แตงโมหวานยโสธรผงาดสินค้า GI ตัวแรกของจังหวัดเปิดตำนานผลไม้หวานฉ่ำจากลุ่มน้ำชี

“แตงโมหวานยโสธร” ได้รับการขึ้นทะเบียน GI อย่างเป็นทางการ กรมทรัพย์สินทางปัญญา หวังดันสินค้าเกษตร สร้างรายได้ที่ยั่งยืน ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า แตงโมหวานยโสธรมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลทรงสวย เปลือกสีเขียวเข้มลายชัด เนื้อสีแดงเข้ม เนื้อแน่นละเอียด กรอบ และให้รสชาติหวานฉ่ำพร้อมกลิ่นหอม ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมของพื้นที่ปลูกในจังหวัดยโสธร

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

พื้นที่ปลูกหลักครอบคลุม 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองยโสธร อำเภอกุดชุม อำเภอป่าติ้ว อำเภอคำเขื่อนแก้ว และอำเภอมหาชนะชัย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำชี มีดินร่วนปนทราย อุดมสมบูรณ์ และระบายน้ำได้ดี เหมาะสมต่อการปลูกแตงโม ประกอบกับสภาพอากาศที่มีแสงแดดเพียงพอ และความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืน ทำให้ผลแตงโมสามารถสะสมความหวานได้ดี

นอกจากปัจจัยด้านธรรมชาติแล้ว ยังผสานกับภูมิปัญญาของเกษตรกรในพื้นที่ที่สืบทอดองค์ความรู้ด้านการปลูกแตงโมมายาวนาน ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพและเป็นที่นิยมของผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย

อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญากล่าวเพิ่มเติมว่า “แตงโมหวานยโสธร” ไม่เพียงเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของจังหวัดเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญจังหวัดที่ว่า “บั้งไฟโก้ แตงโมหวาน หมอนขวานผ้าขิด แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ” สะท้อนถึงชื่อเสียงของแตงโมที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตชุมชนมาอย่างยาวนาน

ในอดีต ชาวบ้านเริ่มปลูกแตงโมเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน ก่อนพัฒนาจนกลายเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรในหลายพื้นที่ของจังหวัด

การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ทำให้ “แตงโมหวานยโสธร” กลายเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 3 ของจังหวัด โดยก่อนหน้านี้มีสินค้า GI ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ซึ่งเป็นการขึ้นทะเบียนร่วมกับหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่แตงโมหวานยโสธรถือเป็นสินค้า GI รายการแรกที่เป็นของจังหวัดยโสธรเพียงจังหวัดเดียว

ทั้งนี้ ระบบ GI ถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และช่วยปกป้องชื่อสินค้าไม่ให้ถูกนำไปแอบอ้างหรือใช้โดยไม่ถูกต้อง อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและแหล่งที่มาให้กับผู้บริโภค เพิ่มโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

กรมทรัพย์สินทางปัญญามั่นใจว่า การขึ้นทะเบียน GI จะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรและชุมชนในจังหวัดยโสธรร่วมกันรักษามาตรฐานการผลิต พร้อมต่อยอดการพัฒนาสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างรายได้ที่มั่นคง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

เงินลงทุนทะลัก! ต่างชาติปักธงไทย 243 รายญี่ปุ่นทุ่มเกือบ 2 หมื่นล้าน – EEC ฮอตจีนแห่ลงทุน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ในช่วง เดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 243 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 62 ราย หรือ 34%

แบ่งเป็น

การขอ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 47 ราย
การขอ หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 196 ราย
โดยมี มูลค่าเงินลงทุนรวม 64,429 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 29,152 ล้านบาท หรือ 83%

5 ชาติลงทุนไทยสูงสุด
นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

สหรัฐอเมริกา 48 ราย (20%) มูลค่าลงทุน 1,265 ล้านบาท
ลงทุนในธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โฆษณา สถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และการวิจัยพัฒนาโซลาร์เซลล์
จีน 42 ราย (17%) ลงทุน 11,796 ล้านบาท
เช่น ธุรกิจแปรรูปไม้ ค้าส่งสินค้า เทคโนโลยีซอฟต์แวร์ และการรับจ้างผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรม
ญี่ปุ่น 41 ราย (17%) ลงทุนสูงสุด 18,886 ล้านบาท
เน้นบริการวิศวกรรม การทดสอบห้องปฏิบัติการยานยนต์ ซอฟต์แวร์ และการผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักร
สิงคโปร์ 27 ราย (11%) ลงทุน 17,218 ล้านบาท
ครอบคลุมธุรกิจ Cloud Service ศูนย์กระจายสินค้า และการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรม
ฮ่องกง 20 ราย (8%) ลงทุน 5,338 ล้านบาท
เช่น บริการวิศวกรรม ซ่อมบำรุงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรม
BOI ตัวเร่งสำคัญ ดันเม็ดเงินลงทุนกว่า 3.6 หมื่นล้าน
ข้อมูลยังพบว่า การลงทุนจำนวนมากเกิดขึ้นผ่าน โครงการส่งเสริมการลงทุนของ BOI โดยมีถึง 110 ราย คิดเป็น 45% ของการอนุญาตทั้งหมด และมีมูลค่าการลงทุน 36,313 ล้านบาท หรือ 56% ของเงินลงทุนรวม

ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมมากที่สุด ได้แก่

ธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนโลหะ พลาสติก และชิ้นส่วนยานยนต์
ธุรกิจบริการมูลค่าสูง เช่น TISO, IBC และ IPO ซึ่งช่วยผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางธุรกิจภูมิภาค
ธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI
EEC แม่เหล็กดูดลงทุน 3 จังหวัด
ในส่วนของ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของนักลงทุนต่างชาติ

ช่วงสองเดือนแรกของปีนี้ มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ 81 ราย คิดเป็น 33% ของการลงทุนต่างชาติทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 24 ราย หรือ 42%

มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC รวม 29,826 ล้านบาท หรือ 46% ของเงินลงทุนทั้งหมด

นักลงทุนหลัก ได้แก่

จีน 29 ราย ลงทุน 11,226 ล้านบาท
สิงคโปร์ 12 ราย ลงทุน 7,415 ล้านบาท
ญี่ปุ่น 14 ราย ลงทุน 3,313 ล้านบาท
ประเทศอื่น ๆ 26 ราย ลงทุน 7,872 ล้านบาท

ธุรกิจที่เข้ามาลงทุน เช่น

ห้องปฏิบัติการทดสอบยางล้อรถยนต์
แหล่งท่องเที่ยวมัลติมีเดียขนาดใหญ่
การผลิตแม่พิมพ์และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม
กุมภาพันธ์เดือนเดียว เงินสะพัดกว่า 3 หมื่นล้าน
เฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีการอนุญาตให้ต่างชาติประกอบธุรกิจ 130 ราย มูลค่าการลงทุน 30,650 ล้านบาท โดยนักลงทุนส่วนใหญ่มาจาก สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น

นอกจากนี้ การลงทุนดังกล่าวยังสร้างการจ้างงานคนไทยจากธุรกิจที่ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่างด้าว 2,638 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเกือบ 96%

พร้อมกันนี้ยังเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้สำคัญสู่แรงงานไทย เช่น

เทคโนโลยีความปลอดภัยงานนอกชายฝั่ง
การทดสอบระบบอาณัติสัญญาณ
กระบวนการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
สะท้อนให้เห็นว่า ไทยยังคงเป็น จุดหมายสำคัญของการลงทุนในภูมิภาค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอนาคตอย่าง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

วิกฤตดีเซลพิษณุโลก! ปั๊มติดป้าย “หมดเกลี้ยง”รถบรรทุกต่อคิวยาวคนขับท้อไร้น้ำมันวิ่งงาน

สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกเริ่มตึงตัวอย่างหนัก หลังจากหลายสถานีบริการน้ำมันขึ้นป้ายประกาศ “น้ำมันดีเซลหมด” บางแห่งถึงขั้นปิดให้บริการชั่วคราว ส่งผลให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ใช้รถจักรยานยนต์ รถยนต์ส่วนบุคคล และรถบรรทุกขนาดใหญ่ ต้องตระเวนหาปั๊มน้ำมันเพื่อเติมเชื้อเพลิงสำรอง ท่ามกลางความกังวลว่าจะไม่มีน้ำมันใช้สำหรับการเดินทางและทำงานในวันรุ่งขึ้น

บรรยากาศที่สถานีบริการน้ำมันของ บางจาก ริมถนนพิษณุโลก–อุตรดิตถ์ ตำบลดอนทอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ในช่วงเย็นที่ผ่านมา พบรถยนต์และรถบรรทุกจำนวนมากต่อคิวรอเติมน้ำมันยาวเหยียด แต่เมื่อพนักงานแจ้งว่าน้ำมันดีเซลหมดเกลี้ยง ทำให้คนขับรถบรรทุกหลายรายถึงกับแสดงความสิ้นหวัง หลังตระเวนหาปั๊มเติมน้ำมันมาหลายแห่งแต่ก็พบว่าส่วนใหญ่ไม่มีน้ำมันเหลือจำหน่าย

