ดีเอสไอสนธิกำลังสตช.รวบโบรกเกอร์คนสนิท “หมอบุญ”คาสนามบินสุวรรณภูมิ

DSI ร่วม สตช. จับโบรกเกอร์ คนสนิท “หมอบุญ”คาสนามสุวรรณภูมิกลางดึกหลังจีนผลักดันออกนอกประเทศเหตุมีหมายแดง

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2568) เวลาประมาณ 22.00 น. ร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับ พลตำรวจโทสำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจตรี นพศิลป์  พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พลตำรวจตรี พิทักษ์ อุทัยธรรม  รองผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พันตำรวจเอก เดโช โสสุวรรณากุล  รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 แถลงข่าวการจับกุมตัวผู้ต้องหา โดยในวันนี้ นายวุฒิไกร  ศรีธวัช ณ อยุธยา ผู้อำนวยการส่วนสืบสวนสะกดรอยและการข่าว

พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าวและเจ้าหน้าที่ตำรวจตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้เป็นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 136/2567 ได้ร่วมกัน จับกุมตัว นางสาวฐิติพร (สงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นโบรคเกอร์ของนายแพทย์บุญ ผู้ต้องหาในคดีนี้ ต้องหาว่าร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา ได้ที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ หลังจากหลบหนีการจับกุมในคดีไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ กองกิจการอำนวยความยุติธรรม ได้รับโอนสำนวนการสอบสวนคดีอาญาจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2567 มีผู้กล่าวหาและผู้เสียหาย จำนวนกว่า 605 ราย ปรากฏมูลค่าความเสียหาย 16,100,602,806 บาทโดยกองกิจการอำนวยความยุติธรรม ได้ทำการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมอายัดทรัพย์และส่งให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และได้ดำเนินคดีกับนายแพทย์บุญกับพวกรวม 16 ราย จับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว จำนวน 13 ราย มีผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย ได้แก่ นายบุญ (สงวนนามสกุล) นางสาวกชพร (สงวนนามสกุล) และนางสาวฐิติพร (สงวนนามสกุล) หลบหนีไปยังต่างประเทศ จึงได้แจ้งไปยังองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ออกประกาศตำรวจสากลสีแดง (Red Notice)

ต่อมาร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร้อยตำรวจเอกทินวุฒิ สีละพัฒน์ ผู้อำนวยการกองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ และนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม ได้รับการประสานงานจาก พลตำรวจโท สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่าจากการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการเกี่ยวกับผู้ต้องหาตามหมายจับที่หลบหนีออกนอกราชอาณาจักรในคดีพิเศษนี้ รวม 3 รายดังกล่าว

โดยแจ้งไปยังองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ออกประกาศตำรวจสากลสีแดง (Red Notice) ได้รับแจ้งจากทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าได้ควบคุมตัว นางสาวฐิติพรฯ ได้ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน จึงรายงานให้ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทราบและได้สั่งการให้ กองกิจการอำนวยความยุติธรรม ร่วมกับกองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ประสานงานร่วมบูรณาการกับกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการประสานกับทางการสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อขอความร่วมมือให้พิจารณาผลักดันผู้ต้องหารายนี้กลับมายังประเทศไทยเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ซึ่งในวันนี้ (วันจันทร์ที่ 7 เมษายน 2568) ทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เนรเทศผู้ต้องหา โดยผู้ต้องหาเดินทางจากสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยเครื่องบินมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ มีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่ตำรวจตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้เป็นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 136/2567 ร่วมกันรับตัวผู้ต้องหาเพื่อส่งมอบให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการตามกฎหมาย

อนึ่ง นางสาวฐิติพรฯ เป็นผู้ต้องหารายที่ 14 ที่ถูกจับกุมตัวในคดีพิเศษที่ 136/2567 มีพฤติการณ์เชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมลงทุนโดยการนำเงินมาให้นายแพทย์บุญฯ กู้ยืม ต่อมาไม่จ่ายผลตอบแทนและไม่คืนเงินต้นจึงเกิดความเสียหายในวงกว้าง กรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้ติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ร่วมอวยพรวันเกิด “ร.ต.ท. ดร.มนัส โนนุช”

