ประชาชนรัดเข็มขัดใช้จ่าย กำลังซื้อหดหาย ฉุดยอดขายทุเรียนตกต่ำ

ยอดขายทุเรียนที่ตลาดศรีเมืองราชบุรีลดลงเล็กน้อย เนื่องกำลังซื้อลดลง หลังเศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนรัดเข็มขัดใช้จ่ายมากขึ้น

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตลาดศรีเมือง ตลาดกลางผักและผลไม้ ตั้งอยู่ อ.เมือง จ.ราชบุรี เพื่อสำรวจราคาสินค้าเกษตร หลังผลไม้ตามฤดูกาลหลายชนิดราคาตกต่ำ เนื่องจากมีปริมาณเข้าสู่ท้องตลาดจำนวนมาก พร้อมได้ด้พูดคุยกับ นายวีรศักดิ์ ตริยะธำรง เจ้าของร้านเจ๊แดง ค้าปลีกและค้าส่งทุเรียน ที่เปิดขายมาแล้วกว่า 20 ปี ก่อนจะได้รับการเปิดเผยว่า ในแต่ละปีตนจะรับซื้อทุเรียนหน้าสวนจากทางพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ ทั้งสายพันธุ์หมอนทอง ชะนี นกกระจิบ พวงมณี และก้านยาว เพื่อนำมาจำหน่ายต่อให้กับแม่ค้าพ่อค้าอีกทอดหนึ่ง

ช่วงต้นฤดูทุเรียนปีนี้ ผลผลิตทุเรียนจากภาคพื้นที่ตะวันออก ทั้งระยอง และจันทบุรี มีออกสู่ตลาดจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพอากาศเย็น ในช่วงเดือนธ.ค.67 จนถึงกลางเดือนม.ค.68 ซึ่งเป็นช่วงที่ทุเรียนติดดอก นอกจากจะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นแล้ว ผลผลิตทุเรียนในปีนี้ เนื้อดี รสชาติอร่อย ทุเรียนหมอนทองขนาดเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม ทางร้านขายส่งอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 130 บาท ขนาดน้ำหนักตั้งแต่ 2 – 4 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 150-160 บาท

ถึงแม้ว่าทุเรียนจะยังคงได้รับความนิยม แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคไม่เท่าเดิม ทำให้พ่อค้าแม่ค้าตามตลาดนัดจะมาเลือกซื้อทุเรียนขนาดเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัมไปขายต่อ ต่างจากปีก่อนที่จะซื้อขนาดน้ำหนักตั้งแต่ 2-4 กิโลกรัม เพราะขายได้ง่ายกว่า

ด้าน เจ้าของร้านเจ๊อิ๋ม ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายทุเรียนแกะเนื้อคัดเกรด ยอมรับว่า ปีนี้ได้รับผลกระทบเช่นกัน ยอดขายหน้าร้านลดลง ลูกค้าหลายคนไม่มีกำลังซื้อ และบางส่วนหันมาประหยัดมากขึ้น จากเดิมที่ลูกค้าเคยซื้ออยู่ที่ราคาตั้งแต่ 1,000-1,500 บาท ปัจจุบันเหลือเพียงราคาระหว่าง 400–900 บาท

ปัจจุบันราคาทุเรียนแกะเนื้อคัดเกรด อยู่ที่กิโลกรัมละ 800 บาท สำหรับระดับความสุก และเนื้อสัมผัสทุเรียนที่ลูกค้านิยมเลือกซื้อ จะเป็นแบบกรอบนอกนุ่มใน เนื้อด้านนอกจะไม่แข็งมาก เนื้อด้านในจะนุ่ม รสชาติหวานมัน มีกลิ่นหอมแต่ไม่มาก รองลงมาจะเป็นแบบเนื้อพอดี เนื้อด้านนอกจะไม่แข็งมาก ด้านในเนื้อจะนุ่มและออกเป็นครีม รสชาติหวาน หอม มีความมันไม่มาก และแบบสุดท้ายคือ เนื้อแบบไก่ฉีก เนื้อทั้งด้านนอกและในจะแข็ง รสชาติมัน หวานน้อย มีกลิ่นหอมเล็กน้อย

ฮือฮา!หมีที่ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการออกลูก2ตัว เกิดตรงกับวันหมีขอโลก

ที่ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ นายจรูญ  ยังประภากร กรรมการผู้จัดการฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ พาผู้สื่อข่าวเข้าไปดูครอบครัวหมีขอ ที่ได้คลอดลูกมาใหม่ 2ตัวซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะน้องทั้ง2ตัวได้เกิดเมื่อวันที่ 10พ.ค.2568 ซึ่งตรงกับวัน”หมีขอโลก” ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกและอัศจรรย์มาก

