เร่งติดตามหาไกด์นำเที่ยวพลัดหลงป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง นาน 2 วัน

อุ้มผาง-เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางระดมกำลังพลและชาวบ้านเร่งติดตามหาตัว ไกด์ นำเที่ยวพลัดหลงป่าอุ้มผาง  2 วัน  ยังไม่พบตัว

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 .นายปิยะ ภิญโญ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง  อ.อุ้มผาง จ.ตาก  แจ้งว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง   ได้รับรายงานจากหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยพลู ว่ามีผู้ประกอบการท่องเที่ยวในท้องที่อำเภออุ้มผาง (ภูดอย รีสอร์ท) ว่ามีไกด์นำเที่ยวของภูดอย รีสอร์ท จำนวน 1 คน  เป็นชาย  ได้พลัดหลงกับคณะไกด์และนักท่องเที่ยว บริเวณดอยพะลาเต ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 3 พฤษภาคม 2568  ที่ผ่านมา

 โดยได้ขออนุญาตเข้าไปเพื่อศึกษาธรรมชาติกับเจ้าหน้าที่แล้ว  ซึ่งทางรีสอร์ทภูดอย ได้ติดต่อทางโทรศัพท์กับไกด์นำเที่ยวที่พลัดหลงดังกล่าว ซึ่งได้นัดหมายจุดที่จะเข้าไปรับในช่วงเช้าของวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 จากนั้นในวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 เจ้าหน้าที่ภูดอย รีสอร์ทจึงเข้าไปรับไกด์นำเที่ยวที่พลัดหลงดังกล่าว แต่ไม่พบตัว  และไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ได้ จากนั้นจึงได้ประสานเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง และกำนันตำบลแม่ละมุ้ง และชาวบ้านเพื่อช่วยค้นหาไกด์นำเที่ยวที่พลัดหลงดังกล่าว

จากนั้นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ได้จัดเจ้าหน้าที่ จำนวน 7 คน (พร้อมโดรน ถ่ายภาพมุมสูงเพื่อค้นหาไกด์นำเที่ยวที่พลัดหลง) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ภูดอย รีสอร์ท และชาวบ้าน รวมทั้งสิ้น จำนวน 10 คน เข้าค้นหา

โดยในช่วงเย็นเวลาประมาณ 18.30 น.  เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 . ที่ผ่านมา คณะเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ได้รายงานผลการค้นหาว่ายังไม่พบไกด์พลัดหลงคนดังกล่าว และได้ยุติการค้นหาเวลา ประมาณ 19.30 น. จากนั้นเขตรักษาพันธุ์อุ้มผาง ได้จัดเตรียมกำลังพลเพิ่มอีก จำนวน 7 คน เพื่อเตรียมเข้าร่วมค้นหาในวันที่ 5 พฤษภาคม 2568  เช้าวันนี้ต่อไป

กองทัพกะเหรี่ยงสู้รบเดือดทหารเมียนมา มีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 750 ศพในรัฐคาเรนนี

ผู้นำระดับสูงกองทัพกะเหรี่ยงคาเรนนี Karenni Army / KA ระบุมีพลเรือนเสียชีวิตจากการโจมตีของทหารเมียนมาในรัฐคาเรนนีกว่า 750 ราย และมีการสู้รบระหว่าง กองทัพคาเรนนีและพันธมิตร กับทหารเมียนมา จำนวน 1,323 ครั้ง และกองทัพอากาศเมียนมา โจมตีทางอากาศ 1,874 ครั้ง

แหล่งข่าวผู้นำระดับสูงของกองทัพกะเหรี่ยงคาเรนนี Karenni Army / KA เปิดเผยว่า ตั้งแต่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 จนถึง วันที่ 30 เมษายน 2568 รัฐบาลทหารเมียนมา มีพลเรือนเสียชีวิตขณะหลบหนีภัยสงคราม จำนวน 177 คน และ อีก 740 คนถูกสังหารจากทหารเมียนมา โดยมีการสู้รบระหว่างทหารเมียนมา กับกองทัพคาเรนนี KA และพันธมิตร จำนวน 1,323 ครั้ง

