน + การดำเนินงาน’ สำหรับรถยนต์พลังงานใหม่ โดยใช้ระบบควบคุมความเสี่ยงแบบดิจิทัล ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่สร้างรูปแบบใหม่สำหรับการเช่าซื้อรถยนต์ Ride-hailing ในไทย แต่ยังสอดรับกับนโยบายการลดคาร์บอนและโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของรัฐบาลไทย เราพร้อมมอบโซลูชันทางการเงินแบบครบวงจร เพื่อให้โครงการนี้เป็นต้นแบบความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จภายใต้กรอบ ‘Belt and Road’ 

Mr.%20Xiaobo%20Li%20-%20CLVG%20Ramintra%20Grand%20Opening%20(10)


โชว์รูม GAC CLVG รามอินทรา กม.10 พร้อมเปิดประตูต้อนรับลูกค้าทุกท่านอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มีนาคม 2569 โดยผู้ที่สนใจสามารถแวะชมรถยนต์พลังงานใหม่จาก GAC พร้อมทดลองขับได้แล้ววันนี้ หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:

Facebook: Aion CLVG Fashion Island

TikTok: aionclvgfashioni

โทรศัพท์: 098-919-3966

สถานที่ตั้งโชว์รูม: 754 ถนนรามอินทรา แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร 10230 (ใกล้ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์)

คนไม่ใช่หุ่นยนต์!บุคลากรแพทย์รพ.เชียงราย รวมพลังค้าน”เวร 12 ชั่วโมง”

บุคลากรแพทย์ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ รวมพลังคัดค้าน “เวร 12 ชั่วโมง” แค่ 8 ชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้ว ลั่นคนไม่ใช่หุ่นยนต์!

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 บริเวณลานหน้าเสาธง โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ด่านหน้า ออกมารวมตัวกันแสดงจุดยืนพร้อมชูป้ายข้อความเพื่อคัดค้านนโยบายการปรับตารางการทำงานเป็นผลัดละ 12 ชั่วโมง

สำหรับการออกมาแสดงพลังในครั้งนี้ สืบเนื่องจากข้อเสนอส่วนกลางในการแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้วยการปรับผลัดเวรจาก 8 ชั่วโมงเป็น 12 ชั่วโมง ซึ่งแม้จะมีการชี้แจงก่อนหน้านี้ว่าเป็นเพียงทางเลือก แต่กลุ่มบุคลากรที่ต้องปฏิบัติงานด่านหน้า เผชิญความตึงเครียดและต้องดูแลชีวิตผู้ป่วยจำนวนมากมองว่า การทำงานติดต่อกันยาวนานถึง 12 ชั่วโมง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ซ้ำยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของคนทำงาน และอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย

โดยบรรยากาศการรวมตัวเต็มไปด้วยเสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานจริง โดยมีป้ายข้อความที่สื่อถึงความอัดอั้นและภาระที่หนักอึ้ง เช่น “คืนคุณภาพชีวิตให้พยาบาล บุคลากรหน้างานจะไม่ทน”, “12 ชม. ไม่ได้ลด burnout แต่เพิ่มภาระ”, “โปรดช่วยรับฟังความคิดเห็นของ ‘ผู้ปฏิบัติงาน'”, “เวร 12 ชม. มีผลต่อครอบครัว” และประโยคที่สะท้อนความรู้สึกได้ชัดเจนที่สุดคือ “ลด Burnout คนไม่ใช่หุ่นยนต์”

ทั้งนี้กลุ่มผู้ปฏิบัติงานจึงขอส่งเสียงถึงผู้มีอำนาจและผู้เกี่ยวข้อง ให้โปรดพิจารณาและรับฟังความคิดเห็นของ “คนหน้างาน” อย่างแท้จริง พร้อมทั้งร่วมกันหาทางออกในการบริหารจัดการอัตรากำลังที่เหมาะสม เพื่อคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับบุคลากรทางการแพทย์

ศรีสะเกษ มอบบ้านกาชาดโครงการสร้างซ่อมแซมบ้านให้แก่ผู้ยากไร้ที่อำเภอศรีรัตนะ

รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ มอบบ้านกาชาด ในโครงการสร้างซ่อมแซมบ้านให้แก่ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ในจังหวัดศรีสะเกษ โดยมอบที่อำเภอศรีรัตนะ

นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ มอบบ้านกาชาด ตามโครงการสร้าง – ซ่อมแซมบ้านให้แก่ผู้ยากไร้ ผู้พิการ จังหวัดศรีสะเกษ เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย สนับสนุนงบประมาณในการสร้างบ้าน หลังละ 70,000 บาท ให้กับนางสาวตุ๊กตา พรมมาพันธ์ บ้านเลขที่ 3 บ้านโนนสวน หมู่ที่ 5 ตำบลตูม อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ

สุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

โดยมี  นางนุชสุดา เหลืองสกุลไทย รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดศรีสะเกษ นายสุรพล ศรีพนมธนากร นายอำเภอศรีรัตนะ นางปฐมาภรณ์ ศรีพนมธนากร ประธานแม่บ้านมหาดไทยอำเภอศรีรัตนะ กรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน จิตอาสา และประชาชน ในพื้นที่เข้าร่วม
 

ในการนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้มอบพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ให้กับนางสาวตุ๊กตา พรมมาพันธ์ เพื่อเป็นสิริมงคล และผู้เข้าร่วมพิธีได้มอบเครื่องอุปโภค-บริโภคให้กับ นางสาวตุ๊กตา พรมมาพันธ์

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

กลับบ้าน…มาสร้างความมั่นคง “ศิริรัตน์ ยั่งยืน” เลี้ยงหมูด้วยหัวใจ

จากชีวิตต่างแดนในออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ สู่ชีวิตเรียบง่ายในบ้านเกิดจังหวัดเชียงใหม่ “ศิริรัตน์ ยั่งยืน” วัย 39 ปี เลือกกลับมาเริ่มต้นอาชีพใหม่ ด้วยความเชื่อว่า “ความมั่นคงที่แท้จริง คือการได้อยู่กับครอบครัว และมีอาชีพที่เติบโตได้จริง”

ศิริรัตน์ และสามี-ยุระนันท์ สีก่ำ ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศกว่า 5 ปี เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ก่อนตัดสินใจกลับบ้าน หลังจากพ่อ-อินทรัตน์ ยั่งยืน และน้องสาว ศิริลักษณ์ ยั่งยืน ชวนมาร่วมเลี้ยงหมูขุนกับซีพีเอฟ ซึ่งครอบครัวทำอยู่ก่อนแล้วและเห็นผลสำเร็จชัดเจน ทั้งในแง่รายได้ที่สม่ำเสมอ และการมีผู้เชี่ยวชาญคอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิด

ปี พ.ศ. 2564 เธอตัดสินใจลงทุนสร้างฟาร์มเลี้ยงหมูขุน 2 โรงเรือน ความจุ 1,700 ตัว โดยมีน้องสาวช่วยดูแลด้านเทคนิควิธีการในช่วงแรก ส่วนเธอรับผิดชอบด้านบริหารจัดการทั้งหมด ตั้งแต่บัญชี การให้อาหาร การดูแลฟาร์ม ไปจนถึงการวางแผนการเลี้ยงในแต่ละรุ่น

 ผลการเลี้ยงในสองรุ่นแรกเป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้เธอมีกำลังใจขยายกิจการเพิ่มเติม ด้วยการซื้อฟาร์มข้างเคียงเพิ่มอีก 850 ตัว และอยู่ระหว่างพัฒนาฟาร์มเข้าสู่ระบบ Smart Farm เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในระยะยาว

“มีคำหนึ่งที่น้องพูดแล้วเราจำมาถึงวันนี้ คือ ‘ซีพีเอฟเขาไม่ปล่อยให้เกษตรกรลำบาก’ เราเห็นจากการทำงานจริง ไม่ใช่แค่คำพูด เพราะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลตลอด ตั้งแต่การเลี้ยง เทคโนโลยี ไปจนถึงการบริหารต้นทุน ทำให้ผลผลิตดี น้ำหนักจับออกดี ผลตอบแทนก็ดีขึ้นตามไปด้วย” ศิริรัตน์เล่า

ศิริรัตน์อธิบายว่า สำหรับเธอ ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับเกษตรกร ไม่ใช่แค่สัญญาทางธุรกิจ แต่คือการเป็น “เกษตรกรคู่ชีวิตทางอาชีพ” ที่เลือกเดินไปด้วยกันในระยะยาว บนความสมัครใจและความไว้วางใจ บริษัทไม่ปล่อยให้เกษตรกรต้องแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพัง เพราะมีระบบ ความรู้ เทคโนโลยี และตลาดคอยสนับสนุน เมื่อเกษตรกรอยู่ได้อย่างมั่นคง ห่วงโซ่อาหารก็แข็งแรงไปด้วยกัน

เธอเชื่อมั่นในแนวคิด “Win-Win” ระหว่างบริษัทกับเกษตรกร เพราะรูปแบบความร่วมมือที่ยั่งยืน คือการเติบโตไปด้วยกันของทั้งสองฝ่าย

 “อาชีพนี้ทำให้เราได้อยู่บ้าน อยู่กับครอบครัว มีเวลา มีรายได้ที่สม่ำเสมอ และรู้ว่ามีคนเดินเคียงข้าง ภูมิใจที่ได้ทำอาชีพที่มั่นคง ดูแลครอบครัวได้ และสามารถส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลานต่อไปได้” ศิริรัตน์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ทุกวันนี้ “ศิริรัตน์ฟาร์ม” จึงไม่ใช่แค่ฟาร์มหมู แต่เป็นภาพสะท้อนของคนรุ่นใหม่ที่เลือกกลับมาสร้างรากฐานชีวิตบนบ้านเกิด และพิสูจน์ว่า… ความมั่นคง ไม่ได้อยู่ไกล แต่อยู่ตรงที่เรากล้ากลับมาเริ่มต้น

.

มทภ.2 ลุยขยายเขตก่อสร้างระบบจำหน่ายไฟฟ้าเสริมมั่นคงชายแดนที่ภูมะเขือ

แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดโครงการงานขยายเขตก่อสร้างระบบจำหน่ายไฟฟ้าเสริมความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ภูมะเขือ  ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ  

พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานทอดผ้าป่าสามัคคีและปลูกต้นไม้เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับธรรมชาติ โดยมีเหล่าทหารและประชาชนร่วมในพิธีทอดผ้าสามัคคีเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพื่อสมทบทุนในการปฏิสังขรสถานที่พักสงฆ์ภูสามสวรรค์ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

 หลังจากนั้น พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางไปยังฐานปฏิบัติการภูมะเขือกลาง ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ  เป็นประธานเปิดโครงการงานขยายเขตก่อสร้างระบบจำหน่ายไฟฟ้าเสริมความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ภูมะเขือ   โดยมีนายปริญญา เชื้อปรางค์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 ตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุบลราชธานี ผู้แทนของ สำนักงานพัฒนาภาค 5 หน่วยบัญชำการทหารพัฒนา และเหล่าทหาร  ร่วมในพิธีเปิดโครงการเป็นจำนวนมาก 

นายปริญญา เชื้อปรางค์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 ตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 ตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นผู้รับผิดชอบการกำกับดูแล งานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 8 จังหวัด งานขยายเขตก่อสร้าง ระบบจำหน่าย ฐานภูมะเขือกลาง–ภูมะเขือบน ตามโครงการ เสริมสร้างความมั่นคง ของระบบไฟฟ้าตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ณ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือกลาง ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ”

ในครั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนความมั่นคงจากเหตุการณ์การสู้รบบริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ในห้วงที่ผ่านมา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็น ของหน่วยงานทางทหาร ในการใช้พลังงานไฟฟ้า เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการใช้งานในระบบโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงระบบปฏิบัติการทางการทหาร ที่สำคัญในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ตลอดแนวชายแดนและยังเป็นการพัฒนา เพื่อความมั่นคง เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานตามแนวชายแดน 

ได้แก่เส้นทางยุทธวิธี การพัฒนาแหล่งระบบการสื่อสาร และการพัฒนาด้านพลังงานไฟฟ้า โดยพื้นที่ภูมะเขือ ซึ่งเป็นภูมิประเทศที่สำคัญและเป็นหนึ่งในพื้นที่ ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รับมอบหมายให้ดำเนินการออกแบบ ก่อสร้างขยายเขตระบบจำหน่ายแรงสูง/แรงต่ำ เพื่อจ่ายไฟให้กับฐานปฏิบัติการ โดยมีมูลค่าจำนวน  7,295,843.47 บาท

ปัจจุบันได้ทำการดำเนินการก่อสร้าง ได้แล้วเสร็จ และพร้อมส่งมอบและเปิดจ่ายไฟ ให้กับ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือกลาง – ภูมะเขือบน ในวันนี้  เพื่อให้หน่วนงานของกองทัพภาคที่ 2 ได้มีแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้า เพื่อใช้ในกิจการและการปกป้องอธิปไตยของชาติต่อไป.