เมื่อวันที่ 7 เมษายนพ.ศ 2568 ณ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย นายรัฐณกรณ์ อมรวีระวัฒน์ นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนดิจิทัล และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี , คณะกรรมการสมาคมนักร้องลูกทุ่งแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย สื่อมวลชน ศิลปินฯ นักร้อง-นักแสดง ร่วมแสดงความยินดีวันคล้ายวันเกิด ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานมูลนิธิ มิราเคิลออฟไลน์ และประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กันอย่างคับคั่ง

อาทิ ป๋าแหงม ช่อง 5 , ดำรง วงศ์ทอง , ศรีไพร ไทยแท้ , วิธ ธนวรรน์ , กุ้ง สุธิราช , หม่ำจ๊กมก ,ถั่วแระเชิญยิ้ม , น้าโย่ง เชิญยิ้ม,โอบะ เสียงเหน่อ นายกสมาคมตลก ,ยิ่งยง ยอดบัวงาม , กรุง ศรีวิไล, ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ฯลฯ โดยบรรยากาศภายในงานจัดเลี้ยงแบบเป็นกันเอง เต็มไปด้วยความอบอุ่น

5 อำเภอสุขโขทัยอ่วม พายุฤดูร้อน ถล่มโรงเรียน-บ้านเรือนพัง 322 หลัง

พายุฤดูร้อนพัดถล่ม 5 อำเภอ จ.สุขโขทัย ทำให้โรงเรียน บ้านเรือนประชาชน ได้รับความเสียหายอย่างหนัก 322 หลัง ล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีเกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มในพื้นที่หลายอำเภอของ จ.สุโขทัย เมื่อช่วงเย็นและช่วงค่ำวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา ล่าสุดเจ้าหน้าที่หน่วยงานเกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครองและท้องถิ่นได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย

เบื้องต้นพบว่า 5 อำเภอ 16 ตำบล 39 หมู่บ้าน ได้รับผลกระทบ มีเล้าเป็ด คอกวัว โรงเก็บพืชผลทางการเกษตร แผงโซล่าเซลล์ ศาลาอเนกประสงค์ รั้ว อาคารกับโรงจอดรถในโรงเรียน และหลังคาบ้านเรือน พังเสียหายทั้งหมด 322 หลัง

โดยที่ อ.ศรีนคร มีประชาชนเดือดร้อน 3 ตำบล คือ ต.น้ำขุม ต.นครเดิฐ ต.คลองมะพลับ รวม 13 หมู่บ้าน บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างเสียหาย 146 หลัง , อ.กงไกรลาศ 3 ตำบล คือ ต.ท่าฉนวน ต.กกแรต ต.ไกรนอก รวม 5 หมู่บ้าน บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างเสียหาย 17 หลัง , อ.เมืองสุโขทัย 3 ตำบล คือ ต.วังทองแดง ต.ปากพระ ต.เมืองเก่า รวม 4 หมู่บ้าน บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างเสียหาย 25 หลัง

ส่วนที่ อ.สวรรคโลก ได้รับความเดือดร้อน 5 ตำบล คือ ต.หนองกลับ ต.คลองยาง ต.นาทุ่ง ต.คลองกระจง ต.ย่านยาว รวม 13 หมู่บ้าน มีอาคารกับโรงจอดรถในโรงเรียน และบ้านเรือนเสียหาย 96 หลัง และที่ อ.ทุ่งเสลี่ยม มี 2 ตำบล คือ ต.กลางดง ต.ทุ่งเสลี่ยม รวม 4 หมู่บ้าน มีบ้านพังเสียหาย 38 หลังคาเรือน ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการเตรียมให้ความช่วยเหลือต่อไป

นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวชม “งานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง”เงินสะพัดบุรีรัมย์ กว่า 50 ล้านบาท

บุรีรัมย์ เงินสะพัดช่วงการจัดงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง ประจำปี 2568 มีนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างประเทศ แห่เที่ยวชมความมหัศจรรย์ของพนมรุ้ง เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน ของฝากของที่ระลึก ภายในจังหวัด ส่งผลให้มีเงินสะพัดกว่า 50 ล้านบาท 

เมื่อวันที่ 7 เม.ย.68 นายปิยะ  ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์  เปิดเผยว่า ตามที่ทางจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับอำเภอเฉลิมพระเกียรติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ได้จัดงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง ประจำปี 2568 ในระหว่างวันที่ 4-6 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา อย่างยิ่งใหญ่ โดยจัดให้มีกิจกรรมการแสดง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาเที่ยวในจังหวัดเพิ่มมากขึ้น

ทั้งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตามรอยอารยธรรมขอม และเป็นการอนุรักษ์สืบสานประเพณีที่มีมาอย่างยาวนาน แสดงถึงเอกลักษณ์ทรงคุณค่าของท้องถิ่นและศิลปะวัฒนธรรมที่ต้องอนุรักษ์และสืบสานสู่อนุชนรุ่นหลัง บอกเล่าเรื่องราวของสถาปัตยกรรมที่เป็นมรดกของจังหวัดบุรีรัมย์ และมรดกของชาติ อันทรงคุณค่าอย่างน่าภูมิใจ สู่สายตานักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ

นายปิยะ กล่าวว่า ภายในงานมีการจัดกิจกรรมให้เที่ยวชม ตลาดอารยธรรมวนัมรุง ได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน ผ้าไหม ผ้าฝ้ายที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ทั้งผ้าซิ่นตีนแดง ผ้าหางกระรอกคู่ตีนแดง ผ้าภูอัคนี(ผ้าฝ้ายย้อมดินภูเขาไฟ) รวมถึงผลิตภัณฑ์ประเภทอาหาร เครื่องใช้ ของที่ระลึกอื่นๆ และการแสดงดนตรีและนาฏศิลป์พื้นบ้าน 

การบวงสรวงองค์พระศิวะมหาเทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเขาพนมรุ้ง , ขบวนอัญเชิญพระศิวะมหาเทพ , ขบวนสัตว์พาหนะเทพผู้พิทักษ์ประจำทิศทั้ง 10 และขบวนเสด็จพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี แสดงโดย ดารานักแสดง “ขวัญ อุษามณี” และนางจริยา นำเครื่องบวงสรวง ประกอบด้วย เทพพาหนะผู้พิทักษ์ประจำทิศทั้ง 10 นางสนมกำนัล เหล่าทหาร ข้าทาสบริวาร ดำเนินผ่านเสานางเรียงประดับด้วยธงทิวยิ่งใหญ่อลังการ ขึ้นไปบนอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง การแสดงชุด “ระบำอัปสราบุรีรัมย์”

การแสดงแสงแห่งศรัทธาปราสาทพนมรุ้ง ขบวนแห่สักการะ “น้อมจิตบังคม พนมรุ้งนาฎการ” จากนางรำ ทั้ง 23 อำเภอ กว่า 700 คน แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองประจำถิ่นของแต่ละอำเภอ มาฟ้อนรำถวาย สักการะใต้ร่มพนมรุ้ง อย่างงดงามอลังการ  ยิ่งใหญ่ตระการตา ซึ่งตลอดการจัดงาน ได้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาเที่ยวชมงานกันเป็นจำนวนมาก

“ซึ่งการจัดงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งในปีนี้ ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด ให้เป็นที่รู้จักและดึงดูดประชาชน และนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย ชาวต่างประเทศให้เข้ามาเที่ยวเพิ่มมากขึ้น คาดจะมีเงินสะพัดตามแหล่งท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และของฝากของที่ระลึก ภายในจังหวัดไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท” นายปิยะ กล่าว

เลยอากาศแปรปรวน! ‘เช้าหมอก เที่ยงร้อนอ้าว บ่ายพายุถล่ม’ มี3ฤดูในวันเดียว

สภาพอากาสเมืองเลยแปรปรวนหนัก! ‘เช้าหมอก เที่ยงร้อนอ้าว บ่ายพายุถล่ม’ มี3ฤดูในวันเดียว เตือนประชาชนฝ้าระวังสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงนี้

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนี้สภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดเลยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตอนเช้าอากาศดี เย็นมีหมอก อุณหภูมิ 18-20 องศาเซลเซียส ในช่วงกลางวันอุณหภูมิจะสูง 35-38 องศาเซลเซียส และในช่วงบ่ายจะมีอากาศร้อนจัด มีเมฆฝน พายุฤดูร้อนเข้ามาสร้างความเสียหาย เป็นแบบนี้มา 2 วันแล้ว

อำเภอนาแห้ว ที่ภูค้ออากาศดีมากในช่วงเช้าเป็นจุดที่หนุ่มสาวและนักท่องเที่ยวนิยมขึ้นไปเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกภูค้อ หมู่บ้านจะให้บริการโดยรถอีแต๊กพาไต่ขึ้นยอดภูค้อเพื่อไปชมทะเลหมอกวิวประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว ในฝั่งตรงข้าม เช่น ภูผาโกน เป็นต้น

ล่าสุด ทางกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนในพื้นที่จังหวัดเลย ให้เฝ้าระวังสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ในพื้นที่จังหวัดเลย

เกษตรกรโคราชพลิกไร่มันสำปะหลัง หันปลูกแฟงขายโกยเงินล้าน

ยุคนี้ต้องปรับตัวให้ไวทันกับสถานการณ์โลกซึ่งเกษตรกรโคราชถอดบทเรียน ปลูกมันสำปะหลังราคาตกต่ำผันผวนไม่แน่นอน จึงพลิกผืนดินหันปลูกแฟงขาย ชุบชีวิตไม่กี่เดือนโกยเงินล้าน เห็นผลตอบแทนหายเหนื่อยปลิดทิ้ง คนเราจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญเรื่องนั้นๆ อย่างถ่องแท้ อีกทั้งยังต้องรู้จักปรับเปลี่ยนเรียนรู้ในการเพิ่มมูลค่า เพราะหากยังย่ำอยู่กับที่ไม่มีการพัฒนา คนอื่นๆ หรือคู่แข่งก็จะหนีทิ้งห่างเราไปได้

อย่างเกษตรกรครอบครัว “พินิจวรานนท์” ก่อนเคยปลูกมันสำปะหลังมานานหลายปี แต่ราคาก็สุดจะผันผวนดิ่งลงทุกวันบางครั้งขายได้ไม่คุ้มทุน จึงต้องหันมาปลูกแฟงขายไม่คาดคิดผลผลิตจะทำยอดพุ่งกระฉูด รายได้ไม่กี่เดือนทะลุล้านบาทเลยทีเดียว

ครอบครัวของ “นางสุพิณ พินิจวรานนท์ “อายุ 53 ปี เกษตรกรผู้ปลูกแฟงในพื้นที่บ้านใหม่สมบูรณ์ ต.บ้านใหม่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา กำลังเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตแฟงภายในไร่ที่ปลูกไว้กว่า 14 ไร่กันตลอดทั้งวันเพื่อนำส่งขายตลาดดอนแขวน ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าทางการเกษตรที่ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ซึ่งอยู่ห่างจากไร่ประมาณ 20 กิโลเมตร

“ตอนนี้แฟงกำลังได้ราคาดีและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก โดยครอบครัวนี้ได้เก็บผลผลิตแฟงส่งขายมาประมาณ 1 เดือน ในราคากิโลกรัมละ 8 – 10 บาท ได้เงินก้อนมาแล้วกว่า 1 ล้านบาท และยังคงเหลืออายุการเก็บเกี่ยวอีกประมาณเดือนเศษ”

นางสุพิณ เจ้าของสวนแฟงไร่พินิจเจริญ บอกว่า แฟงไร่นี้ตัวเองปลูกเอาไว้มาเมื่อประมาณ 3 เดือนกว่าๆ และเริ่มเก็บผลผลิตมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 ม.ค.68 ที่ผ่านมา ขายได้ราคาตั้งแต่ 8 – 12 บาท ต่อกิโลกรัม ล่าสุดวันนี้ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 9 บาท ซึ่งก็เป็นราคาปรับขึ้นลงวันต่อวัน ตลอดกว่า 1 เดือนที่ผ่านมาได้เงินไปแล้วกว่า 1.2 ล้านบาท และยังสามารถเก็บผลผลิตต่อไปได้อีกเดือนกว่า เนื่องจากต้นแฟงยังมีสภาพดีและให้ผลผลิตต่อเนื่อง แต่ก็เริ่มลดจำนวนลงแล้วเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามตอนนี้ตนเองถือว่าได้กำไรจากการปลูกแฟงเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาใช้เงินลงทุนทั้งค่าปลูกและค่าเก็บเกี่ยวไป 2 แสนบาทเท่านั้น

เดิมที่ที่ดินแปลงนี้ตัวเองและครอบครัวจะใช้ในการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างมันสำปะหลังและอ้อย แต่ด้วยสภาพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่มจะมีน้ำขังในช่วงฝนตกชุก ทำให้มันสำปะหลังต้องเจอกับปัญหาโรครากเน่าโคนเน่า อีกทั้งปีไหนได้ผลผลิตดีราคาก็มักจะตกต่ำ เพราะเป็นพืชเชิงเดี่ยวที่ราคาสผันผวนหนัก ทำให้มักจะขาดทุนเป็นส่วนใหญ่

จากนั้นจึงได้ลองปรับเปลี่ยนมาใช้วิธีการปลูกพืชผักที่ใช้เวลาเพาะปลูกระยะสั้นแต่ระยะเก็บเกี่ยวนาน ซึ่งก็จะมีการปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของตลาด เพราะจะทำให้มีรายได้เข้ามาเร็วขึ้น การปลูกมันและอ้อยได้เก็บเกี่ยวแบบปีต่อปี แต่ก็ต้องมีการทำการบ้านศึกษาข้อมูลเพราะการปลูกผักก็ยังมีความเสี่ยงเนื่องจากราคาปรับขึ้นลงวันต่อวัน ดังนั้นการเข้าถึงข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ โชคดีที่ตอนนี้มีตลาดรับซื้ออยู่ใกล้บ้านจึงสามารถที่จะพูดคุยปรึกษาวางแผนตลาดกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดได้ง่ายขึ้น

“สำหรับการเพาะปลูกแฟงนั้นใช้เวลาการเพาะปลูกประมาณ 75 วันจึงสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวได้ และจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปจนประมาณแฟงอายุได้ 120 วัน ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน ครอบครัวของตนทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจกว่าจะมาถึงวันนี้ เมื่อเห็นผลตอบแทนเงินล้านก็หายเหนื่อย”

นางสุพิณ บอกอีกว่า ความคิดของตนตอนนี้นั้น มันสำปะหลัง ถือเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะทำการเพาะปลูก เพราะด้วยสภาพพื้นที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวย ประกอบกับราคาที่ผันผวนอย่างมากในทุกๆ ปี ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องเจอกับปัญหาราคาที่ตกต่ำ ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน อีกทั้งยังมีระยะเวลาการเพาะปลูกยาวนานเป็นปี แต่ก็จะต้องได้ลงปลูกบ้างในช่วงที่เป็นเวลาพักแปลงชั่วคราว เพราะการปลูกพืชผักจะปลูกซ้ำที่เดิมไม่ได้นานนัก ไม่เช่นนั้นก็จะมีในเรื่องของปัญหาสภาพดินและโรคแมลงเข้ามารบกวนได้

สองสามีภรรยาชาวลำปางทำ “ไม้ก๊ำสะหรี”จำหน่ายปี๋ใหม่เมือง ยอดจองซื้อเกลี้ยงสต๊อก

ลำปาง – หนึ่งปีมีครั้งเดียว..สองสามีภรรยาเร่งผลิตไม้ก๊ำสะหรี ส่งลูกค้าที่สั่งจองใช้ในประเพณีปี๋ใหม่เมืองวันพญาวัน เผยทำ10-12 วันก่อนถึงสงกรานต์ รายได้หลักหมื่นบาท

ใกล้เทศกาลสงกรานต์ หรือ ปี๋ใหม่เมืองของชาวเหนือ ชาวบ้านต่างเริ่มตระเตรียมและทำสิ่งของ ที่จะต้องนำไปทำบุญตามประเพณี โดยเฉพาะวันสำคัญวันหนึ่งของปี๋ใหม่เมืองที่จะต้องทำกันในวันที่ 15 ซึ่งเป็นวันพญาวัน นั่นคือการขนทรายเข้าวัดและการแห่ไม้ก๊ำสะหรี (ไม้ค้ำโพธิ์) ซึ่งถือเป็นความเชื่อของคนโบราณที่ว่า..การถวายไม้ก๊ำสะหรีจะช่วยให้ตนเองครอบครัวมีสิ่งที่จะมาช่วยค้ำจุนให้อยู่ดีมีสุข

“ไม้ก๊ำหรือไม้ค้ำ” จะมีลักษณะเป็นท่อนไม้ยาวหลากหลายขนาด ปลายไม้เป็นง่ามสำหรับค้ำยัน มีการประดับตกแต่งด้วยกระดาษสีสวยงาม เมื่อนำไปถวายวัดแล้วก็จะนำไม้ก๊ำสะหรีไปค้ำที่สะหรีหรือสรี ซึ่งหมายถึง ต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าที่ปลูกอยู่ในวัดนั่นเอง

แต่ปัจจุบันแต่ละคนที่ต้องการไม้ก๊ำสะหรีเพื่อไปประกอบพิธีดังกล่าวไม่ค่อยทำเอง เพราะต้องมีความรู้และต้องหาไม้ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ดังนั้นสองสามีภรรยา คือลุงผา และ ป้าพัฒน์ คันใจ ชาวบ้านน้ำโท้ง ต.บ่อแฮ้ว จ.ลำปาง ก็จะเร่งผลิตไม้ก๊ำสะหรี ออกจำหน่ายให้ลูกค้าในเทศกาลปี๋ใหม่ ซึ่งขณะนี้ได้เร่งผลิตทุกวัน เพราะมีลูกค้าสั่งซื้อและจองไว้


ลุงผา เล่าว่า ได้เร่งสั่งซื้อไม้ซึ่งที่บ้านเรียกไม้ผักหนอง เป็นไม้เนื้ออ่อนที่ขึ้นตามสวนของชาวบ้านตัดมาขายให้ ซึ่งก็ต้องเลือกไม้ที่ตรงและมีง่าม 2-3-4 ง่าม ความสูงของไม้ต้องมีขนาด 3.5 เมตร สั้นกว่านั้นใช้ไม่ได้ ไม้ต้องมีอายุประมาณ 3-4 เดือน เล็กใหญ่ได้ทั้งหมด

เมื่อได้มาแล้วก็ต้องนำมาปลอกเปลือกออกตากแดดให้แห้ง แล้วใช้กระดาษทรายขัดไม่ให้มีเสี้ยนหนามติด จากนั้นก็จะทาด้วยขมิ้นให้ไม้เป็นสีเหลือง ตากให้น้ำขมิ้นซึมเข้าสู่เนื้อไม้แล้วจึงมาตกแต่งด้วยกระดาษ7สีให้ดูสวยงาม ขณะนี้ต้องเร่งทำให้กับลูกค้าที่สั่งจองไว้จำนวนมาก 1 ปี ก็จะทำหนึ่งครั้ง โดยจะเริ่มสั่งไม้ไว้ปลายเดือนมีนาคมและต้นเดือนเมษายนก็จะเริ่มทำสต๊อกไว้ให้ลูกค้า


ป้าพัฒน์ บอกว่า ไม้ก๊ำสะหรีที่ทำจะยึดตามประเพณีดั้งเดิมคือการใช้ขมิ้นซึ่งเป็นสมุนไพรธรรมชาติมาทาเสาไม้ให้เป็นสีเหลือง ตามความเชื่อที่ว่าการจะนำไม้เข้าวัดจะใช้สีเหลือง ดังนั้นไม้จึงต้องเป็นสีเหลือง ซึ่งหลังๆมานี้คนทำไม้ค้ำเองน้อย แต่ตนจะทำทุกปีเพราะเป็นสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นพ่อแม่ ทำประมาณ 10-13 วัน ก็มีรายได้หลักหมื่นกว่าบาทก็ถือว่าดี โดยปีนี้ก็ยังขายในราคาเดิมคือ เล่มเล็ก 80-200 บาท ตามขนาด และง่ามของไม้ หากไม้มีลักษณะพิเศษเช่นขนาดใหญ่ลำตรงและมี 4 ง่ามก็จะมีราคาเพิ่มขึ้น

สำหรับปีนี้คาดว่าจะทำประมาณ 100 เล่ม ตามที่ลูกค้าสั่ง แต่หากประชาชนท่านอื่นๆสนใจสามารถสั่งจองได้ถึงวันที่ 13 เมษายนนี้เท่านั้น โดยโทรมาได้ที่เบอร์ 097-9723106 และ 086-0542767

ชุมชนชาวดิน ชวนนุ่งโจง ใส่เสื้อลาย เล่นสงกรานต์ ถนนดินสองพอง เมืองลิง

ลพบุรี- ชุมชนชาวดินชวนนุ่งโจง ใส่เสื้อลาย ปีใหม่ไทย ยลเสน่ห์สงกรานต์บ้านดินสอพอง ตั้งแต่วันที่ 13 เมษาถึง 15 เมษายน 2568 พร้อมชมกิจกรรมตลาดวัฒนธรรม เล่นอุโมงค์น้ำ การสาธิตการหยอดดินสอพอง ชมขบวนแห่รถบุปผชาติ

นางกฤษณาสิทธิราช วัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า การจัดงานสงกรานต์ ประจำปี 2568  ตั้งแต่วันที่ 13 เมษาถึง 15 เมษายน 2568 โดยใช้ชื่อ ยลเสน่ห์สงกรานต์บ้านดินสอพอง  ที่บริเวณถนนดินสอพองบ้านหินสองก้อน ตำบลทะเลชุบศรอำเภอเมืองลพบุรี

ทั้งนี้งานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้เป้าหมาย นุ่งโจงใส่เสื้อลาย ปีใหม่ไทย ชุมชนชาวดิน จัดขึ้นบริเวณลานผลิตดินสอพองถนนดินสอพอง บ้านหินสองก้อน ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี งานเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 เมษาถึง 15 เมษายน 2568 โดยในวันเปิดงานจะเริ่มขึ้นเวลา 13.00 น. วันที่ 13 เมษายน ซึ่งเป็นวันสงกรานต์

โดยจะมีกิจกรรมตลาดวัฒนธรรม เล่นอุโมงน้ำ การสาธิตการหยอดดินสอพอง ชมขบวนแห่รถบุปผชาติ ที่สวยงาม การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน มวยดินสอพอง การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ในวันที่ 14 กิจกรรมตลาดวัฒนธรรม ถนนสายวัฒนธรรมลานผลิตดินสอพอง เล่น อุโมงค์น้ำ การแข่งขันกีฬาพื้นบ้านรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ และในวันที่ 15 กิจกรรมเริ่มขึ้นในเวลา 13:00 น. ตลาดลานวัฒนธรรมถนนสายวัฒนธรรมลานดินสอพองการเล่นอุโมงค์น้ำการแข่งขันกีฬาพื้นบ้านรดน้ำขอพรผู้ใหญ่และการประกวดผู้สูงอายุสุขภาพดี

การจัดงานครั้งนี้จะเน้นกับผู้มาเที่ยวเล่นสงกรานต์ ณ บริเวณลานผลิตดินสอพองถนนดินสอพองบ้านหินสอก้อน จะนุ่ง โจ ใส่เสื้อลายดอก มาเที่ยวงานเล่นสงกรานต์ซึ่งจังหวัดลพบุรีเป็นหนึ่งใน 17 จังหวัดที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนการจัดงานประเพณีสงกรานต์จากกระทรวงวัฒนธรรมและบริเวณสถานที่จัดงานแห่งนี้คือลานผลิตดินสอพองซึ่งมีหนึ่งเดียวในโลกอีกด้วย และ ผู้ที่มาเที่ยวเล่นสงกรานต์ที่นี่จะได้รับแจกดินสอพองอีกด้วย

ชาวบ้านร้อง อบต.แม่เงาได้งบไฟป่าล้านกว่าบาท แต่ไม่ดับไฟบ่อขยะ

ชาวบ้านต่อแพ และ บ้านหลวง ต.แม่เงา อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ร้องขอให้ อบต.แม่เงา รีบดำเนินการดับไฟป่าที่ลุกลามไหม้บ่อขยะ จนส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง จวกได้รับงบแก้ไขปัญหาไฟป่า แต่ไฟไหม้บ่อขยะกลับนิ่งเฉย

ราษฎรบ้านต่อแพ หมู่ 1 และ บ้านหลวง หมู่ 8 ตำบลแม่เงา อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร้องเรียนต่อสื่อมวลชน ขอให้องค์การบริหารส่วนตำบลแม่เงา ช่วยออกมาดับไฟบ่อขยะที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ บ้านหลวง หมู่ 8 ต.แม่เงา อ.ขุนยวม ด้วย เนื่องจากส่งกลิ่นเหม็นจากการเผาพลาสติกอย่างรุนแรง กระทบต่อสตรีที่เพิ่งคลอดบุตร และผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ (ลมผิดเดือน) เพราะปีนี้ทางอบต.ได้รับงบประมาณแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เป็นเงินล้านกว่าบาท ไม่น่าจะให้บ่อขยะไหม้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่มีหน่วยงานไหนออกมาดับไฟเลย

แหล่งข่าวราษฎรใน ต.แม่เงา ระบุว่า สำหรับ อบต.แม่เงา อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ได้รับงบประมาณจากทางจังหวัดในการแก้ไขปัญหาไฟป่า จำนวน 1,100,000 บาท แบ่งงบให้หมู่บ้าน 8 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 20,000 บาท จ้างราษฎร หมู่บ้านละ 10 คน วันละ 100 บาทต่อคน เพื่อทำการออกไปดับไฟป่า ซึ่งเมื่อจำแนกงบดังกล่าว พบว่าได้มีการใช้งบ ฯ ดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาไฟป่าเพียง 160,000 บาท เหลือเงินงบ ฯ อีกจำนวน 940,000 บาท ไม่ทราบว่านำไปใช้อะไรบ้างแล้วการแก้ไขปัญหาไฟป่าจะสัมฤทธิ์ผลสมความปราถณาของจังหวัดได้อย่างไร

ราคาพุ่ง เกษตรกรสทิงพระเร่ง ‘เก็บผลผลิตแตงกวาขาย’สร้างรายได้งดงาม

เกษตรกรในอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตแตงกวา ซึ่งเป็นพืชระยะสั้น ใช้เวลาปลูก 30 – 35 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตขายสร้างรายได้อย่างงามให้กับครอบครัว อีกทั้งในช่วงนี้แตงกวาราคาดี ในท้องตลาดราคา กก.ละ 25 บาท

นายบัณฑิต และ นางปราณี เหมือนนอง สองสามีภรรยา เกษตรกรอำเภอสทิงพระ ใช้พื้นที่ดิน 1 ไร่ ที่หมู่ที่ 7 ต.กระดังงา อ.สทิงพระ จ.สงขลา ปลูกพืชระยะสั้น โดยทำการปลูกแตงกวาพันธุ์จังโก้ 1,300 ต้น ยกเป็นร่อง 10 ร่องปลูกแตงกวา ร่องละ 130 ต้น และใช้ไม้เสม็ดทำเสาค้างขึงด้วยอวนตลอดแนวร่อง เพื่อให้แตงกวาได้เลื้อยขึ้นไปบนค้าง เมื่อเจริญเติบโต โดยใส่ปุ๋ยน้ำชีวภาพตั้งแต่เริ่มปลูกไม่ใช้สารเคมี รวมทั้งให้น้ำทางสายยางใช้เครื่องสูบน้ำสูบจากคลองส่งน้ำที่ขุดกักเก็บน้ำไว้ สองสามีภรรยาใช้เวลาดูแลแตงกวาเป็นอย่างดี ใช้ระยะเวลาในการปลูก 30- 35วัน แตงกวาเจริญงอกงามดี โดยไม่มีศัตรูพืชมารบกวน  ออกดอกออกผล และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในวันนี้

สำหรับแตงกวาชุดนี้ ใช้สารปรับปรุงบำรุงดิน ของกรมพัฒนาที่ดินเพื่อปรับสภาพดิน การเก็บเกี่ยวผลผลิตแตงกวาของนายบัณฑิต-นางปราณี เหมือนนอง เกษตรกรอำเภอสทิงพระ ผลผลิตออกมาเป็นที่น่าพอใจ โดยราคาแตงกวาในวันนี้ที่แม่ค้ามารับซื้อที่บ้านราคาอยู่ที่ กก.ละ 15 บาท และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกวันตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือน และได้ตั้งเป้าในการขายผลผลิตแตงกวาแปลงนี้ไว้ 2 หมื่นบาท จากการลงทุนในการปลูก 6,500 บาท ในเวลา 1 เดือน

นายบัณฑิต เหมือนนอง เกษตรกรอำเภอสทิงพระ กล่าวว่า วันนี้เป็นการเก็บผลผลิตแตงกวาชุดแรกที่ได้ทยอยออกมาก่อน โดยเก็บได้ 30 กก.ปลูกทั้งหมด 1,300 หลุม ในพื้นที่ 1 ไร่ แตงกวาเจริญเติบโตดี ลูกดก แล้วได้ราคา ในส่วนของปัญหาในการปลูกแตงกวา ไม่มีปัญหาเลย เพราะปลูกโดยใช้ชีวภาพล้วนๆ โดยไม่ใช้สารเคมีเลย ไม่มีแมลงมารบกวน