บางสถานีบริการที่ยังพอมีน้ำมันจำหน่ายได้จำกัดปริมาณการเติม โดยให้รถแต่ละคันเติมได้เพียง 500–1,000 บาท เพื่อกระจายให้ผู้ใช้บริการรายอื่น ขณะที่บางแห่งมีคนขับรถบรรทุกนำรถมาจอดรอคิวตั้งแต่ช่วงเย็น เพราะมีข่าวว่ารถบรรทุกน้ำมันกำลังจะเข้ามาส่ง แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวังเมื่อทราบว่าน้ำมันดีเซลหมดลงแล้ว

นายอนุชา เกตุมีแสง อายุ 32 ปี คนขับรถบรรทุกวิ่งร่วม เปิดเผยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงว่า ขณะนี้คนขับรถบรรทุกจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาอย่างหนัก เพราะไม่มีน้ำมันสำหรับวิ่งงาน บางคนยังมีภาระผ่อนรถเดือนละหลายหมื่นบาท แม้บางปั๊มจะอนุญาตให้รถใหญ่เติมได้ประมาณ 2,000 บาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการวิ่งระยะทางไกล

“พวกเราต้องตระเวนหาปั๊มกันทั้งวัน บางปั๊มบอกให้รอช่วงค่ำเพราะอาจมีน้ำมันมาส่ง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไร ปั๊มประจำที่เคยเติมก็หมดเหมือนกัน ยอมรับว่าไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน” นายอนุชากล่าว พร้อมทิ้งท้ายด้วยความน้อยใจว่า
“นี่แหละคำว่าเราจะรวยไปด้วยกัน รวยทุกอาชีพเลย แต่ตอนนี้ประชาชนทำงานไม่ได้ จะรวยได้ยังไง แค่นี้ยังไปไม่รอดเลย”

ขณะเดียวกัน ปั๊มน้ำมันหลายแห่งในพื้นที่ชานเมืองพิษณุโลกมีรถยนต์และรถบรรทุกมาต่อคิวรอเติมน้ำมันนานนับชั่วโมง จนแถวยาวล้นออกไปบนถนนบางช่วงเป็นระยะทางเกือบกิโลเมตร สะท้อนถึงความกังวลของผู้ใช้รถที่ต้องการสำรองเชื้อเพลิงไว้ใช้งาน

ทั้งนี้ หากสถานการณ์น้ำมันตึงตัวยังคงยืดเยื้อ และต้นทุนพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ผู้ประกอบการขนส่งบางรายอาจจำเป็นต้องหยุดวิ่งรถชั่วคราว เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ หรือไม่มีน้ำมันเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบขนส่งและเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อไป

ข่าว/ภาพ : ชินวัฒน์ สิงหะ ผู้สื่อข่าวจังหวัดพิษณุโลก

พิษสงครามตะวันออกดันปุ๋ยยูเรียราคาพุ่งกระทบหนักชาวสวนเดือดร้อนทั่วไทย

สงครามตะวันออกกลางสร้างผลกระทบทั่วโลก เช่นเดียวกับ ประเทศไทยเจอวิกฤตรอบด้าน โดยเฉพาะเกษตรกรทั่วไทยที่ถือว่าเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจซึ่งกำลังเผชิญปัญหาใหญ่จากภาวะปุ๋ยเริ่มขาดแคลนในท้องตลาด โดยเฉพาะแม่ปุ๋ยสูตรสำคัญอย่างยูเรีย(เดือน ก.พ. ลูกละ 820 บาท เดือน มี.ค.69 ลูกละ 980 บาท) ที่หาซื้อได้ยากมากในปัจจุบัน เนื่องจากสต็อกเดิมตามร้านค้าปลีกเริ่มหมดลง ขณะที่สินค้าใหม่ไม่มีเข้ามาเติมในระบบ 

นายชลธี นุ่มหนู ชาวสวนทุเรียนจังหวัดตราด เปิดเผยถึงสถานการณ์วิกฤตต้นทุนของเกษตรกรว่า สาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากสินค้าขาดแคลนจริง แต่เกิดจากบริษัทผู้ค้าปุ๋ยรายใหญ่ไม่ยอมปล่อยสินค้าออกมาสู่ตลาดเพื่อรอจังหวะเก็งกำไรในช่วงที่ความต้องการสูงขึ้น ทำให้ปุ๋ยสำเร็จรูปมีแนวโน้มขยับราคาสูงขึ้นตามไปด้วย กลายเป็นภาระหนักที่เกษตรกรต้องแบกรับท่ามกลางภาวะน้ำมันแพงและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพของผลผลิต เนื่องจากเกษตรกรหลายรายไม่สามารถหาซื้อปุ๋ยมาใส่ตามรอบการผลิตได้ ซึ่งนายชลธีเปรียบเทียบว่าพฤติกรรมนี้คล้ายกับวิกฤตน้ำมันที่รัฐบาลยืนยันว่ามีเพียงพอ แต่เมื่อเกษตรกรไปซื้อ กลับพบว่าสินค้าหมด โดยที่ภาครัฐยังไม่มีมาตรการลงมาแก้ไขหรือจัดการระบบการตลาดให้ชัดเจนเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสของพ่อค้ารายใหญ่ นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่จะใช้ในการเก็บเกี่ยวผลไม้ ทั้งมังคุดและเงาะที่กำลังจะออกสู่ตลาดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า รวมถึงแรงงานในโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ที่ยังไม่เห็นการขับเคลื่อนจากภาครัฐในการเตรียมแผนรองรับอย่างเป็นรูปธรรม

นายชลธี จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาดูแลระบบการตลาดและตรวจสอบการกักตุนสินค้าของพ่อค้ารายใหญ่โดยด่วน เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องรับภาระต้นทุนที่ถูกปั่นราคาขึ้นจนเกินจริง พร้อมทั้งเร่งวางแผนบริหารจัดการแรงงานให้ทันท่วงที ก่อนที่ปัญหาต้นทุนและการขาดแคลนแรงงานจะลุกลามจนสร้างความเสียหายต่อวงจรการค้าผลไม้ในพื้นที่

ขณะที่ราคาน้ำมัน ราคาค่าไฟฟ้า ที่มีแนวโน้วจะสูงขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า รวมไปถึงปัญหาแรงานที่จะเข้ามาช่วยเรื่องการเก็บเกี่ยวผลผลิตก็ไม่มีในตอนนี้ จะส่งผลกระทบต่อพี่น้องชาวเกษตรกรอย่างแน่นอน เพราะพ่อกลางคน หรือล้ง จะพยายามกดราคาไม่อยากขาดทุน จากต้นทุนที่มีราคาสูงขึ้น  นี่คือสิ่งที่ชาวสวนผลไม้กังวลมากที่สุด ส่วนการแก้ปัญหาตอนนี้ ชาวสวนต้องประหยัดทุกอย่าง  ทั้งน้ำมัน ทั้งไฟฟ้า และปุ๋ยเคมี ซึ่งการประหยัดก็จะส่งผลกระทบต่อพืชผลหากทำไม่ถูกวิธีผลไม้จะไม่ได้คุณภาพ

ส่วนปัญหาแรงงาน เกษตรกรได้รับผลกระทบเช่นกัน ตอนนี้ไม่มีเลย และปลายเดือนมีนาคมนี้ เริ่มเก็บแล้ว ก็ยังไม่มีมาตรการชัดเจนในการเรื่องของแรงงาน ในการเรื่องผ่อนปรนแรงงาน ทำให้แรงานเข้ามาทำงานสะดวกขึ้น ซึ่งตอนนี้เกษตรกรต้องไปหาแรงงานชาวลาวมาแทน เนื่องจากแรงงานกัมพูชาเข้ามาทำงานไม่ได้แล้ว ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการนำแรงงานเข้ามาทำงานมีราคาแพง

ทั้งนี้ปัญหาข้างต้น น้ำมัน ไฟฟ้า แรงงาน รัฐบาลสามารถแก้ไขได้ หากจัดการได้จะสามารถลดภาระเกษตรกรได้ ถ้ารักเกษตรกรเชื่อว่าสามารถทำได้

วิกฤตน้ำมันปั๊มแทบแตก! คนอุดรธานีแห่นำรถต่อคิวเติมน้ำมันจนเกลี้ยง

จากสถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลถึงผลกระทบด้านพลังงาน โดยเฉพาะแนวโน้มราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันในตลาดโลก

จากปัญหากังวลขาดแคลนน้ำมันดังกล่าวทำให้ปั๊มน้ำมันในหลายอำเภอ จ.อุดรธานี เต็มไปด้วยลูกค้ามาเข้าคิวเติมน้ำมันล้นปั๊ม เช่นที่อ.บ้านดุง มีเจ้าของรถกระบะ,รถบรรทุก 6 ล้อต้องต่อคิวเข้าไปเติมน้ำมันในปั๊มยาวเกือบ 100 เมตร

และที่ปั๊มน้ำมันคาเท็กซ์ ซึ่งเป็นปั๊มจำหน่ายน้ำมันค้าปลีกในพื้นที่ มีการขึ้นป้ายแจ้งลูกค้าบริเวณหน้าปั๊ม ระบุข้อความว่า “ดีเซลหมด – เบนซิน 95 หมด” ทำให้ผู้ใช้รถจำนวนหนึ่งต้องหันไปเลือกเติมน้ำมันชนิดอื่นแทน เช่น เบนซิน 91