โดยกองทัพอากาศเมียนมามีการปฏิบัติการทางอากาศโจมตีฝ่ายคาเรนนีจำนวน 1,874 ครั้ง และฝ่ายกองทัพคาเรนนีและพันธมิตร ประกอบด้วย KA , KNDF, PDFสูญเสียทหารจำนวน  740 นาย นอกจากนั้น   ยังมี โรงเรียนเสียหาย 29 แห่ง , บ้านพักอาศัย 3,031 หลัง , โรงพยาบาล, คลินิก 17 แห่ง และอาคารศาสนสถานได้รับความเสียหาย 57 แห่ง

ทางด้านฝ่ายทหารเมียนมา ได้สูญเสียทหารจำนวน 3,760 นาย , รถบรรทุกทางทหาร จำนวน 68 คัน และสูญเสียอากาศยานจำนวน 3 ลำ ในการต่อสู้กับกองทัพคาเรนนีและพันธมิตร และสูญเสียฐานที่มั่นที่อยู่ติดชายแดนไทยทั้งหมด และรวมไปถึงค่ายทหารต่าง ๆ ในเมืองของรัฐคาเรนนีอีกจำนวนมาก ล่าสุดยังเหลือฐานที่มั่นทหารเมียนมาในอีก 2 แห่งที่กำลังอยู่ระหว่างการโจมตี ได้แก่ ค่ายทหารเมืองผาซอง และค่ายทหารเมืองบอลาแคะ

ป่าไม้พนมดงรักสนธิกำลังตชด.224ล้อมจับแก๊งมอดไม้เขมรลอบโค่นไม้หวงห้าม

เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ร่วมกับกองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตะเวนชายแดนที่ 224 บูรณาการลุยป่าลึกแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ร่วบผู้ต้องหาชาวกัมพูชา พร้อมของกลางไม้มะค่าโมงแปรรูป

สืบเนื่องจากนโยบายและข้อสั่งการของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน) , ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายจตุพร บุรุษพัฒน์) ,อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (นายอรรถพล เจริญชันษา) และผู้บริหารทุกระดับ ที่ให้ดำเนินการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ที่กระทำความผิดบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าโดยเฉียบขาด

ขสป.พนมดงรัก จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ขอรายงานการจับกุมผู้กระทำผิด 2 ราย ดังนี้

เมื่อวันที่ 4  พฤษภาคม 2568) เวลา 14.30 น. คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ศูนย์จัดการพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรักที่ 4 (ซำปิกา-ภูพะยอม) ร่วมกับกองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตะเวนชายแดนที่ ๒๒๔  ร่วมกันจับกุมชาวกัมพูชา 
จำนวน 2 ราย

 1. นายเจียด โลย อายุ 40 ปี บ้านปติแจะ ตำบลปติแจะ อำเภอตะเปียงปราสาท จังหวัดอุดรมีชัย
 2. นายลิ ลาย อายุ 23 ปี บ้านปติแจะ ตำบลปติแจะ อำเภอตะเปียงปราสาท จังหวัดอุดรมีชัย
         
เหตุเกิดบริเวณป่าทิศตะวันตกเฉียงใต้พนมอ้ายนาก (พลาญหมอก) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ทับซ้อนป่าสงวนแห่งชาติ“ป่าฝั่งขวาห้วยศาลา” ท้องที่ตำบลห้วยจันทร์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ

ตรวจยึดของกลาง/อุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิด

1. ไม้มะค่าโมง จำนวน 4 เหลี่ยม
รวมไม้ของกลาง   1   รายการ จำนวนทั้งหมด  4  แผ่น/เหลี่ยม/ชิ้น ปริมาตร   0.111  ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นค่าภาคหลวง  8.88  บาท  มูลค่าเสียหายต่อรัฐ  7,770 บาท

โดยกล่าวโทษ กระทำผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. ผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔  “มาตรา ๑๑ ฐานทำไม้หวงห้าม(มะค่าโมง)โดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา ๔๘ แปรรูปไม้(มะค่าโมง)โดยไม่ได้รับอนุญาต 
2. ผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 53 ฐาน “เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ มาตรา 55 (5) เก็บหานำออกไป กระทำ

ด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพ หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น หรือกระทำการอื่นใดส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ หรือความหลากลายทางชีวภาพ
3. ผิดพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 ฐาน”ทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต”                                                 
4. ผิดพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่4) พ.ศ.2559 มาตรา 26/4 “ฐาน ร่วมกันกับพวกที่หลบหนีกระทำด้วยประการใดๆโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลายหรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่5. ผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่เข้าตามช่องทาง ด่านตรวจ เขตท่า สถานีที่กำหนดไว้

จัดทำบันทึกเรื่องราวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ขุนหาญ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เสนาะ วรรักษ/รายงาน

“ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ บำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันฉัตรมงคล พุทธศักราช 2568

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีฉัตรมงคล พุทธศักราช 2568 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ไปในการพระราชพิธีฉัตรมงคล พุทธศักราช 2568 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เฝ้าฯรับเสด็จ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

เมื่อเสด็จฯถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพานทองสองชั้นบูชาพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา ทรงกราบ ทรงศีล สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายก ถวายศีล  และพระสงฆ์ถวายพรพระ จบแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประเคนปิ่นโตภัตตาหารแด่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายก ประธานสงฆ์ นอกนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชวงศ์  องคมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทรงประเคน และประเคน จนครบ 20 รูป เสร็จแล้ว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแด่  สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ เจ้าคณะรอง และพระราชาคณะ จนครบ 20 รูป ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา 

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยบูชาเทวดาที่รักษาพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ทรงคม พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ครบ 3 รอบ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ เจิมพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร โหรหลวงผูกผ้าสีชมพู เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงพระสุหร่ายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ทองคำประจำรัชกาลที่พระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร แล้วทรงกราบพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จออกจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

ทั้งนี้ วันฉัตรมงคล เป็นวันที่ระลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งเป็นพิธีที่สำคัญในการเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ ไม่ว่าจะโดยการสืบราชสันตติวงศ์ หรือการปราบดาภิเษก หากยังไม่ได้ทรงรับบรมราชาภิเษก ถือว่ายังไม่ได้เป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์อย่างเป็นทางการ ตามโบราณราชประเพณี โดยมีแบบแผนและขั้นตอนต่างๆ สื่อความหมายถึงพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็น “สมมติเทพ” มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  สำหรับในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้นระหว่างวันที่ 4- 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 โดยพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”  และได้กำหนดให้วันที่ 4 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันฉัตรมงคล เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่พสกนิกรพร้อมใจกันถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจะมีการจัดพระราชพิธีทางศาสนาและพิธีการต่างๆ เพื่อถวายพระพรและน้อมรำรึกถึงพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติเพื่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า 

วันฉัตรมงคลจึงไม่เพียงแต่เป็นวันแห่งการเฉลิมพระเกียรติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรชาวไทย ซึ่งยึดถือพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติ สำหรับในวันนี้หน่วยงานราชการ และพสกนิกรชาวไทยจะร่วมแสดงความจงรักภักดีผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำบุญตักบาตร การจัดพิธีถวายพระพร การประดับธงชาติและธงพระปรมาภิไธยตามอาคารบ้านเรือน เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พายุฤดูร้อนกระหน่ำละหานทรายพัดแบบหล่อหลวงปู่สุข เกจิดังอีสานใต้พังถล่ม

พายุฤดูร้อนกระหน่ำอย่างหนักอำเภอละหานทราย  พัดแบบหล่อองค์หลวงปู่สุข เกจิดังอีสานใต้พังถล่ม คาดความเสียหายราว 4 แสน เจ้าอาวาสเผยเป็นภัยธรรมชาติไม่ใช่สิ่งลี้ลับอะไร

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2568 เกิดเหตุพายุฤดูร้องพัดถล่มอย่างหนัก ที่วัดโพธิ์ทรายทอง ต.ละหานทราย อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ส่งผลให้แม่พิมพ์หรือแบบหล่อที่เตรียมการก่อสร้างรูปหล่อหลวงปู่สุข ธฺมมะโชโต หรือพระครูภาวนาภิมนฑ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทรายทอง เกจิดังแห่งอีสานใต้ ขนาดหน้าตัก 9 เมตร สูง 13 เมตร ถูกลมพัดพังถล่มลงมาได้รับความเสียหาย คาดมูลค่าความเสียหายประมาณ 4 แสนบาท

นายทวี สิงห์สารท ประธานกรรมการวัด และเป็นเหรัญญิกของวัดโพธิ์ทรายทอง เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดช่วงเย็นของวันที่ 2 พ.ค.68 ซึ่งมีพายุฝนและลมแรงมากกว่าทุกครั้ง จนทำให้แบบที่เป็น PU โฟม ซึ่งเตรียมจะขึ้นหล่อองค์หลวงปู่ มีขนาดหน้าตัก 9 เมตร สูง 13 เมตร องค์จริงจะเป็นทองเหลืองมูลค่าประมาณ 30 ล้านบาทถูกลมพัดจนพังถล่ม คาดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นราวๆ 4 แสนบาท

การสร้างองค์หลวงปู่สุขเกิดจากแรงศรัทธาของญาติโยม เพราะเป็นเกจิดังที่ประชาชนชาวอีสานใต้เคารพศรัทธา แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เกิดจากภัยธรรมชาติไม่อยากให้มองเป็นเรื่องของลี้ลับใดๆ ก็อยากจะฝาก ถึงผู้มีจิตศรัทธาที่เคารพหลวงปู่ สามารถร่วมบุญในการก่อสร้างองค์หลวงปู่ให้แล้วเสร็จตามเจตนา เพื่อให้เกิดที่เคารพกราบไหว้ของคนในจังหวัดบุรีรัมย์และต่างจังหวัดด้วย

ด้าน พระครูสิริโพธิธาดา ปญฺญาคโม เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทรายทอง เปิดเผยว่า ตอนเกิดเหตุหลวงพ่อก็ยืนอยู่ที่ศาลามีลมพัดแรงมาก พอมองไปที่ถนนเห็นโครมตกลงมาอยู่กลางถนนก็รู้สึกตกใจ ส่วนพระเณรในวัดหลายรูปก็อยู่ในกุฏิไม่มีใครกล้าออกไปข้างนอกเลย สักพักองค์หลวงปู่แบบหล่อหลวงปู่สุของค์ใหญ่ที่กำลังก่อสร้าง ก็ถูกลมพัดพังถล่มลงมา หลังจากนี้ก็จะทำการรื้อออกและเริ่มทำใหม่

ส่วนของจริงจะอยู่ที่โรงหล่อ ที่กรุงเทพฯ เป็นแบบทองเหลืองมูลค่าการสร้างอยู่ประมาณ 30 ล้านบาท ก็มาจากการร่วมแรงร่วมใจของญาติโยมที่ช่วยกันสร้าง ส่วนที่สร้างเสร็จแล้วรวมทั้งโดมและแบบที่เห็นก่อนจะถล่มลงอยู่ประมาณ 4 แสนบาท ส่วน PU โฟม และการติดตั้งประมาณ 7 แสนบาท ในส่วนตรงนี้ทางโรงหล่อก็จะเข้ามาดูและเริ่มติดตั้งเข้าไปใหม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เกิดจากภัยธรรมชาติไม่ใช่เรื่องลี้ลับอะไร เพราะแม้แพระธาตุพนมก็ยังเคยพังลงมาแล้ว แต่หลวงพ่อก็อยากเชิญชวนญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาร่วมบุญด้วยกัน

ส่วน นางดวงตะวัน พรมโพธ์ อายุ 69 ปี ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากของวัด เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุตนก็ได้ไปประชุมในหมู่บ้านตอนนั้นมีลมพัดแรงมาก หันมองไปทางวัดก็เห็นแสงสีขาวเหมือนควันสีขาวเป็นทางยาวพุ่งตรงไปที่องค์หลวงปู่ และพุ่งออกไปด้านนอกวัดทันที ก็ยังแปลกใจไม่รู้ว่าควันขาวนั้นคืออะไร ส่วนตัวดูแลที่วัดนี้มาประมาณ 20 กว่าปี ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่มองว่าเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติมากกว่า

นอกจากวัดโพธิ์ทรายทองแล้ว ยังมีรายงานว่ามีบ้านเรือนหลายหลังในพื้นที่ อ.ละหานทราย ที่ได้รับความเสียหายจากพายุพัดถล่มครั้งนี้ด้วย อยู่ระหว่างการสำรวจและให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เปิดงาน GROUP CAMP พัฒนาเครือข่ายธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเชื่อมโยง Soft Power

