ผัวหึงโหด!ยิงเมียเสียชีวิตคาเปล ก่อนกลับบ้านจ่อขมับตายตาม

อุทัยธานี-ผัวหีงเมียกระหน่ำยิงกลางหน้าผากเมียดับคาเปล!!ผัวกลับไปบ้านก่อเหตุยิงขมับขวาตัวเองตายตามคาเปล คาดสาเหตุน่าจะหึงหวงเมีย

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 24 เมษายน 2568 สถานีตำรวจภูธรทัพทัน ได้รับแจ้งเหตุว่ามีเหตุภัวยิงเมียตาย  ต.ทุ่งนาไทย อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี แล้วผัวที่ก่อเหตุยิงตัวเองเสียชีวิตที่บ้านอีกหลังตายตาม  ต.เขาขี้ฝอย อ.ทัพทัน.จ.อุทัยธานี ทราบต่อมาว่าผู้เสียชีวิตฝ่ายหญิงชื่อนางนงลักษณ์ อินทโฉม อายุ 44 ปี ส่วนฝ่ายชายชื่อนายมนต์ชัย ปิยะวงศ์ลาวัลย์ อายุ 43 ปี

ผู้เสียชีวิตฝ่ายหญิงนั้นเคยทำงานเป็นผู้ช่วยที่รพ.สต.แห่งหนึ่งในอ.ทัพทัน แต่ได้ลาออกมาในช่วงเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่วนผู้เสียชีวิตฝ่ายชายเคยทำงานเทศบาลทัพทัน เพิ่งลาออกมาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

จากการสอบถามนางมาลัย อายุ 66 ปี ซึ่งเป็นแม่ของฝ่ายหญิงผู้เสียชีวิตได้เปิดเผยว่าขณะนั้นตนเองไม่อยู่บ้านได้ออกไปใส่บาตรแล้วก็ออกไปตัดหญ้ามีเพียงลูกสาวผู้เสียชีวิตแล้วก็หลานอยู่ภายในบ้าน 2 คน พร้อมกับเปิดเผยอีกว่าก่อนหน้านี้ฝ่ายชายที่ก่อเหตุเคยไปอาละวาดฝ่ายหญิงที่ทำงานมาแล้วหลายครั้ง จนฝ่ายหญิงได้รับความอับอายและเอือมระอา จนได้ลาออกจากงานมา ด้วยความหึงหวงจากฝ่ายชาย

จากการสอบถามลูกสาวของผู้เสียชีวิตฝ่ายหญิง อายุ 13 ปี ได้เปิดเผยว่าขณะนั้น เมื่อช่วงเช้าทางพ่อผู้เสียชีวิตได้ขับรถจยย.มาหาตนเองที่บ้าน เพื่อมาคุยเกี่ยวกับเรื่องใบสั่งของศาล จังหวะนั้นหนูก็ให้แม่กับพ่อคุยกัน หากพ่อกับแม่ทะเลาะกันหนูจะไม่ยุ่ง พอคุยกันไปสักพัก แล้วแม่ก็ชวนตนเองไปที่อุทัยธานีเพื่อไปปรับสมุดบัญชี จังหวะนั้นหนูก็ได้เลยไปมัดผม พร้อมกับได้ยินเสียงพ่อตะคอกใส่แม่ว่าทำไมมึงต้องขึ้นเสียงใส่กู ทันใดนั้นพ่อก็ได้ยิงแม่เข้าที่หน้าผากนอนเสียชีวิตคาเปล แล้วก็ยิงนัดที่ 2 แต่ตนเองนั้นห้ามไม่ทัน จังหวะนั้นทางพ่อได้ยืนมองศพแม่ แล้วพูดว่ามึงตายไปซะ

ล่าสุดนายมนต์ชัย ผู้ก่อเหตุฝ่ายชาย หลังจากก่อเหตุยิงภรรยาแล้วได้ขับจักรยานยนต์กลับมาที่บ้านระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วมานอนที่เปล ตัดสินใจได้ใช้อาวุธปืนจุด.38 ยิงเข้าที่ขมับขวาทะลุเสียชีวิตตายตามคาเปล

จากการตรวจสอบสาเหตุอยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ ตรวจสภาพศพผู้ตายทั้งสองคน เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมาสาเหตุจากการฝ่ายชายหึงหวงฝ่ายหญิง เนื่องจากที่ผ่านมาทางฝ่ายชายได้แยกกันอยู่กับฝ่ายหญิง แล้วจะมาง้อขอกลับคืนดี จนกระทั่งมาก่อเหตุ พร้อมกับตรวจสภาพศพของฝ่ายหญิงพบรอยอาวุธปืนถูกยิงที่หน้าผาก ส่วนฝ่ายชายพบรอยอาวุธปืนจุด.38 ที่ขมับด้านขวาทะลุ 1 นัด  เลือดไหลนองลงพื้นดิน 

27 เม.ย. นี้ “ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ” ครั้งแรกของปี

ปราจีนบุรี  –  27 เม.ย. นี้ “ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ” ครั้งแรกของปีในขณะที่เกิดปรากฏการณ์ หากสังเกตวัตถุกลางแดดจะดูเสมือนไร้เงา เนื่องจากเงาของวัตถุจะตกอยู่ใต้วัตถุพอดี ไม่มีเงาทอดออกมา

ประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กรสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เผย วันที่ 27 เมษายน 2568 ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นครั้งแรกของปี เวลาประมาณ 12:16 น. หากสังเกตวัตถุที่อยู่กลางแดดจะดูเสมือนไร้เงา เนื่องจากเงาจะตกอยู่ใต้วัตถุพอดี ทั้งนี้ อาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุด เนื่องจากขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้จัดการศูนย์บริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับพื้นที่ประเทศไทย โดยเริ่มจากพื้นที่ภาคใต้ อ. เบตง จ. ยะลา เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา และจะไล่ลำดับขึ้นไปทางเหนือเรื่อย ๆ ก่อนจะสิ้นสุดที่ อ. แม่สาย จ. เชียงราย ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2568

สำหรับ กรุงเทพมหานคร ดวงอาทิตย์ตั้งฉากเหนือศีรษะพอดีในวันที่ 27 เมษายน 2568 เวลาประมาณ 12:16 น. ในขณะที่เกิดปรากฏการณ์ หากสังเกตวัตถุกลางแดดจะดูเสมือนไร้เงา เนื่องจากเงาของวัตถุจะตกอยู่ใต้วัตถุพอดี ไม่มีเงาทอดออกมา ผู้สนใจสามารถร่วมสังเกตการณ์ โดยโปรดระมัดระวังการอยู่กลางแจ้ง ในสภาพอากาศร้อนจัด อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ทั้งนี้ วันที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากไม่จำเป็น ต้องเป็นวันที่อากาศร้อนที่สุด เนื่องจากอากาศร้อนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณฝน เมฆ อิทธิพลจากมรสุม ความร้อนสะสม ฯลฯ

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น 2 ครั้งต่อปี ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ที่ละติจูด 5-20 องศาเหนือ ดวงอาทิตย์จึงเคลื่อนผ่านใกล้จุดเหนือศีรษะ หรือตั้งฉากกับพื้นที่ดังกล่าวถึง 2 ครั้ง แต่ละจังหวัดของประเทศไทยจะมีวันและเวลาการเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉากที่แตกต่างกัน ตรวจสอบวันเวลาการเกิดปรากฏการณ์ในจังหวัดของท่านได้ที่ (ใช้พิกัดเขตอำเภอเมืองของแต่ละจังหวัดในการคำนวณ) ได้ที่ https://www.narit.or.th/Sun-Overhead-TH-2568

โดย….มานิตย์  สนับบุญ  / ปราจีนบุรี  

หนีตายวุ่น!ไฟไหม้ตลาดท่าเกวียน ชุมชนเก่าแก่พนมสารคาม วอดกว่า 20 คูหา

อพยพ หนีตายโกลาหล ไฟไหม้ตลาดท่าเกวียน ชุมชนอาคารพาณิชย์สองชั้นสร้างด้วยไม้เก่าแก่ในตัวอำเภอพนมสารคามเปลวเพลิงโหมลุกลามรุนแรงเสียหายกว่า 20 คูหา

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.68 เวลา 00.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 23.40 น. ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ตลาดสดพนมสารคาม ทางด้านฝั่งตลาดสดเย็น ภายในชุมชนตลาดเก่าแก่ (ตลาดท่าเกวียน) เขตเทศบาลตำบลพนมสารคาม อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เบื้องต้นเพลิงได้ลุกลามรุนแรงต่อเนื่องไปมากถึงกว่า 20 คูหา เนื่องจากอาคารในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นอาคารพาณิชย์แบบ 2 ชั้นสภาพเก่าแก่ปลูกสร้างด้วยไม้ ตั้งเรียงรายต่อเนื่องกันเป็นแถวยาวเรียบถนนทางหลวงสาย 3378 ทั้งสองฝั่งถนน

โดยจุดเพลิงไหม้อยู่ทางด้านฝั่งตรงข้ามกับร้านค้าสะดวกซื้อท้องถิ่นแบบครบวงจร “ร้านพวงทอง 24 ชม.” ล่าสุดขณะนี้ได้มีการเร่งระดมรถน้ำดับเพลิงจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรอบพื้นที่ ทั้งจาก อ.พนมสารคาม อ.สนามชัยเขต อ.แปลงยาว มากกว่า 20 คันมาทำการควบคุมเพลิงแล้ว โดยสามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดได้ ในเวลา 01.00 น. เบื้องต้นยังไม่มีรายงานจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

25 ปี ผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดสัมมนาใหญ่ ย้ำบทบาทที่พึ่งของประชาชน 24 –25 เมษายนนี้

“ผู้ตรวจการแผ่นดิน” เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่และอำนาจที่สำคัญ คือ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมของประชาชน อันเนื่องมาจากการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน ใน 3 กรณี คือ

1) กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่ง หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน หรือเป็นภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็น หรือเกินสมควรแก่เหตุ

2) การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

3) การที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ของรัฐธรรมนูญ

วันที่ 12 เมษายน 2543 เป็นวันสถาปนาสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จวบจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 25 ปี ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส เปิดเผยตรวจสอบได้ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีขีดสมรรถนะสูง ทันสมัย และเป็นองค์กรให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนทั้งเชิงรับ ซึ่งเป็นความเดือดร้อนรายกรณี และเชิงรุกซึ่งมุ่งเน้นที่จะแก้ไขความเดือดร้อนทั้งระบบที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างหรือเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยการเสริมสร้างการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน และได้รับความร่วมมือ การสนับสนุนจากบุคคล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่าย ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ด้วยความเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกันเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

จากการดำเนินงานกว่า 25 ปี สถิติเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2543 จนถึงปัจจุบัน (เดือนมีนาคม 2568) ผู้ตรวจการแผ่นดินแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนแล้วเสร็จรวม 61,725 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 95.53 จากทั้งหมด 64,612 เรื่อง เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ 2,887 เรื่อง โดยประเด็นที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1. การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับการทำสำนวนการสอบสวน 2. การปฏิบัติหน้าที่หรือการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และ 3.การร้องเรียนการบริหารงานการให้บริการของหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ซึ่งนอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนรายกรณีที่เป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้าแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมที่ส่งผลกระทบในวงกว้างหลากหลายกรณี

ทั้งในด้านการแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิของประชาชน อาทิ การแก้ไขปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ยกเลิกและแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีกำรจัดเก็บภาษี คู่สมรสแยกยื่นภาษีได้โดยให้สิทธิในการเลือกยื่นชำระภาษีรวมกันหรือแยกจากคู่สมรสได้, การแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างเรื่องเพศ ที่ให้สิทธิภรรยาฟ้องเรียกค่าทดแทนได้เฉพาะจาก “หญิงอื่น” เท่านั้น โดยแก้ไขให้สามารถฟ้องทุกเพศได้อย่างเท่าเทียม, การแก้ไขปัญหากรณีไม่ขยายเขตจำหน่ายไฟฟ้าที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 50 ปี, โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจากจบการศึกษา ภาคบังคับ และการแก้ไขปัญหาระบบส่งต่อผู้ป่วยในโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) 

ในปีนี้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินกำหนดจัดงานสัมมนาวิชาการ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ครบรอบ 25 ปี ระหว่างวันที่ 24 – 25 เมษายน 2568 เวลา 08.00 – 16.30 น. ณ ห้องวายุภักษ์ 3 – 4 ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ โดยภายในงานสัมมนาทั้ง 2 วัน ยังจัดให้มีบริการปรึกษาข้อกฎหมายและรับเรื่องร้องเรียน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ตลอดงานด้วย

วันที่ 24 เมษายน 2568 การเปิดการสัมมนาและการบรรยาย หัวข้อ “25 ปี ผู้ตรวจการแผ่นดิน : ก้าวต่อไปในการเป็นที่พึ่งของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรม” โดย นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน จากนั้นเป็นเวทีแสดงข้อคิดเห็นและเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ และอำนาจ ของผู้ตรวจการแผ่นดิน จากผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศาสตราจารย์ ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ ศาสตราจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน และภาควิชานิติศึกษาทางสังคมประวัติศาสตร์และปรัชญาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศาสตราจารย์ ดร. ศุภสวัสดิ์ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศาสตราจารย์ ดร. อุดม รัฐอมฤต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ดร. ปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

วันที่ 25 เมษายน 2568 การบรรยายพิเศษ เรื่อง “ธรรมาภิบาลกับการดำเนินงานตามหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน” และการเสวนา เรื่อง “ธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง : การแก้ไขความเดือดร้อนให้ประชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” จากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐและภาคประชาสังคม และช่วงบ่าย เป็นเวทีสัมมนานาชาติในหัวข้อ “Fostering Fairness in Society : The Ombudsman’s Role in Achieving SDG16”

ท่านสามารถรับชมการจัดประชุมได้ทาง Facebook : สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน  และ YouTube : Ombudsman Thailand

ทั้งนี้ หากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากข้าราชการ พนักงานของรัฐ ใช้สิทธิร้องเรียนไม่เพียงเพื่อตัวท่านแต่เพื่อส่วนรวม ได้ที่ช่องทางการร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) ดังนี้

– สายด่วนผู้ตรวจการแผ่นดิน โทร 1676 (โทรฟรีทั่วประเทศ)

– ร้องเรียนผ่านเว็บไซต์สำนักงาน www.ombudsman.go.th

– ร้องเรียนผ่าน Application “ผู้ตรวจการแผ่นดิน”

– ร้องเรียนทางไปรษณีย์

คนร้ายกดบึ้มหวังสังหารเจ้าหน้าที่อส.บาดเจ็บ 7 นายที่ทุ่งยางแดง

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 เวลา 15.20 น.ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า พ.ต.อ.อลัมต์ เมฆารัฐ ผกก.สภ.ทุ่งยางแดง รับแจ้งเกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบว่างระเบิดเจ้าหน้าที่ อส. ขณะปฎิบัติหน้าที่ พื้นที่บ้าน ม.5 ตำบลน้ำดำ อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี  ทำให้เจ้าหน้าที่ อส. ทั้ง 7 นาย ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย หูอื้อ แน่นหน้าอก ส่วนรถหุ้มเกราะถูกสเก็ดระเบิดบริเวณกระจกหน้าได้รับความเสียหายเล็กน้อย

ภายหลังรับแจ้ง จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ได้นำเชือดมากันเกิดเหตุไว้ที่และไม่ให้ใครไม่เกี่ยวข้องเข้าไปเพื่อความปลอดภัย จากการตรวจสอบพบว่าบนถนนมีกองทราบเป็นจำนวนมาก ใกล้กันริมถนนพบหลุมระเบิดและชิ้นส่วนระเบิดเจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ตรวจสอบพบว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนักประมาน 10 กก.  ส่วนเจ้าหน้าที่ อส. ทั้ง 7 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บ หูอื้อ แน่นหน้าอก เบื้องต้นอาการปลอดภัยแล้ว

จากการสอบสวนทราบว่า เจ้าหน้าที่อส. ทั้ง 7 นาย นั่งรถหุ้มเกราะมาด้วยกัน ได้เดินทางไปยังศาลากลาง อ.เมือง จ.ปัตตานี เพื่อไปรับถุงยังชีพ จากนั้นได้นำถุงยังชีพไป ส่งที่ อบต.ในทุ่งยางแดง และเดินทางกลับที่ว่าการอำเภอทุ่งยางแดง ปรากฏว่าระหว่างทางได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนได้กดระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว โชคดีที่รถ อส.ได้ขับเลยจุดระเบิดประมาน 5 เมตร ทำให้ไม่มีใครถูกสะเก็ดระเบิดแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงปิดกั้นพื้นที่ เนื่องจากใกล้ค่ำเกรงว่าจะเป็นอันตรวจ จึงไม่กล้าเข้าไปตรวจสอบเก็บหลักฐาน โดยเช้าพรุ่งนี้ ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) นำกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน เก็บชิ้นส่วนระเบิด เพื่อนำไปตรวจหาดีเอ็นเอแฝงที่ระบุตัวคนร้ายว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุครั้งนี้ก่อนนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นฝีมือของผู้ก่อเหตุในพื้นที่ ที่ปฏิบัติการอยู่ในอ.ทุ่งยางแดง อ.ยะรัง หวังสร้างสถานการณ์ความไม่สงบและลอบทำร้ายเจ้าหน้าทีรัฐ

ปราบบุหรี่เถื่อนด้วยมาตรการภาษี–โครงสร้างอัตราเดียวคือทางออก

“จับบุหรี่เถื่อนข้ามชายแดน!” “ทลายโกดังบุหรี่เถื่อนล็อตใหญ่!” “ร้านโชห่วยโอดบุหรี่เถื่อนทำพิษ” “บุหรี่ปลอม-บุหรี่ไฟฟ้าระบาดโรงเรียน!” “ทลายแก๊งค้าบุหรีเถื่อนผ่านออนไลน์” “เด็กประถมสูบบุหรี่ไฟฟ้า ปอดหาย เจอร้านขายอยู่หน้าโรงเรียน” – คนไทยเห็นข่าวทำนองนี้ซ้ำๆ ในช่วงหลายปีมานี้ และกลายเป็นข่าวดังในช่วงเดือนที่ผ่านมา เคยสงสัยไหมว่าทำไมสถานการณ์บุหรี่เถื่อนยังไม่ดีขึ้นเสียที มีแต่ทรงกับทรุด

วันนี้ที่บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเป็นของผิดกฎหมายล้นประเทศขายกันทั่วทั้งหน้าร้านและทางออนไลน์ ผู้สูบทุกเพศทุกวัยเต็มใจซื้อหามาสูบเพราะเห็นแก่ของถูกไม่สนใจกฎหมาย ส่วนหน่วยงานรัฐตั้งหน้าตั้งตาปราบอย่างไม่จบสิ้นแต่ก็น่าจะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ กรรมตกกับร้านโชห่วยและร้านที่มีใบอนุญาตขายบุหรี่ทั่วประเทศได้รับผลกระทบ การยาสูบแห่งประเทศไทยยอดขายร่วง เกษตรกรไทยขายใบยาสูบได้น้อยลงและราคาตก รัฐบาลเก็บภาษีได้ลดลงแถมต้องหางบช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร ยิ่งไปกว่านั้น คนสูบก็เผชิญกับภาวะปอดพังกว่าเดิมจากบุหรี่ปลอม บุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าด้อยคุณภาพ ในสมการนี้ไม่มีใครได้ประโยชน์เลยนอกจากผู้ผลิตและผู้ค้าบุหรี่เถื่อน!

เราจะแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อนยังไงดี?

โครงสร้างภาษียาสูบไทย – ต้นตอปัญหาบุหรี่เถื่อน

ก่อนอื่นเลยเราต้องยอมรับกันว่า ต้นตอของบุหรี่เถื่อนในบ้านเรานั้นมาจากโครงสร้างภาษียาสูบ พูดง่ายๆ ก็คือ ทุกวันนี้ประเทศไทยเก็บภาษีบุหรี่ในอัตราสูงและซับซ้อน ทำให้บุหรี่ถูกกฎหมายมีราคาแพง คนซื้อไม่ไหว หันไปซื้อบุหรี่เถื่อนซึ่งขายถูกกว่าเป็นเท่าตัวและหาซื้อได้ง่าย ไม่จำกัดวัยผู้ซื้อ แต่มีอันตรายต่อสุขภาพมากกว่า สร้างงานสร้างอาชีพสร้างกำไรให้ผู้ลักลอบค้าบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าเป็นกอบเป็นกำ 

ย้อนกลับไปก่อนปีพ.ศ. 2560 กรมสรรพสามิตเก็บภาษียาสูบอัตราเดียวจากผู้ผลิตและผู้นำเข้า โดยดูว่าระหว่าง “ภาษีตามมูลค่า” และ “ภาษีตามปริมาณ” ตัวไหนแพงกว่าก็เก็บตัวนั้น

 ต่อมา วันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2560 กรมสรรพสามิตได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษียาสูบ เป็นการเรียกเก็บทั้งสองอัตรา ทั้ง “ภาษีตามมูลค่า” และ “ภาษีตามปริมาณ” แล้วยังเปลี่ยนฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิตให้สูงขึ้นด้วยโดยใช้ราคาขายปลีกไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม หวังว่าเมื่อราคาบุหรี่แพงขึ้นแล้วจำนวนคนสูบจะน้อยลง รัฐจะเก็บภาษีได้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษี earmarked และผู้ผลิตยาสูบของไทยจะแข่งกับบุหรี่นำเข้าได้มากขึ้น

ต่อมาอีกครั้ง เดือนตุลาคม พ.ศ.2564 กรมสรรพสามิตปรับขึ้นภาษียาสูบ ทิ้งทวนก่อนที่จะเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษียาสูบให้เป็นอัตราเดียวในอนาคตตามแผนที่ตั้งไว้เดิมหากแต่รอให้ผู้ประกอบการพร้อม ผลที่ตามมาจากโครงสร้างภาษีแบบสองอัตราที่เรียกเก็บในอัตราที่สูงมากนี้ ทำให้ตลาดรับมือไม่ไหวเกิดอาการ “ช็อค” แล้วภาวะที่ตามมาก็คือ กลไกตลาดและพฤติกรรมผู้สูบที่เบี่ยงเบนไป พร้อมกับการระบาดอย่างรวดเร็วของบุหรี่เถื่อนและผลิตภัณฑ์ทดแทนบุหรี่ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า

พูดง่ายๆ ก็คือ การปรับโครงสร้างภาษียาสูบเป็นแบบซับซ้อนสองอัตรา ทำให้ราคาบุหรี่ในประเทศไทยแพงขึ้น เกิดวิกฤติบุหรี่เถื่อนและผลิตภัณฑ์ทดแทนที่ถูกกว่าระบาดหนัก คนหันไปหาของถูกของเถื่อน สูบบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย ด้อยคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน และไร้การควบคุม ซึ่งซื้อหาได้ง่ายแถมยังส่งถึงบ้าน ทำให้เสียสุขภาพยิ่งไปกว่าเดิม

จากภาษียาสูบ สู่บุหรี่เถื่อน และอาการป่วยของสังคมไทย

ผลที่ตามมาจากนั้นก็คืออาการป่วยของสังคมไทยในวงกว้าง

อาการป่วยแรก คือ บุหรี่เถื่อนและอาชญากรรมข้ามชาติระบาด! โดยอาการป่วยนี้มีแต่ทรงกับทรุด ข้อมูลสำรวจโดย NIQ บอกว่า บุหรี่เถื่อนในไทยเติบโตมากขึ้นกว่าเท่าตัวหลังการปรับโครงสร้างภาษียาสูบปีพ.ศ.2560 โดยเพิ่มจาก 2.9% ในปี 2559 เป็น 6.6% ในปี 2560 ต่อมาเมื่อกรมสรรพาสามิตปรับขึ้นภาษียาสูบอย่างก้าวกระโดดในปีพ.ศ.2564 บุหรี่เถื่อนก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดเหมือนกัน โดยเพิ่มจาก 11.4% ในปีพ.ศ.2564 เป็น 25.4% ในปีพ.ศ.2567 นอกจากนี้ในปีพ.ศ.2565 มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ก็สำรวจพบว่ามีจำนวนประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเป็นของผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นในอัตราก้าวหน้าเป็น 10 เท่าของผลสำรวจในปีพ.ศ.2563 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ

อาการป่วยที่สอง คือ ผู้ผลิตในประเทศอย่างการยาสูบแห่งประเทศไทยและเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบไทยรายได้หดวูบ โดยหลังการปรับโครงสร้างภาษียาสูบเป็นแบบซับซ้อน 2 อัตรามีราคาขายปลีกเป็นตัวแบ่งในเดือนกันยายน ปี 2560 ส่วนแบ่งทางการตลาดของการยาสูบฯ ลดลงถึง 26.27% และยังเสียรายได้จำนวนมหาศาลหลังปรับโครงสร้างภาษียาสูบทั้งสองครั้ง ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบทั่วประเทศราว 3 หมื่นครัวเรือนต้องประสบปัญหาการขายผลผลิตไม่ได้ ราคาตก เสียรายได้จากการขายใบยาสูบและยาเส้น โดยตลอด 7 ปีที่ผ่านมานั้นการยาสูบฯ ลดปริมาณรับซื้อใบยา 56.68% จาก 26.177 ล้านกิโลกรัมในปี 2560 เหลือเพียง 10.817 ล้านกิโลกรัม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยซึ่งมีสภาพเหมือนคนไข้ที่ยังไม่ฟื้นตัว

แล้ว อาการป่วยที่สาม ก็ตามมา นั่นก็คือ ประเทศไทยเสียรายได้เพราะเก็บภาษียาสูบได้น้อยลง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ.2559-2567 รัฐเก็บภาษีสรรพสามิตยาสูบได้น้อยลงถึง 14,192 ล้านบาทเลยทีเดียว นั่นคือเงินที่จะนำไปใช้จ่ายในงบประมาณประจำปีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาชุมชน คุณภาพชีวิตและปากท้องของคนไทยผ่านการจัดเก็บภาษีไม่เพียงแต่เฉพาะภาษีสรรพสามิต แต่ยังหมายรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษี earmarked หรือภาษีเพื่อวัตถุประสงค์ ได้แก่ ภาษีเพื่อมหาดไทย เงินบำรุงกองทุน สสส.  เงินบำรุงไทยพีบีเอสซึ่งเป็นสื่อสาธารณะ เงินบำรุงกองทุนผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย เงินบำรุงกองทุนพัฒนาการกีฬา ตลอดจนภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็ลดลงเช่นเดียวกัน

ปราบบุหรี่เถื่อนด้วยมาตรการภาษีแบบอัตราเดียว

เมื่อต้นตอสำคัญของปัญหาบุหรี่เถื่อนในบ้านเรามาจากโครงสร้างภาษียาสูบที่ซับซ้อนสองอัตรา เราก็ต้องแก้ที่โครงสร้างภาษียาสูบใช่หรือไม่ เพื่อให้สามารถรักษาอาการป่วยต่างๆ ที่ตามมาอย่างได้ผล ไปถูกทาง

ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างภาษียาสูบและแนวนโยบายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คิดถึงโจทย์ของทุกฝ่าย นั่นก็คือ ต้องลดจำนวนผู้สูบ จัดเก็บรายได้เข้ารัฐ และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม พร้อมไปกับการหยุดวงจรการค้าบุหรี่เถื่อนซึ่งก็คือหยุดการไหลของเงินภาษีไปสู่มือของผู้ค้าบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าในเวลาเดียวกัน

ข้อเสนอสำคัญที่มาจากหลายฝ่าย ก็คือ ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบให้เป็นอัตราเดียวในอัตราที่เหมาะสม และโดยที่จะต้องมีแผนปรับภาษีอย่างค่อยเป็นค่อยไป ข้อเสนอนี้มีงานศึกษาวิจัยหลายชิ้นแนะนำตรงกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “ผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหายาสูบและยาเส้นราคาตกต่ำ” ของคณะกรรมาธิการการเงินการคลังสถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร (2567) และ “การศึกษาเพื่อพัฒนาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสาสูบเพื่อเสนอแนวทางการปฏิรูปภาษีสรรพสามิตยาสูบที่เหมาะสมกับประเทศไทย” ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (2564) แทนการโครงสร้างภาษีที่ซับซ้อนไม่ว่าจะเป็นแบบสองอัตราหรือแบบสามอัตราที่บางภาคส่วนมีความพยายามที่จะนำเสนอนั่นเอง

นอกจากนี้ ข้อเสนอโครงสร้างภาษียาสูบอัตราเดียวก็สอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลกซึ่งแนะนำให้ใช้โครงสร้างระบบภาษียาสูบที่เรียบง่ายด้วย เพราะระบบภาษีที่ซับซ้อนนั้นมีต้นทุนสูงในการบริหารจัดการ กระตุ้นให้เกิดการเลี่ยงภาษี นำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ราคาถูกที่เสียภาษีต่ำกว่า และการไหลบ่าของนอกกฎหมาย ส่งผลต่อตลาดและผู้สูบตามมา ซึ่งเราเห็นเป็นประจักษ์กันไปแล้ว

ปรับโครงสร้างภาษียาสูบให้เป็นอัตราเดียวในอัตราที่เหมาะสมและมีแผนปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า เพื่อปราบบุหรี่เถื่อน ปกป้องผู้ผลิตในประเทศ ให้รัฐเก็บภาษีไปใช้พัฒนาชีวิตคนไทยได้ และเพื่อให้บุหรี่เข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมเพื่อความสมดุลของเป้าหมายทั้งทางด้านและสังคมสุขภาพของคนไทย รวมถึงด้านเศรษฐกิจปากท้อง  ในสมการแบบวิน-วินนี้ เราทุกฝ่ายต่างได้ประโยชน์กันมิใช่หรือ.

ล่าคนร้ายบึ้มสถานีตำรวจภูธรโคกเครียม-กราดยิงชาวบ้านบาดเจ็บ 10 ราย

คนร้ายลอบวางระเบิดสถานีตำรวจภูธรโคกเคียน และกราดยิงชาวบ้านที่บ้านฆอเลาะทูวอ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ทำให้เด็ก และประชาชนได้รับบาดเจ็บหลายราย

กลุ่มคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณริมกำแพงหลังแฟลตตำรวจ สถานีตำรวจภูธรโคกเคียน แรงระเบิดทำให้เด็กเยาวชนและเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย กำแพงรั้วกระจกหน้าต่างและทรัพย์สินที่อยู่ภายในห้องพักในแฟลตตำรวจได้รับความเสียหาย และยังพบว่า มีเด็กนักเรียนชายและบุตรหลานเจ้าหน้าที่ตำรวจ อายุระหว่าง 3 – 13 ปี จำนวนหลายคนถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณร่างกายหลายแห่ง เจ้าหน้าที่ต้องขอสนับสนุนรถกู้ชีพองค์การบริหารส่วนตำบลโคกเคียน และรถของชาวบ้าน ลำเลียงส่งรักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมทั้งได้ทำการปิดกั้นการจราจร ปัจจุบันเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ และเร่งเก็บวัตถุพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุฯ หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ ภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อสืบสวนสอบสวน นำตัวคนร้ายเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามพยานบุคคลในที่เกิดเหตุ ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีคนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างประกอบระเบิดแสวงเครื่องมาจอดไว้ข้างกำแพงรั้วด้านหลังแฟลตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และซ้อนรถจักรยานยนต์อีก 1 คันหลบหนีไป ในระหว่างนั้นได้มีเด็กชายมุสลิมจำนวนหลายคน เดินเป็นกลุ่มเพื่อเดินทางไปเรียนอัลกุรอ่านเดินผ่านมา และคนร้ายได้จุดชนวนระเบิดขึ้นทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 10 ราย นำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ 8 ราย ประกอบด้วย เด็กหญิง นัชมีย์  ศรีมารักษ์ อายุ 15 ปี ได้รับบาดเจ็บมีแผลถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณหน้าอก , เด็กชาย มูฮัมหมัดฮาฟิซ  ยะปา อายุ 11 ปี ได้รับบาดเจ็บ , เด็กหญิง ชาลิสา  สังข์สุวรรณ อายุ 7 ปี ได้รับบาดเจ็บ , เด็กหญิง ธัญญพร  สังข์สุวรรณ อายุ 9 ปี ได้รับบาดเจ็บ , เด็กหญิง ฮานานี  ซามะ อายุ 15 ปี ได้รับบาดเจ็บ , เด็กชาย อัสมีน  ดือเระ อายุ 14 ปี ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลบริเวณกราม และบริเวณคอ , สิบตำรวจเอก สมาน  แมแมแล อายุ 35 ปี ได้รับบาดเจ็บ และ เด็กชาย มุรซิด  ศรีมารักษ์ อายุ 7 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย นำตัวส่งโรงพยาบาลกัลยาณิวัฒนาการุณย์ ประกอบด้วย เด็กชาย อัครวินท์  แดมะยู อายุ 14 ปี ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลบริเวณชายโครง และ นายรุซลี  บินยา อายุ 45 ปี ได้รับบาดเจ็บ

ขณะเดียวกันในพื้นที่อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ได้มีคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด กราดยิงประชาชนขณะกำลังนั่งรับประทานอาหารบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 229/11 (บ้านฆอเลาะทูวอ) หมู่ที่ 7 ตำบลแว้ง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 ราย นำส่งโรงพยาบาลแว้ง 5 ราย ประกอบด้วย นายวินัย  โฉมอำไพ อายุ 44 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนข้างขวา , นายธวัชชัย ทิพรัตน์ อายุ 43 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณกลางศรีษะ , นายวิรัช จันทร์ทอง อายุ 40 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน และนายสุรชัย สินนุสน อายุ 49 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 ราย นำส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก ประกอบด้วย ดาบตำรวจ อนุชา ศรีสุวรรณ อายุ 45 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนข้างซ้าย และบ่าข้างซ้าย , นายประกิต คงประเสริฐ์ อายุ 39 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณสะโพกข้างซ้าย และ นายประดิษฐ์ โพธิ์สุทธิ์ อายุ 56 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณเข่าข้างซ้าย

จากกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงทั้ง 2 เหตุการณ์ ได้สร้างความเดือดร้อนและสร้างความสะเทือนใจต่อผู้รับรู้ เหตุดังกล่าวซึ่งกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมุ่งหวังสร้างสถานการณ์โดยไม่คำนึงว่า จะมีผู้ใดได้รับความเดือดร้อน บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการกระทำดังกล่าว มุ่งหวังแต่เพียงสร้างสถานการณ์ความรุนแรงให้เกิดขึ้นเพียงเท่านั้น โดยปัจจุบันเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ และเร่งเก็บวัตถุพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุฯ หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ ภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อสืบสวนสอบสวน นำตัวคนร้ายเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป หากมีรายละเอียดความคืบหน้าจะมีการรายงานให้ทราบต่อไป

ทั้งนี้ พลโทไพศาล  หนูสังข์ แม่ทัพภาค 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ภายหลังจากทราบเหตุการณ์ ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับผลกระทบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมเหตุการณ์และดูแลพี่น้องประชาชนให้เกิดความปลอดภัยโดยเร็วที่สุด อีกทั้งเร่งให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนหา รวบรวมวัตถุพยานและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ หาผู้กระทำผิด เข้าสู่กระบวนการทางยุติธรรมโดยเร็วที่สุด และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ หากผู้ใดพบเบาะแส หรือบุคคลต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่หมายเลขโทรศัพท์สายตรง แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 โทร 061-1732999 หรือเบอร์สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 สน. 1341 และหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

โดย….แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่สุคิริน กำชับจนท.ปฏิบัติหน้าที่ด้วยสติ ดูแลประชาชนทุกมิติ

แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่สุคิริน เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองตำบลร่มไทร กำชับปฏิบัติหน้าที่ด้วยสติ มุ่งบูรณาการดูแลประชาชนทุกมิติ

พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา เดินทางลงพื้นที่ฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครองตำบลร่มไทร อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างใกล้ชิด

ในการนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้พบปะกับกำลังพล และหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49, หัวหน้าส่วนราชการ, หัวหน้าชุดคุ้มครองตำบล รวมถึงสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

พลโท ไพศาล ได้มอบเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ พร้อมเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงมีความพยายามจากผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ต้องการสร้างความปั่นป่วน และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้นจึงต้องปฏิบัติงานด้วยสติ มีความรอบคอบ และไม่ประมาทอยู่เสมอ

แม่ทัพภาคที่ 4 ได้กล่าวชื่นชมในความเสียสละของกำลังพลที่ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่อย่างเด็ดเดี่ยวและเข้มแข็ง พร้อมทั้งย้ำถึงหัวใจสำคัญในการดูแลพื้นที่ คือ “การบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน” ทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และภาคประชาชน เพื่อรวมพลังสร้างความสงบสุขให้กับบ้านเกิดของตนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ท่านแม่ทัพยังได้ร่วมพักแรมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังปัญหา และข้อเสนอแนะ เพื่อหาแนวทางรับมือสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ และในช่วงเช้าวันถัดมา ยังได้ร่วมเดินเท้าลาดตระเวนตรวจสภาพภูมิประเทศรอบฐานปฏิบัติการ พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ดูแลช่องทางธรรมชาติอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ

ขณะเดียวกัน หนึ่งในสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนฯ ได้เปิดเผยความรู้สึกว่า มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการดูแลพี่น้องประชาชนในบ้านเกิดของตนเอง แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทาย แต่ยังคงมีกำลังใจดีจากครอบครัวและคนรอบข้าง พร้อมขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อพาความสงบสุขกลับคืนสู่พื้นที่อย่างยั่งยืน

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

ทุกภาคส่วนเร่งช่วยเหยื่อพายุฤดูร้อนถล่ม 2 อำเภออำนาเจริญ บ้านเรือนพัง 139 หลัง

อำนาจเจริญ-พายุฤดูร้อนพัดถล่ม 2 อำเภอจำนวน 139 หลังคาเรือนทางอำเภอและจังหวัดพร้อมทหาร นพค.51 เร่งให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว

นางขนิษฐา  แห่งธรรม หัวหน้าป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า นายณรงค์  เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ สั่งการมอบหมายให้  นายอธิพงศ์  พงษ์สุวรรณ์ นายอำเภอปทุมราชวงศา นายนิกร  ทองจิตร นายอำเภอเมืองอำนาจเจริญ  นางฐิติวรดา  เทพเสนา  นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัด ผู้แทนรองผอ.รมน.จังหวัดอำนาจเจริญ และตนนางขนิษฐา  แห่งธรรม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ  พร้อมเจ้าหน้าที่ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมลงพื้นที่ เยี่ยมให้กำลังใจ ผู้ประสบวาตภัย เกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา

ส่วนความเสียหายเบื้องต้นในเบื้องต้นมี 2 อำเภอเมืองอำนาจเจริญ และอำเภอปทุมราชวงศา 3 ตำบล 16 หมูบ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายบางส่วน  139 หลัง คอกสัตว์ 25 หลัง และโรงเรือนเก็บพืชผลทางการเกษตร 16 หลัง  ดังนี้ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ ตำบลหนองมะแซว หมู่ 9 บ้านเรือนเสียหาย  3  หลังและอำเภอปทุมราชวงศา บ้านเรือนเสียหาย 136 หลัง คอกสัตว์ 25 หลังโรงเรือนเก็บพืชผลทางการเกษตร 16 หลัง   ตำบลลือ บ้านเรือนเสียหาย 122 หลัง คอกสัตว์ 23 หลัง โรงเรือนเก็บพืชผล 15 หลัง    ตำบลปทุมราชวงศา บ้านเรือนเสียหาย  4 หลัง ตำบลนาหว้า บ้านเรือนเสียหาย  10  หลัง

โดย อำเภอปทุมราชวงศา และอำเภอเมืองอำนาจเจริญได้ลงพื้นที่ กับอปท. เร่งรัดสำรวจความเสียหาย และช่วยเหลือตามระเบียบต่อไป ด้านสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดอำนาจเจริญ จะได้ติดตามการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ตามระเบียบของทางราชการแล้ว

ขณะที่นายณรงค์  เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า หลังจากตนทราบข่าวจาก ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ ได้สั่งการให้ หน่วยงานที่รับผิดชอบ ลงพื้นที่ให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เนื่องจากตนเดินทางมาราชการอยู่ที่กรุงเทพมหานคร จึงฝากเตือนให้ประชาชน ระมัดระวังภัยธรรมชาติในช่วงฤดูแล้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น อัคคีภัยหรือวาตภัย ต่างๆ โดยเฉพาะพายุ หมุนฤดูร้อนที่จังหวัดอำนาจเจริญ จะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ในช่วงบ่าย เนื่องจากในช่วงนี้อยู่ในช่วงฤดูแล้งอากาศค่อนข้างร้อน อบอ้าว ในช่วงบ่ายๆมา มักจะ เกิด พายุฝนฟ้าคะนอง ขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

จึงฝากเตือนให้ประชาชนระมัดระวัง และให้ดูแลสิ่งปลูกสร้าง ที่เป็นบ้านเรือน โรงเรือนโรงปศุสัตว์ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรงทนทาน โดยเฉพาะ บ้านเรือนที่ปลูกอยู่ ใกล้ต้นไม้ขนาดใหญ่ ให้ตัดทอน กิ่งก้านสาขาออก อาจเกิดลม ผัดต้นไม้ หักโค่นล้ม เป็นอันตราย กับบ้านเรือนราษฎร ได้ ฝากให้ประชาชนเฝ้าติดตาม พยากรณ์อากาศ จากต่างจังหวัดที่แจ้งเตือนหรือทางกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด โดยอย่าประมาท ตนต้องขอขอบคุณ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เหล่ากาชาดจังหวัด ที่ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัย อย่างเร่งด่วน ในครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังทราบข่าวทางด้าน พ.อ.ศิวะ กาญจนีย์ ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่51 สำนักงานพัฒนาภาค 5 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้สั่งการให้กำลังพลในหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่51 จังหวัดอำนาจเจริญลงพื้นที่ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ และอำเภอปทุมราชวงศา ในการเข้าให้การช่วยเหลือ ราษฎร ที่ประสบภัยในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการ ขนย้ายสิ่งของ และซ่อมแซมบ้านเรือน ที่ได้รับความเสียหาย จากพายุถล่มในครั้งนี้ ซึ่งก่อสร้าง ความดีใจและอบอุ่นใจให้กับราษฎร ที่ประสบภัยในครั้งนี้ เป็นอย่างดียิ่ง

ภาพ-ข่าวนายทิพกร   หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวประจำจัวหวัดอำนาจเจริญ 

ระทึก!เพลิงไหม้โรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่ ความเสียหายยังประเมินไม่ได้

เพลิงไหม้โรงแรมดาราเทวี เมืองเชียงใหม่ วอดบางส่วน ไม่มีผู้เสียชีวิต หรือ บาดเจ็บ เบื้องต้นยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้

เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 23 เมษายน 2568  หน่วยกู้ชีพกู้ภัยได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บริเวณโรงแรมดาราเทวี โรงแรมชื่อดังของจังหวัดเชียงใหม่ เบื้องต้นเพลิงลุกไหม้บริเวณส่วนหนึ่งของอาคารภายในโรงแรม อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันสาเหตุของเพลิงไหม้และระดับความเสียหายที่แน่ชัด

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างควบคุมเพลิงและตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามไปยังส่วนอื่น ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ล่าสุด สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว อาคารส่วนที่เป็นไม้เสียหายหมดทั้งหลัง ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้