จากการสอบถามพนักงานประจำลานจ่ายน้ำมัน เปิดเผยว่า น้ำมันดีเซลและเบนซิน 95 ของปั๊มแห่งนี้หมดตั้งแต่เมื่อวานแล้ว คาดว่าจะมีรถขนส่งน้ำมันเข้ามาเติมอีกครั้งในช่วงบ่ายของวันพรุ่งนี้ ขณะนี้ภายในปั๊มยังคงเหลือน้ำมันจำหน่ายเพียง แก๊สโซฮอล์ 91 ให้บริการแก่ประชาชนเท่านั้น

ขณะเดียวกัน บรรยากาศที่ปั๊มน้ำมัน PTT ในอำเภอบ้านดุง พบว่าสถานการณ์ไม่ต่างกัน โดยน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันดีเซลทุกชนิดหมดแล้ว เหลือจำหน่ายเพียง แก๊สโซฮอล์ 91 เท่านั้น โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 12.51 น. ระบุว่าน้ำมันที่เหลืออยู่ในถังมีเพียงประมาณ 50 ลิตรเท่านั้น

จากการสอบถามพนักงานหน้าลานเติมน้ำมัน เปิดเผยว่า น้ำมันภายในปั๊มหมดไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีรถขนส่งน้ำมันเข้ามาเติมอีกครั้งใน 1-2 วันนี้ ส่งผลให้ในระหว่างนี้พนักงานต้องเดินแจ้งลูกค้าทุกคันที่ขับรถเข้ามาเติมว่า น้ำมันดีเซลหมด ขอให้กลับมาใช้บริการใหม่ในวันพรุ่งนี้ สร้างความผิดหวังให้กับผู้ใช้รถบางส่วนที่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเดินทาง

นอกจากนี้ในหลายอำเภอ เช่น อ.หนองหาน, อ.กุมภวาปี  ต่างขึ้นป้ายน้ำมันดีเซลหมดเช่นกัน หลายคนกังวลว่าหากวันสองวันนี้ไม่มีน้ำมันเติมคงพากันเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

“โสภณ”ฝ่าศึกชิงเก้าอี้ประธานสภาฯคนใหม่ ชนะ 289 เสียงทิ้ง “พริษฐ์”ขาดลอย

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อเวลา 09.29 น. วันที่ 15 มีนาคม ที่อาคารรัฐสภา เปิดฉากอย่างเป็นทางการ โดยมีวาระสำคัญให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกล่าวปฏิญาณตนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ และเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงรองประธานสภาฯ คนที่ 1 และคนที่ 2

ภายหลังตรวจสอบองค์ประชุมครบถ้วน นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญ นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสมาชิกที่มีอาวุโสสูงสุด ทำหน้าที่ประธานการประชุมชั่วคราว พร้อมกำชับให้สมาชิกปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัด ก่อนเปิดให้เสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

ฝ่ายรัฐบาลโดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นชิงตำแหน่ง ขณะที่ฝ่ายค้านโดย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นคู่ชิง

เมื่อมีผู้ถูกเสนอชื่อมากกว่าหนึ่งคน ที่ประชุมจึงกำหนดให้ผู้ถูกเสนอชื่อแสดงวิสัยทัศน์ ก่อนเข้าสู่การลงคะแนนลับในคูหา

กระทั่งเวลา 11.56 น. หลังสมาชิกใช้เวลาลงคะแนนลับนานกว่า 1 ชั่วโมง ประธานในที่ประชุมจึงสั่งปิดการลงคะแนน และเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจนับโดยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น ก่อนเริ่มขานคะแนนทีละใบตั้งแต่เวลา 12.02 น. โดยมี นายวรวงศ์ วรปัญญา ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่อ่านคะแนน

การตรวจนับกินเวลาราว 40 นาที ก่อนผลปรากฏอย่างชัดเจนว่า นายโสภณ ซารัมย์ ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนน 289 เสียง ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ 123 เสียง งดออกเสียง 80 เสียง และมีบัตรเสีย 5 ใบ จากจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม 497 คน โดยประธานชั่วคราวไม่ได้ร่วมลงคะแนน

อย่างไรก็ตาม ก่อนประกาศผลคะแนน ได้เกิดประเด็นถกเถียงขึ้นกลางห้องประชุม เมื่อ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นหารือต่อประธาน กรณีบัตรเสียทั้ง 5 ใบ โดยระบุว่ามีบางบัตรเขียนแสดงเจตจำนงไว้ด้านหลังบัตรลงคะแนนหรือเขียนไม่ชัดเจน จึงเสนอให้ประธานชั่วคราววินิจฉัยว่า การเขียนนอกช่องหรือด้านหลังบัตรควรถือเป็นการแสดงเจตจำนงของผู้ลงคะแนนหรือไม่

