สสจ. อำนาจเจริญ ยันไม่พบคนติดเชื้อแอนแทร็ซ์ แต่เฝ้าระวังคุมเข้มตลอด24ชั่วโมง

นายแพทย์ปฐมพงศ์  ปรุโปร่ง   นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ เผยว่าจ.อำนาจเจริญ ได้รับรายงานจากรพ.อำนาจเจริญว่า พบผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อโรคแอนแทรกซ์ 1 ราย เป็นเพศชาย อายุ 56 ปี ตำบลบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ โรคประจำตัวคือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง  เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 เวลา 12.35 น. ด้วยอาการ มีตุ่มแผลสีคล้ำ บริเวณน่องขาซ้าย ปวดตามร่างกาย หมอวินิจฉัยการติดเชื้อที่ผิวหนัง

นายแพทย์ปฐมพงศ์  ปรุโปร่ง   นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ

โดยไม่ตัดประเด็นโรคแอนแทรกซ์  จึงได้ ให้ผู้ป่วยพักที่ห้องแยก และให้เก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ส่งตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่10 อุบลราชธานี และ กรมควบคุมโรค

ประวัติเสี่ยง
     
-เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 68 กินเนื้อผ้าขี้ริ้วจุ้ดิบ ที่งานแต่งงาน ที่ อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ การรักษา ให้ยา ครอบคลุมแอนแทรกซ์ ไว้ก่อน

การควบคุมป้องกันโรค ทีมสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญร่วมกับปศุสัตว์จังหวัดลงพื้นที่สอบสวนและควบคุมโรค ในเช้าวันนี้ จนถึงวันนี้จนยืนยันว่า ยังไม่มีผู้ใดติดเชื้อแอนแทรค ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ ส่วนผู้ป่วยที่สงสัยว่าติดเชื้อแอนแทร็ซ์คาดว่าวันพรุ่งนี้คงรู้ผล ว่าติดเชื้อแอนแทร็ซ์หรือไม่/

ภาพข่าว-นายทิพกร  หวานอ่อน/จังหวัดอำนาจเจริญ  รายงาน

ฉุดไม่อยู่! รพ.ยันฮี ผนึก เอฟโวลูชั่นสกิน ยกระดับวงการเวชสำอาง คว้า ศรีริต้า เจนเซ่น เป็นตัวแทนคนรักผิว เปิดตัวสินค้า Yanhee Vita8 Ultimate Complex Cream

เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่! กลางศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โรงพยาบาลยันฮี ร่วมกับ บริษัท เอฟโวลูชั่นสกิน จำกัด แถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์เวชสำอางน้องใหม่ Yanhee Vita8 Ultimate Complex Cream (ยันฮี ไวต้าเอจ คอมเพล็กซ์ อัลติเมท ครีม) จากการพัฒนานานกว่า 2 ปี นำทีมโดย นพ.สรรพสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมบริหารโรงพบาลยันฮี และ คุณปิยลักษณ์ อุดมชาติ กรรมการบริษัทเอฟโวลูชั่นสกิน จำกัด พร้อมนักแสดงนางแบบชื่อดัง คุณศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช มาเป็นพรีเซนเตอร์ ตัวแทนของคนที่รักในการดูแลผิว ให้ดูสุขภาพดีอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากความสำเร็จของ ยันฮี เรด เอนเนอร์จี้ ลิฟติ้งเซรั่ม ที่ทำยอดขายทะลุล้านขวด ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โดยผลิตภัณฑ์ใหม่มุ่งตอบโจทย์ผิววัย 40 ปีขึ้นไป ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ฟื้นเกราะผิว – ลดริ้วรอย – คืนผิวเด็กภายใน 48 ชั่วโมง’

งานนี้ นพ.สรรพสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการบริหาร รพ.ยันฮี และกรรมการผู้อำนวยการโรงงานยาอินไทย กล่าวว่า         “ ทุกขั้นตอนของการพัฒนา ยันฮี ไวต้าเอจ คอมเพล็กซ์ อัลติเมท ครีม เราเริ่มจากความต้องการผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยฟื้นฟู เกราะปกป้องผิว ลดเลือนริ้วรอยลึก และคืนความกระชับในหนึ่งเดียว พร้อมปกป้องผิว จากอนุมูลอิสระทุกวัน เพราะเราเข้าใจดีว่าหลังอายุ 40 ผิวจะเผชิญปัญหาทั้งการสูญเสียคอลลาเจน เกราะผิวอ่อนแอ และริ้วรอยชัดขึ้น จึงคัดเลือกสารแอนตี้ออกซิแดนท์และเซราไมด์คุณภาพสูง ที่ผ่านการทดสอบ หลายร้อยสูตรจนได้สูตรที่สมบูรณ์แบบที่สุด และเรายังพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงเนื้อครีม ซึมไว ไม่มีความมันตกค้าง เพื่อให้ผู้ใช้ทุกคนมั่นใจได้ว่า ใช้แล้วเห็นผลจริง ทั้งผิวแน่นขึ้น ริ้วรอยดูลดลง และผิวกลับมาอ่อนเยาว์”

