“ฮับหลี” มีดพร้า อีกหนึ่งภูมิปัญญาคนเมืองเบตง

หากเอ่ยถึง “มีด” หลายคนคงกำลังนึกถึงมีดหลากหลายชนิด ทั้งมีดพก มีดหันเนื้อ มีดแล่เนื้อ มีดเดินป่า มีดอีโต้ และอีกหลากหลายประเภท วันนี้จะพามารู้จักมีดพร้า อีกหนึ่งภูมิปัญญาของคนอำเภอเบตง จังหวัดยะลา

สำหรับมีดพร้าที่จะพูดถึงในวันนี้เป็นมีดพร้าจาก ร้านฮับหลี ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 192 ถนนสุขยางค์ อ.เบตง จ.ยะลา โดยมีคุณอภิชาต จรุงจิตสุนทร เป็นเจ้าของร้าน

คุณอภิชาต บอกว่า แต่เดิมการตีมีดของที่ร้านได้นำวิชาการจากประเทศจีนเมื่อประมาณ 80 กว่าปีมาแล้วก่อนที่จะมาสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน จากรุ่นพี่เขยพ่อ จนถึงรุ่นลูก โดยมีดพร้าที่ร้านฮับหลีผลิต คือ มีดพร้า มีดพก จอบ เสียม และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการเดินป่า การเกษตร  ทุกชนิด ซึ่งอุปกรณ์ที่คนเบตงนิยมซื้อกันมากที่สุดจะเป็นอุปกรณ์จำพวกมีดพร้า จอบ และมีดพก

โดยในการตีมีดแต่ละครั้งคุณอภิชาตบอกว่า เรื่องการเลือกวัสดุมีความสำคัญที่สุด โดยทางร้านจะเลือกเหล็กแหนบรถแท้ๆ ที่นำมาตีมีดรวมไปถึงขั้นตอนการชุบที่ต้องอาศัยฝีมือ และความชำนาญ เพราะหากขาดขั้นตอนสำคัญเหล่านี้ไป งานที่ได้ก็จะไม่มีคุณภาพ สำหรับการจำหน่ายนั้น นอกจากที่ทางร้านจะจำหน่ายในอำเภอเบตงแล้ว ยังได้ส่งไปขายยัง ภาคเหนือ ภาคใต้ และประเทศมาเลเซียอีกด้วย

ขั้นตอนการทำมีดพร้า

นำเหล็กที่มีคุณภาพมาเป็นวัตถุดิบ เช่น เหล็กแหนบรถ ใบเลื่อยยนต์ ใบเลื่อยวงเดือน หลังจากนั้นจะเอาเหล็กที่ได้ไปเข้าเตาเผาแบบโบราณที่ทำมาจากภูมิปัญญาบรรพบุรุษ และเมื่อผ่านการเผาแล้วจะนำเหล็กเหล่านั้น มาตีขึ้นรูปตามแบบมีดที่ต้องการ ลับมีดให้คมเพื่อเข้ารูป นำมีดไปชุบ แล้วรอให้แห้งเพื่อนำออกไปจำหน่าย

ที่ผ่านมาเคยได้รับรางวัลมาตรฐานทองคำแห่งประเทศไทย ประเภทมีด และจอบคุณภาพ รางวัลผู้ประกอบการดีเด่น และรางวัลสินค้าคุณภาพดีเด่น  ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ สำหรับมีดพร้าของภูมิปัญญาชาวเบตง

โดย….เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

พังงาจัดใหญ่โรดโชว์สินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นอวดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

พังงาจัดใหญ่โรดโชว์สินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น เสิร์ฟตรงเคาะประตูบ้าน อวดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สินค้าชุมชน อาหารทะเลแปรรูป และสินค้าเด่นของจังหวัดพังงา ท้าชิม&ช้อป

นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมงานแสดงและจำหน่ายสินค้าอัตลักษณ์พังงา ภายใต้โครงการส่งเสิรมประชาสัมพันธ์และเชื่อมโยงตลาดสินค้าอัตลักษณ์จังหวัดพังงา ณ ห้องประชุมนางหงส์ โรงแรมเลอ เอราวัณ อำเภอเมืองพังงา โดยมี นางสาวกัลยรักษ์ เพชรอาวุธ พาณิชย์จังหวัดพังงา ผู้แทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพังงา ผู้แทนประชาสัมพันธ์จังหวัดพังงา ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดพังงา และประธานหอการค้าจังหวัดพังงา ร่วมแถลงข่าว

นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ว่า จังหวัดพังงา ขานรับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยทุกระดับให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแแข็งจากภายในประเทศ สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เข้มแข็ง ด้วยการส่งเสริมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (สินค้า GI) สินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าชุมชน อาหารทะเลแปรรูป และสินค้าเด่นของจังหวัดพังงา ให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าท้องถิ่นไทยที่ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แล้วจำนวนทั้งสิ้น 230 สินค้า สร้างมูลค่าทางการตลาดให้ประเทศกว่า 77,000 ล้านบาท  

สำหรับจังหวัดพังงา มีสินค้าอัตลักษณ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แล้ว จำนวน 4 รายการ ได้แก่ ทุเรียนสาลิกาพังงา  ข้าวไร่ดอกข่าพังงา  มังคุดทิพย์พังงา และปลิงทะเลเกาะยาว นอกจากนี้ยังมีสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าชุมชน อาหารทะเล และอาหารทะเลแปรรูป ซึ่งล้วนแต่เป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น มีชื่อเสียง และสร้างรายได้ให้กับจังหวัดพังงาปีละหลายล้านบาท โดยจังหวัดพังงา มุ่งหวังให้สินค้าดังกล่าวได้รับการรู้จักอย่างแพร่หลาย และสามารถขยายตลาดเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด 

ทั้งนี้ จังหวัดพังงาจึงได้จัดกิจกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้าอัตลักษณ์ของจังหวัดพังงา แบบโรดโชว์ทั้งในและนอกพื้นที่ รวม 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต จำนวน 50 ร้านค้า และครั้งที่สอง จัดระหว่างวันที่ 21-25 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์ราชการจังหวัดพังงา อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา จำนวน 80 ร้านค้า ซึ่งภายในงานพบกับกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น กิจกรรมการเจรจาธุรกิจ กิจกรรมการแสดงจากศิลปิน และกิจกรรมส่งเสริมการขายทุกวัน

ฐานตาเหล่เมียนมาแตกแล้ว! ทหารราชมนูเพิ่มลาดตระเวนเข้มป้องการรุกล้ำอธิปไตย

กองกำลังทหารกะเหรี่ยงกลุ่ม KNLA  บูรณาการกำลังร่วมกับ กองกำลัง .KNDO  สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงอิสระ KNU  ได้นำกำลังเข้ายึดที่ตั้งของทหารเมียนมา ฐานตานเหล่ อ.แลงปอย จ.ผาอัน รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมา ซึ่งอยู่ด้านตรงข้าม บ้านแม่ต้าน หมู่.1 ต.แม่ต้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 7 กม.

ภายหลังจากการสู้รบนานกว่า 1 สัปดาห์ ซึ่งทหารเมียนมานำเครื่องบินรบหลากหลายชนิด มาโจมตีทิ้งระเบิดตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันฐาน  แต่ไม่สามารถต้านทานได้ โดย กกล.KNLA และ กกล.KNDO สามารถเข้าควบคุมพื้นที่ยึดฐานตานเหล่ได้ พร้อมทั้งตรวจยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ ของทหารเมียนมาได้หลายรายการ ส่วนทหารเมียนมาที่เหลือได้ทำการถอนตัว หลบหนีออกจากฐาน

ขณะเดียวกัน พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจราชมนู นำกำลังทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนูและหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 และหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 34 ได้เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนตลอดแนวชายแดน พร้อมกับนำอาวุธยิงสนับสนุนเข้าที่ตั้งตามแผนเผชิญเหตุ เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยจากกองกำลังติดอาวุธต่างชาติ และดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนไทยตามแนวชายแดนอย่างเต็มกำลังตลอด 24 ชั่วโมง

ตำรวจสภ.สัตหีบ ฝึกซ้อมแม่นปืนสร้างความปลอดภัยแก่ จนท. ชีวิตและทรัพย์สินของ ปชช.