แต่ฝ่ายคณะกรรมการตรวจนับคะแนน โดย นายวรวงศ์ วรปัญญา ยืนยันว่าบัตรดังกล่าวต้องถือเป็นบัตรเสีย เนื่องจากมีการเขียนข้อความบนซองใส่บัตรลงคะแนน ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การลงคะแนนของสภา

ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้ง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะมีหนังสือแจ้งผลไปยังนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว เพื่อดำเนินการนำความกราบบังคมทูลต่อพระมหากษัตริย์ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ ก่อนจะมีพิธีรับพระบรมราชโองการและเริ่มปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

จากนั้น ที่ประชุมสภาฯ ก็ได้ลงมติเลือก น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง โดยไม่มีผู้เสนอชื่อแข่ง และ  นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาฯ คนที่สอง โดยไม่มีการเสนอชื่อแข่งเช่นเดียวกัน

ศึกชิงท็อปโฟร์เดือด!”ผีแดง” เปิดรังไล่ทุบ “สิงห์ผงาด”3-1 รั้งที่ 3 ศึกพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ

การแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 “ปีศาจแดง”แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด รับการมาเยือนของ “สิงห์ผงาด”แอสตัน วิลล่า

เปิดเกมครึ่งแรกทั้งเจ้าถิ่นเดินหน้ารุกทีมเยือนหวุดหวิดทำประตูนำแต่จบสกอร์ไม่ได้ทำให้เสมอกัน 0-0

เปิดเกมครึ่งหลังนาที 53 บรูโน แฟร์นานเดส แตะมุมเปิดมาบริเวณเสาแรก คาเซมิโร กระโดดขึ้นขวิดลูกเสียบตาข่าย “ปีศาจแดง” ออกนำ 1-0

แต่แล้วนาที 64 วิลลาบุกจากลูกเตะมุมแล้วแนวรับแมนฯ ยูไนเต็ดเคลียร์ทิ้งไม่เด็ดขาดมาเข้าทาง ลูกาส์ ดีญ หวดจากบริเวณหน้าเขตโทษไปยังพื้นที่เขตโทษด้านขวา รอสส์ บาร์กลีย์ จึงได้ตวัดยิงด้วยซ้ายเข้าไป สกอร์เสมอกัน 1-1

อย่างไรก็ตามนาที 71 คาเซมิโร จ่ายบอลออกไปทางซ้ายให้ บรูโน แฟร์นานเดส แทงทะลุผ่านแนวรับด้วยน้ำหนักพอเหมาะพอเจาะ มาเตอุส คุนญา จึงสบโอกาสวิ่งแซงกองหลังหลุดเข้าเขตโทษ ก่อนจะยิงไม่มีพลาด แมนฯ ยูไนเต็ดนำอีกครั้ง 2-1

นาที 81 มาเตอุส คุนญา เกี่ยวบอลลงได้ทางด้านซ้ายแล้วตบเข้ากลาง กองหลังวิลลาสกัดไม่ดีเองลูกกระดอนมาเข้าทาง เบนยามิน เชสโก ตวัดยิงในเขตโทษแฉลบบล็อกผู้เล่นคู่แข่งเปลี่ยนทางเข้าไป แมนฯ ยูไนเต็ดจึงเป็นฝ่ายชนะ 3-1

ตอนนี้ทั้งคู่ลงสนามไปแล้ว 30 นัดเท่ากัน แมนฯ ยูไนเต็ดเก็บเพิ่มเป็น 54 คะแนน ยึดอันดับ 3 อย่างเหนียวแน่น ส่วนวิลลามี 51 คะแนน อยู่อันดับ 4

ทลายโกดัง “อาหารสัตว์เถื่อน” เกรดนำเข้าจากจีน ยึดของกลางกว่า 4 พันถุง มูลค่ากว่า 1.56 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค กก.2 บก.ปคบ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์  ร่วมกันจับกุม นางสาวธรณ์ธันย์ฯ อายุ 29 ปี เป็นผู้ดำเนินกิจการ/ดูแลสถานที่ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 ฐานผลิตหรือนำเข้าอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ ตามมาตรา 15 56(4) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี

หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ได้ร่วมกันตรวจยึดของกลาง อาหารสัตว์ไม่มีเลขทะเบียนอาหารสัตว์ บรรจุภัณฑ์ระบุข้อความภาษาต่างประเทศ (ภาษาจีน) จำนวน 25 รายการ รวมทั้งสิ้น 4,056 ถุง รวมมูลค่าของกลาง 1,561,000 บาท โดยสถานที่เกิดเหตุ โกดังเก็บสินค้าย่าน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ

พฤติการณ์แห่งคดี เนื่องจากสถานะการปัจจุบัน การประกอบกิจการสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ความต้องการอาหารสัตว์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มขบวนการลักลอบนำเข้า “อาหารสัตว์เถื่อน” โดยเฉพาะจาก ประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตรายใหญ่ที่มีการนำเข้าสินค้าสูงเป็นอันดับ 1 อย่างไรก็ตาม

จากการตรวจสอบของกรมปศุสัตว์และตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) พบว่า สินค้าที่ลักลอบนำเข้าเหล่านี้มักหลีกเลี่ยงการขึ้นทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ผ่านการตรวจวิเคราะห์คุณภาพจากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบ โดยอาศัยช่องทางการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมีโกดังเก็บสินค้าตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ และเป็นจุดกระจายสินค้าให้กับประชาชนทั่วไป

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปคบ. ได้รับหนังสือประสานจากกรมปศุสัตว์ ให้เข้าตรวจสอบสถานที่เก็บอาหารสัตว์ ในพื้นที่ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ หลังสืบทราบว่า มีการเก็บสินค้าต้องสงสัยว่าเป็นอาหารสัตว์ไม่มีเลขทะเบียน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวจึงได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบ สถานที่เก็บอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะในพื้นที่ ม.1 ต.บ้านคลองสวน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ต่อเนื่องไปยังโกดังแห่งที่ 2 พื้นที่เดียวกัน โดยมีนางสาวธรณ์ธันย์ฯ อายุ 29 ปี เป็นผู้ดำเนินกิจการ/ดูแลสถานที่

จาการตรวจสอบพบอาหารสัตว์บรรจุภัณฑ์ระบุข้อความภาษาต่างประเทศ (ภาษาจีน) จำนวนมาก รวม 25 รายการ รวมทั้งสิ้น 4,056 ถุง มูลค่ากว่า 1,561,000 บาท ซึ่งทั้งหมดไม่มีเลขทะเบียนอาหารสัตว์  โดยผู้ดูแลยอมรับว่า นำเข้ามาจากประเทศจีนเพื่อเตรียมจำหน่ายให้กับประชาชนโดยทั่วไปบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคบ. เพื่อดำเนินคดีซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 ฐานผลิตหรือนำเข้าอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ ตามมาตรา 15 56(4)  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี

หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อาหารสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนและไม่ได้ตรวจวิเคราะห์คุณภาพจากหน่วยงานภาครัฐอาจมีส่วนผสมของสารปนเปื้อน เชื้อรา หรือสารพิษตกค้างที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้สัตว์เลี้ยงเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตได้ อาหารเถื่อนมักไม่มีการการันตีค่าวิเคราะห์ทางเคมี  ที่แน่นอน เช่น ปริมาณโปรตีนอาจต่ำกว่าที่ระบุ หรือมีสัดส่วนของเกลือและแมกนีเซียมสูงเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคหัวใจในสุนัขและแมว ทำให้เจ้าของต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงกว่าราคาอาหารหลายเท่าตัว

.

เตือนภัยชาวปราจีนบุรี-นครนายก!พบเห็นช้างป่าควรหลีกเลี่ยงหลังทำร้ายผู้สูงวัยเสียชีวิต

ปราจีนบุรี –   สบอ.1 ปราจีนบุรี แสดงความเสียใจเหตุช้างป่าทำร้ายผู้สูงอายุ87 ปี เสียชีวิต! พื้นที่ จ.นครนายก พร้อมสั่งระดมชุดเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังใกล้ชิด ขอความร่วมมือประชาชนหากพบเห็นช้างป่าเข้ามาใกล้ที่พักอาศัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สายด่วน 1362 ทันที

เมื่อเวลา 13.05 น วันที่ 15 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี   นายยศสวัสดิ์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) เปิดเผยถึงกรณีเหตุสลด     ช้างป่าทำร้ายราษฎรเสียชีวิต โดยได้รับรายงานจาก นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ว่า    เมื่อกลางดึกวันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 21.00 น. เจ้าหน้าที่เขตการจัดการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ 6 ได้รับแจ้งเหตุช้างป่าทำร้ายประชาชนบริเวณบ้านเลขที่ 108 หมู่ที่ 3 ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก

หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่พร้อมชุดเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า ได้รุดเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที พบร่างผู้บาดเจ็บ อายุ 87 ปี นอนบาดเจ็บอยู่บริเวณข้างบ้าน มีบาดแผลฉกรรจ์ที่ศีรษะ ลำตัว และขาขวา แต่ยังคงรู้สึกตัวดี เจ้าหน้าที่กู้ชีพตำบลสาริกาจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลนครนายกอย่างเร่งด่วน

จากการสอบถามญาติผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุผู้บาดเจ็บได้เดินออกมาข้างบ้าน ประจวบเหมาะกับที่มีช้างป่าหนุ่ม (ยังไม่มีชื่อ) เข้ามาหักกิ่งไม้ในบริเวณดังกล่าว เมื่อญาติได้ยินเสียงจึงออกมาดูและพบว่าผู้บาดเจ็บล้มลง   โดยมีช้างป่ายืนอยู่ใกล้ๆ จึงได้ตะโกนขับไล่จนช้างป่าเดินหนีเข้าป่าไป ก่อนจะรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ทางอุทยานฯ ได้รับแจ้งข่าวร้ายจากโรงพยาบาลนครนายกในเวลาต่อมาว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อเวลา 23.47 น.

นายยศสวัสดิ์ กล่าวว่า   “ในนามของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต  โดยในเบื้องต้นผมได้สั่งการให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มกำลังตามระเบียบของทางราชการ พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่เข้าอำนวยความสะดวกและดูแลสภาพจิตใจของญาติอย่างใกล้ชิด”

นอกจากมาตรการเยียวยาแล้ว ยังได้กำชับให้ชุดผลักดันช้างป่าและเครือข่ายเฝ้าระวังในพื้นที่ เพิ่มความถี่ในการลาดตระเวน  และแจ้งเตือนชาวบ้านผ่านกลุ่มไลน์และหอกระจายข่าวหมู่บ้าน เพื่อป้องกันเหตุซ้ำซ้อน และขอความร่วมมือประชาชนหากพบเห็นช้างป่าเข้ามาใกล้ที่พักอาศัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สายด่วน 1362 ทันที

โดนย…มานิตย์  สนับบุญ / ปราจีนบุรี  ###

นครแม่สอดกำชับปั๊มน้ำมันห้ามกักตุน ฉวยโอกาสขึ้นราคา เกษตรกรนำถัง-แกลลอน ทำตามกม.

“นายอำเภอนพ” นำ ปกครอง-ตำรวจ-เทศบาลนครแม่สอด ลงพื้นที่ตรวจสถานประกอบการปั้มน้ำมัน เข้ม มาตรการไม่ให้มีการกักตุน หรือขึ้นราคา ย้ำเกษตรกรนำถังหรือแกลลอนใช้เพื่อการเกษตรให้ดำเนินการอยู่ภายใต้กฎหมายที่กำหนดจำนวนลิตร

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569. นายกันต์พงษ์ พิพัฒมนตรีกุล “นายอำเภอนพ” นายอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พร้อม นายอรรถวุฒิ จันทร์เจริญ ปลัดป้องกันอำเภอแม่สอด ร่วมกับนายกุล เครือวีระ “นายกเบิ้ม” นายกเทศมนตรีนครแม่สอด อ.แม่สอด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สอด

ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.รัง ดาวดึงษ์”แม่สอด 1.” ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่สอด  สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ งานจราจร สภ.แม่สอด=สมาชิก อส.ร้อย.อส.อ.แม่สอด 3. ลงพื้นที่ตรวจสถานประกอบการสถานีน้ำมัน(ปั้มน้ำมัน) ปตท. , สถานีน้ำมันบางจาก ,ปั้มเชลล์ โดยได้มีการตรวจสอบว่ามีการกักตุนหรือมีการขึ้นราคาน้ำมันหรือไม่

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เพิ่มความเข้มข้น มาตรการไม่ให้มีการกักตุน หรือขึ้นราคา ซึ่งในการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่พบการกักตุนหรือขึ้นราคาน้ำมันแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ผลการตรวจสอบไม่พบว่ามีการกักตุนหรือขึ้นราคาน้ำมันแต่อย่างใด และให้คำแนะนำกับสถานประกอบการน้ำมันให้ปฏิบัติตามระเบียบและให้จำหน่ายน้ำมันอย่างทั่วถึงให้กับประชาชนที่มาใช้บริการ

สำหรับภาคการเกษตรและผู้รับเหมาประกอบกิจการที่เครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ต้องกรอกใส่ถังหรือแกลลอนให้ดำเนินการอยู่ภายใต้กฎหมายที่กำหนดจำนวนลิตร 

โดยในเบื้องต้นสถานประกอบการ งดเติมน้ำมันให้กับรถชาวต่างชาติ และยังคงสำรองน้ำมันให้กับ กรณีฉุกเฉิน เช่นรถพยาบาล รถกู้ภัย รถดับเพลิง และรถของหน่วยงานรัฐ

โดยหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องเพิ่มมาตรการในการลาดตระเวนตามแนวชายแดนเพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งน้ำมันที่ผิดกฎหมายไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ควบคุมรถชาวต่างชาติการเข้าออกระหว่างประเทศ และช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และช่วยกันประหยัดพลังงาน