โดยนางสาวปิยลักษณ์ อุดมชาติ กรรมการบริษัท เอฟโวลูชั่นสกิน จำกัด เผยว่า “จากความสำเร็จที่ผ่านมา ระหว่างโรงพยาบาลยันฮีและเอฟโวลูชั่นสกิน ได้สร้างปรากฏการณ์ ยันฮี เรด เอนเนอร์จี้ ลิฟติ้งเซรั่ม ทะลุล้านขวด จนขึ้นแท่นผลิตภัณฑ์ยอดนิยม เราจึงสานต่อวิสัยทัศน์เดียวกันเพื่อยกระดับวงการเวชสำอางไทยอีกครั้ง และก้าวขึ้น เป็นผู้นำตลาดสกินแคร์ระดับสากล กับ ยันฮี ไวต้าเอจ คอมเพล็กซ์ อัลติเมท ครีม ที่มีการวางกลยุทธ์ เชิงรุกด้านการตลาดดิจิทัล ขยายช่องทางจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม และยกระดับบริการ หลังการขาย สร้างประสบการณ์ใกล้ชิดใส่ใจทุกรายละเอียด ให้ผู้บริโภคมั่นใจ ว่าเลือกยันฮีได้ครบทั้งคุณภาพ มาตรฐาน และความเอาใจใส่ระดับโรงพยาบาล ” โดยตั้งเป้ายอดขายเปิดตัวจำนวน 500,000 กระปุก

ด้าน ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช เผยว่า “ริต้าเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวมาก จะใช้ผลิตภัณฑ์อะไร ก็ต้องศึกษาอย่างละเอียด ริต้าเลยเลือก ยันฮี ไวต้าเอจ คอมเพล็กซ์ อัลติเมท ครีม เพราะมั่นใจในความปลอดภัย และผลลัพธ์จากงานวิจัยของโรงพยาบาลยันฮี สูตรนี้ช่วยฟื้นเกราะปกป้องของผิวให้แน่นกระชับ กักเก็บความ ชุ่มชื้นได้ยาวนาน และลดเลือนริ้วรอยลึกชัดเจน ริต้าสังเกตได้ตั้งแต่สัปดาห์แรกจึงกล้าบอกต่อ ผิวดูอิ่มน้ำและ กระชับขึ้นจริงๆ”

นอกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และพรีเซนเตอร์ รวมทั้งการให้ข้อมูลเชิงลึกโดยทีมเภสัชจากโรงพยาบาลยันฮี ภายในงานยังมีกิจกรรมให้ประชาชนทั่วไปได้ร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัลมากมาย เช่น ผลิตภัณฑ์ใหม่ขนาดจริง และปิดท้ายงานด้วยกิมมิคสุดพิเศษ มินิคอนเสิร์ตจากโค้ชนักร้องหนุ่มหล่อตลอดกาล ก้อง–สหรัถ สังคปรีชา ที่จะขนเพลงฮิตมาเรียกเสียงกรี๊ด มอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ครบทั้งสาระ ความบันเทิง และความประทับใจไม่รู้ลืม ให้สมกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง “Yanhee Vita 8 Ultimate Complex Cream” อย่างสง่างามและสมบูรณ์แบบที่สุด!

สอบถามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ได้ที่ www.evolutionskin.co.th หรือ Line @yanhee5

โซลาร์เซลล์หัวใจเกษตรยุคใหม่ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ลงทุนหลักหมื่น คืนทุนใน 2 ปี

ในยุคที่ต้นทุนการผลิตทางการเกษตรพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พลังงานกลายเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญที่เกษตรกรต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำรดพืชภายในแปลง หรือจะเป็นการเปิดเครื่องปั๊มน้ำ และเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติต่างๆ ภายในสวน โซลาร์เซลล์หรือพลังงานแสงอาทิตย์จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าจับตามอง เพราะนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายอย่างไฟฟ้าได้แล้ว ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เกษตรกรหลายท่านจึงค่อยๆ เริ่มหันมาใช้แผงโซลาร์เซลล์ติดตั้งในพื้นที่สวน เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวัน ทั้งในระบบสูบน้ำอัตโนมัติ ระบบรดน้ำพืชแบบสปริงเกลอร์ ไปจนถึงการเปิดพัดลมหรือเครื่องพ่นหมอกในโรงเรือน การลงทุนติดตั้งอาจมีค่าใช้จ่ายในระยะแรก แต่ในระยะยาวช่วยประหยัดค่าไฟได้มาก และบางรายสามารถคืนทุนได้ภายใน 2-3 ปี

หนึ่งในเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เห็นโอกาสจากพลังงานทางเลือกคือ คุณต้อม-ภานุพงษ์ คำกวีปราชญ์ อดีตวิศวกรหนุ่มที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ พลิกชีวิตสู่เส้นทางเกษตรกรรมด้วยการปลูกฝรั่งบนพื้นที่ 6 ไร่ โดยใช้โซลาร์เซลล์เป็นแหล่งพลังงานหลักในการบริหารจัดการสวน ตั้งแต่ระบบสูบน้ำอัตโนมัติ รดน้ำต้นไม้ คุณต้อมไม่เพียงแค่ขายผลผลิตสดและกิ่งพันธุ์ แต่ยังต่อยอดผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งการตลาด การให้ความรู้ และการขายสินค้า ทำให้สวนฝรั่งของเขากลายเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน

คุณต้อม บอกว่า ปัจจุบันแรงงานที่ทำในภาคการเกษตรหายากขึ้นทุกวัน การทำเกษตรสมัยใหม่ก็ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ ตั้งแต่การทำระบบน้ำ การให้ปุ๋ย การดูแลสวน ในพื้นที่ 6 ไร่ สามารถดูแลได้เพียงคนเดียว โดยจะวางระบบน้ำ จากเซ็นเซอร์แบ่งโซนการให้ปุ๋ยที่เป็นระบบอัตโนมัติได้เลย

