“บอสชาตรี” ปลื้ม ONE สร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย กว่า 1.6 หมื่นล้านบาทต่อปี

บิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ผู้ก่อตั้ง ประธาน และซีอีโอ วัน แชมเปียนชิพ (ONE) ออกมาแสดงความยินดีหลังรายงานเศรษฐศาสตร์เชิงปริมาณฉบับล่าสุดของ Nielsen ที่ชี้ว่า ONE เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 470 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 1.6 หมื่นล้านบาท) ต่อปี ผ่านการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 

จากรายงานระบุว่า 82% ของผู้ชมต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากออสเตรเลีย สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และแคนาดา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และเป็นเป้าหมายสำคัญของนโยบายฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวของรัฐบาล ตัดสินใจเดินทางมาประเทศไทย เพื่อเข้าชมการแข่งขันของ ONE และที่สำคัญคือกว่า 65% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เข้าชมการแข่งขัน ตัดสินใจขยายระยะเวลาเดินทางท่องเที่ยวต่อในจังหวัดอื่น ๆ ส่งผลให้รวมแล้วอยู่ในไทยเฉลี่ยนานกว่า 10 วัน

ด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ตามรายงานเผยว่าภาคค้าปลีกและนันทนาการได้รับประโยชน์สูงสุดจากการจัดการแข่งขันของ ONE โดยสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 105 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 3,675 ล้านบาท) รองลงมาคือภาคที่พัก (54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,890 ล้านบาท) และภาคอาหารและเครื่องดื่ม (38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,330 ล้านบาท)

ในโอกาสนี้ บิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ผู้ก่อตั้ง ประธาน และซีอีโอของ ONE ได้กล่าวถึงความสำเร็จของ ONE ที่มีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย เอาไว้ว่า

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ONE คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทรงพลังและต่อเนื่อง ในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุน และการรับรู้ของโลกต่อประเทศไทย ผ่านการถ่ายทอดสดประจำสัปดาห์ไปยังกว่า 190 ประเทศ พร้อมฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นกว่า 500 ล้านคนทั่วโลก อีเวนต์ของเราผสานกับเหล่านักกีฬาฮีโร่ระดับซูเปอร์สตาร์ และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ระดับโลก ยังคงผลักดันเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า พร้อมนำมาซึ่งชื่อเสียง เกียรติยศ และความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศไทย ขอขอบคุณแฟน ๆ นักกีฬา พันธมิตร และทีมงานของเราจากใจจริง!”

“แม้ผมจะเชื่อมั่นโดยสัญชาตญาณว่า ONE เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ ภายใต้แนวคิด 5F (Food – อาหาร, Fashion – แฟชัน, Fight – ศิลปะการต่อสู้, Film – ภาพยนตร์ และ Festival – เทศกาล) ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แต่ผมก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ Nielsen ได้ประเมินผลงานของเราที่มีบทบาทต่อประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม”

ททท. เปิดตัวโครงการ “Flavor of Thai Food: Health & Wellness – เมืองรสไทย สู่สุขภาพที่ยั่งยืน”

ททท. ผนึกกำลังกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี และ พันธมิตร เปิดตัวโครงการ “Flavor of Thai Food: Health & Wellness – เมืองรสไทย สู่สุขภาพที่ยั่งยืน”สร้าง Grand Moment แห่งการท่องเที่ยวสุขภาพในภาคกลาง พร้อมโปรโมชั่นส่วนลด 50% จากบัตรเครดิต ttb

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี สถาบันอาหาร (NFI) ชิมไทยและพันธมิตรภาคเอกชน เปิดตัวโครงการ “Flavor of Thai Food: Health & Wellness – เมืองรสไทย สู่สุขภาพที่ยั่งยืน” ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับอาหารสุขภาพและอาหารหมักดองไทยที่อุดมด้วยโพรไบโอติกให้กลายเป็น Soft Power ด้านสุขภาพและวัฒนธรรม พร้อมต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงอาหารเพื่อสุขภาพ (Wellness Gastronomy Tourism)

นางสาววรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง ททท. กล่าวว่า “Flavor of Thai Food: Health & Wellness เป็นการสร้าง Grand Moment ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว ผ่านเรื่องราวอาหารหมักดองและสุขภาพแบบไทยที่มีรากฐานมาจากภูมิปัญญาชุมชน โดยไฮไลท์สำคัญของโครงการคือการออกแบบ 5 เส้นทางต้นแบบ “Grand Moment” ที่จะพาผู้ร่วมเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์อาหาร วัฒนธรรม และสุขภาพอย่างมีคุณค่าในภาคกลาง ผ่านเมนูพิเศษ เวิร์กช็อปสุขภาพ และกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสิทธิพิเศษ จากพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนอย่างใกล้ชิดโดยในครั้งนี้แคมเปญจะครอบคลุมในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร-สุพรรณบุรี-นนทบุรี-ลพบุรี-ปทุมธานี-ประจวบคีรีขันธ์-นครปฐม-ราชบุรี-สมุทรสาคร-กาญจนบุรี-สมุทรสงคราม-เพชรบุรี-พระนครศรีอยุธยา-อ่างทอง-สิงห์บุรี-สระบุรี-ชัยนาท ซึ่งนอกจากจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ภาคกลางแล้ว ยังวางรากฐานให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพที่มีเอกลักษณ์ในระดับโลกอีกด้วย”

นายพิพัฒน์ เหล่าพิพัฒนา หัวหน้าบริหารการตลาด ความสัมพันธ์พันธมิตรทางธุรกิจผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคาร บัตรเครดิต ttb กล่าวเสริมว่า“ปัจจุบันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยเฉพาะด้านอาหารได้รับความสนใจมากขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจไลฟ์สไตล์และสุขภาพ บัตรเครดิต ttb ต้องการมอบสิทธิประโยชน์ที่ยกระดับประสบการณ์ให้กับผู้ถือบัตรในหมวดร้านอาหาร โดยเฉพาะเมื่อนำมาผสานกับทริปสุขภาพระดับพรีเมียมในภาคกลาง ภายใต้โครงการ ‘Flavor of Thai Food: Health & Wellness’ ที่เน้นรสชาติ สุขภาพ และความยั่งยืน 

เราจึงร่วมสนับสนุนโปรโมชั่น E-Voucher ส่วนลด 50% เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคออกเดินทาง ใช้จ่าย และสัมผัสวัฒนธรรมสุขภาพไทยอย่างเต็มอิ่ม”
5 เส้นทาง “Grand Moment” เมืองรสไทยเมืองน่าเที่ยว สู่สุขภาพที่ยั่งยืน
• สมุทรสงคราม – วิถีชีวิตสมดุล | Slow Life (Samut Songkhram)
เข้าร่วมเวิร์กช็อปน้ำผึ้งพื้นเมือง สัมผัสเกษตรอินทรีย์ และลิ้มรสปลาทูแม่กลองเมนูสุขภาพแบบท้องถิ่น
• ประจวบคีรีขันธ์ – สับปะรด & สุขภาพ | Pineapple & Wellness Retreat (Prachuap Khiri Khan)
หมักไซเดอร์จากสับปะรดสยามโกลด์ ล่องเรือปลูกป่าโกงกางและลิ้มรสเมนูซูเปอร์ฟู้ดอย่าง “ยำเคลตะไคร้กุ้งแซ่บ”

• ราชบุรี – ดิน วิถี โอ่ง | Slow Crafted (Ratchaburi)
เรียนรู้ศิลปะและวัฒนธรรมราชบุรี  “เปิดโลกโอ่งมังกร” เรื่องของโอ่ง พักผ่อนสไตล์ Slow Life และทำเต้าหู้ดำสมุนไพร พร้อมอาหารหมักดองจากวัตถุดิบพื้นบ้าน
• พระนครศรีอยุธยา – อิ่มวัฒนธรรมและข้าวหมากไทย พร้อมสุขภาพภิรมณ์ | Healthy Feast (Ayutthaya)
ย้อนรอยวัฒนธรรมมอญริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมเวิร์กช็อปอาหารพื้นถิ่น เมนูข้าวหมากนมสด
• กรุงเทพฯ – ศาสตร์แห่งการหมักดอง | The Art of Fermentation (Bangkok)
เวิร์กช็อปคอมบูชา เรียนรู้เรื่องชาและรับประทานอาหารกลางวันในบรรยากาศสุดคลาสสิกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ร้าน “อำแดงใต้ฝุ่น”

โปรโมชั่นพิเศษ
• ทุกเส้นทางมาพร้อม โปรโมชั่นส่วนลด 50% คูปอง E-Voucher สุดคุ้มด้วยบัตรเครดิต ttb ใช้ได้กับทุกร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในเส้นทางที่กำหนด 
• วิธีการซื้อคูปอง E-Voucher ให้@Line เพิ่มเพื่อน Line Official โครงการ “@flavorofthaifood
กดสั่งซื้อ  –  ระบุจำนวนคูปอง  –  ชำระเงิน เที่ยวและกินให้ครบ สุขภาพดี

ระยะเวลา: 8 เมษายน – 31 กรกฎาคม 2568 (จำนวนจำกัด 3,000 สิทธิ์)   
สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ Flavor of Thai Food Health.Wellness
เมืองรสไทย สู่สุขภาพที่ยั่งยืน ประกอบด้วย

1.ร้านสำรับกับข้าว จังหวัดชัยนาท 056-410-919/086-969-9924 
2.ร้านมัดหมี่ จังหวัดลพบุรี 036-412-883/081-780-4341
3.ร้านครัวบ้านสวน จังหวัดสระบุรี 03-631-2645
4.ร้านแม่ลาปลาเผา จังหวัดสิงห์บุรี 080-910-8563
5.ร้านบอกต่อ จังหวัดอ่างทอง 089-829-5204 
6.ร้านครัวผักหวานบ้าน จังหวัดกาญจนบุรี 086-384-1450 
7.ร้านเพลินพุง จังหวัดราชบุรี 087-919-6266 
8.ร้านชมวิวซีฟู้ด จังหวัดเพชรบุรี 086-411-5598 
9.ร้าน Anya’s Place ศาลายา จังหวัดนครปฐม 02-800-3533
10.ร้านใบเมี่ยง จังหวัดนครปฐม 092-570-6890  
11.ร้าน Oceanside จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 032-531-470
12.ร้านข้าวใหม่ปลามัน จังหวัดสมุทรสงคราม 063-824-9996  
13.ร้านอาหารชาวเล จังหวัดสมุทรสงคราม 083-775-7199
14.ร้านครัวลุงญา จังหวัดสมุทรสาคร 086-313-5613 
15.ภัตตาคารนิวรสทิพย์ มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร 081-819-1786
16.ร้านลายน้ำ จังหวัดสุพรรณบุรี 092-815-0022
17.ร้านครัวกาญ-บุรี สาขา 2 จังหวัดสุพรรณบุรี 097-117-0569 
18.ร้านต้นน้ำ ริเวอร์วิว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 035-261-006/092-523-408
19.ร้านบ้านไม้ริมน้ำ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 035-242-248 
20.ร้านบ้านชิดกรุง กุ้งเผา จังหวัดปทุมธานี 094-292-5962
21.ร้านครัวบุษบัน กุ้งเผา วอเตอร์วิว จังหวัดปทุมธานี 091-554-3438
22.ร้านอึกทึกซีฟู้ด จังหวัดปทุมธานี 082-524-4269