“ดร.อาทิตย์”ผอ.กองพัฒนาขีดความสามารถธุรกิจอุตสาหกรรม เปิดงาน GROUP CAMP พัฒนาเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารและเครื่องดื่มที่เชื่อมโยงกับ Soft Power

ดร.อาทิตย์ พัฒนพงศ์ชัย  ผู้อำนวยการกองพัฒนาขีดความสามารถธุรกิจอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานกรุ๊ปแคมป์(GROUP CAMP) การพัฒนาเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารและเครื่องดื่มที่เชื่อมโยงกับ Soft Power โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 12 กิจการ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตฤุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มไทย ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อโอกาสทางธุรกิจและสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับการดำเนินธุรกิจให้เกิดการเกื้อกูลทางธุรกิจที่หลากหลายสามารถเชื่อมโยงด้านการตลาด ด้านราคา และแหล่งผลิตสินค้า เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจในระดับสากล

ประณามป่าเถื่อน โจรใต้ทมิฬ ฆ่าผู้บริสทธิ์ 4 ศพ ทั้งคนแก่-พิการ-ดญ.

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) แถลงการณ์เรื่อง ประณามการก่อเหตุรุนแรงต่อประชาชนกลุ่มเปราะบาง เป็นเหตุให้เด็ก คนชรา และผู้พิการ เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส

ระบุว่า ตามที่ปรากฏเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ทั้งกรณีที่คนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงเข้าไปบริเวณบ้านหลังหนึ่งในอำเภอตากใบ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน ซึ่งรวมถึงชายชรา และเด็กหญิงอายุ 9 ขวบ และกรณีที่คนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ประกบยิงรถจักรยานยนต์ของหญิงชราตาบอดและบุตรชายในพื้นที่อำเภอจะแนะขณะกำลังกลับจากโรงพยาบาล เป็นเหตุให้หญิงชราตาบอดเสียชีวิตกลางถนนและบุตรชายซึ่งพิการได้รับบาดเจ็บสาหัส นั้น

กสม. ขอประณามการกระทำอันโหดร้ายและอุกอาจของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่จงใจฆ่าและทำร้ายประชาชนที่มีทั้งเด็ก ผู้หญิง คนชรา และผู้พิการ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ไม่อาจต่อสู้และคุ้มครองตนเองได้ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ

กสม. ขอเน้นย้ำว่าการใช้ความรุนแรงจนเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และเรียกร้องให้ผู้ไม่หวังดียุติปฏิบัติการอันโหดร้าย ป่าเถื่อน ไร้มนุษยธรรม และขัดต่อหลักการอันดีของทุกศาสนา โดยขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันประณามและส่งเสียงที่แสดงถึงการไม่ยอมรับพฤติกรรมที่โหดร้ายและการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ

ทั้งนี้ กสม. ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสืบสวนสอบสวนนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว เพิ่มมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยและสวัสดิภาพให้แก่ประชาชน รวมทั้งเยียวยาความเสียหายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ผวา‘แอนแทรกซ์’ลาวจ่อระงับ‘เนื้อหมู-วัว’จากไทย นครพนมตรวจยิบก่อนข้ามแดน

จากกรณีพบผู้ป่วยชาว ต.เหล่าหมี อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ติดเชื้อแอนแทรกซ์และเสียชีวิต เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา ภายหลังมีการตรวจสอบพบว่ามีผู้ร่วมชำแหละวัวในงานบุญวันที่ 12 เมษายน 2568 จำนวน 36 ราย รับประทานเนื้อดิบ 472 ราย และมีผู้สัมผัสร่วมบ้านผู้ชําแหละอีก 130 ราย รวม 638 ราย ซึ่งผู้สัมผัสได้รับยาป้องกันโรค Doxycycline 1x2pc 7 วัน ครบทุกคนแล้ว ต่อมาตรวจพบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 2 ราย และอยู่ในความดูแลของแพทย์แล้ว

ในส่วนของ จ.นครพนม ซึ่งมีพื้นที่ติดกับ จ.มุกดาหาร หลังมีข่าวการติดเชื้อโรคดังกล่าว ทางนายสามารถ อ่อนสองชั้น ปศุสัตว์จังหวัดฯ ได้สั่งการเพิ่มมาตรการเข้มงวดในการส่งออกสัตว์กีบไปยังประเทศเวียดนาม แม้ปกติก็มีการตรวจสอบใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์ ใบรับรองการฉีดวัคซันป้องกันโรคอยู่แล้วก็ตาม แต่เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประเทศปลายทาง จึงมีการตรวจหาเชื้อซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เหมือนเป็นใบการันตีว่าวัวที่ส่งไปนั้น ปลอดจากเชื้อแอนแทรกซ์แน่นอน

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าทางรัฐบาลลาว อาจจะสั่งระงับการขออนุญาตผ่านประเทศ เพียงรอการประกาศอย่างเป็นทางการ

ส่วนที่ตลาดสดเทศบาลเมืองนครพนม โดยภาพรวมมีบรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่ค่อยมีผู้คนเดินจับจ่าย เนื่องจากเป็นช่วงใกล้เปิดเทอม ชาวบ้านไม่มีกำลังซื้อเท่าไร

จากการสอบถามนางฮัว อายุ 76 ปี แม่ค้าจำหน่ายเนื้อวัวและเนื้อหมู เปิดเผยว่า รับเนื้อมาจากโรงฆ่าสัตว์โดยตรง ลูกค้าขาประจำจะรู้ดี และเชื่อมั่นเขียงเนื้อในตลาด เพราะขายกันมาจากรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งมีใบรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหาตอนนี้คือไม่มีคนเดินตลาด

หอการค้าสุราษฎร์ฯยื่น 4 ข้อเสนอด่วน ‘หอการค้าไทย’ เร่งฝ่าวิกฤตภาษี ทวงคืนผู้นำส่งออกกุ้งของโลก

หอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยื่นข้อเสนอด่วนถึงประธานกรรมการหอการค้าไทยและกรรมการชุดใหม่ จี้เร่งบูรณาการแก้วิกฤตการส่งออกกุ้งไทย หลังเจอโรคระบาดรุมเร้า ตลาดหลักหดตัวหนัก เหตุภาษีสูงจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป ตัดสิทธิ์ GSP ทำสูญเสียตลาดเกือบสิ้นเชิง ขณะที่ศักยภาพการผลิตยังเข้มแข็ง มีมาตรฐานสากลรองรับ พร้อมเปิดช่องเจรจา FTA–ลดภาษีแลกเปิดตลาดอาหารสัตว์ ชี้ถึงเวลาต้องเดินเกมรุก หวังทวงคืนสถานะผู้นำอาหารทะเลโลก 

นายเกษียร ไลยโฆษิต ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ส่งสัญญาณถึงหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้เร่งเข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมกุ้งไทย เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในตลาดส่งออกหลักอย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาอุปสรรคด้านการค้าอย่างหนัก

อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยมีปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเด็ดขาด คือ โรคกุ้ง โดยเฉพาะโรคตายด่วน (Early Mortality Syndrome : EMS) ขณะที่ราคามีทิศทางตกต่ำ โดยคาดการณ์ตัวเลขส่งออกปี 2568 จะใกล้เคียงปี 2567 ที่ไทยส่งออกกุ้งได้ประมาณ 120,000-130,000 ตัน มูลค่าประมาณ 40,000 ล้านบาท เนื่องจากปัญหาโรคระบาดกระทบต่อผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่คู่แข่งสำคัญ เช่น เอกวาดอร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ที่สุดของโลก มีผลผลิตเฉลี่ย 1.3-1.4 ล้านตันต่อปี ซึ่งไทยมีเป้าหมายจะเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงให้ผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดให้ได้ 400,000 ตัน ในอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อผลักดันส่งออกกุ้งไทยกลับมาโตอีกครั้ง

ทั้งนี้ ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ยื่นข้อเสนอ 4 ประการ ต่อหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางในการผลักดันนโยบายและมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมกุ้งไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภาคการเกษตรที่สร้างรายได้หลักให้ประเทศมายาวนาน ได้แก่ 1. แก้ปัญหาโรคระบาดในฟาร์มกุ้ง นับตั้งแต่ปี 2553 อุตสาหกรรมกุ้งไทยได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในวงกว้าง ส่งผลให้การผลิตกุ้งลดลงจากเดิมเกือบ 600,000 ตัน เหลือเพียง 250,000-280,000 ตันต่อปี ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม อินเดีย และเอกวาดอร์

เกษียร ไลยโฆษิต ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี

2. ส่งเสริมการตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งไทยจำเป็นต้องรักษาและเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดเดิม เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเร่งขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง อาทิ จีน และอาเซียน พร้อมทั้งยกระดับตลาดภายในประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

3. ผลักดันการเจรจาเขตการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand-EU Free Trade Agreement) หลังสินค้ากุ้งของไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) จากอียูในปี 2557 การส่งออกกุ้งลดลงอย่างรุนแรงจาก 60,000 ตัน เหลือไม่ถึง 1,000 ตันต่อปี จึงควรเร่งผลักดันการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป เพื่อขอลดภาษีนำเข้าสินค้ากุ้ง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการทวงคืนส่วนแบ่งตลาด

4. ลดผลกระทบจากภาษีนำเข้ากุ้งจากนโยบายการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกกุ้งใหญ่เป็นอันดับสองของไทย คิดเป็น 21% ของมูลค่าการส่งออกกุ้งทั้งหมด กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 36% (Reciprocal Tariffs) แม้สหรัฐฯจะเลื่อนการบังคับใช้ออกไป 90 วัน ก็ตาม ไทยควรมีมาตรการและแนวทางต่อรองที่ชัดเจนเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคการผลิตและส่งออกของประเทศ

“สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเกษตรกรสุราษฎร์ธานีเท่านั้น แต่ต้องการให้หอการค้าไทยมองปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงระบบของอุตสาหกรรมกุ้งทั้งประเทศ เพราะเรามีศักยภาพที่จะกลับมาเป็นผู้นำด้านอาหารทะเลคุณภาพระดับโลกได้อีกครั้ง หากมีมาตรการสนับสนุนที่ถูกทิศทางและทันเวลา” นายเกษียร กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ ข้อเสนอหนึ่งที่ภาคอุตสาหกรรมมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ การเปิดตลาดนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และเมล็ดถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการลดภาษีนำเข้ากุ้งและสินค้าอื่นๆ ซึ่งจะช่วยลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ต่อไทย แต่จะต้องกำหนดมาตรการปกป้องเกษตรกรไทยอย่างเหมาะสม

นอกจากข้อเสนอเชิงนโยบายแล้ว ล่าสุดกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เปิดฟาร์มต้อนรับคณะทูตจากสหราชอาณาจักร เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพระบบการเลี้ยงกุ้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดสารตกค้าง ที่ได้การรับรองมาตรฐานระดับสากล ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในอังกฤษ และจะเป็นประตูสำคัญในการขยายการส่งออกกุ้งเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปอีกทางหนึ่ง

คุณภาพห้าดาว! “น้องโอ๋” ลุยแหลกล้างแค้น “ก้องธรณี” ศึก ONE Fight Night 31

จบลงไปอย่างสนุกตื่นเต้นสมการรอคอย สำหรับศึก ONE Fight Night 31 ที่ยิงสดสู่สายตาแฟนกีฬาการต่อสู้ใน 195 ประเทศทั่วโลก เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา ณ สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) โดยผลปรากฏว่า “น้องโอ๋ ฮาม่ามวยไทย” สามารถล้างแค้นเอาชนะ “ก้องธรณี ส.สมหมาย” ไปได้แบบสุดมัน ขณะที่ “ไท รูโทโล” รักษาบัลลังก์ปล้ำจับล็อก รุ่นเวลเตอร์เวต (170-185 ป.) ครั้งที่ 2 เอาไว้ได้สำเร็จ

ส่วน “ซ้ายฟ้าผ่า” เสมาเพชร แฟร์เท็กซ์ ต้องกลับบ้านด้วยความผิดหวัง หลังถูก “อับดุลลา ดายาคาเอฟ” พลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะไปได้แบบสุดช็อกแฟนมวยทั้งสนาม

คู่เอกของรายการ “ก้องธรณี ส.สมหมาย” เจ้าของตำแหน่งผู้ท้าชิงอันดับ 3 ของแรงกิง ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต (125-135 ป.) เปิดศึกรีแมตช์ “น้องโอ๋ ฮาม่ามวยไทย” อดีตแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต (135-145 ป.) ในกติกามวยไทย รุ่นฟลายเวต ซึ่งภาพรวมเกมการชกตลอดทั้ง 3 ยก ออกมาสนุกสุดมันสมการรอคอย ต่างฝ่ายต่างรัวอาวุธใส่กันไม่มียั้ง จบครบ 3 ยก เป็นฝ่าย “น้องโอ๋” ที่เข้าทำได้จะแจ้งมากกว่า สามารถแก้มือได้สำเร็จด้วยคะแนนเอกฉันท์ พร้อมรับโบนัส 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 1.7 ล้านบาท) ติดมือกลับบ้านไปแบบสุดเซอร์ไพรส์

คู่รอง “ไท รูโทโล” แชมป์โลก ONE ปล้ำจับล็อก รุ่นเวลเตอร์เวต จากสหรัฐอเมริกา ป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 2 จาก “แดนเต ลีออน” ผู้ท้าชิงคู่ปรับเก่าจากแคนาดา ที่เคยผลัดกันแพ้ชนะมาคนละครั้ง โดยผลปรากฏว่าเป็น “ไท” ที่เปิดเกมบุกได้อย่างดุดันตลอด 10 นาทีของการแข่งขัน เอาชนะ “แดนเต” ไปด้วยคะแนนเอกฉันท์ รั้งบัลลังก์เอาไว้ได้อย่างยิ่งใหญ่

ขณะที่ “ซ้ายฟ้าผ่า” เสมาเพชร แฟร์เท็กซ์ มวยหมัดหนักจากเชียงใหม่ ออกโรงรับน้องโหด “อับดุลลา ดายาคาเอฟ” นักสู้เจ้าของสัญญา ONE ฉบับที่ 23 จากเวที ONE ลุมพินี ชาวรัสเซีย ที่มาโชว์ฝีมือครั้งแรกบนเวที ONE (ใหญ่) ในกติกามวยไทย รุ่นแบนตัมเวต โดยผลปรากฏว่าเป็น “อับดุลลา” ที่ระเบิดฟอร์มพลิกนรก หลังถูก “เสมาเพชร” กดร่วงเสียนับไปก่อน กลับมาไล่ถล่มเอาคืนแบบไม่ยั้ง จนพลิกกลับมาชนะทีเคโอได้ในยกที่ 2 ประเดิมแต้มชัยแรกบนเวที ONE (ใหญ่) ไปอย่างประทับใจ

สำหรับศึกนี้ มีนักกีฬาเพียงหนึ่งเดียวที่ระเบิดฟอร์มโดนใจ บิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” คว้าเงินรางวัล 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 1.6 ล้านบาท) ติดมือกลับบ้าน ได้แก่ “น้องโอ๋ ฮาม่ามวยไทย”

สรุปการแข่งขันทุกคู่ศึก ONE Fight Night 31

คู่เอก น้องโอ๋ ฮาม่ามวยไทย ชนะคะแนนเอกฉันท์ ก้องธรณี ส.สมหมาย (มวยไทย รุ่นฟลายเวต) 
คู่รอง ไท รูโทโล ชนะคะแนนเอกฉันท์ แดนเต ลีออน (ชิงแชมป์โลก ปล้ำจับล็อก รุ่นเวลเตอร์เวต)
อาโบลฟาซล์ อาลีปูร์อันดี ชนะน็อก เลียม โนแลน นาทีที่ 0:59 ของยกแรก (มวยไทย รุ่นไลต์เวต)
ลูคัส กาเบรียล ชนะคะแนนเอกฉันท์ จาง หลีเผิง (MMA รุ่นไลต์เวต)

อับดุลลา ดายาคาเอฟ ชนะทีเคโอ เสมาเพชร แฟร์เท็กซ์ นาทีที่ 1:44 ของยกที่ 2 (มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต) 
อาคีฟ กูลูซาดา ชนะคะแนนเอกฉันท์ ฌอน คลิมาโค (มวยไทย รุ่นฟลายเวต) 
จอร์แดน เอสตูปินาน ชนะคะแนนเอกฉันท์ อาลี ซาลโดเอฟ (มวยไทย รุ่นฟลายเวต)