“จุดมุ่งหมายของผมเองไม่อยากพึ่งพาใคร ผมจะคิดแปลกๆ อย่างหนึ่ง ถ้าวันหนึ่งมันเกิดสงคราม เกิดโรคระบาด ผมอยากอยู่ในสวนได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาอะไรเลย เรามีโซลาร์เซลล์ มีระบบน้ำ โดยที่ไม่ต้องออกไปพึ่งพาภายนอก ต้อมเลยให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนกับพลังงานพวกนี้เยอะ เพราะจะใช้ในภาคเกษตรด้วย และต่อใช้ในบ้านด้วย” 

การใช้แผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งไว้ภายในพื้นที่สวนนั้น คุณต้อม บอกว่า จะใช้สำหรับเปิดน้ำและก็มีใช้มอนิเตอร์สำหรับใช้งานในบ้านด้วย ระบบที่เราใช้งานอยู่มันต้องใช้ไฟเลี้ยง เพราะต้องมีการเติมออกซิเจนลงไป ซึ่งในส่วนนี้จะใช้โซลาร์เซลล์ทั้งหมด และการลงทุนในสิ่งเหล่านี้ปัจจุบันราคาไม่ได้แพงอย่างที่คิด ลงทุนประมาณ 15,000-17,000 บาท อุปกรณ์มาพร้อมแบตเตอรี่ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือนในการทำเกษตร ภายใน 1-2 ปี ก็จะคืนทุนกับสิ่งที่ลงไป

ทั้งนี้ สำหรับการติดตั้งเพื่อใช้งานภายในสวนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ข้อควรรู้ก่อนติดตั้งคือ พื้นที่ติดตั้งควรมีแสงแดดจัดตลอดทั้งวัน โดยไม่มีร่มเงาบังในช่วงเวลา 09.00-15.00 น. และควรมีระบบการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าย้อนกลับ และระบบตัดไฟอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย และที่สำคัญควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้รับมาตรฐาน เช่น มอก. หรือมาตรฐานสากลอื่นๆ และติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญ

เกษตรกรแม่ฮ่องสอนน้ำตาซึมพ่อค้าคนกลางเมินซื้อกระเทียมต้นฤดู

เกษตรกรในพื้นที่ตำบลนาปู่ป้อม อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน วอนหน่วยงานรัฐเข้าไปดูแลและช่วยเหลือหลังราคากระเทียมตกต่ำ จนบางรายถึงกับเครียดเผากระเทียมทิ้งไป

นายพฤหัส สุนทรสิทธิศักดิ์ ผญบ.บ้านโท้งหลวง หมู่ 9 ต.นาปู่ป้อม อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ปัจจุบันราคากระเทียมในพื้นที่ ตำบลนาปู่ป้อม อ.ปางมะผ้า ฯ ตกต่ำอย่างหนัก โดยมีราคารับซื้ออยู่ที่ กก.ละ 30 บาท รวมไปถึงไม่มีพ่อค้ากระเทียมเข้ามารับซื้อเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบให้เกษตรกรในพื้นที่ ตำบลนาปู่ป้อม เกษตรกรฯ ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก และอยากให้มีพ่อค้าเข้ามารับซื้อกระเทียมในพื้นที่ ต.นาปู่วอนป้อม ฯ บ้างเพื่อที่เกษตรกรจะได้มีเงินไปชำระหนี้ ธกส.และรวมไปถึงใกล้เปิดเทอมของโรงเรียนที่พ่อแม่ของเด็กนักเรียนต้องการเงินเพื่อซื้อชุดนักเรียนให้กับบุตรของตนที่จะเข้าโรงเรียนในเร็ว ๆ นี้

ด้านนางสาว ยุพดี ไพรพัฒนาจิต อยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ 5 บ้านปุงยาม ต.นาปู่ป้อมก็ยืนยันว่า ช่วงนี้กระเทียมราคาตกต่ำอย่างหนัก และไม่มีคนมาซื้อกระเทียมในหมู่บ้านเลย ทำให้เกษตรกรเดือดร้อนอย่างหนัก ทั้งนี้ เกษตรกรในพื้นที่ตำบลนาปู่ป้อม ส่วนใหญ่ปลูกกระเทียมเพื่อจำหน่ายให้กับพ่อค้า และในทุกปีที่ผ่านมามีพ่อค้าเข้ามารับซื้อกระเทียม แต่สำหรับปีนี้ ไม่มีพ่อค้าเข้ามารับซื้อกระเทียมแต่อย่างใด ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนไปทั่วทั้งตำบลนาปู่ป้อม จึงวิงวอนให้หน่วยงานรัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรด้วย

สำหรับปัญหาเรื่องราคากระเทียมตกต่ำดังกล่าว ส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มพ่อค้าคนกลาง ที่ไม่ยอมมาซื้อกระเทียมในห้วงต้นฤดู เนื่องจากน้ำหนักกระเทียมสดมีน้ำหนักมากและทำให้การประเมินราคาเมื่อเป็นกระเทียมแห้ง ไม่แน่นอนและอาจจะส่งผลให้มีการขาดทุนได้ รวมไปถึงการรวมตัวของกลุ่มพ่อค้าคนกลาง ที่อั้นไว้ ไม่ยอมเข้ามารับซื้อ และเมื่อเข้ามาจะได้กดราคากระเทียมกับเกษตรกรผู้จำหน่าย เนื่องจากเกษตรกรต้องการเงินสดไปใช้หนี้สินที่หยิบยืมมา ไม่ว่าจะเป็นหนี้ในระบบเช่น ธนาคารเพื่อการเกษตร หรือ ธกส.และแหล่งเงินทุนอื่นจากนายทุนเงินกู้นอกระบบ

และยิ่งเป็นช่วงใกล้เปิดเทอมของแต่ละโรงเรียนที่ เกษตรกรต้องใช้เงินซื้อชุดนักเรียน สมุดดินสอและหนังสือเรียนสำหรับเด็ก ทำให้เมื่อถูกกดราคาก็จำเป็นต้องขาย ถึงแม้ว่าจะขาดทุนบ้างเล็กน้อยหรือได้กำไรไม่มาก ทำให้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเกษตรกรในพื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน มาอย่างต่อเนื่องนานหลายสิบปีโดยไม่ได้มีการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมต่อเกษตรกรแต่อย่างใด

โดยในพื้นที่ตำบลนาปู่ป้อม อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน พบว่า มีการเผากระเทียมจำนวนมาก บริเวณป่าข้างทางติดหมู่บ้าน โท้งหลวง บ้าน ปุงยาม ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนต่อการกระทำดังกล่าวของเกษตรกรในพื้นที่

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทอดพระเนตร ชมภูมิปัญญาผ้าไทย

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการ และการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชน ภาคกลาง ณ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) จ.พระนครศรีอยุธยา

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการ และการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชน ภาคกลาง จัดโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ณ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ดำเนินการจุดสุดท้าย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับกลุ่มผู้ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้า ตลอดจนงานหัตถกรรมชุมชน

โอกาสนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยารองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางอรจิรา ศิริมงคล อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนางวัชราภรณ์ รุ่งสาคร ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคกลางและภาคตะวันออก ข้าราชการ สมาชิกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย คณะที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” นิสิต นักศึกษา และผู้ประกอบการจากจังหวัดต่าง ๆ เฝ้ารับเสด็จ

เมื่อเสด็จเข้าสู่ห้องประชุมแพรวา ทรงพระดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชน พร้อมพระราชทานคำแนะนำ แก่กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และกลุ่มสมาชิกโครงการศิลปาชีพ ประเภทผ้า และหัตถกรรม จาก 15 จังหวัด รวม 30 กลุ่ม ได้แก่ เพ้นท์ดีบาติกอำเภอศรีราชา จ.ชลบุรี ศูนย์ส่งเสริมฝีมือจักสานด้วยไม้ไผ่อำเภอพนัสนิคม จ.ชลบุรี กลุ่มหัตถกรรมผักตบชวาบ้านอ้อย จ.ชัยนาท กลุ่มทอผ้าบางปิด จ.ตราด เชอรี่เบญจรงค์ จ.นครปฐม กลุ่มผสมทรัพย์เซรามิค จ.นครปฐม กลุ่มอาชีพสหกรณ์สืบสานวัฒนธรรมไทย (เครื่องถมครูอุทัย) จ.นนทบุรี เครื่องลงยาสีโบราณ Kith Craft (คิท คราฟต์) จ.นนทบุรี กลุ่มบ้านไทยซิลค์ จ.นนทบุรี วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน จ.นนทบุรี ร้านอุษาคเนย์ จ.ปทุมธานี

กลุ่มโขมพัสตร์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กลุ่มจักสานหวายบ้านห้วยเกรียบ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กลุ่มผลิตภัณฑ์ไม้ป่าน้ำเค็ม จ.เพชรบุรี กลุ่มจักสานตะกร้าหวาย จ.พระนครศรีอยุธยา โพธิ์ทองอรัญญิก จ.พระนครศรีอยุธยา วิสาหกิจชุมชนบ้านสกุลบายศรี จ.ราชบุรี หจก.สุขขี แฮนดิคราฟท์ จ.ราชบุรี RACHATA (รชต ผ้าทอมือ) จ.ราชบุรี กลุ่มบ้านเอี่ยม แบรนด์ “รักษ์เศษ” จ.ราชบุรี สิปป์ เปลือกไข่วิจิตรศิลป์ จ.สมุทรปราการ หมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี จ.สมุทรสาคร กลุ่ม ปัญ-ปัก PAN-PAK จ.สระบุรี กลุ่มรังไหมประดิษฐ์ จ.สระบุรี กลุ่มหัตถกรรมผ้าด้นมือ U thong quilts จ.สุพรรณบุรี กลุ่มเปลญวนแม่พระประจักษ์ จ.สุพรรณบุรี กลุ่มจักสานงิ้วราย จ.อ่างทอง นางสาวบุญยนุช ฝากมิตร จ.อ่างทอง และวิสาหกิจชุมชนสานศิลป์บางเจ้าฉ่า จ.อ่างทอง

พร้อมกันนี้ โปรดให้ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้า งานหัตถกรรม และงานแฟชั่นชั้นนำของประเทศ ให้คำปรึกษาและคำแนะนำ แก่กลุ่มทอผ้า และงานหัตถศิลป์ เพื่อพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย ตรงตามต้องการของตลาดทั้งใน และต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อย่างดี

ก่อนเสด็จกลับ ทอดพระเนตรการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นชุดระบำวีรชัยลิง โดยนักศึกษาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่ง ระบำวีรชัยลิง หรือ ระบำวีรชัยสิบแปดมงกุฏ เป็นการจัดกระบวนทัพของฝ่ายลิงเพื่ออกไปทำศึกสงครามตามจารีตการแสดงนาฏศิลป์ไทยโขน ท่าทางในการเต้นแสดงออกออกด้วยความเข้มแข็ง คล่องแคล่ว ว่องไว และมีความพร้อมเพรียงของเหล่าพลทหารวานร 18 นาย

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงแตรวงชาวบ้าน จากคณะ ศ. บันเทิงศิลป์ ซึ่งเป็นการบรรเลงดนตรีประกอบการรำ และการละเล่นพื้นบ้าน อาทิ กระตั้วแทงเสือ ที่นิยมเล่นในงานประเพณี งานรื่นเริงในวิถีชีวิตประจำวัน อีกด้วย

พ่อค้าขอนแก่นโอดยอดขายเนื้อวัวลดกว่าครึ่ง ลูกค้าผวาโรคแอนแทรกซ์

เนื้อวัวขอนแก่นราคาปกติ แต่ยอดขายลดลงกว่าครึ่ง เหตุเพราะกังวลจากโรคแอนแทรคระบาด  พ่อค้าคาดรอเหตุการณ์ผ่านไปสักระยะ ทุกอย่างก็จะกลับสู่ภาวะปกติ

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศร้านขายเนื้อ หรือเขียงเนื้อหลายแห่งในเขต อ.เมืองขอนแก่น หลังเกิดการการระบาดของโรคแอนแทรคที่เกิดขึ้นที่ จ.มุกดาหาร ทำให้ยอดการจำหน่ายเนื้อวัวลดลงและราคาลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเขียวเนื้อที่ จ.มุกดาหาร ที่ราคาลดลงเหลือ กก.ละ 150 บาท เท่านั้น

ขณะที่เขียงเนื้อภายในเขต อ.เมืองขอนแก่นพบว่าราคาขายยังคงปกติแต่ลูกค้าและจำนวนการขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะที่ร้านเนื้อวัวแท้ ชวาลย์ ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 125/25 ม.13 ต.ศิลา ถนนกสิกรทุ่งสร้าง หลังวัดป่ารัตนมงคล จ.ขอนแก่น พบว่า ราคาขายยังเท่าเดิมแต่ลูกค้าลดลงยอดขายหายไปกว่าครึ่ง

นายชวาลย์ มาคาร อายุ60 ปีเจ้าของร้านชวาลย์เนื้อวัวแท้ กล่าวว่า ร้านจำหน่ายเนื้อวัวยังขายราคาปกติ โดยที่ร้านขายในราคา กก.ละ 260 บาท แต่ว่าลูกค้าลดลงเยอะ ขณะที่ราคาจากโรงฆ่าสัตว์ก็ไม่มีการปรับราคาลงแต่อย่างใด ดังนั้นถ้าร้านมาลดราคาก็ขาดทุนเพราะราคาต้นทุนไม่ได้ลงด้วย

“ร้านรับเนื้อจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้มาตรฐานมีสัตวแพทย์คอยควบคุมตรวจสอบของโรงฆ่าสัตว์ถ้าไม่ผ่านจะไม่นำมาขายเด็ดขาดถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับวัวที่ติดเชื้อจะเป็นวัวที่ตายวัวป่วยนำมากินดิบจึงเกิดเป็นโรคระบาดขึ้น แต่อิสลามมั่นใจได้เลยว่าถ้าวัวตายจะไม่ไปแตะต้องเพราะมันบาปและจะไม่นำมาทำอาหาร ไม่นำมาขายแน่นอนให้มั่นใจได้ว่าฮาลาลผ่านถูกต้องผู้บริโภคมั่นใจได้ 100%”

นายชวาลย์ กล่าวต่ออีกว่า  ปัจจุบันร้านได้รับผลกระทบมากคือตั้งแต่เกิดโรคระบาดเพราะยอดขายลดลงชัดเจน จากเดิมเคยรับเนื้อมาขายวันละ 30-40 กก. ก็ต้อง ลดลงเหลือวันละ 15-20 กก. เพราะต้องยอมรับว่าคนยังกลัวอยู่ แต่ลูกค้าประจำจะรู้ดีว่าเนื้อที่ร้านได้มาตรฐานและเป็นเนื้อคัดมาอย่างดี ดังนั้นคงต้องให้ผ่านไปสักช่วงเวลานึงผู้บริโภคก็จะกลับมาคึกคักเหมือนเดิมเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นอยู่คนละจังหวัด จึงอาจจะไม่ได้ผลกระทบเกิดขึ้นระยะยาว

ยังคลุมเครือ 320,000 ตัว ส่งออกได้อย่างไร? “ปลาหมอคางดำ” ไร้แหล่งที่มารอคำตอบชัดๆ

การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ในแหล่งน้ำธรรมชาติของประเทศไทย กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในปีที่ผ่านมาทั้งในแวดวงวิชาการ สิ่งแวดล้อม และสังคมในวงกว้าง ด้วยลักษณะเป็นปลาต่างถิ่นที่มีพฤติกรรมรุกรานระบบนิเวศของไทย และอาจเผชิญความเสี่ยงหากไม่จัดการอย่างเป็นระบบ รอบคอบและรัดกุม

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความพยายามในการควบคุมการแพร่ระบาด กลับมีคำถามสำคัญที่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน นั่นคือ “ปลาหมอคางดำกว่า 320,000 ตัว ที่ส่งออกจากประเทศไทยไปยัง 17 ประเทศในช่วงปี 2556–2559 นั้นมาจากไหน?”

เอกสารการส่งออกที่กรมประมงจัดเก็บไว้ระบุชัดว่า มีการส่งออกปลาชนิดนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ไม่มีหลักฐานการนำเข้าอย่างเป็นทางการ นั่นหมายความว่า “ไร้แหล่งที่มา” ขัดกับหลักเกณฑ์ตาม พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดไว้ว่า การส่งออกสัตว์น้ำต้องมีการแจ้งแหล่งที่มาอย่างโปร่งใส

คำชี้แจงจากหน่วยงานรัฐระบุว่า เป็น “ความผิดพลาดในการกรอกเอกสารของบริษัทชิปปิ้ง” ที่ผิดพลาดต่อเนื่องกันนานถึง 4 ปี โดยไม่มีการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยอ้างว่าเกิดขึ้นกับบริษัทั้ง 11 ราย แต่กลับมีการสอบสวนเพียง 6 บริษัท และไม่มีการดำเนินคดีตามกฎหมายแม้แต่รายเดียว

คำถาม คือ หากเป็นความผิดพลาดทางเอกสาร เหตุใดจึงเกิดขึ้นซ้ำๆ เกิดต่อเนื่อง และในช่วงเวลานานหลายปีและกับบริษัทเดิม เหตุใดถึงไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเอกสารหรือหลักฐานต่อสาธารณะให้ตรวจสอบได้? ทำไมจึงไม่มีการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ว่า ปลาที่ส่งออกมีสายพันธุกรรมตรงกับปลาที่พบในแหล่งน้ำธรรมชาติในไทยหรือไม่?

หลักฐานจากต่างประเทศสะท้อนรูปแบบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่คล้ายคลึงรายงานในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์ พบว่า การระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ มีต้นทางจากตลาดปลาสวยงาม ซึ่งปลาอาจหลุดรอดหรือลักลอบปล่อยลงแหล่งน้ำโดยผู้เลี้ยงที่ไม่ต้องการรับผิดชอบผลกระทบ

ในกรณีของประเทศไทย จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นตลาดปลาสวยงามขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ มีเครือข่ายแหล่งน้ำที่เชื่อมโยงกับจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาครและพื้นที่ใกล้เคียง แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีหน่วยงานใดพิสูจน์หรือเปิดเผยผลการสืบสวนว่าปลาหมอคางดำที่พบในธรรมชาตินั้น มีความเชื่อมโยงกับแหล่งเพาะเลี้ยงในพื้นที่เหล่านี้หรือไม่

หากมีการลักลอบนำเข้าปลาชนิดนี้เพื่อจำหน่ายในตลาดปลาสวยงาม แต่ภายหลังกลัวความผิดตามกฎหมาย จึงเลือก “ปล่อย” ลงแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อทำลายหลักฐาน พฤติกรรมเช่นนี้ไม่เพียงผิดกฎหมาย แต่ยังอาจเป็นต้นเหตุของหายนะต่อระบบนิเวศพื้นถิ่น

การตรวจสอบแหล่งที่มาของการส่งออกจึงไม่ใช่เพียงการหาคนผิด แต่คือการป้องกันไม่ให้ ประเทศไทย ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับประเทศอื่นที่ไม่สามารถควบคุมสัตว์น้ำรุกรานได้ทันท่วงที ที่สำคัญทุกวันนี้ ยังมีการลักลอบนำเข้าสัตว์ต้องห้าม สัตว์แปลกๆ ปลาแปลกๆ ที่ตลาดมีความต้องการอย่างต่อเนื่องจับกุมได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อนิเวศของไทยได้หากไม่มีการควบคุมและจัดการที่เคร่งครัดและเป็นระบบ

การปกป้องระบบนิเวศและอุตสาหกรรมประมงของไทยไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานรัฐเพียงลำพัง แต่คือความรับผิดชอบร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะเมื่อมีข้อเท็จจริงและหลักฐานหลายด้านที่ยังไม่มีคำอธิบายที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ เราไม่ควร “ด่วนสรุป” แต่ควร “ตั้งคำถาม” เพื่อค้นหาความจริง?

ขอเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลการส่งออกปลาหมอคางดำในช่วงปี 2556–2559 ของทั้ง 11 บริษัทต่อสาธารณะและให้มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เรื่อง DNA และแหล่งกำเนิดของปลา เพื่อตอบคำถามอย่างจริงจังและโปรงใส แม้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาแต่ก็จำเป็นต้องพิสูจน์ และควรเดินหน้าแก้ปัญหาตามหลักวิชาการ ไม่เพิกเฉยที่จะร่วมมือกันกำจัดและควบคุมปลาให้อยู่ในพื้นที่จำกัดให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด

โดย…สินี ศรพระราม นักวิชาการอิสระ

“เห็ดถอบ”อาหารป่าพื้นบ้านต้นฤดูฝนขายริมทาง ราคาสูงลิ่วกิโลกรัมละ1,000 บาท

เชียงใหม่ –ต้นฤดูฝนอาหารพื้นบ้าน“เห็ดถอบ”หรือ “เห็ดเผาะ” ชาวบ้านเข้าป่าเก็บเห็ดมาปรุงอาหารหลากหลายเมนูเด็ด และตั้งแผงวางขายริมถนน  ราคาต้นฤดูสูงลิ่วกิโลกรัมละ 1,000 บาท แต่ละวันมีลูกค้าขับรถผ่านไปมาแวะเวียนเลือกซื้อไม่ขาดสาย พร้อมกับลุ้นให้ได้เห็ดอ่อนๆ ปรุงอาหารอร่อย

ทั้งนี้ฝนที่ตกสลับกับอากาศร้อนในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าดอยต่างๆ ส่งผลทำให้เห็ดถอบ หรือ เห็ดเผาะ อาหารป่ายอดนิยมเริ่มออกและถูกชาวบ้านเก็บนำออกมาขายกันแล้ว ซึ่งอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นพื้นที่แรกๆ ที่เห็ดถอบมีการเก็บเห็ดถอบออกมาวางขายได้ประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว

ขณะที่ตามริมถนนหลายเส้นทางที่มุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีการนำเห็ดถอบออกมาวางขายเช่นกัน อย่างเช่นถนนสายเชียงใหม่ – เชียงราย ทางหลวงหมายเลข 118 ช่วงบ้านปางแฟน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ รอยต่ออำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ที่มีการนำมาวางขายพร้อมกับของป่าอีกหลายอย่าง ซึ่งมีผู้ที่สัญจรผ่านไปมาแวะเวียนเลือกซื้อกันอย่างคึกคัก

จากการสอบถามทราบว่าเห็ดถอบหรือเห็ดเผาะ ที่มีการนำมาวางขายกันในช่วงต้นฤดูปีนี้มาจากอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ วางขายลิตรละ 450–500 บาท หรือกิโลกรัมละ 1,000 บาท โดยแม่ค้าจะทำการผ่าเห็ดให้ดูเป็นตัวอย่างว่าเป็นเห็ดใหม่ อ่อน เนื้อเห็ดข้างในเป็นสีขาว เมื่อปรุงอาหารรับประทานจะกรอบนอกนุ่มใน ซึ่งช่วงกระตุ้นจูงใจทำให้หลายคนต่างตัดสินใจเลือกซื้อ แม้ว่าราคาจะค่อนข้างสูงกว่าปกติ

อย่างไรก็ตามการเลือกซื้อเห็ดถอบระหว่างทางเช่นนี้ ผู้ซื้อจำเป็นต้องยอมรับความเสี่ยงให้ได้ เพราะมีความเป็นไปได้ที่เมื่อนำกลับไปถึงบ้านและเตรียมปรุงอาหารแล้ว พบว่าเห็ดถอบที่ซื้อมานั้น ไม่ได้เป็นเห็ดอ่อนทั้งหมด และบางครั้งพบว่าส่วนใหญ่เป็นเห็ดแก่ที่ปรุงอาหารไม่อร่อยด้วย ทั้งๆ ที่ต้องซื้อมาในราคาที่แพงกว่าปกติ

นาทีชีวิต!ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงกลางเวทีแสดงดนตรีงานบุญบั้งไฟวัดล้านหอยเจ็บ 2

ปราจีนบุรี–ฟ้าผ่าในงานบุญบั้งไฟ สายฟ้าฟาด 2 ราย ต้องรีบหามส่งรพ.กบินทร์บุรี สาว 35 เจ็บหนัก ส่วนอีกรายปลอดภัย แจงช่วงเกิดเหตุมีลมพายุฝนตกลงมาได้เกิดฟ้าผ่าลงมาบริเวณเวทีดนตรี

เมื่อเวลา 10.40 น.วันที่ 5 พ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรีพบมีการโพสต์คลิปในเฟสบุ๊คพร้อมข้อความโดยผู้ใช้ชื่อ  Orapin Seesongcram  ระบุว่า …   ไปเที่ยวงานบุญบั้งไฟ กะเลยได้เป็นผู้ประสบภัย … พร้อมภาพช่วงขณะกำลังเต้นหน้าลานเวทีดนตรีได้เกิดฟ้าผ่าลงมา

และพบในเพจของฝ่ายข่าวประชาสัมพันธ์มูลนิธิสัจพุทธธรรมแห่งประเทศไทย อ.กบินทร์บุรี พร้อมภาพ ระบุข้อความว่า  • … เมื่อเวลาประมาณ16:50น.ของวันที่ วันที่4พ.ค.68 มูลนิธิสัจจพุทธธรรมแห่งประเทศไทย อ.กบินทร์บุรีได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุฟ้าผ่าคนในงานบุญบั้งไฟบริเวณวัดรัตนเนตตาราม ตำบลสำพันตา  อำเภอนาดี ที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บ1ราย  นำส่งโรงพยาบาลนาดี

ช่วงสายวันนี้ ( 5พ.ค.) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่ รพ.นาดี ทราบต่อมาว่าเมื่อบ่ายวันที่ 4 พ.ค.(วานนี้)มีหญิงสาวถูกฟ้าผ่าภายในงานบุญบั้งไฟ วัดรัตนเนตตารามหรือวัดล้านหอย ต.สัมพันตา อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ได้รับบาดเจ็บจำนวน2ราย  รายแรกคือผู้ที่โพสต์ในคลิป  โดยผู้ใช้ชื่อ  Orapin Seesongcram ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย  เดินทางกลับบ้านหลังเกิดเหตุ และ   รายที่ 2   ทราบชื่อนางสาวอรวรรณ บันดิษฐ์นอก อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 43/1 หมู่ 10 ต.นาแขม อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณไหล่ด้านหลังทั้งสองข้าง

สร้างความแตกตื่นให้กับคนภายในงานอย่างมาก หลังเกิดเหตุอาสาสมัครหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสัจพุทธธรรมแห่งประเทศไทย อ.กบินทร์บุรีนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลนาดีเพื่อให้แพทย์พยาบาลรักษา 

พบนายสมควร เรืองหนองยาง อายุ 37 ปี (สามี) เปิดเผยว่า    เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (4พ.ค.)  นางสาวอรวรรณ บันดิษฐ์นอก(ภรรยา)ได้เดินทางไปกับคณะดนตรี  ไปเล่นในงานบุญบั้งไฟโดยนำลูกชาย 2 คนคนโตอายุ 9 ขวบและคนเล็กอายุ 2 ไปด้วย

ก่อนเกิดเหตุเวลา 14:00 น เศษขณะนั้นภรรยาอยู่ข้างเวทีดนตรี นั้นนำลูกชายคนเล็กนอนอยู่ในเปล และมีลมพายุฝนตกลงมา  ภรรยายืนอยู่ขณะนั้นได้เกิดฟ้าผ่าลงมาบริเวณเวทีดนตรี ซึ่งภรรยาของตนเองอยู่ในรัศมีฟ้าที่ผ่าลงมาทำให้ได้รับบาดเจ็บบริเวณไหล่ทั้ง 2 ข้างจึงล้มลงหมดสติ เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำตัวส่งโรงพยาบาลนาดี

ขณะนี้อาการปลอดภัยแต่รู้สึกปวดบริเวณไหล่ทั้งสองข้าง หมอให้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอีก 1-2 วันเพื่อรอดูอาการ

###  มานิตย์  สนับบุญ-ข่าว / ทองสุข  สิงห์พิมพ์ – ภาพ / ปราจีนบุรี  ###

คอทุเรียนห้ามพลาดชิม! “ทุเรียนสาลิกา” ราชาทุเรียนบ้าน No.1 ของภาคใต้

“ถ้ามาพังงาแล้วไม่ได้กินทุเรียนสากา เหมือนมาไม่ถึงเมืองพังงา”เป็นคำกล่าวของบรรดานักกินผู้ชื่นชอบในทุเรียนหลาย ๆ คน ที่กล่าวยกย่องชื่นชมต่อ “ทุเรียนสาลิกา” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งของดีเลื่องชื่อของจังหวัดพังงา ทุเรียนสาลิกา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เรียนสากา” ได้ชื่อว่าเป็นราชาของทุเรียนบ้านเบอร์ 1 ภาคใต้ เป็นทุเรียนที่หลายคนต่างรอคอยที่จะลิ้มรสชาติในทุก ๆ ปี

ทุเรียนสาลิกามีแหล่งกำเนิดอยู่ในพื้นที่อำเภอกะปง ของจังหวัดพังงา เป็นทุเรียนที่มีรสชาติหวานมัน และมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อปี 2561

ทุเรียนสาลิกา มีลักษณะผลค่อนข้างกลม เปลือกผลบาง หนามสั้นและค่อนข้างถี่ ผลดิบเปลือกจะมีสีเขียวเข้ม เมื่อผลแก่สีจะอ่อนลงเล็กน้อย และมีสีน้ำตาลอ่อนบริเวณร่องพู เมล็ดภายในส่วนใหญ่จะลีบ ขนาดเล็กเกือบทั้งหมด มีน้ำหนักต่อผลโดยเฉลี่ยประมาณ 1-2.5 กิโลกรัม

ที่สำคัญคือทุเรียนสาลิกามีรสชาติอร่อยหวานมัน มีความหวานมากกว่าทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ เนื้อทุเรียนมีสีเหลือง เนื้อหนา ละเอียด ไม่มีเส้นใย เนื้อแน่น ไม่เละ และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์แต่ไม่ฉุน

สำหรับทุเรียนสาลิกาของแท้ต้นตำรับของอำเภอกะปง จะมีลักษณะเด่น คือ บริเวณตรงกลางแกนเปลือกทุเรียนจะมีสีสนิมแดงทุกผล ซึ่งแตกต่างจากทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ สมกับที่ได้รับฉายาว่าเป็น “ราชาทุเรียนบ้าน” หากใครซื้อทุเรียนสาลิกาไปปอกเนื้อกินที่บ้าน ถ้าเจอรอยสีสนิมแดงที่แกนผล ก็มั่นใจได้เลยว่า ได้กินทุเรียนสาลิกาของแท้จากอำเภอกะปงอย่างแน่นอน

ทุก ๆ ปี ในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม เป็นช่วงเวลาที่ทุเรียนสาลิกาออกสู่ท้องตลาด โดยในปี 2568 นี้ พบว่าหลาย ๆ สวนได้นำทุเรียนสาลิกาออกจำหน่ายสู่ท้องตลาด วางขายตามแผงผลไม้ริมถนนในพื้นที่อำเภอกะปงและใกล้เคียง โดยราคาทุเรียนสาลิกาในปี 2568 ขายกันอยู่ที่กิโลกรัมละ 250-300 บาท

นายนิรันดร์ หอมทอง เจ้าของแผงผลไม้ไร่สุขนิรันดร์ บริเวณริมถนนหน้าสำนักงาน องค์การบริหารส่วนตำบลเหมาะ กล่าวว่า ขณะเข้าสู่ฤดูทุเรียนสาลิกา ราชาทุเรียนบ้านเบอร์1 ของภาคใต้ การันตีด้วยเครื่องหมาย จี.ไอ.จากกระทรวงพาณิชย์ ทางไร่สุขนิรันดร์ได้รวมรวมทุเรียนสาลิกาของเกษตรกรในพื้นที่มาวางขายทั้งแบบหน้าร้านและแบบออนไลน์ โดยมีการคัดคุณภาพตัดทุเรียนสาลิกาที่แก่จัดจากในสวนมาส่งถึงมือลูกค้า ซึ่งพบว่ามียอดขายดีมากโดยเฉพาะการสั่งซื้อผ่านช่องทางเพจ : ไร่สุขนิรันดร์ และทางโทรศัพท์ 064-0148592

สำหรับในปี 2568 นี้ ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพังงา ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว ชม ชิม ช้อป ถึงในสวนของเกษตรกร โดย นายอุทศ ลิ่มสกุล ผู้อำนวยการ ททท.พังงา เปิดเผยว่า ททท.พังงาได้จัดงานเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวสวนผลไม้จังหวัดพังงา ปี 2568 ขึ้น ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ภายใต้เคมเปญ “กินทุเรียน ต้องสาลิกาพังงา” ให้กับสวนผลไม้ 26 สวน ที่พร้อมรองรับการท่องเที่ยว สร้างการรับรู้และส่งเสริมการขาย กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ ในระหว่างเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม

ดังนั้นบรรดาคอทุเรียนทั้งหลายที่มีโอกาสล่องใต้ไปพังงาในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง