เริ่มแล้ว!! “โอทอป” อยุธยา ดึงร้านเด็ด 300 ร้านค้า กระตุ้นกำลังซื้อปลุกศก.ฐานราก

เริ่มแล้วงาน “OTOP ภูมิภาคจังหวัดพระนครศรีอยุธยา”  1 – 7 พ.ค. 68 ชวนช้อปสินค้า OTOP คุณภาพดีจากทุกภูมิภาค และ OTOP ชวนชิมทั่วไทย กว่า 300 ร้านค้า ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ สร้างรายได้สูชุมชน

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP ภูมิภาค 2568 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” โดยมีนายสยาม  ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยนายกีรติปราโมทย์ ฉายศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวต้อนรับ ในการนี้ คณะผู้แทนจากสำนักงานโครงการสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน

นำโดย Mr.Dasho Karma Yonten Head, Office of Performance Management, His Majesty’s Secretariat และ Mr.Hari Lal Bhattarai Analyst, Office of Performance Management, His Majesty’s Secretariat ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย ผู้ประกอบการ OTOP นักท่องเที่ยว และประชาชนจำนวนมาก เข้าร่วมงาน ณ บริเวณลานข้างวัดพระราม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ กล่าวว่า “ตามที่รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งหัวใจสำคัญของโครงการ OTOP อยู่ที่การส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนผลิต สามารถมีช่องทางในการจำหน่ายเพิ่มขึ้นตามแนวคิด “การตลาดนำการผลิต”

โครงการ OTOP ภูมิภาค เป็นโครงการหนึ่งที่ช่วยในการเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้า OTOP นอกจากนี้โครงการนี้ยังทำให้ประชาชนในจังหวัดพื้นที่ดำเนินการได้เรียนรู้รูปแบบผลิตภัณฑ์ OTOP ของภูมิภาคอื่น เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ของตนเองให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น เป็นที่ต้องการของตลาดสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลได้ในที่สุด”

นายสยาม ศิริมงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า “การจัดงาน “OTOP ภูมิภาค 2568” กำหนดจัดงานรวม 5 ครั้งๆ ละ 7 วัน ใน 5 จังหวัด โดยวันที่ 1-7 พฤษภาคม นี้ เป็นการจัดงานในครั้งที่ 5 เป็นครั้งสุดท้ายของปี ทั้งนี้ ภายในงานนอกจากมีผลิตภัณฑ์ OTOP ทั้ง 5 ประเภท และ OTOP ชวนชิมแล้ว ยังมีการสาธิตและจัดแสดงกระบวนการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงของเยาวชนกลุ่มปราะบาง

และในเวลา 18.00 น. ยังมีมินิคอนเสิร์ตของศิลปินนักร้อง ดังนี้ 1 พ.ค. แนนชื่ ท็อปไลน์ 2 พ.ค. เอิ้นขวัญ วรัญญา 3 พ.ค. แช่ม แช่มรัมย์ 4 พ.ค. ปะแป้ง พลอยชมพู 5 พ.ค.บิว ภูมิพัฒน์ 6 พ.ค.ไรอัล กาจบัณฑิต และ 7 พ.ค. ต้นข้าว อาร์สยาม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดใกล้เคียงมาช่วยกันสนับสนุนสินค้า OTOP จากทุกจังหวัดทั่วประเทศที่มาจำหน่ายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตลอด 7 วันนี้

เกษตรกรชาวอุทัยธานีพลิกสวนยางเลี้ยงผึ้งโพรงทำรายได้เสริมปีละนับแสน

อุทัยธานี- ผึ้งป่าทำเงิน!!เกษตรกรบ้านชุมทหาร ต.ห้วยคต อ.ห้วยคต พลิกสวนยางเลี้ยงผึ้งโพรงเสริมรายได้ ปีละนับแสนบาท

เมื่อวันที่ 2 พ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานที่บ้านชุมทหารต.ห้วยคต อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี ได้พบกับนายผ่านศึก วิเศษวงษา วัย 50 ปี ใช้สวนยางพารา 40 ไร่ เลี้ยง ผึ้งโพรงป่า เป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ปีละกว่า 120,000 บาท

นายผ่านศึก เปิดเผยว่า จากจุดเริ่มต้นเพียง 4-5 กล่องเลี้ยงผึ้งในสวนยาง ปัจจุบันขยายเป็น 60 กล่อง ทั้งในพื้นที่ของตนเอง และฝากเลี้ยงกับสมาชิกในกลุ่มเลี้ยงผึ้ง  เริ่มจากการสร้างกล่องไม้แบบพิเศษ นำไขผึ้งทาภายใน เพื่อล่อฝูงผึ้งให้มาอยู่อาศัย กลายเป็นบ้านใหม่ของนางพญาผึ้ง และผึ้งงาน ที่จะช่วยกันสร้างรวงน้ำผึ้งจากเกสรไม้ผล และดอกไม้ป่าตามฤดูกาล จากนั้นนำไปตั้งในสวนยางพาราและสวนผลไม้ โดยที่ฐานของกล่องเลี้ยงผึ้งจะติดตั้งถาดน้ำไว้สำหรับกันมดเข้าไปรบกวน

