แอนแทรกซ์ พ่นพิษ ร้านก้อย ลาบ ซอยจุ๊ เขียงเนื้อ นครพนม ยอดตกฮวบเกินครึ่ง

โรคแอนแทรกซ์ระบาด กระทบหนัก ร้านเมนูเด็ดอีสาน ลาบ ก้อย ซอยจุ๊ เขียงเนื้อ ยอดขายลดฮวบเกินครึ่ง พลิกเมนูจากเนื้อหมูแทน เน้นปรุงสุก ด้านปศุสัตว์นครพนม ยังเข้มห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ โค กระบือ ก่อนได้รับอนุญาต ยืนยันไม่พบการระบาด

ผลกระทบจากโรคแอนแทรกซ์ระบาด ในพื้นที่ภาคอีสาน รวมถึง จ.มุกดาหาร เขตติดต่อ นครพนม ส่งผลกระทบหนักต่อ พ่อค้า แม่ค้า ที่มีอาชำทำเขียงเนื้อ รวมถึงร้านอาหารเมนูเด็ดอีสาน ร้านลาบ ก้อย ซอยจุ๊ ช่วงนี้พบว่า ส่วนใหญ่บรรยากาศซบเซา เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ ยังมีความกังวลกับโรคระบาด ทำให้ยอดขายลดฮวบเกินครึ่ง  จึงต้องหันมาเน้นขายเนื้อหมู รวมถึงเมนูจากเนื้อหมูขแทน แต่ยังมีส่วนน้อยที่กิน ลาบ ก้อย ปรุงสุก ส่วนเมนูก้อยดิบ ขายไม่ได้เลย

ทั้งนี้จากข้อมูลของสำนักงานปศุสัตว์ นครพนม ยืนยันในพื้นที่นครพนม ยังไม่มีการแพร่ระบาด แต่ยังเพิ่มมาตรการเข้ม ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ โค กระบือ โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงเข้มตรวจสอบห้ามขนซากสัตว์ ตามพื้นที่อำเภอชายแดน ป้องกันการแพร่ระบาด พร้อมแจ้งเตือนเกษตรกร หมั่นดูแล สัตว์เลี้ยงการเกษตร พบป่วยต้องสงสัย ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และยังห้ามนำสัตว์ป่วยตาย มาปรุงเป็นอาหาร

น.ส.จุฑามาศ  บุญนิ้ม อายุ 28 ปี เจ้าของร้านลาบก้อย ชื่อดัง อ.ธาตุพนม นครพนม ชื่อร้านน้องหมิวจ๋า ลาบแซ่บ เปิดเผยว่า ยอมรับว่าตั้งแต่มีข่าวโรคแอนแทรกซ์ระบาด ลูกค้าหาย ถึงแม้จะไม่มีการระบาดในพื้นที่ แต่เชื่อว่าลูกค้ากังวล ทำให้ยอดขายลดลงเกินครึ่ง ที่สำคัญ ลาบ ก้อย จุ๊ ขายยาก ยิ่งเมนูก้อยดิบ ขายไม่ได้เลย จึงหันมาเปลี่ยนเป็นทำเมนูจากหมูแทน ยอมรับว่ารายได้ลดลง

 เช่นเดียวกันกับ นายทวีชัย กัลยาแก้ว อายุ 44 ปี  เจ้าของเขียงเนื้อรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ช่วงนี้ขายเนื้อยากมาก ตั้งแต่เกิดโรคระบาด ลูกค้าหาย มีแค่ส่วนน้อยที่ซื้อไปปรุงเมนู จึงต้องลดปริมาณการขาย รายได้ลดลงมาก ส่วนใหญ่หันไปกินเนื้อหมูแทน

คุณตาช็อค!ฟ้าผ่าควายตัวเมียตาย 4 ตัว เสียหายเหยียบล้าน

อุทัยธานี-คุณตาเจ้าของควายช็อค!!ฟ้าผ่าควายตัวเมียตาย 4 ตัว เสียหายเหยียบล้าน

เมื่อเวลา 10:00 น ของวันที่ 17 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานที่บ้านเขาขี้ฝอยระหว่างเขตติดต่อหมู่6กับหมู่3 ต.ทุ่งนาไท อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ได้พบกับเจ้าของควายชื่อนายปราโมทย์ สายเพ็ชร์ อายุ 78 ปี ได้เปิดเผยว่าตัวตาเองเลี้ยงควายทั้งหมด 26 ตัว เมื่อช่วงเช้าของวันนี้เวลาประมาณ 6 โมงเช้า ตัวตาเองได้เดินจากบ้านเพื่อจะมาปล่อยควายที่คอกควาย จังหวะนั้นมาเห็นควายนอนตาย 4 ตัว นอนตายอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เป็นตัวเมียทั้งหมด 4 ตัว อยู่ในสภาพตัวเกร็ง ท้องป่อง อุจจาระคาอยู่รูทวาร

สภาพตาควายไม่หลับทุกตัว ใกล้กันบริเวณนั้นพบนกตายอยู่ 1 ตัว จึงคาดว่าฟ้าน่าจะผ่าช่วงประมาณ 6 โมงเย็นวานนี้ เนื่องจากช่วงวานนี้ได้เกิดฝนตกและมีเสียงฟ้าผ่าอย่างแรง แต่จังหวะนั้นตัวตาก็ไม่ได้เอะใจแล้วก็ไม่ได้เดินมาดูที่คอกควาย จนกระทั่งมาถึงช่วงเช้าจังหวะจะมาปล่อยควายจึงเห็นว่าควาย นอนเสียชีวิตแล้ว 4 ตัว โดยควายตัวเมียหนึ่งในนั้น ชื่อเจ้าแบม ราคา 250,000 บาท ส่วนอีก 3 ตัว ก็ราคาหลักแสน รวมๆแล้วราคาเหยียบล้าน ทั้งนี้หากตัวตาอยู่ด้วยช่วงเย็นเมื่อวานนี้ก็น่าจะไม่รอด

ล่าสุดได้ประสานงานไปยังนายสรายุทธ วรรณสูตร ปศุสัตว์อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ได้เปิดเผยว่า จากการสอบถามเจ้าของควายก็คาดว่าจะฟ้าผ่า แต่ต้องหาสาเหตุในครั้งนี้อย่างละเอียด อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากต้องเจาะเลือดจากควายไปตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าดูแลความช่วยเหลือเยียวยากับเจ้าของควายที่สูญเสียในครั้งนี้ ส่วนซากควายขอแนะนำให้ฝังกลบดิน และไม่ควรนำไปชำแหละหรือรับประทานเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน 

ททท. เปิดโครงการ “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration”เสิร์ฟ 12 แคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยวหน้าฝน

ททท. เปิดโครงการ “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration” พร้อมเสิร์ฟ 12 แคมเปญ โปรเด็ดเที่ยวหน้าฝนเจาะกลุ่ม Sub-Culture กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองน่าเที่ยว

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดโครงการ “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration” ชู 12 แคมเปญท่องเที่ยวหน้าฝนตามไลฟ์สไตล์  Sub-Culture พร้อมส่งมอบสุดยอดประสบการณ์แห่งความสุขในเมืองน่าเที่ยวด้วยมุมมองใหม่ กระตุ้น  การเดินทาง 55 จังหวัดเมืองน่าเที่ยวทั่วไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงกรีนซีซัน ตั้งเป้าสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท โดยมีนายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เข้าร่วมเปิดตัวโครงการ ณ โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว กรุงเทพ เอเทรียม

กฤษฎา ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรี ททท.

นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า โครงการเมืองน่าเที่ยว Year of Celebration เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่จัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025 เพื่อมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยในช่วง Green Season 2568 โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรทุกภาคส่วน ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ผลักดันเมืองน่าเที่ยวให้เป็นจุดหมายปลายทางใหม่ สร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว เพิ่มทางเลือกที่หลากหลาย 

กระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวไทยมุ่งสู่เป้าหมายในปี 2568 สร้างรายได้จำนวน 1.17 ล้านล้านบาท และจำนวนนักท่องเที่ยว 205 ล้านคน-ครั้ง ด้วยแนวคิด City Branding ผ่าน 12 แคมเปญการตลาดที่จะช่วยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน เพื่อทำให้เกิดการขยายฐานนักท่องเที่ยวอย่างมีทิศทางและสร้างสรรค์ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจให้กับเมืองน่าเที่ยว สร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และเสริมสร้างภาพลักษณ์อันเข้มแข็งของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพระดับสากล

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศททท.

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า ททท. จัดโครงการ “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration” เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยว 55 จังหวัดทั่วประเทศ และกระตุ้นตลาดในช่วง Green Season ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน 2568 โดยนำเสนอจุดขายและเรื่องราวที่สะท้อนเสน่ห์ของแต่ละพื้นที่ด้วยมุมมองใหม่ที่สร้างสรรค์และแตกต่างผ่าน Influencer และ Blogger กว่า 50 ราย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระแสการเดินทางภายในประเทศ 

พร้อมร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจัดโปรโมชันมอบสิทธิพิเศษให้กับนักท่องเที่ยว ด้วย 12 แคมเปญการตลาดที่ตอบโจทย์ความสนใจของนักเดินทางชาวไทยกลุ่ม Sub-Culture ที่มีวัฒนธรรมไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนทำงาน LGBTQ+ กลุ่มครอบครัว นักท่องเที่ยวสายอาหาร สายผจญภัย ฯลฯ เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางอันน่าจดจำ ผ่านกิจกรรมการตลาดที่สร้างจุดขายใหม่ให้กับเมืองน่าเที่ยว ส่งเสริมบรรยากาศการเดินทางที่สนุก มีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยความสุขตลอดฤดูฝนนี้ โดยตั้งเป้าจำนวนผู้ซื้อสินค้าและบริการจำนวน 250,000 PAX สร้างการรับรู้ไม่น้อยกว่า 10,000,000 คน/ครั้ง และสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

โครงการ “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration” ประกอบไปด้วย  12 แคมเปญตลาด ดังต่อไปนี้ แคมเปญ Burn Out Break #Just Slow Down ชวนคนทำงานที่กำลังหมดไฟออกไปฮีลใจกับธรรมชาติ, แคมเปญ บูสเอเนอร์จี้ ทริปนี้ไม่มีอ่อม #บูสบูสบูสเอเนอร์จี้อย่าอ่อม ชวนสายลุยจัดเต็มทุกความท้าทายกับกิจกรรมสุดมัน อาทิ โต้คลื่น ดำน้ำ เดินป่า ปีนผา, แคมเปญชีเสิร์ฟไม่พัก #รูปไม่ปังยังไม่กลับ สำหรับสายคอนเทนต์ตัวแม่ที่หลงใหลการแชร์โมเมนต์ไลฟ์สไตล์ผ่านโซเชียล, แคมเปญ Love Out Loud #And I Say Yes ชวน LGBTQ+ หาสถานที่สุดพิเศษสำหรับโมเมนต์แสนโรแมนติก, แคมเปญ Alone But Not Lonely #Me Myself And… 

ชวนสาว ๆ ปลดล็อกตัวเองด้วยการออกเดินทางคนเดียวในเมืองน่าเที่ยว, แคมเปญ Digital Detox Holiday #Silent Mode On ชวนสร้างสมดุลใหม่ รีเฟรชพลังภายใน ตัดขาดจากโลกออนไลน์, แคมเปญ Get Wet Get Away #Go With The Flow ให้สายน้ำช่วยสร้างความผ่อนคลาย ด้วยการล่องแพ แล่นเรือ พาย SUP ดำน้ำ, แคมเปญ แซ่บซ่าส์ท้าเที่ยว #ไม่ปวดเข่าไม่เข้าบ้าน สำหรับกลุ่ม Active Senior ที่พร้อมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ใช้ชีวิตให้สนุกแบบไม่ต้องรอใคร, แคมเปญ เที่ยวนี้มีหมูกระทะ #เที่ยวนี้มีหมูกระทะ ชวนสายปิ้งย่างออกเดินทางพิสูจน์ความอร่อยร้านเด็ด ร้านดังในเมืองน่าเที่ยว, แคมเปญ เจ้าขนปุยตะลุยฝน #ลุยฉ่ำไม่หวั่นฝนพรำ ดีลพิเศษสำหรับสายเที่ยวพร้อมเจ้า 4 ขา, แคมเปญ Gastro Nomad #ตามหารส ชวนออกเดินทางสร้างประสบการณ์มื้อพิเศษที่จะอยู่ในความทรงจำ และแคมเปญ ลั่นล๊ากับม่ามี้ #รูดไม่พักรักแม่สุดใจ พาคุณแม่ไปพักผ่อนแบบเอกซ์คลูซิฟ

ทั้งนี้ โครงการมีพันธมิตรที่เข้าร่วมมอบส่วนลด สิทธิพิเศษ และของรางวัลมากมาย อาทิ สายการบินเวียตเจ็ทมอบส่วนลดบัตรโดยสาร 15%, สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ มอบส่วนลดบัตรโดยสารสูงสุด 25%, สายการบินนกแอร์ มอบส่วนลดบัตรโดยสาร, สายการบินไทย, Royal Orchid Holiday มอบโบนัสไมล์สะสมการบินไทย, แพลตฟอร์ม OTA Gother และแพลตฟอร์มพาทัวร์มอบส่วนลดพิเศษเมื่อจองที่พัก, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  มอบส่วนลดที่พัก 30%, EleX by EGAT มอบส่วนลดค่าชาร์จรถ EV, กล้องแคนนอน มอบส่วนลดสินค้าเมื่อซื้อผ่านช่องทางออนไลน์, บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ รับเครดิตเงินคืน 10% 

พร้อมมอบส่วนลด Top up 200 บาท, บัตรเครดิต KTC มอบส่วนลดพิเศษสูงสุด 55% และแลกรับเครดิตเงินคืน 13%, ธนาคาร ธกส. มอบของรางวัลพิเศษ, รถเช่า AVIS มอบโปรโมชันรถเช่าราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 690 บาท/วัน*, รถเช่า Chic Car Rent มอบโปรโมชันรถเช่าราคาพิเศษ, รถโดยสารนครชัยแอร์ และรถโดยสารสมบัติทัวร์ มอบส่วนลดบัตรโดยสาร, แพลตฟอร์ม ช้อปแบ็ก รับเครดิตเงินคืน รวมถึงพันธมิตรต่าง ๆ ที่ร่วมโครงการ ได้แก่ แพลตฟอร์ม Pet Friendly Thailand, แพลตฟอร์ม Thailand Gastronomy Network

แพลตฟอร์ม Hello Local, แพลตฟอร์ม The Meditel, บริษัทล่องเรือ Yacht Me, บริษัททัวร์ Silver Voyage Club, บริษัททัวร์ Love Andaman, บริษัททัวร์ Local Alike, กลุ่มโรงแรมบลูมังกี้, ปั๊มน้ำมัน PT/แมกซ์ การ์ด/แอปพลิเคชัน แมกซ์มี, ร้านอาหารบาร์บีคิวพลาซ่า, ร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์, ร้าน B2S, แอปพลิเคชันแกร็บ, แบรนด์รองเท้า Havaianas เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดโครงการและโปรโมชันส่วนลดพิเศษของพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการ ได้ที่ เว็บไซต์ : www.เมืองน่าเที่ยว2568.com

ครม.อนุมัติ งบ 1 พันล้าน ไทยเจ้าภาพจัดวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบวงเงินงบประมาณ 1,124.50 ล้านบาท สำหรับใช้ในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก FIVB Women’s World Championships 2025

ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ โดยการแข่งขันจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 ใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ นครราชสีมา และภูเก็ต

รายละเอียดการใช้งบประมาณประกอบด้วย ค่าลิขสิทธิ์การแข่งขัน 630 ล้านบาท ค่าจัดเตรียมสนามแข่งขัน/ฝึกซ้อม 168.53 ล้านบาท ค่าที่พักและอาหาร 67.82 ล้านบาท ค่าภาษีต่าง ๆ รวม 163.06 ล้านบาท รวมถึงค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ ค่าตอบแทนบุคลากร ค่าพิธีเปิด-ปิด และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง

นายคารม กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในระดับนานาชาติ เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยของนักกีฬา เจ้าหน้าที่ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งยังคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 8,435 ล้านบาท ผ่านการประชาสัมพันธ์ในสื่อโซเชียลมีเดียทั่วโลกจากผู้ชมกว่า 1,300 ล้านคน

ฝนตกหนัก!น้ำป่าทะลัก’แม่สะเรียง-สบเมย’เตือนปชช.เฝ้าระวังใกล้ชิด

ฝนตกหนักน้ำป่าทะลัก”แม่สะเรียง-สบเมย” จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประกาศเตือนประชาชนเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ถนนลื่นห้ามรถขึ้นกลอเซโล

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.68 นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ภายหลังได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตั้งแต่ช่วงค่ำวานนี้ทำให้น้ำในลำห้วยแม่สามแลบไหลหลาก เพิ่มระดับสูงขึ้น แต่ยังไม่ส่งผลกระทบหรือมีการเกิดความเสียหาย ฝนที่ตกหนักทำให้น้ำไหลหลากออกจากลำห้วยตามเส้นทางถนนพื้นที่สัญจรในหมู่บ้านของ ต.แม่สามแลบ เช่นที่บ้านกอมูเดอ น้ำป่าที่หลากตามเส้นทางถนนพัดพาเศษไม้ปิดขวางเส้นทาง ชาวบ้านต้องช่วยกันนำเศษไม้ออกไม่ให้ปิดทางน้ำหวั่นสร้างความเสียหายกับถนน

นอกจากนี้ฝนที่ตกหนักทำถนนมีความลื่นมากโดยเฉพาะเส้นทางขึ้นไปยังกลอเซโลขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนใช้เส้นทางด้วยความระมัดระวัง หากมีความจำเป็นในการเข้าออกในพื้นที่ของหมู่บ้านแม่สามแลบให้เช็คเส้นทางก่อนการเดินทางและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ด้านองค์การบริหารส่วนตำบลเสาหินได้ประกาศแจ้งเตือนชาวตำบลเสาหิน ให้เฝ้าระวังน้ำป่าหลาก หลังเมื่อเวลา 18.00 น.ของเย็นวานนี้ได้มีน้ำป่าไหลหลากออกมาจากลำห้วยต่างๆ ของบ้านเสาหิน มวลน้ำกำลังไหลลงมาถึงบ้านสล่าเชียงตอง และลำห้วยแม่แงะ พื้นที่ตอนล่างที่ต้องเฝ้าระวังคือ บ้านแม่แพะ แม่เหลอ บ้านแม่เจ และบ้านโพซอ ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง ทางองค์การบริหารส่วนตำบลเสาหิน แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ริมลำห้วยและผู้ใช้เส้นทางสัญจรเข้าไปในพื้นที่บ้านเสาหินให้ระวังน้ำป่าไหลหลาก ให้เตรียมพร้อมรับมือมวลน้ำและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และระมัดระวังในการเดินทาง

“ฮับหลี” มีดพร้า อีกหนึ่งภูมิปัญญาคนเมืองเบตง

หากเอ่ยถึง “มีด” หลายคนคงกำลังนึกถึงมีดหลากหลายชนิด ทั้งมีดพก มีดหันเนื้อ มีดแล่เนื้อ มีดเดินป่า มีดอีโต้ และอีกหลากหลายประเภท วันนี้จะพามารู้จักมีดพร้า อีกหนึ่งภูมิปัญญาของคนอำเภอเบตง จังหวัดยะลา

สำหรับมีดพร้าที่จะพูดถึงในวันนี้เป็นมีดพร้าจาก ร้านฮับหลี ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 192 ถนนสุขยางค์ อ.เบตง จ.ยะลา โดยมีคุณอภิชาต จรุงจิตสุนทร เป็นเจ้าของร้าน

คุณอภิชาต บอกว่า แต่เดิมการตีมีดของที่ร้านได้นำวิชาการจากประเทศจีนเมื่อประมาณ 80 กว่าปีมาแล้วก่อนที่จะมาสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน จากรุ่นพี่เขยพ่อ จนถึงรุ่นลูก โดยมีดพร้าที่ร้านฮับหลีผลิต คือ มีดพร้า มีดพก จอบ เสียม และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการเดินป่า การเกษตร  ทุกชนิด ซึ่งอุปกรณ์ที่คนเบตงนิยมซื้อกันมากที่สุดจะเป็นอุปกรณ์จำพวกมีดพร้า จอบ และมีดพก

โดยในการตีมีดแต่ละครั้งคุณอภิชาตบอกว่า เรื่องการเลือกวัสดุมีความสำคัญที่สุด โดยทางร้านจะเลือกเหล็กแหนบรถแท้ๆ ที่นำมาตีมีดรวมไปถึงขั้นตอนการชุบที่ต้องอาศัยฝีมือ และความชำนาญ เพราะหากขาดขั้นตอนสำคัญเหล่านี้ไป งานที่ได้ก็จะไม่มีคุณภาพ สำหรับการจำหน่ายนั้น นอกจากที่ทางร้านจะจำหน่ายในอำเภอเบตงแล้ว ยังได้ส่งไปขายยัง ภาคเหนือ ภาคใต้ และประเทศมาเลเซียอีกด้วย

ขั้นตอนการทำมีดพร้า

นำเหล็กที่มีคุณภาพมาเป็นวัตถุดิบ เช่น เหล็กแหนบรถ ใบเลื่อยยนต์ ใบเลื่อยวงเดือน หลังจากนั้นจะเอาเหล็กที่ได้ไปเข้าเตาเผาแบบโบราณที่ทำมาจากภูมิปัญญาบรรพบุรุษ และเมื่อผ่านการเผาแล้วจะนำเหล็กเหล่านั้น มาตีขึ้นรูปตามแบบมีดที่ต้องการ ลับมีดให้คมเพื่อเข้ารูป นำมีดไปชุบ แล้วรอให้แห้งเพื่อนำออกไปจำหน่าย

ที่ผ่านมาเคยได้รับรางวัลมาตรฐานทองคำแห่งประเทศไทย ประเภทมีด และจอบคุณภาพ รางวัลผู้ประกอบการดีเด่น และรางวัลสินค้าคุณภาพดีเด่น  ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ สำหรับมีดพร้าของภูมิปัญญาชาวเบตง

โดย….เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

พังงาจัดใหญ่โรดโชว์สินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นอวดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

พังงาจัดใหญ่โรดโชว์สินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น เสิร์ฟตรงเคาะประตูบ้าน อวดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สินค้าชุมชน อาหารทะเลแปรรูป และสินค้าเด่นของจังหวัดพังงา ท้าชิม&ช้อป

นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมงานแสดงและจำหน่ายสินค้าอัตลักษณ์พังงา ภายใต้โครงการส่งเสิรมประชาสัมพันธ์และเชื่อมโยงตลาดสินค้าอัตลักษณ์จังหวัดพังงา ณ ห้องประชุมนางหงส์ โรงแรมเลอ เอราวัณ อำเภอเมืองพังงา โดยมี นางสาวกัลยรักษ์ เพชรอาวุธ พาณิชย์จังหวัดพังงา ผู้แทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพังงา ผู้แทนประชาสัมพันธ์จังหวัดพังงา ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดพังงา และประธานหอการค้าจังหวัดพังงา ร่วมแถลงข่าว

นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ว่า จังหวัดพังงา ขานรับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยทุกระดับให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแแข็งจากภายในประเทศ สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เข้มแข็ง ด้วยการส่งเสริมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (สินค้า GI) สินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าชุมชน อาหารทะเลแปรรูป และสินค้าเด่นของจังหวัดพังงา ให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าท้องถิ่นไทยที่ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แล้วจำนวนทั้งสิ้น 230 สินค้า สร้างมูลค่าทางการตลาดให้ประเทศกว่า 77,000 ล้านบาท  

สำหรับจังหวัดพังงา มีสินค้าอัตลักษณ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แล้ว จำนวน 4 รายการ ได้แก่ ทุเรียนสาลิกาพังงา  ข้าวไร่ดอกข่าพังงา  มังคุดทิพย์พังงา และปลิงทะเลเกาะยาว นอกจากนี้ยังมีสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าชุมชน อาหารทะเล และอาหารทะเลแปรรูป ซึ่งล้วนแต่เป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น มีชื่อเสียง และสร้างรายได้ให้กับจังหวัดพังงาปีละหลายล้านบาท โดยจังหวัดพังงา มุ่งหวังให้สินค้าดังกล่าวได้รับการรู้จักอย่างแพร่หลาย และสามารถขยายตลาดเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด 

ทั้งนี้ จังหวัดพังงาจึงได้จัดกิจกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้าอัตลักษณ์ของจังหวัดพังงา แบบโรดโชว์ทั้งในและนอกพื้นที่ รวม 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต จำนวน 50 ร้านค้า และครั้งที่สอง จัดระหว่างวันที่ 21-25 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์ราชการจังหวัดพังงา อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา จำนวน 80 ร้านค้า ซึ่งภายในงานพบกับกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น กิจกรรมการเจรจาธุรกิจ กิจกรรมการแสดงจากศิลปิน และกิจกรรมส่งเสริมการขายทุกวัน

ฐานตาเหล่เมียนมาแตกแล้ว! ทหารราชมนูเพิ่มลาดตระเวนเข้มป้องการรุกล้ำอธิปไตย

กองกำลังทหารกะเหรี่ยงกลุ่ม KNLA  บูรณาการกำลังร่วมกับ กองกำลัง .KNDO  สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงอิสระ KNU  ได้นำกำลังเข้ายึดที่ตั้งของทหารเมียนมา ฐานตานเหล่ อ.แลงปอย จ.ผาอัน รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมา ซึ่งอยู่ด้านตรงข้าม บ้านแม่ต้าน หมู่.1 ต.แม่ต้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 7 กม.

ภายหลังจากการสู้รบนานกว่า 1 สัปดาห์ ซึ่งทหารเมียนมานำเครื่องบินรบหลากหลายชนิด มาโจมตีทิ้งระเบิดตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันฐาน  แต่ไม่สามารถต้านทานได้ โดย กกล.KNLA และ กกล.KNDO สามารถเข้าควบคุมพื้นที่ยึดฐานตานเหล่ได้ พร้อมทั้งตรวจยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ ของทหารเมียนมาได้หลายรายการ ส่วนทหารเมียนมาที่เหลือได้ทำการถอนตัว หลบหนีออกจากฐาน

ขณะเดียวกัน พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจราชมนู นำกำลังทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนูและหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 และหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 34 ได้เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนตลอดแนวชายแดน พร้อมกับนำอาวุธยิงสนับสนุนเข้าที่ตั้งตามแผนเผชิญเหตุ เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยจากกองกำลังติดอาวุธต่างชาติ และดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนไทยตามแนวชายแดนอย่างเต็มกำลังตลอด 24 ชั่วโมง

ตำรวจสภ.สัตหีบ ฝึกซ้อมแม่นปืนสร้างความปลอดภัยแก่ จนท. ชีวิตและทรัพย์สินของ ปชช.

พ.ต.อ.พาติกรณ์ ศรชัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี เป็นประธาน เปิดการฝึกทบทวนการใช้อาวุธบืนสัันและปืนลูกซอง เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้อาวุธปืนของข้าราชการตำรวจ สถานีตำรวจภูธรสัตหีบ ณ สนามยิงปืนหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี พ.ต.อ.คมสรร คำตุ่นแก้ว ผกก.สภ.สัตหีบ นำข้าราชการตำรวจ สภ.สัตหีบ ร่วมให้การต้อนรับและรับการฝึกอบรมในครั้งนี้

ด้วยในปัจจุบัน การปฏิบัติหน้าทึ่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีความเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บหรือเกิดการสูญเสียจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เนื่องจากคนร้ายมักต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอยู่เสมอ การฝึกอบรม จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและสูญเสียของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหากว่า ผู้ปฏิบัติงานได้มีโอกาสซักซ้อมฝึกฝนตนเองอยู่เป็นประจำ จะส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีความมั่นใจในการใช้อาวุธปืน เกิดความปลอดภัยและสามารถป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี จนท.ตำรวจ สภ.สัตหีบ เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ จำนวน 32 นาย

ด้าน พ.ต.อ.พาติกรณ์ ศรชัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ในปัจจุบันการปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับยาเสพติด คนร้ายมักต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอยู่เสมอ ดังนั้น การฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะ ให้เกิดความชำนาญ จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและสูญเสียของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ข้าราชการตำรวจ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกอบรมและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานฝ่ายปฏิบัติการ เพื่อจะได้นำความรู้และทักษะมาต่อยอดพัฒนาและปรับปรุง ในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และ ผกก.สภ.สัตหีบ ได้สาธิตการใช้และการยิงอาวุธปืนลูกซองได้อย่างแม่นยำ ให้กับผู้เข้าร่วมการฝึกอบรม ในวันนี้ด้วย

โดย…นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ซีพีเอฟ หนุนนโยบายผู้ว่าฯเชียงใหม่ เดินหน้าป้องกันไฟป่า ลด PM2.5 ต่อเนื่อง

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รับมอบผลิตภัณฑ์อาหารและน้ำดื่ม CP จากซีพีเอฟ เพื่อสนับสนุนภารกิจอาสาสมัครป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าเชียงใหม่ ของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ (ปภ.จ.เชียงใหม่) หนุนนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เพื่อให้ชาวเชียงใหม่มีอากาศสะอาดปราศจากมลพิษ

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้สั่งการคุมเข้มป้องกันไฟป่าในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนการทำงานให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่เป็นเป้าหมายการเผา มุ่งเน้นลดแหล่งกำเนินไฟในทุกทาง ทั้งในพื้นที่ป่าที่มีการลาดตระเวนคุมเข้มไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปกระทำการใดๆ ที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า เคาะประตูบ้านขอความร่วมมือประชาชนหยุดเผาทุกชนิดในที่โล่ง โดยจัดหาทางเลือกใหม่ที่ดีกว่าในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงด้วยวิธีการเผา การตรวจจับควันดำรถ และตรวจสอบภาคอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด การที่ซีพีเอฟมอบอาหารและน้ำดื่มในครั้งนี้ ถือเป็นการสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าและเติมเต็มกำลังใจในการทำงานของทีมอาสาสมัคร

ด้าน นายดุสิต พงศาพิพัฒน์ หัวหน้า ปภ.จ.เชียงใหม่ กล่าวขอขอบคุณซีพีเอฟที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครดับไฟป่าทุกคน ที่เสียสละในการเดินหน้าภารกิจการป้องกันและแก้ไขหมอกควันไฟป่า ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์อาหารทั้ง ไข่ไก่สด เนื้อหมูสด หมูคูโรบูตะพร้อมทาน และน้ำดื่ม CP ที่ซีพีเอฟนำมามอบให้ทั้งหมดนี้ ทางจังหวัดเชียงใหม่ จะนำไปจัดสรรมอบให้กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครผู้ปฏิบัติงานดับไฟป่าในแต่ละพื้นที่ต่อไป

นายนันทพล วิชัยดิษฐ ผู้บริหารอาวุโส งานปฏิบัติการด้านความยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ในฐานะผู้แทนของบริษัทที่นำทีมซีพีเอฟจิตอาสาจากทุกกลุ่มธุรกิจร่วมส่งมอบผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนภารกิจอาสาสมัครดับไฟป่าในกรร่วมเป็นด่านหน้าในการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าเชียงใหม่ ที่ทุกคนทุ่มเทในการทำงานเพื่อร่วมกันต่อสู้กับปัญหาฝุ่น PM2.5 มาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากผลิตภัณฑ์อาหารที่มอบในครั้งนี้แล้ว ซีพีเอฟ ยังให้ความร่วมมือกับ นายอำเภอสันกำแพง ที่ริเริ่มโครงการ “ตลาดนัดใบไม้แลกไข่” ชวนชาวสันกำแพงนำใบไม้แห้งมาแลกกับไข่ไก่ CP เพื่อเป็นแนวทางลดการเผาที่ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 และประชาชนยังได้ไข่ไก่กลับไปบริโภค ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน บ้านเรือนและชุมชนสะอาดขึ้น ตลอด 14 สัปดาห์ที่ผ่านมาโครงการฯ นี้ สามารถรวบรวมใบไม้ได้ถึง 25,000 กก. โดยบริษัทฯสนับสนุนไข่ไก่แก่โครงการฯ รวม 17,800 ฟอง มีส่วนช่วยลดปริมาณใบไม้ในบ้านเรือน ไร่ สวน พร้อมมอบเครื่องเป่าลม 2 เครื่อง สำหรับใช้เป่าใบไม้และทำแนวกันไฟเพื่อดับไฟป่า.