23.ร้านจางวางอิ่ม จังหวัดนนทบุรี 085-525-9242
24.ร้านท่าน้ำขวัญ จังหวัดนนทบุรี 062-562-8940
25.ร้านสวนทิพย์ จังหวัดนนทบุรี 02-583-3748 
26.ร้าน Ponte by Chef Mine จังหวัดกรุงเทพฯ 082-213-4164
27.อำแดงไต้ฝุ่น By the River จังหวัดกรุงเทพฯ 095-716-4712 
28.ร้านเอิกเกริก ริมน้ำ จังหวัดกรุงเทพฯ 062-879-6255 
29.ร้านช่อมาลี Chormalee Bistro จังหวัดกรุงเทพฯ 061-156-2824
30.ร้านสไปซี่คัก ริมน้ำ จังหวัดกรุงเทพฯ 064-194-5228
31.ร้าน Auntieangstofu จังหวัดราชบุรี 032-231-065  
32.โรงแรมราชาบุระ จังหวัดราชบุรี 032-919-999  
33.ร้านไอดิน เดอะริเวอร์ คาเฟ่ แอนด์บาร์ จังหวัดราชบุรี 032-919-999  
34.ร้านแม่กิมฮวย จังหวัดราชบุรี 086-771-5557
35.ร้านสมดุล Agroforestry home  จังหวัดสมุทรสงคราม  098-362-9894
36.ร้านรัญจวน อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม 063-646-2892   
37.หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โฮมสเตย์ไทรน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 098-156-6192  
38.ร้าน Artisan Ayutthaya  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 061-195-9514
39.ร้าน Monsoon tea  จังหวัดกรุงเทพฯ  080-998-1667 
40.ร้านศรีเสนาะ บูทีค 094-635-9951 
41.วิสาหกิจชุมชนพิทักษ์วารี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 094-635-9951  
42.วิสาหกิจชุมชนโอมจงรวย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 094-635-9951  
43.ร้านไร่เกษมสุขผักอินทรีย์ กุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  093-928-9616  
44.ร้านโอ่งข้าวโอ่งน้ำ จังหวัดราชบุรี  084-141-5465  

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ที่
Line official : @Chimthaipartner   Line official : @flavorofthaifood 

ตำรวจจ่อออกหมายจับ 4 มือปืนโหด อุ้มฆ่า “ดีเจตาต้า”หมกป่ากาญจนบุรี

ตำรวจเร่งรวบรวมหลักฐาน เตรียมออกหมายจับ 4 ผู้ต้องสงสัย มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆ่าโหดจ่อยิงหัว “ดีเจเตเต้” นำศพทิ้งป่าใน จ.กาญจนบุรี

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 68 จากกรณีที่ ดีเจเตเต้ หรือ นายวราพงษ์ ขุนศรีจตุรงค์ อายุ 33 ปีหายตัวไป พ.ต.ท.มณีภัทร์ เพ็งเกร็ด สว.สอบสวน สภ.ลาดหญ้า รับแจ้งจากชาวบ้าน บ้านทุ่งนานางหรอก หมู่ 3 ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เป็นพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร (รด.เขาชนไก่) หลังรับแจ้ง พ.ต.อ.เตชิน บรรจง ผกก.สภ.ลาดหญ้า รายงานโดยสภาพศพที่พบ เป็นชายสวมใส่เสื้อยืดสีดำกางเกงสีดำ

ต่อมา เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.พรชัย ชลอเดช ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี พล.ต.ต.ประสพชัย มัตสยะวนิชกูล ผบก.สส.ภ.7 พ.ต.อ.พิพัฒน์ รุ่งสัมพันธ์ รอง ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี พ.ต.อ.สุรยุทธ์ เมฆมังกร ผกก.สภ.เมืองกาญจนบุรี พ.ต.อ.มานะ สำราญวงศ์ ผกก.สส.ภ.จว.กาญจนบุรี พ.ต.อ.เตชิน บรรจง ผกก.สภ.ลาดหญ้า ว่าที่ร้อยตรีธนายุทธ พินิจมนตรี ปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอเมืองกาญจนบุรี นายมารุต เสือส่าน กำนันตำบลลาดหญ้า ร่วมเดินทางมาที่เกิดเหตุ โดยจะมีจุดรวมพลห่างจากจุดที่พบศพ 4 กิโลเมตร ต้องใช้การเดินทางด้วยรถโฟร์วิล โดยให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจากศูนย์พิสูจน์ภาค 7 และพิสูจน์หลักฐานกาญจนบุรี พร้อมแพทย์เวรสอบสวนจากโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนาเข้าที่เกิดเหตุก่อน เพื่อทำการชันสูตรพลิกศพ และเก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ต่อมาอีก 1 ชั่วโมง สื่อมวลชนและมูลนิธิจึงได้เข้าไปในจุดที่พบศพ

ฆ่าโหดจ่อยิงหัว "ดีเจเตเต้" ตำรวจเตรียมออกหมายจับ 4 ผู้ต้องสงสัยอุ้มฆ่า

ในที่เกิดเหตุพบศพชายทราบชื่อ นายวราพงษ์ ขุนศรีจตุรงค์ หรือ ดีเจเตเต้ อายุ 33 ปี เหยื่อที่ถูกอุ้มหายเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 68 สภาพศพนอนตะแคงคว่ำหน้า สวมเสื้อยืดสีดำแขนสั้นกางเกงขายาวสีดำ รองเท้าผ้าใบสีขาว ถูกมัดมือไขว้หลังด้วยเชือกไนล่อนสีเขียวที่ใช้ผูกเปลสนาม

โดยแพทย์ได้ชันสูตรศพ พบสภาพศพมีรูถูกยิงด้วยอาวุธปืน บริเวณกลางศีรษะ 1 รู ขมับซ้าย 1 รู และหลังกกหูขวา 1 รู เจ้าหน้าที่ได้ถอดเสื้อผ้าและแก้มัดเชือก เก็บเป็นหลักฐาน ซึ่งรอบๆ ที่เกิดเหตุได้มีการหล่อรอยเท้า และรอยล้อรถหลายจุดเพื่อใช้เป็นหลักฐาน สภาพเหมือนมีการฆ่าแล้วนำศพใส่รถแล้วมาทิ้งที่จุดเกิดเหตุ ซึ่งศพได้ส่งชันสูตรที่สถาบันนิติเวช เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

ฆ่าโหดจ่อยิงหัว "ดีเจเตเต้" ตำรวจเตรียมออกหมายจับ 4 ผู้ต้องสงสัยอุ้มฆ่า

ทางด้าน พล.ต.ต.พรชัย ชลอเดช ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า จากการที่วันนี้ได้พบศพของดีเจเตเต้ หลังจากนี้ทางพนักงานสอบสวนและชุดสืบสวน กำลังเร่งสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อออกหมายจับผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในคดีนี้ เบื้องต้นมีผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องประมาณ 4 คน ที่กำลังสืบสวนขยายผล เพื่อติดตามตัวมาสอบสวนให้ปากคำต่อไป

อื้ง!ขบวนแห่บายศรี “ใหญ่ ยักษ์ ยาว ”ที่สุดในโลก ถวายเจ้าพ่อพญาแล

ประเพณีที่จังหวัดชัยภูมิ ที่แสนจะสุดคึกคักเป็นประวัติการณ์! ที่รวมพลังศรัทธา ประชาชนหลายหมื่น ร่วมขบวนแห่พานบายศรียักษ์ ยาวที่สุดในโลก ถวายดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ “เจ้าพ่อพญาแล” เจ้าเมืองคนแรกแห่งเมืองชัยภูมิ งานบุญเดือน 6 ปีนี้สะเทือนทั้งเมือง! ขบวนรถแห่กว่า 124 คัน เสียงเพลงลั่นสนั่น พร้อมฟ้อนรำสนุกสุดเหวี่ยงในชุดผ้าไหมสีเหลืองสะท้อนแดดอีสาน

นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ พร้อมด้วยนายกเหล่ากาชาด รอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ นำคณะข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ชาวจังหวัดชัยภูมิร่วมพิธีปล่อยขบวนรถแห่บายศรี ของส่วนราชการ ภาคเอก และชุมชน ณ บริเวณถนนคนเดินเทศบาลฯ ผ่านรอบใจกลางเมือง ไปที่งานประเพณีบุญเดือน 6 ณ ศาลเจ้าพ่อพญาแล

ปีนี้ยิ่งใหญ่กว่าทุกปี ชาวบ้านจากทุกอำเภอร่วมใจกันส่งพานบายศรีเข้าประกวดถึง 33 พาน และร่วมขบวนแห่อีกกว่า 44 ขบวน รวมทั้งสิ้น 77 ขบวน! ขนาดสูงตั้งแต่ 2 ถึง 5 เมตร ใช้วัสดุธรรมชาติ บรรจงประดิษฐ์สุดวิจิตรอลังการ

โดยขบวนเริ่มต้นจากถนนคนเดินเทศบาลเมืองชัยภูมิ มุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าพ่อพญาแล บ้านหนองปลาเฒ่า ระยะทางกว่า 6 กิโลเมตร ผ่านถนนสนามบิน-ชัยประสิทธิ์-กลางเมือง ผู้ร่วมแห่นับหมื่นคนฟ้อนรำกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางเสียงเพลงจากรถแห่เครื่องเสียงตั้งแต่ 6 ล้อ ไปจนถึง 18 ล้อ รวมกว่า 124 คัน

ภายในขบวนยังจัดเต็มด้วยขบวนศิลปะพื้นบ้านหมอลำซิ่ง การละเล่นพื้นถิ่นอีสาน แสดงวิถีชีวิต เช่น การแย่ไข่มดแดง และขบวนฟ้อนรำหัวหมูแก้บน ขันห้า ขันแปด พร้อมการบวงสรวงเจ้าพ่ออย่างยิ่งใหญ่

นักท่องเที่ยวทั้งไทย-เทศแห่ชม ขบวนแห่ที่ยาวเหยียดจน “หัวขบวนถึงศาล ท้ายขบวนยังไม่ออก” ประทับใจในความยิ่งใหญ่ของศรัทธาชาวชัยภูมิที่พร้อมใจจัดงานถวายพญาแล — ผู้ก่อตั้งเมืองชัยภูมิ ครบรอบ 208 ปีแห่งความจงรักภักดีต่อแผ่นดิน

งานนี้ไม่เพียงแค่อลังการ แต่ยังสะท้อนพลังใจอันยิ่งใหญ่ของลูกหลานเจ้าพ่อพญาแล ที่พร้อมสืบสานประเพณีและส่งต่อคุณงามความดีจากรุ่นสู่รุ่น สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับแผ่นดินผู้กล้าแห่งเมืองชัยภูมิอย่างแท้จริง!

หนุ่มใหญ่ออกหาอึ่งเช้ามืด! เจอช้างป่าไล่ทำร้าย เตะจยย.ตกท่อระบายน้ำดับ

อุทัยธานี-หนุ่มใหญ่ออกหาอึ่งเช้ามืด!!ขากลับบ้าน ถูกช้างป่าไล่เตะรถจยย.กระเด็นตกลงท่อระบายน้ำดับคาที่ เหตุเกิดทางเข้าป่าห้วยขาแข้ง

เมื่อเวลา 07.00.น.ของวันที่ 18 พ.ค.2568 สถานีตำรวจภูธรลานสัก ได้รับแจ้งเหตุว่ามีชายถูกช้างทำร้ายดับคาท่อระบายน้ำ อยู่บริเวณถนนทางเข้าป่าไปห้วยขาแข้ง หมู่ 10 ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ล่าสุด ร.ต.อ.พรไพรสนธ์ กลัดเฟื่อง รองสว.สอบสวนสภ.ลานสัก รีบรุดพื้นที่ไปยังเกิดเหตุ พร้อมประสานไปยังนายอนุพันธ์ สารสุวรรณ กำนันต.ระบำ ที่เกิดเหตุพบชาวบ้านและจนท.ประจำจุดหน่วยพิทักษ์สัตว์ป่าทุ่งแฝก และจนท.ป่าไม้อน.2 ดูแลประจำพื้นที่จ.อุทัยธานี ประสานไปยังกู้ภัยอุทัยธานีจุดลานสัก พร้อมแพทย์เวรรพ.ลานสัก ให้มายังที่้เกิดเหตุ

ทราบต่อมาว่าผู้ตายชื่อนายฉลอ เกตการ อายุ 59 ปี อยู่ ม.9 ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี อยู่ในสภาพนอนหงาย ใกล้กันพบสวิงช้อนอึ่ง บนถนนพบรถจยย.จอดเสียหลักมีรอยขูดถนน ที่ท้ายรถพบกระสอบอึ่ง บริเวณรอบบ่อ ได้มีรอยเล็บเท้าเช้าตะกายลงบ่อน้ำ และมีรอยเหยียบย้ำอยู่ที่บ่อ บริเวณตาม บนถนนพบรอยขี้ช้าง

จากการสอบถามนางจำเริญ อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นภรรยาของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ก่อนที่ผู้ตายจะเสียชีวิตช่วง 2 ทุ่ม ของเมื่อนคืนนี้ ผู้ตายกับตนเองยังได้ซ้อนจยย.ออกมาหาอึ่งด้วยกันอยู่ จนถึงเวลา 5 ทุ่ม ตนเองกับผู้ตายก็กลับบ้านเนื่องจากอึ่งยังไม่ออก ได้อึ่งกลับบ้านมาเพียง 2 ตัว ล่าสุดรอบ2 ช่วงตี 2 ผู้ตายก็ขับรถจยย.ออกจากบ้านมาเพียงคนเดียว มาจับอึ่งอีกรอบ แล้วก็มาทราบล่าสุดช่วงเช้าจากชาวบ้านว่าพบสามีเป็นศพเสียชีวิตแล้ว

จากการพิสูจน์ร่างผู้เสียชีวิตพบมีรอยบาดแผลอยู่ที่บริเวณลำคอ ร่างกายบอบช้ำ  สาเหตุเบื้องต้น คาดว่า ผู้ตายน่าจะเจอช้างช่วงกลางคืน เนื่องจากผู้ตายได้สวมใส่ไฟฉายที่หน้าหมวก จึงทำให้ช้างเห็นแสงแล้ววิ่งเข้าใส่ จึงคาดว่าช้างน่าจะเตะรถจยย.จนเสียหลักก่อนลงไปซ้ำร่างผู้ตายจนทำให้ร่างผู้ตายบอบช้ำเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ทั้งนี้ทางนายอนุพันธ์ สารสุวรรณ กำนันต.ระบำ ได้ขอซื้ออึ่งของผู้เสียชีวิตที่ได้มาไม่ถึง 10 ตัว แล้วนำไปปล่อยในป่า พร้อมมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาญาติผู้เสียชีวิต เบื้องต้น 20,000 บาท และจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

ยิ่งใหญ่สุดอลังการ!สืบสานวัฒนธรรมไตลื้อโลก กระตุ้นท่องเที่ยว ปลุกศก.ชุมชน

น่าน–”สรวงศ์ เทียนทอง”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดงานสืบสานวัฒนธรรมไตลื้อโลก ประจำปี 2568 กระตุ้นการท่องเที่ยว และปลุกเศรษฐกิจชุมชน

ที่สนามที่ว่าการอำเภอปัว จังหวัดน่าน นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน เปิดงานสืบสานวัฒนธรรมไตลื้อโลก ประจำปี 2568 ซึ่งงานดังกล่าวได้รับสนับสนุนงบประมาณจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน และภาคีเครือข่าย โดยจัดขึ้นเพื่อให้โอกาสแก่เด็กและเยาวชนศึกษาประวัติชาติพันธุ์ไตลื้อ อนุรักษ์ สืบสานวัฒนธรรมไตลื้อ ให้คงไว้กับสังคมหมู่บ้านอย่างเข้มแข็ง ส่งเสริมพัฒนาความเป็นอยู่คุณภาพชีวิตของคนไตลื้อให้ดีขึ้น

อีกทั้ง เพื่อสานสายสัมพันธ์ชาติพันธุ์ไตลื้อ ระหว่าง ตำบล ต่างอำเภอต่างจังหวัด และต่างประเทศ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอปัว จังหวัดน่าน ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดยมี นายจักรพรรดิ์ คล่องพยาบาล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายกสมาคมไตลื้อต่างประเทศทั้ง 3 ประเทศ นายกสมาคมไตลื้อจาก 7 จังหวัดภาคเหนือ และจาก 7 อำเภอของจังหวัดน่าน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ทั้ง 3 เขต นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน ให้การต้อนรับ โดยมี ร้อยเอกอดุลย์ อานุภาพบรรเจิด ประธานชมรมไตลื้ออำเภอปัว รักษาการประธานชมรมไตลื้อจังหวัดน่าน กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์การจัดงาน

สำหรับ กลุ่มชาติพันธุ์ไตลื้อกระจายอยู่ใน 7 จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะในจังหวัดน่าน มีชาติพันธุ์ ชาวไตลื้อกระจายอยู่ ทั้งหมด 33 หมู่บ้าน นับเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง มีความหลากหลายของวัฒนธรรมประเพณีไตลื้อ โดยในปีนี้ ได้มีการสืบสานสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องไตลื้อ จากต่างประเทศ รวมทั้ง ต่างจังหวัด และต่างอำเภอ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเพื่อสืบสานให้เข้มแข็งคู่กับจังหวัด และประเทศไทยต่อไป

ด้านนาย นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในปีนี้ รัฐบาลได้มีนโยบาย “ปีทองแห่งการท่องเที่ยว” ปรับรูปแบบเมืองรองการท่องเที่ยวเป็น “เมืองน่าเที่ยว” ทั่วไทย โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเป็นเรือใหญ่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และการจัดงานไตลื้อโลก ในวันนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่ง ที่สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลเป็นอย่างดี

ในการนี้ได้มีการเชื่อมสายสัมพันธ์กับพี่น้องไตลื้อจากสิบสองปันนา ประเทศจีน, ประเทศเมียนมาร์ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมทั้งพี่น้องไตลื้อจาก 7 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย, เชียงใหม่, พะเยา, ลำพูน, ลำปาง, แพร่ และน่าน ได้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่นในรูปแบบขบวนแห่วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีไตลื้อ

ระรินธร เพ็ชรเจริญ รายงาน

ฟุตซอลหญิงไทย พ่ายจุดโทษ ญี่ปุ่น สกอร์รวม 5-6 หลังเสมอในเวลา 3-3 จบรองแชมป์เอเชีย 2025

วานนี้ ( 17 พฤษภาคม 2568) เวลา 19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ณ สนามกีฬาโฮฮอต การแข่งขันฟุตซอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2025 AFC Women’s Futsal Asian Cup 2025 รอบชิงชนะเลิศ ฟุตซอลหญิงทีมชาติไทย อันดับ 5 ของโลก ลงสนามพบกับ ญี่ปุ่น ทีมอันดับ 10 ของโลก

โดยเกมในรอบรองชนะเลิศ ฟุตซอลหญิงไทย เอาชนะ จีน 3-2 ส่วน ญี่ปุ่น เอาชนะ อิหร่าน 3-2 เช่นกัน โดยทั้งสองทีมต่างได้สิทธิ์ไปเล่นฟุตซอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 เป็นที่แน่นอนแล้ว ซึ่งเกมนี้ “โค้ชโอ” ธนาธร สันทนาประสิทธิ์ หัวหน้าผู้ฝึกสอน ส่งผู้เล่น 5 คนแรกเป็น หนึ่งฤทัย สรหงษ์ (GK), เจนจิรา บุบผา, อารียา แซ่เติ๋น, ณัฐมน อาจกล้า และ ดาริกา เพียรภายลุน

เริ่มเกม นาทีที่ 3 ไทย มีโอกาสลุ้นทำประตูขึ้นนำ จากลูกฟรีคิก ปทิตตา มูลโพธิ์ จ่ายบอลมาให้ แสงรวี มีขำ ได้ยิงด้วยซ้ายบอลพุ่งเฉียดเสาออกไปนิดเดียว

จากนั้นนาทีที่ 5 ญี่ปุ่น มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ยูกิ อิวาซากิ จ่ายบอลมาให้ ซาร่า โออิโนะ หลุดเข้าไปยิงด้วยขวาสวนตัว หนึ่งฤทัย สรหงษ์ ผู้รักษาประตูทีมชาติไทยเข้าไป

ก่อนที่นาทีที่ 9 ไทย ได้ประตูตามตีเสมอเป็น 1-1 จากลูกเตะมุม ณัฐมน อาจกล้า จ่ายบอลย้อนกลับมาให้ เจนจิรา บุบผา ได้ยิงด้วยขวาบอลพุ่งเสียบเสาเข้าไป

ต่อมานาทีที่ 16 ไทย มีโอกาสลุ้นประตูขึ้นนำ ปทิตตา มูลโพธิ์ ได้ยิงไกลด้วยขวาบอลพุ่งไปติดเซฟ เนเน่ อินูเอะ ผู้รักษาประตูญี่ปุ่น ปัดออกหลังไป และก็จบครึ่งแรกทั้งสองทีมยังเสมอกันอยู่ 1-1

ครึ่งหลัง นาทีที่ 22 ญี่ปุ่น มาได้ขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 จากลูกเตะมุม ซาร่า โออิโนะ ได้ยิงไกลด้วยซ้าย บอลมาเข้าทาง เคียวกะ ทากาฮาชิ กลับตัวยิงในกรอบเขตโทษเข้าไป

ถัดมานาทีที่ 25 ไทย มาได้ประตูตีเสมออีกครั้้งเป็น 2-2 ณัฐมน อาจกล้า พาบอลขึ้นมาจากแดนตัวเอง ก่อนยิงไกลด้วยขวาหน้ากรอบเขตโทษบอลพุ่งตุงตาข่ายเข้าไป

ก่อนที่นาที 31 ไทย มีโอกาสลุ้นทำประตูขึ้นนำ จากลูกคิกอิน แสงรวี มีขำ จ่ายบอลเข้ากรอบเขตโทษมาถึง แพรพลอย หัวใจเพ็ชร ได้ล้มตัวยิงบอลแต่โดนไม่ดีหลุดกรอบออกไป

หมดเวลา 40 นาที ฟุตซอลหญิงทีมชาติไทย ยังเสมอกับ ญี่ปุ่น 2-2 ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 2 ครึ่ง ครึ่งละ 5 นาที 

จากนั้นช่วงต่อเวลานาทีที่ 43 ไทย มาได้ประตูพลิกขึ้นนำ 3-2 จากลูกเตะมุม ศศิกานต์ ทองดี จ่ายบอลมาให้ แพรพลอย หัวใจเพ็ชร ได้ยิงด้วยขวาลอดขาผู้เล่นญี่ปุ่นเข้าประตูไป

ก่อนที่นาทีที่ 44 ญี่ปุ่น มาตามตีเสมอเป็น 3-3 จากลูกคิกอิน มิกะ เอกุจิ จ่ายบอลมาให้ ยูคาริ มิยาฮาระ ยิงได้ซ้ายเข้าไป และก็จบครึ่งแรกของช่วงต่อเวลาไปด้วยสกอร์นี้

ต่อมาในครึ่งหลังของช่วงต่อเวลาไม่มีทีมใดสามารถทำประตูเพิ่มได้ ทำให้ต้องไปตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ และเป็น ญี่ปุ่น เฉียดคมกว่าเอาชนะจุดโทษ ฟุตซอลหญิงทีมชาติไทย สกอร์รวม 6-5 หลังเสมอในเวลา 3-3 คว้าแชมป์เอเชียไป ขณะที่ ทีมชาติไทย จบรองแชมป์เอเชีย ถือเป็นผลงานที่ดีที่สุด ตั้งแต่มีการจัดขึ้นมา 2 ครั้ง ในปี 2015 และ 2018 ซึ่งฟุตซอลหญิงไทยจบด้วยอันดับสามทั้งสองครั้ง

สำหรับ ฟุตซอลหญิงทีมชาติไทย จะเดินทางกลับทันที โดยจะถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เวลา 00.50 น. ซึ่งหลังจากนี้ จะมีการประชุมแผน เพื่อเก็บตัวฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขันฟุตซอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 ที่จะจัดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน – 7 ธันวาคม 2568 ต่อไป

#FAThailand #ฟุตซอลทีมชาติไทย #Thailand #Futsal #WomenFutsal #WACFutsal2025 #AFCWomensFutsalAsianCup2025 #ฟุตซอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย #ฟุตซอล #ฟุตซอลไทย #บอลไทย #ฟุตบอลไทย #ฟุตบอลทีมชาติไทย

นทท.แห่ชม”ศิลปะร่วม”สมัยกลางแจ้ง ท้องสนามหลวง สุดยอดอีเว้นต์ระดับโลก

ททท. ร่วมเปิดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยระดับโลก “KAWS:HOLIDAY THAILAND” ใจกลางสนามหลวง

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) พร้อมด้วยนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ได้ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีเปิดงาน ‘KAWS: Holiday Thailand’ ร่วมกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหาคร นายบรม พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี Mr. Bryan Donnelly หรือศิลปิน’ Kaws’ เจ้าของผลงานศิลปะ และ Mr. SK Lam ผู้ก่อตั้ง AllRightsReserved ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ

หลังจากที่นิทรรศกาลศิลปะ KAWS: HOLIDAY  ได้เดินทางไปจัดแสดงในแลนมาร์คต่างๆ แล้วทั่วโลก สำหรับการมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้เกิดการความร่วมมือโดย AllRightsReserved และ ‘Central Embassy’ รวมทั้งการสนับสนุนในการจัดงานของภาครัฐ โดย ททท. และ กรุงเทพมหานคร และพันธมิตรต่างๆ เนรมิตให้ท้องสนามหลวงกลายเป็นแลนมาร์คสำหรับ art experience ระดับ world-class  ปั้นให้ประเทศไทยเป็นอีกหมุดหมายของ Creative Destination และนับเป็นอีกหนึ่งอีเว้นท์สุดพิเศษระดับโลก ที่ร่วมเฉลิมฉลอง ปีท่องเที่ยว Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025

KAWS:HOLIDAY THAILAND คือศิลปะกลางแจ้งสุดยิ่งใหญ่  COMPANION สูงถึง 18 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ ณ สนามหลวง ใจกลางกรุงเทพฯ โอบอุ้มดวงจันทร์ไว้อย่างอ่อนโยน ขณะที่ COMPANION ตัวเล็กนั่งบนตักอย่างอบอุ่น สะท้อนสายสัมพันธ์ระหว่างรุ่น ถ่ายทอดคุณค่าและความใส่ใจจากอดีต ปัจจุบัน สู่อนาคต

โดยนักท่องเที่ยวสามารถร่วมชมงานศิลปะดังกล่าวได้ฟรี ตั้งแต่วันนี้ถึง 25 พฤษภาคม 2568 สำหรับในวันหยุดสุดสัปดาห์ นักท่องเที่ยวสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น เวิร์คช็อปทำยาดมสมุนไพร นวดคลายเมื่อย ฟังดนตรี กิจกรรมวิ่งและพิลาทิส

เปิดเส้นทาง Fam Trip ลัดเลาะคาเฟ่น่าน จิบกาแฟกลางวิวเขาท่ามกลางสายฝนฉ่ำ

ททท.น่าน เปิดเส้นทาง Farm Trip ลัดเลาะคาเฟ่น่าน จิบกาแฟกลางวิวเขาท่ามกลางสายฝนฉ่ำ ปนไอหมอก ดึง Influencer – สื่อมวลชน โปรโมทกาแฟน่าน กระตุ้นท่องเที่ยว

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด(ททท.)น่าน โดยนางสาวนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ได้จัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างสรรค์มูลค่าสูง สู่การพัฒนากาแฟน่าน ภายไต้โครงการเกษตรปลอดภัย และมูลค่าสูง (กาแฟ)จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 16 -17 พฤษภาคม 2568 ซึ่งมีการนำคณะ Influencer สายคอนเทนต์และรีวิวที่มีผู้ติดตามจำนวนมากในจังหวัดทางภาคเหนือ อาทิ เชียงใหม่ แพร่ พิษณุโลก และ น่าน พร้อมด้วยชมรมมัคคุเทศก์น่าน และสื่อมวลชนจังหวัดน่าน เข้าร่วมเส้นทาง Fam Trip ลัดเลาะคาเฟ่น่าน จิบกาแฟกลางวิวเขาท่ามกลางสายฝนเย็นฉ่ำและไอหมอก โดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกาแฟน่านและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร รวมทั้งกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดน่านในช่วงฤดูฝน

สำหรับเส้นทางทดสอบตามกิจกรรม Fam Trip ครั้งนี้ เป็นเส้นทาง อ.เมืองน่าน – อ.สันติสุข – อำเภอบ่อเกลือ – อ.ปัว โดยเริ่มตั้งแต่การนั่งรถรางชมวัดสำคัญในเขตเมืองเก่าน่าน ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่มีความหลากหลายและประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนน่านที่ผูกพันกับพระพุทธศาสนา การชมและชิมกาแฟ เพื่อเรียนรู้กาแฟน่าน ตั้งแต่การปลูกจนถึงกระบวนการผลิต จากโรงคั่วกาแฟ น.น่าน Lab & Roastery การันตีด้วยรางวัลระดับประเทศมากมาย การลัดเลาะชิมกาแฟคุณภาพจากดอยเมืองน่าน ผ่านร้านกาแฟวิวภูเขาที่สวยงามท่ามกลางบรรยากาศสายฝนและไอหมอก เช่น 29 Base อ.สันติสุข และ หยุดเวลา คาเฟ่ สะปัน อ.บ่อเกลือ

รวมทั้งกิจกรรมเวิร์คช็อปที่สนุกสนานและส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชนของจังหวัดน่าน เช่นการเรียนรู้เกลือสินเธาว์ภูเขา แห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งเป็นบ่อเกลือที่มีอายุกว่า 800 ปี โดยทำเป็นผลิตภัณฑ์ขัดผิวสมุนไพร ที่ รฤกบ่อเกลือ (อ่านว่า ระลึกบ่อเกลือ ) โดย รฤก เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในสมัยรัชการที่ 5 แต่ได้ยกเลิกและเปลี่ยนรูปพยัญชนะและการสะกดของตัวอักษร ที่ใช้ในแบบปัจจุบัน และ การท่องเที่ยวแบบ Gastronomy กับเชฟด้านอาหาร เพื่อสนุกกับเรียนรู้วัตถุดิบ อย่าง เกลือและดอกเกลือ มะแขว่น หอมขาว ที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของจังหวัดน่าน นำมาทำอาหารพื้นบ้าน อย่างเมนู น้ำพริกหนุ่ม ที่ปรุงรสด้วยเกลือเท่านั้น แต่ดึงรสชาติวัตถุดิบให้โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ผ่านเรื่องราวของวัตถุดิบได้อย่างลงตัว รวมไปถึงการได้เรียนรู้วัฒนธรรมไตลื้อ ผ่านการทำเวิร์คช็อปถุงย่าม

ตลอดเส้นทางของ Fam Trip ทำให้เห็นถึงความหลากหลายที่ผสมผสานและเชื่อมโยงการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวของเมืองน่าน การปรับตัวของผู้ประกอบการ และ การสร้างงานสร้างอาชีพให้คนท้องถิ่น แม้จะเป็นจังหวัดเล็กๆ แต่มีทรัพยากรต้นทุนทางธรรมชาติ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่นำมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืนได้ โดยเฉพาะกาแฟจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างสรรค์มูลค่าสูง สู่การพัฒนากาแฟน่าน ภายไต้โครงการเกษตรปลอดภัย และมูลค่าสูง (กาแฟ)จังหวัดน่าน จึงเป็นกิจกรรมเพื่อมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกาแฟน่านและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร รวมถึงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในจังหวัดน่านด้วย

โดย..ระรินธร เพ็ชรเจริญ รายงาน

ทลายแก๊ง “เพื่อนกันวันติดคุก” ใช้ร้านน้ำแข็งบังหน้า กระจายยานรกกลางเมืองชัยภูมิ

ชัยภูมิ – ตำรวจชัยภูมิทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่กลางเมือง เผยพฤติกรรมกลุ่มผู้ต้องหาที่เคยติดคุกด้วยกันรวมตัวก่อตั้งเครือข่ายใหม่ ใช้ร้านน้ำแข็งบังหน้ากระจายยาบ้า-ยาไอซ์ รับของจากประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนถูกจับพร้อมของกลางยาบ้ากว่า 4 หมื่นเม็ด

พล.ต.ต.สุจริต ปาณเล็ก ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ พร้อมด้วยชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ สนธิกำลังปฏิบัติการทลายเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ หลังสืบทราบว่ากลุ่มอดีตผู้ต้องขังในเรือนจำ รวมตัวกันตั้งแก๊งค้ายาโดยมีการนำเข้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน

จุดเริ่มต้นมาจากการล่อซื้อและจับกุม นายธีรพล หรืออู๋ พร้อมของกลางยาบ้า 350 เม็ด และยาไอซ์ 0.87 กรัม ก่อนขยายผลไปยังต้นทาง พบว่าเขารับยาเสพติดจาก นายสมนึก หรือเบียร์ ซึ่งเพิ่งพ้นโทษในคดียาเสพติด และใช้ร้านขายน้ำแข็งใน อ.เมืองชัยภูมิ เป็นที่พักและกระจายยา จึงเข้าจับกุมนายสมนึก พร้อมของกลาง ยาบ้า 20,000 เม็ด และยาไอซ์ 38.5 กรัม

ปฏิบัติการยังขยายต่อไปจนสามารถจับกุม นายสมศักดิ์ หรือโก้ ที่ซ่อนยาเสพติดไว้ใน อ.บ้านเขว้า ได้ของกลางเพิ่มอีก 14,600 เม็ด รวมทั้งจับกุม นายคัมภีร์ ซึ่งทำหน้าที่กระจายยาในพื้นที่ ต.นาเสียว อ.เมืองชัยภูมิ พร้อมของกลางยาบ้า 8,000 เม็ด

ผลการจับกุมครั้งนี้รวมของกลางทั้งหมด ยาบ้า 42,950 เม็ด และ ยาไอซ์ 39.37 กรัม พร้อมยึดทรัพย์สินที่เชื่อว่าได้มาจากการค้ายา ประกอบด้วย:
•รถยนต์ Isuzu D-Max สีดำ 1 คัน มูลค่า 230,000 บาท
•รถจักรยานยนต์ Honda MSX สีเหลือง-ดำ 1 คัน มูลค่า 20,000 บาท

เจ้าหน้าที่เผยว่า ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย เคยต้องโทษคดียาเสพติด และรู้จักกันในเรือนจำ ก่อนจะรวมตัวตั้งแก๊ง “เพื่อนกันในวันที่ถูกจองจำ” กลับมากระทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ

เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเร่งขยายผลไปยังเครือข่ายในระดับประเทศ และยืนยันจะกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ชัยภูมิอย่างเด็ดขาด