ส่วนผึ้งงาน จะบินหาเกสรจากดอกไม้หลากชนิดตามป่าธรรมชาติ ส่วนปีหนึ่ง จะได้น้ำผึ้งเดือนห้า ซึ่งจะเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งช่วงกลางเดือน เมษายน-พฤษภาคม น้ำผึ้งจะมีความเข้มข้นสูง เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ขายได้ราคา ถึงขวดละ 350-400 บาท โดยในแต่ละปีสามารถเก็บน้ำผึ้งได้ถึง 300 กิโลกรัม หรือน้ำผึ้งราว 300 ขวด

ในการเก็บน้ำผึ้งแต่ละครั้งจะมีวิธีการย้ายนางพญาผึ้ง ตัวอ่อน และผึ้งงาน ไปไว้ยังกล่องใบใหม่ จากนั้นจึงลงมือเก็บน้ำผึ้งจากกล่องเดิมจนเสร็จ พร้อมทำความสะอาดก่อนนำไปติดตั้งในที่แห่งใหม่ ซึ่งนับเป็นการขยายแหล่งที่อยู่ของผึ้งไปในตัว

มุกดาหารสั่งเฝ้าระวังเข้มหลังยืนยันมีคนเสียชีวิตจากโรคแอนแทรกซ์ 1 ราย

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหารแจ้งเตือนประชาชนงดบริโภคเนื้อสัตว์ดิบ หลังพบผู้เสียชีวิตจากโรคแอนแทรกซ์ 1 รายสัมผัสและบริโภคเนื้อวัว พร้อมสั่งเฝ้าระวังทั้งหมู่บ้าน

กลุ่มภารกิจสื่อสารความเสี่ยง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร ออกประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร งดบริโภคเนื้อวัว ควาย แพะ และแกะในรูปแบบดิบ เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคแอนแทรกซ์ ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน และอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2568 เมื่อประชาชนในพื้นที่ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล ได้สัมผัสและบริโภคเนื้อวัวที่คาดว่าอาจปนเปื้อนเชื้อโรค ต่อมาเริ่มมีอาการไข้และมีตุ่มที่ผิวหนัง จึงถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลดอนตาล และต่อมายังโรงพยาบาลมุกดาหาร แต่อาการไม่ดีขึ้นและเสียชีวิตในวันที่ 30 เมษายน 2568 แพทย์วินิจฉัยว่าเสียชีวิตจากโรคแอนแทรกซ์ โดยผู้เสียชีวิตรายนี้นับเป็นรายแรกของจังหวัดมุกดาหาร

นพ.ณรงค์ จันทร์แก้ว สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้มีกาฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงที่บริโภคเนื้อวัวร่วมกับผู้ป่วย พร้อมให้ยาป้องกันไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2568 ทั้งนี้ โรคแอนแทรกซ์ไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ ในส่วนของมาตรการควบคุมโรค อำเภอดอนตาลได้จัดตั้งจุดตรวจและจุดสกัด 4 แห่ง ได้แก่ บ้านป่าพะยอม บ้านนาห้วยกอก บ้านภูวง และหน้าสถานีตำรวจภูธรป่าไร่ เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ ณ บ้านโคกสว่าง ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล โดยพบว่า มีการเข้าตรวจสอบจุดชำแหละวัวที่มีอาการต้องสงสัย โดยเจ้าหน้าที่จากด่านกักกันสัตว์ ปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหาร กรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างส่งตรวจ และทำการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อบริเวณโดยรอบ และฉีดวัคซีนให้กับโค และกระบือ ในรัศมี 5 กิโลเมตรจำนวน 800 ตัว เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรค

นายทัศนเทพ รักษ์พิทักษ์กุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านโคกสว่าง บิอกว่า สถานการณ์โดยรวมไม่น่าเป็นห่วง ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการและท้องถิ่น ที่เข้ามาสนับสนุนการควบคุมโรคอย่างใกล้ชิด และได้มีการรณรงค์ให้ประชาชน งดบริโภคเนื้อดิบ รวมถึงขอความร่วมมือหากพบสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะวัว มีอาการผิดปกติ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นายทัศนเทพ กล่าวว่า เริ่มแรกวันที่ 12 เมษายน และวันที่ 13 เมษายนเป็นบุญผ้าป่า ได้ซื้อวัวมาชำแหละแบ่งปันกัน มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตมาร่วมชำแหละด้วย และมีบาดแผลเป็นตุ่มอยู่ที่มือ และได้มาชำแหละวัวด้วยกัน หลังจากนั้นก็ได้แยกย้ายกัน วันที่ 14-15 เมษายน เริ่มมีอาการ ยังไม่ไปรักษาตัว พอมาวันที่ 28 เมษายน มีวัวตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ได้ประสานปศุสัตว์อำเภอมาตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ฝังดินฝังกลบ แต่มีทีมงานอีก 1 ชุด มานำวัวตัวนั้นมาชำแหละ เพื่อแบ่งปันไปทำอาหาร พอได้ทราบข่าวของผู้ป่วย คือ นายพัฒน์ ผู้ตาย ก็ได้ประกาศให้ช้าวบ้านที่นำเนื้อวัวไป ให้นำเนื้อวัวไปกลบฝังดินเผา ห้ามรับประทานโดยเด็ดขาด

หลังจากนั้นมีเจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ออกมาสำรวจ ฉีดวัคซีน ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อที่บริเวณป่าสวนยางพาราที่ชำแหละวัว และบริเวณใกล้เคียง ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบว่ามาจากหมูหรือมาจากวัว ส่วนวัวที่มาชำแหละมาจากบ้านนาสะโน อำเภอดอนตาล พื้นที่ใกล้กัน ส่วนผลการตรวจชิ้นเนื้อวัวจะออกในวันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม ตอนนี้มีผู้ป่วย 4 คน เสียชีวิต 1 คน กำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาล 3 คน

ด้าน นายบุญ คนยืน อายุ 74 ปี บ้านเลขที่ 87 หมู่ 6 บ้านโคกสว่าง บอกว่า กังวลใจที่มีคนตายด้วยโรคแอนแทรกซ์มาจากวัว ที่บ้านมีวัวหลายตัว ทางปศุสัตว์ออกมาฉีดยาวัวในหมู่บ้านทุกตัว วัวตายเจ้าของอยากชำแหละ และคนชำแหละก็มีบาดแผลมาก่อน ผู้ตายมีอาชีพก่อสร้าง เป็นคนบ้านเหล่าหมี ชาวบ้านมีความกังวลเพราะห่วงสัตว์เลี้ยงของตนเอง ทางเจ้าหน้าที่ได้สกัดเขตปริมณฑล 5 กม. ห้ามนำสัตว์เข้า-ออก ทางเจ้าหน้าที่ได้ลงมาพื้นที่เกิดเหตุทางชาวบ้านก็สบายใจขึ้น

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหารขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานทางการ และหากมีอาการเข้าข่าย เช่น ไข้ ไอ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ผิวหนังมีตุ่มหนองกลายเป็นแผลสีดำ หรือมีอาการทางเดินอาหารผิดปกติ และมีประวัติสัมผัสสัตว์ป่วยหรือบริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่ปรุงสุก ขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที

ข่าว/ภาพ : อนุศักดิ์ – เสาวภา แสนวิเศษ ผู้สื่อข่าวจังหวัดมุกดาหาร

ปศุสัตว์อำเภอเบตง ออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (ฟรี) ช่วงหน้าร้อน

ยะลา -กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองเบตง ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภอเบตง ออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (ฟรี) ในช่วงหน้าร้อน

ที่ลานวัฒนธรรมสัมพันธ์ เทศบาลเมืองเบตง  อ.เบตง จ.ยะลา    นายวรากร ยานุทัย ปลัดเทศบาล ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีเมืองเบตง มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองเบตงออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (ฟรี) ในช่วงหน้าร้อน พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า และสาเหตุของการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าในคนและสัตว์ ตลอดจนวิธีการปฏิบัติเมื่อถูกสุนัขกัด ตามโครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า และขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง ให้แก่สุนัขและแมวในเขตเทศบาลเมืองเบตง

นายวอซี บือโต เจ้าพนักงานสัตวบาลชำนาญงาน รักษาราชการแทนปศุสัตว์อำเภอเบต กล่าวว่า สำหรับวิธีสังเกตสุนัขหรือแมวที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าในช่วงหน้าร้อนนั้น ในระยะแรกสัตว์จะมีนิสัยผิดไปจากเดิม ต่อมาจะมีอาการตื่นเต้น ตกใจง่าย กระวนกระวาย กระโดดงับลม หรือแมลง กินของแปลกๆ เช่น เศษไม้ หิน ดิน ทราย กัดทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า กินอาหารได้น้อยลง ม่านตาเบิกขยาย และไวต่อแสงและเสียง ระยะสุดท้ายสัตว์จะมีอาการอัมพาต ทำให้เสียงเห่าหอนผิดปกติ หลังแข็ง หางตก ลิ้นห้อย โดยคางจะห้อย น้ำลายไหลซึม กลืนไม่ได้ ขากรรไกรแข็ง อ้าปากค้าง ขาสั่น เดินไม่มั่นคง อาการอัมพาตจะลุกลามไปทั่วตัว แล้วจะล้มลง ชักและตายภายใน 10 วัน นับตั้งแต่วันเริ่มแสดงอาการ