นายจรูญ ยังประภากร ได้กล่าวว่า หมีขอ ได้อยู่กับเรามานาน โดยในสมัยก่อนเราเคยเพาะพันธุ์หมีขอได้ แต่ระยะหลังหมีขอก็ไม่ได้ออกลูกมาเป็นระยะเวลายาวนาน ต่อมาเราก็ได้ย้ายหมีขอเข้ามาอยู่ในสถานที่แห่งใหม่ภายในฟาร์มฯ หลังจากนั้นหมีขอก็ได้ผสมพันธุ์กัน และได้ตั้งท้อง และได้คลอดลูกออกมา 2 ตัว เมื่อวันที่ 10พฤษภาคม ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นความบังเอิญที่คิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะว่าวันที 10พฤษภาคมนั้นเป็นวันหมีขอโลก ซึ่งทั่วโลกก็ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าหายาก ซึ่งหมีขอก็เป็นสัตว์ป่าชนิดหนึ่ง ที่ใกล้จะสูญพันธุ์

“ส่วนเรื่องการดูแลหมีขอ และสัตว์ชนิดต่างๆนั้น เราได้ขึ้นทะเบียนเป็นสวนสัตว์สาธารณะ ดังนั้นการดูแลให้สัตว์ชนิดต่างๆก็ควรดูแลให้เขาอยู่อย่างมีความสุขและมีความปลอดภัย รวมทั้งความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ที่ดูแลสัตว์ด้วย ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวชมสวนสัตว์ของเราด้วย ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็จะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมอุทยานสัตว์ป่า และจะมีสัตว์แพทย์เข้ามาช่วยดูแลความเป็นอยู่ของสัตว์ ทั้งเรื่องสุขภาพ และอาหารการกินของสัตว์ หากสัตว์เจ็บป่วยก็จะได้ดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากสัตว์ในทุกวันนี้มีคุณค่ามากและหายากมาก ที่เราจะต้องดูแลให้มีลูกหลานออกมา เพื่อจะได้มีสัตว์วัยหนุ่มสาวไว้ให้ทุกคนได้เที่ยวชมกัน และชมสัตว์ชนิดต่างๆได้อย่างใกล้ชิดและปลอดภัย” นายจรูญ ยังประภากร กล่าว

ส่วนแม่หมีขอของน้องที่คลอดมาชื่อ “พิกุล” ส่วนพ่อหมีขอ ชื่อ “ชัย” ส่วนลูกทั้งสองตัวที่เพิ่งคลอดออกมายังไม่มีชื่อ จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ร่วมส่งประกวดตั้งชื่อให้กับลูกหมีขอทั้งสองตัว ที่เพิ่งเกิดใหม่เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันหมีขอโลก  โดยผู้ที่ชนะการตั้งชื่อ หมีขอทั้ง 2 ตัว ก็จะมีรางวัลเล็กๆน้อยๆเป็นตุ๊กตาหมีขอ 2 ตัว และ บัตรเข้าชมฟาร์มจระเข้ฟรี 4 ใบ มูลค่า 400 บาท

ผู้สนใจสามารถตั้งชื่อส่งประกวดได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ส่งมาได้ที่เพจฯ ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ หรือ ส่งทางจดหมายฯ เลขที่ 555 หมู่ที่ 7 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10280 

โดย… สุทธิวิทย์ ชยุตม์วรกานต์/สมุทรปราการ

รายได้สุดปัง!ไก่ย่างสูตรเด็ด “เจ๊กรูด”พิมาย อร่อยโดนใจ ราคาไม่แพง

ยามนี้หากนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวเมืองพิมาย หากท้องร้องหิวอยากกินรับประทานไก่ย่างร้อน ขอแนะนำให้รับประทานที่ ร้านกรูดไก่ย่างพิมาย  ตั้งอยู่ ม.14 ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ริมถนนสระแก้ว ธันวาคม ในเขตเทศบาลตำบลพิมาย  เจ้าของร้านชื่อ นางรัตนา แซ่ เต็ง หรือ เจ้กรูด  อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 217/3 ม.14 ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา โดยร้านแห่งนี้ได้นำไก่สูตรเด็ด มาวางเรียงรายบนตะแกรงย่างบนเตา ร้อนๆ กลิ่นหอมโชยไปไกล ดึงดูดลูกค้าให้มาอุดหนุนแน่นร้านทุกวัน

เจ้กรูดไก่ย่างพิมาย บอกว่า ตนขายไก่ย่างมานานกว่า 30 ปี การันตีความอร่อยด้วยสูตรเด็ดของร้าน และสะอาดปลอดภัย ราคาไม่แพง คุ้มค่าที่ได้มาทาน ซึ่งเหมาะอย่างมากในช่วงอากาศหนาว ได้รับประทานอุ่นๆ พร้อมกับครอบครัว อิ่มสบายท้อง  ซึ่งไก่ย่างของตน จะหมักเครื่องเทศจนเข้าเนื้อ เมื่อนำไปย่างจะหอมกรุ่น เมื่อนำมาน้ำจิ้มมะขามสูตรเจ้กรูด ทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ จะอร่อยมาก แถมยังมีกระเทียมพริกไทยโรยให้เคี้ยวกรุบๆ ได้รสชาติโดนใจ

ร้านกรูดไก่ย่างพิมาย เปิดขายตั้งแต่เวลา 08.0 น. – 13.00น.ทุกวัน  จะย่างขายวันละ 50 ตัวทำเป็นชิ้นๆ ใส่ไม้ปิ้ง จำนวน 80-90 ไม้ มีรายได้วันละ 7,000-8,000 บาท  สนใจมาสั่งจองได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 081-1867908 เจ้กรูดไก่ย่างพิมาย รับรองไม่ผิดหวัง .

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ  / นครราชสีมา

ระทึก!ไฟไหม้โกดังเก็บสินค้า ซ.ฉลองกรุง 55 จนท.เร่งคุมสถานการณ์

เกิดเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บสินค้า บ.เฟอนิเจอร์ห้องครัวชื่อดัง ภายใน ซ.ฉลองกรุง 55 ไฟลุกลามนานกว่า 6 ชม. เจ้าหน้าที่กว่า 100 นาย พร้อมรถดับเพลิงเร่งฉีดน้ำ ควบคุมสถานการณ์

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 68 เจ้าหน้าที่กู้ภัย และเจ้าหน้าที่ดับเพลิง พร้อมรถน้ำหลายสิบคัน ยังคงเดินหน้าเข้าระงับเพลิงที่กำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง ภายในโรงงานเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่ง ซอยฉลองกรุง 55 ถนนฉลองกรุง แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กทม. โดยสภาพโรงงานมีลักษณะเป็นแนวยาวรูปตัวแอล เพลิงได้ลุกไหม้ทั่วทั้งโรงงานตลอดแนวยาว โดยพบว่าที่บริเวณด้านหน้าเจ้าหน้าที่สามารถใช้น้ำฉีดสกัดเพลิงให้ดับได้แล้วบางส่วน แต่ด้านหลังเป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตรภายในโรงงานพบว่าเพลิงยังคงโหมลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง

จากการรายงานของสำนักงานเขตลาดกระบัง เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 16:00 น. ของวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รับแจ้งจากศูนย์วิทยุพระรามเกิดเหตุเพลิงไหม้โกดัง บริษัทผู้ผลิตเอบีเอส/อีโฟม ภายในซอยฉลองกรุง 55 เขตลาดกระบัง เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และกู้ภัย กว่าร้อยนายระดมฉีดน้ำสกัดเพลิงเข้าที่เกิดเหตุทันที

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารเก็บสินค้า 2 หลัง ต้นเพลิงได้ไหม้ลุกลามที่ชั้นใต้ดินทางเชื่อมอาคาร 1 และอาคาร 2  เจ้า หน้าที่กว่าร้อยนายระดมฉีดน้ำควบคุมสถานการณ์

นายธราพงษ์ เพ็ชร์คง ผู้อำนวยการเขตลาดกระบังพร้อมด้วย ดร. สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ประธานสภากรุงเทพมหานคร และคณะผู้บริหารเขต รุดตรวจสอบเหตุทันที พร้อมตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์เขต (ICS) ประสานเจ้าหน้าที่สนับสนุนรถน้ำดับเพลิงและอำนวยการจราจร ดูแลความปลอดภัยในพื้นที่

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงควบคุมสถานการณ์อยู่ โดยล่าสุดมีรายงานจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยว่า ขณะนี้ภายในตัวอาคารผนังบางส่วนเริ่มมีลักษณะเอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนยังอยู่ระหว่างระดมใช้น้ำฉีดสกัดเพิ่มเพื่อไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง  

พุทธศาสนิกชนนับหมื่นแห่เวียนเทียนวันวิสาขบูชารอบต้นพระศรีมหาโพธิ์

ปราจีนบุรี – วันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนนับ 10,000 คนร่วมเวียนเทียนรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย อายุมากกว่า 2,5๐๐ ปี โดยมีความเชื่อกันว่าเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขมาจากต้นโพธิตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ได้อัญเชิญมาจากพุทธคยาประเทศอินเดีย

เมื่อวันที่  11 พฤษภาคม 2568   เวลา13.00  น. ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีน บุรี    พระราชปริยัติวัชราจารย์ ดร. ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 12 เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในกิจกรรมเวียนเทียน เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2568 ณ บริเวณต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี

โดยมี พระบูรพาคณาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี (ธ) พระวชิราธิบดี ดร. ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี และ นางจารุณี กาวิล นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

โครงการส่งเสริมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันวิสาขบูชา ประจำปี 2568 จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกทั้งส่งเสริมการเผยแพร่พระพุทธศาสนา เพื่อเป็นเครื่องกล่อมเกลาจิตใจให้มีความประพฤติดี ปฏิบัติชอบ โดยใช้หลักธรรมคำสอน มายึดถือปฏิบัติเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต ซึ่งมีกิจกรรม อาทิ ขบวนแห่อัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ น้ำศักดิ์สิทธิ์ พิธีรดน้ำศักดิ์สิทธิ์ต้นโพธิ์ พิธีห่มผ้าต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ การแสดงธรรมเทศนา พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีเวียนเทียน

ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ บริเวณวัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ต.โคกปีป อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี เป็นต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ ถือเป็นต้นพระศรีมหาโพธิที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย อายุมากกว่า 2,5๐๐ ปี โดยมีความเชื่อกันว่าเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขมาจากต้นโพธิตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ได้อัญเชิญมาจากพุทธคยาประเทศอินเดียต้นเดียวกับพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้  ในสมัยวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งในวันวิสาขบูชาของทุกปี จะมีการจัดกิจกรรมเวียนเทียนรอบต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ และงานนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และเพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามของศาสนาพุทธให้คงอยู่คู่กับคนไทยสืบไป

###  มานิตย์   สนับบุญ / ปราจีนบุรี  ###

Genesenn ผนึก HELP Therapeutics เปิดตัวเทคโนโลยี iPSC พลิกโฉมใหม่การ “รักษาโรคหัวใจล้มเหลว โดยไม่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ”

“ข่าวดี! สำหรับคนที่รอเปลี่ยนหัวใจ-หัวใจล้มเหลว” Genesenn จับมือ HELP Therapeutics เปิดตัวเทคโนโลยี iPSC พลิกโฉมใหม่การ “รักษาโรคหัวใจล้มเหลว โดยไม่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ” ความหวังใหม่ของผู้ป่วยทั่วโลก “พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ จัดสัมมนาออนไลน์วิชาการระดับนานาชาติ 17 พค.นี้” 

บริษัท Genesenn (เกเนเซน) ผู้นำด้านการแพทย์ฟื้นฟูเชิงรุกของประเทศไทย ผนึกความร่วมมือกับ HELP Therapeutics Co., Ltd. ประเทศจีนผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและผู้ถือสิทธิบัตรเทคโนโลยี iPSC (Induced Pluripotent Stem Cells) เพื่อการฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจ โดยแต่งตั้งให้ Genesenn เป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้ดียวในประเทศไทย

เทคโนโลยี iPSC นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในวงการแพทย์ ที่มีศักยภาพในการพลิกโฉมการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงและความเสี่ยงมาก Genesenn จึงเตรียมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีระดับโลกนี้สู่สังคมแพทย์ไทย ผ่านการจัด สัมมนาออนไลน์วิชาการระดับนานาชาติ

ภายใต้หัวข้อ
“Advancing iPSC-Based Therapies for Cardiovascular Disease”

โดยภายในงานพบกับการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก 3 ทวีป ได้แก่
– Dr. Philippe Menasché (ฝรั่งเศส): ผู้บุกเบิกการใช้เซลล์รักษาภาวะหัวใจล้มเหลว
– Dr. Chengming Fan (จีน): ผู้เชี่ยวชาญด้าน hiPSC-CMs และเวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ
– Dr. Eugene J. Wang (สหรัฐฯ): นักวิจัยชั้นนำด้าน iPSC-Derived Cardiomyocytes
– Dr. Eugene J. Wang   (จีน)   Founder & CEO of HELP Therapeutics ผู้นำทีมวิจัยจนประสบความสำเร็จ  ในการทดลองรักษาหัวใจด้วยเซลล์ต้นกำเนิดจาก iPSC ในมนุษย์เป็น ครั้งแรกของโลก
– นพ.สุจิตร์ บัญญัติปิยพจน์ (ประเทศไทย): หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ บริษัท Genesenn
จุดเด่นของการสัมมนา:
– เจาะลึกแนวทางการใช้ iPSC สเต็มเซลล์ในการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
– เปิดโอกาสเชื่อมโยงเครือข่ายวิชาการระดับนานาชาติ
– รับประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Certificate) พร้อมสิทธิ์เข้าร่วมเครือข่ายวิจัยร่วมกับ              Genesenn  และ HELP Therapeutics
– ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน การทดลองทางคลินิก ไปจนถึงการใช้จริงในโรงพยาบาล