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

สองสามีภรรยาเลิกธุรกิจหมูย่างผันตัวขายข้าวมันไก่เบตงต้มเตาถ่านกระแสตอบรับล้น

ธุรกิจหมูย่างเมืองตรังแข่งขันค่อนข้างสูงและขั้นตอนการทำยุ่งยาก ทำให้ นายประเทศ จันทนพันธ์ และ นางพัชรินทร์ จันทนพันธ์ สองสามีภรรยาต้องยุติกิจการจึงลองหาอาชีพใหม่หันมาเปิดร้านข้าวมันไก่ฮุ้งกี่ ซึ่งเป็น ข้าวมันไก่เบตงต้มเตาถ่าน สาขาแรกตั้งอยู่ ถนนศรีตรัง 1 ตำบลโคกหล่อ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ส่วนสาขาทุ่งสง (ใกล้ปั๊ม ปตท.ถาวรทุ่งสง) อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

โดยทั้ง 22 สาขา เน้นขายข้าวมันไก่ ใช้วิธีต้มด้วยเตาถ่าน และควบคุมไฟไม่ให้ร้อนเกินไป จนทำให้เนื้อไก่กระด้าง และไม่น่ารับประทาน ส่วนตัวข้าวมันจะหุงทีละน้อย ด้วยเครื่องปรุงสูตรเฉพาะของร้าน เพื่อให้ลูกค้ารับประทานข้าวมันที่หุงสุกใหม่ ส่วนเครื่องเคียงสำหรับรับประทานคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นพริกสด กระเทียมสับ ขิงสับ ก็ทำสดใหม่ทุกวัน นอกจากนี้ยังมีมะระยัดไส้หมูสับสูตรฮุ้งกี่ ให้ชดคล่องคอด้วย

 นายประเทศ จันทนพันธ์ เจ้าของร้านข้าวมันไก่ฮุ้งกี่ บอกว่า ตนและภรรยาทั้งคู่เรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์มาจากต่างประเทศ และมาสานต่อกิจการหมูย่างเมืองตรัง ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัว ตอนนั้นตั้งชื่อ “นายอ้วนหมูย่างเมืองตรัง” แต่การทำหมูย่างเมืองตรัง มีขั้นตอนการทำมาก และใช้เวลาในการทำนาน จึงอยากลองหาอาชีพใหม่

 ประกอบกับคุณพ่อของ นายประเทศ ก็เป็นนักชิม และชอบทานข้าวมันไก่ รวมทั้งมีสูตรข้าวมันที่ชอบทำรับประทานกันในบ้าน ขณะที่คุณแม่ก็รู้จักฟาร์มไก่เบตงรายใหญ่ ที่อำเภอหาดใหญ่ จังสวัดสงขลา ซึ่งเลี้ยงไก่เบตงแบบออแกนิค ไม่ได้ให้กินอาหารสำเร็จรูป จึงแนะนำให้ตนมาลองเปิดร้านข้าวมันไก่เบตง แต่เมื่อทุกอย่างเริ่มลงตัว ก็ต้องมาประสบกับสถานการณ์โควิด 19 ทำให้ต้องเปลี่ยนไปขายแบบออนไลน์ จนกระทั่งเริ่มเป็นที่รู้จัก และได้มาเปิดขายแบบ Take a way เต็มตัว

 จนถึงขณะนี้ทางร้านได้ดำเนินกิจการมาเป็นระยะเวลา 7 ปีแล้ว ซึ่งมีผลตอบรับอย่างดี เพราะข้าวมันไก่ฮุ้งกี่ เน้นคุณภาพจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่เบตง หรือข้าวมัน จนเป็นที่ยอมรับของนักชิม และหลายครั้งที่ข้าวมันไก่ของร้านฮุ้งกี่ ได้รับเลือกเป็นเมนูต้อนรับผู้ใหญ่ระดับประเทศที่เดินทางมายังจังหวัดตรัง ด้วยจุดเด่นคือ เนื้อฉ่ำนุ่ม หนังไม่แตก ไก่ไม่มีกลิ่นสาบเพราะเลี้ยงจากอาหารธรรมชาติ เช่น ข้าวเปลือก ข้าวโพด แหนแดง ฯลฯ

โดยข้าวมันไก่เบตง มีราคาจานละ 50 บาท พิเศษ 70 บาท และไก่ต้มเริ่มต้นจานละ 150 บาท ด้วย ซึ่งนอกจากขายหน้าร้านแล้ว ยังรับออกงานเลี้ยงต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมีเมนูข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ ข้าวไก่ทอด บะหมี่ เกี้ยวน้ำ และมะระยัดไส้สูตรฮุ้งกี่ ให้เลือกทาน ผู้สนใจสอบถามได้ทางเพจฮุ้งกี่ข้าวมันไก่เบตง ตรัง หรือโทรศัพท์ (091) 825-6565

โดย…ศิรินทร์พัชร์ ทองศักดิ์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดตรัง