กลับมาอีกครั้ง!เทศกาลภาพยนตร์รัสเซีย 2568 หลากรส ณ โรงภาพยนตร์ House Samyan

ดื่มด่ำกับเทศกาลภาพยนตร์รัสเซีย 2568 หลากรส ที่มาเยือนกรุงเทพฯ 25-27 เมษายนนี้ ณ โรงภาพยนตร์ House Samyan สัมผัสประสบการณ์ชมผลงานศิลปะบนจอเงินที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน จัดโดย ROSKINO และสถานทูตฯรัสเซียประจำประเทศไทย ชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

หน่วยงานภาพยนตร์รัสเซีย (Roskino)ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมรัสเซีย และสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ร่วมจัดงานเทศกาลภาพยนตร์รัสเซีย 2568 ระหว่างวันที่ 25-27 เมษายนนี้​ ณ โรงภาพยนตร์ House Samyan โดย​”เอลซ่า อันโตโนวา” ซีอีโอของ ROSKINO กล่าวประเทศไทยได้กลายเป็นจุดหมายสำคัญบนแผนที่วัฒนธรรมภาพยนตร์รัสเซียตั้งแต่ปี 2565 และนับจากนั้นเป็นต้นมา เราได้มุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลงานใหม่ๆ หลากหลายแนวให้กับผู้ชมชาวไทยอย่างต่อเนื่อง​ และในครั้งนี้ เราได้เตรียมโปรแกรมที่น่าตื่นตาตื่นใจ

ทั้งผลงานทำเงินจากผู้กำกับชื่อดังชาวรัสเซีย และผลงานเปิดตัวของผู้สร้างภาพยนตร์หน้าใหม่ที่เคยคว้ารางวัลจากเวทีระดับนานาชาติ​ โดยเน้นย้ำว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังกลายเป็นแหล่งดึงดูดผู้สร้างคอนเทนต์ทีวีและภาพยนตร์ชาวรัสเซีย พร้อมเปิดโอกาสสำหรับโครงการร่วมผลิตในอนาคต ความร่วมมือในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระหว่างสองประเทศกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และภาพยนตร์รัสเซียเองก็ได้รับความสนใจจากเทศกาลภาพยนตร์ของไทยเช่นกัน โดย ROSKINO กำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะนำผลงานรัสเซียเข้าร่วมในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติชั้นนำของประเทศไทย

สำหรับภาพยนตร์ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด “หัวใจคุณธรรม” (2024) เป็นเรื่องราวของ บทพิสูจน์ความเข้มแข็งของมนุษยชาติ ผลงานการกำกับของ เซอร์เกย์ อูร์ซูลยัก ถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงพลังที่เกิดขึ้นในปี 1942 เมื่อนายทหารกองทัพแดง นิโคไล คิเซเลฟ ได้รับภารกิจให้นำพาชาวยิวกว่า 200 ชีวิต ทั้งคนชรา สตรี และเด็กๆ ที่หลบหนีการล้างเผ่าพันธุ์มาได้อย่างหวุดหวิด ออกจากดินแดนเบลารุสที่ถูกยึดครอง ผู้คนเหล่านี้ หัวใจแหลกสลายจากการสูญเสียคนที่รัก ร่างกายอ่อนล้าจากความหิวโหย และจิตใจบอบช้ำจากความสยดสยองที่พวกเขาได้ประสบ ต้องเดินเท้าผ่านผืนป่าอันกว้างใหญ่นับร้อยกิโลเมตร ด้วยแรงศรัทธาและความหวังเพียงริบหรี่ในการเริ่มต้นชีวิตใหม่

ผลงานเรื่องนี้ได้รับการยกย่องและเข้าชิงรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์สำคัญๆ ของรัสเซีย ผู้กำกับ เซอร์เกย์ อูร์ซูลยัก เองก็มีผลงานภาพยนตร์และซีรีส์โทรทัศน์ชื่อดังมากมาย และล่าสุดได้รับรางวัล Moscow International Film Festival Prize ในปี 2024 จากการสร้างชื่อเสียงให้กับวงการภาพยนตร์โลก

นอกจากนี้ยังมีเรื่อง”ตำนานแห่งหิมะอันเป็นนิรันดร์” (2024) เรื่องราวความงดงามจากดินแดนหนาวเหน็บ ผลงานกำกับโดย อเล็กซี่ โรมานอฟ เป็นหน้าต่างบานสำคัญที่เปิดให้ผู้ชมไทยได้สัมผัสกับโลกแห่งยาคุตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านรูปแบบการเล่าเรื่องและรหัสทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง ภาพยนตร์พาผู้ชมดื่มด่ำไปกับบรรยากาศของยาคุเตียในศตวรรษที่ 19 ผ่านเรื่องราวของเจ้าสาวผู้ถูกพาตัวไปหาชายชราอย่างไม่เต็มใจ การเดินทางอันยาวนานและทรหดบนผืนหิมะกว้างใหญ่ของยาคุต ได้เผยให้เห็นความลับที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเกียรติให้ร่วมแข่งขันในเทศกาลภาพยนตร์โลกเอเชีย 2024 (สหรัฐอเมริกา) และได้รับเลือกให้ฉายในโปรแกรมพิเศษของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเทอร์ดัม ครั้งที่ 54 (เนเธอร์แลนด์) นอกจากนี้ยังคว้ารางวัลมากมายจากเทศกาลภาพยนตร์ทั้งในรัสเซียและเวทีนานาชาติ โดยจะพาผู้ชมดื่มด่ำไปกับวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมอันล้ำค่าของชนชาติแถบเหนือ ผ่านเครื่องแต่งกายประจำชาติ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และท่วงทำนองภาษาอีเวนกี้อันไพเราะ ที่ร่วมกันสร้างบรรยากาศอันแสนพิเศษ

เรื่อง”เรือเหาะผจญภัยแดนมหัศจรรย์” (2024) ซึ่งเป็นเรื่องราวจินตนาการไร้ขีดจำกัด ผลงานสุดแฟนตาซีจากการกำกับของ อิลยา อูชิเทล ที่จะนำพาทั้งครอบครัวดำดิ่งสู่อาณาจักรแห่งเวทมนตร์และความฝัน ผ่านฉากและเครื่องแต่งกายอันวิจิตรตระการตา การผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้มีทีมงานกว่า 80 ชีวิตทุ่มเทให้กับการออกแบบเครื่องแต่งกายเพียงอย่างเดียว พัฒนาชุดกว่า 1,500 ชุด โดยได้รับแรงบันดาลใจทั้งจากงานศิลปะของอิวาน บิลิบิน, อัลฟอนเซ่ มูชา และผลงานของนักออกแบบแฟชั่นระดับโลกอย่าง วิเวียน เวสต์วูด และ เอลซ่า เชียปาเรลลี

โดยเนื้อเรื่องเล่าถึงกษัตริย์ผู้กำลังจะยกธิดาให้แต่งงานกับชายหนุ่มรูปงามที่ร่ำรวย แต่เจ้าหญิงกลับปรารถนาการแต่งงานด้วยความรักแท้ การพบกันโดยบังเอิญระหว่างเธอกับกะลาสีเรือผู้เรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ ได้พลิกแผนการชิงบัลลังก์ของเศรษฐีเจ้าเล่ห์ให้พังทลายเสียงแห่งคนรุ่นใหม่ นอกจากผลงานจากผู้กำกับชื่อดัง เทศกาลครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้รู้จักกับผลงานของคนรุ่นใหม่แห่งวงการภาพยนตร์รัสเซีย ซึ่งนำเสนอประเด็นที่พวกเขาให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างรุ่น หรือปัญหาของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่

รวมไปถึงเรื่อง”110″ (2023) ซึ่งเป็นเรื่องราว เมื่อความจริงถูกปกปิด ผลงานการกำกับของ อิลยา มิคีฟ เล่าเรื่องราวอันน่าสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในรั้วโรงเรียน เมื่อการสืบหาความจริงนำไปสู่อันตรายที่ไม่คาดคิด ภาพยนตร์เรื่องนี้คว้ารางวัล Best National Feature Debut Prize จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ One Sixth International Film Festival of Eurasian Debuts ในปี 2024 พร้อมรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ภาพยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์รัสเซียฤดูหนาวของ Art-Drawing Cinema ในปี 2023

“ลาปิน” (2024) เรื่องราวที่นำเสนอ เมื่อการวิ่งคือทางออก ผลงานร่วมกำกับของ วลาด คราสโนสโลโบดเซฟ และ อัสยา โอเลชเควิช นำเสนอเรื่องราวของวัยรุ่นที่ชีวิตพลิกผันหลังการหย่าร้างของพ่อแม่ ท่ามกลางความกดดันในโรงเรียนใหม่ เขาค้นพบว่าการวิ่งคือทางออกเดียวที่จะช่วยให้เขาหลีกหนีจากความเป็นจริงอันโหดร้าย

สำหรับผู้สนใจสามารถ ลงทะเบียนเข้าชมฟรี!!ไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://www.zipeventapp.com/e/Russian-Film-Festival-2025  ทั้งนี้ ROSKINO ได้จัดเทศกาลภาพยนตร์รัสเซียในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565-2566 โดยนำเสนอผลงานคุณภาพมากมาย อาทิ “World Champion”, “Palma”, “One”, “I Want to Get Married”, “Sputnik”, “Bolshoi” รวมถึงภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง “Three Cats” และ “Chink: Tailed Detective” ซึ่งล้วนได้รับความสนใจจากผู้ชมชาวไทยเป็นอย่างดี

โดยล่าสุดมีการการเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านภาพยนตร์ระหว่างรัสเซียและไทย ผ่านบันทึกข้อตกลงความร่วมมือและปฏิสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระหว่างสำนักงานรัสเซียเพื่อการริเริ่มเชิงกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมโครงการใหม่ และสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา

ด่วน!เครื่องบินตำรวจขนาดเล็กตกทะเลชะอำ เสียชีวิต 6 นาย

เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตำรวจขนาดเล็กตกในทะเลชะอำ จ.เพชรบุรี เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิต 6 ราย

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 เวลา 08.15 น. ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี รับแจ้ง จากพลเมืองดีว่าพบเครื่องบินเล็กของสำนักงานตำรวจแห่งชาต ตกในทะเล ห่างจากชายฝั่งประมาณ 100 เมตร บริเวณหน้ารีสอร์ทแห่งหนึ่ง ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย

ขณะที่ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เกิดเหตุเครื่องบินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตกระหว่างการปฏิบัติภารกิจทดสอบการบิน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการฝึกกระโดดร่ม ณ พื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในเครื่องบิน 6 นาย คือ

1. พ.ต.อ.ประธาน เขียวขำ นักบิน (เสียชีวิต)
2. พ.ต.ท.ปานเทพ มณิวชิรางกูร นักบิน (เสียชีวิต)
3. ร.ต.อ.จตุรงค์ วัฒนไพรสาณฑ์ นักบิน ได้รับบาดเจ็บ นำส่งรพ.หัวหิน เสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา
4. ร.ต.ท.ธนวรรษ เมฆประเสริฐสุข วิศวกร (เสียชีวิต)
5. จ.ส.ต.ประวัติ พลหงษ์สา ช่างเครื่อง (เสียชีวิต)
6. ส.ต.ต.จิราวัฒน์ มากสาขา ช่างเครื่อง (เสียชีวิต)

โฆษก ตร. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุ โดยจะมีการเก็บข้อมูลจากซากเครื่องบิน กล่องบันทึกการบิน (Black Box) และพยานแวดล้อมทางเทคนิค พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านอากาศยานเข้าตรวจสอบร่วมกันอย่างละเอียด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิด และจัดพิธีอย่างสมเกียรติ พร้อมกำชับให้เร่งสืบสวนหาข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำในอนาคต

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เสียสละจากเหตุการณ์นี้

ภาพ : มูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถาน

กองกำลังสุรสีห์ยกระดับความมั่นคงชายแดนรับมือเมียนมาสู้รบหนัก

จากเหตุการณ์ การปะทะกันดุเดือด ระหว่าง ทหารเมียนมา และกองกำลังกลุ่มต่อต้าน นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา  บริเวณ ช่องทางบ้องตี้ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ยังไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยและไม่มีผู้หนีภัยความไม่สงบ ชาวเมียนมา หลบหนีเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทยแต่อย่างใด

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจาก ทหารเมียนมา กองพันทหารราบที่ 25 คอลัมน์ 2 ได้รับการเพิ่มเติมกำลังพลและยุทโธปกรณ์โดยอากาศยาน MI 17 ส่งผลให้ กองกำลังกลุ่มต่อต้านที่เคลื่อนไหว อยู่ในประเทศเมียนมาฝั่งตรงข้ามช่องทางบ้องตี้ อำเภอไทรโยค ทำการโจมตีฐานปฏิบัติการ ทหารเมียนมา เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายกำลังออกมาลาดตระเวนในพื้นที่อิทธิพลของ กองกำลังกลุ่มต่อต้าน หรือไม่ให้ทหารเมียนมา มีกำลังพลเพียงพอสำหรับปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่

ขณะเดียวกันกองกำลังสุรสีห์ ได้จัดตั้ง กองบัญชาการติดตามสถานการณ์ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ยกระดับการปฏิบัติงาน การเตรียมความพร้อมของกำลังที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนให้มีความเข้มข้นมากขึ้น และเตรียมความพร้อมกำลัง

สำหรับปฏิบัติการในกรณีสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังได้มีการบูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครอง, อปท.,รพ.สต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว กรณีที่มี ผู้ประสบภัยสงคราม หนีภัยการสู้รบเข้ามายังฝั่งไทย รวมทั้งพื้นที่อพยพพลเรือน พื้นที่ควบคุมตัวกองกำลังติดอาวุธที่อาจถอนตัวเข้ามาในฝั่งประเทศไทย รวมทั้งได้ประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ให้กับส่วนราชการ ประชาชน และสื่อมวลชนในพื้นที่ได้รับทราบ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

นอกจากนี้ ทาง กกล.สุรสีห์ ได้ยืนยันว่า สถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนยังไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดน และกองกำลังสุรสีห์ มีความพร้อมสูงสุดในการปฏิบัติงานในด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบ โดยจะไม่ยอมให้เกิดการรุกล้ำอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดขาด

คลื่นความร้อนถล่ม’แม่ฮ่องสอน’ แห่เล่นน้ำปายคลายร้อน พัดลม-แอร์ ยอดขายพุ่ง

จังหวัดแม่ฮ่องสอนกำลังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะอุณหภูมิในช่วงบ่ายวัดได้สูงถึง 40.8 องศาเซลเซียส จากผลกระทบของไฟป่าที่ลุกลามในหลายพื้นที่ ทำให้อุณหภูมิในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประชาชนจำนวนมากเลือกหลบร้อนตามสถานที่ร่มรื่น โดยเฉพาะบริเวณแม่น้ำปาย บ้านท่าโป่งแดง ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีการจัดตั้งซุ้มนั่งริมแม่น้ำและกลางน้ำกว่า 200 ซุ้ม พร้อมให้บริการอาหาร เครื่องดื่ม และห่วงยางเล่นน้ำ กลายเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นกอบเป็นกำ

ผู้ประกอบการในพื้นที่ยังร่วมมือกันงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการทะเลาะวิวาทและรักษาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน เครื่องใช้ไฟฟ้าคลายร้อนอย่างพัดลมและแอร์คอนดิชันเนอร์มียอดขายเพิ่มสูงขึ้น แม้ราคาจะสูงและค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน แต่ก็กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่หลายครัวเรือนต้องมีไว้ใช้เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด

ทางด้านนายแพทย์ทศพล ดิษฐ์ศิริ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน ออกมาเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเจ็บป่วยจากคลื่นความร้อน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคไต ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแดดจัด และควรปรับเวลาทำงานให้เหมาะสม หยุดพักบ่อย ๆ รวมถึงสวมเสื้อผ้าบาง เบา เพื่อป้องกันการสะสมความร้อน

นอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาดไม่น้อยกว่า 10 แก้วต่อวัน และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยสามารถเลือกดื่มน้ำสมุนไพรไทยที่ช่วยดับกระหายและคลายร้อน เช่น น้ำมะตูม น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย น้ำฝาง หรือน้ำตรีผลา ที่สามารถทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน

สำหรับผู้ที่พาบุตรหลานไปพักผ่อนตามแม่น้ำหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ ขอให้เพิ่มความระมัดระวัง ไม่ควรปล่อยให้เด็กลงเล่นน้ำตามลำพัง และควรจัดหาอุปกรณ์ความปลอดภัยไว้ให้พร้อมทุกครั้งเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจมน้ำ

เก๋งจอดเปลี่ยนแพมเพิร์ส บรรทุกพ่วงพุ่งชนอัดก็อปปี้ เสยท้ายสิบล้อดับสลด 8 ศพ

เกิดอุบัติเหตุสลด รถเก๋ง SUV จอดเปลี่ยนแพมเพิร์ส ถูกรถบรรทุกพ่วงชนอัดก็อปปี้ พุ่งเสยท้ายสิบล้อ บนถนนมอเตอร์เวย์สาย 7 พบผู้เสียชีวิต พร้อมเด็กเล็ก รวม 8 ราย บาดเจ็บ 3 ราย

เมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 24 เม.ย. 68 ศูนย์วิทยุพระนคร ได้รายงานเกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ชนท้ายรถยนต์เก๋ง และดันไปอัดก๊อปปี้เสยท้ายรถบรรทุกสิบล้อ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหลายราย เหตุเกิดบนถนนมอเตอร์เวย์สาย 7 ช่วงกิโลเมตรที่ 23+300 ขาออกมุ่งหน้า จ.ชลบุรี ต.ศีรษะจรเข้น้อย อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ หลังรับแจ้ง จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 8 และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูฯ จำนวนมากเข้าให้การช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่นแคปติวา สีขาว หมายเลขทะเบียน ขค 6161 อุดรธานี ในสภาพพังยับเยินถูกอัดก๊อปปี้ ภายในรถมีผู้เสียชีวิตทั้งชาย-หญิง-เด็กเล็ก รวมจำนวน 8 ราย เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องตัดถ่างทยอยนำร่างออกมาดังนี้

รายที่ 1 เป็นเด็กหญิง อายุประมาณ 2-3 ขวบ จุดที่พบเบาะหลังซ้าย

รายที่ 2 เพศหญิงวัยกลางคน จุดที่พบเบาะหลังซ้ายพบร่างคู่กับเด็ก

รายที่ 3 เบาะซ้ายข้างคนขับ เพศหญิงวัยกลางคน

รายที่ 4 เด็กหญิง อายุ 2-3 ขวบ เบาะหลัง

รายที่ 5 เบาะหลังซ้ายเด็กชาย อายุประมาณ 10 ขวบ

รายที่ 6 เพศหญิง เบาะหลังซ้าย

รายที่ 7 เพศหญิง

รายที่ 8 เพศชาย พบร่างตรงตำแหน่งคนขับ

นอกจากนั้นพบชิ้นส่วนทั้งแขนและขา ศีรษะบางส่วน ยังไม่ทราบเพศ ต้องรอตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลอีกครั้ง โดยร่างผู้เสียชีวิตทั้งหมดเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งไปยังนิติเวชสถาบันรามาจักรีนฤบดินทร์ สมุทรปราการ และมีผู้บาดเจ็บเป็นเด็กหญิงอีก 2 ราย อายุประมาณ 18 ปี และ 12 ปี เจ้าหน้าที่ได้เร่งนำส่ง รพ.จุฬารัตน์ 9 สรุปมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่โดยสารมากับรถยนต์เก๋งรวม 10 คน

ดับสลด 8 ศพ SUV จอดเปลี่ยนแพมเพิร์ส ถูกรถบรรทุกพ่วงชนอัดก็อปปี้ เสยท้ายสิบล้อ

ถัดไปด้านหลังรถยนต์เก๋ง พบรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน 73-1430 ชลบุรี เป็นรถบรรทุกยางมะตอย สภาพช่วงหน้าพังยับเยินจากการพุ่งชนท้ายรถยนต์เก๋ง ภายในหัวรถ พบนายเสน่ห์ ดอกตะเคียน อายุ 60 ปี คนขับถูกอัดติดอยู่กับพวงมาลัยได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องตัดถ่างนำตัวออกมา เร่งนำส่ง รพ.จุฬารัตน์ 9 เช่นกัน ส่วนด้านหน้ารถยนต์เก๋ง พบมีรถบรรทุกสิบล้อ บรรทุกน้ำมันพืช

จากการสอบถาม นายกวางแก้ว จันทร์ปทุม อายุ 51 ปี คนขับรถบรรทุกน้ำมันพืช กล่าวว่า ตนจอดพักรถอยู่ประมาณ 5-10 นาที จู่ ๆ ได้ยินเสียงดังสนั่นที่ท้ายรถจึงรีบลงมาดูพบมีรถบรรทุกพ่วง ชนท้ายรถยนต์เก๋งแล้วดันมาอัดติดก๊อปปี้อยู่ท้ายรถของตน และมีคนเจ็บเป็นเด็กหญิง 2 คนได้รับบาดเจ็บ เล่าให้ฟังว่า ขณะกำลังลงมาจากรถเก๋ง เพื่อจะหยิบแพมเพิร์สเปลี่ยนให้เด็ก จู่ ๆ มีรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ พุ่งเข้ามาชนท้ายรถยนต์เก๋ง ดันไปอัดก๊อปปี้ติดท้ายรถบรรทุกน้ำมันพืชของตน เป็นเหตุให้คนที่อยู่ในรถเก๋งเสียชีวิตทั้งหมด

ด้าน พ.ต.อ.กึกก้อง ดิศวัฒน์ ผู้กำกับการ 8 กองบังคับการตำรวจทางหลวง และ พ.ต.ท.โสภณ โกมลสุทธิ สว.(สอบสวน) สทล 1 กก 8 กล่าวว่า เบื้องต้น ในรถยนต์เก๋งผู้เสียชีวิต ทั้งชาย-หญิง-เด็กเล็ก รวมจำนวน 8 ราย และมีผู้บาดเจ็บเป็นเด็กหญิงอีก 2 รายอายุประมาณ 18 ปีและ 12 ปี ที่โดยสารมากับรถเก๋ง และมีคนขับรถบรรทุกพ่วงที่พุ่งชนท้ายรถยนต์เก๋ง ได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย ยังอยู่ในอาการตกใจ ไม่สามารถให้การได้

เจ้าหน้าที่นำผู้บาดเจ็บทั้ง 3 ราย ส่ง รพ.จุฬารัตน์ 9 พร้อมแจ้งให้ญาติของผู้เสียชีวิตทราบข่าว และกำลังเดินทางมา ส่วนสาเหตุ ยังระบุไม่ได้ คงต้องรอสอบปากคำจากคนขับรถบรรทุกยางมะตอยและผู้บาดเจ็บอีก 2 รายที่นั่งมากับรถยนต์เก๋งก่อน จึงจะให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนอีกครั้ง.

อำเภอจัตุรัสเมืองชัยภูมิอ่วมพายุฤดูร้อนถล่มบ้านเรือน-วัดพัง 121 หลัง

พายุฤดูร้อนถล่ม อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง บ้านเรือนประชาชนและวัดได้รับความเสียหายรวมทั้งสิ้นจำนวน 121 หลัง

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 68 เวลาประมาณ 14.20 น. ได้รับแจ้งเกิดเหตุพายุฤดูร้อนพัดผ่านถล่มในพื้นที่ ต.ส้มป่อย อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ หนักสุดในพื้นที่บ้านส้มป่อย ต.ส้มป่อย โดยในพื้นที่หมู่ 14 ต.ส้มป่อย ได้เกิดลมพายุฤดูร้อนถล่มซัดกระหน่ำทั้งฝน

พายุฤดูร้อนถล่ม อ.จัตุรัส ชัยภูมิ บ้านเรือน-วัด พังเสียหายกว่า 121 หลัง

ทั้งนี้ได้มีชาวบ้านถ่ายคลิปขณะเกิดพายุฤดูได้ร้องตะโกนด้วยความตกใจ เนื่องจากเห็นต้นไม้ถูกลมพายุซัดเอนไปตามแรงลม หลังคาบ้านใกล้เคียงปลิว โดยก่อนจะเกิดเหตุมีลมมาก่อน จากนั้นฝนตกอย่างหนัก ทั้งลมทั้งฝนถล่มประมาณ 15 นาที ทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง พบหลังคาสังกะสีมุงหลังคาบ้านเรือนประชาชนและยุ้งข้าวเปลือกของประชาชนถูกแรงลมปลิวหายไป มีทั้งปลิวหายไปบางส่วน และปลิวหายไปทั้งแถบ

พายุฤดูร้อนถล่ม อ.จัตุรัส ชัยภูมิ บ้านเรือน-วัด พังเสียหายกว่า 121 หลัง

จากความเสียหายดังกล่าว ทำให้ชาวบ้านที่หลังคาปลิวหายต้องไปอาศัยบ้านญาติเป็นที่หลับนอน นอกจากนี้ยังพบว่าหลังคาสังกะสีมุงยุ้งข้าวเปลือกเสียหายไปอีก 6 หลัง ข้าวเปลือกหอมมะลิในยุ้งข้าวเปลือกเปียกน้ำฝน และหลังคาศาลาการเปรียญวัดในหมู่บ้านเสียหาย ซึ่งหลังจากพายุฤดูสงบฝนหยุดตก ได้มีชาวบ้านออกสำรวจความเสียหายบ้านเรือนตัวเอง ตามเก็บสังกะสีมุงหลังคาบ้านนำกลับมาไว้ซ่อมแซมบ้าน

พายุฤดูร้อนถล่ม อ.จัตุรัส ชัยภูมิ บ้านเรือน-วัด พังเสียหายกว่า 121 หลัง

สำหรับความเสียหาย “พายุฤดูร้อน” ถล่มในพื้นที่ ต.ส้มป่อย อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ครั้งนี้ มีรายงานที่บ้านส้มป่อย หมู่ที่ 1 บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย 40 หลัง ที่บ้านโนนม่วง หมู่ที่ 2 บ้านเรือนเสียหาย 5 หลัง ที่บ้านหนองม่วง หมู่ที่ 4 บ้านเรือนเสียหาย 2 หลัง ที่บ้านห้วยบง หมู่ที่ 9 บ้านเรือนเสียหาย 2 หลัง ที่บ้านส้มป่อย หมู่ที่ 12 บ้านเรือนเสียหาย 15 หลัง ที่บ้านส้มป่อย หมู่ที่ 13 บ้านเรือนเสียหาย 35 หลัง ที่บ้านส้มป่อย หมู่ที่ 14 บ้านเรือนเสียหาย 15 หลังเรือน รวมในพื้นที่ ต.ส้มป่อย อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ พายุพัดถล่มใน 7 หมู่บ้าน มีบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจำนวน 114 หลังคาเรือน วัด 1 แห่ง ยุ้งข้าวเสียหายอีก 6 หลัง รวมทั้งสิ้น 121 หลัง

พายุฤดูร้อนถล่ม อ.จัตุรัส ชัยภูมิ บ้านเรือน-วัด พังเสียหายกว่า 121 หลัง

อย่างไรก็ตาม ได้มีการแจ้งประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ให้ดำเนินการสำรวจความเสียหาย และให้การช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่ในเบื้องต้นต่อไป.

สืบภาค 5 สกัดจับแก๊งค้าอาวุธสงครามรายใหญ่เตรียมส่งขายข้ามชาติ

ตำรวจ สส.ภาค 5. (สืบ ภาค 5.) สนธิกำลัง ภ.จว.เชียงใหม่  สกัดจับ ขนอาวุธสงคราม รายใหญ่   เตรียมส่งชายแดนไทย-เมียนมา

เมื่อวันที่  24 เมษายน 2568    ที่ ห้องประชุม สถานีตำรวจภูธร(สภ.)ภูพิงคราชนิเวศน์  ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่  พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5. (ผบช..ภ.5) เดินทางมา แถลงข่าวผลการปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม คดีอาชญากรรม รายสำคัญในพื้นที่ตำรวจภูธร ภาค 5.ร่วมกับ พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่  พร้อม พ.ต.อ.ทักษิณ จันทะวงค์ รองผู้บังคับการสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 5.  (รอง.ผบก.สส.ภ.5)  และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร (สภ.)ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่  โดยร่วมแถลงผลการจับกุมการค้าอาวุธสงคราม เพื่อลักลอบนำส่งไปยังชายแดน

จากกรณีเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568  ที่ผ่านมา กองบังคับการตำรวจสืบสวน ภาค 5.  และตำรวจ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่  ได้ตั้งจุดตรวจแยกเกษตรอินทรีย์ เลียบคลองชลประทาน อ.เมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่  และได้สกัดจับผู้ต้องหา 2 ราย ที่ได้รับจ้างขนอาวุธปืนสงคราม M4A1 จำนวน 10 กระบอก, อาวุธ M79 จำนวน 14 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืนจำนวนมาก  เพื่อเตรียมนำส่งที่ชายแดนไทย-เมียนมา พื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน

และต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน ภาค 5. และ บก.ภ.จว.เชียงใหม่   ได้ร่วมขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการค้าอาวุธสงครามเพิ่มอีก 2 ราย ได้ในท้องที่ ต.ป่าตัน อ.เมืองเชียงใหม่ และ จ.กำแพงเพชร

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ แจงราคาหมูปรับขึ้นเป็นวัฏจักรปกติช่วงหน้าร้อน ยันไม่ใช่การเอาเปรียบผู้บริโภค

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เผยราคาหมูที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้ เป็นผลจากวัฏจักรตามฤดูกาลและเศรษฐกิจการเลี้ยงสุกร ยืนยันไม่ใช่ความผิดปกติของตลาดหรือการฉวยโอกาสขึ้นราคา พร้อมย้ำหมูไทยมีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ราคาหมูที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงหน้าร้อนนี้ สาเหตุหลักมาจากวัฏจักรการผลิตสุกร ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมี 2 ปัจจัยสำคัญ คือ วัฏจักรฤดูกาลและวัฏจักรเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร

“ในช่วงฤดูร้อน หมูจะเจริญเติบโตช้าลงเพราะอากาศร้อนจัด หมูไม่ค่อยกินอาหาร ส่งผลให้เกษตรกรต้องเลี้ยงหมูนานขึ้นกว่าปกติ และยังต้องซื้อน้ำเข้าฟาร์ม ทำให้ต้นทุนจึงสูงขึ้น และปริมาณหมูที่เข้าสู่ตลาดลดลง ราคาจึงปรับตัวขึ้นตามกลไกปกติของอุปสงค์และอุปทาน” นายสิทธิพันธ์กล่าว

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรยังเผชิญกับวัฏจักรเศรษฐกิจที่ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ต้องขาดทุนต่อเนื่องหลายปี ก่อนจะมีกำไรในช่วงที่ตลาดขาดแคลนสุกร โดยเฉลี่ยผู้เลี้ยงหมูไทยจะอยู่ที่ขาดทุน 4 ปี มีกำไร 1 ปี ทั้งยังต้องเผชิญกับต้นทุนด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ผันผวน ต้นทุนการควบคุมโรคระบาดและมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังการระบาดของโรค ASF และโควิด-19 เกษตรกรต้องเฝ้าระวังใกล้ชิดไม่ให้เกิดความเสี่ยงกับฟาร์มของตนเอง 

จากข้อมูลเปรียบเทียบราคาหมูหน้าฟาร์มในภูมิภาคอาเซียน พบว่า ราคาหมูในไทยยังต่ำกว่าหลายประเทศ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 88 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ 125 บาท เมียนมา 104 บาท เวียดนาม 98 บาท กัมพูชา 94 บาท และลาว 85 บาท

นายสิทธิพันธ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ทางสมาคมฯ ได้ร่วมกับภาครัฐบริหารจัดการผลผลิตสุกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสมดุลตลาด ทั้งการปลดแม่พันธุ์สุกรและลูกสุกรขุน เพื่อให้จำนวนสุกรที่จะเข้าสู่ตลาดสอดคล้องกับความต้องในแต่ละช่วงเวลา

“หมูไทยมีคุณภาพและปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล ไม่ใช้สารต้องห้ามและไม่มีสารตกค้าง ผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้ว่าเนื้อหมูยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพในราคาที่สมเหตุสมผล หากเข้าใจวัฏจักรการเลี้ยงหมูเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าราคาหมูในช่วงนี้ไม่ได้สูงเกินจริง แต่เป็นผลจากปัจจัยธรรมชาติและเศรษฐกิจการผลิตที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยราคาจะอ่อนตัวลงในช่วงหน้าฝน”

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ขอความร่วมมือจากผู้บริโภคให้เข้าใจกลไกตลาด และสนับสนุนการบริโภคเนื้อหมูไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาตกต่ำ เพื่อให้เกษตรกรยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ และรักษาเสถียรภาพอาหารของประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ ราคาเนื้อหมูในประเทศที่สูงขึ้น ยังเป็นแรงจูงใจให้มิจฉาชีพลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน จึงขอให้ผู้บริโภคช่วยเป็นหูเป็นตาสอดส่องความผิดปกติ หากพบเห็นการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน หรือโรงงานชำแหละซากสัตว์ต้องสงสัย หรือช่องทางอื่นๆ ให้แจ้งต่อหน่วยที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจ กรมปศุสัตว์ หรือ สมาคมฯ ได้ เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้คนไทยได้รับเนื้อสัตว์คุณภาพดี ไม่มีสารปนเปื้อน เพื่อสุขอนามัยที่ดีของคนไทย

ผัวหึงโหด!ยิงเมียเสียชีวิตคาเปล ก่อนกลับบ้านจ่อขมับตายตาม

อุทัยธานี-ผัวหีงเมียกระหน่ำยิงกลางหน้าผากเมียดับคาเปล!!ผัวกลับไปบ้านก่อเหตุยิงขมับขวาตัวเองตายตามคาเปล คาดสาเหตุน่าจะหึงหวงเมีย

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 24 เมษายน 2568 สถานีตำรวจภูธรทัพทัน ได้รับแจ้งเหตุว่ามีเหตุภัวยิงเมียตาย  ต.ทุ่งนาไทย อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี แล้วผัวที่ก่อเหตุยิงตัวเองเสียชีวิตที่บ้านอีกหลังตายตาม  ต.เขาขี้ฝอย อ.ทัพทัน.จ.อุทัยธานี ทราบต่อมาว่าผู้เสียชีวิตฝ่ายหญิงชื่อนางนงลักษณ์ อินทโฉม อายุ 44 ปี ส่วนฝ่ายชายชื่อนายมนต์ชัย ปิยะวงศ์ลาวัลย์ อายุ 43 ปี

ผู้เสียชีวิตฝ่ายหญิงนั้นเคยทำงานเป็นผู้ช่วยที่รพ.สต.แห่งหนึ่งในอ.ทัพทัน แต่ได้ลาออกมาในช่วงเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่วนผู้เสียชีวิตฝ่ายชายเคยทำงานเทศบาลทัพทัน เพิ่งลาออกมาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

จากการสอบถามนางมาลัย อายุ 66 ปี ซึ่งเป็นแม่ของฝ่ายหญิงผู้เสียชีวิตได้เปิดเผยว่าขณะนั้นตนเองไม่อยู่บ้านได้ออกไปใส่บาตรแล้วก็ออกไปตัดหญ้ามีเพียงลูกสาวผู้เสียชีวิตแล้วก็หลานอยู่ภายในบ้าน 2 คน พร้อมกับเปิดเผยอีกว่าก่อนหน้านี้ฝ่ายชายที่ก่อเหตุเคยไปอาละวาดฝ่ายหญิงที่ทำงานมาแล้วหลายครั้ง จนฝ่ายหญิงได้รับความอับอายและเอือมระอา จนได้ลาออกจากงานมา ด้วยความหึงหวงจากฝ่ายชาย

จากการสอบถามลูกสาวของผู้เสียชีวิตฝ่ายหญิง อายุ 13 ปี ได้เปิดเผยว่าขณะนั้น เมื่อช่วงเช้าทางพ่อผู้เสียชีวิตได้ขับรถจยย.มาหาตนเองที่บ้าน เพื่อมาคุยเกี่ยวกับเรื่องใบสั่งของศาล จังหวะนั้นหนูก็ให้แม่กับพ่อคุยกัน หากพ่อกับแม่ทะเลาะกันหนูจะไม่ยุ่ง พอคุยกันไปสักพัก แล้วแม่ก็ชวนตนเองไปที่อุทัยธานีเพื่อไปปรับสมุดบัญชี จังหวะนั้นหนูก็ได้เลยไปมัดผม พร้อมกับได้ยินเสียงพ่อตะคอกใส่แม่ว่าทำไมมึงต้องขึ้นเสียงใส่กู ทันใดนั้นพ่อก็ได้ยิงแม่เข้าที่หน้าผากนอนเสียชีวิตคาเปล แล้วก็ยิงนัดที่ 2 แต่ตนเองนั้นห้ามไม่ทัน จังหวะนั้นทางพ่อได้ยืนมองศพแม่ แล้วพูดว่ามึงตายไปซะ

ล่าสุดนายมนต์ชัย ผู้ก่อเหตุฝ่ายชาย หลังจากก่อเหตุยิงภรรยาแล้วได้ขับจักรยานยนต์กลับมาที่บ้านระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วมานอนที่เปล ตัดสินใจได้ใช้อาวุธปืนจุด.38 ยิงเข้าที่ขมับขวาทะลุเสียชีวิตตายตามคาเปล

จากการตรวจสอบสาเหตุอยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ ตรวจสภาพศพผู้ตายทั้งสองคน เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมาสาเหตุจากการฝ่ายชายหึงหวงฝ่ายหญิง เนื่องจากที่ผ่านมาทางฝ่ายชายได้แยกกันอยู่กับฝ่ายหญิง แล้วจะมาง้อขอกลับคืนดี จนกระทั่งมาก่อเหตุ พร้อมกับตรวจสภาพศพของฝ่ายหญิงพบรอยอาวุธปืนถูกยิงที่หน้าผาก ส่วนฝ่ายชายพบรอยอาวุธปืนจุด.38 ที่ขมับด้านขวาทะลุ 1 นัด  เลือดไหลนองลงพื้นดิน 

27 เม.ย. นี้ “ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ” ครั้งแรกของปี

ปราจีนบุรี  –  27 เม.ย. นี้ “ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ” ครั้งแรกของปีในขณะที่เกิดปรากฏการณ์ หากสังเกตวัตถุกลางแดดจะดูเสมือนไร้เงา เนื่องจากเงาของวัตถุจะตกอยู่ใต้วัตถุพอดี ไม่มีเงาทอดออกมา

ประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กรสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เผย วันที่ 27 เมษายน 2568 ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นครั้งแรกของปี เวลาประมาณ 12:16 น. หากสังเกตวัตถุที่อยู่กลางแดดจะดูเสมือนไร้เงา เนื่องจากเงาจะตกอยู่ใต้วัตถุพอดี ทั้งนี้ อาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุด เนื่องจากขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้จัดการศูนย์บริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับพื้นที่ประเทศไทย โดยเริ่มจากพื้นที่ภาคใต้ อ. เบตง จ. ยะลา เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา และจะไล่ลำดับขึ้นไปทางเหนือเรื่อย ๆ ก่อนจะสิ้นสุดที่ อ. แม่สาย จ. เชียงราย ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2568

สำหรับ กรุงเทพมหานคร ดวงอาทิตย์ตั้งฉากเหนือศีรษะพอดีในวันที่ 27 เมษายน 2568 เวลาประมาณ 12:16 น. ในขณะที่เกิดปรากฏการณ์ หากสังเกตวัตถุกลางแดดจะดูเสมือนไร้เงา เนื่องจากเงาของวัตถุจะตกอยู่ใต้วัตถุพอดี ไม่มีเงาทอดออกมา ผู้สนใจสามารถร่วมสังเกตการณ์ โดยโปรดระมัดระวังการอยู่กลางแจ้ง ในสภาพอากาศร้อนจัด อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ทั้งนี้ วันที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากไม่จำเป็น ต้องเป็นวันที่อากาศร้อนที่สุด เนื่องจากอากาศร้อนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณฝน เมฆ อิทธิพลจากมรสุม ความร้อนสะสม ฯลฯ

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น 2 ครั้งต่อปี ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ที่ละติจูด 5-20 องศาเหนือ ดวงอาทิตย์จึงเคลื่อนผ่านใกล้จุดเหนือศีรษะ หรือตั้งฉากกับพื้นที่ดังกล่าวถึง 2 ครั้ง แต่ละจังหวัดของประเทศไทยจะมีวันและเวลาการเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉากที่แตกต่างกัน ตรวจสอบวันเวลาการเกิดปรากฏการณ์ในจังหวัดของท่านได้ที่ (ใช้พิกัดเขตอำเภอเมืองของแต่ละจังหวัดในการคำนวณ) ได้ที่ https://www.narit.or.th/Sun-Overhead-TH-2568

โดย….มานิตย์  สนับบุญ  / ปราจีนบุรี