พร้อมหัวข้อบรรยายที่น่าสนใจ อาทิ:
– Cells or Secretome for the Treatment of Heart Failure
– Strategies for Ischemic Heart Disease: From Bench to Bedside
– Clinical Advances in Using iPSC for Heart Failure Treatment

นายแพทย์ สุจิตร์ บัญญัติปิยพจน์ กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า  “นี่คือจุดเริ่มต้นของ ความหวังใหม่สำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก Genesenn ภูมิใจที่ได้นำเทคโนโลยีการแพทย์ระดับโลกอย่าง iPSC มาสู่ประเทศไทย เพื่อยกระดับการรักษาแบบเชิงรุก และลดการ   พึ่งพาการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ด้วยเทคโนโลยีนี้ เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจที่เสื่อมสภาพ   ให้สามารถกลับมาทำงานได้อีกครั้ง นี่คือก้าวกระโดดสำคัญของวงการแพทย์ไทย”
ขอเชิญแพทย์ นักวิจัย และผู้สนใจร่วมสัมมนาวิชาการออนไลน์ ฟรี!
ในวันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.30 – 16.00 น.

ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่: https://forms.gle/QmCv7Y16S3vZqFCr7
หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: www.genesenn.com
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Line: @genesenn

ตำรวจขยายผลตรวจสอบโรงงานลักลอบครอบครองวัตถุอันตราย (ขยะอิเล็กทรอนิกส์)

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ นำโดย ว่าที่ พ.ต.ต.บัญชา ศรีตัญญู  สว.กก.2 บก.ปทส.พร้อมชุดปฏิบัติการที่ 1 ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมและเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกันตรวจสอบ บริษัท แห่งหนึ่ง หมู่ที่ 6 ต.บางปะหัน อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา

พร้อมตรวจยึด
 1. เครื่องจักรที่ใช้ประกอบกิจการโรงงานประเภท 106 กำลังเครื่องจักรรวม 536.12 แรงม้า 
 2. กองกากอุตสาหกรรมทั้งภายในและภายนอกอาคารโรงงาน รวมถึงเศษขยะอิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่รถยนต์ ถังน้ำมันปนเปื้อน ที่อยู่บริเวณด้านหลังโรงงาน รวม 256 ตัน
พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจบก.ปทส.ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ส.ทล.2 กก.8 บก.ทล. และเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดปทุมธานี

ร่วมกันจับกุม นาย ศราวุฒิฯ อายุ 48 ปี โดยกล่าวหาว่า มีหรือครอบครองซึ่งวัตถุอันตราย (ชนิดที่ 3 )โดยไม่ได้รับอนุญาต(ชิ้นส่วนอุปกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์)หรือเศษ(ไม่รวมเศษจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า)ที่มีส่วนประกอบซึ่งไดแก่ตัวเก็บประจุไฟฟ้าและแบตเตอรี่อื่นๆ สวิทช์ที่มีปรอทเป็นองค์ประกอบในการทำงาน เศษแก้วจากลอดรังสีแคโทดและแอกติเวเต็ดกลาส อื่นๆ ตังเก็บประจุไฟฟ้าที่มีสารพีชีบี หรือปนเปื้อนด้วยแคดเมียม ปรอท ตะกั่ว โพลีคลอริเนทเต็ดไบฟีนิล ฯลฯ ตาม พระราชบัญญัติวัตถุอันตรา พ.ศ.2535 นำตัวส่ง พงส.สภ.คลองหลวงเพื่อดำเนินการตามกฏหมายต่อไป โดยได้จับกุมตัวที่ บริเวณ  กม.16+500 ถนนกาญจนาพิเศษ ทล.พ.9 มุ่งหน้าบางนา ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง จว.ปทุมธานี จากการจับกุมในครั้งนี้เจ้าหน้าตำรวจ บก.ปทส.ได้มีการสืบสวนขยายผลถึงแหล่งที่มาจนทราบว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวรับมาจาก บริษัทแห่งหนึ่งใน อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ

ต่อมาจากการขยายผล ซึ่งเป็นบริษัทต้นทางของขยะอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจบก.ปทส.พร้อมเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ร่วมกันตรวจสอบ บริษัท แห่งหนึ่ง หมู่ที่ 6 ต.บางปะหัน อ.บางปะหัน
จ.พระนครศรีอยุธยา ประกอบกิจการคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย พบนายสตีเฟ่นฯ ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเป็นผู้นำตรวจ   

โดยผลการตรวจสอบพบ การกระทำความผิดดังนี้
 1. กองเก็บวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ และกากของเสียจากการผลิตไว้ ภายนอกอาคารโรงงาน
 2. ขยายการประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยตรวจพบการคัดแยกวัตถุดิบที่เป็นเศษยางและเศษพลาสติก มีการใช้กำลังเครื่องจักรเพิ่มขึ้นจากเดิม 138 แรงม้า อีกทั้งนำเศษสายไฟมาปอกเปลือกที่บริเวณหน้าโรงงานซึ่งเป็นการประกอบกิจการภายนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต

 3. ประกอบกิจการโรงงานเข้าข่ายโรงงานประเภท106 โดยตรวจพบการบดย่อยและร่อนแยกสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วภายในพื้นที่อาคารโรงงาน เพื่อนำโลหะกลับมาใช้ใหม่ เป็นการประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยตรวจพบการใช้กำลังเครื่องจักร 536.12 แรงม้า 
 4. ครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 บัญชีที่ 5.2 ของเสียเคมีวัตถุ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556 โดยตรวจพบการเก็บกากอุตสาหกรรมไว้ในถุง Big Bag และถัง IBC บริเวณด้านหลังพื้นที่โรงงาน ประมาณ 86 ตัน อาทิ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่รถยนต์ และถังน้ำมันปนเปื้อน 
 เจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ สอจ.พระนครศรีอยุธยา ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ยึดอายัดวัสดุสิ่งของ ประกอบด้วย

 1. เครื่องจักรที่ใช้ประกอบกิจการโรงงานประเภท 106 กำลังเครื่องจักรรวม 536.12 แรงม้า 
 2. กองกากอุตสาหกรรมทั้งภายในและภายนอกอาคารโรงงาน รวมถึงเศษขยะอิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่รถยนต์ ถังน้ำมันปนเปื้อน ที่อยู่บริเวณด้านหลังโรงงาน รวม 256 ตัน พร้อมนำบันทึกและเอกสารที่เกี่ยวข้องส่ง พงส.สภ.บางปะหัน เพื่อดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

ทนดมกลิ่นเน่าเหม็นนับเดือน ร้องนายทุนเทน้ำกากส่าปรับปรุงเดินไม่ไถกลบ

ชาวบ้านห้วยเตย ม.9 ต.ศรีสุขสำราญ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น วอนหน่วยงานรัฐช่วยเหลือ หลังนายทุนเทน้ำกากส่า ปรับปรุงดินก่อนเพาะปลูก แต่ไม่ไถกลบ  ชาวบ้านทนดมกลิ่นมาเป็นเดือน ทั้งเด็กและคนแก่ได้รับผลกระทบเต็มๆ

ชาวบ้าน ที่บ้านห้วยเตย ม.9 ต.ศรีสุขสำราญ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น รวมตัวร้องเรียนได้รับความเดือดร้อนจากกลิ่นและน้ำเน่าเสีย ที่มาจากพื้นที่เพาะปลูกของนายทุน เนื้อที่ประมาณ 292 ไร่ ที่นำน้ำกากส่า หรือกากน้ำตาลจากอ้อยมาเทเพื่อปรับปรุงดินก่อนทำการเพาะปลูก แต่ไม่มีการไถกลบ ทำให้น้ำเสียดังกล่าวไหลลงมาจากพื้นที่สูง จนกลายเป็นมลภาวะทางกลิ่นโชยเข้ามาในหมู่บ้าน ส่งกลิ่นเหม็นจนแสบจมูก โดยเฉพาะเด็กกับคนแก่ และผู้ป่วยติดเตียง กลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพ อีกทั้งน้ำเสียได้ไหลข้ามไปยังแปลงเพาะปลูกของชาวบ้านที่อยู่ติดกัน จนได้รับผลกระทบด้านการเกษตรไปด้วย ไม่สามารถปลูกข้าวหรือทำไร่มันไร่อ้อยได้เหมือนเดิม แหล่งน้ำของชาวบ้านที่มีการขุดสระ ก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกันสัตว์น้ำตายไม่สามารถจับมาทำกินได้เหมือนแต่ก่อน

นายชูชาติ ภูมิภักดิ์ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 ม.9 ต.ศรีสุขสำราญ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ผลกระทบจากการทิ้งของเสียดังกล่าวได้สร้างกลิ่นเหม็นให้กับชาวบ้านตลอด 24 ชม. ทำให้คนป่วยติดเตียง เด็ก คนชรา และชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้าน แทบไม่ได้หลับได้นอนกันในตอนกลางคืน เพราะกลิ่นจะแรงมาก ซึ่งเดือดร้อนอยู่อย่างนี้มาเดือนกว่าแล้ว ที่ผ่านมาชาวบ้านพยายามขอให้ทางเจ้าของที่ลดการนำของเสียมาเท หรือใช้วิธีไถกลบให้น้ำเสียซึมลงไปในดินจะได้ไม่เกิดกลิ่นดังกล่าวขึ้น แต่ปรากฏว่าไม่มีการลดจำนวนการเทของเสียมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากรถบรรทุกน้ำคันเดียว เป็นรถพ่วงบรรจุของเหลว เที่ยวมาเทลงพื้นที่การเกษตรของนายทุนดังกล่าวจากห้าหกเที่ยวตอนนี้เป็น 10 กว่าเที่ยว และถังบรรจุน้ำเสียที่บรรทุกมาก็มีขนาดถังละ 10,000 ลิตร พอเป็นรถพ่วงก็เป็นคันละ 20,000 ลิตรที่นำมาเท

“ปัญหาดังกล่าวไม่ได้มีการแก้ไข จึงได้ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนมาในครั้งนี้เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข่าวออกไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบช่วยเหลือชาวบ้านด้วย เพราะตอนนี้ส่งผลเสียทางด้านสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต และสิ่งแวดล้อมต่างๆที่อยู่ในหมู่บ้าน และขณะนี้ไม่ใช่เพียงหมู่บ้านห้วยเตยเท่านั้น ยังไหลไปสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่การเกษตรที่อยู่ติดกัน ทั้งบ้านศาลาดินหมู่ 7 ต.ศรีสุขสำราญ อ.อุบลรัตน์ และบ้านโคกสูง ม. 6 ต.ดงเมืองแอม อ.เขาสวนกวาง แล้วตอนนี้ชาวบ้านทุกคนเป็นกังวลในเรื่องของน้ำเน่าเสียจะไหลจากที่สูงลงมาที่ต่ำซึ่งเป็นหมู่บ้าน รวมทั้งพื้นที่การเกษตรและแหล่งน้ำของชาวบ้าน ไม่สามารถเพาะปลูกได้ และไม่สามารถจับปูจับปลาตามวิถีชีวิตของชาวบ้านได้เหมือนเดิมต่อไป และปัญหาดังกล่าวนี้หากยังไม่ได้รับการแก้ไขนับวันก็จะยิ่งเพิ่มความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ ตนเองและชาวบ้านทุกคนเตรียมที่จะยื่นหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย”

ขณะที่ นางนาเรียม ทับทิมใส อายุ 52 ปี ที่อยู่ 107 ม.7 ต.ศรีสุขสำราญ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ตนเองมีไร่อ้อยเนื้อที่ 5 ไร่ ที่อยู่ติดกับแปลงเพาะปลูกของนายทุนดังกล่าว ตอนนี้ได้รับผลกระทบเต็มๆ คือของเสียได้ไหลข้ามมายังพื้นที่ไร่อ้อยทำให้ออยเริ่มเหลืองจากที่กำลังเขียวๆ และอีกไม่นานก็คงจะยืนต้นตาย ซึ่งน้ำเสียที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการที่นายทุนนำน้ำส่าอ้อยมาเทปรับเตรียมดิน ซึ่งหากมีการไถกลบไปด้วยตอนที่เทก็จะไม่เกิดปัญหานี้ขึ้นมา นอกจากปัญหากลิ่นและปัญหาน้ำเสียไหลสร้างความเสียหายในไร่อ้อยของตนเองแล้ว หลานชายตนเองมี 4 คน สูดกลิ่นของเสียเป็นเวลานานจนหลานชายหนึ่งคนต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะมีปัญหาเรื่องของโรคปอด เที่ยวไปโรงพยาบาลอยู่สองสัปดาห์ ก็อยากจะให้ทางเจ้าของที่ไขกลบหรือเข้ามาแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้เดือดร้อนกับชาวบ้านข้างเคียงด้วย

ด้านนางกำไล ทาศรีภู ปลัดอำเภออุบลรัตน์ หัวหน้ากลุ่มความมั่นคง ทราบว่า กรณีดังกล่าวนั้นทางอำเภอได้ทราบเรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้านแล้ว ซึ่งจะได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะเชิญเจ้าของพื้นที่และชาวบ้านมาร่วมพูดคุยถึงปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาและหาทางออกร่วมกันต่อไป

พสกนิกรกระบี่ทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” และทอดผ้าป่าสามัคคี เนื่องในวันวิสาขบูชา ณ วัดบางโทง

ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยพสกนิกรจังหวัดกระบี่ทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” และทอดผ้าป่าสามัคคี เนื่องในวันวิสาขบูชา ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล พระอารามหลวง (วัดบางโทง) ต.นาเหนือ อ.อ่าวลึก  เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 นายอังกูร  ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” และพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี เนื่องในวันวิสาขบูชา  โดยมีพระเทพวชิรากร รองเจ้าคณะภาค 17/เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุวชิรมงคล  เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล พระอารามหลวง (วัดบางโทง) ต.นาเหนือ อ.อ่าวลึก  โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการพลเรือน ตุลาการ อัยการ ทหาร ตำรวจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แม่บ้านมหาดไทย ภาคเอกชน จิตอาสาพระราชทาน และประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนา แสดงออกถึงความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรี พุทธศักราช 2568

ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ประธานในพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ถวายธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระสงฆ์ให้ศีล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวคำถวายผ้าป่า และ นำไปถวายประธานสงฆ์ ถวายเครื่องไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนา ประธานกรวดน้ำ รับพร

จากนั้น ผู้เข้าร่วมพิธีรับชมคลิป ธรรมนาวาวัง ธรรมะพระราชทาน เนื่องในโอกาสวันวิสาขบูชา จบแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่อัญเชิญ “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” จากวิหาร ไปยังมณฑลปลูก โดยมีผู้เข้าร่วมพิธีร่วมขบวนเดินไปยังมณฑลปลูกด้วย  ซึ่งขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่กำลังปลูกต้น”พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” พระสงฆ์ ทั้งนั้นเจริญชัยมงคลคาถา

สำหรับ ความเป็นมาของ”พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร”  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ให้แก่กระทรวงมหาดไทย เพื่อเชิญไปมอบให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สำหรับเชิญไปปลูก เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรี พุทธศักราช 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามต้นพระศรีมหาโพธิ์ ว่า “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” (พระ – สี – มะ – หา – โพ – ทิ – ทด – สะ – มะ – ราด – ชะ – บอ – พิด)


มีความหมายว่า พระศรีมหาโพธิพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะได้เชิญ “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ไปทำพิธีปลูก ณ มณฑลปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ในวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2568 โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนา แสดงออกถึงความจงรักภักดี และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สืบสานพระราชศรัทธา ทั้งเพื่อความเป็นสรรพสิริมงคลแก่ประชาชน และความผาสุกสถาวรของประเทศชาติสืบไป

เนื้อหมูกินได้ ไม่มีแอนแทรกซ์ อย่าเข้าใจผิด

สัตวแพทย์ยืนยันว่า เนื้อหมูปลอดภัยสำหรับการบริโภค และไม่ใช่พาหะของโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) ผู้บริโภคควรปรุงสุกทุกเมนูและเลือกซื้อจากร้านจำหน่ายที่ถูกสุขอนามัยได้การรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อความมั่นใจ

นายสัตวแพทย์วรวุฒิ ศิริปุณย์ รองเลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่มีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) สมาคมฯ ขอชี้แจงว่า แอนแทรกซ์เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย Bacillus anthracis สามารถพบได้ในดินและสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เชื้อดังกล่าวมักจะส่งผลกระทบต่อสัตว์กินพืชและเคี้ยวเอื้อง สัตว์พาหะหลัก เช่น วัว ควาย แพะ แกะ และอูฐ แต่ ไม่แพร่ระบาดในหมู

นายสัตวแพทย์วรวุฒิ ศิริปุณย์ รองเลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ

“ประชาชนสามารถบริโภคเนื้อหมูได้อย่างปลอดภัย หากปรุงสุกอย่างทั่วถึงที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป ซึ่งจะสามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์ที่อาจปนเปื้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ควรรับประทานเนื้อหมูที่ ดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อน” นายสัตวแพทย์วรวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้บริโภคควรเลือกซื้อจากแหล่งที่ถูกสุขลักษณะและได้รับการรับรองคุณภาพ เช่น กรมปศุสัตว์ หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน การบริโภคเนื้อหมูจากร้านที่มีมาตรฐานและสุขลักษณะที่ดี จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเนื้อหมูมีความสะอาดและปลอดภัย ที่สำคัญการปรุงสุกที่อุณหภูมิดังกล่าวข้างต้นเพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรียที่อาจตกค้างได้

นายสัตวแพทย์วรวุฒิ กล่าวย้ำว่า ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ติดเชื้อหรือซากสัตว์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประวัติการระบาด หากจำเป็นต้องสัมผัสเนื้อสัตว์ ควรสวมถุงมือ หน้ากาก และล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อหมูดิบ หรือเมนูที่ปรุงไม่สุกทั่วถึง เช่น ลาบดิบ ก้อย หรือต้มสุก ๆ ดิบ ๆ

นอกจากนี้ การรับประทานเนื้อหมูที่ปรุงไม่สุก ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Streptococcus Suis ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้หูดับ (Streptococcal meningitis) ที่ทำให้เกิดอาการไข้สูง ปวดเมื่อย เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และอาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการได้ยินถาวร หรือเสียชีวิตได้ ดังนั้น การปรุงสุกอย่างทั่วถึงจึงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด”

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติขอเน้นย้ำว่า ประชาชนไม่ต้องตระหนกกับข่าวสาร แต่ควรศึกษาข้อเท็จจริงและปรุงสุกเนื้อหมูก่อนบริโภคทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของทุกคน.