CPF ปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร ลดเสี่ยงภัยแล้ง ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต

ทุกวันนี้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งฝนที่ไม่ตกตามฤดูกาล และภัยแล้งที่เกิดขึ้นแทบทุกปี ทำให้ธรรมชาติแปรปรวน และส่งผลกระทบหนักต่อเกษตรกร รวมถึงปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภค และการบริโภค ถ้าไม่วางแผนเตรียมรับมือตั้งแต่เนิ่นๆ สถานการณ์อาจแย่ลง การเตรียมวางแผนบริหารจัดการน้ำจึงเป็นทางออกที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้

หนึ่งในไอเดียดีๆ ที่ช่วยเรื่องนี้คือ “โครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร”ที่ธุรกิจสุกร CPF ริเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรอบฟาร์มและโรงงานของบริษัท ด้วยการปันน้ำที่ผ่านการบำบัดจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) ให้กับเกษตรกรและชุมชนใช้ในการเพาะปลูก ทั้งปลูกอ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยูคาลิปตัส สวนผลไม้ ผักสวนครัว ฯลฯ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากจากภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง ช่วยลดต้นทุนค่าน้ำ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยปรับปรุงดินไม่ให้เสื่อมโทรม เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

 ปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร เกิดจากการที่เกษตรกรรอบข้างฟาร์มและโรงงานของ CPF เล็งเห็นว่า ภายในสถานประกอบการของบริษัท มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ด้วยการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ จากหลัก 3Rs Reduce ลดการใช้น้ำดิบ, Reuse นำกลับมาใช้ซ้ำ และ Recycle นำกลับมาใช้ใหม่ ตามแนวคิด Waste to Value โดยการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนไว้ในบ่อเก็บน้ำ ส่วนน้ำที่ออกจากระบบ Biogas และผ่านการบำบัดอีกหลายขั้นตอนจนสะอาด และยังมีสารอาหารที่พืชต้องการ ที่เรียกว่า “น้ำปุ๋ย” นำมาใช้ประโยชน์ ทั้งรดต้นไม้ สนามหญ้า และผักปลอดภัยจากสารพิษที่พนักงานปลูกรับประทานเองภายในฟาร์ม เมื่อเกษตรกรเห็นถึงความสำเร็จนี้จึงขอนำน้ำปุ๋ยมาใช้ได้ตลอดทั้งปี ไม่เฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ปัจจุบันมีเกษตรกรขอรับน้ำปุ๋ย 40 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 640 ไร่

อินทัน สิงห์ทะ เกษตรกรผู้ปลูกพืชผักสวนครัว ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เล่าว่า ก่อนร่วมโครงการฯ พื้นที่แทบปลูกพืชแทบไม่ได้เลย เพราะเป็นดินทราย แต่พอใช้น้ำปุ๋ยจากฟาร์มจอมทอง จ.เชียงใหม่ ดินดีขึ้น ปลูกพริกและมะเขือได้งาม โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเลย ข้าวโพดก็ฝักใหญ่ น้ำหนักดี ขอบคุณ CPF ที่จัดโครงการดีๆแบบนี้ให้กับเกษตรกร ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่เคยขาดน้ำ สามารถปลูกพืชได้ทั้งปี

 ความสำเร็จจากธุรกิจสุกร ถูกต่อยอดไปยังคอมเพล็กซ์ไก่ไข่ของ CPF ที่นำปุ๋ยแบ่งปันให้เกษตรกรและชุมชนเช่นกัน โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา ฟาร์มไก่ไข่ 9 แห่ง จัดโครงการปันน้ำปุ๋ยและกากตะกอนสู่เกษตรกร ช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งและสร้างความมั่นคงทางแหล่งน้ำให้กับชุมชน ด้วยการส่งน้ำปุ๋ยไปกว่า 480,000 ลูกบาศก์เมตร แก่พื้นที่การเกษตรมากกว่า 3,500 ไร่ ทั้งสวนลำไย ปาล์ม ข้าว อ้อย ข้าวโพดหวาน หญ้าเนเปียร์ หญ้าเลี้ยงสัตว์ แตงโม และฟักทอง

ประพันธ์ มาณพ เกษตรกรผู้ใช้น้ำปุ๋ยในขั้นตอนการเตรียมดินปลูกข้าว เมื่อฝนตกจะปล่อยน้ำปุ๋ยลงไปผสมกัน เป็นการปรับสภาพดินก่อนหว่านข้าว เมื่อดินคุณภาพดี ข้าวก็ให้ผลผลิตดีขึ้นกว่า 50% จากที่เคยได้ข้าว 40 ถังต่อไร่ หลังใช้น้ำปุ๋ยในนาดินทรายข้าวให้ผลผลิตเพิ่มเป็น 70 ถังต่อไร่ ส่วนนาดินเหนียวผลผลิตเพิ่มเป็น 80-100 ถังต่อไร่ จากปี 2565 เริ่มต้นทดลองปลูก 5 ไร่ จึงเพิ่มเป็น 24 ไร่ ปีนี้วางแผนเพิ่มพื้นที่ปลูกอีก 18 ไร่ และมีเพื่อนเกษตรกรอีก 3 รายขอใช้น้ำปุ๋ยด้วย

 นอกจากนี้ คอมเพล็กซ์ไก่ไข่ยังต่อยอดสู่การปันปุ๋ยเปลือกไข่สู่ชุมชนรอบฟาร์ม โดยปี 2567 นำไปใช้ 4 ราย บนพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ รวมปริมาณเปลือกไข่ 86,200 กก. ใช้กับลำไย ข้าว หญ้าเลี้ยงสัตว์ อ้อย และทำฮอร์โมนพืชบำรุงราก-ดอก และยังขยายผลด้วยการนำกากไบโอแก๊ส 3,717,200 กก. แบ่งปันให้ชุมชนใช้กับอ้อย ข้าวโพด ปาล์ม บนพื้นที่ 1,020 ไร่

อารีรัตน์ พูนปาล ประธานศูนย์เรียนรู้พึ่งพาตนเองร่วมสมัย และประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี เล่าว่าตนเองมีองค์ความรู้เรื่องฮอร์โมนไข่ และเห็นว่าบริษัทมีเปลือกไข่และเศษไข่แตกอยู่ จึงประสานขอนำมาใช้ หลังลองปรับสูตรเล็กน้อย พบว่าน้ำหมักชีวภาพจากไข่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดีใช้ได้ดีกับผลไม้อินทรีย์ทุกชนิด รวมถึงพืชผักในกลุ่มทำสมุนไพรอินทรีย์ ผลผลิตดกขึ้น พืชผักอย่างเช่น กะหล่ำปลี ที่กรอบและหวานมากกว่าปกติ อายุเก็บรักษานานขึ้นด้วย

 CPF ภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยลดผลกระทบจากภัยแล้งให้กับเกษตรกร ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดต้นทุนค่าน้ำค่าปุ๋ยแก่เกษตรกร สะท้อนการให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)./

ผู้หนีภัย เดินทางกลับภูมิลำเนา ด้วยความสมัครใจ หลังการสู้รบเมียนมาสงบ

ตามที่ ปรากฏข่าวสารสถานการณ์ชายแดน ไทย – เมียนมา ด้านตรงข้าม อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ยังคงตึงเครียด โดยกองกำลังกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาได้เปิดฉากโจมตีฐานทหารเมียนมา ที่บ้านตานเหล่ อำเภอแลงปอย จังหวัดผาอัน รัฐกะเหรี่ยง ตรงข้ามบ้านแม่ต้าน หมู่ที่ 1 ต.แม่ต้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ห่างจากแนวชายแดน ริมแม่น้ำเมย  ประมาณ 7 กิโลเมตร หน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 ร่วมกับ ฝ่ายปกครองอำเภอท่าสองยาง และกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 344 ได้เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจตามแนวชายแดน พร้อมนำอาวุธยิงสนับสนุนเข้าประจำที่ตั้งตามแผนเผชิญเหตุ เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนตามแนวชายแดนตลอด 24 ชั่วโมง

มหกรรมการค้าชายแดนใหญ่สุดแห่งปี ดันผู้ประกอบการไทยสู่เวทีโลก

พ่อเมืองตาก เปิดงานมหกรรมการค้าชายแดนใหญ่สุดแห่งปี ดันผู้ประกอบการไทยสู่เวทีโลก อย่างยิ่งใหญ่

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เดินทางมาเป็นประธานมหกรรมการค้าใหญ่สุดแห่งปี ณ อำเภอแม่สอด จ.ตาก   เพื่อขับเคลื่อนผลักดัน ผู้ประกอบการไทยลุยตลาดเพื่อนบ้านเป็นการ “ปักหมุดแม่สอด!” กรมการค้าต่างประเทศเตรียมจัดมหกรรมการค้าชายแดนใหญ่สุดแห่งปี ดันผู้ประกอบการไทยสู่เวทีโลก  ณ สนามกีฬาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทศบาลนครแม่สอด  อ.แม่สอด จ.ตาก โดยมี นายพีรพัฒก์ อุทัยศรี ผู้อำนวยการกองความร่วมมือการค้าและการลงทุน กรมการค้าต่างประเทศ -นายสัญญา เพชรเศษ นายอำเภอแม่สอด , น.ส.ธนชพร ต๊ะทองคำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)แม่ปะ อ.แม่สอด –ผู้บริหารจากกระทรวงพาณิชย์- ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) -หัวหน้าส่วนราชการ นักธุรกิจ ภาคเอกชน ร่วมให้การต้อนรับ โดยมีประชาชน นักท่องเที่ยว เดินทางมาเที่ยวชมสินค้าจำนวนมาก

ตามที่ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เดินหน้าปลุกพลังเศรษฐกิจชายแดนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จัดมหกรรมการค้าใหญ่สุดแห่งปี ณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ดันผู้ประกอบการไทยลุยตลาดเพื่อนบ้าน ให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุกเพื่อเปิดประตูการค้าของไทยทั้งในตลาดเดิมและประเทศเพื่อนบ้าน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งส่งเสริมการค้าชายแดนและผ่านแดนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยมีกิจกรรมงานจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า การประชุมติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนและผ่านแดนจังหวัดตาก เวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและประเทศเพื่อนบ้านและอื่น ๆ และการสัมมนาติดอาวุธในการทำธุรกิจกับต่างประเทศ หัวข้อ “ตามให้ทัน AI ช่วยค้าขายทันใจ ไม่ตกเทรนด์” เพื่อกระตุ้นการค้าการลงทุนชายแดนและผ่านแดนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดชายแดนไทย – เมียนมา สอดรับนโยบายรัฐบาล “ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส”

รายงานข่าวแจ้งว่า กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์  ได้จัดงานฯ ตามนโยบายของกระทรวงฯ ที่มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อเปิดประตูการค้าของไทยทั้งในตลาดเดิมและประเทศเพื่อนบ้าน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งส่งเสริมการค้าชายแดนและผ่านแดนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งการจัดงานมหกรรมการค้าชายแดนในจังหวัดเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เป็นกิจกรรมภายใต้ยุทธศาสตร์ของกระทรวงฯ ที่กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดย “มหกรรมการค้าชายแดน ณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก” ระหว่างวันที่ 9 – 13 พฤษภาคม 2568 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ จังหวัดตาก หน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์ สถาบันการเงิน ภาครัฐและภาคเอกชนทั้งส่วนกลางและในพื้นที่

โดยจังหวัดตากเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพทางด้านการค้าและการลงทุนของไทยกับเมียนมา โดยในปี 2567 มีมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนกว่า 75,000 ล้านบาท มากเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดชายแดนไทยด้านเมียนมา โดยสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ น้ำมันเชื้อเพลิง โทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟน  น้ำมันปาล์ม เครื่องดื่มอื่น ๆ และเภสัชภัณฑ์ นอกจากนี้ จังหวัดตากยังเป็นหนึ่งในจังหวัดเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นเครื่องมือในการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค นำไปสู่การยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชน อีกทั้งมีศักยภาพด้านโลจิสติกส์เนื่องจากตั้งอยู่บนระเบียงเศรษฐกิจ East – West Economic Corridor: EWEC และเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ North – South Economic Corridor: NSEC ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจการค้าการลงทุนที่สำคัญของอนุภูมิภาค รวมทั้งมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่มีความหลากหลายด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม ประเพณี ชาติพันธุ์ วิถีชีวิตชุมชนและเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ

สำหรับในงานมีสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตรและผลไม้ และสินค้าจากวิสาหกิจชุมชน มาร่วมออกร้านจำนวนกว่า 200 คูหา ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานมหกรรมการค้าชายแดน ณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจชายแดนเชื่อมไทยสู่ตลาดโลก เสริมพลังผู้ประกอบการให้เติบโตในโลกการค้ายุคใหม่ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมเศรษฐกิจของไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก  กล่าวว่า มหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดตาก ครั้งนี้ 
ตาก เป็น 1 ใน 6 กิจกรรมภายใต้ แผนการจัดงานมหกรรมการค้าชายแดน ปี 2568 ของกรมการค้าต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ  กระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการค้าและการลงทุนบริเวณชายแดน

– สร้างความเชื่อมโยงระหว่างเขฒนาเศรษฐกิจพิเศษของไทยกับประเทศ – เพื่อนบ้าน และ  พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างศักยภาพ –ผู้ประกอบการค้าชายแดนของไทย โดยกำหนดจัดงานในระหว่างวันที่ 9- 13 พฤษภาคม 2568 ณ สนามกีฬาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทศบาลนครแม่สอด  อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก การจัดงานในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน พันธมิตร อาทิ จังหวัดตาก หน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ เทศบาลนครแม่สอด ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (Exim Bank) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และภาคเอกชนในพื้นที่ สำหรับกิจกรรมหลักภายในงานจะประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก คือ (1) งานแสดงและจำหน่ายสินค้า จำนวน 200 คูหา  โดยมีสินค้าสำคัญจำหน่ายภายในงาน อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้า

ภาคเอกชนไทย-จีน จับมือเตรียมจัดงาน “Thailand-China Cooperation Expo 2025

ฉลอง 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ภาคเอกชนไทย-จีน จับมือเตรียมจัดงาน “Thailand-China Cooperation Expo 2025”เพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุน
 และสร้างความเชื่อมโยงเชิงกลยุทธ์ของห่วงโซ่อุปทานไทย-จีน-อาเซียน

ภาคเอกชนไทยและจีน จับมือเตรียมจัดงาน “Thailand-China Cooperation Expo 2025” หรือ “งานมหกรรมความร่วมมือไทย-จีน 2025” ระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน : ก้าวสู่ความรุ่งเรืองร่วมกัน” เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

คณะกลไกประสานงานและส่งเสริมธุรกิจไทย-จีนอย่างยั่งยืน นำโดย ดร.พจน์  อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย   คุณณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน และคุณหลิว ฉวนเหลย นายกสมาคมการค้าวิสาหกิจจีนในไทย พร้อมด้วยคุณพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้ร่วมจัดงาน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เตรียมจัดงานแสดงสินค้า Thailand – China Cooperation Expo 2025 ณ ห้องจูปีเตอร์ 4-6 อาคารชาเลนเจอร์ 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

โดยงานแสดงสินค้าดังกล่าวจะจัดบนพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร โดยมีบูธจัดแสดงมากกว่า 700 บูธ จากบริษัทชั้นนำของไทยและจีนในหลากหลายอุตสาหกรรม  เพื่อเป็นเวทีเชิงกลยุทธ์ในการส่งเสริมการค้าการลงทุน และนวัตกรรมการบริหารจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain) หรือห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนระหว่างไทย-จีน และภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ การแลกเปลี่ยน องค์ความรู้ และขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนอย่างยั่งยืน

ซึ่งภายในงานฯ จะมีการจัดกิจกรรมต่างๆมากมายอาทิ การร่วมออกบูธจากผู้ประกอบการชั้นนำทั้งไทยและจีนมากมาย อาทิเช่น อุตสาหกรรมอาหาร, เทคโนโลยี, ยานยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า, พลังงานสีเขียว, การค้าการลงทุน และอื่นๆอีกมากมาย โซน Job Fair เปิดโอกาสในการเชื่อมต่อ บริษัทชั้นนำของไทย-จีนและผู้ที่กำลังมองหางาน  Education Fair ที่มีเป้าหมายในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาและเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับเยาวชนและผู้สนใจศึกษาต่อจากทั้งสองประเทศได้เห็นประโยชน์จากการศึกษาภาษาจีน ที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ทั้งในระดับทุนการศึกษา การเข้าทำงานในบริษัทชั้นนำต่างๆ 

ฯพณฯ หาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวแสดงความยินดีและสนับสนุนการจัดงาน โดยมั่นใจว่า “งาน Expo ครั้งนี้จะเป็นเวทีแห่งความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์จีน–ไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและสร้างความมั่นใจใหม่ให้กับเศรษฐกิจโลกในยุคแห่ง ความไม่แน่นอน”

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “แม้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีนจะมีอายุครบ 50 ปีในปีนี้ แต่ในความเป็นจริง ความผูกพันระหว่างสองประเทศ มีความแน่นแฟ้นมายาวนาน ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชน งาน Expo ในครั้งนี้ จะเป็นการส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การศึกษา และพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ให้เติบโตร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต”

นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย–จีน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ประเทศไทยและจีนมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น งาน Expo ครั้งนี้จะเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงเชื่อมโยงธุรกิจไทย–จีนในทุกระดับ เพื่อให้การลงทุนเกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในมิติของ Supply Chain ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่”

นายหลิว ฉวนเล่ย ประธานสมาคมวิสาหกิจจีนในประเทศไทย กล่าวว่า “งาน Thailand–China Cooperation Expo 2025 ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้ภาคธุรกิจจากทั้งสองประเทศผสาน รวมกับตลาดได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งยกระดับอุตสาหกรรมในสาขาเป้าหมาย อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และการผลิตขั้นสูง”

โดย นายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “IMPACT เมืองทองธานี ในฐานะผู้ร่วมจัดงาน ยังเตรียมเปิดใช้งานส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า โมโนเรลสายสีชมพูเข้าโครงการโดยตรงในช่วงเดียวกับการจัดงาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้ผู้ร่วมงานทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ”

ดังนั้นงาน Thailand–China Cooperation Expo 2025 จึงไม่เพียงเป็นกิจกรรมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่ยังเป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ที่แสดงพลังของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เกษตรกรพัทลุงเศร้าทุเรียนใน “ฤดู”ฝนกระหน่ำซัดดอกสะบัดร่วงขาดทุนยับ

ทุเรียนใน “ฤดู” พัทลุง ดอกสะบัดร่วงเหตุกระทบจากฝนกระหน่ำ ชาวสวนทุเรียนยังมีโอกาส “ทุเรียนทวาย”  ต้องมีการปรับปรุงตกแต่งใส่ยาใส่ปุ๋ย และรอฝนแล้ง 15 วันเห็นผล

เมื่อวันที่ 10 พค. 68 นายไหร ทักษิณาวาณิชย์ เจ้าของสวนทุเรียน หมู่ 3 บ้านด่านโลด ต.แม่ขรี อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เปิดเผยว่า จ.พัทลุงได้มีฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน – พฤษภาคม ตกวันเว้นและบางวันแดดร้อนจัดส่งผลให้ทุเรียนที่ผลิดอกบานปริมาณมากต้องสะบัดร่วงแทบยกทั้งต้น

“สำหรับของตนมีจำนวน 30 ต้น ผลิตในฤดูกาลเหลือ 0 จากที่ผ่านมาจำนวน 30 ต้น โดยเฉลี่ยต้นที่ให้ผลผลิตแล้วจะมีรายได้ประมาณ 20,000 บาท / ปี”

นายไหร กล่าวอีกว่า ถึงอย่างไรยังมีโอกาสที่จะได้ผลผลิตทุเรียนทวายหรือทุเรียนอกฤดู โดยอีกระยะเวลา 2 เดือน เพียงให้ฝนแล้งยาวประมาณ 10 – 15 วันติดต่อกัน จะผลิออกดอก จะมีโอกาสที่ดีอีก”

ทางด้าน นายอิสมาแอล ช่วยพริก  เกษตรกรสวนผสมผสานทุเรียนรายย่อย หมู่ 3 บ้านด่านโลด ต.แม่ขรี อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เปิดเผยว่า  สถานการณ์ทุเรียนผลผลิตในฤดูช่วงแรกจะออกดอกมากเต็มต้น แต่ได้เกิดพายุฝนตกในเดือนเมษายน ตกวันเว้นวันและบางวันจะตกหนักและมาจนถึงขณะนี้

ปรากฎว่าจากที่ดอกกระทบฝนฝนและน้ำมาก ทำให้ดอกสะบัดร่วง บางรายร่วงหมดยกทั้งต้น และสำหรับของตนสะบัดร่วงหล่นไปแล้วไม่ต่ำกว่า 50 %

“แต่ถึงอย่างไรยังมีแนวโน้มว่าเมื่อสะบัดดอกร่วงแล้วก็จะมีการต่อยอดออกใบแก่ก็จะออกดอกอีก จะเป็นทุเรียนนอกฤดูหรือทวายประมาณเดือนกรกฎาคม สิงหาคม 2568 ได้อีก แต่ทั้งนี้จะต้องเกิดฝนทิ้งช่วง”

นายกัมปนาท วงศ์ชูวรรณ เจ้าของสวนทุเรียนรายใหญ่ จ.ยะลา เปิดเผยว่า ชาวสวนทุเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือว่าเป็นรายใหญ่ภาคใต้ตอนล่าง จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ก็กระทบฝนหนักเช่นเดียวกันทำให้ทดอกกำลังบานหางแย่ต้องสะบัดร่วง

นายไพรวัลย์ ชูใหม่ นักวิชาการเกษตรอิสระ ที่ปรึกษาสวนทุเรียน อ.กงหรา จ.พัทลุง  เปิดเผยว่า ทุเรียนที่กระทบดอกสะบัดร่วงในระนะนี้เกินกว่า 50 %  และส่วนที่ดอกสะบัดร่วงหล่นยังมีโอกาสูงมาก โดยให้มีการปรับปรุงตกแต่งบำรุงฉีดยาใส่ปุ๋ย จะมีโอกาสอีกครั้งคือทุเรียนทวายหรือทุเรียนนอกฤดูกาล ก็จะเป็นโอกาสทางด้านราคาด้วย. 

ผู้ว่าฯกระบี่ เปิดกิจกรรมจิตอาสาปลูกป่าฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ

ผู้ว่าฯกระบี่ เป็นประธานเปิดกิจกรรมจิตอาสาปลูกป่าฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและรองรับนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดกิจกรรมจิตอาสาปลูกป่าฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและรองรับนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2568 ซึ่งจังหวัดกระบี่ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยศูนย์วิจัยและบริการวิชาการภูมิภาคอันดามันจังหวัดกระบี่ จัดขึ้น ณ พื้นที่สาธารณประโยชน์ทุ่งควนยาว หมู่ที่ 6 ต.ห้วยยูง อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ แม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกระบี่ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ จิตอาสาพระราชทาน และประชาชนจิตอาสาร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ทั้งนี้ หลังจากที่ประกอบพิธีถวายเครื่องราชสักการะ กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และปฏิญาณตน เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ จำนวน 3 ครั้ง เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้นำหัวหน้าส่วนราชการ จิตอาสาพระราชทาน และประชาชนจิตอาสาทุกภาคส่วน ร่วมกันปลูกต้นไม้ชนิดต่าง ๆ ณ พื้นที่สาธารณประโยชน์ทุ่งควนยาว ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการภูมิภาคอันดามันจังหวัดกระบี่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อส่งเสริมให้ชาวจังหวัดกระบี่ ตระหนักและหวงแหนทรัพยากรป่าไม้ ฟื้นฟู และรักษาธรรมชาติให้คงอยู่สืบไป สอดคล้องกับนโยบายลดโลกร้อนของประเทศ สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยต่อยอดจากมหาวิทยาลัยสีเขียว สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี ค.ศ. 2035

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานโครงการ จิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ด้วยทรงมุ่งหวัง ให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่า มีความรัก ความสามัคคี ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันประกอบกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อประโยชน์สุขของชุมชนส่วนรวม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ก่อให้เกิดความรักความผูกพัน ต่อสถาบันหลักของชาติ ซึ่งเป็นสถาบันที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน

ประชาชนแห่แย่งเม็ดพันธุ์ข้าว-ต้นไม้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

ประมวลภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากแย่งกันเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้หว่านไถ รวมถึงต้นไม้ต่างๆ ที่ประดับตกแต่งในมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 เพื่อนำกลับบ้านเพื่อเป็นสิริมงคลและขวัญกำลังใจในการเพาะปลูก โดยมี พันธุ์ข้าวต่าง ๆ เช่น ขาวดอกมะลิ 105 กข99 – (หอมคลองหลวง 72) กข24 (สกลนคร 72) เป็นต้น

ภาพ : ประเสริฐ เทพศรี

มอบหมวกกันน็อคให้เยาวชน ลดความเสี่ยง ความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

สมาคมป้องกันอุบัติเหตุและจราจร จับมือ ผู้สื่อข่าวส่วนภูมิภาค จัดหาหมวกกันน็อคให้เยาวชน ลดความเสี่ยง ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

พลตำรวจตรีขวัญชาติ ไขแสง รักษาการนายกสมาคมป้องกันอุบัติเหตุและจราจร มอบหมายให้นายธรรมรัตน์ เอียดแก้ว เลขาธิการสมาคมป้องกันอุบัติเหตุและจราจร พร้อมด้วยป๋าแหง็ม ช่วยชาวบ้านครับเจ้านาย ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมผู้สื่อข่าว หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ส่วนภูมิภาค ร่วมแถลงข่าวโครงการขับขี่ปลอดภัยสร้างวินัยจราจร เพื่อจัดหาอุปกรณ์เซฟตี้พร้อมให้ความรู้ความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนให้กับเด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนทั่วไป

ตามที่ทราบอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทยเกิดขึ้นเป็นอันดับต้นๆของโลก ทำให้ภาครัฐและเอกชนต้องเสียงบประมาณในการดูแลผู้ที่ประสบอุบัติเหตุเป็นจำนวนมากในแต่ละปี โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์หรือรถจักรยานยนต์ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย เกิดอุบัติเหตุทางถนน เสียชีวิตเฉลี่ย 1 คนทุกๆ 37 นาทีเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยผู้ที่ประสบอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน

ดังนั้นทางสมาคมป้องกันอุบัติเหตุและจราจร ร่วมกับ สมาคมผู้สื่อข่าว หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ส่วนภูมิภาค จึงได้รณรงค์ประชาสัมพันธ์จัดทำโครงการขับขี่ปลอดภัยสร้างวินัยจราจร เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำสื่อรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุทางถนนพร้อมจัดหาหมวกกันน็อคให้กับเยาวชน ประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนให้พึงระลึกถึงความปลอดภัยทั้งของตนเองและผู้ร่วมทางพร้อมปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดและที่สำคัญ (เมาไม่ขับ)

กิจกรรมในครั้งนี้ทางสมาคมป้องกันอุบัติเหตุและจราจร ได้ส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการ ประสานมายังท่านโดยตรง โดยไม่มีการแอบอ้างบุคคลหรือหน่วยงานอื่นใด นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการของสมาคมฯเท่านั้น ขอให้เกิดจากความสมัครใจตามแต่ท่านจะเห็นสมควร โดยไม่มีการขอรับบริจาคและเรี่ยไรใดๆทั้งสิ้น  

สุดท้ายนี้ทางคณะกรรมการสมาคมป้องกันอุบัติเหตุและจราจร หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนโครงการจากท่านด้วยดี จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้  

ชวนแต่งชุดจีนเยือนชุมชนจีนโบราณตำนาน 100 ปี “ชุมชนบ้านชากแง้ว”จ.ชลบุรี

ห้ามพลาด! เยือนชุมชนจีนโบราณ ตำนาน 100 ปี “ชุมชนบ้านชากแง้ว” จ.ชลบุรี แวะชมโรงหนังชากแง้วราม่า อายุกว่า 50 ปี เช็คอินสวยๆ ที่ Wall Art บ่อน้ำจีนโบราณ ชิมบ๊ะจ่างสูตรดั้งเดิมจีนแต้จิ๋วแท้ ๆ

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน เปิดพิธีเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ชุมชนบ้านชากแง้ว และงานครบรอบ 10 ปี ตลาดจีนโบราณบ้านชากแง้ว โดยมี น.ส.ขวัญเรือน ศรีจันทร์ ปลัดจังหวัดชลบุรี นางรักชนก โคจรานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นายวัฒน์ วัฒนสินธุ์ ปลัดเทศบาล ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีตำบลห้วยใหญ่ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัด (กลุ่มภาคกลางและตะวันออก) ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอ ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านชากแง้ว หัวหน้าส่วนราชการ ชาวชุมชนบ้านชากแง้ว เข้าร่วม ณ โรงงิ้ว ตลาดจีนโบราณบ้านชากแง้ว ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

ภายในงานมีกิจกรรม การแสดงศิลปวัฒนธรรม ชุด “จีน-ไทย ไมตรี” ของเด็กและเยาวชน ในชุมชน เปิดงานด้วยสิงโตปล่อยป้ายผ้าโชว์ โชว์เอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย-จีน ร่วมร้องเพลง “Happy Birth Day” ภาษาจีน 3 รอบ เนื่องในโอกาสครอบรอบ 10 ปี ตลาดจีนโบราณบ้านชากแง้ว การสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชุมชน ในถนนสายวัฒนธรรม ตลาดจีนโบราณ บ้านชากแง้ว อาทิ การวาดหน้ากากจีน การตัดกระดาษมงคล แวะชม Wall Art (เส้นทางเชื่อมไปยังศาลเจ้าแม่ทับทิม) ชมของโบราณ (ร้านเปาอุ๋ย) การพับดอกไม้ใบเตย การเรียงเม็ดข้าวสาร การทำถุงหอมมงคล การทำกะลอจี๊ เป็นต้น

ก่อนพิธีเปิด ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญภายในชุมชน ประกอบด้วย เยี่ยมชมกิจกรรมภายในวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านหนองชากแง้ว อาทิ การทำถ่านดูดกลิ่นและการระบายสีถ่านดูดกลิ่น การทำยำบุปผาสามไข่ การแช่เท้าด้วยสมุนไพร (บาธบอม) ชิมน้ำสมุนไพร (ม่วงชื่น) และขนมเทียนสลัดงา แวะสักการะขอพรเจ้าแม่ทับทิม ณ ศาลเจ้าแม่ทับทิม (อาม่าชากแง้ว) จากนั้นนั่งรถลากเยี่ยมชมตลาดจีนโบราณบ้านชากแง้ว ตามเส้นทางจากโรงหนังชากแง้วราม่า ถึง โรงงิ้ว

นายพลภูมิ กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการสืบสานและต่อยอดวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรมในการขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล ที่เกี่ยวกับการส่งเสริม และสนับสนุนในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน ด้วยการนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในชุมชนมาพัฒนาต่อยอด สร้างคุณค่า และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 จนถึงปัจจุบัน นำไปสู่การสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ เพื่อให้ชุมชนอยู่ร่วมกันได้ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

กิจกรรมเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ชุมชนบ้านชากแง้ว และงานครบรอบ 10 ปี ของการเปิด ถนนสายวัฒนธรรม ตลาดจีนโบราณบ้านชากแง้ว แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าชุมชนมีผู้นำและเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง คนในชุมชนมีความสุข มีความรักความสามัคคี และร่วมกันอนุรักษ์สืบสาน รักษา และต่อยอดวัฒนธรรมของท้องถิ่นไว้ได้อย่างดียิ่ง พร้อมในการเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเป็นอย่างดี เพื่อเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศให้ยั่งยืนต่อไป วธ.ขอชื่นชมจังหวัดชลบุรี ชาวชุมชนบ้านชากแง้ว และทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งานอันยิ่งใหญ่ และเปี่ยมด้วยคุณค่า ร่วมแรงร่วมใจผลักดันขับเคลื่อนงานท่องเที่ยวชุมชน ยลวิถี ได้สำเร็จ เป็นที่ยอมรับ และเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของไทย และมุ่งหวังให้ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความเข้มแข็งและสร้างสรรค์วัฒนธรรมร่วมกันต่อไปในอนาคต

“บ้านเก่า เล่าตำนาน สืบสานวัฒนธรรม น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง” ชุมชนบ้านชากแง้ว ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นชุมชนจีนโบราณที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่าร้อยปี โดยเริ่มต้นจากชาวจีนโพ้นทะเลที่เข้ามาตั้งรกรากเพื่อทำการเกษตรและค้าขาย ชุมชนมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนในด้านศิลปะ วัฒนธรรมจีน และสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณที่ยังคงสภาพเดิม ทำให้ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสบรรยากาศดั้งเดิมของบ้านเรือนแบบเก่าที่เรียบง่ายและเงียบสงบ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบ้านชากแง้วจะได้สัมผัสกับตลาดจีนโบราณที่เปิดให้บริการทุกวันเสาร์ ตลอดความยาวถนนกว่า 300 เมตร เต็มไปด้วยร้านค้าที่ฉากหลังเป็นสถาปัตยกรรมเรือนแถวโบราณเก่าแก่ที่สวยงาม

มีไฮไลท์ที่ต้องห้ามพลาด อาทิ เยี่ยมชมโรงหนังชากแง้วราม่า อายุเก่าแก่กว่า 50 ปี ร้านปึงอู๋ฮวด จำหน่ายบ๊ะจ่างสูตรดั้งเดิมจีนแต้จิ๋วแท้ ๆ ร้านน้ำเต้าหู้ชื่อดังที่นักท่องเที่ยวนิยมมาตามรอยซีรีส์ บ้านหลงชากแง้ว (พิพิธภัณฑ์บ้านหลงชากแง้ว) ที่เก็บสะสมเรื่องราวของชุมชนตั้งแต่อดีต ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดมาเลย์ ร้านอาหารสไตล์โรงเตี้ยม โรงงิ้ว ศาลเจ้าแม่ทับทิม เป็นศูนย์รวมใจของคนในชุมชนบ้านชากแง้ว ตรอกโรงยา ซอยแคบๆ พร้อม Wall Art ที่ และจุดเช็คอินสวยๆ บ่อน้ำจีนโบราณ และ Wall Art วัฒนธรรมไทย-จีน ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถร่วมกิจกรรมแต่งกายชุดจีน นั่งรถเจ๊ก (รถคนลาก) เที่ยวชมตลาด เหมือนได้ย้อนยุคกลับใปในอดีตของชุมชนกันอีกครั้ง

นอกจากนี้ ชุมชนยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงที่น่าสนใจ อาทิ วัดตะเคียนทอง สักการะรูปหล่อหลวงพ่อพล (หุ่นขี้ผึ้ง) อดีตเจ้าอาวาสวัดตะเคียนทอง ณ อุโบสถวัดตะเคียนทอง และไหว้เจ้าแม่ตะเคียนทอง ณ ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง เยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านหนองชากแง้ว (สวนสายใจ) ชมสวนเกษตรอินทรีย์ และร่วมกิจกรรม Work Shop การทำถ่านดูดกลิ่น การทำอาหาร (ยำบุบผา 3 ไข่) การทำขนมเทียนสลัดงาการทำ Bart Bomb สปาเท้า เป็นต้น

“ขอเชิญชวน นักท่องเที่ยวทุกท่าน ร่วมสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวชุมชนต้นแบบ กลิ่นอายจีนโบราณตำนวน 100 ปี ณ ชุมชนบ้านชากแง้ว จังหวัดชลบุรี ร่วมกันกระตุ้นรายได้ชุมชน สู่การยกระดับการท่องเที่ยว
เชิงวัฒนธรรมให้ยั่งยืน” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

เกษตรกรจอมบึงสุดช้ำแตงโมราคาตกต่ำ 2 วัดดังซื้อแจกชาวบ้าน

เกษตรกรสุดช้ำหลังแตงโมในพื้นที่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ราคาตกต่ำ เหลือกิโลกรัมละ 5  บาท ด้าน 2 เจ้าอาวาสวัดดัง   ยื่นมือช่วยรับซื้อนำไปแจกชาวบ้าน ช่วยซับน้ำตาชาวสวน วอนประชาชนช่วยกันหันมาบริโภคเหมือนกับผลไม้ตามฤดูกาลอื่น ๆ บ้าง

หลังจากสถานการณ์ราคาแตงโมตกต่ำ หรือ ภาษาชาวไร่จะเรียกว่า แตงโมตาย  ส่งผลทำให้เกษตรกรหลายคนต้องก้มหน้ามองลูกแตงโมที่ตัวเอง ดูแลฟูมฟักมาอย่างดี ทั้งใส่ปุ๋ย รดน้ำหวังได้ผลผลิตมีคุณภาพ ขายได้ในราคาแพงเหมือนกับทุก ๆ ปีที่ผ่านมา  ในราคากิโลกรัมละ 7- 8 บาท  แต่พอมาปีนี้เกษตรกรจำนวนมากหันมาปลูกแตงโมกันมาก และอีกส่วนผู้บริโภคไม่ค่อยนิยมรับประทาน เพราะมีผลไม้หลายชนิดออกมาชนกัน จึงทำให้ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวปีนี้ ส่งผลกระทบราคาแตงโมตกต่ำ ไม่คุ้มกับการลงทุนค่ายา ค่าปุ๋ยหลายแสนบาท  อย่างไร่แตงโมของนายอำนาจ  พลับวังกล่ำ  อายุ 50 ปี  เจ้าของไร่แตงโม ในพื้นที่หมู่ 13 ต.จอมบึง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี  ลงทุนค่ายา ค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดไปประมาณไร่ละ  1 หมื่นบาท  คิดว่าจะได้ราคาดีเหมือนกับปีที่แล้ว   แต่สุดท้ายกลับมาเจอปัญหาแตงโมราคาตาย  ต้องยอมขาดทุนลดราคา เหลือการขายหน้าไร่กิโลกรัมละ 5 บาท ดีกว่าต้องปล่อยให้แห้งเหี่ยวคาต้นตาย  อีกทั้งยังต้องจ้างคนงานหลายสิบคนเร่งมือเก็บขายโดยเร็ว เนื่องจากได้เวลาเก็บขายแล้ว หากปล่อยไว้นานก็จะทำให้ไส้แตงโมที่อยู่ข้างในแตกร้าว เนื้อล่มกินไม่อร่อยขายไม่ได้ราคาอีก

นายอำนาจ  พลับวังกล่ำ  เจ้าของสวนแตงโม  กล่าวว่า สาเหตุที่แตงโมตายเพราะคนไม่ค่อยนิยมบริโภค  และไปออกชนกับผลไม้อื่น เช่นเงาะ ทุเรียน อีกทั้งคนเหมือนกับไม่มีเงินซื้อ เศรษฐกิจตกต่ำมาก มีเนื้อที่ปลูกกว่า 200 ไร่  แต่แปลงที่เก็บวันนี้ประมาณกว่า 60 ไร่ ปีนี้ผลผลิตน่าจะได้กว่า 200 ตัน  โดยได้เช่าพื้นที่ปลูกไร่ละ 1 ,000  บาทเศษ  ช่วงนี้ราคาตกต่ำมาก ลงทุนไร่ละหมื่นกว่าบาท เหลือกิโลกรัมละ 5 บาท  ราคานี้ไม่จะได้ทุนคืน ไม่รู้จะแก้ไขยังไง จะให้รัฐบาลช่วยก็คงยากเพราะมันเยอะมาก จึงอยากวอนให้คนหันมาซื้อกินกันให้มากขึ้นกว่านี้ แข่งกับผลไม้อย่างอื่นก็จะทำให้ราคาดีขึ้น  แตงโมจะใช้ระยะเวลาอยู่สั้น ถ้าตัดขายเก็บไว้ครึ่งเดือนก็จะเสีย จะเกิดไส้ล้ม ปีนี้ขาดทุนหนักแน่นอนและยังเป็นหนี้กันอยู่ด้วย 
         

พระอาจารย์เอกธนัช  อริยธัมโม เจ้าสำนักสงฆ์พุปะหังวงค์วนาราม  อ.ปากท่อ  กล่าวว่า ทราบว่าราคาแตงโมตกต่ำ ชาวสวนขายไม่ค่อยออก จึงมีแนวคิดจะซื้อนำไปแจกให้กับชาวบ้าน เพราะมีโครงการของคณะสงฆ์อยู่แล้วที่แจกชุมชนตามที่ต่าง ๆ วันที่ 8 พ.ค. นี้คณะสงฆ์อำเภอปากท่อ จะมีการแจกข้าวสารอาหารแห้ง จึงจะนำข้าวสารอาหารแห้งไปช่วย พอดีได้ข่าวเรื่องแตงโมก็เลยว่า  จะเอาแตงโมไปช่วยแจกชาวบ้านด้วย เพื่อจะได้ช่วยเกษตรกร ชาวบ้านก็จะได้มีแตงโมกิน  วันนี้ซื้อก่อน 3 ตัน  ส่วนวันที่ 8 พ.ค. จะซื้อไปอีก 2 ตัน รวม ๆ ก็จะช่วยประมาณ 5 ตัน เท่าที่ช่วยได้          

 ด้านพระธนวัฒน์ ชยวฑฒโน   เลขานุการเจ้าคณะตำบลหินกอง และพระสุทธิพงษ์  ธมมสุทโธ  เลขานุการวัดหินกอง  เปิดเผยว่า เนื่องจากโยมบอกว่าแตงโมขายไม่ออกเรียกว่าแตงตาย และได้ขอความอนุเคราะห์ให้ช่วยเหลือหน่อย  หลวงพ่อวัดหินกอง อ.เมือง ก็เลยจะช่วยเหลือเท่าที่พอช่วยได้  ทางวัดโดยเจ้าอาวาสวัดหินกองท่านเมตตาอยากช่วยเหลือด้วย   เบื้องต้นจะนำไปแจกให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กออทิสติกที่วัดห้วยหมูได้ดูแลอยู่   และแจกให้ผู้ป่วยติดเตียง  ชาวบ้านในหมู่บ้านชุมชน  ตอนนี้ได้ช่วยเหลือซื้อไปแล้ว 2 คันรถ คันรถละ 1 ตัน  รวม 2 ตัน  อยากช่วยกัน คือโยมลำบาก พอวัดลำบากก็แบ่งปันกัน เราก็ช่วยเหลือกันเกื้อหนุนกันไป  วันนี้มาลงพื้นที่เองเพราะอยากรู้และสัมผัสพื้นที่จริง ๆ ว่าเกิดปัญหามาจากอะไร และก็จะได้เอาแตงโมไปแจกให้กับชาวบ้านเองด้วย