พ.ต.อ.พาติกรณ์ ศรชัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี เป็นประธาน เปิดการฝึกทบทวนการใช้อาวุธบืนสัันและปืนลูกซอง เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้อาวุธปืนของข้าราชการตำรวจ สถานีตำรวจภูธรสัตหีบ ณ สนามยิงปืนหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี พ.ต.อ.คมสรร คำตุ่นแก้ว ผกก.สภ.สัตหีบ นำข้าราชการตำรวจ สภ.สัตหีบ ร่วมให้การต้อนรับและรับการฝึกอบรมในครั้งนี้

ด้วยในปัจจุบัน การปฏิบัติหน้าทึ่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีความเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บหรือเกิดการสูญเสียจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เนื่องจากคนร้ายมักต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอยู่เสมอ การฝึกอบรม จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและสูญเสียของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหากว่า ผู้ปฏิบัติงานได้มีโอกาสซักซ้อมฝึกฝนตนเองอยู่เป็นประจำ จะส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีความมั่นใจในการใช้อาวุธปืน เกิดความปลอดภัยและสามารถป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี จนท.ตำรวจ สภ.สัตหีบ เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ จำนวน 32 นาย

ด้าน พ.ต.อ.พาติกรณ์ ศรชัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ในปัจจุบันการปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับยาเสพติด คนร้ายมักต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอยู่เสมอ ดังนั้น การฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะ ให้เกิดความชำนาญ จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและสูญเสียของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ข้าราชการตำรวจ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกอบรมและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานฝ่ายปฏิบัติการ เพื่อจะได้นำความรู้และทักษะมาต่อยอดพัฒนาและปรับปรุง ในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และ ผกก.สภ.สัตหีบ ได้สาธิตการใช้และการยิงอาวุธปืนลูกซองได้อย่างแม่นยำ ให้กับผู้เข้าร่วมการฝึกอบรม ในวันนี้ด้วย

โดย…นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ซีพีเอฟ หนุนนโยบายผู้ว่าฯเชียงใหม่ เดินหน้าป้องกันไฟป่า ลด PM2.5 ต่อเนื่อง

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รับมอบผลิตภัณฑ์อาหารและน้ำดื่ม CP จากซีพีเอฟ เพื่อสนับสนุนภารกิจอาสาสมัครป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าเชียงใหม่ ของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ (ปภ.จ.เชียงใหม่) หนุนนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เพื่อให้ชาวเชียงใหม่มีอากาศสะอาดปราศจากมลพิษ

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้สั่งการคุมเข้มป้องกันไฟป่าในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนการทำงานให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่เป็นเป้าหมายการเผา มุ่งเน้นลดแหล่งกำเนินไฟในทุกทาง ทั้งในพื้นที่ป่าที่มีการลาดตระเวนคุมเข้มไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปกระทำการใดๆ ที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า เคาะประตูบ้านขอความร่วมมือประชาชนหยุดเผาทุกชนิดในที่โล่ง โดยจัดหาทางเลือกใหม่ที่ดีกว่าในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงด้วยวิธีการเผา การตรวจจับควันดำรถ และตรวจสอบภาคอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด การที่ซีพีเอฟมอบอาหารและน้ำดื่มในครั้งนี้ ถือเป็นการสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าและเติมเต็มกำลังใจในการทำงานของทีมอาสาสมัคร

ด้าน นายดุสิต พงศาพิพัฒน์ หัวหน้า ปภ.จ.เชียงใหม่ กล่าวขอขอบคุณซีพีเอฟที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครดับไฟป่าทุกคน ที่เสียสละในการเดินหน้าภารกิจการป้องกันและแก้ไขหมอกควันไฟป่า ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์อาหารทั้ง ไข่ไก่สด เนื้อหมูสด หมูคูโรบูตะพร้อมทาน และน้ำดื่ม CP ที่ซีพีเอฟนำมามอบให้ทั้งหมดนี้ ทางจังหวัดเชียงใหม่ จะนำไปจัดสรรมอบให้กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครผู้ปฏิบัติงานดับไฟป่าในแต่ละพื้นที่ต่อไป

นายนันทพล วิชัยดิษฐ ผู้บริหารอาวุโส งานปฏิบัติการด้านความยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ในฐานะผู้แทนของบริษัทที่นำทีมซีพีเอฟจิตอาสาจากทุกกลุ่มธุรกิจร่วมส่งมอบผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนภารกิจอาสาสมัครดับไฟป่าในกรร่วมเป็นด่านหน้าในการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าเชียงใหม่ ที่ทุกคนทุ่มเทในการทำงานเพื่อร่วมกันต่อสู้กับปัญหาฝุ่น PM2.5 มาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากผลิตภัณฑ์อาหารที่มอบในครั้งนี้แล้ว ซีพีเอฟ ยังให้ความร่วมมือกับ นายอำเภอสันกำแพง ที่ริเริ่มโครงการ “ตลาดนัดใบไม้แลกไข่” ชวนชาวสันกำแพงนำใบไม้แห้งมาแลกกับไข่ไก่ CP เพื่อเป็นแนวทางลดการเผาที่ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 และประชาชนยังได้ไข่ไก่กลับไปบริโภค ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน บ้านเรือนและชุมชนสะอาดขึ้น ตลอด 14 สัปดาห์ที่ผ่านมาโครงการฯ นี้ สามารถรวบรวมใบไม้ได้ถึง 25,000 กก. โดยบริษัทฯสนับสนุนไข่ไก่แก่โครงการฯ รวม 17,800 ฟอง มีส่วนช่วยลดปริมาณใบไม้ในบ้านเรือน ไร่ สวน พร้อมมอบเครื่องเป่าลม 2 เครื่อง สำหรับใช้เป่าใบไม้และทำแนวกันไฟเพื่อดับไฟป่า.

สสว.กระตุ้นผู้ประกอบการใช้สิทธิประโยชน์ SME Privilege เสริมแกร่งธุรกิจ SME

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ในปีนี้ งาน SME Privilege มุ่งเน้นการให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการ ส่งเสริม 3 ด้าน คือ ส่วนลดสินค้าและบริการ การขยายช่องทางการตลาด  และการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน ด้วยการลงนามความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน และมีการจัดกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนพฤษภาคม 2568 นี้ มีกิจกรรมหลากหลาย ให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจ

อาทิ การจับมือกับช้อปปี้ จัดแคมเปญออนไลน์ “Thai SME Privilege Deals” บนแพลตฟอร์มช้อปปี้  (https://shopee.co.th/osmep) ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2568 มีการพัฒนาศักยภาพผ่านเครื่องมือใหม่บนแพลตฟอร์มออนไลน์แก่ผู้ประกอบการ พร้อมส่วนลดพิเศษสำหรับผู้ซื้อ ด้วย Voucher ส่วนลด 50% (CODE: SME2025) ตลอดแคมเปญ

รักษาการ รก.ผอ. สสว. เผยอีกว่า สสว. ยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร จัดการอบรมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมการให้คำปรึกษา ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยในส่วนภูมิภาควันที่ 29-30 เมษายน 2568 จัดที่โรงแรมคริสตัล ดีไซน์ หาดใหญ่ และส่วนกลาง วันที่ 14-15 พฤษภาคม 2568 จัดที่ โรงแรม The Quarter ARI By UHG นอกจากนี้ยังมี กิจกรรมเจรจาธุรกิจ SME Privilege  Business Matching: The Connection Match ครั้งที่ 1 วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ณ ร้าน Origami โรงแรม Staybridge

“สสว. ยังคงเดินหน้าร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดสิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการ ในลักษณะที่เป็น Privilege จริงๆ โดยนอกจากแคมเปญออนไลน์ที่ร่วมมือกับช้อปปี้ แล้ว ยังมีการอบรบเพิ่มขีดความสามารถ การเจรจาธุรกิจ และที่พิเศษมากๆ ในเดือนพฤษภาคมนี้คือการจัดสรรพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้เข้าร่วม งานแสดงสินค้า THAIFEX-ANUGA ASIA 2025 ระหว่างวันที่ 27 – 31 พฤษภาคม 2568 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งในปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างมาก

สสว.จึงได้นำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานต่อเนื่องในปีนี้ และในเดือนมิถุนายนก็จะนำผู้ประกอบการที่เข้าร่วม SME Privilege ไปร่วมงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจ Gift & Houseware Fair Cultural & Creative Tourism Commodities Fair ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติแห่งใหม่เฉิงตู เซ็นจูรี่ ซิตี้ ประเทศจีนด้วย โดย สสว. จะพยายามพัฒนาสิทธิพิเศษให้สอดคล้องตามความต้องการของผู้ประกอบการต่อไป ซึ่งผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ Privilege ต่างๆ ได้ที่แอปพลิเคชัน SME Connext ของ สสว. โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และ สสว. ก็จะทำหน้าที่ “เคียงข้าง SME คู่คิดที่ดีผู้ประกอบการไทย” ตลอดไป” รักษาการแทน ผอ.สสว. กล่าว

ด้านผู้บริหาร ช้อปปี้ (ประเทศไทย)  เปิดเผยว่า ช้อปปี้มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ สสว. ผลักดัน SME Privilege อย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้จัดทำแคมเปญ “Thai SME Privilege Deals” บนแพลตฟอร์มช้อปปี้ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2568 เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการที่สมัครเข้ารับบริการกับ สสว. รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้นวัตกรรมต่างๆ ในการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

และด้วยศักยภาพของช้อปปี้ ซึ่งถือเป็นอีคอมเมิร์ซเบอร์ 1 ครองใจผู้ใช้งานชาวไทย มั่นใจว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นและตั้งใจของ สสว. ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ด้วยพันธกิจองค์กรของช้อปปี้ ยังมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการชาวไทยผ่านเทคโนโลยี  เราจึงมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยผลักดันและเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

ตะกร้อคู่ชายไทย สุดแกร่ง! พลิกแซงดับเจ้าถิ่น คว้าแชมป์ Asian Cup 2025

การแข่งขันตะกร้อ ASTAF Sepaktakraw Asian Cup 2025 ที่สนามทิติวังซ่า สเตเดียม กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา เดินทางมาถึงรอบชิงชนะเลิศของประเภทตะกร้อทีมคู่ชาย ซึ่งเป็นการโคจรมาพบกันระหว่าง ทีมชาติไทย และ เจ้าภาพมาเลเซีย

สามนักตะกร้อไทย “เก่ง บ้านบะขาม” บุญคุ้ม ทิพวงศ์, “บอล บะขาม” ศิริศักดิ์ อนุลุน และ “แจ็ค ร้อยแรงม้า” ธนพล ทรัพย์เย็น ยังรักษาฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม โชว์ความเก๋าและความแม่นยำ เอาชนะไปได้ 15-12 สรุปผล ไทย ชนะ มาเลเซีย 2-1 เซต (7-15, 15-10, 15-12) ผงาดคว้าแชมป์ ASTAF Sepaktakraw Asian Cup 2025 ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่!

ฝนกระหน่ำทั้งคืน! ท่วมขังตัวเมืองระยอง จราจรอัมพาต

ฝนตกต่อเนื่องข้ามคืนทำตัวเมืองระยองน้ำท่วมฉับพลันม ต้อนรับเปิดเทอมผู้ปกครองต้องพาบุตรหลาน ขี่รถจักรยานยนต์ลุยน้ำ บางจุดน้ำท่วมหนัก

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ใน อ.เมือง จ.ระยอง พบว่าตามจุดต่างๆหลังจากมีฝนกระหน่ำตกลงมาตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ล่าสุดการจราจรหลายจุดเกือบเป็นอัมพาตเนื่องจากมีน้ำท่วมขัง

ทั้งนี้พบว่าตามจุดต่างๆ ใน อ.เมือง จ.ระยอง มีน้ำท่วมขัง ในจุดเดิมซ้ำซาก เช่น บริเวณ สี่แยกบ้านดอน , สี่แยกเกาะกลอย , สี่แยกจันทอุดม  และถนนเส้น ค.2 (อ่านว่า คอสอง) ซึ่งเป็นจุดที่มีการจราจรหนาแน่นในช่วงเช้า พบว่าจะมีน้ำท่วมขังรถยนต์ขนาดเล็ก จอดดับกลางน้ำ ผู้ปกครองพาลูกหลาน ขี่ จยย. ฝ่าฝนเพื่อไปให้ทันเข้าเรียน แต่ต้องชะงักเพราะน้ำท่วมถนนไม่สามารถไปได้ และอีกหลายจุดเช่น เส้นหลังห้างเซ็นทรัลระยอง ซอยหนองมะหาด เป็นจุดที่น้ำท่วมประจำก็ยังท่วมอยู่ มีชาวบ้านคอยมาช่วยโบกรถและบอกเตือน รถ จยย. และรถเก๋งว่าห้ามผ่าน

ในส่วนของปริมาณระดับน้ำในคลองทับมา ยังคงระดับไว้ ห่างจากสันคลองประมาณ 60 ซม. คาดว่าหากฝนไม่ตกหนักลงมาเพิ่ม ปริมาณน้ำก็จะระบายสู่ทะเลได้ตามปกติ โดยขณะนี้ใน อ.เมือง จ.ระยอง หลายจุดปริมาณน้ำก็เริ่มลดลงบ้างแล้ว แต่บางพื้นที่ก็ยังมีฝนตกโปรยปราย

ประชาชนรัดเข็มขัดใช้จ่าย กำลังซื้อหดหาย ฉุดยอดขายทุเรียนตกต่ำ

ยอดขายทุเรียนที่ตลาดศรีเมืองราชบุรีลดลงเล็กน้อย เนื่องกำลังซื้อลดลง หลังเศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนรัดเข็มขัดใช้จ่ายมากขึ้น

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตลาดศรีเมือง ตลาดกลางผักและผลไม้ ตั้งอยู่ อ.เมือง จ.ราชบุรี เพื่อสำรวจราคาสินค้าเกษตร หลังผลไม้ตามฤดูกาลหลายชนิดราคาตกต่ำ เนื่องจากมีปริมาณเข้าสู่ท้องตลาดจำนวนมาก พร้อมได้ด้พูดคุยกับ นายวีรศักดิ์ ตริยะธำรง เจ้าของร้านเจ๊แดง ค้าปลีกและค้าส่งทุเรียน ที่เปิดขายมาแล้วกว่า 20 ปี ก่อนจะได้รับการเปิดเผยว่า ในแต่ละปีตนจะรับซื้อทุเรียนหน้าสวนจากทางพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ ทั้งสายพันธุ์หมอนทอง ชะนี นกกระจิบ พวงมณี และก้านยาว เพื่อนำมาจำหน่ายต่อให้กับแม่ค้าพ่อค้าอีกทอดหนึ่ง

ช่วงต้นฤดูทุเรียนปีนี้ ผลผลิตทุเรียนจากภาคพื้นที่ตะวันออก ทั้งระยอง และจันทบุรี มีออกสู่ตลาดจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพอากาศเย็น ในช่วงเดือนธ.ค.67 จนถึงกลางเดือนม.ค.68 ซึ่งเป็นช่วงที่ทุเรียนติดดอก นอกจากจะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นแล้ว ผลผลิตทุเรียนในปีนี้ เนื้อดี รสชาติอร่อย ทุเรียนหมอนทองขนาดเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม ทางร้านขายส่งอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 130 บาท ขนาดน้ำหนักตั้งแต่ 2 – 4 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 150-160 บาท

ถึงแม้ว่าทุเรียนจะยังคงได้รับความนิยม แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคไม่เท่าเดิม ทำให้พ่อค้าแม่ค้าตามตลาดนัดจะมาเลือกซื้อทุเรียนขนาดเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัมไปขายต่อ ต่างจากปีก่อนที่จะซื้อขนาดน้ำหนักตั้งแต่ 2-4 กิโลกรัม เพราะขายได้ง่ายกว่า

ด้าน เจ้าของร้านเจ๊อิ๋ม ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายทุเรียนแกะเนื้อคัดเกรด ยอมรับว่า ปีนี้ได้รับผลกระทบเช่นกัน ยอดขายหน้าร้านลดลง ลูกค้าหลายคนไม่มีกำลังซื้อ และบางส่วนหันมาประหยัดมากขึ้น จากเดิมที่ลูกค้าเคยซื้ออยู่ที่ราคาตั้งแต่ 1,000-1,500 บาท ปัจจุบันเหลือเพียงราคาระหว่าง 400–900 บาท

ปัจจุบันราคาทุเรียนแกะเนื้อคัดเกรด อยู่ที่กิโลกรัมละ 800 บาท สำหรับระดับความสุก และเนื้อสัมผัสทุเรียนที่ลูกค้านิยมเลือกซื้อ จะเป็นแบบกรอบนอกนุ่มใน เนื้อด้านนอกจะไม่แข็งมาก เนื้อด้านในจะนุ่ม รสชาติหวานมัน มีกลิ่นหอมแต่ไม่มาก รองลงมาจะเป็นแบบเนื้อพอดี เนื้อด้านนอกจะไม่แข็งมาก ด้านในเนื้อจะนุ่มและออกเป็นครีม รสชาติหวาน หอม มีความมันไม่มาก และแบบสุดท้ายคือ เนื้อแบบไก่ฉีก เนื้อทั้งด้านนอกและในจะแข็ง รสชาติมัน หวานน้อย มีกลิ่นหอมเล็กน้อย

ฮือฮา!หมีที่ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการออกลูก2ตัว เกิดตรงกับวันหมีขอโลก

ที่ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ นายจรูญ  ยังประภากร กรรมการผู้จัดการฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ พาผู้สื่อข่าวเข้าไปดูครอบครัวหมีขอ ที่ได้คลอดลูกมาใหม่ 2ตัวซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะน้องทั้ง2ตัวได้เกิดเมื่อวันที่ 10พ.ค.2568 ซึ่งตรงกับวัน”หมีขอโลก” ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกและอัศจรรย์มาก

นายจรูญ ยังประภากร ได้กล่าวว่า หมีขอ ได้อยู่กับเรามานาน โดยในสมัยก่อนเราเคยเพาะพันธุ์หมีขอได้ แต่ระยะหลังหมีขอก็ไม่ได้ออกลูกมาเป็นระยะเวลายาวนาน ต่อมาเราก็ได้ย้ายหมีขอเข้ามาอยู่ในสถานที่แห่งใหม่ภายในฟาร์มฯ หลังจากนั้นหมีขอก็ได้ผสมพันธุ์กัน และได้ตั้งท้อง และได้คลอดลูกออกมา 2 ตัว เมื่อวันที่ 10พฤษภาคม ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นความบังเอิญที่คิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะว่าวันที 10พฤษภาคมนั้นเป็นวันหมีขอโลก ซึ่งทั่วโลกก็ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าหายาก ซึ่งหมีขอก็เป็นสัตว์ป่าชนิดหนึ่ง ที่ใกล้จะสูญพันธุ์

“ส่วนเรื่องการดูแลหมีขอ และสัตว์ชนิดต่างๆนั้น เราได้ขึ้นทะเบียนเป็นสวนสัตว์สาธารณะ ดังนั้นการดูแลให้สัตว์ชนิดต่างๆก็ควรดูแลให้เขาอยู่อย่างมีความสุขและมีความปลอดภัย รวมทั้งความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ที่ดูแลสัตว์ด้วย ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวชมสวนสัตว์ของเราด้วย ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็จะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมอุทยานสัตว์ป่า และจะมีสัตว์แพทย์เข้ามาช่วยดูแลความเป็นอยู่ของสัตว์ ทั้งเรื่องสุขภาพ และอาหารการกินของสัตว์ หากสัตว์เจ็บป่วยก็จะได้ดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากสัตว์ในทุกวันนี้มีคุณค่ามากและหายากมาก ที่เราจะต้องดูแลให้มีลูกหลานออกมา เพื่อจะได้มีสัตว์วัยหนุ่มสาวไว้ให้ทุกคนได้เที่ยวชมกัน และชมสัตว์ชนิดต่างๆได้อย่างใกล้ชิดและปลอดภัย” นายจรูญ ยังประภากร กล่าว

ส่วนแม่หมีขอของน้องที่คลอดมาชื่อ “พิกุล” ส่วนพ่อหมีขอ ชื่อ “ชัย” ส่วนลูกทั้งสองตัวที่เพิ่งคลอดออกมายังไม่มีชื่อ จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ร่วมส่งประกวดตั้งชื่อให้กับลูกหมีขอทั้งสองตัว ที่เพิ่งเกิดใหม่เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันหมีขอโลก  โดยผู้ที่ชนะการตั้งชื่อ หมีขอทั้ง 2 ตัว ก็จะมีรางวัลเล็กๆน้อยๆเป็นตุ๊กตาหมีขอ 2 ตัว และ บัตรเข้าชมฟาร์มจระเข้ฟรี 4 ใบ มูลค่า 400 บาท

ผู้สนใจสามารถตั้งชื่อส่งประกวดได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ส่งมาได้ที่เพจฯ ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ หรือ ส่งทางจดหมายฯ เลขที่ 555 หมู่ที่ 7 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10280 

โดย… สุทธิวิทย์ ชยุตม์วรกานต์/สมุทรปราการ