อย่างไรก็ตามสัตว์บางตัวอาจมีอาการซึมโดยแสดงอาการระยะ ตื่นเต้น สั่นหรือไม่แสดงอาการเลย ซุกซ่อนอยู่ในที่มืดและเงียบๆ ไม่กินอาหาร อาจเอาเท้าตะกรุยคอคล้ายกระดูกติดคอ โดยไม่มีอาการดุร้ายให้เห็น จะกัดคนเมื่อถูกรบกวน ดังนั้นจึงต้องสนใจระมัดระวังต้องไปพบแพทย์ ซึ่งการป้องกันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับโรคพิษสุขบ้า จึงควรหลีกเลี่ยงการถูกกัดให้ได้มาก หากถูกสุนัขกัดหรือเลียบาดแผล รีบล้างแผลใช้น้ำและสบู่ล้างแผลให้สะอาด 10-15 นาที  ทายาฆ่าเชื้อที่บาดแผล กักสุนัข – กักสัตว์ที่ทำร้ายดูอาการ 10 วัน และส่งตรวจหาเชื้อโรคฯ และพบแพทย์ทันที และฉีดวัคซีนป้องกันจนครบชุด และควรนำสัตว์เลี้ยงไปรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตามพระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้ากำหนดเจ้าของต้องนำสุนัขไปรับการให้วัคซีนเข็มแรกอายุ 2-5 เดือน และควรให้ กระตุ้นหลังจากเข็มแรก 1-3 เดือน

นอกจากนี้ขอประชาชนระมัดระวังและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า “คาถา 5 ย.”1. อย่าแหย่ – อย่าแหย่ให้สุนัขโกรธหรือโมโห2. อย่าเหยียบ – อย่าเหยียบสุนัข หรือทำให้มันตกใจ 3. อย่าแยก – อย่าใช้มือเปล่าแยกสุนัขกัดกัน 4. อย่าหยิบ – อย่าหยิบชามอาหารสุนัขขณะกำลังกิน 5. อย่ายุ่ง – อย่ายุ่งกับสุนัขที่ไม่รู้จัก ไม่ทราบประวัติ  ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุข เผยข้อมูลวันที่ 1 ม.ค. – 9 มี.ค. 68 พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า 2 ราย พบสัตว์ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า 54 ตัว จากตัวอย่าง 835 ตัว (6.47%) โดยพบการติดเชื้อสูงสุดในสุนัข โค กระบือ และแมว ตามลำดับ

 ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจนำสุนัขและแมวมารับบริการฉีดวัคซีน แต่ไม่สามารถเดินทางมาได้ในช่วง วัน และเวลาดังกล่าวสามารถติดตามตารางการออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ฯ ครั้งต่อไป ได้ทางเพจเฟซบุ๊กประชาสัมพันธ์เทศบาลเมืองเบตง หรือ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองเบตง 080-8039468 ในวัน เวลา ราชการ

โดย….เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

น้อมนำแนวพระราชดำริ ‘สร้างความมั่นคงทางอาหาร’  37 ปี โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน

การที่เด็กๆ ได้รับประทานอาหารที่ดี มีสารอาหารครบถ้วน เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะน้องๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล อาจเข้าถึงอาหารที่มีโภชนาการที่ดีได้ยาก ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ส่งผลต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับการเติบโต และพัฒนาการทางสมองของเด็กๆ ด้วย

ตลอด 37 ปีที่ผ่านมา เครือซีพี ร่วมกับ CPF และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท น้อมนำแนวพระราชดำริสร้างความมั่นคงทางอาหาร ของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีตาม “โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน” มาดำเนินการ ริเริ่ม “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ตั้งแต่ปี 2532  ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในโรงเรียนถิ่นทุรกันดารและพื้นที่ห่างไกล ได้บริโภคไข่ไก่อย่างต่อเนื่อง เพื่อโภชนาการที่ดี เติบโตสมวัยทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา

ขณะเดียวกัน นักเรียนและชุมชนได้เรียนรู้ทักษะการเลี้ยงไก่ไข่ การบริหารจัดการด้านการเกษตรครบวงจรในฟาร์มขนาดเล็ก และประยุกต์กิจกรรมสู่การเรียนการสอน สามารถบริหารจัดการผลผลิตไข่ไก่จำหน่ายแก่ชุมชน ทำให้ได้บริโภคไข่ไก่สดในราคาที่เหมาะสม สร้างรายได้หมุนเวียน ต่อยอดขยายผล เกิดเป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นอกจากจะได้อิ่มท้อง จากผลผลิตไข่ไก่ที่พวกเขาช่วยกันดูแลด้วยตนเองแล้ว โรงเรือนเลี้ยงไก่จึงกลายเป็นห้องเรียนอาชีพ ที่ทำให้พวกเขาได้ลงมือทำจริงทุกขั้นตอน ได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งประสบการณ์ และยังกลายเป็นทักษะติดตัวนำไปใช้ต่อในอนาคต

 ไข่ไก่ที่ผลิตได้ ไม่ใช่เพียงวัตถุดิบสำคัญในโครงการอาหารกลางวันเท่านั้น แต่ไข่ส่วนที่เหลือยังนำไปจำหน่ายให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองและคนในชุมชน กลายเป็นคลังอาหารของชุมชนแบบยั่งยืน ถือเป็นการสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้ทั้งโรงเรียนและชุมชน ปัจจุบัน มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการนี้แล้วถึง 988 แห่ง ทั่วประเทศ เด็กๆ กว่า 223,000 คน และคุณครูอีก กว่า 16,500 คน ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ

 โรงเรือนเลี้ยงไก่ พันธุ์ไก่ อาหารไก่ อุปกรณ์ต่างๆ  รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญที่มาช่วยสอนเทคนิคการเลี้ยงไก่ให้ถูกวิธีแบบมืออาชีพ มีซีพีเอฟที่ใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร  เป็นพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือโรงเรียน   รวมไปถึงการให้ความรู้ เรื่องการจัดการฟาร์ม การตลาด การแปรรูปอาหาร และการจัดการของเสียจากฟาร์มด้วย เรียกได้ว่า เด็กๆ ไม่ได้แค่เลี้ยงไก่ แต่ได้เรียนรู้แบบครบวงจร

 ที่สำคัญยังยกระดับโรงเรียนให้เป็น Action Learning Base ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านทักษะอาชีพของชุมชน ต่อยอดสร้างคลังอาหารที่มั่นคงในระดับท้องถิ่น และขยายองค์ความรู้สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

 ทุกวันนี้ โครงการฯ ผลิตไข่ไก่ได้มากกว่า 27.6 ล้านฟองต่อปี เลยทีเดียว และมีเป้าหมายขยายไปให้ครบ 1,000 โรงเรียนทั่วประเทศภายในปี 2573 เพื่อให้น้องๆ กว่า 300,000 คน ได้บริโภคไข่ไก่อย่างทั่วถึง

โครงการฯนี้ นอกจากจะทำให้น้องๆนักเรียนและชุมชนได้รับประโยชน์แล้ว CPF ยังได้จัดจ้างคนพิการในชุมชนเพื่อช่วยทำงานในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ตามศักยภาพของพวกเขา อาทิ ช่วยดูแลความสะอาดบริเวณโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ ทำความสะอาดภายในโรงเรียน รดน้ำต้นไม้ และปลูกผักสวนครัว จนถึงปัจจุบันมีการทำสัญญาจ้างงานคนพิการรวม 503 คน

CPF และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ฯ มุ่งมั่นเดินหน้าโครงการนี้ เพื่อช่วยเติมเต็มโภชนาการดีๆ ให้เด็กๆ สร้างแหล่งอาหารที่ยั่งยืนในโรงเรียน ด้วยตระหนักดีว่าการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ คือ การสร้างทุนมนุษย์ ที่จะไปสู่อนาคตที่ดีอย่างยั่งยืน

ไปดูความน่ารัก + ความภูมิใจของเด็กๆ กันเลย >> https://youtu.be/pqX7yow1D6o

เตือน! เลี่ยงกินเนื้อดิบ หลังพบผู้เสียชีวิต “โรคแอนแทรกซ์” 1 ราย ย้ำอย่าตื่นตระหนก

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 กรมปศุสัตว์เตือน เกษตรกรเฝ้าระวังโรคแอนแทรกซ์ หลังพบผู้ป่วยรายแรกที่มุกดาหาร มีประวัติชำแหละและรับประทานเนื้อโคดิบ โดยเบื้องต้นได้ดำเนินการเก็บตัวอย่าง เนื้อแห้ง หนังแห้งของสุกรและโค เนื้อสัตว์และเลือดที่อยู่บนเขียงที่ใช้ในการชําแหละ ส่งตรวจหาเชื้อที่ศูนย์วิจัยและและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จังหวัดขอนแก่นพร้อมสั่งเฝ้าระวังป้องกันโรคแอนแทรกซ์ในโค กระบือ แพะ แกะ ยันในขณะนี้ยังไม่พบสัตว์ป่วยตายผิดปกติในพื้นที่

นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากที่พบรายงานผู้ป่วยยืนยันโรคแอนแทรกซ์ที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดยผู้ป่วยรายดังกล่าวได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลดอนตาล และย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ด้วยอาการมีแผลที่มือขวา ต่อมน้ำเหลืองโตที่รักแร้ขวา ผู้ป่วยมีประวัติชำแหละและรับประทานเนื้อโคดิบ โดยแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้น คือ septic shock และได้รับผลทางห้องปฏิบัติการรายงานผลการตรวจวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย (Bacillus anthracis) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคแอนแทรกซ์

ซึ่งโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacillus anthracis)  สัตว์ที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่ในดินหรือหญ้าเข้าสู่ร่างกาย หรือจากการกินน้ำและอาหารที่มีเชื้อปะปนเข้าไป เมื่อเชื้อเข้าตัวสัตว์จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น พร้อมสร้างสารพิษทำให้สัตว์ป่วยและตายในที่สุด ในระหว่างสัตว์ป่วยเชื้อถูกขับออกมากับอุจจาระปัสสาวะหรือน้ำนม เมื่อทำการเปิดผ่าซากเชื้อสัมผัสกับอากาศจะสร้างสปอร์ทำให้คงทนในสภาพแวดล้อมได้นาน โค กระบือ แพะ แกะ ที่ป่วยมีอาการแบบเฉียบพลัน คือสัตว์ป่วยจะตายอย่างรวดเร็ว มีเลือดสีดำคล้ำไหลออกตามทวารต่างๆ ซากไม่แข็งตัว สำหรับคนที่ทำการผ่าซากหรือบริโภคเนื้อสัตว์ป่วยด้วยโรคนี้ แบบสุกๆ ดิบๆ จะพบแผลหลุมตามนิ้วมือ แขน หรือช่องปาก และมีอาการเจ็บปวดในช่องท้องโรคนี้ทำให้คนตายได้หากตรวจพบโรคช้า

ทั้งนี้สถานการณ์ ณ ปัจจุบันจากการเฝ้าระวังและค้นหาโรค ยังไม่พบสัตว์ป่วยตายผิดปกติในพื้นที่ โดยกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่าง ได้แก่ เนื้อแห้ง หนังแห้งของสุกรและโค เนื้อสัตว์และเลือดที่อยู่บนเขียงที่ใช้ในการชําแหละ อุจจาระโคเพื่อส่งตรวจหาเชื้อที่ศูนย์วิจัยและและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จังหวัดขอนแก่น
 
อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินมาตรการควบคุมโรคแอนแทรกซ์ในสัตว์ที่จังหวัดมุกดาหาร โดยมีแนวทางดังนี้

1. กักและสังเกตอาการสัตว์ภายในฝูง ร่วมกับฉีดยาปฏิชีวนะกลุ่ม penicillin อย่างน้อย 3-5 วัน
2. ขอความร่วมมือห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าออกในพื้นที่
3. งดนำโคไปเลี้ยงในพื้นที่แปลงหญ้า / แหล่งน้ำ หรือบริเวณที่สงสัย
4. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ในสัตว์ภายในตำบล
5. การทำลายเชื้อด้วยโซดาไฟในพื้นที่ชำแหละสัตว์ 3 จุด ได้แก่ บ้านเหล่าหมี 2 จุด และบ้านโคกสว่าง
1 จุด ทั้งนี้ ให้ทำลายเชื้อบริเวณจุดเสี่ยงที่สำคัญ เช่น ที่เชือด ท่อน้ำทิ้ง โดยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแต่งกายให้รัดกุม โดยการใส่ชุดป้องกันโรค มาส์กและถุงมือ
6. เฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างในสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม เช่น ดินบริเวณคอกสัตว์ เพื่อตรวจหาการปนเปื้อนเชื้อ
7. ดำเนินการเฝ้าระวังสัตว์ป่วยในพื้นที่อำเภอดอนตาล
8. ประชาสัมพันธ์เตือนภัยให้เกษตรกรให้สังเกตอาการสัตว์เลี้ยง โดยมีนิยาม คือ โค กระบือ แพะ แกะตายเฉียบพลัน เลือดไหลออกจากปาก จมูก ทวารหนัก เลือดมีลักษณะไม่แข็งตัว หากพบมีอาการดังกล่าว
ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที และมีการเฝ้าระวังโรคร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่
9. เน้นประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน งดบริโภคเนื้อดิบโดยเด็ดขาด

“กรมฯขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ แพะแกะ หากพบสัตว์แสดงอาการป่วยหรือตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุแบบเฉียบพลัน ห้ามเปิดผ่าซาก ห้ามเคลื่อนย้ายซากหรือชำแหละเพื่อการบริโภค ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่ หรือ ผ่านทาง Application DLD 4.0 หรือโทรศัพท์สายด่วน 063-225-6888 เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา“ นายสัตวแพทย์บุญญกฤช กล่าว

ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการ ตามแนวชายแดนไทย –เมียนมา ของ ฉก.ราชมนู กองกำลังนเรศวร

เมื่อวันที่  1 พฤษภาคม .2568 พล.อ. พนา  แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก พร้อมคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องกันชายแดนของกองกำลังนเรศวร ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี และ จ.ตาก โดยมี พล.ท. กิตติพงษ์  แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 และ พลตรี ไมตรี  ชูปรีชา ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร ให้การต้อนรับ

ผู้บัญชาการทหารบกและคณะ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปยังฐานปฏิบัติการต้นแม่น้ำสุริยะ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ของกองร้อยทหารราบที่ 1422 หน่วยเฉพาะกิจราชมนู ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา ในพื้นที่รอยต่อของกองกำลังนเรศวรกับกองกำลังสุรสีห์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ยากต่อการเข้าถึง ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลในฐานปฏิบัติการพร้อมติดตามสถานการณ์ และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารในการลาดตระเวนสกัดกั้นการกระทำผิดตามแนวชายแดน พร้อมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับกำลังพล

จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบกได้เดินทางต่อไปยังฐานปฏิบัติการเสกสรรค์ (บ้านแม่โกนเกน) อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อตรวจเยี่ยมกองร้อยทหารราบที่ 433 หน่วยเฉพาะกิจราชมนู ติดตามการปฏิบัติงาน การสนับสนุนการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา ทั้งการขยายตัวของกลุ่มทุนที่อาจเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางออนไลน์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์, การค้ามนุษย์, การลักลอบเข้าเมือง ขนยาเสพติด และอาวุธสงครามผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้ร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม

โดยมอบอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียนบ้านแม่โกนเกน เพื่อให้น้อง ๆ นักเรียนได้ใช้ประโยชน์ เสริมสร้างการเรียนรู้ พร้อมทั้งมอบอุปกรณ์การตั้งจุดตรวจ/จุดสกัดให้กับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านแม่โกนเกน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตามแนวชายแดน ตามนโยบาย Seal Stop Safe ของรัฐบาล

 ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้พบปะพูดคุยกับกำลังพลกองกำลังนเรศวร ผู้ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน ซึ่งถือว่าเป็นผู้เสียสละ ทำงานในพื้นที่ห่างไกลเพื่อรักษาความสงบและความมั่นคงให้กับประเทศ และขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ และขอให้ดำรงการปฏิบัติอย่างเข้มงวด ต่อเนื่อง และเต็มกำลังความสามารถเพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนตลอดไป

ต้องจับให้ได้! แม่ทัพภาคที่ 4 เอาเจริง เร่งติดตามคนร้ายยิงอดีตอุสตาซ

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 พลโท ไพศาล  หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4  ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษา ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ลอบยิง นายอับดุลรอนิง  ลาเต๊ะ อายุ 60 ปี อดีตอุสตาซประจำชุมชน เสียชีวิต เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์กลับจากละหมาด ที่บริเวณโกดังของห้างหุ้นส่วนจำกัดฟาร์มิลล์ติ รับเบอร์ ในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น แม่ทัพภาคที่ 4 มีความมุ่งมั่นและประกาศอย่างชัดเจนว่า จะต้องนำตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้!” พร้อมสั่งการเร่งรัดหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด รวมทั้งได้ประชุมเน้นย้ำเจ้าหน้าที่ปรับแผนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ มาตรการควบคุมพื้นที่ตามแนวชายแดน เพื่ออุดช่องว่างในการก่อเหตุ ลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน

ตลอดจนสร้างความเข้าใจระหว่างพี่น้องไทยพุทธ-ไทยมุสลิม ไม่ให้เกิดความเกลียดชังและเคลือบแคลงใจ รวมถึงเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น โดยทุกมาตรการของเจ้าหน้าที่จะดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย และคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และใช้แนวทางการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความรุนแรงในทุกมิติ

นอกจากนี้ พลโท ไพศาล  หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4  ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ยังกำชับทุกหน่วยงานขับเคลื่อนงานเชิงรุกเต็มกำลัง ทั้งด้านข่าวกรอง ความร่วมมือกับผู้นำศาสนา และการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน เป้าหมายชัด คืนความสงบสุขให้ชายแดนใต้แบบยั่งยืน การลงพื้นที่ครั้งนี้คือการตอกย้ำจุดยืนของรัฐ พร้อมเดินหน้าอย่างไม่ถอย เพื่อความมั่นคงและสันติสุขของพี่น้องประชาชน

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

คอหวยแห่กราบไหว้เจ้าแม่หนองเจ๊กกวยขอเลขเด็ดซื้อเสี่ยงโชค

อุทัยธานี-ชาวบ้านขอโชคเจ้าแม่หนองเจ๊กกวย ขนลุกเห็นเลขขื่อเสา ได้เลขธูปแตกสมใจ 3 ตัว เสี่ยงดวงงวดวันที่ 2 พ.ค.นี้

ใกล้กับวันหวยออกเหล่าบรรดาคอหวยชาวบ้านหนองเจ๊กกวย ม.7 ต.น้ำรอบ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี  แห่กันมากราบไหว้ขอโชคขอลาภ ที่ศาลเจ้าแม่หนองเจ๊กกวย ซึ่งติดกับริมถนนที่ชาวบ้านสัญจรไปมา โดยนางแบน อายุ 61 ปี เปิดเผยว่า ศาลเจ้าแม่หนองเจ๊กกวย อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่สมัยป่ายังไม่แตก

สมัยปู่ย่าตายายของตัวป้าเคยเล่าว่า ก่อนที่จะตั้งศาลแห่งนี้ ได้เคยมีคนมาเสียชีวิตอยู่บริเวณจุดศาล ชื่อว่าเจ๊ก หลังจากนั้นมา ทางหมู่บ้านก็ได้มาตั้งชื่อให้คล้องจองกับผู้เสียชีวิต เลยตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านหนองเจ๊กกวย ล่าสุดทางชาวบ้านได้มาตั้งศาลเจ้าแม่ให้อยู่จุดเดียวกัน เลยตั้งชื่อเจ้าแม่ว่า เจ้าแม่หนองเจ๊กกวย ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเจ้าแม่นั้น คอยปกปักรักษาดูแลชุมชนชาวบ้านในหมู่บ้านให้อยู่ดีกินดี ล่าสุดได้มีชาวบ้านมาขอโชคลาภกับเจ้าแม่ บางคนก็ขอให้หน้าที่การงานสำเร็จรุ่งเรือง และที่ผ่านมาชาวบ้านก็สมหวังมานักต่อนัก

ที่ไม่พลาดเลยงวดนี้ ก่อนขอโชคลาภกับเจ้าแม่ ชาวบ้านได้ขอให้ตัวเลขธูปออกมาแตกทั้ง 3 ตัว ปรากฏเลขธูปที่จุดนั้นแตกสมใจได้เลข 150 ไม่พอชาวบ้านได้นำแป้งมาทาที่ขื่อต้นเสาได้เลข 82 บางคนก็เห็น 83 และ 287 ชาวบ้านจะนำเลขที่ได้ไปเสี่ยงดวงในวันหวยออก

ศรีสะเกษ “ลงแขกเกี่ยวข้าวนาปรัง ปี 2568” สืบสานปณิธานของพ่อ สานต่อที่พ่อทำ

สภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษร่วมกิจกรรม “ลงแขกเกี่ยวข้าวนาปรัง ปี 2568” สืบสานปณิธานของพ่อ สานต่อที่พ่อทำ ณ แปลงข้าวนาปรังกลุ่มปลูกข้าวอินทรีย์เทพประทาน บ้านน้ำอ้อมน้อย ตำบลหว้านคำ อำเภอราษีไศล

นายเกษมศานต์ ศรีโพนทอง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยนางสาวพิชามญชุ์ แซ่จึง หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ และพนักงานสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ ได้เข้าร่วมกิจกรรม “ลงแขกเกี่ยวข้าวนาปรัง ปี 2568” เพื่อสืบสานปณิธานของพ่อ สานต่อที่พ่อทำ ณ แปลงข้าวนาปรังกลุ่มปลูกข้าวอินทรีย์เทพประทาน บ้านน้ำอ้อมน้อย ตำบลหว้านคำ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

เกษมศานต์ ศรีโพนทอง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายณรงค์กร เผื่อแผ่ นายอำเภอราษีไศล เป็นประธานในการจัดกิจกรรม โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ เกษตรกร และประชาชนในชุมชนร่วมแรงร่วมใจกันเกี่ยวข้าวอย่างคึกคัก สะท้อนถึงความร่วมมือและความสามัคคีของคนในท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมในการลงแขกเกี่ยวข้าว อันเป็นมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทรงคุณค่า

สภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษขอร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้ และพร้อมขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน